ป้องรัก ห่มใจ

ตอนที่ 82 : ทหารพ่อลูกอ่อน (ตอนพิเศษ 10)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 14,020
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 429 ครั้ง
    5 ก.ค. 62

82.ทหารพ่อลูกอ่อน

 

                ลมทะเลเย็นๆ ที่พัดขึ้นมายังชายฝั่งทำให้อากาศเย็นสบายและสดชื่น นกทะเลโผบินไปมาทำให้แฝดน้อยทั้งสองที่นั่งอยู่บนรถเข็นเด็กแฝดคันสีดำแดงหันไปมองตามอย่างสนใจก่อนที่จะส่งเสียงใสๆ ร้องและชี้มือตามอย่างตื่นเต้น ผู้เป็นพ่อที่เข็นรถอยู่เลยเข้ามานั่งลงข้างรถเข็นพลางชี้ชวนให้ลูกน้อยทั้งสองของตนดูนก บอกลูกว่านั่นนกอะไร เรือรบลำที่จอดอยู่นั้นชื่อว่าเรืออะไรราวกับแฝดน้อยจะรู้เรื่องไปกับเขาด้วย แต่ถึงลูกจะไม่รู้เรื่องกันแต่คนเป็นพ่อก็มีความสุขนักที่ได้ใช้เวลาอยู่กับลูกแบบนี้ หรือที่เขาบอกกับน้องนางไม้ของเขาว่าวันนี้เขากับลูกจะใช้ชีวิตตามประสาหนุ่มๆ เมื่อเธอต้องไปผ่าตัดคนไข้ด่วนตามที่อรอุมาโทรมาขอให้ช่วยเมื่อคืนนี้

                เมื่อเช้านี้ตอนที่เขาขับรถไปส่งเธอที่โรงพยาบาลเอกชนในจังหวัดชลบุรี อรอุมา หมอสาวรุ่นพี่ของน้องนางไม้ก็นั่งรถเข็นขาใส่เฝือกเข้ามารับถึงที่ด้านหน้าโรงพยาบาล ดูท่าจะดีใจเสียเหลือเกินที่ได้น้องนางไม้ของเขาไปช่วยงาน จากนั้นอรอุมาก็ขอโทษขอโพยเขายกใหญ่ที่มารบกวนเวลาพักผ่อนของครอบครัวแบบนี้พร้อมกับรับปากว่าจะดูแลน้องนางไม้ของเขาให้ดีที่สุดและจะรีบคืนเธอให้กับเขาและลูกแฝดทันทีที่ผ่าตัดเสร็จ จากนั้นแฝดน้อยก็ได้ขนมนมเนยกับของเล่นอีกมากมายแทนคำขอโทษจากป้าหมอ เขาและลูกน้อยยืนส่งน้องนางไม้จนเธอเดินลับหายเข้าไปในห้องผ่าตัดอย่างหงอยๆ กิจกรรมบนเตียงเมื่อคืนนี้ใช่ว่าจะทำให้เธอหลงเขาเพียงฝ่ายเดียว แต่มันก็ทำให้เขาหลงและติดเธอหนักมากเช่นกัน นี่เขายังอยากกอด อยากหอมเธออีกอยู่เลย คืนนี้ต้องจัดอีกชุดใหญ่ให้ได้

                “ต๊า!!! ปู้ๆๆๆ” เสียงแฝดน้อยร้องออกมาขณะมองดูนกที่บินลงมาใกล้ๆ และเดินเตาะแตะอยู่กับพื้น ดวงตาแป๋วๆ เบิกกว้างอย่างน่ารักน่าเอ็นดูจนคนเป็นพ่ออดใจไม่ไหวต้องก้มลงมาหอมลูกน้อยทั้งสองอีกฟอดใหญ่

                “ปูที่ไหน นั่นมันนก”

                “ปู้ๆๆ”

                “ก็บอกว่านกไงครับ”

                “แอ๊!!! แหะๆๆ” แล้วก็ส่งเสียงหัวเราะกันออกมา จะนกหรือปูเด็กในวัยนี้ก็ไม่รู้จักซักอย่างหรอก

                เพราะว่าจะได้มาเที่ยวกับคุณพ่อ เมื่อเช้านี้แม่แก้มเลยแต่งชุดกะลาสีพร้อมกับใส่หมวกให้แฝดน้อยทั้งสอง ซีลน้อยแต่งชุดกะลาสีเสื้อคอซองแบบทหารเรือสีขาว ส่วนเรนเจอร์ก็แต่งชุดแบบเดียวกันแต่เป็นชุดสีกรมท่า ทหารเรือตัวน้อยทั้งสองเลยยิ่งน่ารักและน่าเอ็นดูสำหรับผู้ที่พบเห็น โดยเฉพาะเมื่อมีคุณพ่อรูปหล่อกล้ามโตคอยเข็นรถให้ ผู้พันกรันณ์แต่งกายด้วยกางเกงขาสั้นสีดำ สวมเสื้อกล้ามสีดำและสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวพิมพ์ลายสีฟ้าทับ ยามเมื่อลมทะเลพัดเข้ามาปะทะตัวจนเสื้อเชิ้ตพลิ้วจะสามารถเห็นมัดกล้ามชวนน่าหลงใหลของเขาได้อย่างชัดเจน รอยแผลเป็นที่ได้จากการสู้รบมานับครั้งไม่ถ้วนทำให้ชายหนุ่มดูหล่อเหลาแบบดิบๆ ทำเอาสาวๆ ที่ได้พบเห็นมองกันตาพราวเลยทีเดียว ยิ่งยามเมื่อชายหนุ่มสวมแว่นตากันแดดก็ยิ่งทำให้เขาดูเท่เข้าไปใหญ่จนสาวๆ ที่แอบมองอยากจะเดินเข้ามาจีบเขาเองเสียด้วยซ้ำ หากไม่ติดว่าเขามีลูกน้อยมาด้วย มีลูกงั้นก็แปลว่ามีเมีย แต่...เมียไม่อยู่แฮะ เอ๊ะ! หรือว่าจะเป็นคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวกัน

                “กินดีๆ ลูก อย่าเพิ่งเล่นกัน” คนที่มัวแต่สนใจลูกเลยไม่รู้ว่าตนกำลังถูกสาวๆ จ้องมองพูดขึ้นเมื่อสองแฝดน้อยกำลังเล่นกันจนไม่สนใจขวดนมที่เขากำลังป้อน

                “พ่อรันรู้ว่าไม่ชอบกินนมจากขวด ไว้แม่แก้มกลับมาแล้วค่อยหม่ำๆ นมจากอกแม่แก้มนะ” เมื่อคืนนี้พ่อก็กินไปตั้งเยอะ อร่อยมากๆ เลยล่ะ เขาแอบต่อเองในใจแล้วก็ยิ้มออกมาเมื่อยามนึกถึงความแซ่บของเมียตัวเอง คิดถึงเป็นบ้าเลยตอนนี้

                “ฝาแฝดหรอคะ” ผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาถามขณะที่ผู้พันกรันณ์กำลังนั่งป้อนนมลูกอยู่ใต้ร่มไม้ริมทะเลของฐานทัพเรือ ผู้พันหนุ่มจึงหันมาพยักหน้าตอบหญิงคนนี้ ซึ่งดูๆ แล้วอายุน่าจะมากกว่าเขาไม่กี่ปี

