ภรรยามาเฟีย (กันติมา)

ตอนที่ 5 : ปฏิบัติการเด็ดดอกบัว 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 319
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    6 เม.ย. 61

ในตอนเย็น สัตตบุษย์กับอี้ฟงเดินทางไปยังห้างสรรพสินค้าพร้อมกับบอดี้การ์ดประจำตัวทั้งสองคน เมื่อไปถึงหนุ่มสาวก็ต้องแปลกใจที่เห็นเยี่ยหลานยืนอยู่กับฟู่เฉิน แม้จะแปลกใจแต่สัตตบุษย์ก็ไม่คิดอะไรมาก จะมีก็แต่อี้ฟงเท่านั้นที่เริ่มไม่พอใจ เพราะจำได้ว่าฟู่เฉินคือชายหนุ่มที่อยู่ในภาพนั่นเอง ยิ่งพอพวกเขาเดินเข้าไปใกล้คนทั้งสองแล้วได้เห็นสีหน้าเจื่อนๆ ของเยี่ยหลานกับสีหน้าหงุดหงิดของฟู่เฉินที่เจ้าตัวพยายามซ่อนเอาไว้ ชายหนุ่มก็เข้าใจได้ในทันที

ฮึ...คิดจะหาโอกาสใกล้ชิดเจ้าบัวน้อยของเขาอย่างนั้นเหรอ ฝันไปเถอะ!’

เอ่อ...สวัสดีค่ะพี่ฟง ไม่คิดว่าพี่จะมากับบัวด้วย เยี่ยหลานทักทายด้วยรอยยิ้มเฝื่อนๆ เพราะไม่คิดว่าอี้ฟงจะมาด้วย

ถามแบบนี้เหมือนไม่อยากให้พี่มาด้วยเลยนะ อี้ฟงเอ่ยเสียงราบเรียบไม่แพ้ใบหน้า พลางซุกมือข้างหนึ่งไว้ในกระเป๋ากางเกงส่วนอีกข้างโอบเอวบางของสัตตบุษย์เอาไว้ มุมปากหนายกขึ้นนิดหนึ่งเมื่อเห็นชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามมองการกระทำของเขาตาโต ก่อนจะตามมาด้วยประกายตาไม่พอใจอยู่แวบหนึ่ง

ไม่ใช่นะคะ เยี่ยหลานรีบปฏิเสธพร้อมโบกมือวุ่นวายไปหมด สัตตบุษย์เห็นแล้วก็อมยิ้มขันกับท่าทางของเพื่อนจึงบอกเสียงกลั้วหัวเราะว่า

พี่ฟงล้อเล่นน่ะเยี่ยหลาน ใช่ไหมคะ เธอเงยหน้าขึ้นถามพี่ชายก็ได้รับการพยักหน้าตอบมาแทน แต่เยี่ยหลานกลับไม่รู้สึกโล่งใจสักนิดเดียวเพราะสายตาของอี้ฟงสื่อให้เธอรู้ว่า เขารู้ว่าเธอกำลังคิดจะทำอะไรอยู่นั่นเอง หญิงสาวเริ่มกังวลเพราะกลัวว่าชายหนุ่มจะไม่พอใจ เนื่องจากคบหากันมานานจึงรู้ดีว่าเขาหวงน้องสาวมากแค่ไหน

แล้วนี่ใครเหรอ แฟนเธอหรือเปล่าเยี่ยหลาน อี้ฟงถามทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่น่าจะใช่

ไม่ใช่ค่ะ/ไม่ใช่!” ทั้งเยี่ยหลานและฟู่เฉินต่างพูดขึ้นพร้อมกันราวกับนัดหมาย น้ำเสียงของฝ่ายหญิงดูตกใจแต่น้ำเสียงของฝ่ายชายดูไม่พอใจอย่างชัดเจน

คือ...ฟู่เฉินเขาเป็นญาติของฉันเองค่ะ เยี่ยหลานตอบก่อนจะแนะนำให้รู้จักกัน อาเฉิน...นี่พี่อี้ฟงเป็นพี่ชายของบัว

