ตอนที่ 1 : เจ้าบัวน้อย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 606
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    6 เม.ย. 61

13 ปีก่อน ณ บ้านตระกูลชาน ชายและหญิงวัยกลางคนคู่หนึ่งก้าวเข้าไปในคฤหาสน์หลังใหญ่ พร้อมกับเด็กหญิงหน้าตาน่ารักในวัยสิบขวบคนหนึ่ง หนูน้อยกวาดตามองไปรอบๆ ภายในบ้าน ดวงตากลมโตแสนหวานที่มีขนตาดกดำและยาวงอนมีแววของความหวาดหวั่นและอ้างว้างอย่างเห็นได้ชัด มือน้อยทั้งสองข้างที่จับมือผู้ใหญ่ทั้งสองคนเอาไว้บีบแน่นจนอีกฝ่ายหนึ่งรู้สึกได้

ไม่ต้องกลัวนะจ๊ะ ที่นี่ยินดีต้อนรับหนูจ้ะ หญิงวัยกลางคนท่าทางใจดีนามว่าชานอี้จูพูดปลอบใจด้วยรอยยิ้มเมตตาปรานี หนูน้อยรู้สึกใจชื้นขึ้นเล็กน้อยก่อนจะหันหน้าไปมองทางต้นเสียงที่ดังขึ้น

นี่เหรอครับเด็กที่คุณพ่อคุณแม่พูดถึง

ใช่แล้วจ้ะ เป็นไงอาเฟย น้องสาวของลูกน่ารักอย่างที่แม่บอกไหม

น่ารักมากๆ เลยล่ะครับ ชานอี้เฟย บุตรชายคนรองของชานหวังเฉินและชานอี้จูตอบ ก่อนจะนั่งลงยองๆ เพื่อให้ใบหน้าของเขาเสมอกับหน้าของหนูน้อย จากนั้นก็เอ่ยทักทายเสียงอ่อนโยน ยินดีต้อนรับจ้า ฉันชื่ออี้เฟยแล้วหนูล่ะชื่ออะไรจ๊ะ

น้องฟังภาษาจีนไม่รู้เรื่องหรอกอาเฟย หวังเฉินผู้เป็นบิดาบอก

จริงสิ อี้เฟยพยักหน้าหงึกหงักก่อนเงยหน้าขึ้นถามมารดา น้องเขาชื่ออะไรเหรอครับคุณแม่ อายุเท่าไรแล้วครับ

น้องชื่อสัตตบุษย์จ้ะ ชื่อเล่นว่าบัว อายุสิบขวบแล้วล่ะอี้จูตอบ เธอออกเสียงชื่อของหนูน้อยได้อย่างชัดเจน เพราะเคยเรียนภาษาไทยมาบ้าง

โอ้โฮ...ห่างจากผมตั้งเก้าปีแน่ะ ส่วนของพี่ฟงก็สิบสองปี รอบหนึ่งพอดีเลย

แล้วนี่อาฟงไปไหนซะล่ะ หวังเฉินถามถึงบุตรชายคนโตของเขา

ผมอยู่นี่ครับ เสียงทุ้มดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงใหญ่ปรากฏกายให้เห็น ชานอี้ฟงในวัยยี่สิบสองปีเดินเข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้ากับทุกคน สายตาคมกริบมองแม่หนูน้อยตรงหน้าที่มองตอบเขามาด้วยสายตาหวาดหวั่นนิ่ง ความอ้างว้างและกลัวถูกทอดทิ้งฉายชัดออกมาในดวงตาคู่สวย ทำเอาใจของอี้ฟงอ่อนยวบเพราะนึกสงสารขึ้นมาจับใจ

เป็นไงอาฟง น้องน่ารักไหม อี้จูรีบอวดอย่างมีความสุข เพราะเธอฝันอยากมีลูกสาวมาตั้งนานแล้วแต่ก็ไม่เคยสมหวังสักที

น่ารักมากครับ แล้วคุณพ่อคุณแม่ทำเรื่องทางโน้นเรียบร้อยแล้วหรือยังครับ

เรียบร้อยหมดแล้วล่ะ เรื่องงานศพแม่ก็จัดการเรียบร้อยแล้ว ต่อไปนี้หนูบัวจะมาเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของเรา ลูกทั้งสองคนต้องรักและเมตตาน้องให้มากๆ นะรู้ไหม