                “ครับ ฝาแฝด”

                “น่าเอ็นดูจังเลยพ่อคุณ หน้าเหมือนพ่ออย่างกับแกะ วัยกำลังน่ารักน่าชังเลย” มีคนมาชมลูกแบบนี้ไม่ว่าพ่อคนไหนก็ต้องปลื้มทั้งนั้นแหละ

                “เก่งจังเลยนะคะ ถึงจะเป็นคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวแต่ก็เลี้ยงลูกได้เป็นอย่างดี ลูกผัวหน้าตาดีแบบนี้ผู้หญิงไม่น่าใจร้ายทิ้งไปเลยนะคะ”

                หืม...ว่าไงนะ! เขาเนี่ยนะคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว เขาเนี่ยนะถูกเมียทิ้ง!!! ป้าคนนี้เข้าใจอะไรผิดไปรึเปล่าล่ะเนี่ย

                “เออ เมียผมไม่ได้ทิ้งครับ เธอแค่ไปทำงาน”

                “อ้าวหรอคะ ขอโทษค่ะฉันเข้าใจผิด” พอขอโทษแล้วหญิงคนนี้ก็เดินจากไปทันที แต่ก็ยังหันไปพูดกับเพื่อนๆ ของตนด้วยอีกว่า

                “เมียไม่ได้ทิ้งล่ะแต่เมียไปทำงาน ผู้ชายอะไรหน้าตาก็ดี หน่วยก้านก็ดีไม่น่าเกาะเมียกินให้เมียทำงานหาเลี้ยงแบบนี้เลย ตอนแรกฉันก็สงสารเขานึกว่าเป็นคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวถูกเมียทิ้ง เฮอะ! ตอนนี้ฉันล่ะสงสารเมียของเขามากกว่า ทำงานตัวคนเดียวเลี้ยงทั้งลูก เลี้ยงทั้งผัว”

                “อ้าวยัยป้านี่!” ผู้พันกรันณ์ว่าขึ้นอย่างหงุดหงิด นี่ถ้าไม่เห็นว่าเป็นผู้หญิงนี่พ่อจะซัดให้หน้าแหกจนหาทางกลับบ้านไม่ถูกเลย เลี้ยงลูกคนเดียวก็หาว่าเขาถูกเมียทิ้ง แต่พออธิบายว่าเมียไปทำงานก็มาว่าเขาเกาะเมียกินอีก จะเอายังไงกันแน่วะ ชายชาติทหารอย่างเขาแมนพอ ไม่มีวันยอมให้ผู้หญิงมาเลี้ยงหรอกเว้ย ยิ่งเป็นเมียเขายิ่งไม่ยอมให้เธอมาเลี้ยงหรอก ลูกกับเมียของเขา เขามีปัญญาเลี้ยงอยู่แล้ว แล้วก็เลี้ยงได้ดีมากด้วย

                “ดูซิ โดนเข้าใจผิดเลย” เขาหันมาว่ากับแฝดน้อย สองแฝดก็เลยยิ้มแป้นอย่างไม่รู้ไม่ชี้ก่อนจะดูดนมกันต่ออย่างสบายใจเฉิบ แต่คนเป็นพ่อนี่สิได้แต่มองรอบๆ ตัวอย่างระแวงเมื่อรู้สึกว่ามีนักท่องเที่ยวหลายๆ คนกำลังมองเขาอยู่ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวสาวๆ มองเขาแล้วยิ้มอย่างเขินๆ อายๆ นี่เขาก็ไม่ได้อะไรหรอก แต่คนที่มองเขาอย่างเห็นใจนี่สิมันหมายความว่ายังไงกัน

                “คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว สงสัยถูกเมียทิ้งแหละเธอ”

                “ลูกก็น่ารัก พ่อก็หล่อขนาดนี้เมียไม่น่าทิ้งเลยนะ”

                “ได้ยินป้าคนที่เข้าไปคุยกับเขาพูดว่าเขาเกาะเมียกินแหละ เมียเขาไปทำงาน”

                “ต๊ายจริงหรอเธอ หน้าตาก็ดี กล้ามเป็นมัดๆ แบบนี้ไม่น่าเกาะเมียกินเลยนะ”

                “เนื้อตัวก็มีแต่รอยแผลเป็น สงสัยจะเป็นพวกนักเลงอันธพาล” นักเลงบ้าอะไร! เขาเป็นทหารต่างหาก ทหารโว้ยไม่ใช่นักเลง แผลพวกนี้ได้มาก็เพราะทำงานรับใช้ชาตินี่แหละ ผู้พันกรันณ์ล่ะอยากจะตะโกนออกไปแบบนี้เหลือเกิน แต่นี่มันไม่ใช่นิสัยของเขา เขาโดนคนเข้าใจผิดมาเยอะ โดนนินทาก็บ่อยเขาไม่แคร์หรอก อยากว่าอะไรเขาก็ว่าไป แต่ห้ามใครก็ตามมาว่าน้องนางไม้กับแฝดน้อยของเขาเด็ดขาด

“อย่าเข้าใกล้เลยนะเธอ ผู้ชายสมัยนี้ดูกันแค่หน้าตาไม่ได้หรอก” แล้วเสียงซุบซิบนินทาเขาก็เงียบไป แต่ก็ยังมีคนแอบมองมาทางเขาอยู่ พอจะมีคนพูดถึงเขา ก็มีแต่เสียงพูดคุยกันบอกว่าเขาเป็นคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว ฮึ่ม! ไว้มาเห็นเมียของเขาก่อนเถอะแล้วจะได้รู้ว่าน้องนางไม้ของเขาสวยแล้วก็น่ารักมากแค่ไหน

                “น่าสงสารจริงจริ้งถูกเมียทิ้งจนต้องหอบลูกมาเลี้ยงคนเดียว” คราวนี้เป็นเสียงที่คุ้นหูเขามากๆ จนผู้พันกรันณ์ต้องถอยหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนที่ชายร่างสูงแต่งชุดเครื่องแบบทหารลายพรางนาวิกโยธินจะเดินเข้ามาหาแล้วนั่งลงข้างๆ รถเข็นของแฝดน้อย แต่พอเขาจะยื่นมือมาเล่นกับแฝดน้อยคนเป็นพ่อกลับปัดมือเขาออก นายทหารคนนี้เลยหัวเราะออกมา

                “ได้ยินเขาลือกันในกองทัพว่าผู้พันกรันณ์หวงลูกจัด ไม่คิดว่าจะหวงมากขนาดนี้”

                “เรื่องของกู”

                “กู...ไม่เอาน่าเพื่อน พูดกูมึงต่อหน้าเด็กทารกไม่ดีนะ เดี๋ยวเจ้าแฝดจำไปพูดจะทำยังไง” แล้วผู้พันกรันณ์ก็หันมาจ้องหน้าเพื่อนอย่างเซ็งๆ ไม่คิดว่าจะได้มาเจอกันที่นี่ อุตส่าห์ไม่บอกใครแล้วนะว่าเขาจะมา

