ตอนที่ 9 : บทที่ 9

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 286
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    7 ก.ย. 61

พงศกรยังคงนั่งทำงานต่ออยู่จนดึกโดยมีวัฒนานั่งทำงานอยู่เป็นเพื่อน ชายหนุ่มคอยเหลือบตามองนาฬิกาที่แขวนอยู่บนฝาผนังห้องบ่อยๆ เกือบจะเที่ยงคืนแล้วเพราะฉะนั้นที่อังกฤษก็คงราวๆ เกือบห้าโมงเย็นเห็นจะได้ ถ้าเขาโทรไปตอนนี้เพื่อนจะกลับมาจากโรงพยาบาลแล้วหรือยังนะ

พงศกรค่อนข้างแปลกใจมากที่หมอนิรุตน์ไม่ติดต่อกลับมาหาเขาเลยเหมือนกับว่าอีกฝ่ายยังไม่ได้กลับมานอนบ้าน เพื่อนเขาไปไหนกันนะ มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่าก็ไม่รู้ พอคิดเช่นนี้แล้วในใจก็นึกเป็นห่วงเพื่อนขึ้นมาทันที ชายหนุ่มมองโทรศัพท์อย่างชั่งใจว่าจะโทรอีกดีหรือไม่แต่ผลสุดท้ายก็ตัดสินใจโทร

ลองดูอีกครั้งก็ไม่เสียหายอะไรนี่นะ

พงศกรคว้าโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาเพื่อนรักโดยไม่จำเป็นต้องดูเบอร์เลยสักนิดเพราะตลอดสองวันที่ผ่านมาเขาโทรเบอร์นี้นับครั้งไม่ถ้วนแล้วนั่นเอง ชายหนุ่มถือสายรอสักครู่ก็ได้ยินเสียงสัญญาณแสดงถึงการโทรติด ระหว่างรอเขาก็ภาวนาในใจขอให้เพื่อนรับสายเสียทีด้วยเถอะ เสียงสัญญาณดังอยู่สี่ครั้งพงศกรก็เริ่มถอดใจคิดจะวางสาย ทว่าก่อนที่เขาจะตัดสินใจวางหูลงก็มีเสียงจากทางปลายสายดังขึ้นมาซะก่อนเป็นภาษาอังกฤษ

สวัสดีครับ ผมหมอนิรุตน์พูดสายครับ

ตอนแรกชายหนุ่มคิดว่าเป็นเสียงจากเครื่องบันทึกแต่พอทบทวนดูแล้วมันไม่ใช่คำพูดที่เขาเคยได้ยินจนจำได้ขึ้นใจก็อุทานออกมาด้วยความดีใจ

ไอ้หมอ แกจริงๆ ด้วย

อ้าว...ไอ้กรก็ฉันจริงๆ น่ะสิ ทำไมต้องทำน้ำเสียงดีใจเหมือนได้ฟังเสียงแฟนขนาดนั้นวะ” หมอหนุ่มแซวเล่นขำๆ “จริงสิ...แกว่าแกจะมาหาฉันที่นี่ไม่ใช่เหรอแล้วทำไมถึงยังไม่โผล่หัวมาสักทีล่ะหมอนิรุตน์ต่อว่าเพื่อนอย่างไม่จริงจังนัก

ไอ้บ้า แล้วแกมัวไปมุดหัวอยู่ที่ไหนวะถึงได้ไม่รู้ว่าฉันไปไม่ได้ บ้านช่องทำไมไม่อยู่ ฉันโทรหาแกจนมือหงิกแล้ว ฝากข้อความไว้ก็ฝากจนเครื่องแกเต็มไปแล้วมั้ง

อ้าวเหรอ ฉันไม่เคยเปิดฟังหรอก อีกอย่างหลายวันมานี่ฉันก็ไม่ได้กลับมานอนบ้านด้วย

แล้วแกมัวทำอะไรอยู่วะ

ทำงานสิโว้ย งานฉันไม่ได้เป็นเวลาเหมือนแกนี่ ช่วงหลายวันที่ผ่านมางานเยอะมากเลย คนป่วยเยอะยังกะดอกเห็ด มีแต่เคสหนักๆ ทั้งนั้น ฉันแทบจะย้ายสำมะโนครัวไปอยู่โรงพยาบาลถาวรแล้ว  หมอนิรุตน์โอดครวญให้เพื่อนฟังด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า

