ตอนที่ 4 : ปฏิบัติการเด็ดดอกบัว 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 354
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    6 เม.ย. 61

ระหว่างทางกลับบ้าน ภายในรถเงียบสนิทจนกระทั่งสัตตบุษย์เอ่ยถามออกมาด้วยความอยากรู้

พี่ฟงคะ ที่พี่บอกกับพี่เฟยว่าไม่อยากให้บัวไม่สบายใจ หมายความว่ายังไงหรือคะ

ไม่เห็นต้องแปลอะไรอีกเลยนี่จ๊ะ อี้ฟงตอบยิ้มๆ พลางลูบศีรษะเล็กด้วยความเอ็นดู บัวไม่สบายใจก็คือไม่สบายใจ

แล้วพี่ฟงรู้ได้ไงคะว่าบัวไม่สบายใจ เธอย้อนถาม

พี่กับบัวไม่ใช่เพิ่งรู้จักกันนี่นา เรารู้จักกันมาตั้งสิบกว่าปีแล้ว แค่นี้ทำไมพี่จะดูอาการบัวไม่ออก อีกอย่างบัวแสดงความรู้สึกได้ชัดเจนจะตายไป บัวกลัวจงเหว่ยใช่ไหม

ค่ะ ก็เขามองแบบว่า... หญิงสาวหน้าแดงด้วยความรู้สึกกระดากปากที่จะพูดออกมา ชายหนุ่มโอบแขนไปรอบไหล่บางแล้วดึงตัวเธอเข้ามาชิดใกล้พลางเอ่ยปลอบเสียงนุ่ม

อย่าไปสนใจมันเลย คนต่ำช้าแบบนั้นก็คิดอะไรได้แต่เรื่องต่ำๆ นั่นแหละ มันก็ได้แค่คิดเท่านั้นอย่ากลัวไปเลยนะจ๊ะ พี่จะไม่ยอมให้มันแตะต้องบัวของพี่ได้หรอก

บัวไม่ได้ห่วงตัวเองค่ะ แต่บัวห่วงพี่นะคะ สายตาของเขายามมองพี่ดูน่ากลัวมากๆ เลย เธอเงยหน้าขึ้นบอกเขา ทั้งสีหน้าและแววตาแสดงความห่วงใยชัดแจ้งจนคนได้รับรู้สึกตื้นตันใจ

เป็นห่วงพี่มากไหม

ถามอะไรแบบนี้ล่ะคะ ห่วงมากสิคะ ก็พี่ชายทั้งคนนี่นา

ความอ่อนหวานเมื่อครู่นี้หดหายไปเมื่อได้ฟังคำว่าพี่ชายจากปากของเธอ อี้ฟงถอนหายใจยาวพลางโอบกระชับร่างบางแน่นขึ้นอีกนิด

มีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือเปล่าคะพี่ฟง

เปล่าหรอกจ้ะ เขายิ้มให้

ยังไงพี่ฟงก็ต้องระวังตัวให้มากๆ นะคะ เธอเตือนเขาอีกครั้ง แววตาของจงเหว่ยทำให้เธอกลัวจับใจจริงๆ

จ้า... ดีใจจังเลยที่บัวเป็นห่วง ชายหนุ่มบอกก่อนจะก้มหน้าลงจุ๊บหน้าผากเนียนใสเสียทีหนึ่งอย่างอดใจไว้ไม่ไหว แทนคำขอบคุณแล้วก็ให้รางวัลที่บัวยอมมางานคืนนี้กับพี่

สัตตบุษย์มองเขาตาโตด้วยใบหน้าแดงก่ำก่อนจะรีบก้มหน้าลงอย่างเขินอาย อีกครั้งแล้วที่หัวใจดวงน้อยเต้นแรงและความสุขก็ถาโถมเข้าใส่ แม้เขาจะคิดกับเธอแค่น้องสาวแต่เธอก็ยังมีความสุขอยู่ในโลกแห่งความฝันได้ ขอแค่ได้รับความรักและความเอื้ออาทรจากเขาบ้างเท่านั้น เธอก็พอใจแล้ว

อี้ฟงมองกิริยาเขินอายของหญิงสาวด้วยสายตารักใคร่เอ็นดู การที่เธอหน้าแดงทุกครั้งเวลาเขาอยู่ใกล้ชิดนับเป็นนิมิตหมายอันดี ที่จะทำให้เขาเปลี่ยนสถานภาพจากพี่ชายมาเป็นคนรักได้ง่ายขึ้น เอาเถอะน่า น้ำหยดลงหินทุกวันหินมันยังกร่อน แล้วนับประสาอะไรกับหัวใจของคนเรา ถ้าเขามีความอดทนพอ สักวันความต้องการของเขาก็จะเป็นจริงในที่สุด เขามั่นใจ!

