ป้องรัก ห่มใจ

ตอนที่ 9 : งอนง้อ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 14,250
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 430 ครั้ง
    22 ก.พ. 62


9.งอนง้อ

                                                                                                                                                                                         หลังจากฝึกเสร็จในตอนเย็น ราชาวดีก็เห็นผู้หมวดนทีเดินกลับไปมาอยู่ที่ด้านหน้าที่คุมขัง ซึ่งเป็นกระท่อมเล็กๆ ทำจากไม้ไผ่ทุบและมุงหญ้าคา มีทหารสองนายยืนถือปืนเฝ้าอยู่หน้าประตูทางเข้า สีหน้าผู้หมวดหนุ่มแลดูกังวลใจขณะมองเข้าไปยังที่คุมขังตันหยง ราชาวดีที่ยืนมองอยู่นานแล้วจึงเดินเข้าไปหา

                “มีอะไรรึเปล่าคะหมวดนที เห็นเดินกลับไปกลับมาหลายรอบ” เธอถามขึ้น ผู้หมวดหนุ่มจึงหันมาถอนหายใจกับเธอ

                “ผมเป็นห่วงคุณตันหยงน่ะครับ ถูกผู้กองสั่งขังตั้งสองสันสองคืนเลยนะ”

                “มันเป็นการลงโทษที่หนักมากๆ เลยใช่มั้ยคะ” ราชาวดีอดห่วงไม่ได้ อย่างไรเสียตันหยงก็เป็นผู้หญิง ถึงที่คุมขังจะสะอาด มีเปลนอน มีที่นอนหมอนมุ้ง แต่คนที่ไม่เคยลำบากมาก่อนอย่างเธอก็รู้สึกว่ามันออกจะเป็นการลงโทษที่โหดไม่น้อยอยู่ดี ก็หวังว่าตันหยงจะแกร่งและทนได้

                “เปล่าหรอกครับ นี่เป็นการลงโทษที่เบาแล้ว ปืนเป็นอาวุธอันตราย ที่คุณตันหยงทำกับคุณหมอมันก็เกินไปจริงๆ แหละครับ”

                “แต่ฉันก็ไม่ได้เป็นอะไรนี่คะ แล้วก็ไม่โกรธคุณตันหยงด้วย ผู้กองไม่น่าทำแบบนี้เลย” เธออดต่อว่าอีกคนไม่ได้ก่อนจะหันมาทางผู้หมวดนทีเมื่อเห็นเขาถือปิ่นโตมื้อเย็นมาด้วย

                “ไม่เอาอาหารเข้าไปให้คุณตันหยงล่ะคะ” ดูๆ จากหลายวันมานี้ที่ผู้หมวดนทีคอยตามและหาเรื่องอยู่ใกล้ๆ ตันหยง ราชาวดีก็พอจะเดาออกว่าเขาคงจะชอบเธอ จะว่าไปตันหยงก็สวยไม่น้อย สวย แกร่ง คมขำตามแบบฉบับสาวใต้ ถ้าไม่ติดว่าเธอหึงหวงผู้กองกรันณ์จนขาดสติก็นับว่าเป็นคนที่น่าคบคนหนึ่ง

                “ผม...ผมไม่กล้า ผมเป็นคนเอาเขามาขังนะแล้วผมจะกล้าสู้หน้าเขาได้ยังไง”

                “แต่ผู้หมวดทำตามคำสั่งผู้กองนี่คะ ไม่ได้มีเจตนาซักหน่อย”

                “ไม่ล่ะครับ ผมไม่กล้าสู้หน้าเธอจริงๆ” ว่าแล้วก็ก้มหน้างุด ราชาวดีได้แต่กอดอกมองทหารกล้า ที่กล้าทุกอย่างยกเว้นจีบผู้หญิง ไหนผู้หมวดคณินบอกว่าเขาเป็นพ่อทหารนักรักไง หรือว่าพอเจอของจริงแล้วประหม่า

                “คุณหมอช่วยเอาข้าวเย็นเข้าไปแทนผมได้มั้ยครับ เออ...ไม่ต้องบอกเขานะครับว่าผมเอามาให้” ว่าแล้วก็ยัดปิ่นโตใส่มือเธอ

                “ทำไมล่ะคะ ฉันเป็นคู่กรณีกับคุณตันหยง เธอเกลียดขี้หน้าฉันตาย เห็นฉันเอาข้าวเย็นไปให้เธอคงกินไม่ลง”

                “ถือว่าผมขอร้องล่ะครับคุณหมอ นะครับ” ว่าแล้วก็วิ่งหนีไปหมดเค้าความเป็นนักรบกล้า ราชาวดีเลยได้แต่ถือปิ่นโตอย่างจนใจ ครั้งเมื่อมองนายทหารสองคนที่เฝ้าอยู่หน้าประตูพวกเขาต่างก็พากันหลบสายตาเธอบ่งบอกให้รู้ว่าจะไม่ขอยุ่งด้วยเด็ดขาด

                “เฮ้อ! งั้นก็ช่วยไม่ได้” เธอว่าก่อนจะเปิดประตูกระท่อมคุมขัง ซึ่งเมื่อเข้ามาราชาวดีก็เห็นว่ากระท่อมนี้ติดลูกกรงแบ่งเป็นสองฝั่งซ้ายขวา ภายในสะอาดสะอ้านดีทุกอย่าง มีเปลเตียงนอนพร้อมหมอนกับผ้าห่มให้ ซึ่งตันหยงนั่งหันหลังให้เธออยู่บนเปลเตียง ไหล่บางในชุดทหารสีดำสั่นไหวทำให้รู้ว่าเธอกำลังร้องไห้อยู่คนเดียวเงียบๆ ราชาวดีจึงค่อยๆ ยื่นปิ่นโตเข้าไปทางช่องลูกกรงขังให้ตันหยงอย่างไม่มั่นใจว่าเธอจะยอมรับไมตรีนี้มั้ย

                “คุณตันหยงคะ ฉันเอามื้อเย็น...”

                “ไม่กิน! จะเข้ามาสมน้ำหน้าฉันล่ะสิท่า” อีกฝ่ายตอบกลับมาอย่างไม่พอใจ ราชาวดีก็ถอนหายใจออกมาอีก ก่อนจะค่อยๆ ลูบผ้าซิ่นของตัวเองแล้วนั่งกอดเข่าพิงลูกกรงห้องขัง

                “หมออย่างฉันซ้ำเติมใครไม่ได้หรอกค่ะ” เธอบอก “ฉันเข้าใจคุณดีนะคะว่ารู้สึกยังไง ถูกคนที่รักทำร้าย...ไม่มีอะไรจะเจ็บกว่านี้อีกแล้ว”

                “ทำมาพูดดีไป คุณหมอตั้งใจจะเข้ามาซ้ำเติมฉันล่ะไม่ว่า” ตันหยงหันมามองร่างบางที่นั่งกอดเข่าพิงลูกกรงอยู่ แล้วก็ต้องนิ่งไปครู่เมื่อเธอเห็นว่าราชาวดีมีน้ำตาไหลอาบแก้ม นี่ผู้หญิงคนนี้จะมาไม้ไหนกัน เธอคิด