อี้ฟงและอี้เฟยรับคำ การที่บิดามารดาของพวกเขารับเลี้ยงดูเด็กน้อยคนนี้เรียกได้ว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณก็ว่าได้ เพราะพ่อของหนูน้อยได้ช่วยชีวิตมารดาของพวกเขาไว้ไม่ให้ถูกรถชน ชานอี้จูรอดตายอย่างหวุดหวิด แต่พ่อของหนูน้อยกลับเสียชีวิตคาที่ อี้จูกับหวังเฉินซาบซึ้งใจมากจึงรับสัตตบุษย์มาเลี้ยงดูเอง เนื่องจากครอบครัวของหนูน้อยไม่มีใครเหลืออยู่แล้วเพราะมารดาของเธอตายไปหลังจากที่คลอดเธอได้ไม่นาน ส่วนญาติพี่น้องก็ไม่มี

หนูบัวจ๊ะ ไหว้ฝากตัวกับพวกพี่ๆ เสียสิจ๊ะ ต่อไปนี้พี่อี้ฟงกับพี่อี้เฟยจะเป็นพี่ชายของหนูนะจ๊ะ อี้จูก้มหน้าบอกเป็นภาษาไทยเสียงแปร่งๆ หนูน้อยสัตตบุษย์พยักหน้ารับแล้วปล่อยมือจากพวกท่าน ก่อนจะยกมือขึ้นพนมไหว้อี้ฟงกับอี้เฟยอย่างนอบน้อม

ชื่อบัวเหรอครับ อี้ฟงพยายามออกเสียงชื่อของหนูน้อยเป็นภาษาไทย

บัว...ในภาษาของเราตรงกับคำว่าเหลียนไงล่ะ หวังเฉินอธิบาย

อี้ฟงก้าวเข้ามานั่งยองๆ แทนที่น้องชายที่ลุกออกไป เขาวางมือลงบนศีรษะเล็กพร้อมทั้งเปิดเผยรอยยิ้มอ่อนโยนให้หนูน้อย ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนนุ่มอย่างเมตตาว่า

ยินดีต้อนรับ เสี่ยวเหลียน

เจ้าบัวน้อย...

 

ณ ปัจจุบัน...

หนูน้อยในวัยเด็กบัดนี้เติบโตเป็นสาวสะพรั่ง และเพียบพร้อมไปด้วยคุณสมบัติทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างบอบบางแต่สมส่วน ใบหน้าเรียวงามซึ้งซึ่งมีดวงตากลมโตแสนหวาน ขนตาหนางอนยาว คิ้วดำโก่งเรียวดุจคันศร จมูกโด่งได้รูปและริมฝีปากบางเต็มอิ่ม ทุกอย่างรวมกันจนสรรค์สร้างหญิงสาวที่งดงามหมดจดทั้งใบหน้าและรูปร่างขึ้นมา นอกจากรูปร่างหน้าตาแล้วฐานะและการศึกษาก็เพียบพร้อมอีกเช่นกัน

ในวันนี้หญิงสาวในวัยยี่สิบสามปีที่หวังเฉินและอี้จูรับมาอุปการะเลี้ยงดู ไม่เหลือคราบของเด็กน้อยผู้อาภัพทุกสิ่งอีกต่อไปแล้ว ทุกวันนี้พูดได้ว่าทุกคนในเกาะฮ่องกงต่างล้วนอิจฉาในความโชคดีของเธอ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของคนในตระกูลชาน ซึ่งเป็นตระกูลที่มีอิทธิพลและร่ำรวยมากที่สุดตระกูลหนึ่งในเกาะฮ่องกงแห่งนี้