 

ณ คฤหาสน์ของตระกูลหลิ๋ว

ในความเงียบสงัดของยามค่ำคืนจู่ๆ ก็มีเสียงแก้วแตกดังขึ้นภายในห้องสีขาวกว้างขวาง ซึ่งใช้เป็นสถานที่ทำงานของเจ้าของบ้าน ตรงพื้นใกล้ๆ กับโต๊ะทำงานมีเศษแก้วแตกกระจายและมีน้ำสีอำพันเจิ่งนองอยู่เป็นหย่อมๆ บนเก้าอี้นุ่มสบายมีร่างสูงใหญ่ซึ่งอยู่ในชุดเสื้อคลุมที่สวมทับชุดนอนอีกชั้นหนึ่งนั่งอยู่ ใบหน้าคมสันที่จัดว่าหล่อเหลาดูบึ้งตึง แววตากร้าวกระด้างราวกับกำลังคิดอยากฆ่าใครสักคนอยู่ก็ไม่ปาน

ไอ้พวกตระกูลชาน ฉันไม่ปล่อยพวกแกไว้แน่ หลิ๋วจงเหว่ย ทายาทคนเดียวของหลิ๋วหม่าหลงเอ่ยออกมาอย่างแค้นเคือง ไฟแค้นที่สุมอยู่ในอกเขาเปรียบดังภูเขาไฟที่รอวันปะทุจนระเบิดลาวาอันร้อนแรงออกมาแผดเผาศัตรูทุกคน

ความแค้นระหว่างสองตระกูลคือ ตระกูลหลิ๋วกับตระกูลชานมีขึ้นเมื่อหลิ๋วหม่าหลงบิดาของเขาถูกจับในข้อหาค้าของเถื่อนและพวกของหนีภาษี โดยใช้เรือส่งสินค้าของบริษัทชานหวังเฉินเป็นที่ขนส่งของ สมัยก่อนบิดาของเขามีหุ้นอยู่ในบริษัทท่าเรือของตระกูลชานด้วย เพราะหม่าหลงกับหวังเฉินเป็นเพื่อนกัน แต่ถึงจะมีหุ้นก็มีเพียงน้อยนิดแค่สิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้น เนื่องจากก่อนหน้าที่บริษัทท่าเรือแห่งนี้จะเจริญรุ่งเรืองบิดาของเขาได้ขายหุ้นจำนวนหนึ่งไปเสียแล้ว ซึ่งผู้ที่ซื้อคืนก็คือชานหวังเฉินนั่นเอง

ในตอนนั้นธุรกิจของครอบครัวเขาเริ่มไม่ดีจึงต้องหาเงินทุนมาหมุนเวียนตลอด เป็นเหตุให้หม่าหลงตัดสินใจค้าของเถื่อน กิจการของครอบครัวเริ่มดีขึ้นและมีเงินทองมากขึ้นจนคนรอบกายเริ่มสงสัย ทุกอย่างกำลังไปได้ดีแต่แล้วก็ต้องพังทลายลงด้วยน้ำมือของชานหวังเฉิน เพราะอีกฝ่ายจับได้ว่าบิดาเขาค้าของเถื่อนโดยใช้เรือส่งสินค้าของบริษัทบังหน้า ที่เขาเจ็บแค้นมาจนถึงทุกวันนี้ก็เพราะแทนที่ชานหวังเฉินจะเตือนบิดาของเขาดีๆ กลับแจ้งตำรวจให้มาจับแบบคาหนังคาเขา ขณะหม่าหลงกำลังยืนคุมการขนของเถื่อนอยู่พอดี

ทั้งที่เป็นเพื่อนกันแต่กลับทำกันได้ลง เขาในตอนนั้นกำลังเสเพลไม่เคยช่วยงานอะไรบิดาเลยก็ได้แต่เจ็บใจที่ไม่สามารถช่วยอะไรได้ ทำได้เพียงเก็บกดความแค้นไว้ในใจเพื่อรอวันเอาคืนในภายหลัง ทว่าก็ยังหาจังหวะไม่ได้สักทีเพราะนับจากวันนั้นชานหวังเฉินก็สั่งตรวจสอบท่าเรือและคุมเข้มสินค้าทุกชนิด อีกทั้งพวกมันยังมีนายตำรวจใหญ่คอยคุ้มครองอยู่ด้วย ดังนั้นแม้จะพบของกลางในโกดังและในเรือขนส่งสินค้าของพวกมัน แต่ตำรวจกลับไม่สอบสวนอะไรเลยสักนิดเดียว แถมยังยกย่องพวกมันให้เป็นพลเมืองดีที่แจ้งเบาะแสให้กับทางการอีกด้วย