                “ฉันก็เคยเป็นเหมือนคุณตันหยงค่ะ” ราชาวดีพูดขึ้นมาอย่างเหม่อลอย “ตอนเรียนแพทย์ฉันก็แอบรักพี่หมออยู่คนหนึ่ง รักเขา ตื้อเขา ทำดีกับเขาทุกอย่างอย่างหมดหัวใจ สุดท้ายเขาก็ไม่เลือกฉันแต่กลับไปเลือกคนอื่น มองเผินๆ เหมือนเขาจะมีความรู้สึกดีๆ ให้กับฉัน แต่เปล่าเลย...ความแสนดีจอมปลอมของเขามันทำร้ายฉันจนเจ็บ เจ็บจนฉันไม่อยากจะอยู่บนโลกนี้แล้ว” ราชาวดียื่นข้อมือที่มีรอยแผลเป็นจากการพยายามฆ่าตัวตายให้ตันหยงดู

                “เพราะแบบนี้ไงคะฉันถึงบอกว่าฉันเข้าใจคุณตันหยงดี ถูกคนที่เรารักทำเจ็บขนาดนี้ แต่ฉันก็ไม่ได้เข้มแข็งเหมือนกับคุณตันหยง คุณตันหยงแค่เสียน้ำตาร้องไห้ให้กับเขา แต่ฉัน เกือบใช้ชีวิตของตัวเองเพื่อเซ่นกับความรักที่ฉันไม่มีวันได้กลับ ถ้าฉันเข้มแข็งได้อย่างคุณตังหยงบ้างก็คงจะดี” พอได้ฟังราชาวดีเล่าเรื่องราวของเธอให้ฟัง ตันหยงก็แสยะยิ้มสมเพชเธอทันทีก่อนจะเดินเข้ามาใกล้ลูกกรงให้มากขึ้น ไม่คิดว่าคนสวยๆ อย่างราชาวดีจะเคยอกหักมาก่อน

                “แล้วคุณหมอรักผู้กองรึเปล่า” เธอถามออกไปทันที ทำให้ราชาวดีเงยหน้าขึ้นมามองตันหยงอีกครั้งเพราะเธอไม่รู้จะตอบอย่างไรดี เขาดีกับเธอและอบอุ่น เธออุ่นใจเสมอเมื่อยามได้อยู่ใกล้ๆ กับเขา แต่ว่า...เธอคิดว่ามันคงไม่ใช่ความรักหรอก เพราะทุกวันนี้เธอก็ยังลืมพี่หมอไตรทศไม่ได้ เธอไม่อยากเป็นนางวันทองสองใจให้ใครๆ มาประณามทั้งนั้นจึงตอบไปว่า

                “...เปล่าค่ะ ไม่ได้รัก” คำตอบของเธอทำให้ร่างสูงที่ยืนหันหลังพิงกระท่อมห้องขังเพื่อแอบฟังถึงกับเจ็บหนึบไปทั้งหัวใจ เขาพยายามขนาดนี้ รักเธอมากขนาดนี้แล้วเธอยังไม่รักเขาอีกหรอ หรือว่าเขายังพยายามไม่มากพอ

                “ดี! ถ้าไม่ได้รักงั้นคุณหมอก็อย่าเข้าใกล้ผู้กองอีก หลีกทางให้ฉันซะแล้วฉันจะไม่ยุ่งกับคุณ”

                คำสั่งของตันหยงทำให้ราชาวดีถึงกับนิ่งอึ้ง ยิ่งเห็นเธอนิ่งอึ้งตันหยงก็ยิ่งได้ใจยิ้มเยาะแล้วตามมาด้วยเสียงหัวเราะเยาะเธออีกอย่างสะใจ ราชาวดีได้แต่มองตันหยงอย่างเหนื่อยใจ เอาเถอะ ถึงเธอจะไม่ได้เข้มแข็งเหมือนกับตันหยงอย่างน้อยตอนนี้เธอก็คิดว่าตัวเองมีสติที่ดีกว่าตันหยังมากแน่ๆ แล้วเธอก็จะไม่ทำตามที่ตันหยงสั่งด้วย

                “ฉันคงทำตามที่คุณตันหยงสั่งไม่ได้หรอกค่ะ” ราชาวดีพูดขณะลุกขึ้นยืน มองอีกฝ่ายอย่างเหนื่อยใจแล้วเหนื่อยใจอีก

                “เรื่องของอนาคตไม่มีใครรู้ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น วันนี้ฉันอาจจะไม่ได้รักผู้กอง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าวันหน้าฉันจะรักไม่ได้ ถ้าเขารักฉันมากพอเขาจะสามารถทำให้ฉันรักเขาได้เองค่ะ แต่ถ้าไม่มากพอ...เขากับคุณตันหยงจะรักกันฉันก็จะไม่ขัดขวางและไม่ยุ่งด้วย ฉันเคยอกหักและเจ็บเจียนตาย มันทำให้ฉันคิดได้ว่า ฉันควรจะรักคนที่เขารักฉัน ไม่ใช่คนเขาวิ่งหนีฉันค่ะ แล้วมื้อเย็นนี่...คนที่เขารักคุณตันหยงเป็นคนฝากมาให้ค่ะ คุณตันหยงเลือกเอานะคะว่าจะทำร้ายหัวใจของตัวเองต่อหรือให้โอกาสกับใครที่เขารักคุณ ที่ฉันจะพูดก็มีแค่นี้แหละค่ะ” ว่าจบราชาวดีก็เดินออกจากกระท่อมที่คุมขังทันทีให้ตันหยงได้แต่มองตามเธออย่างไม่คิดที่จะยอมแพ้ พูดแบบนี้ก็เท่ากับว่าราชาวดีประกาศว่าจะแย่งชิงหัวใจของผู้กองกรันณ์กับเธอสินะ หนอย...ยัยคุณหมอตัวร้าย เห็นซื่อๆ แต่ที่ไหนได้ก็แอบร้ายไม่เบา เป็นน้องสาวผู้พันคีรินทร์แล้วคิดว่าเธอจะกลัวหรอ เธออุตส่าห์มาไกลจากนราธิวาสไม่ได้มาเพื่อจะแพ้กลับไปหรอกนะ!!!