ฟู่เฉินมีสีหน้าดีขึ้นกว่าเดิมเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นพี่ชายของหญิงที่เขาพึงใจ ชายหนุ่มจึงเปิดรอยยิ้มอย่างเป็นมิตรให้ทันทีพร้อมทั้งยื่นมือออกไปจับทักทาย อี้ฟงเองก็ยื่นมือไปจับด้วยนิดหนึ่งก่อนจะเอากลับมาซุกไว้ในกระเป๋ากางเกงตามเดิมด้วยสีหน้าเฉยชาไม่เปลี่ยนแปลง

พี่คิดว่าบัวกับเธอจะมาเที่ยวกันสองคนซะอีกก็เลยขอตามมาด้วย ไม่นึกว่าเธอจะพาเพื่อนมาด้วยอีกคน อี้ฟงพูด

อ๋อ...ตอนแรกฉันก็ว่าจะมากับบัวสองคนค่ะ แต่พอดีฟู่เฉินไปหาฉันที่บ้านแล้วรู้ว่าจะมาซื้อรองเท้ากันก็เลยขอตามมาด้วย เพราะเขาก็อยากได้รองเท้าผ้าใบคู่ใหม่อยู่พอดีน่ะค่ะ เยี่ยหลานจำใจต้องโกหกคำโต พลางนึกโมโหญาติหนุ่มอยู่ในใจที่ทำให้เธอต้องทำแบบนี้

ใช่ครับ ผมอยากได้รองเท้าคู่ใหม่พอดี เห็นเยี่ยหลานบอกว่าร้านนี้ลดราคาก็เลยลองมาดู บัวคงไม่ว่าใช่ไหมครับที่ผมมาด้วย ฟู่เฉินหันไปถามสัตตบุษย์ด้วยน้ำเสียงติดจะอ้อนๆ ทำให้อี้ฟงหน้าตึงขึ้นด้วยความไม่พอใจทันที โดยเฉพาะที่อีกฝ่ายบังอาจเรียกชื่อเจ้าบัวน้อยของเขาว่า บัวแทนที่จะเรียกว่า เสี่ยวเหลียนเหมือนคนอื่นๆ ทั่วไป

ไม่ว่าอะไรหรอก ร้านนี้ไม่ใช่ของเราสักหน่อย ใครจะมาซื้อก็ได้ทั้งนั้นแหละ สัตตบุษย์ตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเป็นปกติ เพราะไม่รู้สึกไม่พอใจหรือเอะใจอะไรเลยที่จะมีฟู่เฉินเพิ่มมาด้วยอีกคนหนึ่ง

แล้วถ้าผมอยากให้บัวช่วยเลือกให้ด้วยล่ะครับ ได้หรือเปล่า ฟู่เฉินรีบถาม แววตาเขาเปล่งประกายอ้อนวอนอย่างลืมคิดไปว่าไม่ได้อยู่กับเธอตามลำพัง และมีพี่ชายของเธอยืนอยู่ข้างๆ ด้วยอีกคน

คงจะไม่ได้ คำตอบที่ดังออกมานั้น ไม่ใช่มาจากปากของสัตตบุษย์แต่มาจากปากของอี้ฟงแทน เพราะบัวต้องเลือกรองเท้าให้ฉัน คงไม่มีเวลาเลือกให้ใครอีก

พี่ฟงจะซื้อรองเท้าหรือคะ หญิงสาวเงยหน้าขึ้นถามอย่างแปลกใจ ชายหนุ่มก้มหน้ามองแล้วพยักหน้าให้ด้วยรอยยิ้มอบอุ่น