ช่วงนี้คนไข้เขาเยอะจริงๆ มีแต่เคสหนักๆ ที่ต้องผ่าตัดด่วนทั้งนั้นเขาจึงต้องอยู่โยงที่โรงพยาบาลไม่ได้กลับมานอนบ้านเลย ตอนแรกก็อดห่วงไม่ได้เหมือนกันว่าถ้าเพื่อนมาหาแล้วจะติดต่อไม่ได้แต่ก็คิดว่าเพื่อนคงเอาตัวรอดได้ เพราะเคยมาที่นี่บ่อยๆ บางทีอาจจะรู้จักที่นี่ดีกว่าเขาด้วยซ้ำไป แล้วเขาก็บ้าด้วยที่ให้แต่เบอร์โทรที่บ้านแต่ไม่ให้เบอร์โทรศัพท์มือถือกับเพื่อนที่น่าจะติดต่อสะดวกมากกว่า

พงศกรฟังจากน้ำเสียงเพื่อนก็รู้ว่าเหนื่อยจริง เขาจึงไม่ได้ต่อว่าอะไรมากนักแต่ก็ยังอดประชดไม่ได้อยู่ดี

แล้วกลับมาแกไม่คิดจะเปิดฟังหรือโทรหาฉันบ้างเลยหรือไง นี่ถ้าฉันไปหาแกจริงๆ ฉันคงต้องนอนรอแกอยู่ที่โรงแรมตลอดสองวันที่ผ่านมาแน่ๆ แล้วโทรศัพท์มือถือล่ะ แกไม่มีใช้มั่งเหรอยังไง

โธ่...อย่าประชดนักเลย ขอโทษโว้ย ก็คนมันลืมนี่นา งานเยอะจนฉันเบลอไปหมดแล้ว ลืมเรื่องอะไรต่อมิอะไรไปหมด นี่ฉันเพิ่งตื่นนอนก็ได้ยินเสียงโทรศัพท์ของแกพอดี ส่วนมือถือน่ะมีโว้ย แต่ลืมให้เบอร์แกไว้ เออ...ว่าแต่แกทำไมถึงมาไม่ได้ล่ะ

งานมีปัญหานิดหน่อยน่ะเลยต้องอยู่เคลียร์ ว่าแต่ว่าปายังอยู่ที่โรงพยาบาลอยู่หรือเปล่าวะพงศกรถามเพื่อนด้วยน้ำเสียงร้อนรน แต่หมอนิรุตน์กลับถามเสียงงงๆ กลับมา

ปาไหนวะ

ไอ้เพื่อนบ้า! นี่แกลืมเมียฉันได้ยังไงกันวะ แกเบลอไปแล้วจริงๆ ไอ้หมอ

จริงสิ ขอโทษด้วยฉันลืมไปจริงๆ คุณปาไม่อยู่แล้วละ เธอพาน้องเอมออกจากโรงพยาบาลไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว

น้องเอม...คือใครวะ

น้องเอมก็ลูกคุณปาไงล่ะ เธอมารับน้องเอมออกจากโรงพยาบาลพร้อมกับสามีเมื่อวาน เอ๊ะ...ฉันยังไม่ได้บอกนายหรอกหรือว่าเธอมีครอบครัวใหญ่แล้วน่ะ

คำพูดของเพื่อนทำเอาพงศกรช็อกไปชั่วขณะ ก่อนอาการเจ็บแปลบในอกราวกับมีใครเอามีดมาเฉือนหัวใจก็ตามมา ชายหนุ่มกำมือแน่น กรามขบกันจนเป็นสันนูน ดวงตาคมกริบนั้นร้อนผ่าวและมีหยาดน้ำใสเอ่อคลอ เขาน่าจะรู้อยู่แล้วว่าเธอคงจะมีครอบครัวใหม่ ผู้หญิงสาวสวยและแสนดีแบบนั้นใครเห็นหรือว่าได้รู้จักก็ชอบทั้งนั้น แล้วมีหรือที่เวลาผ่านไปสี่ปีแล้วเธอจะครองตัวอยู่เป็นโสดได้