 

                ราชาวดีจนใจยิ่งนัก ไม่รู้ว่าตันหยงจะรับรู้ถึงความหวังดีของเธอรึเปล่า ที่พูดแบบนั้นเธอไม่ได้หมายความว่าจะแย่งชิงเอาผู้กองกรันณ์มา แต่เธออยากจะให้ตันหยงเห็นคุณค่าของความรักก็เท่านั้น ถึงเธอจะยังไม่ได้รักผู้กองกรันณ์แต่เธอก็ให้โอกาสเขา ให้เขาช่วยทำให้เธอลืมคนที่ไม่เคยเห็นค่าของเธอ คนที่หักอกเธอจนเจ็บเจียนตาย เธอคิดว่าตันหยงยังไม่ต้องลืมผู้กองกรันณ์ตอนนี้ก็ได้ แต่เธอก็ควรจะให้ใครอีกคนเขาได้แสดงความรักออกมาบ้าง ผู้หมวดนทีถึงจะเจ้าชู้ขี้เล่นไปบ้างแต่เขาก็เป็นคนดีมาก หรือว่า...ถ้าตันหยงจะสามารถเอาชนะใจผู้กองกรันณ์ได้จริงๆ เธอก็คงจะยินดีกับคนทั้งคู่ด้วย เธอผิดหวังจากความรักมาหนักจนตอนนี้มันชินแล้วล่ะ ถ้าเขาจะเปลี่ยนใจจากเธอไปหาคนใหม่ เธอก็ไม่ว่าอะไร

                “คุณแก้ม” ในขณะที่จะเดินกลับบ้าน เสียงใครคนหนึ่งก็เรียกเธอขึ้น สีหน้าของเขายามนี้ดูหงอยอย่างไม่สู้ดีเอาเสียเลย คงเป็นเพราะเรื่องเมื่อกลางวันที่เธอทำเมินใส่เขาสินะ

                “จะกลับบ้านหรอครับ มืดแล้วให้ผมเดินไปส่งนะ” ผู้กองกรันณ์บอกก่อนจะเดินเข้ามาจับมือเธอเอาไว้จนทำให้ราชาวดีอดนึกถึงเรื่องที่เพิ่งจะคุยกับตันหยงไปไม่ได้ นี่ถ้าเขามาได้ยินเข้าคงจะเสียใจไม่น้อย

                ระหว่างที่เดินกลับบ้านราชาวดีอดสงสัยไม่ได้ว่าเขาเป็นอะไรวันนี้ ไม่พูดไม่จาเหมือนทุกที จับมือเธอเอาไว้ก็จริงแต่ทำหน้าอมทุกข์อย่างสาหัส ซ้ำยังเดินช้ากว่าปกติอีก เรื่องเมื่อตอนกลางวันมันทำให้เขาหงอยได้ขนาดนี้เลยหรอ

                “คุณเป็นอะไรรึเปล่า” เธอหยุดเดินแล้วตัดสินใจถามขึ้น เริ่มจะรู้สึกอึดอัดเข้าไปทุกทีแล้วสิ

                “เปล่านี่ครับ” ปฏิเสธแต่สีหน้ามันไม่ใช่

                “คุณยังคิดมากเรื่องเมื่อกลางวันนี้อยู่หรอ ถ้าหมายถึงเรื่องนั้นล่ะก็ อืมใช่ ฉันโกรธคุณ” เธอไม่ชอบพูดโกหกอยู่แล้ว

                ผู้กองกรันณ์ได้แต่ก้มลงมองหน้าเธอ ก่อนที่มือหนาจะค่อยๆ ยื่นมาไล้เบาๆ ที่แก้มนวลอย่างแสนรัก คงเพราะเขารักเธอมากสินะเขาถึงได้ยอมให้เธอทุกอย่าง น้องนางไม้ของเขา

                “ผมจะรอนะ” เขาบอก “นานแค่ไหนผมก็จะรอคุณแก้มคนเดียว รอให้คุณแก้มรักผมบ้าง” เขายังคงไล้แก้มของเธอทั้งสองข้างด้วยรอยยิ้มที่ดูแสนเศร้าก่อนจะจูงมือเธอพาเดินกลับบ้านต่อให้ราชาวดีได้สงสัยหนักเข้าไปใหญ่ว่าทำไมเขาถึงพูดแบบนี้ออกมา เกิดน้อยใจอะไรขึ้นมาอีก

                พอส่งเธอที่บ้านแล้วเขาก็ขอตัวกลับไปเลย ไม่อยู่เล่นที่บ้านพักของเธอต่อจนดึกดื่นเหมือนทุกทีจนแม้แต่ผู้พันคีรินทร์ยังอดแปลกใจไม่ได้ว่ารุ่นน้องตัวเองเป็นอะไร ทำหน้าอย่างกับคนอกหัก สองพี่น้องเลยได้แต่มองตามเขาอย่างเป็นห่วง ซึ่งพอเขาเดินลับไปได้สักพักใหญ่ๆ ผู้หมวดนทีก็รีบวิ่งมาที่บ้านของผู้พันอีกคน นี่มันอะไรกันหัวหน้ากับลูกน้องคู่นี้ ผู้พันหนุ่มคิด

                “คุณหมอครับ เป็นยังไงบ้างครับ คุณตันหยงเป็นยังไงบ้าง” เขารีบมาถามข่าวของตันหยงทันทีด้วยความเป็นห่วง ราชาวดีที่นั่งอยู่ระเบียงหน้าบ้านกับพี่ชายเลยอดสงสารนายทหารหนุ่มไม่ได้

                “สบายดีค่ะ ห้องขังสะอาดไม่ลำบากอะไร”

                “ผมหมายถึงความรู้สึก คุณตันหยงเธอยังร้องไห้อยู่มั้ย เธอกินข้าวที่ผมฝากเอาไปให้รึเปล่า พูดอะไรถึงผมรึเปล่า แล้วก็...”

                “ถ้าจะห่วงขนาดนั้นทำไมถึงไม่เข้าไปเยี่ยมเองเลยล่ะ” ผู้พันคีรินทร์ว่าขึ้นหลังจากที่ได้ฟังคำถามของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ตกลงนี่มันค่ายทหารหรือสถานที่รวมพลคนอกหักกัน เขาคิด

                “โธ่ผู้พัน ใครจะกล้าไปเยี่ยมล่ะครับ ผมเป็นคนเอาเธอไปขังไว้เองนะ ผมไม่กล้าสู้หน้าคุณตันหยงหรอก”

                “กล้าๆ หน่อยนายทหาร” ผู้พันคีรินทร์ว่าอีก ราชาวดีเลยหันมาทางผู้หมวดหนุ่มอย่างเห็นใจ

                “คุณตันหยงตอนนี้เธอก็เป็นเหมือนกับเมื่อตอนที่เดินเข้าห้องขังแหละค่ะ มีร้องไห้เสียใจเป็นธรรมดา แต่ฉันเชื่อนะคะว่าเดี๋ยวเธอจะดีขึ้นเอง เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ฉันไม่ถือสาเอาความอะไรหรอกนะคะ” พอได้ฟังราชาวดีพูด ผู้หมวดนทีก็ทรุดตัวลงนั่งที่ม้านั่งตัวยาวอย่างอ่อนแรง จีบผู้หญิงมาเยอะ ไม่เคยมีใครจีบยากแบบนี้มาก่อน

                “ถ้าผมหล่อแบบผู้กองก็ดีสิ” เขาเปรยออกมา ราชาวดีจึงหันมามองหน้ากันกับพี่ชาย เพราะผู้หมวดหนุ่มก็ไม่ใช่คนขี้เหร่อะไร เขาก็หน้าตาดีใช้ได้นี่ ทำไมต้องเอาตัวเองไปเปรียบกับคนอื่นอีก

                “ถ้าคุณตันหยงเธอจะรักผู้หมวด เธอก็ควรรักผู้หมวดในแบบที่ผู้หมวดเป็นค่ะ ไม่ใช่รักเพราะผู้หมวดเหมือนคนอื่น”

