ตอนที่ 10 : บทที่ 10

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 286
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    15 ต.ค. 61

ช่วงสายๆ ของวันต่อมาชีคราซัคชวนพิมพ์พิสุทธิ์ไปขี่เจ็ทสกีเล่นกัน ตอนแรกหญิงสาวปฏิเสธเพราะกำลังวาดรูปค้างเอาไว้อยู่ แต่เมื่อถูกชายหนุ่มรบเร้าหนักเข้าก็ใจอ่อนยอมไปขี่เจ็ทสกีเล่นกับเขาจนได้

“คุณขี่เจ็ทสกีเก่งไหม” เขาถามหลังจากลุยน้ำมาขึ้นเจ็ทสกีด้วยกันแล้ว ซึ่งอาเจฟได้จัดเตรียมเอาไว้ให้สองลำ หญิงสาวฟังแล้วก็ยิ้มแฉ่งพร้อมกับเชิดหน้าขึ้นนิดๆ ตอบกลับเสียงใสอย่างโอ่อวด

“ฉันน่ะระดับมือโปรเลยนะคะ”

“หืม...จริงเหรอ” ชีคหนุ่มเลิกคิ้วถามด้วยรอยยิ้มขัน เธอเห็นแล้วก็นึกหมั่นไส้จึงย่นจมูกใส่เล็กน้อยโดยไม่รู้ตัวเลยว่ากิริยาที่เธอทำนั้นดูน่ารักน่าหยิกในสายตาของคนมองมากแค่ไหน

“จริงสิคะ ฉันจะโกหกคุณทำไมกันล่ะ” พิมพ์พิสุทธิ์ยักไหล่ตอบด้วยท่าทางมั่นอกมั่นใจ แม้เธอจะไม่เคยแข่งขันเจ็ทสกีมาก่อนแต่ก็มั่นใจในฝีมือของตนเองมาก เนื่องจากขี่เล่นมาหลายปีแล้วเพราะไปเที่ยวทะเลทีไรเธอต้องไปเช่ามาขี่เล่นเสมอ

“ถ้าอย่างนั้นมาแข่งกันเอาไหม” ชีคราซัคเอ่ยท้าอย่างนึกสนุก ตัวเขาเองก็ไม่ใช่มืออาชีพเหมือนกันแต่ก็ชอบขี่เจ็ทสกีเล่นยามว่างจากงานเสมอ

“คนชนะจะได้อะไรล่ะคะ” เธอเอียงคอถามยิ้มๆ ด้วยดวงตาสดใส เขาจึงยิ้มตอบใส่ดวงตาคู่งามแล้วเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะออกมา

“ถ้าคุณชนะผมจะพาคุณไปท่องราตรีคืนนี้”

พิมพ์พิสุทธิ์ครุ่นคิดถึงผลรางวัลครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าตกลง แล้วถามถึงผลของคนแพ้บ้าง

“แล้วคนแพ้ล่ะคะ”

“คนแพ้ก็ต้องยอมไปเป็นเพื่อนคนชนะทุกที่ที่ต้องการเป็นเวลาหนึ่งวัน”

หญิงสาวทำหน้ายู่กับคำตอบของเขา แล้วหัวเราะออกมาอย่างอดขำไม่ได้เพราะฟังดูแล้วมันดูเข้าข้างคนท้าทุกอย่างเลย แต่เอาเถอะ ลองแข่งดูก็ได้ ไม่ได้เสียหายอะไรนี่นา จิตรกรสาวคิดในใจก่อนจะตอบรับคำท้าแข่งของเขา ชีคราซัคยิ้มกว้างด้วยความยินดี จากนั้นก็บอกถึงเส้นทางที่ใช้แข่งขันซึ่งเขากับเธอต้องขี่เจ็ทสกีไปที่เรือเร็วที่ลอยลำอยู่ห่างออกไปลิบๆ เบื้องหน้าซึ่งเป็นเรือของคนของเขาที่ทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้ พวกเขาต้องขับอ้อมเรือวกกลับมาทางเดิมแล้ววิ่งขึ้นชายหาดไป ใครถึงก่อนเป็นฝ่ายชนะ

พิมพ์พิสุทธิ์พยักหน้าอย่างเข้าใจและเพียงสิ้นคำว่า เริ่มได้ ของเขา หญิงสาวก็บิดเจ็ทสกีออกจากจุดสตาร์ททันที หนุ่มสาวบนเจ็ทสกีสองลำขี่แข่งตีคู่กันไปเบื้องหน้าโดยไม่มีการยอมกัน ฝีมือนั้นสูสีแต่ความแข็งแกร่งของร่างกายดูเธอจะแพ้เขาเห็นๆ เพราะมีบางช่วงเหมือนกันที่เธอต้องผ่อนคันเร่งเมื่อเจอคลื่นลูกใหญ่เข้า ทำให้คู่แข่งแซงหน้าเธอไปเกือบช่วงตัวได้ และสุดท้ายเธอก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้เมื่อเขาวิ่งขึ้นชายหาดได้ก่อนเป็นคนแรก