เมื่อเห็นเพื่อนเงียบไปหมอนิรุตน์ก็เข้าใจ เพื่อนเขายังรักเมียเก่าอยู่มากเขารู้ดีแต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อพงศกรเป็นคนทำผิดเองที่ปล่อยให้ดวงใจหลุดลอยไป

กร...นายรู้อย่างนี้แล้วยังจะอยากมาที่นี่อีกหรือเปล่า

อยากสิ ฉันจะไปพงศกรตอบเสียงหนักแน่น

แต่ฉันไม่เห็นด้วยหรอกนะ บอกตามตรงนายจะมาให้มันได้อะไรขึ้นมาวะ ในเมื่อเขาก็มีครอบครัวใหม่ไปแล้ว ถึงนายมาก็ไม่มีประโยชน์หรอกทำให้เจ็บปวดใจเสียเปล่าๆ     

ยังไงฉันก็ต้องไป ฉันอยากขอโทษเธอและขอให้เธออภัยให้กับความโง่ของฉันที่ได้ทำร้ายจิตใจเธอไว้ และฉันก็อยากอวยพรให้ปามีความสุขกับครอบครัวใหม่ ฉันอยากเห็นเธอมีความสุขกับตาฉันถึงจะวางใจ

น้ำเสียงของเพื่อนออกจะสั่นเครือจนหมอนิรุตน์รับรู้ได้ เขาสงสารและเห็นใจเพื่อนเหลือเกิน มันน่าจะดีกว่านี้ถ้าเขาไม่บอกเรื่องนี้ให้เพื่อนได้รู้ ทว่าความจริงยังไงมันก็คือความจริงอยู่วันยังค่ำ มันหลีกเลี่ยงไม่ได้หรอก

แกตัดสินใจแน่แล้วหรือว่าจะมาพบเธอที่นี่

ใช่ พรุ่งนี้ฉันจะโทรหาแกใหม่ว่าจะไปวันไหน ถ้างานฉันเรียบร้อยอย่างที่ต้องการ ว่าแต่แกติดต่อเธอให้ฉันได้ไหม

ติดต่อไม่ได้หรอกเพราะไม่ได้ขอที่อยู่ไว้ แต่คุณปาจะต้องพาน้องเอมมาที่โรงพยาบาลอีกครั้งในอีกสองอาทิตย์ข้างหน้าเพื่อตัดไหม ถ้าแกจะมาฉันจะพาแกไปพบเธอเอง

ขอบใจนะเพื่อน

ไม่เป็นไร เข้มแข็งไว้นะโว้ย

พงศกรไม่ตอบนอกจากกล่าวลาแล้ววางสายลงด้วยหัวใจที่แหลกสลาย ชายหนุ่มซบหน้าลงบนฝ่ามืออย่างผิดหวังเสียใจ นี่คงเป็นการลงโทษคนเลวๆ อย่างเขาสินะ ต่อไปนี้เขาคงต้องทุกข์ทรมานไร้ซึ่งความสุขไปชั่วชีวิตเพราะไม่มีวันได้ดวงใจกลับคืนมาอีกแล้วในเมื่อเธอมีครอบครัวใหม่ไปแล้ว

เธอคงจะลืมเขาไปแล้วแน่ๆ ซึ่งมันก็ควรจะเป็นเช่นนั้น เพราะเขาทำร้ายจิตใจเธอเอาไว้เยอะเหลือเกิน แล้วอย่างนี้เขาจะหวังให้เธอยังรักยังรอเขาอยู่ได้อย่างไรกัน จะมีแต่ความเกลียดชังให้เขาเสียมากกว่า พงศกรคิดอย่างปวดใจทว่าถึงจะรู้ว่าเธอมีใครใหม่แล้วก็ตามแต่เขาก็ยังอยากไปพบเธออยู่ดี เขาอยากไปขอโทษเธอและกล่าวอวยพรให้เธอมีความสุขกับครอบครัวใหม่ด้วยตัวเอง