                “ก็คนอื่นที่คุณหมอพูดถึงเขาเพอร์เฟ็คทุกอย่างนี่ครับ ใครจะไปสู้อะไรกับเขาได้”

                “ใครว่า” ผู้พันคีรินทร์พูดขึ้น “ไอ้คนที่ผู้หมวดว่ามันเพอร์เฟ็คน่ะ เพิ่งจะเดินหน้าหงอยเป็นคนอกหักกลับไปตะกี้นี้ สงสัยมันจะถูกนางไม้แถวนี้หักอกเอา” อดว่ากระทบน้องสาวตัวเองไม่ได้ ผู้หมวดนทีเลยยกมือขึ้นลูบปลายคางขณะคิดตาม

                “ถึงว่าสิ” ผู้หมวดหนุ่มพยักหน้า “ตอนที่คุณหมอเข้าไปหาคุณตันหยงผมเห็นผู้กองไปยืนแอบฟังอยู่ที่ด้านข้างกระท่อมห้องขังด้วย ไม่รู้ว่าได้ยินอะไรมาหน้าถอดสีจนหงอยเลย”

                สิ่งที่ผู้หมวดนทีบอกทำให้ราชาวดีหัวใจกระตุกวูบขึ้นมาทันที ถ้าเขาได้ยินในสิ่งที่เธอพูดก็ไม่แปลกหรอกที่เขาจะเสียใจเพราะที่ผ่านมาเขาพยายามเอาชนะใจเธอมาโดยตลอด ดีกับเธอมากๆ ก็เพื่อหวังจะได้รับความรักตอบ แต่เธอกลับพูดออกมาว่า...เธอไม่ได้รักเขา นี่สินะสาเหตุของสีหน้าหงอยๆ ของเขากับท่าทีแปลกๆ ของเขาเมื่อก่อนหน้านี้

 

                “จะไปไหน ดึกแล้วเข้าบ้านไปนอน” ผู้พันคีรินทร์สั่งเมื่อเธอทำท่าจะเดินลงจากบ้านหลังจากที่ผู้หมวดนทีกลับไปได้นานแล้ว พอเธอกลับมานั่งคิดทบทวนอะไรๆ มันก็ทำให้เธออยากจะไปหาเขาเพื่ออธิบายให้เขาเลิกหงอยแบบนี้

                “แก้มแค่อยากไปคุยกับเขาเรื่องที่แก้มบอกว่าแก้มไม่ได้รักเขา”

                “ถ้าไม่ได้รักมันก็ไม่ต้องไป ทำแบบนี้ก็เท่ากับให้ความหวังมันเปล่าๆ เคยโดนมาแล้วไม่ใช่รึไง ถูกเขาหลอกให้ความหวังมาน่ะ” ผู้พันคีรินทร์พูดพลางขัดปืนในมือก่อนจะปรายตามามองเธออีกครั้ง

                “ไปนอนไป ดึกแล้ว”

                “แต่ว่า...”

                “ก็ไม่ได้รักมันแล้วจะแคร์มันทำไม”

                “...วันหน้าอาจจะรักก็ได้นี่คะ”

                “นั่นมันก็เรื่องของวันหน้า แต่วันนี้ไม่ได้รักก็คือไม่ได้รัก เข้าใจยากตรงไหน กลับเข้าบ้านไปนอนได้แล้วไป แล้วก็ห้ามออกมาจนกว่าจะเช้า”

                “พี่ภู...”

                “อย่าให้พี่ต้องดุนะ” เท่านั้นแหละ ราชาวดีก็ไม่กล้าขัดคำสั่งเขาอีก ได้แต่ยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาแล้วยอมเดินกลับเข้าบ้านแต่โดยดีให้ผู้พันคีรินทร์ได้แต่มองตามพลางส่ายหน้าให้

                “โง่ขนาดนี้เรียนจบหมอมาได้ยังไงวะ” เขาบ่นออกมาเบาๆ ขณะขัดปืนต่อ “ไม่ได้รักบ้าอะไรจะเป็นจะตายเพราะมันแบบนี้ แล้วดึกดื่นมืดๆ แบบนี้นะจะออกไปหาผู้ชายใช้ได้ที่ไหนกันแก้ม รักมัน ห่วงมันก็เข้าใจอยู่หรอก เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยพูดกันก็ได้นี่ นี่พี่หวังดีหรอกนะ” เขาบ่นกับลมกับแล้งไปเรื่อย แต่คนที่ถูกบ่นและยังไม่รู้ใจตัวเองนี่สิกลับนอนร้องไห้เพราะเป็นห่วงผู้กองหนุ่มทั้งคืนจนมาหลับไปในช่วงใกล้จะเช้า

 

                “เออ...คุณหมอมีอะไรรึเปล่าครับ” ผู้หมวดคณินหันมาถามเมื่อเห็นราชาวดีเหมือนกับมีเรื่องอยากจะพูดคุยกับผู้กองของเขา แต่หญิงสาวก็ไม่มีโอกาสได้เข้าใกล้เมื่อเขายังคงง่วนอยู่กับการฝึกทหารใหม่ แต่ความจริงแล้วผู้กองกรันณ์พยายามทำให้ตัวเองดูยุ่งเข้าไว้ต่างหากเพราะยังไม่อยากจะนึกถึงเรื่องที่ได้ยินมาเมื่อวาน พอราชาวดีทำท่าจะเดินเข้ามาหาเขาก็หนีไปฝึกทหารใหม่ต่อรวมถึงตอนนี้ด้วย

                “ปะ...เปล่าค่ะ ฉันแค่มาดูว่ามีใครป่วยรึเปล่า” ฟอร์มจัดทั้งคู่ ผู้หมวดหนุ่มคิดเพราะเรื่องเมื่อวานนี้ผู้หมวดนทีเล่าให้เขาฟังเรียบร้อยแล้วว่าผู้กองกำลังงอนน้องนางไม้ของเขาอยู่

                “อ๋อ วันนี้ไม่โหดมากหรอกครับ ผู้กองแกดูเหมือนไม่มีใจจะฝึก” อดไม่ได้ที่จะยุ ทั้งๆ ที่จริงการฝึกวันนี้ไม่ได้โหดเกินไปเพราะผู้พันคีรินทร์คอยตามควบคุมอยู่ต่างหาก เพื่อให้การฝึกทหารใหม่เป็นไปตามหลักสูตรและมาตรฐานของการฝึกทหารพรานจู่โจม ไม่ใช่ฝึกแบบเอาแต่ใจตัวเองอย่างที่ผู้กองกรันณ์เคยทำ มีอย่างที่ไหนจะให้อาสาสมัครทหารพรานฝึกแบบซีล

                “ไม่มีใจจะฝึกหรอคะ ทำไมล่ะคะ” อดถามไม่ได้ทั้งๆ ที่เธอก็พอจะรู้อยู่แล้วว่าทำไม

                “นางไม้ไม่รักครับ เลยไม่มีกำลังใจ” แกล้งแหย่เล่นๆ แต่นางไม้ที่เขาพูดถึงนี่สิกลับทำหน้าสลดก่อนจะเดินหงอยๆ กับไปที่เต้นท์พยาบาล