ตระกูลชานดำเนินธุรกิจหลายอย่างเช่น ธุรกิจทางด้านอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจท่าเรือที่รับจัดส่งสินค้าและธุรกิจโรงแรม ถึงแม้คนในตระกูลชานจะไม่มีใครเป็นนักการเมืองหรือข้าราชการเลยสักคนเดียว แต่พวกเขาก็มีเพื่อนสนิทและมิตรสหายที่ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ทางอาชีพนี้เยอะ ซึ่งคอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันตลอดมา ตระกูลชานจึงกลายเป็นตระกูลที่มีอิทธิพลมากที่สุดตระกูลหนึ่งของเกาะฮ่องกง จึงไม่มีนักธุรกิจคนไหนอยากเป็นศัตรูด้วยถ้าไม่จำเป็น

ทว่าถึงจะมีอิทธิพลมากแค่ไหนแต่คนในตระกูลชานก็ดำเนินธุรกิจอย่างถูกกฎหมาย และยังทำประโยชน์ให้กับสังคมอีกมากมาย เช่นการบริจาคเงินช่วยเหลือในด้านการศึกษา บริจาคเงินให้กับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ารวมถึงให้ทุนแก่เด็กเรียนดีอีกด้วย สิ่งเหล่านี้เป็นแนวคิดของชานหวังเฉินที่อยากจะคืนกำไรให้แก่สังคม ดังนั้นเมื่อชานอี้ฟงกับชานอี้เฟยเข้ามาบริหารงานแทนจึงดำเนินรอยตามบิดาเช่นกัน

เสียงน้ำในหม้อเดือด สัตตบุษย์จึงรีบวางมือจากการหั่นผักแล้วไปเปิดฝาหม้อออกทันที หญิงสาวหยิบเครื่องปรุงที่เตรียมไว้ใส่ลงไปในหม้อก่อนจะใช้ทัพพีคนเครื่องปรุงกับน้ำให้เข้ากัน

แย่งงานแม่ครัวทำอีกแล้วนะบัว

สัตตบุษย์หันไปมองตามเสียงก่อนจะส่งยิ้มหวานให้กับผู้ที่ก้าวเข้ามาในห้องครัว ร่างสูงใหญ่ของอี้ฟงเดินเข้ามาหยุดยืนซ้อนทางด้านหลังร่างบาง ใบหน้าคมสันก้มลงน้อยๆ มองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตารักใคร่ระคนเอ็นดู ซึ่งเป็นสายตาที่สัตตบุษย์คุ้นเคยดี เพราะได้รับมาตั้งแต่เหยียบย่างเข้าสู่บ้านหลังนี้

บ้านที่แสนอบอุ่นสำหรับเธอ

ก็บัวชอบทำอาหารนี่คะ หญิงสาวตอบเสียงอุบอิบพลางหันไปมองต้มยำในหม้อ พอเห็นว่าได้ที่แล้วจึงปิดเตาแก๊สแล้วร้องเรียกเด็กรับใช้ ซึ่งทำงานอยู่ไม่ไกลให้ช่วยหยิบชามมาให้ใบหนึ่ง เมื่อได้ชามแล้วสัตตบุษย์ก็จัดการตักต้มยำกุ้งใส่ชาม ก่อนจะเดินนำมันไปวางไว้บนเคาน์เตอร์ที่มีกับข้าวอย่างอื่นวางไว้อยู่ก่อนแล้ว

อี้ฟงเดินตามไปยืนซ้อนทางด้านหลังเหมือนเดิม ซึ่งหากใครมองจากด้านหลังคงจะนึกว่าชายหนุ่มยืนอยู่คนเดียวเป็นแน่ เพราะความสูงใหญ่ของร่างกายเขาบดบังรูปร่างเล็กบางที่สูงเพียงร้อยหกสิบห้าเซนติเมตรของหญิงสาวจนมิดนั่นเอง ชานอี้ฟงเบี่ยงตัวไปทางด้านขวาแล้วเท้าแขนข้างนั้นลงบนขอบเคาน์เตอร์สีเหลืองนวลไว้ ทำให้ร่างกายของเขาแนบชิดร่างคนเบื้องหน้ามากยิ่งขึ้น

พี่รู้จ้ะ ถ้าบัวไม่ชอบก็คงไม่เลือกเรียนคหกรรมหรอกจริงไหม ว่าแต่เย็นนี้ทำอะไรให้ทานบ้างจ๊ะ

