ตอนที่ 3 : งานเลี้ยงและศัตรู

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 349
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    6 เม.ย. 61

แทนที่รถจะเลี้ยวไปทางขวาแต่กลับเลี้ยวไปทางซ้ายแทน ทำให้สัตตบุษย์นึกสงสัยจึงเอ่ยถามหม่าเหว่ยเจี้ยนซึ่งทำหน้าที่คนขับรถว่า

ทำไมเลี้ยวไปทางนี้ล่ะคะพี่เจี้ยน ที่ทำงานของพี่ฟงต้องเลี้ยวไปทางขวาไม่ใช่เหรอคะ

ครับ แต่เราไม่ได้ไปที่ทำงานหรอกครับ เหว่ยเจี้ยนตอบขณะที่ตาก็มองท้องถนนตรงหน้าไปด้วยอย่างระมัดระวัง

อ้าว บัวนึกว่าเราจะไปหาพี่ฟงที่ทำงานเสียอีก แล้วนี่เราจะไปไหนกันเหรอคะ

ไปถึงแล้วเดี๋ยวคุณหนูก็รู้เองแหละครับ

หญิงสาวถอนหายใจยาวพลางมองค้อนเหว่ยเจี้ยนอย่างหมั่นไส้ นี่พี่ฟงของเธอคงสั่งมาไม่ให้บอกล่ะสิถึงได้ปิดปากเงียบแบบนี้ สัตตบุษย์ไม่เซ้าซี้ถามต่อและเอาแต่นั่งเงียบจนรถมาจอดที่หน้าร้านเสื้อผ้าแบรนด์ดังยี่ห้อหนึ่ง เธอลงจากรถเมื่อเหว่ยเจี้ยนมาเปิดประตูให้แล้วก้าวเข้าไปในร้าน

พี่ฟง เธอเรียกคนตรงหน้าที่รีบลุกขึ้นเดินเข้ามาหาเธอพร้อมรอยยิ้มหวาน หญิงสาวกวาดตามองภายในร้านก่อนจะหยุดที่ใบหน้าคมสันแล้วถามเขาว่า พี่ให้พี่เจี้ยนไปรับบัวเพื่อมาที่ร้านนี้น่ะเหรอคะ

ใช่จ้ะ พี่ว่าบัวไปแต่งตัวเลยดีกว่านะ เดี๋ยวจะไปไม่ทันงาน อี้ฟงดันหลังสัตตบุษย์ให้ออกเดินไปหาหญิงสาววัยสามสิบปลายๆ ที่ยืนส่งยิ้มให้

ให้บัวแต่งตัวทำไมคะ เธอหันมาถามอย่างไม่เข้าใจ

แต่งตัวเพื่อไปงานเลี้ยงวันเกิดของคุณอาไท้ไงล่ะจ๊ะ วันนี้วันเกิดของท่านบัวลืมไปแล้วเหรอ เขาเฉลยให้ฟัง

บัวไม่ลืมหรอกค่ะ แต่บัวไปไม่ได้นี่คะ เพราะบัวต้องไปดูแลคุณลุงที่โรงพยาบาล

ไม่ต้องไปหรอก พี่โทรบอกคุณพ่อแล้วว่าจะพาบัวไปงานด้วยซึ่งท่านก็เห็นดีด้วย บัวไม่ต้องห่วงท่านหรอกนะ ท่านมีพยาบาลพิเศษคอยดูแลอยู่ อี้ฟงบอก เขาได้จ้างพยาบาลพิเศษให้คอยดูแลบิดาตั้งแต่วันแรกที่เข้าไปพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลแล้ว แต่บางวันสัตตบุษย์ก็จะไปช่วยดูแลอีกแรงหนึ่งเพราะต้องทำอาหารไปให้ท่านทานด้วย เนื่องจากอาหารที่โรงพยาบาลไม่ถูกปากท่านเท่าไรนัก

แต่... หญิงสาวยังอิดออด เพราะไม่ค่อยชอบออกงานสังคมสักเท่าไรนัก

น่า...นะจ๊ะบัว ไปเป็นเพื่อนพี่หน่อยนะจ๊ะ พี่ไม่มีเพื่อนไปงานด้วยเลย ชายหนุ่มออดอ้อน แววตาช่างเว้าวอนจนในที่สุดสัตตบุษย์ก็ใจอ่อนยอมไปด้วย อี้ฟงยิ้มแป้นพร้อมกล่าวขอบคุณก่อนจะดุนหลังเธอให้เดินไปหาเจ้าของร้านที่ยืนรออยู่ ซึ่งเจ้าของร้านกับเขารู้จักกันดีเพราะเขามักจะมาซื้อเสื้อผ้าร้านนี้เป็นประจำ

เมื่อหญิงสาวหายลับไปในห้องด้านในแล้ว ชายหนุ่มก็เดินไปนั่งรออยู่ที่โซฟาตัวเดิม บนโต๊ะเล็กตรงหน้าเขามีหนังสือนิตยสารหลายเล่มวางอยู่ และมีเครื่องดื่มเย็นๆ กับขนมคุกกี้ที่เจ้าของร้านนำมาเสิร์ฟให้วางอยู่อีกมุมหนึ่งของโต๊ะ ชานอี้ฟงดูนาฬิกาที่ข้อมือของตนเองพลางคาดคะเนเวลาแต่งตัวและแต่งหน้าทำผมของสัตตบุษย์ ซึ่งคงใช้เวลาชั่วโมงกว่าๆ คำนวณดูแล้วพวกเขาคงจะไปถึงงานเลี้ยงราวๆ หนึ่งทุ่มพอดี