                “เมื่อวานเห็นตากแดดกัน กลัวว่าจะร้อนวันนี้เลยใจดีเปลี่ยนที่ฝึกให้ เย็นมั้ย!!!” เสียงหัวหน้าครูฝึกอย่างผู้กองกรันณ์ร้องขึ้นถามทหารใหม่ทั้งชายและหญิงที่ตอนนี้ยืนอยู่ในคูน้ำเล็กๆ ที่ขุดแยกออกมาจากลำธาร ระดับความลึกประมาณหัวเข่า แต่เพราะเป็นคูน้ำที่น่าจะขุดเอาไว้ใช้สำหรับการฝึกอยู่แล้ว เมื่อมีคนจำนวนมากลงไปจากน้ำใสๆ ก็พลันขุ่นเป็นน้ำโคลนกระเด็นเปื้อนเสื้อผ้าจนชุดทหารสีดำเริ่มเปลี่ยนเป็นสีโคลนแล้ว

                “ถ้ายังไม่เย็นพอ ก็นอนลงไป!!!” สิ้นเสียงของเขา ครูฝึกคนอื่นๆ ที่ยืนควบคุมการฝึกอยู่รอบๆ ก็สั่งให้ทหารใหม่ทุกนายลงนอนแช่ไปกับโคลนทันที แช่อย่างเดียวไม่พอ ยังมีการสั่งให้นอนกลิ้งในน้ำโคลนด้วยอีก ส่วนอาสาสมัครทหารพรานหญิงที่ลงไปในโคลนแล้วถูกสั่งให้ขึ้นจากคูน้ำไปตั้งแถวรวมก่อนจะให้นอนกลิ้งไปกับพื้นดินลูกรังสีแดง จนตอนนี้จากชุดทหารสีโคลนพลันเปลี่ยนเป็นสีแดงอิฐเรียบร้อยแล้ว

                “ยังอยากเป็นอยู่มั้ยทหารพรานหญิง” ผู้พันหันมาถามน้องสาวที่ออกมาดูแลความปลอดภัยของทหารใหม่ทุกคนด้วยความเป็นห่วง นี่ขนาดว่าไม่โหดแล้วนะ คนที่เป็นหมอเคร่งในความสะอาดเลยอดทำหน้าเจื๋อนๆ ไม่ได้ ยิ่งตอนนี้ตันหยงถูกทำโทษอยู่ การดูแลอาสาสมัครทหารพรานหญิงอย่างใกล้ชิดจึงเป็นหน้าที่ของเธอด้วย

                “แก้มอยากเข้มแข็งให้ได้อย่างทหารพรานหญิงจังเลยค่ะ เคยเห็นแต่ในทีวี สวยๆ กันทั้งนั้น ไม่คิดเลยว่าก่อนที่จะมาเป็นทหารพรานหญิงได้มันลำบากแล้วก็ฝึกหนักแค่ไหน สมแล้วนะคะกับคำว่าดอกไม้เหล็ก ทั้งสวยแล้วก็แกร่ง จับปืนผาหน้าไม้ได้อย่างคล่องแคล่วไม่ต่างกับผู้ชายเลย”

                “นี่แค่ช่วงเตรียมพร้อมพื้นฐาน ก่อนหน้านี้ทุกคนเรียนรู้ศิลปะการป้องกันตัวและการใช้อาวุธระดับหนึ่งมาจากที่กรมฯ แล้ว ช่วงแรกๆ ของการฝึกที่นี่จะเป็นการปรับตัวให้เข้ากับพื้นที่แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้เป็นต้นจะเป็นการฝึกแบบเต็มรูปแบบทั้งการใช้อาวุธต่างๆ การซุ่มโจมตี การออกเดินลาดตระเวน รับรองเลยว่ามันแน่ๆ”

                “ขอให้ทุกคนปลอดภัยก็พอค่ะ” เธอบอก เพราะตลอดการฝึกหลายวันที่ผ่านมานับตั้งแต่วันแรกก็มีคนป่วยและบาดเจ็บกันทุกวัน แต่ก็ไม่ได้เป็นอันตรายอะไรมาก เมื่ออาการดีขึ้นแล้วแต่ละคนก็กลับไปฝึกกันใหม่อย่างเข้มแข็งและกล้าหาญสมกับเป็นทหารจริงๆ

                “แล้วนี่คุยกับมันรึยัง” ผู้พันคีรินทร์ถามอีกพลางบุ้ยหน้าไปทางผู้กองกรันณ์ที่ตอนนี้เขาสั่งอาสาสมัครทหารพรานชายขึ้นจากคูน้ำไปทำท่าปักฉมวกกัน ซึ่งมองเผินๆ ก็เหมือนกับเป็นการซ่อมลงโทษ แต่จุดประสงค์จริงๆ ของการทำท่านี้ก็เพื่อทำให้กล้ามเนื้อคอแข็งแรง เป็นผลดีเมื่อต้องแบกอาวุธหรือสัมภาระต่างๆ

                “เหมือนเขาพยายามหลบแก้ม” ราชาวดีว่าเสียงหงอยๆ เมื่อคืนก็ร้องไห้เพราะสงสารและเป็นห่วงเขาแทบตาย แต่พอตอนเช้าเขาออกมาฝึกทหารก็เอาแต่ตะโกนปาวๆๆ แล้วก็ไม่เปิดโอกาสให้เธอเข้าใกล้อีก ขนาดตอนกินข้าวเช้ายังไปกินกับพวกลูกน้องจนตอนนี้เป็นเธอเองเริ่มจะเป็นฝ่ายน้อยใจแล้ว

                “แล้วจะแคร์ทำไม เรื่องของหัวใจมันบังคับกันไม่ได้ แค่แก้มไม่ได้รักมันแก้มไม่ได้ผิดอะไรนี่”

                นั่นสิ...เธอไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ทำไมพอเอาเข้าจริงๆ เธอถึงได้รู้สึกผิดมากมายแบบนี้ด้วยก็ไม่รู้ เธอไม่ชอบแบบนี้เลย เธออยากนั่งกินข้าวด้วยกันกับเขาเหมือนทุกวัน ฟังเขาเล่าเรื่องตอนเรียนทหารและฝึกทหาร มองรอยยิ้มของเขา ถ้าเธอได้พูดคำว่า ขอโทษ ออกมาก็คงจะช่วยทำให้รู้สึกดีกว่านี้

                “แก้มว่าแก้มไปดูสาวๆ ต่อดีกว่า” ยิ่งพูดเธอก็ยิ่งรู้สึกผิดจึงได้เดินตามไปดูแลอาสาสมัครทหารพรานหญิงแทน ถ้าเขาจะทำตัวให้ดูยุ่งด้วยการฝึกทหารใหม่ เธอก็จะทำตัวให้ยุ่งด้วยการดูแลสุขภาพให้ทุกๆ คนแทน ก็เขาเลือกที่จะหลบเธอก่อนเองนี่ เขาก็รู้ทั้งรู้ว่าเธออยากคุยด้วย แต่ถ้าเขาไม่อยากคุยเธอก็จะไม่คุยกับเขาเหมือนกัน

 