ใช่จ้ะ พี่อยากได้รองเท้าคู่ใหม่อยู่พอดี บัวช่วยเลือกให้พี่หน่อยนะจ๊ะ

ได้สิคะ

ถ้างั้นเราไปเลือกกันเลยดีกว่า เลือกเสร็จแล้วจะได้กลับบ้านกัน อี้ฟงเอ่ยชวนพลางเดินโอบเอวหญิงสาวเข้าไปในร้านขายรองเท้ายี่ห้อดัง ซึ่งวันนี้มีลูกค้าค่อนข้างหนาแน่นเนื่องจากเป็นวันสุดท้ายที่ลดราคา เยี่ยหลานกับฟู่เฉินเดินตามเข้าไปในร้าน ก่อนฝ่ายหลังจะเอ่ยกระซิบกระซาบกับญาติสาวว่า

หยิ่งชะมัด แถมยังกันท่าเก่งอีกต่างหาก

เห็นอย่างนี้แล้วจะถอดใจก็ได้นะ จะบอกให้เอาบุญก็ได้ว่าพี่อี้ฟงน่ะหวงน้องสาวสุดๆ

ไม่มีทาง ชายหนุ่มตอบสวนกลับทันควัน โดนกีดกันแค่นี้ไม่มีทางทำให้เขาท้อถอยได้หรอก

ก่อนที่นายจะเอาชนะใจบัว ฉันว่านายเอาชนะใจพี่ฟงให้ได้เสียก่อนเถอะ ถ้านายผ่านพี่ฟงไม่ได้ก็หมดสิทธิ์

ไม่เห็นจะเกี่ยวเลย ฉันรักบัวนะไม่ได้รักพี่ชายบัวซะหน่อย ขอแค่บัวโอเคก็พอแล้ว ฟู่เฉินบอกอย่างไม่ยี่หระ เพราะรู้สึกหมั่นไส้อี้ฟงเป็นอย่างมาก

ทุเรศ จะบอกว่ารักแต่ตัวเขาแต่ไม่เอาญาติพี่น้องเขาน่ะเหรอ เยี่ยหลานส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วย

ไม่ใช่อย่างนั้น ฉันหมายความว่าฉันรักบัว ซึ่งความรักมันก็อยู่ที่คนสองคนจะตัดสินใจ ไม่ใช่จากคนที่สามสี่หรือห้าเข้าใจไหมเขาอธิบาย

เออๆ หญิงสาวตอบอย่างตัดความรำคาญ ก่อนจะตัดบทสนทนาด้วยการเดินไปหาสัตตบุษย์กับอี้ฟงที่กำลังเดินดูรองเท้ากันอยู่ ฟู่เฉินเดินตามอย่างหงุดหงิดที่ไม่สามารถใกล้ชิดสัตตบุษย์ได้อย่างที่หวังไว้ พี่ชายของเธอตามติดไม่ห่างจนเขานึกอยากขอพรพระเจ้าให้อีกฝ่ายหายตัวไปเสียเดี๋ยวนั้นเลยถ้าขอได้

ฟู่เฉินพยายามใกล้ชิดสัตตบุษย์ทุกวิถีทาง แต่ก็โดนอี้ฟงคอยขัดขวางอยู่ตลอดเวลาจนชายหนุ่มอยากถามอีกฝ่ายเหลือเกินว่าโกรธเคืองอะไรเขาหรือเปล่า เพราะดูเหมือนอี้ฟงจะไม่ค่อยชอบหน้าเขาสักเท่าไรนัก และสิ่งที่ทำให้ฟู่เฉินขุ่นเคืองใจหนักขึ้นก็คือสัตตบุษย์ไม่สนใจเขาเลยสักนิดเดียว ดูเหมือนในสายตาและความนึกคิดของเธอจะมีแต่พี่ชายเพียงคนเท่านั้นในตอนนี้ อากัปกิริยาของคนทั้งคู่ที่กำลังเลือกรองเท้ากันอยู่อย่างกะหนุงกะหนิงนั้น ช่างให้ความรู้สึกเหมือนคู่รักกันมากกว่าพี่ชายกับน้องสาวยิ่งนัก นี่ถ้าไม่บอกว่าเป็นพี่น้องกันเขาคงคิดว่าเป็นคนรักกันไปแล้ว