สัตตบุษย์อมยิ้มน้อยๆ ด้วยความสุขใจ เพราะทุกครั้งที่อี้ฟงพูดด้วยมักจะทอดน้ำเสียงอ่อนหวานและลงท้ายคำจ๊ะจ๋าอยู่เสมอ แก้มของหญิงสาวแดงระเรื่อขึ้นเมื่อรับรู้ได้ถึงไออุ่นจากร่างสูง มือบางสั่นเล็กน้อยจนต้องเอามือมาประสานกันไว้ พลางคิดในใจว่าตั้งแต่เมื่อไรกันนะที่เธอมีความรู้สึกหวั่นไหวต่อการกระทำของพี่ชายคนนี้

คงจะเป็นตอนที่เธอโตพอที่จะเริ่มรู้จักคำว่ารักอย่างถ่องแท้กระมั่ง ตอนนั้นเธออายุเพียงสิบเจ็ดปีเท่านั้น เพื่อนๆ ทุกคนในกลุ่มเริ่มมีแฟนและพูดคุยกันถึงเรื่องนี้อยู่บ่อยครั้ง ฟังมากเข้าเธอก็เริ่มรู้สึกอยากมีความรักที่สวยงามขึ้นมาบ้าง เพื่อนๆ จึงพากันแนะนำผู้ชายหลายคนให้เธอได้รู้จัก ซึ่งผู้ชายเหล่านั้นล้วนหน้าตาดีและนิสัยดีมากแต่เธอกลับไม่นึกชอบใครเลยสักคนเดียว เพราะพอทำความรู้จักทีไรก็มักจะเอาผู้ชายคนนั้นไปเปรียบเทียบกับพี่อี้ฟงของเธออยู่เสมอ จนเพื่อนๆ ต่างพากันล้อว่าเธอแอบหลงรักพี่ชายบุญธรรมของตัวเองเข้าเสียแล้ว

ตอนนั้นเธอปฏิเสธเสียงแข็งทว่าใจกลับเต้นแรงอย่างไม่ทราบสาเหตุ และนับจากวันที่ถูกเพื่อนล้อเป็นต้นมา เวลาอยู่ใกล้ชิดชานอี้ฟงทีไรหัวใจของเธอก็จะเต้นแรงและรู้สึกเขินอายทุกที พร้อมกันนั้นก็รู้สึกมีความสุขมากกว่าเดิมอย่างน่าประหลาดใจ เธอเป็นเช่นนี้อยู่หลายเดือนโดยที่ยังไม่มั่นใจในความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อพี่ชายคนนี้ จนกระทั่งวันหนึ่งมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น

วันนั้นเป็นวันหยุดเรียนของเธอ อี้ฟงโทรมาหาแล้วขอให้เธอไปทานอาหารกลางวันเป็นเพื่อนที่บริษัท เธอตอบรับอย่างไม่เกี่ยงงอนและรีบเดินทางไปหาเขาที่บริษัททันที แต่แล้วพอไปถึงก็ต้องตกใจเมื่อเห็นภาพหญิงสาวคนหนึ่งกำลังก้มลงจะจูบพี่ชายของเธอ ความรู้สึกในวันนั้นนอกจากเธอจะตกใจแล้วก็ยังโกรธมากอีกด้วย ดังนั้นพอรู้สึกตัวเธอก็หันหลังวิ่งหนีไปทันทีและนั่งรถกลับบ้านไป พอความโกรธคลายลงความน้อยใจและเสียใจก็เข้ามาแทนที ภาพที่เห็นทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวดหัวใจยิ่งนัก เธอไม่เคยรู้สึกเจ็บปวดมากเท่านี้มาก่อนเลย

เหตุการณ์ในวันนั้นทำให้สัตตบุษย์รู้ใจและมั่นใจในความรู้สึกของตนเองมากยิ่งขึ้นว่าเธอ...รักพี่ชายของตัวเองเข้าเสียแล้ว รัก...แบบหนุ่มสาวไม่ใช่รัก...แบบพี่น้องอย่างที่เคยเข้าใจมาโดยตลอด ที่ผ่านมาเธอเข้าใจความรู้สึกของตัวเองผิดมาโดยตลอด แท้จริงแล้วเธอรักเขามานานแล้ว ไม่อย่างนั้นคงไม่รู้สึกมีความสุขอย่างเหลือล้นทุกครั้งเวลาอยู่กับเขา และคงไม่นึกเปรียบเทียบชายอื่นกับเขาอยู่ตลอดเวลา และคงไม่รู้สึกเจ็บปวดเสียใจทุกครั้งเวลาเห็นเขาเข้าใกล้ผู้หญิงคนอื่น