                ถึงแม้จะทำเป็นยุ่งและหลบหน้า แต่ผู้กองกรันณ์ก็ยังคงแอบมองน้องนางไม้ของเขาอยู่บ่อยๆ ยิ่งเห็นว่าเธอทำท่าอยากจะเข้ามาพูดคุยกับเขาเขาก็ยิ่งรู้สึกดี ผู้หมวดนทีบอกกับเขาว่าน้องนางไม้รู้สึกผิดมากที่พูดกับตันหยงแบบนั้นเรื่องที่เธอไม่ได้รักเขาจนเขาอดคิดเข้าข้างตัวเองไม่ได้ว่าถ้าไม่ได้รักเขาจริงๆ แล้วน้องนางไม้จะรู้สึกผิดทำไมกัน ดังนั้นวันนี้เขาก็เลยทำเป็นไม่สนใจเธอเสียเลย ดูซิว่าเธอจะง้อเขายังไง

                “คุณแก้มล่ะครับผู้พัน” เขาเดินเข้ามาถามหาถึงที่บ้านพักในช่วงเย็นหลังการฝึกซ้อม ผู้พันคีรินทร์ที่เพิ่งกลับจากอาบน้ำที่ริมลำธารหน้าบ้านจึงบุ้ยไปทางน้องสาวตนซึ่งกำลังถือหนังสือเดินกลับไปกลับมาอยู่ข้างหลังบ้าน สีหน้าเหมือนคนอึดอัดและดูหน่ายๆ อย่างที่เขาไม่เคยเห็น

                “กำลังลงแดงหนัก”

                “ลงแดง!” ผู้กองหนุ่มทวนขณะหันไปมองน้องนางไม้อีกครั้งอย่างสงสัยว่าเธอจะลงแดงอะไร ในหัวคิดถึงแต่เรื่องยาเสพติด แต่ก็คิดว่าไม่น่าจะใช่แน่นอน

                “แกอยู่ป่ามานานเลยติดการนอนในป่ากลางแจ้งมากกว่านอนบนบ้าน นั่นก็เหมือนกัน” ผู้พันคีรินทร์บุ้ยหน้าไปทางน้องสาวอีก

                “อยู่ป่ามานานหาหนังสืออ่านยากเลยลงแดง อย่างเล่มที่ถืออยู่นั่นก็อ่านซ้ำจนจำได้หมดทุกหน้าแล้วมั้ง”

                เกิดมาก็เพิ่งจะเคยได้ยินนี่แหละ ลงแดงเพราะไม่ได้อ่านหนังสือ เขาไม่แปลกใจเลยที่เธอเป็นหมอเก่งขนาดนี้ แล้วดูหนังสือที่เธอถือสิ ตำราการแพทย์ภาษาอังกฤษปกแข็งเล่มหนาขนาดที่ว่าหากเอามาตบหน้าเขาแรงๆ เขาคงสลบเป็นแน่ นี่หรอหนังสืออ่านเล่นของเธอ

                “แล้วว่าแต่แกมาที่นี่ทำไม งอนกันอยู่ไม่ใช่หรอ” พอถูกผู้พันถาม เขาก็ชักสีหน้าเซ็งๆ ออกมา

                “ผมรอให้คุณแก้มมาง้ออยู่ แต่ก็ไม่เห็นมาซักที”

                “อ้าว เมื่อเช้าเห็นยัยแก้มทำท่าจะเดินเข้าไปหาแกตั้งหลายรอบนี่”

                “มันก็ต้องเล่นตัวกันหน่อยสิผู้พัน สาวสวยมาง้อทั้งที แต่ว่าทำไมจู่ๆ คุณแก้มเธอถึงเปลี่ยนใจเลิกง้อผมแล้วมาสนใจหนังสือมากกว่าผมกัน ผู้พันช่วยผมคิดหน่อยสิว่าผมควรจะทำยังไงดี”

                ได้ฟังแล้วผู้พันคีรินทร์ก็นึกอยากจะสั่งให้มันไปปักฉมวกนัก ให้เลือดไหลลงหัวมันซะบ้างมันจะได้คิดได้ว่าไม่น่าจะมาถามอะไรเขาแบบนี้ อยากจีบน้องสาวเขาแล้วยังมีหน้ามาให้พี่ชายเขาช่วยอีก อัฐยายซื้อขนมยายชัดๆ

                “ทำไมฉันต้องช่วยแก”

                “อ้าวพี่ภู” เขาไม่เรียกยศแล้ว เวลานี้ไม่ใช่เวลาของผู้บังคับบัญชากับผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา แต่เป็นมันเป็นเวลาของรุ่นพี่กับรุ่นน้องเลือดทหารเหมือนกัน “เราเป็นพี่น้องกันมานาน เคยฝึกเคยรบด้วยกันมาก็เยอะ เรื่องแค่นี้ก็ช่วยน้องชายหน่อยไม่ได้หรอพี่”

                พอได้ยินแบบนี้ผู้พันคีรินทร์ก็ของขึ้นทันที หนอย...

                “ไปปักฉมวกจนกว่าฉันจะพอใจ!” อ้าว ขอให้ช่วยแล้วทำไมมาสั่งลงโทษเขากัน

                “พี่ภู...”

                “กูไม่ใช่พี่มึง กูเป็นนายมึง กูสั่งมึงต้องทำ ปักฉมวกท่าเริ่มต้น เตรียม!!!

                “ปักฉมวกท่าเริ่มต้น เตรียม!!!

                “ปฏิบัติ!!!” สิ้นเสียงผู้พัน ผู้กองกรันณ์ก็เลยได้แต่ชักสีหน้าใส่ก่อนจะก้มโค้งเอาศีรษะยันกับพื้นดินและเอามือไขว้หลังเอาไว้ ผู้พันคีรินทร์มองแล้วก็ยิ้มเยาะใส่

                “จะจีบน้องสาวเขายังไม่มีปัญญา แล้วยังมีหน้ามาขอให้พี่ชายเขาช่วยอีก เรียนทหารมาก็เยอะ หลักสูตรรบพิเศษก็ผ่านมาหมดแล้ว แค่จีบผู้หญิงคนเดียวยังทำไม่ได้ชาตินี้มึงก็ไม่ต้องมีเมีย!!!” โดนว่าแบบนี้แล้วเจ็บจี๊ดขึ้นมาทันที คนที่ปักฉมวกจนเลือดไหลลงหัวหน้าดำหน้าแดงตอนนี้เลยเพิ่งจะคิดได้ ใช่ เขาควรพยายามด้วยตัวเอง ไม่ใช่มาขอให้คนอื่นช่วย ฝึกการรบพิเศษเขายังผ่านมาได้เลย แล้วทำไมหัวใจของน้องนางไม้เขาถึงจะคว้าเอามาไม่ได้กัน

                ราชาวดีได้ยินเสียงผู้เป็นพี่ชายสั่งลงโทษชายหนุ่มก็รีบวิ่งเข้ามาหาคนทั้งคู่ทันทีอย่างสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมเขาถึงถูกลงโทษแบบนี้ วันนี้ก็เห็นอาสาสมัครทหารพรานชายทำท่านี้กันอยู่ได้ตั้งนาน แล้วทำไมพอตอนเย็นคนที่สั่งให้พวกเขาทำกลับต้องมาทำเองเสียล่ะ