แต่เอ๊ะ...เท่าที่จำได้ เยี่ยหลานเคยเล่าให้ฟังว่าบัวเป็นคนไทยแท้ๆ และมาอยู่กับบ้านตระกูลชานตั้งแต่เด็กนี่นา นั่นก็ย่อมหมายความว่าทั้งสองคนไม่ใช่พี่น้องแท้ๆ กันน่ะสิ เพราะฉะนั้นก็อาจเป็นไปได้ว่า... เฮ้ย! บ้าๆๆ คิดอะไรบ้าๆ ชายหนุ่มเอ็ดตัวเองในใจลั่นพลางส่ายหน้าขับไล่ความคิดอกุศลออกไปด้วย ซึ่งการกระทำของเขาทำให้คนรอบข้างหันมามองด้วยความสงสัย เยี่ยหลานที่ยืนเลือกรองเท้าอยู่ไม่ไกลพอหันมาเห็นเข้าก็รีบเดินมาดึงตัวญาติหนุ่มออกไปยังมุมหนึ่งของร้านทันที

เป็นบ้าอะไรฮะอาเฉิน ยืนส่ายหัวยังกะคนบ้าอยู่ได้ คนอื่นมองกันใหญ่แล้ว

ขอโทษที คิดอะไรบ้าๆ ไปหน่อยน่ะ

คิดอะไรอยู่ หรือคิดหาทางเข้าใกล้บัวอีกฮะ หญิงสาวถามอย่างระอาเพราะรู้สึกเหนื่อยใจแทนญาติหนุ่มเหลือเกิน เพราะตลอดเวลาที่ฟู่เฉินพยายามเข้าใกล้สัตตบุษย์นั้นจะต้องคอยถูกอี้ฟงกีดกันอยู่เสมอ ดูท่าเส้นทางรักของญาติเธอคนนี้นอกจากระยะทางการไขว่คว้าที่ไกลแล้ว ยังจะมีสิ่งกีดขวางซึ่งล้อมรอบด้วยลวดหนามแหลมคมมาขวางกั้นเพิ่มอีกด้วย เธอคงช่วยอะไรไม่ได้มากนักนอกจากให้กำลังใจเท่านั้น

เปล่า ฟู่เฉินปฏิเสธก่อนจะตัดสินใจบอกสิ่งที่คิดออกมา ฉันกำลังคิดว่าบัวกับพี่ชายไม่ใช่พี่น้องกันแท้ๆ ไม่แน่พี่ชายบัวอาจจะชอบบัวก็ได้

บ้า!” เธอเผลอตัวแหวใส่เสียงดังก่อนจะลดเสียงลงเมื่อรู้สึกตัว คิดอะไรบ้าๆ อย่างนั้นยะ

ก็...บ้าจริงๆ เขายอมรับโดยดี ลืมเรื่องที่ฉันพูดไปเถอะ ว่าแต่เธอได้รองเท้าหรือยังล่ะ

ได้บ้าอะไรล่ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะมาซื้อตั้งแต่แรกซะหน่อย เยี่ยหลานกัดฟันพูดด้วยแววตาขุ่นเคือง

โทษทีๆ งั้นฉันขอโทษด้วยการซื้อรองเท้าให้ก็แล้วกันนะ อยากได้คู่ไหนเลือกเอาเลย

จริงนะ หญิงสาวอารมณ์ดีขึ้นทันควัน เมื่อฟู่เฉินพยักหน้าให้ก็เดินเริงร่าไปยังชั้นรองเท้าที่หมายตาเอาไว้ทันที แต่ในใจของเยี่ยหลานก็ไม่ลืมคำพูดของฟู่เฉินอยู่ดีจึงเหลือบตามองไปทางเพื่อนสาว ใบหน้ายิ้มแย้มและท่าทางสนิทชิดเชื้อราวกับคู่รักกันของสัตตบุษย์กับอี้ฟงนั้น เธอเห็นจนชินตาแล้ว เมื่อก่อนไม่ได้คิดอะไรก็ดูว่าเป็นพี่น้องที่น่ารักดีซึ่งเธอก็อิจฉามากๆ ด้วย แต่พอคิดไปในทำนองอื่นแล้วก็อดคิดไม่ได้อีกเช่นกันว่า