จิตรกรสาวเดินลุยน้ำขึ้นฝั่งด้วยสีหน้าเซ็งนิดๆ ที่พ่ายแพ้แต่ก็ไม่มีการพาลเกิดขึ้นเพราะเธอไม่ใช่คนขี้แพ้ชวนตี ชีคราซัคมองดวงหน้านวลใสด้วยรอยยิ้มเอื้อเอ็นดูก่อนจะเอ่ยชมเธอจากใจจริง

“คุณนี่มือโปรอย่างที่บอกจริงๆ นะ”

“แกล้งชมฉันเหรอคะ” แทนที่จะดีใจที่ถูกชมเธอกลับแปลเจตนาเขาผิดไป จนชายหนุ่มต้องรีบอธิบายอย่างเอาใจ ซึ่งเขาไม่เคยทำแบบนี้กับใครมาก่อนเลย

“เปล่านะ ผมชมคุณจริงๆ ถ้าคุณไม่เก่งจริงผมคงชนะขาดมากกว่านี้แล้วล่ะ จริงไหม”

“จริงที่สุดค่ะ” พิมพ์พิสุทธิ์ฉีกยิ้มกว้างให้อย่างอารมณ์ดีขึ้น ชีคหนุ่มหัวเราะร่าก่อนชวนเธอว่ายน้ำเล่นกันต่อ จนกระทั่งเกือบได้เวลาอาหารกลางวันแล้วจึงได้ชวนกันขึ้นฝั่ง หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้วทั้งสองก็ลงมาทานอาหารกัน ซึ่งบรรยากาศบนโต๊ะเริ่มเป็นกันเองมากขึ้นเนื่องจากหนุ่มสาวมีความสนิทสนมกันเพิ่มขึ้น พอทานข้าวเสร็จชายหนุ่มก็ตามหญิงสาวเข้าไปในห้องสมบัติด้วย เพราะช่วงนี้เขาอยู่ในช่วงพักร้อนจึงไม่มีอะไรทำก็เลยถือโอกาสตรวจงานวาดของลูกจ้างสาวเสียเลย เพื่อที่จะได้ใช้เวลาใกล้ชิดกับเธอตามที่ใจปรารถนา

พอตกเย็นชีคราซัคก็บอกให้พิมพ์พิสุทธิ์ไปอาบน้ำแต่งตัว ทั้งสองแยกย้ายกันไปร่วมชั่วโมงก่อนจะมาเจอกันใหม่ที่ห้องโถงใหญ่ ซึ่งพอชีคหนุ่มเห็นหญิงสาวปรากฏกายก็เลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจ แล้วหลุดหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่

“คุณขำอะไรคะ” หญิงสาวถามอย่างฉงนก่อนจะก้มมองสำรวจตัวเองว่ามีตรงไหนที่ดูตลกบ้างถึงทำให้เขาหัวเราะออกมาได้

“เปล่า แต่คุณจะไปเที่ยวกับผมชุดนี้จริงๆ เหรอ”

“ค่ะ ทำไมคะ มันดูไม่สุภาพเหรอ” พิมพ์พิสุทธิ์ถามตรงๆ อย่างต้องการคำตอบ ชีคราซัคยังคงอมยิ้มขณะที่ทอดสายตามองร่างโปร่งระหงของเธอที่อยู่ในชุดทะมัดทะแมงไปด้วย ซึ่งประกอบไปด้วยเสื้อกล้ามสีขาวเข้ารูปจนเห็นทรวงอกอวบอิ่มกับเอวคอดได้ชัดเจน แต่ถูกสวมทับไว้ด้วยเสื้อยีนสีซีดๆ แขนยาวถึงแค่ศอกไม่ติดกระดุมหน้า ส่วนด้านล่างเป็นกางเกงยีนขายาวสีเดียวกับเสื้อยีน ส่วนผมยาวสลวยหยักศกของเธอถูกมัดเก็บเป็นหางม้าทางด้านหลังเปิดให้เห็นต้นคอขาวระหงน่าซบ ส่วนใบหน้านั้นกระจ่างใสแทบไร้เครื่องสำอางอย่างที่เธอชอบ จะมีก็เพียงลิปสติกไร้สีทาเพื่อให้ริมฝีปากชุ่มชื้นกับทาแป้งตลับให้หน้านวลเนียนยิ่งขึ้นเท่านั้น เนื่องจากเครื่องหน้าทุกชิ้นของเธอเด่นอยู่แล้วจึงไม่ทำให้ดวงหน้าของเธอดูจืดไปสักนิด