พอรู้ว่ารักหญิงสาวก็มักเขินอายต่อความใกล้ชิดกันให้เขาสงสัยอยู่บ่อยๆ มีอยู่วันหนึ่งที่อี้ฟงทำให้เธอรู้สึกแทบหายใจไม่ออก หัวใจสั่นหวิวๆ จนแทบจะเป็นลมเนื่องจากไม่เคยเห็นชายหนุ่มในลักษณะเช่นนี้มาก่อนนั่นเอง วันนั้นเธอต้องเข้าไปเอาสิ่งของบางอย่างตามคำสั่งของหวังเฉิน เธอเคาะประตูเรียกอยู่นานเขาก็ยังไม่มาเปิดจึงถือวิสาสะเปิดประตูเข้าไปเอง เธอเดินเข้าไปหยิบของที่ต้องการก็พอดีกับจังหวะที่ประตูห้องน้ำถูกเปิดออกพอดี เธอจึงได้เห็นภาพของอี้ฟงที่เดินเปลือยอกนุ่งผ้าขนหนูผืนเดียวออกมาจากห้องน้ำ

เข้ามาในห้องพี่จะเอาอะไรเหรอจ๊ะบัว

เขาถามแต่เธอไม่สามารถตอบได้ เพราะตอนนี้หัวใจเธอเต้นแรงมากจนแทบจะเด้งออกมาจากอก ใบหน้าก็ร้อนผ่าวราวกับโดนเผา ความประหม่าอายเข้าจู่โจมจิตใจอย่างรุนแรงจนเธอต้องรีบวิ่งหนีออกจากห้องไปทันที ซึ่งเหตุการณ์น่าอายในวันนั้นก็ถูกอี้ฟงเอาไปเล่าให้อี้จูกับหวังเฉินและอี้เฟยฟังอย่างขบขัน เธอจึงถูกล้อไปตามระเบียบ

โอ้...นี่เจ้าบัวน้อยของเราโตเป็นสาวแล้วเหรอเนี่ย เวลาผ่านไปเร็วเหมือนกันนะ เผลอแป๊บเดียวเจ้าบัวน้อยของพวกเราก็เติบโตเป็นดอกบัวอย่างสมบูรณ์เสียแล้วหวังเฉิน ประมุขของตระกูลชานเอ่ยออกมาอย่างภาคภูมิใจ

จริงด้วยค่ะ ดอกบัวดอกนี้งดงามไร้ที่ติจริงๆอี้จูเอ่ยด้วยน้ำตาคลอเบ้าตา เธอภาคภูมิใจและปลื้มใจที่สุดเพราะดอกไม้งามดอกนี้เธอเป็นคนเฝ้าดูแลทะนุถนอมเองกับมือ

ต่อไปนี้ผมกับพี่ฟงก็เดินแก้ผ้าออกมาจากห้องน้ำไม่ได้แล้วสิครับ เพราะเดี๋ยวสาวสวยของเราเปิดประตูเข้ามาเจอได้กรี๊ดบ้านแตกแน่ๆอี้เฟย หนุ่มจอมเจ้าชู้แห่งตระกูลชานพูดหยอกเย้าเล่น พาเอาทุกคนหัวเราะกันครืนใหญ่ก่อนอี้ฟงจะพูดขึ้นมาบ้าง

ฉันไม่เกี่ยว มีแค่แกคนเดียวเท่านั้นอาเฟยที่วิตถารแก้ผ้าเดินออกมาจากห้องน้ำน่ะ

วิตถารตรงไหน ก็อยู่ในห้องส่วนตัวนี่นา แล้วผมก็เชื่อว่าไม่ใช่มีแค่ผมคนเดียวหรอกน่าที่ทำแบบนี้ พ่อก็อาจเป็นเหมือนกันก็ได้