เหมือนคนรักกัน เหมือนแฟนกันจริงๆ

 

หลายวันต่อมา สัตตบุษย์ยังคงไปหาอี้ฟงที่บริษัทเช่นเคย แต่ตอนนี้เธอไม่ได้ไปนั่งเล่นเฉยๆ เพื่อรอเวลาทานข้าวด้วยกันอีกแล้ว เพราะชายหนุ่มให้เธอช่วยพิมพ์เอกสารบางฉบับรวมถึงคอยชงกาแฟให้เขาด้วย หญิงสาวไม่เข้าใจว่าทำไมช่วงนี้พี่ชายถึงพาเธอมาที่บริษัทด้วยเกือบทุกวัน จะว่าพามาช่วยงานเธอก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้มากนัก เนื่องจากไม่ได้เรียนมาทางด้านนี้เลย ความจริงสัตตบุษย์เคยถามอี้ฟงอยู่เหมือนกันว่าเพราะอะไร ซึ่งคำตอบที่ได้รับกลับมาแทบทำให้เธอคิดไปไกล

พี่อยากมีกำลังใจทำงานน่ะสิ

อยากมีกำลังใจ เขาพูดเหมือนกับว่าเธอเป็นกำลังใจของเขาอย่างนั้นแหละ แล้วแบบนี้จะไม่ให้เธอคิดเป็นอื่นไปได้ยังไงกันล่ะ แถมยิ่งช่วงนี้เขามักจะคอยมาป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ชิดเธอยิ่งกว่าเดิมด้วย อีกทั้งคำพูดคำจาก็ชวนให้คิดลึกไม่น้อย เขาจะรู้ไหมนะว่าการกระทำของเขามันทำให้เธอคิดฟุ้งซ่านไปกันใหญ่แล้ว

กาแฟได้แล้วค่ะ สัตตบุษย์วางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะทำงาน หลังจากที่อี้ฟงขอให้เธอไปชงมาให้

อืม...หอมจัง ชายหนุ่มสูดดมกลิ่นหอมของกาแฟก่อนจะยกขึ้นจิบ อร่อย

มีงานอะไรให้บัวทำอีกไหมคะ

ไม่มีแล้วจ้ะ

ว้า...

บัวเบื่อมากหรือเปล่า อี้ฟงถามอย่างเป็นกังวล ถึงแม้เขาอยากจะใกล้ชิดหญิงสาวมากแค่ไหน แต่ถ้าทำให้เธอเบื่อเขาก็ต้องยอมตัดใจ ไม่พาเธอมาที่ทำงานด้วยอีกต่อไป

เปล่าค่ะ สัตตบุษย์รีบปฏิเสธเพราะกลัวเขาจะไม่พามาที่บริษัทด้วยอีก ถึงแม้มันจะน่าเบื่อไปบ้างแต่เธอก็ยังมีความสุขที่ได้อยู่ใกล้ชิดเขา

ถ้าบัวอยากกลับบ้านก็บอกพี่ได้นะ พี่จะให้อาเจี้ยนไปส่ง

กลับบ้านไปไม่น่าเบื่อมากกว่าหรือคะพี่ฟง ขอบัวอยู่ช่วยงานพี่ที่นี่ดีกว่า ถึงจะช่วยได้เล็กๆ น้อยๆ ก็เถอะค่ะ

อยู่ที่บ้านสัตตบุษย์ไม่มีงานอะไรทำเลยนอกจากแย่งงานแม่ครัวทำเท่านั้น จะมีงานอื่นให้ทำบ้างนิดหน่อยก็ตอนที่หวังเฉินอยู่บ้าน ซึ่งเธอมักจะสรรหาทำขนมนมเนย น้ำผลไม้และอาหารต่างๆ ให้ท่านทานประจำ รวมถึงคอยบีบนวดเนื้อตัวให้ท่านเวลานอนหลับพักผ่อนในยามบ่ายทุกวันด้วย