“ไม่ใช่ไม่สุภาพ แต่ผมไม่เคยเห็นผู้หญิงแต่งตัวแบบนี้ไปเที่ยวกับผมก็เท่านั้นเอง”

“แล้วคุณชอบหรือว่าไม่ชอบล่ะคะ” เธอถามตรงๆ และสบกับดวงตาคมกล้าไม่หลบ แต่พอนัยน์ตาคมฉายแววบางอย่างออกมา หญิงสาวก็ต้องหลบตาในที่สุดด้วยหัวใจที่เต้นแรงขึ้น

“ผมชอบนะ ถือว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ๆ ก็แล้วกัน”

“บ้า” พิมพ์พิสุทธิ์ต่อว่าเสียงอุบอิบก่อนจะอดขำไม่ได้เหมือนกัน ที่เธอเลือกแต่งตัวแบบนี้ไม่ใช่ว่าไม่ให้เกียรติคนพาเที่ยวหรอกนะ แต่เธอไม่มีชุดกระโปรงสวยๆ ติดมาด้วยเลยสักชุด เนื่องจากเธอไม่คิดว่าจะได้ออกไปเที่ยวแบบนี้ อีกอย่างเธอก็เห็นว่าแต่งตัวแบบนี้ก็โอเคอยู่เพราะชีคหนุ่มบอกไว้แล้วว่าไม่ได้พาไปเที่ยวในผับหรูหราอะไร เขาจะพาเธอไปเดินเที่ยวชมแสงสียามราตรีในย่านที่ขายของกลางคืน และไปทานอาหารกันที่ร้านริมชายทะเลชื่อดัง ซึ่งที่นั่นมีการจัดปาร์ตี้เล็กๆ ให้ลูกค้าได้ออกไปเต้นรำด้วย

“ไปกันเถอะ” ชีคราซัคเอ่ยชวนแล้วออกเดินนำไปก่อนด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส บ่งบอกได้ว่าการท่องราตรีในคืนนี้เขามีความสุขเพียงใด เอาแค่เพียงเริ่มต้นเขาก็รู้สึกตื่นเต้นเสียแล้วที่จะได้ควงสาวสวยซึ่งเป็นตัวของตัวเองสูงทีเดียวแบบพิมพ์พิสุทธิ์ เธอมั่นใจในตัวเองที่จะแต่งตัวแบบนี้ไปเที่ยวกับเขา โดยไม่มีการใช้มารยาใดๆ เพื่อขอให้เขาซื้อชุดสวยให้ใส่เลย ซึ่งผิดกับผู้หญิงหลายๆ คนที่เขารู้จัก

ชีคหนุ่มเคยแต่ควงสาวสวยที่ต้องอยู่ในชุดงดงามเท่านั้นถึงจะออกไปเที่ยวได้ ผู้หญิงเหล่านั้นต้องจัดเต็มทั้งเสื้อผ้าหน้าผมเพื่อให้ดูดึงดูดตาและใจของเขาให้มากที่สุด ทว่าพิมพ์พิสุทธิ์กลับไม่เป็นแบบนั้นแต่ตอนนี้เธอกลับดึงดูดสายตาและใจเขาให้สนใจเพียงแต่เธอได้ชะงักนัก โดยที่เธอไม่ต้องพยายามอะไรเลยนอกจากเป็นตัวของตัวเองเท่านั้น

ชีคราซัคถอนใจเบาๆ ด้วยรอยยิ้มขบขันตัวเองนิดๆ ก่อนจะเหลือบหางตามองหญิงสาวชาวไทยที่นั่งอยู่ด้านข้างเขาในรถ เธอจะรู้ไหมนะว่าตอนนี้เธอกำลังมีอิทธิพลต่อจิตใจของเขามากขึ้นเรื่อยๆ และถ้ารู้เธอจะทำอย่างไรกันนะ จะนิ่งเฉยหรือว่าจะเปิดโอกาสให้เขามากขึ้นกันแน่ เขาอยากรู้นัก

“เราจะไปเที่ยวที่ไหนกันเหรอคะ” เธอเอ่ยถามขึ้นเมื่อเห็นว่าภายในรถเงียบเกินไปแล้ว

“ผมจะพาคุณไปเดินเที่ยวที่ย่านเปเน่ก่อน ที่นั่นมีของขายตามรายทางมากมายทั้งของกินและของใช้ เปิดขายกันตั้งแต่เย็นไปจนถึงตีสองตีสามเลยล่ะ”