                “ทำไมมาโผล่หัวอยู่ที่นี่ แล้วแบบนี้ที่เชียงรายใครจะคุมสถานีเรือให้แก” ผู้พันกรันณ์ถามเพื่อนแล้วหันมาป้อนนมลูกต่อจึงไม่ได้เห็นสีหน้าแววตาของเพื่อนที่ดูเศร้าหมองขึ้นมา แต่ผู้กองคเชนทร์ก็รีบปรับสีหน้าให้ยิ้มแย้มตามเดิมราวกับไม่ได้มีเรื่องอะไรให้ทุกข์ใจ

                “มัวแต่หลงลูกเมียจนไม่รู้สินะว่าฉันขอย้ายไปคุมสถานีเรือที่หนองคายแล้ว” พอได้ยินคนเป็นเพื่อนบอกแบบนี้ผู้พันกรันณ์ก็หันกลับมามองทางเพื่อนอีกที

                “ย้าย...ย้ายทำไม”

                “ปัญหาส่วนตัวนิดหน่อยน่ะ ตอนแรกกะว่าจะกลับเข้าหน่วยซีลถาวรเลย แต่มาคิดๆ ดูอีกทีก็ไม่อยากจะทิ้งลำน้ำโขงไปไหน ฉันผูกพันกับแม่น้ำสายนี้มากก็เลยว่าจะอยู่ปกป้องไปจนตายนั่นแหละ เฮ้อ!” ผู้กองคเชนทร์ว่าแล้วก็ถอนหายใจออกมา “แต่แกอย่ามาสนใจเรื่องของฉันเลย แล้วนี่ทำไมมาเลี้ยงลูกอยู่คนเดียวที่นี่ น้องหมอแก้มคนสวยล่ะไปไหน”

                “มีผ่าตัดด่วนที่โรงพยาบาลแถวนี้แหละ เขาขอร้องให้ไปช่วยน่ะฉันก็เลยพาลูกมาเที่ยวคนเดียว ไว้ผ่าตัดเสร็จค่อยไปรับ”

                “แปลว่าตอนนี้แกว่าง”

                “ไม่ว่าง เลี้ยงลูกอยู่ไม่แหกตาดูรึยังไง” ผู้พันกรันณ์ตอบแล้วเก็บขวดนมที่แฝดน้อยกินจนหมดใส่กระเป๋าก่อนที่เขาจะอุ้มลูกขึ้นมาคนหนึ่งแล้ววางพาดบ่าลูบหลังลูกน้อยเบาๆ เพื่อให้แฝดน้อยเรอ แล้วจึงหันมาทางผู้กองคเชนทร์อีกที

                “แกอยู่พอดีเลย อุ้มซีลให้หน่อย อุ้มพาดบ่าแบบนี้แล้วลูบหลังขึ้นจนกว่าลูกฉันจะเรอออกมานะ” ผู้พันกรันณ์พยักหน้ามาทางซีลที่นั่งมองหน้าผู้กองคเชนร์ตาแป๋วอยู่อย่างสงสัย ด้วยไม่เคยเห็นหน้าคุณอาคนนี้มาก่อน

                “เฮ้ยไม่เอา ฉันเลี้ยงเด็กไม่เป็น” ว่าแล้วก็รีบถอยหนี แต่พอเห็นแววตาเป็นประกายของหลาน นักรบ ต่อให้แกร่งยังไงก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับความใสซื่อบริสุทธิ์ของทารกน้อยอยู่ดี

                “อ่ะๆๆ ก็ได้ๆ แล้วต้องทำยังไงบ้าง”

                แล้วผู้พันกรันณ์ก็สอนการอุ้มเด็กให้กับเพื่อน ผู้กองคเชนทร์เลยอุ้มซีลขึ้นมาวางพาดไหล่ตนแล้วลูบหลังไปมา ซึ่งไม่นานซีลก็เรอออกมา ผู้พันกรันณ์จึงบอกให้เขาวางซีลเอาไว้ในรถเข็นตามเดิม ส่วนเขา เขาก็วางเรนเจอร์ลงไปในรถบ้าง ซึ่งแฝดคนน้องนี้ดูจะคึกกว่าคนพี่มาก ผู้กองคเชนทร์มองป้ายชื่อที่ปักอยู่บนอกเสื้อกะลาสีของหลานแล้วก็หัวเราะออกมาเบาๆ

                “โอ้โห ซีลกับเรนเจอร์ สมกับเป็นลูกทหารหน่วยรบพิเศษซะจริง” เขาว่าขณะที่ผู้พันกรันณ์จัดท่านอนให้ลูกเมื่อแฝดน้อยกินอิ่มแล้วก็ทำท่าจะหลับกันเสียให้ได้

                “แกรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่นี่” ผู้พันกรันณ์ถามเพื่อนอีกครั้ง ดูๆ แล้วเหมือนผู้กองคเชนทร์ตั้งใจจะมาหาเขาโดยเฉพาะเลย แล้วก็ไม่ได้มาแค่ทักทายเขาเฉยๆ ด้วย

                “ที่นี่ฐานทัพเรือนะ หูตาของฉันอยู่ที่นี่เยอะ ลูกแฝดของแกเสียงดีกันขนาดนี้ แค่ได้ยินเสียงก็รู้แล้วว่าลูกใคร ถ้าลูกอยู่นี่พ่อก็ต้องอยู่ด้วยสิ”

                “แล้วมานี่มีธุระอะไร”

                “มารับแกไปที่หน่วย”

                “ไปที่หน่วย...ไปทำไม” ผู้พันกรันณ์ถามขึ้นอย่างสงสัย หน่วยที่ผู้กองคเชนทร์พูดถึงก็คือหน่วยซีล ถ้าต้องไปที่หน่วยก็แปลว่าต้องมีงาน

                “ประชุมงานนิดหน่อยน่ะ ตอนแรกก็ไม่คิดจะตามตัวแกหรอกเพราะเห็นว่าแกอยู่ในช่วงหยุดพักผ่อนพอดี แต่พอเห็นน้องหมอแก้มเช็คอินว่าอยู่กับแกที่สัตหีบท่าน ผบ. ก็เลยให้ฉันมารับแกไป รู้น่าว่าพักผ่อนอยู่ ขอเวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น เราแค่ต้องการข้อมูลในพื้นที่ชายแดนแม่สอดอีก ไหนๆ ทหารพรานคนในพื้นที่ก็อยู่ที่นี่แล้ว”

                แก้มนะแก้ม ไม่น่าไปเช็คอินเลยว่ามาเที่ยว งานเข้ากันทั้งคู่เลย

                “แล้วฉันจะไปยังไง ใครจะดูลูกให้ฉัน อ้อ! อย่าพูดด้วยว่าจะให้ฉันเอาลูกไปฝากสถานรับเลี้ยงเด็ก แกก็น่าจะรู้ว่าฉันไม่ชอบให้คนที่ไม่รู้จักมาเข้าใกล้ลูกของฉัน”