ตัวเขานั้นไม่ต้องทำอะไรมากแค่อาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่เท่านั้น เขาอาบน้ำเรียบร้อยแล้วเพราะที่ห้องทำงานของเขามีห้องพักส่วนตัวด้วย ซึ่งเขามักจะเอาไว้นอนหลับพักผ่อนเวลาทำงานจนดึกดื่นแล้วขี้เกียจเดินทางกลับบ้าน ส่วนเรื่องเสื้อผ้าเขาก็มีทิ้งไว้อยู่ที่ห้องพักหลายตัว ความจริงชายหนุ่มจะให้สัตตบุษย์แต่งตัวมาเลยก็ได้แต่เขาอยากให้เธอสวยเด่นที่สุดในงาน และแต่งตัวให้ดูเป็นผู้ใหญ่มากกว่านี้อีกนิดจึงเลือกให้เธอมาแต่งตัวที่นี่แทน แล้วจ้างช่างแต่งหน้าทำผมร้านดังมาช่วยแต่งให้กับเธอ

เวลาผ่านไปชั่วโมงกว่าๆ สัตตบุษย์ก็ออกมาปรากฏโฉมให้เขาได้เห็น แวบแรกที่เห็นอี้ฟงตกตะลึงไปเลยทีเดียวเพราะสาวน้อยตรงหน้าเขาเปลี่ยนจากสาวหวานกลายเป็นสาวเซ็กซี่ไปเสียแล้ว ชุดราตรีสีแดงตัวนี้ช่างเหมาะสมกับเธออย่างที่เขาคิดไว้จริงๆ สีของชุดช่วยขับผิวขาวเนียนของเธอให้ยิ่งดูขาวใสมากขึ้นไปอีก

ชุดนี้เป็นชุดแบบเกาะอก กระโปรงยาวค่อนข้างรัดรูปร่าง ซึ่งถ้าผู้สวมใส่รูปร่างไม่ดีจริงคงดูน่าเกลียดไปเลย แต่สำหรับเจ้าบัวน้อยของเขาแล้ว เห็นรูปร่างบางๆ อย่างนี้กลับใส่ออกมาดูสวยและดูเย้ายวนเหลือเกิน เพราะรูปร่างของเธอสมส่วนไปหมด ส่วนเครื่องประดับไม่ว่าจะเป็นสร้อยคอ ต่างหูและสร้อยข้อมือซึ่งล้วนแต่เป็นทับทิมน้ำงามก็เข้ากับชุดนี้ได้ดีเยี่ยม เครื่องประดับทับทิมชุดนี้ชายหนุ่มเบิกออกมาจากธนาคารเพื่อให้สัตตบุษย์ได้สวมใส่ในงานนี้โดยเฉพาะ ซึ่งทับทิมชุดนี้เป็นชุดที่มารดาของเขารักมากอีกชุดหนึ่ง

ชานอี้ฟงกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่เมื่อเห็นเนินอกอวบอิ่มที่โผล่พ้นขอบเสื้อมา ยิ่งหญิงสาวทำผมแบบรวบขึ้นสูงไปหมดก็ยิ่งไม่มีอะไรมาช่วยบดบังไว้เลย ลมหายใจของชายหนุ่มถึงกับสะดุดเมื่อจังหวะการย่างเท้าของเธอทำให้เขาได้เห็นเรียวขาขาวนวลวับๆ แวมๆ เนื่องจากกระโปรงของเธอมันผ่าข้างด้านหนึ่งขึ้นไปจนถึงครึ่งต้นขา

โอ้...พระเจ้า! นี่มันมากกว่าที่เขาจินตนาการเอาไว้ซะอีก

ชานอี้ฟงตะโกนก้องอยู่ในใจ แววตาที่ใช้มองหญิงสาวนั้นวาววับและหวานเยิ้มอย่างไม่รู้ตัว สัตตบุษย์ในเวลานี้ต่างจากทุกวันโดยสิ้นเชิง สาวน้อยน่ารักของเขาบัดนี้กลายเป็นสาวสวยทรงเสน่ห์อย่างไม่น่าเชื่อ ชุดนี้ทำให้เธอดูเป็นสาวมากขึ้นกอปรกับการแต่งหน้าที่เข้มขึ้นด้วยจึงทำให้เจ้าบัวน้อยของเขาดูเปลี่ยนไป

สัตตบุษย์เดินมาหยุดยืนตรงหน้าพี่ชายด้วยอาการเขินอาย เพราะเธอไม่เคยแต่งตัวทำนองนี้มาก่อนเลยในชีวิต หญิงสาวสบตาชายหนุ่มก็ใจเต้นแรงก่อนจะรีบก้มหน้าลง แล้วประสานมือทั้งสองข้างไว้แน่น ตัวเธอเริ่มสั่นอย่างห้ามไว้ไม่อยู่ ทำไมพี่ฟงถึงมองเราด้วยสายตาแบบนี้นะ สัตตบุษย์คิดในใจ ความเงียบเข้าปกคลุมเมื่อหนุ่มสาวเอาแต่นิ่งเงียบ จนเจ้าของร้านต้องเอ่ยว่า