เขาจึงได้แต่คับแค้นใจจนแทบกระอักออกมาเป็นเลือด ทรัพย์สินของครอบครัวก็โดนอายัดไปบางส่วน ทุกอย่างเริ่มย่ำแย่จนเขาต้องกระเสือกกระสนดิ้นรนทุกทาง จนสามารถกลับขึ้นมาผงาดได้อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งครั้งนี้เขาจะไม่ยอมกลับไปล้มเหลวอีกอย่างเด็ดขาด และจะไม่ยอมให้ทุกคนในตระกูลชานได้มีความสุขอีกต่อไป!

 

ณ บริษัท AW. CONTAINER TERMINAL

ภายในห้องทำงานของท่านประธานใหญ่ โซฟาชุดหรูตรงมุมห้องปรากฏร่างของสัตตบุษย์นั่งอยู่ ซึ่งกำลังเปิดดูนิตยสารการท่องเที่ยวและเกี่ยวกับเรื่องของแฟชั่นอย่างเพลิดเพลิน การที่หญิงสาวมานั่งอยู่ที่นี่โดยที่ไม่ได้มีหน้าที่อะไรเลยนั้น เป็นเพราะเมื่อตอนสิบโมงเช้าเธอได้รับโทรศัพท์จากชานอี้ฟง ซึ่งโทรมาขอให้เธอมาทานข้าวเที่ยงเป็นเพื่อนเขา ถึงแม้จะแปลกใจเพราะปกติเขาไม่เคยโทรชวนเธอมาก่อน แต่เธอก็ยอมตอบรับทันทีเพราะใจอยากอยู่ใกล้ชิดเขาอยู่แล้ว

รอพี่เคลียร์งานอีกแป๊บเดียวนะจ๊ะบัว อี้ฟงหันมาบอกด้วยสีหน้าขอลุแก่โทษ เนื่องจากเลยเวลาเที่ยงมาพอสมควรแล้ว แต่เขาก็ยังไม่สามารถพาสัตตบุษย์ออกไปทานอาหารได้อย่างที่ตั้งใจไว้ เพราะเผอิญมีงานด่วนที่เขาต้องตัดสินใจในตอนนี้เข้ามาเสียก่อน

ไม่เป็นไรหรอกค่ะ พี่ฟงทำงานไปเถอะไม่ต้องห่วงบัวนะคะ หญิงสาวส่งยิ้มให้อย่างเข้าใจ

เดี๋ยวพี่สั่งให้เลขาจัดของว่างมาให้ทานรองท้องก่อนดีไหม

ไม่ต้องหรอกค่ะ บัวยังไม่ค่อยหิวเท่าไร

ก็ได้จ้ะ แต่ถ้าบัวหิวต้องบอกพี่ทันทีเลยนะ

สัตตบุษย์ยิ้มหวานให้กับความห่วงใยของเขาก่อนจะพยักหน้ารับ หญิงสาวนั่งดูนิตยสารอีกพักใหญ่ๆ ก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เธอวางหนังสือลงแล้วเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าของตนเองมาล้วงเอามือถือออกมาดู ก่อนจะรีบกดรับสายเมื่อเห็นชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอ

ว่าไงจ๊ะเยี่ยหลาน

วันนี้ว่างหรือเปล่าบัว คนปลายสายถาม

ทำไมเหรอ จะชวนฉันไปเที่ยวไหนอีกล่ะ เธอถามเสียงกลั้วหัวเราะ เพราะรู้จักเยี่ยหลานดีว่าเป็นนักช็อปขนาดไหน