“ว้าว...น่าสนุกนะคะ”

“ใช่ เป็นแหล่งชอปปิ้งยอดนิยมของนักท่องเที่ยวเลยล่ะ พอเดินเที่ยวกันเสร็จแล้วผมจะพาคุณไปทานอาหารทะเลอร่อยๆ กันที่ร้านที่ผมเคยบอกไว้ต่อ” เขาบอกถึงแผนการเที่ยวในค่ำคืนนี้ให้รู้ด้วยสีหน้าเบิกบาน

รถที่ทั้งสองนั่งแล่นมาได้เกือบชั่วโมงก็มาหยุดจอดที่ย่านดัง ซึ่งตอนนี้มีผู้คนเดินกันให้พลุกพล่านเต็มไปหมด พิมพ์พิสุทธิ์มองความคึกคักของย่านชอปปิ้งเบื้องหน้าอย่างตื่นตาตื่นใจ เธอเดินเคียงคู่ไปกับชีคราซัคโดยมีอาเจฟเดินตามหลัง และมีทหารในชุดธรรมดาคอยเดินอารักขาอยู่รอบนอกในลักษณะเหมือนนักท่องเที่ยว เพื่อไม่ให้คนถูกคุ้มกันรู้สึกอึดอัดจนเกินไปนัก

หญิงสาวสังเกตได้ว่ามีผู้คนจำนวนหนึ่งคอยหันมามองชีคหนุ่มอยู่บ่อยๆ เหมือนเจอพวกดารานักร้องไม่มีผิด และมีบางคนที่เข้ามาทักทายเขาด้วยท่าทางสนิทสนมเรื่อยๆ บ่งบอกให้รู้ว่าชายหนุ่มข้างกายเธอนี้เป็นคนดังมากแค่ไหน พิมพ์พิสุทธิ์เดินดูของตามร้านแผงลอยสองข้างทางด้วยความเพลิดเพลิน โดยมีไกด์กิตติมศักดิ์คอยให้ความรู้เกี่ยวกับย่านเก่าแก่นี้ไปด้วย

ย่านแห่งนี้มีชีวิตชีวายิ่งนัก มีสินค้าขายมากมายซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นของที่พบเห็นได้ทั่วโลกที่ขายกัน จะมีของพื้นเมืองบ้างก็ไม่มากนัก แต่เรื่องของกินนี่ส่วนใหญ่เป็นอาหารของทาเกียร์แทบทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นขนม น้ำดื่มหรืออาหารนานาชนิด ซึ่งหญิงสาวก็ไม่พลาดที่จะลองชิมอาหารเหล่านั้น โดยมีชีคราซัคร่วมทานด้วยบางอย่างสร้างความรู้สึกดีๆ ให้แก่จิตรกรสาวอยู่ในใจที่เห็นเขาไม่ถือตัวและดูติดดินเหมือนประชาชนทั่วไปเขาทำกัน

ทั้งที่ชายหนุ่มเป็นถึงท่านชีคผู้สูงส่ง ร่ำรวยมหาศาล ทั้งชีวิตคงได้ทานแต่อาหารดีๆ และไปในที่หรูหรามากมาย วิถีชีวิตของเขาไม่น่าที่จะมายืนกินขนมข้างทางแบบเธอได้เลยจริงๆ พิมพ์พิสุทธิ์มองชีคราซัคทานขนมโบราณของทาเกียร์ด้วยท่าทางเอร็ดอร่อยยิ้มๆ อย่างรู้สึกชื่นชมและก่อให้เกิดความรู้สึกดีๆ เพิ่มขึ้นในหัวใจของเธอ

ผู้ชายคนนี้ชักทำให้หัวใจเธอหวั่นไหวมากขึ้นเรื่อยๆ จนเธอกลัวว่าสักวันหนึ่งมันจะรุนแรงจนเกินควบคุมได้อีกต่อไป หญิงสาวถอนใจเบาๆ ด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดขึ้นจนชีคหนุ่มสัมผัสได้ จึงเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง

“เป็นอะไรไป คุณมีเรื่องอะไรไม่พอใจหรือเปล่า”

“เปล่าค่ะ” จิตรกรสาวยิ้มให้แล้วเอ่ยชวนเขาเดินดูของต่อ เธอพยายามบอกตัวเองว่าอย่าหวั่นไหวอีกเพราะเรื่องระหว่างเขากับเธอมันไม่มีทางสมหวัง เธอกับเขาเหมือนอยู่กันคนละโลก อย่าหาเรื่องให้เจ็บปวดใจเล่นจะดีกว่า พิมพ์พิสุทธิ์เฝ้าเตือนตัวเองเช่นนี้แต่พอเผลอตัวก็เข้ารอยเดิมจนได้ เพราะเสน่ห์ของชีคหนุ่มช่างรุนแรงเสียเหลือเกิน หญิงใดได้อยู่ใกล้ย่อมต้องมีหวั่นไหวกันบ้างล่ะ