เป็นยังไงบ้างคะคุณอี้ฟง น้องเสี่ยวเหลียนสวยถูกใจหรือเปล่าคะ เจ้าของร้านเรียกชื่อสัตตบุษย์อย่างสนิทสนม เนื่องจากพูดคุยกันถูกคอและนึกเอ็นดูอยู่ไม่น้อย

อะ...เอ่อ...ครับ สวยมากจนผมตะลึงไปเลยทีเดียว อี้ฟงเอ่ยชมตรงๆ แววตาของเขายังคงทอประกายหวานฉ่ำอยู่ สัตตบุษย์เหลือบตาขึ้นมองคนชมด้วยใบหน้าแดงก่ำ ในใจรู้สึกปลาบปลื้มกับคำชมของเขายิ่งนัก แล้วหญิงสาวก็ต้องหายใจติดๆ ขัดๆ เมื่อชายหนุ่มเดินเข้ามาหยุดยืนจนเกือบชิดร่างบาง จากนั้นก็ใช้ปลายนิ้วแกร่งเชยคางมนของเธอขึ้นให้เงยหน้าขึ้นมาสบตากัน แววหวานยังไม่จางหายไปจากดวงตาคมเข้ม และตัวเธอก็แทบจะละลายเหมือนกับขี้ผึ้งที่ถูกไฟรนเมื่อได้ฟังคำพูดในประโยคต่อมาของอี้ฟง บัวของพี่สวยมาก...สวยกว่าผู้หญิงทุกคนเลยทีเดียว

จริงหรือคะ เธอเผลอถามอย่างไม่รู้ตัว

จริงสิจ๊ะ ในสายตาของพี่บัวสวยที่สุด ไม่มีผู้หญิงคนไหนเทียบบัวได้สักคนเดียว

สัตตบุษย์อยากถามเขาเหลือเกินว่าเธอสวยกว่าผู้หญิงที่เขาเคยควงไหม โดยเฉพาะวินดี้ จาง นางแบบชื่อดังที่เป็นคู่ควงคนล่าสุดของเขาในตอนนี้ ซึ่งทุกคนคิดว่าวินดี้อาจเป็นคนที่ได้หัวใจของอี้ฟงไปครอง เพราะเป็นผู้หญิงที่เขาคบด้วยนานที่สุดนั่นเอง แต่ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะได้ถาม ชายหนุ่มก็เอ่ยต่อว่า

พี่ว่าเราไปกันเถอะ เดี๋ยวจะไปถึงงานเลี้ยงช้ากว่านี้

คือว่า... สัตตบุษย์อึกอักไม่ยอมก้าวเดินไปกับเขา ทำให้อี้ฟงหันมามองอย่างแปลกใจ

มีอะไรหรือเปล่า

คือ...บัวไม่ชินกับเสื้อผ้าแบบนี้น่ะค่ะ ขอเปลี่ยนชุดได้ไหมคะพี่ฟง เธอบอกเสียงอ่อยๆ ชายหนุ่มฟังแล้วก็หัวเราะพลางมองหญิงสาวด้วยความเอ็นดูก่อนจะส่ายหน้าให้

เปลี่ยนไม่ได้แล้วจ้ะ อย่ากลัวและอย่าเขินไปเลย บัวใส่ชุดนี้ได้สวยมากจริงๆ เชื่อพี่เถอะ

ค่ะ สัตตบุษย์ถอนหายใจยาวแล้วเดินเคียงคู่ชานอี้ฟงออกจากร้านไปอย่างไม่มั่นใจนัก แม้จะได้รับคำชมจากชายที่เธอแอบรักอยู่ก็ตาม

 

ภายในคฤหาสน์ของหวังอู่ไท้ ผู้บังคับบัญชากรมตำรวจแห่งเกาะฮ่องกงเต็มไปด้วยความครึกครื้นของผู้คนที่มาร่วมงานวันเกิดของเขาซึ่งมีทั้งนักธุรกิจ นายตำรวจตำแหน่งน้อยใหญ่และบรรดาเพื่อนสนิทรวมไปถึงบรรดาญาติพี่น้อง ทุกคนต่างนำของขวัญและคำอวยพรมาให้จนเจ้าของงานปลาบปลื้มใจ แม้จะรู้ว่าบางคนมาเพื่อรักษาผลประโยชน์หาได้มีความจริงใจให้ก็ตาม

โอ้...อาฟงดีใจที่หลานมานะ หวังอู่ไท้เอ่ยอย่างยินดีเมื่อเห็นบุตรชายของเพื่อนรักมาร่วมงานด้วย เขามองหญิงสาวที่ชายหนุ่มควงมาร่วมงานเขม็ง ก่อนจะแย้มยิ้มต้อนรับอย่างเมตตาเมื่อจดจำได้ว่าเป็นใคร โอ้...นี่หนูเสี่ยวเหลียนหรือเนี่ย แต่งตัวแบบนี้อาจำแทบไม่ได้เลยนะ ดูเป็นสาวเต็มตัวเลยทีเดียว ขอบใจทั้งสองคนมากนะที่อุตส่าห์สละเวลามาร่วมงานวันเกิดของอา