แหม...รู้ใจกันอีกแล้ว เยี่ยหลานหัวเราะร่า ฉันอยากได้รองเท้าน่ะ ฉันดูในอินเทอร์เน็ตเห็นว่าวันนี้ที่ร้าน... เธอเอ่ยถึงร้านขายรองเท้ายี่ห้อดังซึ่งตั้งอยู่ภายในห้างสรรพสินค้าชื่อดังของเกาะฮ่องกง มีรายการลดราคาครั้งใหญ่เลยล่ะ ลดจนถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์เลยนะ ฉันอยากไปเดินดูมากเลยช่วยไปเป็นเพื่อนกันหน่อยสิ ประโยคท้ายเยี่ยหลานทำเสียงออดอ้อน สัตตบุษย์ลังเลใจ เพราะใจหนึ่งก็อยากไปเป็นเพื่อนเยี่ยหลานแต่อีกใจหนึ่งก็อยากอยู่ใกล้ๆ กับอี้ฟง และสุดท้ายความปรารถนาของหัวใจก็เป็นฝ่ายชนะ

ขอโทษด้วยนะเยี่ยหลาน วันนี้ฉันไม่ว่างน่ะ

ว้า...เธอทำอะไรอยู่เหรอบัว

คือ...วันนี้ฉันมาทานอาหารกลางวันกับพี่ฟงที่บริษัทน่ะ

งั้นเหรอ น่าเสียดายจัง สุ้มเสียงแสดงความเสียดายของอีกฝ่ายทำเอาสัตตบุษย์รู้สึกผิดขึ้นมา จึงถามว่า

มันลดราคาแค่วันนี้เท่านั้นเหรอ

ลดมาหลายวันแล้วล่ะ วันนี้วันสุดท้าย

ถ้าอย่างนั้นไปซื้อตอนเย็นได้ไหม ถ้าซื้อตอนเย็นเดี๋ยวฉันจะไปเป็นเพื่อน

เยี่ยหลานนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบ

ได้สิได้ งั้นตอนเย็นเจอกันที่ห้างเลยนะ

จ้ะ หญิงสาวรับคำแล้วคุยกับเยี่ยหลานอีกสองสามประโยค จึงวางสายก็พอดีกับที่อี้ฟงปิดแฟ้มงานแล้วลุกขึ้นเดินมาหาเธอ

ใครโทรมาเหรอจ๊ะ เขานั่งลงเคียงข้างพลางถามเสียงนุ่ม ท่าทางทำเหมือนถามไปอย่างนั้นเองไม่ได้อยากรู้อะไร แต่ความจริงแล้วในใจอยากรู้เสียเต็มประดา

เยี่ยหลานน่ะค่ะ โทรมาชวนบัวให้ไปซื้อรองเท้าเป็นเพื่อนหน่อย

แล้วบัวตอบไปว่าไงจ๊ะ อย่าลืมนะว่าเรามีนัดทานข้าวด้วยกันน่ะ เขาดักคอไว้ก่อนเพราะกลัวว่าเธอจะยกเลิกนัดเขาเพื่อไปกับเพื่อนแทน สัตตบุษย์หัวเราะคิกคักก่อนตอบเสียงใส

ไม่มีทางลืมหรอกค่ะ บัวปฏิเสธเยี่ยหลานไปแล้วว่าไปตอนนี้ไม่ได้แต่จะไปตอนเย็นแทนค่ะ

งั้นพี่ไปด้วยนะ

จะไปจริงเหรอคะ เมื่อเขาพยักหน้าให้เธอก็เอ่ยต่อ พี่ฟงอาจเบื่อก็ได้ เพราะพวกเราไปชอปปิ้งกันเท่านั้น

พี่ไม่เบื่อหรอก ขอแค่มีบัวอยู่ด้วยต่อให้นั่งนิ่งๆ ทั้งวันก็ไม่มีทางเบื่อ...ตลอดชีวิต

หญิงสาวนิ่งอึ้งก่อนความร้อนจะฉาบไล้ไปทั่วใบหน้า คำพูดเมื่อครู่นี้พร้อมกับแววตาหวานฉ่ำของเขาทำให้เธอคิดไปไกลว่าเขาอาจมีใจให้ เขาอาจไม่ได้รักเธออย่างน้องสาวก็เป็นได้ แต่...เธออาจคิดไปเองก็ได้ เพราะแม้คำพูดของเขาเหมือนจะมีนัยเกินเลยแต่มันก็ไม่ใช่คำว่า รักโดยตรงอยู่ดี สัตตบุษย์ถอนหายใจเบาๆ ก่อนบอกเขาเสียงเศร้านิดๆ ว่า