หลังจากเดินดูของกันจนเมื่อยขาแล้ว ชีคราซัคก็พาหญิงสาวไปที่ร้านอาหารริมทะเลที่เขาได้สั่งจองเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว ความที่กินอาหารข้างทางจากย่านเปเน่มาพอสมควรแล้วทำให้ทั้งสองสั่งอาหารมาทานไม่มากนัก จะเน้นนั่งดื่มเครื่องดื่มและซึมซับกับบรรยากาศริมทะเลที่มีเสียงเพลงดังเคล้าคลอเสียมากกว่า

“ร้านนี้บรรยากาศดีมากเลยนะคะ อาหารก็อร่อยมากด้วย” พิมพ์พิสุทธิ์บอกด้วยสีหน้าอิ่มสุขหลังจากทานอาหารทะเลแสนอร่อยจนหมดจานแล้ว ชีคราซัคที่กำลังจิบเครื่องดื่มอยู่มองลูกจ้างสาวด้วยแววตาพึงพอใจที่เห็นเธอมีความสุข เพราะมันคือสิ่งที่เขาต้องการถึงได้พาเธอออกมาเปิดหูเปิดตาในวันนี้

“ใช่ ผมดีใจนะที่คุณชอบ คุณรู้ไหม เวลาที่คุณยิ้มกว้างๆ แบบนี้ด้วยสีหน้าที่มีความสุขคุณดูสวยมากเลยนะ”

คำชมหวานหูของเขาเรียกจุดสีแดงให้แต้มแก้มนวลอย่างรวดเร็ว จิตรกรสาวกล่าวขอบคุณเสียงแผ่วก่อนจะหยิบแก้วเครื่องดื่มของตนเองขึ้นจิบแก้เขิน พิมพ์พิสุทธิ์หลบสายตาคู่คมที่มองมาเพราะมันดูฉ่ำหวานจนเธอใจเต้นแรง เธอหาเรื่องชวนเขาคุยเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกของตนเอง จนผ่านไปสักพักชายหนุ่มก็ตั้งคำถามว่า

“คุณชอบที่นี่ไหม”

“ชอบค่ะ ที่นี่มีมนต์เสน่ห์ที่น่าค้นหามาก” เธอตอบจากใจ

“แล้วถ้างานเสร็จคุณจะอยู่ต่อหรือเปล่า”

“อืม...ไม่รู้สิคะ กว่างานจะเสร็จก็อีกตั้งหลายเดือน ถึงตอนนั้นฉันอาจเที่ยวที่นี่จนพอใจหมดแล้วก็ได้”

“ถ้างานเสร็จผมอยากให้คุณอยู่ที่นี่ต่อไปอีกนะ” เขาบอกตรงๆ ด้วยสายตาที่สื่อความรู้สึกบางอย่าง ซึ่งทำเอาคนสบตาด้วยเกิดอาการวาบหวามขึ้นในอก

“เพราะอะไรคะ” หญิงสาวถามกลับเสียงแผ่วและจ้องดวงตาคู่คมพราวระยับนิ่งอย่างค้นหา

“เพราะผมอยากพาคุณไปเที่ยวที่เมืองอื่นๆ บ้าง และผม...อยากรู้จักคุณให้มากขึ้นกว่าเดิมด้วย” ชีคหนุ่มตอบตรงกับที่ใจคิดและสบกับดวงตาคู่สวยของเธอไม่ยอมหลบ จนพิมพ์พิสุทธิ์ต้องเป็นฝ่ายหลบไปเองด้วยหัวใจที่พองโตขึ้น ก่อนจะตอบกลับเสียงแผ่วอย่างไม่แน่ใจนัก

“ฉันคง...ยังให้คำตอบคุณตอนนี้ไม่ได้หรอกค่ะ”