ไม่ได้สละเวลาอะไรเลยครับคุณอา ผมกับบัวตั้งใจมาอวยพรให้คุณอาครับ อี้ฟงบอกพร้อมกับยื่นกล่องของขวัญให้ ของขวัญของผมกับบัวครับ เราสองคนขอให้คุณอามีความสุขมากๆ นะครับ

และสุขภาพแข็งแรงด้วยค่ะ สัตตบุษย์เสริมคำของอี้ฟงด้วยรอยยิ้มหวาน

ขอบใจๆ หวังอู่ไท้รับกล่องของขวัญมาถือแล้วส่งให้เด็กเอาไปเก็บไว้ที่โต๊ะรวมกับกล่องของขวัญอื่นๆ จากนั้นก็หันมาพูดเปรยๆ กับคนทั้งสองว่า น่าเสียดายที่อาเฉินมาร่วมงานด้วยไม่ได้แถมยังมาเจ็บตัวอีก อาเลยอดก๊งเหล้ากับอาเฉินเลย ปีที่แล้วเสมอกันอย่างน่าเสียดาย อู่ไท้บอกเสียงกลั้วหัวเราะ เขากับหวังเฉินมักจะท้ากันดื่มอยู่เสมอๆ วันเกิดทุกปีของเขาจะต้องมีการแข่งขันกัน ซึ่งผลที่ออกมาก็ผลัดกันแพ้ชนะมาโดยตลอด มีเมื่อปีที่แล้วนี่เองที่เสมอกันเพราะดันเมาหลับไปพร้อมๆ กันอย่างน่าเสียดาย

คุณพ่อบอกผมว่าออกจากโรงพยาบาลเมื่อไรจะมาท้าคุณอาทีหลังครับ

เหรอ ดีๆ อาจะเตรียมตัวไว้ หวังอู่ไท้หัวเราะร่าอย่างชอบอกชอบใจ ทำให้ผู้คนที่ยืนอยู่รอบๆ ข้างต่างหันมามองด้วยความสนใจ แล้วนี่อาเฟยไม่มาด้วยเหรอ

อาเฟยบอกจะตามมาทีหลังครับ อี้ฟงตอบก่อนจะส่งยิ้มให้บุคคลที่ยืนอยู่ข้างๆ อู่ไท้ เขาส่งมือออกไปสัมผัสกับอีกฝ่ายพร้อมกล่าวทักทายอย่างเป็นกันเอง

สวัสดีครับคุณหู่

สวัสดีครับคุณชาน หู่ต้าตง ชายวัยสี่สิบเศษๆ นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และอื่นๆ อีกมากมาย เมื่อก่อนหู่ต้าตงเป็นนายตำรวจอนาคตไกลคนหนึ่งแต่แล้วเขากลับลาออกจากราชการมาทำธุรกิจส่วนตัว ต้าตงถือว่าเป็นคู่แข่งทางธุรกิจสำหรับอี้ฟง การประมูลงานในแต่ละครั้งไม่มีการยอมกัน แต่หลังจากจบงานแล้วก็ถือเป็นมิตรที่ดีต่อกันเพราะต้าตงเคยเป็นลูกน้องติดตามอู่ไท้มาก่อน อี้ฟงจึงค่อนข้างสนิทสนมด้วยพอสมควร ผมได้ข่าวว่าคอนโดมิเนียมใหม่ของคุณถูกจองเต็มหมดทุกห้องแล้ว ยินดีด้วยนะครับต้าตงกล่าวแสดงความยินดีด้วยก่อนจะปล่อยมือออกจากกัน

ขอบคุณครับ คอนโดฯ ของคุณคงใกล้เสร็จแล้วใช่ไหมครับอี้ฟงถามถึงคอนโดมิเนียมหรูที่หู่ต้าตงสร้างขึ้นมาในเวลาไล่เลี่ยกับคอนโดมิเนียมของเขา ซึ่งเป็นห้องชุดที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกสบายคล้ายๆ กัน จะต่างกันก็ตรงทำเลที่ตั้งเท่านั้น ซึ่งของเขาโชคดีที่ได้ทำเลดีอยู่ติดกับทะเลจึงมีวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม ส่วนของอีกฝ่ายนั้นอยู่ในเขตชุมชนค่อนข้างแออัดและมีคอนโดมิเนียมอื่นอยู่เต็มไปหมด

ตอนนี้ก็เหลือแค่ตบแต่งภายในเท่านั้น อีกสองเดือนน่าจะทำการเปิดได้ หู่ต้าตงตอบอี้ฟงก่อนหันไปพูดกับอู่ไท้ด้วยกิริยานอบน้อม ยังไงผมขอเรียนเชิญท่านไปเป็นประธานเปิดอาคารให้ผมด้วยนะครับ

ได้สิได้ จะเปิดวันไหนก็โทรมาบอกแล้วกัน เอ...นี่ถ้าผมจะสั่งจองสักห้องจะได้ราคาพิเศษหรือเปล่า อู่ไท้ถามทีเล่นทีจริง