ชายหนุ่มหมุนเก้าอี้หันหลังให้วัฒนาเพราะไม่ต้องการให้อีกฝ่ายเห็นน้ำตาลูกผู้ชายที่กำลังไหลอยู่ เจ็บปวดเหลือเกิน เจ็บจนไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว ชีวิตที่เหลือจากนี้ต่อไปของเขาคงเหมือนซากศพที่ไร้วิญญาณเพราะไม่มีหัวใจเป็นน้ำหล่อเลี้ยงชีวิตให้มีความหวังอีกต่อไปแล้ว เขาเคยคิดว่าหากเธอมีครอบครัวใหม่ที่ดีและมีความสุขไปแล้ว เขาก็คงดีใจและร่วมยินดีไปกับเธอด้วยถึงแม้จะเป็นการยินดีทั้งน้ำตาก็ตาม และเขาคงไม่รู้สึกเจ็บปวดมากนัก

แต่ตอนนี้พิสูจน์ได้แล้วว่าเขาเจ็บปวดหัวใจมากแค่ไหน มันไม่มีความยินดีอย่างจริงใจอยู่ในความคิดเลยสักนิดเดียว มันมีแต่ความเสียดายและผิดหวังเท่านั้น เสียดายที่เขาไม่สามารถจะยื้อและขอโอกาสแก้ตัวใหม่ได้อีกแล้ว ไม่มีแล้ว มันไม่มีวันนั้นอีกต่อไปแล้ว

พงศกรจมอยู่กับความเศร้าเนิ่นนาน เขาปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างไร้ความหมายเหมือนคนไร้ชีวิตไร้ความรู้สึก ในสมองตอนนี้มีแต่ความทรงจำแสนหวานของวันคืนเก่าๆ ระหว่างเขากับปาริฉัตรคอยวนเวียนให้จดจำเท่านั้น

วัฒนาเห็นอาการของเจ้านายก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ ด้วยความสงสาร ถึงเขาจะไม่รู้ว่าเจ้านายคุยอะไรกับเพื่อนเพราะไม่ใช่คนสอดรู้สอดเห็น แต่ก็พอเดาได้ว่ามันคงเป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณปาแน่นอน และดูเหมือนมันจะเป็นเรื่องร้ายแรงทีเดียวถึงทำให้พงศกรมีท่าทางจมทุกข์ได้ขนาดนี้ หรือว่าจะยังหาคุณปาไม่เจอกันนะ ชายหนุ่มสันนิษฐานอยู่ในใจก่อนจะตัดสินใจลุกเดินออกจากห้องไปเงียบๆ เพราะไม่ต้องการรบกวนเจ้านาย

เขารู้ว่าพงศกรคงต้องการอยู่คนเดียว สภาพเช่นนี้คงนั่งแบบนี้ไปอีกนานแน่ๆ เขาอยู่ก็คงช่วยอะไรไม่ได้อยู่ดี สู้ให้เจ้านายของเขาอยู่เงียบๆ คนเดียวแล้วคิดหาทางว่าจะทำอย่างไรเองดีกว่า ซึ่งไม่ว่าหนทางที่เจ้านายคิดจะทำนั้นเป็นเช่นไร ขอเพียงแค่สั่งมาเขาพร้อมทำให้ได้ทุกอย่างด้วยความเต็มใจอยู่แล้ว

 

แม้เรื่องหัวใจจะรุมเร้าให้คิดมากและเป็นทุกข์มากแค่ไหนแต่พงศกรก็ไม่นำมาปะปนเกี่ยวกับเรื่องงาน วันนี้เขาเรียกพนักงานทุกคนให้มารับฟังผลสรุปเกี่ยวกับข้อเรียกร้องที่ทุกคนต้องการ ชายหนุ่มชี้แจงกับพนักงานทุกคนด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลไม่ใช้อารมณ์เมื่อแกนนำกลุ่มพยายามใช้คำพูดถากถางสอดแทรกขึ้นตลอดเวลาที่เขาพูดเพื่อต้องการยั่วยุ