                “แกจะบ้าหรอ ฉันไม่ได้ใจร้ายกับหลานขนาดนั้นนะ” ผู้กองคเชนทร์ว่าพลางยืนกอดอกเอามือลูบคางตัวเองขณะดูแฝดน้อยที่นอนอยู่ในรถเข็น “แค่เด็กทารกสองคน เอาไปที่หน่วยด้วยก็ได้”

                “ฉันไม่ได้เอาชุดมาเปลี่ยน เสื้อผ้าที่มีก็มีแต่ชุดสำหรับใส่เที่ยว”

                “เรื่องเสื้อผ้าช่างหัวมันก่อน สิ่งที่หน่วยต้องการไม่ใช่เครื่องแบบของแก แต่เป็นข้อมูลที่มันอยู่ในหัวของแกตอนนี้ต่างหาก”

                พูดมาขนาดนี้คือจะต้องเอาเขาไปที่หน่วยให้ได้ใช่มั้ยล่ะเนี่ย งานเลี้ยงลูกก็ต้องทำ งานเพื่อชาติก็ละเลยไม่ได้ เอาวะ! ไปก็ไป แค่ประชุมงานนิดๆ หน่อยๆ ลูกของเขาเป็นเด็กเลี้ยงง่ายอารมณ์ดี กินให้อิ่ม นอนให้พอแล้วเอาของเล่นยัดใส่มือก็ไม่น่าจะมีปัญหาแล้ว

                “ไปก็ไป” ผู้พันกรันณ์ว่าก่อนจะเดินเข็นรถของแฝดน้อยไปยังรถของผู้กองคเชนทร์ที่จอดอยู่ ส่วนรถของเขาผู้กองคเชนทร์ให้ลูกน้องมาจัดการดูแลให้แล้ว แต่ทางที่จะเดินไปยังรถของผู้กองคเชนทร์ก็ต้องผ่านจุดชมวิวที่นักท่องเที่ยวออกันอยู่เยอะ พอเห็นหนุ่มรูปหล่อสองคนเดินมาด้วยกัน คนหนึ่งแต่งเครื่องแบบทหารเต็มยศ ส่วนอีกคนสวมเสื้อกล้ามจนเห็นมัดกล้ามขนาดใหญ่แล้วก็ยังมีรถเข็นของทารกน้อยวัยน่ารักน่าชังอีก ใครๆ เลยได้แต่มองกันยิ้มๆ โดยเฉพาะกับเหล่าสาววาย

                “ช่างหล่อเหมาะสมกันอะไรแบบนี้ ความรักไม่จำกัดเพศ ดูสิ นี่คงจะไปขอเด็กมาเลี้ยงเป็นลูกเพื่อให้ความรักสมบูรณ์ขึ้นสินะ น่ารักกันจริงๆ เลย” เสียงนักท่องเที่ยวสาววายว่า สองหนุ่มที่เดินพูดคุยกันอยู่เลยหันมามองหน้ากันอย่างสยองๆ ก่อนที่ผู้พันกรันณ์จะรีบเข็นรถลูกแฝดถอยห่างจากผู้กองคเชนทร์ไปหลายเมตร ผู้หญิงสมัยนี้นี่ยังไงกัน เห็นผู้ชายอยู่ด้วยกันทีไรแล้วชอบมโนว่าเขาเป็นคู่รักกันอยู่เรื่อย ได้ยินแบบนี้แล้วอยากเอาน้องนางไม้มาอวดนัก น้องนางไม้ของเขาทั้งสวย ทั้งอร่อย ใครเห็นก็เป็นต้องอิจฉา

 

                แฝดน้อยที่หลับมาตลอดทางจนถึงหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือตื่นขึ้นมาอีกครั้งอย่างงงๆ และสงสัยกันว่าพ่อรันพามาเที่ยวที่ไหน ที่นี่ไม่มีนักท่องเที่ยว ไม่มีร้านขายของ ไม่มีเรือรบให้ได้ดูอีก มองไปทางไหนก็มีแต่สนามหญ้ากับภูเขาและเหล่าคุณลุง คุณอาทหารเยอะแยะมากมาย พอมาอยู่ในที่ที่แปลกหูแปลกตาก็เป็นธรรมดาของเด็กทารกที่จะรู้สึกหวาดกลัวแบบนี้ ยิ่งไม่มีแม่แก้มอยู่ด้วยก็ยิ่งรู้สึกไม่ปลอดภัยจนงอแงร้องไห้ไม่ยอมนั่งรถเข็นกัน แต่พอพ่อรันมาอุ้มเอาไว้สองแขนเล็กๆ ก็กอดรอบคอของผู้เป็นพ่อเอาไว้แน่น

                “กลัวอะไรกันลูก หืม ไม่ต้องกลัวกันนะครับ ไม่มีที่ไหนจะปลอดภัยเท่าที่นี่อีกแล้ว” ผู้พันกรันณ์กอดลูกน้อยทั้งสองเอาไว้ เวลาที่ลูกร้องไห้งอแงแล้วเขาไม่มีราชาวดีอยู่ด้วย เขารู้สึกไม่อุ่นใจเลย อย่างไรเสียเรื่องดูแลเด็ก ดูแลลูกผู้หญิงก็ทำได้ดีกว่าอยู่แล้ว

                “สงสัยจะแปลกที่ แปลกหูแปลกตาน่ะเลยกลัวกัน ยิ่งไม่มีแม่แก้มอยู่ด้วยก็ยิ่งไม่อุ่นใจ ฉันว่าเลื่อนประชุมเป็นพรุ่งนี้แทนได้มั้ย มีที่ไหนกันเอาเด็กมาในที่แบบนี้” ผู้พันกรันณ์หันมาทางผู้กองคเชนทร์ที่กำลังหยิบเป้อุปกรณ์ดูแลสองแฝดลงจากรถของเขา

                “ไม่ทันแล้วเพื่อน ทุกคนรู้แล้วว่าแกมา รีบไปเถอะแค่มาคุยงานนะไม่ได้มีซ้อมรบ ปืนผาหน้าไม้ก็ไม่มีคงไม่เป็นไรหรอก”

                “ไม่เป็นไรได้ไงเจ้าแฝดเล่นกอดรอบคอฉันเอาไว้แน่นขนาดนี้ ถ้าฉันปล่อยลงจากตัวนี่ได้แหกปากร้องหาแม่แก้มไม่หยุดแน่โดยเฉพาะเรนเจอร์ เจ้านี่ติดแม่แก้มอย่างกับอะไรดี เป็นจอมโวยวายเลยล่ะ รับมือกับเด็กทารกน่ะยากกว่ารับมือกับพวกผู้ร้ายอีกนะเว้ย”

                ผู้กองคเชนทร์ดูๆ แล้วก็เริ่มจะเห็นจริงดังว่าเมื่อสองแฝดยังคงกอดคอพ่อตัวเองเอาไว้แน่น พอทำท่าจะวางลงในรถเข็นก็แหกปากร้องออกมาอีก นี่แหละ อุปสรรคในการทำงานของนักรบ