“ไม่เป็นไร” เขายักไหล่ “ผมจะถามคุณอีกทีตอนงานใกล้เสร็จก็แล้วกัน แต่ตอนนี้...คุณต้องรับปากออกไปเต้นรำกับผมก่อนนะ” ชีคราซัคบอกด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่มพลางลุกขึ้นส่งมือให้เธอจับ หญิงสาวมองหน้าคนชวนแล้วหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะวางมือบางลงบนอุ้งมือใหญ่ เมื่อเขากระชับมือเธอไว้เธอก็รู้สึกถึงความอบอุ่นได้ในทันที หนุ่มสาวจูงมือกันเดินออกไปที่ฟลอร์เต้นรำซึ่งทางร้านได้จัดบริเวณเอาไว้ให้ที่ชายหาด มีชายหญิงหลายคู่ออกมาเต้นรำกันก่อนหน้าแล้วด้วยลีลาซบอกกันหวานๆ ตามจังหวะเพลงรัก แต่รอบที่ชีคหนุ่มชวนเธอออกไปเต้นนั้นเป็นรอบเพลงของจังหวะสนุกสนาน ผู้คนในร้านจึงจูงมือกันออกมาเต้นรำมากมายโดยไม่จำกัดเพศว่าต้องเป็นชายหญิงคู่กันเท่านั้น

พิมพ์พิสุทธิ์หัวเราะร่าอย่างมีความสุขระคนสนุกสนาน เธอกับเขาจับมือกันไว้ทั้งสองข้างและเต้นโยกย้ายส่ายสะโพกตามจังหวะดนตรีกันอย่างรื่นเริง หนุ่มสาวไม่คิดถึงเรื่องอะไรทั้งนั้นในตอนนี้นอกจากปล่อยใจและกายไปตามเสียงเพลงกับความสุขที่ได้รับจากกันและกันเท่านั้น

หลังจากได้เต้นรำและดื่มกินกันอย่างสุดเหวี่ยงแล้ว ชีคราซัคก็พาหญิงสาวกลับคฤหาสน์ในเวลาเกือบเที่ยงคืน ขากลับชายหนุ่มเป็นคนขับรถกลับเอง เขาจัดการกดเปิดหลังคารถออกเพื่อรับลมเย็นๆ ในยามค่ำคืน ชีคหนุ่มขับรถไปตามถนนเรียบชายทะเลไปเรื่อยๆ ซึ่งสร้างความพอใจให้แก่พิมพ์พิสุทธิ์เป็นอย่างมากเพราะเธอชอบที่จะได้รับลมธรรมชาติเย็นๆ แบบนี้ จึงชูมือขึ้นสองข้างแล้วร้องวู้ๆ ออกมาเสียงดังอย่างมีความสุข โดยมีสายตาของคนขับคอยมองด้วยความเอ็นดูแกมขบขัน

เมื่อมาถึงคฤหาสน์ชีคราซัคก็เดินไปส่งหญิงสาวถึงหน้าห้องนอน พิมพ์พิสุทธิ์หันกลับมามองหน้าคนส่งแล้วกล่าวขอบคุณเขาเสียงหวาน

“ขอบคุณสำหรับวันดีๆ แบบนี้นะคะ ฉันสนุกและมีความสุขมากเลยค่ะ”

“ผมดีใจที่คุณสนุกและมีความสุข เพราะผมก็รู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน”

“ราตรีสวัสดิ์นะคะ” เธอกล่าวลาเสียงอ่อนหวาน ชีคหนุ่มยิ้มบางๆ ให้แล้วโน้มใบหน้าลงหาก่อนจะประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากมนของเธอแผ่วเบาครั้งหนึ่ง พร้อมกล่าวเสียงนุ่มหวานหู

“ราตรีสวัสดิ์ครับ คืนนี้ขอให้นอนหลับฝันดี” พูดจบชายหนุ่มก็หันหลังให้แล้วเดินจากไปทันที ทิ้งให้จิตรกรสาวยืนนิ่งอึ้งอยู่เพียงลำพัง พิมพ์พิสุทธิ์ยกมือขึ้นแตะที่หน้าผากของตัวเองอย่างเผลอไผล จากนั้นใบหน้านวลก็ร้อนผ่าวขึ้นมาจนแดงก่ำราวกับลูกตำลึงสุก ริมฝีปากบางแย้มยิ้มออกมาอย่างขัดเขิน ก่อนเธอจะรีบเปิดประตูเข้าห้องนอนไป

หญิงสาวเดินไปนั่งที่เตียงนุ่มพลางยกมือขึ้นทาบอกตรงตำแหน่งของหัวใจ ซึ่งตอนนี้หัวใจของเธอมันเต้นแรงจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก เขาทำแบบนี้ทำไมกัน เขาจูบหน้าผากเธอทำไม เขาคิดอะไรกับเธอหรือเปล่า พิมพ์พิสุทธิ์หาคำตอบให้ตัวเองอย่างว้าวุ่นใจ จนต้องเตือนตนเองว่าให้ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งคิดฟุ้งซ่านไปกันใหญ่เพราะบางทีเขาอาจแค่จูบลาราตรีสวัสดิ์ธรรมดาก็เป็นได้ วัฒนธรรมของเธอกับเขาแตกต่างกันอยู่แล้ว สำหรับเขาอาจเป็นเรื่องปกติเท่านั้น