เขาบอกกับพนักงานทุกคนว่าข้อเรียกร้องที่ทุกคนต้องการนั้นเขาอนุมัติให้ตามที่ขอซึ่งพนักงานทุกคนก็ดีใจและพอใจกับสิ่งที่ได้รับเป็นอย่างมาก ยกเว้นกลุ่มแกนนำที่ร้องเอะอะโวยวายขึ้นมาว่าหากไม่ได้ตามที่ขอทั้งหมดก็จะไม่ทำงานที่นี่อีกต่อไป หนำซ้ำยังหันไปปลุกระดมพนักงานคนอื่นๆ ให้ทำตามอีกด้วย แต่ก็ไม่มีใครคล้อยตามเพราะรู้เรื่องที่พวกมันทำหมดแล้ว

พนักงานคนหนึ่งตะโกนถามพวกมันว่าพวกมันขออะไรที่นอกเหนือจากที่ตกลงกันไว้จริงหรือเปล่า ซึ่งพวกแกนนำก็นิ่งเงียบไปเมื่อสิ่งที่ทำไว้ความแตกเสียแล้ว เสียงพนักงานเซ็งแซ่ถกเถียงกันไปมากับแกนนำกลุ่ม ซึ่งพวกมันพยายามพูดโน้มน้าวให้ทุกคนเห็นด้วยกับสิ่งที่พวกมันทำ แต่ก็ไม่ได้รับความเห็นชอบจากใครเลย พงศกรจึงขอให้ทุกคนอยู่ในความสงบแล้วอธิบายถึงเรื่องต่างๆ ในบริษัทและสิทธิประโยชน์ของพนักงานทุกคนที่ควรได้รับเมื่อกลับไปทำงานต่อ และสัญญาว่าเขาจะดูแลพนักงานให้ทั่วถึงมากกว่านี้ จะไม่ให้เหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นอีกเป็นอันขาด

พนักงานทุกคนยอมรับข้อเสนอจึงยอมสลายกลุ่มกลับไปทำงานตามเดิมในหน้าที่ของตน จะเหลือก็เพียงพวกแกนนำสามสี่คนเท่านั้นที่จ้องมองมาทางเขาอย่างจะกินเลือดกินเนื้อก่อนจะแยกย้ายกันไป ชายหนุ่มมองตามอย่างครุ่นคิดดูเหมือนคนพวกนั้นคงจะไม่ยอมจบง่ายๆ แน่

ความโลภของคนเราไม่มีที่สิ้นสุดเสมอ พนักงานที่เจ็บแค้นไม่พอใจเจ้าของบริษัทนั้นถ้าขืนยังเลี้ยงไว้ก็อาจจะเป็นภัยได้ วันดีคืนดีไม่รู้จะลอบกัดหรือแทงข้างหลังเมื่อไร ฉะนั้นถ้าไม่อยากเสียใจทีหลังควรตัดไฟเสียตั้งแต่ต้นลมจะดีกว่าจะได้ไม่ลุกโชนขึ้นมาอีกจนไม่อาจดับได้ เมื่อคิดได้ดังนั้นชายหนุ่มก็หันไปหาวัฒนาที่ยืนอยู่ข้างกายแล้วสั่งว่า

บริษัทเราไม่มีนโยบายเลี้ยงอันธพาลไว้ให้ลอบกัดนายช่วยจัดการให้ที

ครับวัฒนารับคำอย่างเต็มใจเพราะเขาเองก็เห็นด้วยเหมือนกันว่าควรกำจัดพวกโลภมากทิ้งซะเพื่อความสงบสุขภายในบริษัท

ฉันจะขึ้นไปพักผ่อนข้างบนนะ ห้ามให้ใครรบกวนเด็ดขาด สั่งความเสร็จพงศกรก็เดินเข้าไปในบริษัทตรงเข้าลิฟต์ส่วนตัวสำหรับผู้บริหาร ชายหนุ่มมีห้องพักอยู่ชั้นบนสุดของตึก เขาสั่งให้ตกแต่งเอาไว้สำหรับเวลามาตรวจงานที่เชียงใหม่จะได้ไม่ต้องใช้บริการโรงแรมแถมยังสะดวกในการทำงานอีกด้วย