พอนึกถึงหวังเฉิน หญิงสาวก็นึกขึ้นได้ว่าวันนี้เป็นวันกลับบ้านของท่าน และเธอกับอี้เฟยก็นัดกันไว้ว่าจะไปรับท่านออกจากโรงพยาบาลด้วยกันในเย็นนี้ ส่วนอี้ฟงนั้นไม่สามารถไปด้วยได้เนื่องจากติดงานเลี้ยงลูกค้าคนสำคัญ ฉะนั้นเมื่อเขาถามย้ำเธออีกครั้งว่าจะไม่ไปงานเลี้ยงกับเขาด้วยจริงๆ เหรอ เธอก็ตอบว่า

บัวอยากไปรับคุณลุงมากกว่าน่ะค่ะ แล้วอยากจะทำอาหารให้ท่านทานด้วย

โอเคจ้ะ พี่ไปคนเดียวก็ได้

คืนนี้คงกลับดึกมากใช่ไหมคะ

คงจะอย่างนั้น เขาพยักหน้าประกอบคำพูด

อย่าดื่มมากนักนะคะ เธอเตือนด้วยความเป็นห่วง อี้ฟงยิ้มหวานรับก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่จริงจังว่า

ถ้าบัวห้ามไม่ให้พี่ดื่มเลยพี่ก็จะไม่ดื่มสักหยดเดียว

ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ สัตตบุษย์หัวเราะเบาๆ อดปลื้มใจไม่ได้ ดื่มได้ค่ะ แต่ขอแค่อย่าดื่มจนเมาก็พอ

โอเคจ้ะ พี่ขอรับคำบัญชา ชายหนุ่มบอกด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่แสร้งขึงขัง จนสัตตบุษย์ต้องปล่อยเสียงหัวเราะออกมาดังกว่าเดิม และผลสุดท้ายอี้ฟงก็ร่วมหัวเราะประสานเสียงไปกับเธอด้วยอีกคน

 

ตกตอนเย็นสัตตบุษย์ออกจากบริษัทไปพร้อมกับอี้เฟยที่มารับเธอ เพื่อไปรับหวังเฉินออกจากโรงพยาบาลด้วยกัน ส่วนอี้ฟงก็ไปงานเลี้ยงรับรองลูกค้าคนสำคัญตามที่ได้บอกไว้

เฮ้อ...ดีใจจริงๆ ที่ได้กลับบ้านแล้ว ชานหวังเฉินเอ่ยด้วยสีหน้ายิ้มแย้มขณะนั่งอยู่บนรถเข็น เพราะยังไม่สามารถเดินเหินเองได้สะดวกดีนัก

ความจริงคุณพ่อน่าจะพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลต่ออีกสักหน่อยนะครับ อี้เฟยบอกขณะเข็นรถเข็นของบิดาไปยังห้องพักของท่านที่เขาได้สั่งให้แม่บ้านจัดไว้ให้ใหม่ ซึ่งอยู่ชั้นล่างเพื่อความสะดวกสบายในการเคลื่อนที่

อยู่อีกทำไม ฉันหายดีแล้วไม่ต้องนอนหรอก หวังเฉินส่ายหน้าไม่เห็นด้วย

อี้เฟยกับสัตตบุษย์อมยิ้มน้อยๆ พลางหันมาสบตากันเอง เพราะรู้ดีว่าท่านไม่ชอบนอนโรงพยาบาลสักเท่าไรนัก ความจริงวันนี้คุณหมอไม่ได้อยากให้ออกจากโรงพยาบาลเลย เนื่องจากอยากให้ท่านพักรักษาตัวให้หายดีกว่านี้อีกสักหน่อยก่อน แต่เพราะขัดใจหวังเฉินไม่ได้และเห็นว่าอาการดีขึ้นมากแล้วจึงได้จำใจยอมอนุญาตให้กลับได้ในที่สุด