                “อ้าว มาแล้วหรอผู้พัน” ก่อนที่จะตัดสินใจอยู่ว่าจะยกเลิกการประชุมดีมั้ยท่าน ผบ. หน่วยซีลก็เดินเข้ามาทักพวกเขาเสียก่อน ผู้พันกรันณ์ก็เลยต้องหันไปทำความเคารพผู้บังคับบัญชาของตัวเอง ซึ่งเขาสังเกตเห็นว่าด้านหลังของท่าน ผบ. มีผู้การของกรมทหารราบอยู่ด้วย

                “เห็นผู้กองคเชนทร์แจ้งมาว่านอกจากผู้พันแล้วก็ยังมีแขกพิเศษมาด้วยอีก” ท่าน ผบ. บอกแล้วหันมายิ้มให้หลานแฝดทั้งสอง

                “ว่าไงน้องซีล น้องเรนเจอร์ จำปู่ได้มั้ยลูก มา ขอปู่อุ้มหน่อยเร้ว โอ้โห วันนี้แต่งชุดทหารเรือมาซะหล่อเชียว” แล้วท่าน ผบ. ก็เข้ามารับเอาตัวแฝดน้อยทั้งสองไปอุ้มอย่างเอ็นดูเพราะท่านก็คอยติดตามเรื่องราวของหลานชายทั้งสองเหมือนกัน แฝดน้อยที่ดูตื่นๆ ถึงจะยอมให้อุ้มแต่โดยตีแต่ก็ยังเอาแต่มองมาทางผู้เป็นพ่อตลอด

                “ได้ข่าวว่าหมอแก้มติดผ่าคุณหญิงของท่านนายพลเมธิชัยใช่มั้ยผู้พัน ต้องมาติดภารกิจด่วนกันทั้งคู่ในวันหยุดพักผ่อนแบบนี้ผมก็เห็นใจเหมือนกัน แล้วผมจะรีบประชุมให้เสร็จไวๆ นะแฝดน้อยคงอยากจะได้พ่อคืนไวๆ” ท่าน ผบ. บอกอีก แม้ใจเห็นใจผู้พันหนุ่มแต่จะทำอย่างไรได้ งานสายนี้มันก็เป็นแบบนี้แหละ

                “ผมไม่มีปัญหาหรอกครับท่าน ผมพร้อมทำงานได้ตลอดอยู่แล้ว แต่ว่า...ผมเกรงว่าจะทำให้ทุกคนไม่สะดวกเอา ที่แบบนี้ไม่เหมาะกับการพาเด็กมา หากท่านไม่ว่าอะไรไว้น้องแก้มผ่าตัดคนไข้เสร็จแล้วเราค่อยเริ่มประชุมกันได้มั้ยครับ เจ้าแฝดจะได้มีคนคอยดูแล” ผู้พันกรันณ์บอกแล้วรับเอาลูกน้อยทั้งสองคืนเมื่อแฝดน้อยชูมือหาพ่อกันไม่หยุด

                “งานด่วนผมไม่อยากเลื่อนนะผู้พัน แต่ผู้พันไม่ต้องห่วงหรอกนะ ระหว่างที่เราประชุมกันอยู่เดี๋ยวฝากแฝดน้อยเอาไว้กับหนูเมสินีก็ได้ หนูเมสินีเขาเป็นลูกสาวของผู้การ” ท่าน ผบ. บอกแล้วผายมือไปทางหญิงสาวร่างเล็กหน้าตาจิ้มลิ้ม ซึ่งเธอเองก็กำลังมองมาทางผู้พันกรันณ์อย่างสนใจจนแก้มนวลแดงระเรื่อก่อนที่จะยกมือขึ้นไหว้เขา ผู้พันกรันณ์จึงรับไหว้ แต่...จะให้เขาฝากลูกกับใครก็ไม่รู้เนี่ยนะ ขนาดเพื่อนฝูงของเขาแท้ๆ เขายังไม่อยากให้มาเข้าใกล้ลูกของเขาเลย แล้วเด็กสาวคนนี้ล่ะจะดูแลลูกของเขาได้ดีแค่ไหน อายุของเธอน่าจะมากกว่าขวัญตาไม่กี่ปี แต่แววตาที่เธอมองเขานี่สิ ผู้ชายที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะอย่างเขามีหรือจะดูไม่ออกว่าเธอกำลังสนใจเขาอยู่

                “เมนี่จะช่วยดูแลเด็กๆ ให้เองค่ะผู้พัน เมนี่ชอบเด็กผู้พันไม่ต้องห่วงนะคะ” เมสินียิ้มอย่างสดใสให้เขาแล้วจะเข้ามารับเอาตัวแฝดน้อยไป เห็นท่าทางของเธอแล้วผู้พันกรันณ์ก็ฟันธงเลยว่าเธออุ้มเด็กไม่เป็น แล้วทันทีที่เธอจะอุ้มเอาเรนเจอร์ไป แฝดน้อยคนน้องก็แหกปากร้องไห้ออกมาลั่นทันทีจนเหล่าทหารที่อยู่แถบนี้หันมามองกันใหญ่อย่างสงสัยว่ามีเด็กมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร

                “แง้!!! แง้!!!” พอแฝดน้องร้อง แฝดพี่ก็ร้องตามขึ้นมาอีกคน แล้วงานประสานเสียงเด็กร้องไห้ก็ดังขึ้นมาอีกเป็นสองเท่าผู้พันกรันณ์จึงต้องดึงเอาลูกของตัวเองคืนแล้วกอดเอาไว้แน่น

                “โอ๋ๆๆ ไม่ร้องนะลูกนะ ซีล เรนเจอร์ ไม่ร้องนะลูกนะ พ่อรันอยู่นี่แล้ว พ่อรันอยู่นี่แล้วนะครับ เด็กดีไม่ร้องนะลูก” น้ำเสียงแสนอ่อนโยนของเขาขณะปลอบลูกทำให้ผู้ใหญ่ที่ได้ยินยิ้มออกมาให้อย่างเอ็นดูเมื่อเห็นซีลคนที่แกร่งที่สุดในรุ่นโอ๋ลูกอย่างนุ่มนวลและอ่อนโยนแบบนี้ แม้แต่ผู้กองคเชนทร์เองก็เพิ่งจะเคยเห็นเพื่อนตัวเองโอ๋เด็กก็วันนี้นี่แหละ

                “นอกจากแม่แก้ม คุณย่า อาขวัญกับป้าหมอเอื้อยแฝดน้อยก็ไม่ชอบให้ผู้หญิงคนอื่นมาอุ้มน่ะครับต้องขอโทษด้วย” ผู้พันกรันณ์หันมาบอกทุกคนเมื่อแฝดน้อยเริ่มจะหยุดร้องกันแล้ว แขนเล็กๆ ของทารกน้อยทั้งสองจึงยิ่งกอดรอบคอผู้เป็นพ่อแน่นขึ้นไปอีก ท่าน ผบ. กับผู้การเห็นแบบนี้ก็ได้แต่ยิ้มรับอย่างเข้าใจในหัวอกคนเป็นพ่อเหมือนกัน