พงศกรขึ้นมายังห้องพักแต่ไม่ได้พักผ่อนอย่างที่บอกไว้ ชายหนุ่มนั่งลงบนโซฟายาวแล้วเหยียดขาเต็มที่พลางเอนตัวลงนอนตามความยาวของโซฟาก่อนจะยกมือขึ้นกายหน้าผากด้วยความกลัดกลุ้มใจระคนสิ้นหวัง เรื่องงานเขาสะสางเรียบร้อยแล้วแต่เรื่องหัวใจนี่สิยังหนักอกอยู่ เขาอยากเจอปาริฉัตร อยากไปหาเธอแต่ก็ไม่รู้จะเริ่มต้นพูดอย่างไรดี ความผิดที่เขากระทำไว้มันยากจะให้อภัยซะด้วยสิ แต่ถึงยากเพียงใดเขาจะต้องทำให้ได้เพราะไม่อย่างนั้นเขาจะต้องรู้สึกผิดไปตลอดชีวิตหากไม่ได้กล่าวคำขอโทษเธอ

ชายหนุ่มหลับตาลงช้าๆ พลางรำลึกถึงภาพความหลังแสนสุขระหว่างเขากับอดีตภรรยาที่ชาตินี้คงไม่มีอีกแล้วอย่างเจ็บปวด ปาจ๋า...ผมอยากเจอคุณเหลือเกิน ผมอยากขอโทษคุณและอยากบอกกับคุณว่าขอให้คุณมีความสุขกับชีวิตใหม่ ผมอยากจะบอกคุณอย่างนั้นด้วยความยินดีจากใจจริงเหลือเกิน คุณจะรับฟังคำขอโทษของผมไหมปา คุณจะรับมันได้ไหม

พงศกรพึมพำอย่างปวดร้าว หยาดน้ำใสไหลรินจากหางตาอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่ ชายหนุ่มหลับตานอนเงียบๆ อยู่อย่างนั้นเนิ่นนานก่อนจะผล็อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลียทั้งแรงกายและแรงใจ

 

พี่ปาดูนี่สิคะ สวยจัง อันนี้ก็สวย อันนั้นก็น่ารักมากเลยอลิซเอ่ยด้วยความชอบอกชอบใจเมื่อเห็นข้าวของที่วางขายตามร้านข้างทางที่พวกเธอมาเดินเที่ยวกัน หลังจากแก้ไขปัญหาเรื่องงานจนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีแล้วชาติชายก็พาทุกคนออกมาเดินเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ที่อยู่ไม่ไกลจากโรงแรมมากนัก

สามสาวเดินเลือกซื้อของใช้และของแต่งตัวน่ารักๆ สำหรับผู้หญิงหรือของแปลกตาตามร้านค้าต่างๆ อย่างสนุกสนานโดยมีชาติชายอุ้มน้องเอมเดิมตามต้อยๆ อย่างไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย ทั้งสามสาวได้ของกันไปหลายอย่างแต่คนที่ซื้อมากที่สุดคืออลิซเพราะไม่ว่าเห็นอะไรแปลกตาเข้าหน่อยก็ตัดสินใจซื้ออย่างง่ายดาย

ทั้งสามคนซื้อเสื้อแบบชาวเหนือแขนยาวไปไว้ใส่กันคนละตัวสองตัว ปาริฉัตรซื้อให้น้องเอมด้วยเพราะมีเสื้อของเด็กวัยประมาณน้องเอมอยู่หลายแบบ ส่วนอลิซก็เลือกซื้อให้ชาติชาย บิดามารดาของเขากับเธอรวมถึงพี่ชายด้วยเหมือนกัน ด้านกิ่งแก้วก็ไม่ยอมน้อยหน้าเพราะเลือกซื้อไปใส่เหมือนกัน

เมื่อเหน็ดเหนื่อยจากการเดินช็อปปิ้งแล้ว ชาติชายก็พาทุกคนไปทานข้าวที่ร้านอาหารบรรยากาศดีๆ ที่เป็นแบบล้านนาแท้ๆ ร้านหนึ่ง ซึ่งทุกคนดูตื่นเต้นกันมากเนื่องจากร้านตกแต่งได้อย่างสวยงามและได้บรรยากาศเก่าๆ แบบล้านนาของแท้เลยทีเดียว แถมเด็กเสิร์ฟอาหารยังแต่งกายงดงามด้วยชุดสาวเหนืออีกด้วย