สำหรับท่านแล้วผมลดราคาให้ห้าสิบเปอร์เซ็นต์เลยครับ

โอ้...ใจถึงๆ ไม่เหมือนกับอาฟงที่ลดให้ผมแค่สามสิบเปอร์เซ็นต์เอง ประโยคสุดท้ายเขาหันไปแซวอี้ฟงเล่นจึงเรียกเสียงหัวเราะจากทุกคนในวงสนทนาได้ หู่ต้าตงอยู่คุยด้วยอีกเล็กน้อยก็ขอตัวไปคุยกับคนรู้จักต่อ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อี้เฟยมาถึงงานและกำลังเดินเข้ามาหาเจ้าของงานพอดี

สุขสันต์วันเกิดครับอาไท้ ขอให้มีความสุขมากๆ นะครับอี้เฟยเดินเข้ามาสวมกอดพร้อมกับพูดอวยพรให้เจ้าของงาน ก่อนจะแยกตัวออกแล้วยื่นกล่องของขวัญใบเล็กให้

ขอบใจๆ เอ๊ะ ทำไมงานนี้ฉายเดี่ยวล่ะ สาวๆ หนีหมดรึไงอู่ไท้เย้าลูกชายคนรองของเพื่อนรักเล่น เมื่อเห็นอีกฝ่ายมาแบบฉายเดี่ยวไร้ร่างสาวงามเคียงข้างเหมือนเคย ซึ่งคำถามของเขาเรียกเสียงหัวเราะจากทั้งอี้ฟง สัตตบุษย์และคนถูกเย้าได้

มือชั้นนี้แล้วครับคุณอา ไม่มีหนีมีแต่จะเข้ามาหามากกว่า อี้เฟยบอกเสียงกลั้วหัวเราะ สีหน้าและน้ำเสียงดูผยองเพราะมั่นใจในเสน่ห์ของตนเองเต็มเปี่ยม แต่ที่ผมไม่ควงมาด้วยเพราะว่างานนี้เป็นงานของคนสำคัญ ผมก็เลยตั้งใจจะควงผู้หญิงคนสำคัญของผมมาแต่ก็ถูกพี่ฟงตัดหน้าไปเสียก่อน เพราะพี่ฟงก็ดันคิดเหมือนผมใช่ไหมครับ” เขาหันไปยักคิ้วให้พี่ชาย “งานสำคัญก็ต้องพาคนสำคัญที่สุดในชีวิตมาด้วย จริงไหมครับ ชายหนุ่มเอ่ยแซวพี่ชายเล่นก่อนจะร่วมหัวเราะไปกับอู่ไท้ ส่วนอี้ฟงก็แยกเขี้ยวให้น้องชายโทษฐานที่รู้ทันก่อนจะอมยิ้มกริ่ม ส่วนสัตตบุษย์นั้นหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาด้วยความขัดเขินทั้งๆ ที่รู้ว่าอี้เฟยแซวเล่นแค่นั้นเอง

หนูเสี่ยวเหลียนโชคดีนะที่ได้เป็นคนสำคัญของทุกคนในตระกูลชาน หวังอู่ไท้บอกด้วยรอยยิ้มปรานีเพราะรู้เรื่องราวชีวิตของหญิงสาวดี สัตตบุษย์ยิ้มรับอย่างเห็นด้วย แม้เธอจะสูญเสียพ่อแม่ไปแต่ก็ได้รับความรักจากบุคคลอื่นเข้ามาทดแทน บุคคลแปลกหน้าที่บัดนี้กลับกลายเป็นครอบครัวและเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตที่ขาดไม่ได้ไปเสียแล้ว

วันนี้เจ้าบัวน้อยของพี่สวยจัง สวยจนพี่ตะลึงไปเลยนะเนี่ย แถมยังเซ็กซี่อีกต่างหาก อี้เฟยเอ่ยชมด้วยแววตากรุ้มกริ่มตามประสาคนที่เห็นผู้หญิงสวยไม่ได้ อี้ฟงเห็นสายตาของน้องชายก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาทันที แม้จะรู้ว่าอี้เฟยไม่ได้คิดอะไรเกินเลยกับสัตตบุษย์ก็ตาม

ถึงไม่คิดแต่เขาก็หวง!

บัวว่ามันดูแปลกๆ นะคะพี่เฟย

ที่ดูแปลกๆ เพราะบัวไม่เคยแต่งตัวแบบนี้น่ะสิ อย่ากังวลไปเลย เชื่อพี่เถอะว่าวันนี้บัวสวยกว่าผู้หญิงทุกคนในงาน

อย่าชมกันเองเลยค่ะ

ชมกันเองที่ไหน ถามคุณอาไท้กับพี่ฟงก็ได้ จริงไหมครับ อี้เฟยหันไปขอเสียงสนับสนุนจากคนทั้งสอง ซึ่งทั้งคู่ก็พยักหน้าให้เป็นการยืนยัน เห็นไหม ถ้าบัวยังไม่เชื่อนะก็ลองมองไปรอบๆ ตัวดูสิ ผู้ชายหลายๆ คนแอบมองบัวอยู่ตลอดเวลาเลยนะ