หายดีอะไรกันล่ะครับ หายดีจริงจะมานั่งรถเข็นอยู่แบบนี้เหรอ

ฮื้อ... หวังเฉินคำรามอยู่ในลำคออย่างรำคาญบุตรชายคนรองที่เซ้าซี้ไม่เลิกแกนี่น่ารำคาญจริงๆ นะอาเฟย หนูบัวยังไม่เห็นบ่นอะไรฉันเลย

ความจริงบัวก็อยากให้คุณลุงนอนที่โรงพยาบาลต่ออีกสักพักเหมือนกันนะคะ

คำตอบของหญิงสาวทำให้หวังเฉินหน้ามุ่ยอย่างงอนๆ ที่ไม่มีใครเข้าข้าง

โธ่...หนูบัวไม่เข้าข้างลุงบ้างเลย หึ...กลัวกลับมาเป็นภาระกันใช่ไหมล่ะ ก็ได้ ฉันกลับไปนอนโรงพยาบาลอย่างเดิมก็ได้ท่านพูดอย่างน้อยใจ

ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะคุณลุง ที่บัวพูดไปเพราะเป็นห่วงเท่านั้นเอง สัตตบุษย์หน้าเสียก่อนรีบทรุดตัวลงนั่งยองๆ ข้างรถเข็นของท่าน ส่วนอี้เฟยก็นั่งลงยองๆ อีกด้านหนึ่งเช่นกัน

ใช่ครับ พวกเราไม่เคยเห็นคุณพ่อเป็นภาระเลยนะครับ

หวังเฉินมองสีหน้ากังวลของคนทั้งสองแล้วหัวเราะออกมาราวกับผู้ชนะ ทำเอาอี้เฟยกับสัตตบุษย์รู้สึกงุนงงก่อนในช่วงแรกแล้วเริ่มเข้าใจว่าพวกเขาโดนท่านแกล้งเข้าให้เสียแล้ว

ร้ายจริงนะครับคุณพ่อ แกล้งผมกับบัวได้

ก็อยากเซ้าซี้ฉันกันนักทำไมล่ะ เถอะน่า ฉันรู้ว่าทุกคนเป็นห่วง แต่เชื่อเถอะว่าฉันหายดีมากแล้วจริงๆ

คร้าบบบ ชายหนุ่มลากเสียงยาวๆ อย่างประชดประชันก่อนจะช่วยพยุงท่านลุกจากรถเข็นเดินไปยังเตียงนอน โดยมีสัตตบุษย์คอยช่วยดูแลอีกแรงหนึ่ง

 

หลังจากพาหวังเฉินเข้านอนแล้ว สัตตบุษย์ก็กลับเข้าห้องนอนของตนเอง จัดการอาบน้ำเพื่อเตรียมตัวเข้านอน หลังจากทาครีมบำรุงผิวพรรณและใส่ชุดนอนเสร็จเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวก็เดินไปคว้าตำราอาหารมานอนศึกษาวิธีการทำต่อที่เตียงซึ่งมีทั้งอาหารไทยและอาหารอิตาเลี่ยน แม้จะรู้สึกง่วงแต่สัตตบุษย์ก็ไม่สามารถข่มตาให้หลับลงได้ เพราะใจยังคงเป็นห่วงอี้ฟงอยู่ เธอมักจะนอนไม่หลับเสมอเวลาชายหนุ่มยังไม่กลับบ้าน เธอไม่รู้ว่าตัวเองเป็นเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไร รู้แต่เพียงว่ามันกลายเป็นความเคยชินสำหรับเธอไปเสียแล้วโดยไม่รู้ตัว

หญิงสาวนอนอ่านหนังสือเพลิน จนกระทั่งเงยหน้าขึ้นมองนาฬิกาปลุกเครื่องจิ๋วที่ตั้งอยู่บนโต๊ะข้างหัวเตียงก็พบว่าเลยเที่ยงคืนไปยี่สิบนาทีแล้ว สัตตบุษย์หาวหวอดๆ ก่อนจะลุกขึ้นเก็บตำราอาหารไปไว้ที่เก่าก็ประจวบเหมาะกับที่ได้ยินเสียงรถยนต์ดังขึ้น หญิงสาวจึงยิ้มแป้นรีบเดินไปแง้มผ้าม่านที่หน้าต่างออกดูก็พบว่าเป็นรถของอี้ฟงจริงๆ เธอถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอกที่เขากลับมาอย่างปลอดภัย พอเห็นพี่ชายลงจากรถเธอก็รีบวิ่งไปดับไฟในห้องทันที เพราะไม่อยากถูกเขาเอ็ดเอาเรื่องนี้อีก