เสียใจ ฉันปกติดีหวังเฉินตอบเสียงกลั้วหัวเราะ

พ่อพูดอย่างนี้ก็เห็นผมเป็นคนวิตถารเหมือนพี่ฟงเหรออี้เฟยถามหน้ามุ่ยก่อนจะพึมพำกับตัวเองว่า ไม่ใช่เราคนเดียวหรอกน่าที่ทำแบบนี้ ทุกคนหัวเราะด้วยความขบขันก่อนอี้เฟยจะหัวเราะตาม

ในตอนนั้นเธอได้แต่หัวเราะตามทุกคนไปเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกของตัวเองที่มีต่ออี้ฟง เธอเคยหักห้ามใจไม่ให้รักเขาเพราะเธอกับเขาเป็นพี่น้องกัน แม้จะไม่ใช่พี่น้องแท้ๆ ก็ตาม แต่ยิ่งห้ามใจเท่าไรความรู้สึกรักก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นทุกทีๆ และนับวันมันก็ยิ่งฝังรากลึกลงในจิตใจจนยากที่จะถอนหรือแปรเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นได้อีกแล้ว

เธอรักอี้ฟง...ผู้ที่เปรียบเสมือนพี่ชายคนนี้ เธอรักเขาจนหมดหัวใจ

ว่าไงจ๊ะบัว วันนี้ทำอะไรให้พี่กินเอ่ย อี้ฟงถามเสียงแผ่วอยู่ข้างใบหูหอมกรุ่น เขาเห็นแล้วว่ากับข้าวบนโต๊ะมีอะไรบ้างแต่ก็ยังอยากให้เธอเป็นคนตอบ ทว่าอาการนิ่งเงียบของเธอทำให้เขาสงสัยจนต้องเรียกซ้ำอยู่หลายครั้ง บัวจ๊ะ บัวๆ

คะ! อะไรเหรอคะพี่ฟง สัตตบุษย์เงยหน้าถามอย่างเหลอหลา ก่อนจะหน้าแดงก่ำเมื่อเห็นใบหน้าของพี่ชายลอยเด่นอยู่ใกล้ๆ หน้าของเธอ อี้ฟงใช้มือที่เท้าอยู่บนเคาน์เตอร์มาประคองพวงแก้มอิ่มเอาไว้ก่อนที่หญิงสาวจะทันได้ก้มหน้าหลบ พลางเอ่ยถามเสียงนุ่มว่า

ใจลอยไปหาใครกันจ๊ะ

ปละ...เปล่าค่ะ พี่ฟงถามบัวว่าอะไรเหรอคะ

พี่ถามว่าวันนี้ทำกับข้าวอะไรให้พี่กินจ๊ะ...เจ้าบัวน้อย

สัตตบุษย์ยิ้มหวานเมื่อฟังคำเรียกขานของเขาว่า เจ้าบัวน้อย ชื่อนี้อี้ฟงมักจะเรียกเธอเวลาต้องการหยอกล้อหรือเกิดความเอ็นดู เขาเป็นคนเรียกเธอแบบนี้เป็นคนแรกก่อนที่สมาชิกในครอบครัวคนอื่นๆ จะเรียกตามบ้าง แต่ก็มีแค่เฉพาะคนในครอบครัวนี้เท่านั้นที่เรียกได้ เพราะดูเหมือนอี้ฟงจะไม่พอใจทุกครั้งที่มีคนอื่นเรียกเธอแบบนี้บ้าง เธออยู่ฮ่องกงมาสิบสามปีแล้ว มีเพื่อนและคนรู้จักมากมายซึ่งทุกคนจะเรียกเธอว่า เสี่ยวเหลียน ซึ่งชื่อนี้เป็นชื่อในภาษาจีนที่อี้ฟงเรียกเป็นคนแรกเมื่อตอนที่ได้พบกัน หวังเฉินและอี้จูจึงใช้ชื่อนี้ให้เป็นชื่อของเธอนับแต่นั้นมา