สัตตบุษย์มองตามที่อี้เฟยบอกก็เห็นจริงดังนั้น มีชายหนุ่มหลายคนคอยลอบมองเธออยู่และพอเธอสบตาด้วยก็ส่งยิ้มให้ พร้อมกับชูแก้วเครื่องดื่มเป็นการทักทายทันที ทำให้หญิงสาวหน้าแดงระเรื่อขึ้นเพราะรู้สึกประหม่าอายขึ้นมา ทว่าถึงแม้ทุกคนจะชมว่าเธอสวยแต่ก็ยังไม่มั่นใจอยู่ดีเนื่องจากยังไม่ชินกับการแต่งตัวแบบนี้

ด้านอี้ฟงเองก็หันไปมองรอบๆ ตัวเช่นกัน พอเห็นสายตาของพวกผู้ชายที่ส่งให้เจ้าบัวน้อยของเขาอย่างชัดเจน ชายหนุ่มก็ถึงกับบดกรามแน่นด้วยความหึงหวง เขาไม่ชอบให้ผู้ชายอื่นมองเธอแบบนี้เลย นี่ถ้าไม่เกรงใจเจ้าของงานวันเกิดเขาคงพาเธอกลับบ้านไปแล้ว อี้ฟงนึกตำหนิตัวเองที่ให้สัตตบุษย์ใส่เสื้อผ้าแบบนี้ออกงาน เห็นทีคราวหลังคงต้องหาชุดที่มันมิดชิดกว่านี้ให้เธอใส่เสียแล้วล่ะ

ด้วยความหวงทำให้อี้ฟงวาดลำแขนไปรอบเอวบางไว้ แล้วดึงร่างนุ่มเข้ามาชิดตัวเขามากยิ่งขึ้นเพื่อแสดงให้ผู้ชายคนอื่นได้รู้กลายๆ ว่าเธอเป็นของใคร อี้เฟยเห็นก็อมยิ้มด้วยความขบขัน พลางสบตากับพี่ชายด้วยนัยน์ตาล้อเลียน เขารู้ว่าพี่ชายรักบัวแบบคนรักไม่ใช่น้องสาว ที่เขารู้ก็เพราะสังเกตเอาและเคยถามออกไปตรงๆ หลังจากแน่ใจแล้วว่าคิดไม่ผิด ผลสรุปคืออี้ฟงยอมรับว่ารักบัวจริงๆ ซึ่งเขาก็เห็นดีด้วยและไม่คิดคัดค้านอะไรเลย เพราะอยากให้บัวอยู่กับครอบครัวเขาตลอดไปอยู่แล้ว

สัตตบุษย์เงยหน้ามองคนข้างกายด้วยความรู้สึกหวามไหว สัมผัสอ่อนโยนอันแสนอบอุ่นของเขาช่วยลดอาการประหม่าจากผู้คนรอบข้างได้ดี หญิงสาวจึงส่งยิ้มหวานให้เขาและก็ได้รับรอยยิ้มหวานไม่แพ้กันตอบกลับมา ทว่ายังไม่ทันได้สนทนาอะไรกันต่อ บุคคลคนหนึ่งก็ก้าวเข้ามาในวงสนทนา

สวัสดีครับท่าน

อ้าวคุณจงเหว่ย ขอบคุณมากๆ ที่อุตส่าห์ให้เกียรติมางานเลี้ยงวันเกิดของผม หวังอู่ไท้จับมือทักทายกับหลิ๋วจงเหว่ย นักธุรกิจชื่อดังอีกคนหนึ่งของเกาะฮ่องกง ซึ่งมีกิจการหลายอย่างเช่นสถานบันเทิง โรงแรมและร้านอาหาร

ผมต้องมาอยู่แล้วล่ะครับ งานวันเกิดของท่านผมจะพลาดได้ยังไง พูดพลางส่งกล่องของขวัญให้ ขอให้ท่านมีความสุขมากๆ นะครับ

ขอบใจ อู่ไท้รับมาถือไว้ ผมได้ข่าวว่าคุณไปติดต่องานที่ฝรั่งเศส ไม่คิดว่าคุณจะกลับมาเร็วแบบนี้ ถึงแม้อาชีพเขาจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับธุรกิจ แต่เขาก็รู้ข่าวสารของคนแวดวงนี้เป็นอย่างดี เพราะนักธุรกิจทั้งหลายมักจะมาขอความช่วยเหลือจากเขาอยู่เสมอๆ จึงไม่น่าแปลกใจที่งานวันเกิดของอู่ไท้ทุกปีจะมีพวกนักธุรกิจมาร่วมงานเป็นประจำ

งานไม่มีอะไรมากน่ะครับ นี่ผมก็เพิ่งกลับมาเมื่อเย็นนี้เอง พอกลับมาถึงก็รีบมางานทันทีเลย

ความจริงคุณน่าจะพักผ่อนนะ ไม่น่ามาให้เหนื่อยเลย หวังอู่ไท้เอ่ยอย่างเกรงใจ

ไม่ได้หรอกครับ งานวันเกิดของท่านทั้งทีผมจะไม่มาร่วมงานได้ยังไงกัน ต่อให้ผมติดธุระที่ไหนก็พร้อมจะทิ้งเพื่อมาร่วมอวยพรวันเกิดให้ท่านครับ หลิ๋วจงเหว่ยเอ่ยอย่างนอบน้อม เนื่องจากหวังอู่ไท้เป็นคนที่มีผลประโยชน์ต่อเขา เขาจึงต้องเอาอกเอาใจเป็นพิเศษ