อี้ฟงรู้ดีว่าเธอมักจะคอยเขากลับมาบ้านก่อนแล้วถึงจะนอน ซึ่งเขาเคยเอ็ดเธอไปทีหนึ่งแล้วว่าไม่ให้รอเขาอีก ในตอนนั้นสัตตบุษย์รับปากว่าจะไม่ทำอีกแต่สุดท้ายก็อดไม่ได้ จึงกลายเป็นว่าต้องคอยแอบคอยเขากลับบ้านอย่างที่กำลังทำอยู่ในขณะนี้แทน โดยไม่รู้เลยว่าที่หญิงสาวคิดว่าอี้ฟงไม่รู้ว่าเธอแอบคอยเขานั้นเป็นการคิดที่ผิด เพราะหากเธอมองลงไปข้างล่างอีกครั้งก็จะเห็นชายหนุ่มกำลังยืนแหงนหน้ามองมาที่บานหน้าต่างห้องนอนของเธออยู่ด้วยรอยยิ้มขบขันแกมอ่อนใจ

คิดว่าจะรอดสายตาพี่ไปได้งั้นเหรอบัว

อี้ฟงคิดอยู่ในใจอย่างขบขันพลางเดินเข้าไปในบ้าน หลังจากที่เขาสั่งให้บอดี้การ์ดทั้งสองไปพักผ่อนก่อนแล้ว สัตตบุษย์คงคิดว่าจะปิดไฟทันก่อนเขาจะเห็นล่ะสิ แต่มันไม่ทันการณ์แล้วเพราะเขาเห็นไฟในห้องนอนของเธอเปิดอยู่ตั้งแต่รถกำลังเลี้ยวเข้ารั้วบ้านแล้วล่ะ ชายหนุ่มรู้ดีว่าทำไมหญิงสาวถึงยังไม่หลับไม่นอนทั้งที่ดึกมากแล้ว เธอเป็นห่วงเขาซึ่งเขาก็ดีใจ แต่ก็ไม่อยากให้เธอต้องมาถ่างตารอเขาจนพักผ่อนไม่เพียงพอแบบนี้

เมื่อก่อนอี้ฟงมักจะอยู่เคลียร์งานจนดึกดื่นเป็นประจำ กว่าจะกลับบ้านได้ก็ตีหนึ่งตีสองเข้าไปแล้ว แต่นับตั้งแต่รู้ว่าเจ้าบัวน้อยของเขามักจะคอยเขากลับบ้านเสมอ ชายหนุ่มก็พยายามไม่กลับดึกมากนัก และหากวันไหนมีงานเลี้ยงเขาก็จะโทรบอกเธอก่อนเสมอเพื่อไม่ให้เธอต้องคอย

ชานอี้ฟงเดินผ่านห้องโถงใหญ่ซึ่งใช้เป็นห้องรับแขก เขาหยุดเดินเมื่อจู่ๆ ก็คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ซึ่งมันคือแผนการที่จะทำให้สัตตบุษย์เลิกคิดกับเขาในฐานะพี่ชายเสียที แล้วหันมามองเขาในฐานะผู้ชายคนหนึ่งแทนได้แล้ว วิธีนี้อาจจะดูเห็นแก่ตัวไปหน่อยทว่ามันก็เป็นวิธีที่ได้ผลชะงัดนักอย่างแน่นอน ชายหนุ่มยิ้มกริ่มพลางเดินไปนั่งลงบนโซฟาอย่างสบายอารมณ์ เพราะเขาไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลยนอกจากเพียงแค่...รอคอยเท่านั้นเอง!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

7 ความคิดเห็น