คนนอกครอบครัวจะเรียกเธอว่าเสี่ยวเหลียน แต่สำหรับคนในครอบครัวจะเรียกเธอว่าบัว ที่เป็นเช่นนี้เพราะเธอมักจะแทนตัวเองว่าบัวกับทุกคนเสมอยามพูดคุยกัน ทุกคนจึงติดเรียกชื่อนี้ไปด้วย แม้จะมีชื่อภาษาจีนแต่สัตตบุษย์ก็ไม่ค่อยใช้ เนื่องจากอยากจะใช้ชื่อที่พ่อบังเกิดเกล้าเป็นคนตั้งให้มากกว่า อย่างน้อยชื่อนี้ก็เป็นตัวแทนพ่อของเธอ

พูดถึงชื่อไทยแล้วทำให้หญิงสาวนึกถึงตอนที่เข้ามาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ เธอไม่สามารถพูดและฟังภาษาจีนได้เลยสักคำเดียว คนที่เธอพอจะพูดคุยและสื่อสารกันรู้เรื่องได้บ้างจึงมีแต่อี้จูเท่านั้น เธอรู้สึกซาบซึ้งใจในความรักของทุกคนที่มีให้ เนื่องจากทุกคนอยากสื่อสารกับเธอรู้เรื่องจึงได้ไปเรียนภาษาไทยกัน และด้วยเหตุนี้เองทำให้เธอตั้งใจเรียนภาษาจีนมากยิ่งขึ้น ด้วยไม่อยากทำให้ทุกคนต้องลำบากไปมากกว่านี้ แต่ถึงกระนั้นเธอก็ไม่ละทิ้งภาษาไทยซึ่งเป็นภาษาบ้านเกิดของตนเองเช่นกัน ซึ่งโชคดีที่อี้จูเห็นถึงความสำคัญตรงนี้จึงได้จ้างครูชาวไทยมาสอนพิเศษให้กับเธอด้วย

ปัจจุบันนี้ทั้งหวังเฉิน อี้ฟงและอี้เฟยสามารถพูดภาษาไทยได้ชัดแจ๋วเลยทีเดียว และรู้สึกว่าการเรียนภาษาไทยจะมีประโยชน์กับทั้งอี้ฟงและอี้เฟยเป็นอย่างมาก เพราะเวลานี้พวกเขากำลังติดต่อธุรกิจกับคนไทยอยู่ และมีแนวโน้มว่าจะขยายสาขาธุรกิจไปลงยังประเทศไทยอีกด้วย ทุกอย่างกำลังดำเนินไปด้วยดี ทุกคนต่างมีความสุข แต่คงจะมีความสุขกันมากขึ้นกว่านี้ถ้ายังมีอี้จูอยู่ด้วย

แววตาของสัตตบุษย์เศร้าหมองลงชั่วขณะ เมื่อนึกถึงผู้มีพระคุณอีกคนหนึ่งที่ได้ล่วงลับไปแล้ว ชานอี้จูเสียชีวิตไปเมื่อสามปีก่อนด้วยโรคมะเร็ง ช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาที่หดหู่และทุกข์ใจมากสำหรับเธอ เพราะอี้จูก็เปรียบเสมือนมารดาคนที่สองของเธอ เมื่อท่านจากไปเธอกับทุกคนต้องใช้เวลาอยู่นานมากกว่าจะทำใจยอมรับได้

หญิงสาวถอนหายใจเบาๆ ดึงตัวเองออกมาจากภวังค์แห่งความคิด ก่อนจะตอบคนตรงหน้าเสียงใส

วันนี้บัวทำต้มยำกุ้ง ยำวุ้นเส้นทะเล ปลาทอดกระเทียมพริกไทยแล้วก็แกงฉู่ฉี่กุ้งค่ะ เมื่อวานก่อนเห็นคุณลุงเฉินบ่นอยากทานอาหารไทย วันนี้บัวก็เลยทำให้น่ะค่ะ อืม...แต่ถ้าพี่ฟงไม่อยากทานอาหารไทยก็บอกบัวได้นะคะ บัวจะทำอาหารอย่างอื่นเพิ่มให้ เธอพูดด้วยความกังวล