ฮ่าๆๆ ขอบใจมากนะ

หลิ๋วจงเหว่ยแย้มยิ้มให้ก่อนรอยยิ้มจะหุบลงเมื่อหันไปสบตากับอี้ฟงที่ยืนอยู่ข้างๆ เจ้าของงานวันเกิด ชายหนุ่มแสยะยิ้มเล็กน้อยแล้วเอ่ยทักทายอีกฝ่ายตามมารยาท

สวัสดีอี้ฟง ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ สบายดีใช่ไหม

สบายดี แล้วนายล่ะจงเหว่ย คงสบายดีสินะ

ถ้าฉันไม่สบายคงไม่มายืนอยู่ตรงนี้หรอก แต่ยังไงก็ขอบใจที่อุตส่าห์ถาม จงเหว่ยตอบกลับแบบกวนๆ

ไม่ต้องขอบใจหรอก เพราะฉันถามตามมารยาทเท่านั้น อี้ฟงตอบโต้กลับเสียงเรียบอย่างหน้าตาเฉยเมย

หลิ๋วจงเหว่ยกัดฟันแน่นด้วยความไม่พอใจ สายตาของอี้ฟงที่มองเหมือนไม่เห็นเขาอยู่ในสายตายิ่งเป็นชนวนอย่างดีให้ไฟแค้นในอกเขาลุกโชติช่วงยิ่งขึ้น ทว่าถึงแม้จะโกรธมากแค่ไหนแต่จงเหว่ยก็พยายามระงับไว้ด้วยไม่อยากเสียมารยาทต่อหน้าหวังอู่ไท้ เขาไม่อยากทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจ เพราะรู้ดีว่าถ้าเขามีเรื่องกับอี้ฟงขึ้นมาอู่ไท้จะเลือกอยู่ข้างใคร ชายหนุ่มปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วหันไปยิ้มแย้มกับอู่ไท้ ก่อนกล่าวขอตัวจากวงสนทนา

อี้ฟงไม่สนใจจงเหว่ยอีก พอเห็นอู่ไท้มีแขกเข้ามาคุยด้วยพวกเขาก็ปลีกตัวไปยังมุมของเครื่องดื่ม เมื่อเห็นว่ามีแต่เครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์ทั้งนั้น อี้ฟงจึงรีบเรียกบริกรชายที่เดินผ่านมาพอดีไว้แล้วสั่งน้ำส้มหนึ่งแก้ว รอเพียงครู่บริกรชายก็นำน้ำส้มมาให้ สัตตบุษย์ยิ้มปลื้มที่เขายังจำได้อยู่เสมอว่าเธอแพ้แอลกอฮอล์ ไม่ว่าเครื่องดื่มชนิดนั้นจะผสมเพียงบางเบาแค่ไหนแต่เธอก็ยังแพ้อยู่ดี เพียงจิบนิดเดียวก็มีผื่นแดงขึ้นตามหน้าตามตัวแล้ว

มีนักธุรกิจคนหนึ่งเดินเข้ามาทักทายชายหนุ่ม เขาจึงแนะนำให้หญิงสาวรู้จักกับอีกฝ่ายก่อนทั้งสองจะเริ่มสนทนากันเกี่ยวกับเรื่องธุรกิจ สัตตบุษย์จิบน้ำส้มไปพลางกวาดตามองรอบๆ งานไปพลางก็เห็นอี้เฟยกำลังตกอยู่ในวงล้อมของสาวๆ จึงอดยิ้มออกมาไม่ได้ เพราะพี่ชายคนนี้ของเธอไปที่ไหนมักไม่เคยร้างผู้หญิงข้างกายเสมอ หญิงสาวมองไปเรื่อยๆ ก่อนจะหยุดชะงักเมื่อเห็นจงเหว่ยกำลังมองอี้ฟงอยู่ ถึงแม้จะอยู่ไกลจนเห็นแววตาไม่ชัดแต่เธอก็สัมผัสได้ถึงความเคียดแค้นชิงชังที่แผ่ออกมาจากตัวของอีกฝ่าย

สัตตบุษย์ตัวสั่น ความกลัวแล่นจับหัวใจเมื่อจู่ๆ จงเหว่ยก็หันมาสบตากับเธอ หญิงสาวรับรู้ได้ถึงความกระด้างและดุร้ายของเขา ก่อนมันจะแปรเปลี่ยนเป็นแวววาวกรุ้มกริ่มแทน ดูเหมือนจงเหว่ยตั้งใจจะใช้สายตาของเขาโลมเลียเธอแทนมือ เพราะเขาเล่นกวาดตามองเธอไปตลอดทั้งร่าง ซึ่งเธอไม่ชอบสายตาของเขาสักนิดแถมนึกกลัวจึงเผลอขยับตัวหนี จนไปชนกับร่างของอี้ฟงเข้า