อลิซกับกิ่งแก้วจึงถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึกเสียหลายสิบภาพ ซึ่งก็ไม่ได้มีแค่กลุ่มพวกเธอเท่านั้นที่ทำเช่นนี้เพราะยังมีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติอีกหลายกลุ่มที่กำลังถ่ายรูปอยู่เหมือนกัน ซึ่งดูท่าทางเด็กเสิร์ฟในร้านแล้วก็คงจะรู้งานกันเป็นอย่างดีเพราะไม่ได้แสดงท่าทีเก้อเขินหรือไม่พอใจอะไรเลย ดูแล้วคงจะโดนขอถ่ายรูปบ่อยๆ เป็นแน่

ทุกคนทานอาหารกันอย่างมีความสุข เพราะทั้งรสชาติอาหารและบรรยากาศล้วนยอดเยี่ยมยิ่งนัก ซึ่งทุกคนก็คิดตรงกันว่าหากมีโอกาสได้กลับมาเชียงใหม่อีกก็จะมาทานอาหารร้านนี้อีกอย่างแน่นอน เมื่อทานกันจนอิ่มหนำแล้วปาริฉัตรก็ชวนกลับโรงแรมเนื่องจากตอนนี้ดึกมากแล้วและน้องเอมก็เริ่มง่วงแล้วด้วยซึ่งทุกคนก็เห็นดีด้วย

ชาติชายจัดการชำระเงินค่าอาหารก่อนจะอุ้มน้องเอมเดินนำทุกคนออกจากร้านอาหารไป ปาริฉัตรเดินรั้งท้ายกลุ่มไปเรื่อยๆ เนื่องจากมัวแต่มองสินค้าตามร้านข้างทางและด้วยความที่มัวมองเพลินพอเธอเงยหน้าหันไปมองที่ทุกคนก็เห็นทุกคนเดินห่างออกไปไกลพอสมควรแล้วเธอจึงรีบเร่งเดินตามไป ทว่าชั่วขณะหนึ่งหญิงสาวก็หยุดชะงักก่อนจะหันไปมองทางด้านหลังของตนเองด้วยใบหน้างุนงงสงสัย

“สงสัยเราจะหูแว่วไปเอง” ปาริฉัตรพึมพำออกมาแล้วเดินแกมวิ่งไปหาทุกคนที่หยุดยืนรออยู่เมื่อเห็นเธอไม่เดินตามมาต่ออย่างไม่สนใจเพราะคิดว่าตัวเองหูแว่วไปที่ได้ยินเสียงเรียกชื่อตนเอง เธอคงจะหูฝาดไป คงได้ยินเสียงบีบแตรรถเป็นเสียงเรียกชื่อตัวเองแทน หญิงสาวคิดอย่างขบขันตัวเองแล้วร่างเธอก็ค่อยๆ ลับหายไปกับกลุ่มผู้คนที่ออกมาเดินเที่ยวกัน โดยที่ไม่รู้เลยว่าเสียงที่เธอได้ยินนั้นเธอไม่ได้หูแว่วไปเอง เพราะมีใครบางคนพยายามร้องเรียกเธออยู่อีกฟากฝั่งหนึ่งของถนนจริงๆ

ปา! ปา! เดี๋ยวก่อน! อย่าเพิ่งไป! ปา! ปา!!

พงศกรพยายามร้องเรียกชื่อหญิงสาวที่เขาไม่คิดว่าจะได้เจอที่นี่อย่างดีใจและร้อนรน ชายหนุ่มพยายามจะข้ามไปหาเธอยังฝั่งตรงข้ามอีกฟากหนึ่งของถนนแต่ก็ข้ามไปไม่ได้เพราะถนนสายนี้รถเยอะมาก เขาเห็นเธอเร่งเดินจึงหวังจะตามไปให้ทันให้ได้เลยลืมตัวก้าวลงไปบนถนนโดยไม่ดูรถที่วิ่งมาจนเกือบจะถูกรถชนถ้าวัฒนาไม่ดึงตัวเขากลับขึ้นมาซะก่อน เสียงบีบแตรรถดังสนั่นสมกับความบ้าบิ่นของเขาที่จะพาคนอื่นซวยไปด้วย