อย่าลำบากเลย บัวทำอะไรให้ทานพี่ก็ทานได้ทั้งนั้นแหละ อีกอย่างพี่ก็อยากทานอาหารไทยเหมือนกัน

สัตตบุษย์ยิ้มให้ก่อนจะเอ่ยชวนอี้ฟงไปที่ห้องรับประทานอาหาร เมื่อดูนาฬิกาแล้วพบว่าได้เวลาอาหารเย็นพอดี บนโต๊ะอาหารทุกคนนั่งอยู่กันพร้อมหน้า และดูเหมือนว่าอาหารมื้อนี้ทุกคนจะทานกันได้มากกว่าปกติ โดยเฉพาะหวังเฉินที่ขอเติมข้าวเป็นจานที่สามแล้ว

ระวังท้องแตกเอานะครับคุณพ่อ อี้เฟยเอ่ยแซวเล่นเมื่อเห็นบิดาขอเติมข้าวอีกจาน ทุกคนหัวเราะร่วนก่อนหวังเฉินจะตอบอย่างอารมณ์ดีว่า

ท้องแตกก็ยอมล่ะ ก็กับข้าวมื้อนี้อร่อยสุดๆ ไปเลยนี่นา

พี่ฟงรีบจับตัวบัวไว้เร็ว เดี๋ยวบัวตัวลอยกันพอดี

สัตตบุษย์หัวเราะเขินๆ สีหน้าดูภูมิอกภูมิใจเป็นอย่างมากที่ฝีมือทำอาหารของเธอถูกใจทุกคน เวลาเห็นคนกินมีความสุขกับอาหารอร่อยๆ เธอก็พลอยมีความสุขตามไปด้วย เธอชอบทำอาหารและวาดฝันไว้ว่าสักวันหนึ่งอยากจะมีร้านอาหารเป็นของตัวเอง

อิ่มแล้วเหรอจ๊ะบัว ชานอี้ฟงถามขึ้นเมื่อเห็นหญิงสาวรามือจากจานข้าวตรงหน้า สัตตบุษย์ยิ้มให้ก่อนตอบ

ค่ะ อืม...ทุกคนคะ คือบัวมีเรื่องจะขออนุญาตน่ะค่ะ

มีอะไรเหรอหนูบัว หวังเฉินถามด้วยน้ำเสียงปรานี อี้ฟงกับอี้เฟยก็ต่างหันมาจ้องหน้าเธออย่างตั้งใจฟัง เพราะทุกเรื่องที่เกี่ยวกับเธอพวกเขาใส่ใจหมด

บัวจะขออนุญาตไปเที่ยวกับเยี่ยหลานในวันพรุ่งนี้ค่ะ

ได้สิ หวังเฉินอนุญาตทันที

แต่ต้องให้อาตงหรือไม่ก็อาเจี้ยนตามไปด้วยคนนะ อี้ฟงพูดเสริมหน้าขรึม หม่าลี่ตงกับหม่าเหว่ยเจี้ยนเป็นบอดี้การ์ดประจำตัวของเขาเอง ทั้งสองคนเป็นพี่น้องฝาแฝดกัน แต่ก็สามารถแยกออกได้ง่ายว่าใครเป็นใคร เพราะหม่าลี่ตงชอบไว้ผมสั้นในขณะที่หม่าเหว่ยเจี้ยนผู้น้องชอบไว้ผมยาว

ไม่ต้องหรอกค่ะ ให้พี่ตงกับพี่เจี้ยนคอยดูแลพี่ฟงเถอะค่ะ สัตตบุษย์ปฏิเสธแต่ชานอี้ฟงไม่ยอม

อย่าดื้อสิ พี่เป็นห่วงนะ ถ้ามีอาตงหรือไม่ก็อาเจี้ยนไปด้วยพี่จะได้สบายใจ

ก็ได้ค่ะ หญิงสาวยอมในที่สุดเพียงเพราะประโยคที่ว่า พี่เป็นห่วงของอี้ฟงแค่ประโยคเดียวเท่านั้น ซึ่งแค่นี้เธอก็ดีใจแล้วที่เขายังห่วงใยเธออยู่เหมือนเดิม

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

7 ความคิดเห็น