                “ถ้าผู้พันอุ้มพวกเขาแล้ว พวกเขาไม่ร้องงอแงงั้นก็พาเข้าห้องประชุมด้วยกันก็ได้ ที่ประชุมนี้ก็มีแค่พวกเราไม่กี่คนเท่านั้นไม่เป็นไรหรอก ไว้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับชายแดนแม่สอดครบถ้วนแล้วผมค่อยเรียกประชุมย่อยและวางแผนงานอย่างเป็นทางการอีกที” พอท่าน ผบ. บอกแบบนี้ผู้พันกรันณ์ก็โล่งใจขึ้นมาทันที ถึงจะกังวลที่ต้องพาลูกน้อยมาที่นี่ แต่เขาก็อุ่นใจที่ลูกอยู่กับเขาดีกว่าฝากให้คนอื่นดูแล

                “ครับท่าน ถ้าลูกอยู่กับผม ผมจะพยายามไม่ให้พวกเขางอแงกันเด็ดขาด” ผู้พันกรันณ์รับคำก่อนจะเดินเลยเมสินีไปอย่างไม่สนใจเธอโดยมีผู้กองคเชนทร์ช่วยหิ้วรถเข็นของหลานแฝดเดินตามทุกคนเข้าไปในอาคารอำนวยการด้วย เมสินีได้แต่มองทุกคนเดินจากไปแล้วก็ชักสีหน้าขึ้นมาอย่างไม่พอใจ

                “ไอ้พวกเด็กบ้า ฉันอยากอุ้มพวกแกตายแหละ” เธอแอบว่าไล่หลังแฝดน้อยก่อนจะเดินไปนั่งที่โซฟาในห้องรับรอง เธอติดสอยห้อยตามผู้เป็นพ่อมาที่นี่เพื่อหวังจะมาเที่ยวทะเล แต่ก็ไม่รู้ว่าจะต้องมาติกแหง็กอยู่ที่นี่ ยังนับว่าดีที่เมื่อเช้านี้เธอได้เจอกับผู้กองคเชนทร์ หนุ่มรูปหล่อที่ต้องตาตรึงใจเธอนัก พอรู้ว่าเขาโสดเธอก็อยากจะรู้จักเขาให้มากขึ้น แต่แล้วจู่ๆ ตอนนี้เธอก็ยังได้เจอกับผู้พันกรันณ์อีก หนุ่มรูปหล่อไม่แพ้ผู้กองคเชนทร์ ยศสูงกว่าซ้ำยังเป็นลูกชายคนเดียวของท่านนายพลปภพอีก โปรไฟล์ดีขนาดนี้เธอเลือกได้ไม่ยากเลย มีครอบครัวแล้ว...แล้วไง ได้ข่าวว่าเมียเป็นหมอ หึ! คงจะเป็นป้าหมอเฉิ่มๆ เชยๆ สวยกระโปรงยาวลากพื้นกับแว่นตาหนาๆ ล่ะสิ ผู้หญิงแบบนั้นหรือจะสู้เธอได้ เธออายุน้อยกว่าแล้วก็ยังสวยใสน่ารัก ไม่งั้นหนุ่มๆ ทหารที่นี่ไม่เอาแต่จ้องเธอกันหรอก

 

                “แกจะเอางี้เลยหรอ” ผู้กองคเชนทร์ถามเพื่อนอย่างไม่แน่ใจเมื่อเห็นผู้พันกรันณ์เตรียมตัวก่อนเข้าห้องประชุม โดยเขาจับแฝดน้อยทั้งสองใส่เป้อุ้มเด็กคนละอันแล้วสะพายเป้ขึ้น ซีลเป็นเด็กไม่ค่อยงอแงมากเขาเลยสะพายเป้อุ้มไว้ด้านหลัง ส่วนเรนเจอร์จอมโวยวาย คนนี้ต้องถูกพ่อปรามบ่อยที่สุดเขาเลยต้องสะพายเป้อุ้มเรนเจอร์ไว้ด้านหน้า ผู้กองคเชนทร์เห็นสภาพของเพื่อนที่ต้องกะเตงลูกเอาไว้ทั้งข้างหน้าข้างหลังเลยได้แต่หัวเราะออกมา เห็นสภาพของเพื่อนแล้วทำให้เขาไม่กล้าที่จะมีลูกเลยทีเดียว

                “อ่ะ เอายัดปากซีลให้หน่อย” ผู้พันกรันณ์ส่งจุกนมปลอมสีฟ้าสดใสให้ผู้กองคเชนทร์

                “อะไรเนี่ย”

                “จุกนมหลอกเด็ก ให้ดูดจุกนมไปปากจะได้ไม่ว่าง จะได้ไม่แหกปากร้องขึ้นมาอีก” ผู้กองคเชนทร์มองจุกนมปลอมสีฟ้าสดใสแล้วยิ้มแหยๆ ก่อนจะส่งจุกนมเข้าปากหลาน แล้วพอจุกนมเข้าปากแฝดน้อยทั้งสองก็ดูสงบขึ้นกันทันที ไม่สนใจอะไรอีกแล้วนอกจากการดูดจุกนมสีสันสดใส ถึงว่าสิเขาเคยเห็นในทีวีว่าเด็กทารกชอบดูดจุกนมกัน ตอนแรกนึกว่าจะช่วยฝึกให้เด็กดูดนมแม่ซะอีก เพิ่งรู้ว่าใช้กันเด็กแหกปากร้องก็ได้ด้วย จุกนมมหัศจรรย์ชัดๆ

                “ลูกดูดจุกนมปลอม แล้วพ่อล่ะดูดอะไร” เขาเย้าเพื่อนขำๆ เมื่อสังเกตเห็นมาตั้งแต่แรกแล้วว่าที่ซอกคอและแผ่นอกที่อยู่พ้นเสื้อกล้ามของผู้พันกรันณ์มีรอยจูบฝังอยู่หลายแห่ง เจ้าของรอยจูบนี่คงไม่ใช่คนแน่ๆ แต่เธอคือนางไม้

                “ดูดอะไรก็เรื่องของกูมั้ย” ผู้พันกรันณ์ว่าแล้ววางผ้าอ้อมพาดไหล่ตัวเอง พร้อมกับส่งของเล่นให้ลูกทั้งสองถือ ให้เล่นกันเพลินๆ ไปเลยจะได้ไม่กวนเวลาพ่อทำงาน

                “แต่เมื่อกี้นี้เหมือนจะมีคนอยากให้แกช่วยดูด...ลูกสาวผู้การไง ดูตาก็รู้แล้วว่าน้องเขาสนใจแกไอ้รัน เออเว้ย เมื่อเช้าดูจะสนใจฉัน พอมาตอนนี้กลับเมินฉันมาสนใจแกแทน ใช่ซี้ ยศผู้พันมันสูงกว่า พ่อฉันก็ไม่ใช่นายพลผู้ยิ่งใหญ่ด้วย”

                “พล่ามอะไรของมึงไอ้เชนทร์” ผู้พันกรันณ์ว่า ผู้กองคเชนทร์เลยยิ้มให้อย่างล้อเลียน “อย่ามาคิดอกุศลต่อหน้าหลานนะ บนโลกใบนี้ไม่มีใครสู้น้องนางไม้ได้ซักคนหรอก น้องนางไม้ทั้งสวยกว่า น่ารักกว่า อ่อนโยนกว่า ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันมาแล้วก็พร้อมที่จะอยู่เคียงข้างกูตลอด และที่สำคัญ...ยังมีลูกน่ารักๆ ให้กูอีก ไม่มีใครจะดีได้เท่ากับน้องนางไม้อีกแล้ว”