มีอะไรหรือจ๊ะบัว ชายหนุ่มก้มลงถามด้วยน้ำเสียงอาทร เมื่อเห็นสีหน้าซีดเซียวของเธอ ลำแขนแข็งแกร่งโอบรัดรอบไหล่บางเอาไว้อย่างปกป้องคุ้มภัย

ปละ...เปล่าค่ะ สัตตบุษย์ปฏิเสธเสียงสั่น แต่การที่เธอหันไปมองทางจงเหว่ยแวบหนึ่งอีกครั้งก็ทำให้อี้ฟงมองตามแล้วก็เข้าใจในทันที ชายหนุ่มรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาทันควันเมื่อเห็นสายตาของอีกฝ่าย เขารัดร่างบางแน่นขึ้นอีกนิดอย่างปกป้องและหวงแหน ซึ่งก็ดูเหมือนจงเหว่ยจะเข้าใจในกิริยาท่าทางของเขา จึงแสยะยิ้มพร้อมกับชูแก้วเครื่องดื่มให้และยังคงมองสัตตบุษย์ด้วยสายตาโลมเลียเหมือนเดิมอย่างต้องการยั่วประสาทศัตรูเล่น

อี้ฟงไม่เคยสนใจท่าทางและคำพูดกวนประสาทหรือแดกดันของจงเหว่ยเลยสักครั้งเดียว ไม่ว่าอีกฝ่ายจะพยายามยั่วมากแค่ไหนเขาก็ไม่เคยเดือดเนื้อร้อนใจเลยแต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ เพราะเรื่องอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับเจ้าบัวน้อยของเขาแล้วละก็ เขายอมอยู่เฉยไม่ได้อย่างเด็ดขาด

อยากกลับบ้านหรือยังจ๊ะบัว เขาก้มหน้าลงถามคนในอ้อมแขนเสียงนุ่ม

อยากกลับแล้วค่ะ แต่... หญิงสาวกำลังจะบอกว่าถ้าเขายังไม่อยากกลับเธอก็ยังไม่กลับเหมือนกัน ทว่ายังไม่ทันได้พูดชายหนุ่มก็เอ่ยขัดขึ้นมาเสียก่อน

ถ้าอย่างนั้นเราก็กลับบ้านก็เถอะ ชายหนุ่มหันไปเอ่ยลาคู่สนทนาก่อนจะพาสัตตบุษย์ไปหาหวังอู่ไท้เพื่อล่ำลากลับบ้าน

ทำไมรีบกลับกันนักล่ะ อีกเดี๋ยวจะมีการเต้นรำกัน อยู่ก่อนสิ อู่ไท้เอ่ยรั้ง

ต้องขอโทษจริงๆ ครับคุณอา ผมอยู่ดึกไม่ได้เพราะต้องรีบพาเด็กน้อยกลับบ้าน อี้ฟงตอบพลางหันมามองสัตตบุษย์ยิ้มๆ อย่างล้อเลียน เด็กๆ นอนดึกไม่ดีต่อสุขภาพครับ

คนถูกหาว่าเป็นเด็กน้อยมองค้อนคนพูดตาคว่ำตาหงาย ในขณะที่หวังอู่ไท้หัวเราะร่าด้วยความขบขัน เขารู้ดีว่านี่ไม่ใช่เหตุผลแท้จริงแต่ก็ไม่ซักถามอะไรต่อ เมื่อเจ้าของงานไม่ทักท้วงให้อยู่ต่ออี้ฟงก็พาสัตตบุษย์ออกมาจากงาน และขณะกำลังเดินออกมาจากคฤหาสน์นั้นก็มีเสียงร้องเรียกพวกเขาดังขึ้นจากทางด้านหลัง

พี่ฟง บัว รอผมด้วยสิอี้เฟยวิ่งตามหลังมาจนทันกัน จะกลับแล้วเหรอ ทำไมกลับกันเร็วจังล่ะ

ไม่อยากให้บัวไม่สบายใจน่ะ อี้ฟงตอบก่อนจะเล่าเรื่องของจงเหว่ยให้ฟัง พอฟังแล้วอี้เฟยก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างหงุดหงิด

จงเหว่ยนี่น่าเบื่อจริงๆ จะคิดแค้นบ้าบออะไรนักหนา ที่พ่อมันต้องติดคุกก็เพราะทำตัวเองต่างหาก

ช่างเถอะ ฉันกับบัวจะกลับบ้านก่อนล่ะ ถ้านายอยากอยู่ต่อก็อยู่ไป มารถคนละคันอยู่แล้วนี่

ผมจะกลับด้วย ไปลาอาไท้มาเรียบร้อยแล้ว คืนนี้อยากนอนพักผ่อนมากกว่า อี้เฟยตอบพลางกดโทรศัพท์มือถือโทรหาบอดี้การ์ดส่วนตัวของเขาให้ขับรถมารับ

ถ้างั้นก็เจอกันที่บ้าน อี้ฟงบอกแล้วเดินโอบไหล่สัตตบุษย์ไปยังรถยนต์ส่วนตัวที่แล่นเข้ามาจอดตรงหน้า อี้เฟยมองรถของพี่ชายแล่นจากไปก่อนจะเดินไปขึ้นรถของตนเองบ้าง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

7 ความคิดเห็น