                “มีเรื่องอะไรกันหรอคะพี่ภู” มองหน้าพี่ชายที ผู้กองหนุ่มที แต่อีกใจก็อดเป็นห่วงเขาไม่ได้ที่เขาถูกทำโทษอยู่อย่างนี้ ตอนนี้หน้าเขาแดงไปหมดแล้วเพราะเลือดไหลลงมาที่ศีรษะ แต่สีหน้าคนที่ถูกลงโทษกลับดูไม่ทรมานเลยแม้แต่น้อย

                “ไม่มีอะไร แค่รำลึกความหลังตอนฝึกทหารใหม่ๆ ให้มันก็เท่านั้น”

                “แต่ว่าเขาจะไม่เป็นอะไรหรอคะ” ถ้าทำในช่วงระยะเวลาที่พอเหมาะก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ถ้าต้องทำนานๆ จนเกินกว่าเหตุมันอาจจะเป็นอันตรายเอาได้ง่ายๆ

                “ไม่ต้องห่วงหรอก คนที่ฝึกการรบพิเศษมาเยอะแบบมันของแค่นี้ไม่ระคายผิวง่ายๆ หรอก เฝ้ามันเอาไว้ดีๆ นะ ถ้ามันอู้พี่จะสั่งให้มันปักฉวกทั้งคืน”

                “แล้วเขาต้องทำนานแค่ไหนคะ”

                “จนกว่าพี่จะแต่งตัวเสร็จ” ว่าจบ ผู้พันคีรินทร์ที่ยังอยู่ในชุดผ้าขนหนูผืนเดียวก็เดินผิวปากขึ้นบ้านไปอย่างสบายใจ แต่คนที่เฝ้าคนถูกลงโทษนี่สิกลับกังวลใจยิ่งนัก นี่พวกเขามาเล่นบ้าๆ อะไรกันแบบนี้

                ผู้พันนะผู้พัน ถ้าจะช่วยเขาก็ช่วยแบบดีๆ หน่อยไม่ได้หรอ ผู้กองกรันณ์คิดอย่างเคืองๆ เมื่อรู้ทันว่าที่เขาถูกสั่งลงโทษแบบนี้น่ะ ความจริงแล้วมันเป็นการยื่นมือเข้ามาช่วยเขาตามแบบวิธีของผู้พันต่างหาก สั่งทำโทษเขาเพื่อที่ว่าเขาจะได้เดินหนีน้องนางไม้แบบเมื่อเช้านี้อีกไม่ได้ แล้วก็ให้น้องนางไม้มาอยู่เฝ้าเขาเพื่อเปิดโอกาสให้ได้คุยกัน แต่...ผู้พันแน่ใจหรอว่าจะให้เขาง้อสาวด้วยท่านี้จริงๆ หัวปักพื้นก้นโด่งแบบนี้เนี่ยนะ ไม่เท่ไม่โรแมนติกเอาซะเลย

                “ยังปักฉมวกอยู่มั้ย” เสียงคนในบ้านดังมาถามอีก

                “ยังอยู่ครับ!!!” เขาร้องตอบ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนที่ถามตอนนี้กำลังกลั้นหัวเราะอยู่แทบตาย ส่วนคนที่มีหน้าที่เฝ้าก็ได้แต่ยืนกอดหนังสือมองซ้ายที ขวาทีอย่างทำตัวไม่ถูก

                “เล่นอะไรของพวกคุณกัน” เธออดถามขึ้นมาอีกไม่ได้ “คุณทำอะไรผิดพี่ภูถึงสั่งทำโทษแบบนี้” ราชาวดีเข้าไปนั่งกอดเข่าอยู่ข้างๆ เขา

                “...เมื่อเช้าผมหลบหน้าน้องนางไม้ ผู้พันเลยสั่งลงโทษ”

                “อ๋อ งั้นก็สมน้ำหน้า น่าจะปักฉมวกทั้งคืนเลยนะแบบนี้”

                “โธ่ คุณแก้มไม่ห่วงผมหรอครับ”

                “ห่วงสิ พอรู้ว่าคุณเสียใจเรื่องอะไรเมื่อวานนี้ฉันก็เป็นห่วงคุณมากจนอยากจะพูดด้วย แต่คุณก็เอาแต่หลบหน้า ตอนนี้ฉันไม่ห่วงคุณแล้วล่ะ เดี๋ยวจะไปบอกให้พี่ภูลงโทษคุณให้หนักกว่านี้ เอาอะไรดีล่ะ ปักฉมวกยังน้อยไป เอาเป็นหัวปักพื้นละกันท่าจะดี” เธอเอามือลูบคางพลางพยักหน้าอย่างเห็นดีกับความคิดนี้ของตัวเอง

                “ผมผิดไปแล้ว สงสารผมเถอะนะ ผมยอมแล้ว”

                “ยอมง่ายๆ แบบนี้ไม่สมกับเป็นทหารเลย”

                “ก็ยอมให้แค่คุณแก้มคนเดียวเท่านั้นนี่ ยอมสยบให้คุณแก้มคนเดียวเลยนะ”

                “ฉันยังไม่เห็นใจคุณหรอก”

                “งั้น...งั้นเดี๋ยวไถ่โทษด้วยการพาไปหาหนังสืออ่านเลยเอ้า!” แล้วข้อเสนอนี้ของเขาก็ทำให้ราชาวดีถึงกับหูผึ่งขึ้นมาทันที

                “ตอนเข้าเมืองไปคราวก่อนผมเจอร้านหนังสือเก่าอยู่ร้านหนึ่ง ร้านใหญ่มาก มีหนังสือหลายประเภททั้งมือหนึ่งแล้วก็มือสอง แทบจะเรียกว่าโกดังหนังสือเลยก็ว่าได้ เดี๋ยวพอฝึกทหารที่นี่เสร็จทุกคนก็จะไปร่วมพิธีปิดกันที่กรมฯ ในฐานะแพทย์ที่คอยดูแลทุกคนคุณแก้มก็ต้องไปด้วย พอเสร็จจากงานตรงนี้ผมจะพาคุณแก้มไปร้านหนังสือที่ว่านี้เลยนะ”

                “ให้พี่ภูพาไปก็ได้” คนลงแดงเพราะไม่ได้อ่านหนังสือใหม่ๆ ว่า

                “ผู้พันไม่รู้จักร้านนี้หรอก ผมไปเจอมาโดยบังเอิญ”

                “...อย่าทำเหมือนฉันเป็นเด็กๆ ต้องเอาขนมมาล่อนะ”

                “งั้นผมไปคนเดียวก็ได้ ลุงเจ้าของร้านแกมีลูกเป็นหมอด้วย หนังสือทางการแพทย์ต้องมีบ้างล่ะ เฮ้อ! น่าเสียดายแทนคนชอบอ่านหนังสือจัง พลาดซะละ กะว่าพอได้หนังสือดีๆ แล้วจะพาไปหาร้านกาแฟ วิวสวยๆ นั่งอ่านหนังสือด้วยกันซักหน่อย น่าเสียดายจริงๆ เลย” เขาทำเสียงเสียดายจริงๆ โดยที่ไม่รู้ว่าตอนนี้ใจของราชาวดีไปอยู่ที่ร้านหนังสือที่เขาว่าแล้ว