                “โอ้โห คุณพ่อแห่งปี สามีดีเด่น กูยกรางวัลนี้ให้มึงเลยเพื่อน ฮ่าๆๆ” แล้วผู้กองคเชนทร์ก็หัวเราะออกมาอีก ผู้พันกรันณ์จึงเดินหนีจากเขาแล้วเข้าไปในห้องประชุมด้วยชุดและสภาพที่ต่างออกไปจากทุกทีเวลาที่เขาต้องมาร่วมประชุมกับทุกคนที่หน่วย เพื่อนๆ หน่วยซีลของเขาแทบจะกลั้นหัวเราะกันไม่อยู่เมื่อเห็นสภาพของพ่อลูกอ่อน ซ้ำยังเป็นแฝดอีกเสียด้วย เห็นทุกคนพยายามกลั้นหัวเราะกันผู้พันกรันณ์ก็เลยรู้สึกประหม่าขึ้นมา ก่อนที่เขาจะก้มศีรษะทำความเคารพทุกคน

                “ต้องขอโทษด้วยนะครับที่ชุดของผมไม่เรียบร้อย พอดีว่าอยู่ระหว่างวันหยุดมาพักผ่อนกับครอบครัว เออ...แล้วก็...ต้องขอประทานโทษอีกครั้งนะครับสำหรับ...ลูกของผม ภรรยาผมเธอติดภารกิจช่วยชีวิตคนไข้อยู่ในห้องผ่าตัด ไม่มีใครช่วยดูลูกให้ผมก็เลยจำเป็นต้องมาประชุมในสภาพนี้” สภาพที่แบกลูกคนหนึ่งเอาไว้บนหลังและอุ้มอีกคนเอาไว้ด้านหน้า หมดกันภาพลักษณ์สุดโหดของผู้พันกรันณ์

                “ไม่เป็นไรหรอกผู้พัน แค่ไม่ต้องขอเวลานอกไปเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกก็พอแล้ว” ท่าน ผบ. แซวเล่นๆ พร้อมกับถ่ายภาพนี้เอาไว้เพื่อจะส่งไปให้ท่านนายพลปภพดูสภาพลูกชายกับหลานชายของตัวเองตอนนี้ด้วย เนี่ยนะผู้พันกรันณ์ คนที่ปราบเครือข่ายยาเสพติดของนายพลอ่องเส็งได้

                “อ๋อ ยังไม่ต้องเปลี่ยนหรอกครับท่าน เช็คมาแล้วพื้นที่เสี่ยงยังเงียบสงบอยู่ ผมก็ได้แต่หวังว่าสองแฝดจะไม่ทิ้งระเบิดกลางห้องประชุมก็พอ”

                เป็นครั้งแรกที่ทุกคนได้ยินผู้พันกรันณ์ยิงมุขเล่นๆ แบบนี้ ไม่น่าเชื่อว่าการมีลูกนี่มันทำให้คนเราเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้เลยหรอ จากคนที่ดิบๆ เถื่อนๆ ห่ามแล้วก็ยิ้มแทบจะไม่เป็นวันนี้กลับยิ้มแย้มกล้าเล่นมุขให้ห้องประชุมเสียด้วย

                การประชุมครั้งนี้เริ่มมาจากหน่วย นรข. สืบทราบมาว่าได้มีเครือข่ายค้ายาเสพติดจากฝั่งลาวกำลังเริ่มปูเส้นทางเข้ามาในไทยอีกแล้ว และเส้นทางครั้งนี้ก็ทับเส้นทางเดิมของเครือข่ายนายพลอ่องเส็ง ผู้กองคเชนทร์คาดการณ์ว่าเครือข่ายดังกล่าวน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคพวกของพ่อเลี้ยงคำม่วนบางคนที่รอดคดีครั้งนั้นไปได้เพราะมีหลักฐานไม่เพียงพอ โดยเฉพาะลูกชายของพ่อเลี้ยงคำม่วนเองที่น่าจะแค้นเจ้าหน้าที่ของไทยอยู่ไม่น้อย ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเครือข่ายค้ายาเสพติดครั้งนี้มันทับเส้นทางเดิมของนายพลอ่องเส็ง พื้นที่เสี่ยงอีกที่ก็คือชายแดนแม่สอดที่แสนดาเคยลอบขนยาผ่านทางแม่น้ำเมย เพื่อไม่ให้เป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่นทางกรมทหารราบจึงร่วมมือกับหน่วยซีลเพื่อทำปฏิบัติการลับทำลายเส้นทางเดินยาในครั้งนี้ให้สิ้นซากอย่างจริงจัง โดยในส่วนของลำน้ำโขงผู้กองคเชนทร์จะเป็นหัวหน้าทีมในปฏิบัติการ ส่วนทางฝั่งแม่น้ำเมยผู้พันกรันณ์จะเป็นหัวหน้าทีมและทางแม่น้ำสาละวินผู้การกรมทหารราบจะอาสาคุมทีมเอง ซึ่งทั้งสามทีมนี้จะต้องร่วมมือกันจนกว่าภารกิจจะเสร็จเรียบร้อย

                “ช่วงนี้เป็นช่วงที่แม่น้ำเมยกำลังเอ่อล้นตลิ่ง ทหารพรานกับตำรวจ ตชด. เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงกันอย่างเต็มกำลังอยู่แล้วครับ อีกอย่างก็มักมีเรือสินค้าบรรทุกของไปขายด้วย ที่ผ่านมาผมก็จับเรือต้องสงสัยได้หลายลำอยู่ แต่ยาเสพติดของกลางไม่ได้มีมากอะไร คาดว่าพวกมันน่าจะยังไม่ลงมือจริง แค่ลองทดสอบเส้นทางก่อนเท่านั้น” ผู้พันกรันณ์พูดขึ้นเมื่อถึงคิวที่เขาต้องลุกขึ้นไปอธิบายภาพในแผนที่เส้นทางของแม่น้ำเมย มือข้างหนึ่งก็ชี้อธิบายภาพแผนที่ ส่วนมืออีกข้างก็เอื้อยไปตบก้มซีลน้อยที่อยู่ด้านหลังเขาเบาๆ แล้วจึงย้ายมาจับมือเรนเจอร์เอาไว้เมื่อแฝดคนน้องเขย่าของเล่นไปมาไม่หยุด พอผู้เป็นพ่อยึดของเล่นไปแฝดน้อยก็เอื้อนมือไปจะแย่งคืน งานนี้กว่าจะอธิบายแผนที่เสร็จก็เล่นเอาเหนื่อยอยู่ไม่น้อย