เจ้านายครับ เจ้านายเลขาหนุ่มพยายามรั้งตัวเจ้านายไว้

ปล่อยฉันวัฒนา เมื่อกี้ฉันเจอปา ฉันจะไปหาเขา

เจ้านายครับ คุณปาอยู่ลอนดอนนะครับ เธอจะมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกัน เจ้านายคงตาฝาดไปแล้วละครับวัฒนาเข้าใจว่าเจ้านายตัวเองเพ้อและตาฝาดไปเพราะความเมาจึงได้เห็นผู้หญิงคนอื่นเป็นปาริฉัตรไป วันนี้หลังจากที่พงศกรขึ้นไปพักผ่อนพอตกค่ำก็ชวนเขามานั่งดื่มเหล้าด้วยกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง และเพราะกลุ้มใจเจ้านายของเขาเลยดื่มเข้าไปเสียหลายแก้วในขณะที่เขาเพียงแค่จิบไปเรื่อยๆ เป็นเพื่อนเท่านั้น แล้วเรื่องกลุ้มใจของพงศกรก็ถูกถ่ายทอดออกมาให้เขาฟังจนหมด ซึ่งเขาก็ได้แต่ปลอบใจและเป็นผู้รับฟังที่ดี

นั่งดื่มกันไปสักพักพอเริ่มมึนๆ เขาก็เอ่ยชวนเจ้านายกลับไปพักผ่อนซึ่งพงศกรก็ยอมกลับแต่โดยดีโดยที่มีอาการเมาเล็กน้อยเท่านั้น ทว่าขณะที่เดินออกมากันอยู่ดีๆ นั้นจู่ๆ เจ้านายของเขาก็วิ่งพรวดพราดออกไปยืนร้องเรียกชื่ออดีตภรรยาซะดังลั่นอยู่ข้างถนนเล่นเอาเขางงไปเลยทีเดียว ก่อนจะเปลี่ยนเป็นตกใจอย่างฉับพลันเพราะเจ้านายดันไม่เรียกเปล่าแต่กลับเดินลงไปหาความตายบนถนนด้วยนี่สิ เขาจึงต้องรีบวิ่งไปดึงตัวออกมาก่อนที่จะถูกรถชนตาย

ฉันไม่ได้ตาฝาดนะ ฉันเห็นปาจริงๆ”

เจ้านายเมาแล้วนะครับก็เลยเห็นคนอื่นที่อาจจะคล้ายคุณปาก็ได้

นายไม่เข้าใจพงศกรส่ายหน้าอย่างสิ้นหวัง วัฒนาไม่มีทางเข้าใจว่าเขาไม่ได้เมาจนเห็นคนอื่นเป็นคนที่เขารักไปได้หรอก เขาจดจำทุกอย่างเกี่ยวกับปาริฉัตรได้หมดแล้วทำไมจะจำไม่ได้ว่าใช่เธอหรือไม่ใช่

ผู้หญิงที่เขาเห็นเมื่อครู่นี้ต้องเป็นปาริฉัตรอย่างแน่นอน เขาจำได้ไม่เคยลืมเลือนแต่ว่าทำไมเธอถึงได้มาอยู่ที่นี่กันล่ะ ในเมื่อเพื่อนเขาบอกว่าเธออยู่ลอนดอนนี่นา ชายหนุ่มครุ่นคิดและอดเริ่มคล้อยตามคำที่วัฒนาพูดไม่ได้ หรือว่าเขาจะตาฝาดไปจริงๆ นี่เขาคิดถึงเธอจนเกิดภาพหลอนเลยอย่างนั้นเหรอ เขาอยากจะพิสูจน์ให้รู้จริงเหลือเกินว่าเขาไม่ได้คิดไปเองทว่าก็ทำไม่ได้เพราะผู้หญิงที่เขาเห็นไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว พงศกรถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะเดินไปที่รถของตนเองที่จอดอยู่ในบริเวณร้านอาหารด้วยท่าทางเศร้าซึม

วัฒนาเดินตามเจ้านายไปด้วยความรู้สึกสงสารแต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้มากนัก เขาเดินขึ้นรถไปเงียบๆ แล้วขับพาเจ้านายกลับที่พักเลยเมื่อไม่ได้รับคำสั่งให้ไปที่ไหนต่อ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

3 ความคิดเห็น