                “คะ...คุณพูดจริงๆ นะ” ปลากินเหยื่อ สำเร็จ!!! ก็ถ้าเธอจะรักการอ่านหนังสือขนาดนี้เขาก็ต้องเอาเรื่องนี้มาล่อล่ะ รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้งยังไงก็ชนะ คำพูดนี้เห็นทีจะยังใช้การได้ดีอยู่

                “ทหารไม่โกหกหรอก ทีนี้คุณแก้มจะหายโกรธผมได้รึยังครับ” หลอกล่อเสร็จก็เตรียมตะปบได้เลย ไม่เสียแรงที่เรียนทหารมา

                “ไม่ได้”

                “อ้าว” หรือว่าจะมีอะไรผิดพลาดกัน เขาคิด

                “ฉันไม่ได้โกรธคุณซักหน่อยแล้วจะเอาอะไรมาหายโกรธล่ะ” ว่าไงนะ!!!

                “ขอโทษนะคะ” ไม่เพียงแต่ไม่โกรธ แต่เธอยังมาขอโทษเขาอีกหรอ ชักจะรู้สึกว่าแผนอ้อนขอโทษเธอของเขามันกำลังจะเสียเปล่าซะแล้วสิ

                “ฉันขอโทษที่พูดแบบนั้น ที่บอกว่าไม่ได้รักคุณน่ะ ฉันยอมรับว่ายังลืมพี่หมอไม่ได้แล้วถ้าฉันจะรักคุณตอนนี้ฉันก็กลายเป็นผู้หญิงสองใจสิ ถ้าคุณบอกว่าจะรอ งั้นก็รอให้หัวใจของฉันมันว่างเปล่าก่อนเถอะนะ ฉันจะได้รักคุณด้วยหัวใจที่สะอาดบริสุทธิ์และมีแค่คุณคนเดียวไง”

                “ผมมีอะไรสู้มันไม่ได้”

                “เวลาไง” เธอตอบ “ฉันรักพี่หมอมาหลายปี ถึงจะตัดใจได้แต่มันก็ลืมกันไม่ได้ง่ายๆ แต่ฉันก็เชื่อนะว่าซักวันฉันจะลืมเขาได้ เมื่อก่อนตอนมาที่นี่ใหม่ๆ แม้แต่ตอนนอนฉันก็ยังฝันถึงเขา แต่พักหลังๆ มานี้ฉันไม่ได้ฝันถึงเขาอีกแล้ว เวลาที่คิดถึงก็แทบจะไม่มี นี่ก็สองเดือนแล้วเขาคงจะแต่งงานตามที่บอกแล้วล่ะมั้ง”

                ผู้กองกรันณ์รู้สึกได้ถึงน้ำเสียงที่ขมขื่นของเธอ เขาเข้าใจว่าการที่เธอเคยรักมันมากๆ มันคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะลืม แต่เล่นมาพูดว่ารักมัน ฝันถึงมันให้เขาฟังแบบนี้เธอไม่คิดว่าเขาจะน้อยใจรึยังไงกัน

                “ดีเนาะ ขนาดไม่ได้อยู่ใกล้ๆ กันคุณยังฝันถึงมันได้ แต่ผมสิ ได้ใกล้ชิดขนาดนี้อย่าว่าแต่ในฝันเลย จะอยู่ในสายตารึเปล่าก็ไม่รู้” เขาว่า แต่ราชาวดีกลับหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาเพราะจริงๆ แล้วที่เธอเลิกฝันถึงพี่หมอไตรทศก็เพราะว่าเธอฝันถึงเขาแทนนี่แหละ ไม่ว่าจะหลับตาลงคราวใดก็เห็นแต่หน้าของเขาตลอดจนอดคิดไม่ได้ว่าเธอคงจะอยู่ใกล้เขามากเกินไป

                “คุณน้อยใจหรอ”

                “น้อยใจสิ เล่นมาบอกว่ารักคนอื่นต่อหน้าผมแบบนี้”

                “งั้น...ไว้เข้าเมืองก่อนแล้วฉันจะพาไปเลี้ยงอะไรอร่อยๆ โอ๋คนน้อยใจดีมั้ยคะ กินอะไรดีล่ะ เนื้อย่าง ไอศกรีม เค้กฝอยทองดีมั้ยคะ”

                เธอรู้จักของโปรดของเขาด้วย...

                “ว่าไง จะไปมั้ย”

                “ไปครับ”

                “งั้นเลิกน้อยใจนะ”

                “...”

                “เอ๊ะหรือไม่ไปดี”

                “โธ่ ไปสิครับ เลิกน้อยใจแล้วก็ได้” เขายิ้มแป้นเมื่อถูกน้องนางไม้ใช้แผนเดียวกับที่เขาใช้กับเธอมาล่อ แต่ที่ว่าอยากไปน่ะ เขาอยากไปเพราะว่าจะได้อยู่ใกล้ๆ เธอต่างหาก ไปกินอะไรอร่อยๆ ด้วยกัน จากนั้นก็ไปหาหนังสือดีๆ แล้วเอาไปอ่านที่ร้านกาแฟวิวสวยๆ แบบนี้มันออกเดทชัดๆ ไม่ไปก็โง่สุดๆ แล้ว

                “ทำไมวันนี้พี่ภูแต่งตัวนานจัง” ราชาวดีอดสงสัยไม่ได้ ปกติพี่ชายของเธอเป็นคนทำอะไรรวดเร็วเสมอตามแบบทหารที่ฝึกมาในเรื่องความคล่องแคล่วว่องไว แล้วทำไมวันนี้ดูอืดๆ นัก มีเพียงแค่คนที่ปักฉมวกอยู่เท่านั้นที่รู้ว่าทำไม ผู้พันนะผู้พัน ทำไมต้องมาให้เขาปักฉมวกง้อสาวด้วย ให้ตายเถอะ!

********************************************************************************************************

ตอนหน้าพี่หมอจะตามมาทวงเอาน้องนางไม้คืน 

มาคอยลุ้นและเอาใจช่วยกันนะคะว่าน้องนางไม้จะเลือกใคร 

ระหว่างคนที่รักมากแต่ทิ้งให้ตาย กับอีกคนที่มาเข้ามาเป็นลมหายใจให้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 430 ครั้ง

2,198 ความคิดเห็น

  1. #1109 Jellydolphin (@Jellydolphin) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2562 / 08:34
    เห็นใจทั้งคนรอทั้งคนยังไม่รัก แต่อย่าเห็นผู้พันเป็นเหมือนของตายเชียวนะ
    #1109
    0
  2. #705 mommoo06051958 (@mommoo06051958) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2562 / 01:23

    รักผู้พันซะแล้ว...

    #705
    0
  3. #485 น้ามมม (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2562 / 11:37

    ง้อแบบนี้ก็ต้องใจอ่อนสิคะ

    #485
    0