จิตรกรสาวเตือนตัวเองไว้แต่ก็ยังระงับอาการตื่นเต้นไม่ได้ ยิ่งเห็นถุงกระดาษที่มีผ้าคลุมไหล่ที่เขาซื้อให้ด้วยแล้วหัวจิตหัวใจของเธอก็ยิ่งเตลิดไปใหญ่แทบกู่ไม่กลับกับความรู้สึกแสนหวานที่เกิดขึ้นในหัวใจเป็นครั้งแรก หญิงสาวเอนตัวลงนอนแผ่หลาบนเตียงแล้วกลิ้งตัวไปมาอยู่หลายรอบ ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นไปอาบน้ำเพื่อเข้านอน ซึ่งระหว่างที่เดินไปห้องน้ำนั้นต้องผ่านโต๊ะเครื่องแป้งก่อน พิมพ์พิสุทธิ์จึงได้เห็นใบหน้าของตนเองว่าตอนนี้กำลังยิ้มแย้มอย่างมีความสุขมากแค่ไหน จนต้องเอามือตบๆ แก้มตัวเองให้หุบยิ้มได้แล้วอย่างอายๆ

 

นับจากคืนที่ไปเที่ยวกันความสัมพันธ์ระหว่างพิมพ์พิสุทธิ์กับชีคราซัคก็คืบหน้าขึ้นเรื่อยๆ ทั้งสองต่างมีความรู้สึกดีๆ ให้แก่กัน บรรยากาศภายในคฤหาสน์ซารีมะห์จึงอบอวลไปด้วยความอบอุ่นอ่อนหวาน จนทุกคนในคฤหาสน์ต่างสัมผัสกันได้ ทุกคนจึงเฝ้ามองความสัมพันธ์ของหนุ่มสาวอยู่เงียบๆ

หลายวันมานี้หญิงสาวไม่ได้ทำงานอยู่ภายในห้องสมบัติเพียงลำพังเหมือนเคย เพราะมีชายหนุ่มเข้ามานั่งอ่านหนังสือและเฝ้ามองการทำงานของเธออยู่ด้วยตลอด ตอนแรกจิตรกรสาวก็รู้สึกประหม่าจนวาดรูปไม่ได้เนื่องจากมีดวงตาหวานๆ ของอีกฝ่ายคอยจ้องมองมาตลอด เธอจึงต้องตั้งสมาธิให้มั่นสุดฤทธิ์ซึ่งกว่าจะทำใจให้ชินได้ก็นานพอดู

ส่วนชีคราซัคนั้นรู้สึกพอใจที่ได้อยู่ในบรรยากาศเงียบสงบแบบนี้ แถมยังได้เห็นหน้าสาวที่ตนเองชอบอีกด้วยเขาจึงอยู่ได้เป็นวันๆ โดยไม่รู้สึกเบื่อหน่ายสักนิดเดียว ชีคหนุ่มละสายตาจากใบหน้านวลใสมาที่ผ้าคลุมผืนสวยที่คลุมอยู่บนไหล่บางแทนด้วยสายตาพึงพอใจ เขาดีใจที่เธอใช้ผ้าคลุมไหล่ที่เขาซื้อให้ เขาคิดไม่ผิดจริงๆ ว่ามันต้องเหมาะกับเธอ ชายหนุ่มเฝ้ามองจิตรกรสาวด้วยนัยน์ตาวาวหวานอยู่พักใหญ่ก่อนจะหันไปสนใจหนังสือในมือของตนเองต่อ โดยไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองกำลังนั่งเป็นแบบให้พิมพ์พิสุทธิ์วาดรูปอยู่

หญิงสาวก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงคิดอยากวาดรูปเขาขึ้นมา ทั้งที่เธอไม่ค่อยชอบวาดรูปคนสักเท่าไรนัก แต่ภาพของชายหนุ่มเบื้องหน้ามันช่างดูดีชวนน่าหลงใหลเสียเหลือเกินจนเธอตัดสินใจที่จะวาดภาพเขาเก็บไว้ และตั้งใจที่จะมอบภาพนี้ให้กับชีคราซัคในวันที่เธอทำงานให้เขาเสร็จเรียบร้อยแล้ว เพื่อเป็นที่ระลึกถึงกัน