เราไปทานข้าวกันได้หรือยังคะ

ได้แล้วจ้ะ อี้ฟงแอบเสียดายบรรยากาศหวานๆ แต่ก็ยังไม่อยากรุกจนเกินไปนัก ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วส่งมือให้เธอจับ หญิงสาวจับมือเขาไว้แล้วลุกขึ้นยืน เธอตั้งใจจะปล่อยมือแต่เขากับเพิ่มแรงกระชับยิ่งขึ้นก่อนจะฉุดดึงให้เธอเดินตามเขาออกจากห้องไป สัตตบุษย์อมยิ้มนิดๆ พลางจ้องมือที่จับกันไว้แล้วคิดฝันไปว่า หากเธอกับเขาเดินจูงมือกันในฐานะคนรักก็คงจะดีไม่น้อยเลยทีเดียว จะมีวันนั้นได้หรือเปล่านะ

 

ทางด้านเยี่ยหลาน หลังจากวางสายจากเพื่อนรักแล้วก็หันมาพูดกับชายหนุ่มที่กำลังนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่ข้างๆ ด้วยน้ำเสียงหมั่นไส้ว่า

บัวตกลงจะไปด้วยในตอนเย็น

ขอบใจนะเยี่ยหลาน ฟู่เฉินกล่าว

ย่ะ แต่ฉันไม่อยากได้คำขอบใจของนายแล้วฟู่เฉิน หญิงสาวมองค้อนญาติหนุ่มอย่างหมั่นไส้ที่ชอบมาขอร้องให้เธอเป็นทัพหน้าชวนสัตตบุษย์ออกมาข้างนอกอยู่เสมอ

โธ่...ช่วยให้คนที่เป็นทั้งญาติและเพื่อนสมหวังในความรักได้กุศลออกนะ เผื่อมันจะช่วยส่งผลให้เธอหาแฟนได้บ้างไงล่ะ โอ๊ย!” ฟู่เฉินบอกเสียงทะเล้นจึงโดนเยี่ยหลานตีป้าบที่กลางหลังฉาดใหญ่

สมน้ำหน้า นี่ถามจริงๆ เถอะ นายรักบัวจริงหรือเปล่า หญิงสาวถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง

จริงสิ ชายหนุ่มตอบด้วยน้ำเสียงไม่ต่างกันเลย ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เธอจะถามอีกสักกี่ครั้งกันเนี่ย ที่เขาพูดแบบนี้เพราะโดนเยี่ยหลานถามคำถามนี้มาตลอดจนบางครั้งก็น่ารำคาญ

ก็อยากถามให้มั่นใจ บัวเป็นเพื่อนรักฉันนี่นา

เธอไว้ใจฉันได้เยี่ยหลาน ฉันรักบัวจริงๆ ฟู่เฉินย้ำอีกครั้ง เขามั่นใจในความรู้สึกของตนเอง เพราะเขาไม่เคยรู้สึกกับผู้หญิงคนไหนลึกซึ้งเท่านี้มาก่อนเลย

ก็ดี ฉันจะเอาใจช่วยแล้วกัน นายกับบัวก็เหมาะสมกันดี

อย่าเอาใจช่วยอย่างเดียวสิ ต้องลงมือช่วยด้วย

อะไรยะ! แค่นี้ยังช่วยไม่พออีกรึไงกัน หัดหาทางเอาเองบ้างสิ ถ้าทำไม่ได้ก็ตัดใจไปซะเถอะ เยี่ยหลานเบะปากใส่อย่างเยาะเย้ย

ถ้าเข้าถึงตัวบัวได้ง่ายฉันคงไม่ต้องพึ่งเธอหรอก ชายหนุ่มบอกอย่างหงุดหงิด การเข้าหาสัตตบุษย์เป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะรอบๆ ตัวเธอมีแต่ผู้คนรายล้อมเต็มไปหมด อีกทั้งหญิงสาวก็ไม่ใช่ผู้หญิงที่จะเปิดใจรับใครได้ง่ายๆ อีกด้วย แม้เขาจะรู้จักเธอมาสองปีแล้วแต่ก็ยังรู้สึกเหมือนคนอื่นคนไกลกันอยู่ดี ฉะนั้นหนทางที่เขาจะได้ใกล้ชิดเธอได้มากกว่าเดิมก็ต้องอาศัยเข้าทางญาติสาวเท่านั้น

เออๆ แล้วเย็นนี้อย่าลืมนัดล่ะ เยี่ยหลานตัดบทอย่างรำคาญ

ไม่มีทางลืมเด็ดขาด ฟู่เฉินตอบด้วยแววตาเปล่งประกายกล้า เพราะตั้งใจแล้วว่าจะใช้โอกาสนี้จีบสัตตบุษย์ให้สุดฝีมือ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

7 ความคิดเห็น