แต่แล้วความสงบสุขของทั้งสองก็ต้องจบลง เมื่อชีคหนุ่มต้องเดินทางไปที่ซิย่าโดยด่วนเพราะมีงานสำคัญที่ค่ายทหารรออยู่ ภายในห้องสมบัติวันนี้จึงไม่มีคนร่างสูงใหญ่มานั่งอ่านหนังสือเล่นอยู่เป็นเพื่อน ความเหงาจึงเข้าจู่โจมจิตใจจนพิมพ์พิสุทธิ์ต้องสบถออกมาเบาๆ อย่างหงุดหงิดกับอาการของตัวเอง

“บ้าจริง เป็นบ้าอะไรไปนะเรา แค่เขาไม่อยู่ด้วยแค่นี้ถึงกับหงอยเลยเหรอเนี่ย ไม่ได้การแล้วๆ” หญิงสาวยีผมตัวเองจนฟูพร้อมกับเดินวนไปวนมาอย่างงุ่นง่านอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะหยุดกึกแล้วค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นเมื่อรู้สึกเวียนหัวและหน้ามืดขึ้นมากะทันหัน จิตรกรสาวนั่งนิ่งอยู่ครู่ใหญ่จนรู้สึกดีขึ้นก็ลุกขึ้นเดินไปทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟามุมห้อง แล้วเอนกายลงนอนพักเพราะคิดว่าอาการที่ตัวเองเป็นเมื่อครู่นี้คงเกิดจากการที่เธอนอนดึกเกินไป ร่างกายเลยอ่อนเพลียทำให้ไม่มีแรง

กลางดึกพิมพ์พิสุทธิ์ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความหวาดกลัวอีกครั้ง หลังจากห่างหายไปหลายวันเมื่อฝันเห็นผู้หญิงผมทองคนเดิมอีกแล้ว หญิงสาวลูบหน้าตัวเองพลางถอนใจเฮือกใหญ่อย่างไม่เข้าใจว่าเหตุใดถึงได้ฝันถึงคนเดิมซ้ำซากอยู่แบบนี้ ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครกันแน่ นึกเท่าไรเธอก็นึกไม่ออกว่าเคยเจอกันที่ไหนหรือเปล่า

ตุ้บ...

กรี๊ด...” พิมพ์พิสุทธิ์กรีดร้องออกมาด้วยความตกใจแต่ดีที่ยกมืออุดปากตัวเองไว้ได้ทันเสียงจึงไม่ดังมากนัก หญิงสาวหันไปมองยังทิศทางของเสียงแล้วถอนใจออกมาอีกครั้งด้วยความโล่งอก เมื่อพบว่าเป็นแค่ของหล่นเท่านั้น “บ้าเอ๊ย! ตกใจหมดเลย” เธอบ่นอุบพลางลูบอกตัวเองไปด้วยก่อนจะเขยิบตัวไปนั่งติดข้างฝาแล้วหยิบผ้าห่มมาพันตัวเอาไว้ เก็บแขนเก็บขาไว้ใต้ผ้าห่มอย่างมิดชิดราวกับว่าถ้ามีสิ่งน่ากลัวเกิดขึ้นจริงมันจะช่วยป้องกันเธอไว้ได้อย่างนั้น

ยิ่งนึกถึงภาพความฝันพิมพ์พิสุทธิ์ก็ยิ่งหวาดหวั่นใจ ความฝันในคราวนี้น่ากลัวเหลือเกิน ผู้หญิงคนนั้นร้องไห้อย่างหนักจนน้ำตาเป็นสายเลือดอีกแล้ว แต่คราวนี้อีกฝ่ายหันมาจ้องเธอด้วยสายตาเกรี้ยวกราดและแสยะยิ้มให้อย่างน่าสะพรึงกลัว จากนั้นก็ค่อยๆ เลื่อนกายเข้ามาหาซึ่งเธอก็ได้แต่ยืนนิ่งไม่สามารถขยับตัวหนีไปไหนได้เลย จนร่างนั้นเคลื่อนเข้ามาใกล้แทบใบหน้าจะชนกัน เธอจำสายตาเคียดแค้นคู่นั้นได้ดีก่อนที่เธอจะกรีดร้องลั่นเมื่อสาวผมทองเลื่อนกายหายไปในร่างของเธอ จากนั้นเธอก็ได้ยินเสียงหัวเราะแหลมๆ ก้องอยู่ในหัวจนปวดไปหมดก่อนจะสะดุ้งตื่นขึ้นมา

พิมพ์พิสุทธิ์คิดจนหัวแทบระเบิดก็ยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดต้องฝันแบบนี้ตลอด มันเกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่ ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครแล้วทำไมเธอต้องฝันถึงด้วย หญิงสาวครุ่นคิดอย่างหนักอยู่นานจนเปลือกตาเริ่มปรือกระทั่งผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

3 ความคิดเห็น