                “ปู้ๆๆๆๆ” เรนเจอร์น้อยทำปากจู๋ เมื่อจุกนมหลุดจากปาก แต่ผู้พันกรันณ์ก็คว้าจุกนมเอาไว้ได้ทันจึงยัดใส่ปากลูกตามเดิม ฮึ่ม! วันนี้จะประชุมงานรู้เรื่องมั้ยล่ะเนี่ย พอเขาหันหน้ามาอธิบายแผนงานกับทุกคน เรนเจอร์ก็เล่นตุ๊กตาเขย่ามือของเล่นสุดโปรดของตัวเอง แต่พอผู้พันกรันณ์หันหลังไปที่จอภาพแผนงาน ซีลน้อยที่อยู่ด้านหลังก็โบกตุ๊กตาผ้าในมือไปมาทำเอาคุณปู่ คุณลุง คุณอาทั้งหลายในห้องประชุมไม่รู้จะโฟกัสที่ไหนดีระหว่างแผนงานของผู้พันกรันณ์กับความไร้เดียงสาของเด็กน้อย

                กว่าการประชุมจะจบลงก็ทำเอาผู้พันกรันณ์ปาดเหงื่อแล้วปาดเหงื่ออีก ถึงแม้ว่าแฝดน้อยจะไม่ได้แผลงฤทธิ์อะไรระหว่างที่เขาประชุมราวกับรู้ดีว่าผู้เป็นพ่อกำลังทำงานอยู่ แต่ความแบ๊วและไร้เดียงสาของเด็กน้อยทั้งสองก็ดูจะไม่เข้ากับสภาวะที่ตึงเครียด ทั้งห้องประชุมทุกคนคร่ำเครียดอยู่กับงาน มีเพียงแค่แฝดน้อยทั้งสองเท่านั้นที่ไม่ได้รับรู้ถึงบรรยากาศอะไรแบบนี้กับผู้ใหญ่เลย ตราบใดที่มีจุกนมให้ดูดและมีของเล่นอยู่ในมือ เด็กน้อยทั้งสองก็ไม่สนใจอะไรอีกแล้ว

                “ท่านครับ ผมต้องขอโทษอีกทีนะครับ ที่...” ผู้พันกรันณ์รีบเอ่ยขอโทษท่าน ผบ. กับผู้การกรมทหารราบอีกครั้งกับบรรยากาศในห้องประชุมเมื่อครู่

                “ไม่ต้องคิดมากน่าผู้พัน” ท่าน ผบ. บอก “นี่แค่ประชุมย่อยเล็กๆ ไม่ได้เป็นทางการอะไร ผมแค่ต้องการข้อมูลด่วนเท่านั้น นี่ถ้าไม่ติดว่าเป็นภารกิจลับคงเรียกไปคุยที่ร้านอาหารริมหาดแทนแล้วล่ะ”

                “แต่ผมว่าภารกิจครั้งนี้ไม่เป็นความลับแล้วนะครับท่าน มีคนนอกมารู้แผนของเราแล้ว”

                “คนนอก...ใครกันผู้กอง” ผู้การกรมทหารราบหันมาถาม เพราะนอกจากพวกท่านและซีลอีกห้านายที่เพิ่งเดินออกไปจากห้องประชุมท่านก็ไม่เห็นจะมีคนนอกที่ไหนอีกเลยนี่นา

                “นี่ไงครับท่านคนนอก ได้ยินแผนของพวกเราเต็มๆ” ผู้กองคเชนทร์ชี้มาทางหลานแฝดที่ตอนนี้ถอดจุกนมออกแล้ว สองแฝดที่คันเหงือกเพราะฟันกำลังขึ้นเลยกัดตุ๊กตาเขย่ามือสลับกับโบกตุ๊กตาไปมา

                “แอ้ ปู้!

                แล้วผู้ใหญ่ทุกคนก็หัวเราะกันออกมาทันทีเมื่อแฝดน้อยทำตาแป๋วมองทุกคนอย่างงงๆ พ่อรันจึงเปลี่ยนของเล่นให้จากตุ๊กตามือเขย่ามาเป็นยางกัดรูปช้างสีฟ้ากับยีราฟสีชมพู

                “จริงสิ นี่ก็จะเย็นแล้วไหนๆ ได้เจอหลานทั้งทีผู้พันไปกินข้าวด้วยกันก่อนนะ เชิญผู้การกับผู้กองคเชนทร์ด้วยนะครับ” ท่าน ผบ. เอ่ยชวน ผู้พันกรันณ์จึงยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู...จะสี่โมงเย็นแล้ว

                “งั้นผมขอไปรับน้องแก้มที่โรงพยาบาลก่อนนะครับท่าน น้องแก้มส่งข้อความมาบอกว่าออกจากห้องผ่าตัดแล้ว”

                “ไม่ต้องหรอกผู้พัน” ท่าน ผบ. บอกอีก “ภรรยาของผมก็อยู่ที่โรงพยาบาลพอดี เดี๋ยวให้หมอแก้มกลับมาพร้อมกับภรรยาของผมละกัน มาเจอกันที่ร้านอาหารจะได้กินข้าวพร้อมหน้ากันด้วย อยากเจอคุณแม่กันแล้วใช่มั้ยลูก” ท่านหันมาคุยกับแฝดน้อยทั้งสองอีกครั้ง ผู้พันกรันณ์จึงรีบโทรไปบอกน้องนางไม้ของเขาว่าให้เธอกลับมาพร้อมกับคุณหญิงของท่าน ผบ. ใช่ว่าแฝดน้อยจะอยากเจอแม่แก้มหรอก เขานี่แหละที่อยากเจอแม่แก้มของแฝดน้อยเอง

                “น้องแก้มบอกว่าตอนนี้เธอก็อยู่กับคุณหญิงท่านพอดีครับ เดี๋ยวก็คงมา”

                “งั้นเราไปรอที่ร้านอาหารเลยก็แล้วกันนะ”

                “เดี๋ยวครับท่าน ผมขอเวลาส่วนตัวสักครู่ครับ” ผู้พันกรันณ์ว่าขึ้นเมื่อรู้สึกถึงอะไรบางอย่างจนทุกคนหันมามองหน้าเขาอีกครั้ง

                “เจ้าแฝดวางระเบิดครับ ผมขอตัวไปกู้ระเบิดก่อน” ว่าแล้วผู้พันกรันณ์ก็คว้าเป้อุปกรณ์การเลี้ยงลูกแล้วหิ้วแฝดน้อยทั้งสองไปที่ห้องน้ำทันที ฮึ่ม ลูกหนอลูก นี่ดีนะมาทิ้งบอมหลังประชุมเสร็จแล้ว ไม่งั้นกลิ่นระเบิดกระจายไปทั่วห้องประชุมแน่ๆ

                ผู้กองคเชนทร์บีบจมูกตัวเองเอาไว้ขณะยืนพิงขอบประตูห้องน้ำดูเพื่อนเก็บกู้ระเบิดให้กับลูกชายที่พร้อมใจปล่อยออกมา ตอนแรกกะว่าจะมาช่วย แต่พอเขาเห็นสภาพของระเบิดแล้วขอเปลี่ยนใจยืนให้กำลังใจเฉยๆ จะดีกว่า ดูผู้พันกรันณ์สิ เปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกน้อยอย่างคล่องแคล่วเชียว ไม่มีท่าทีรังเกียจระเบิดสีเหลืองอ๋อยของแฝดน้อยเลยสักนิด นี่สินะ เพื่อลูกแล้วคนเป็นพ่อกับแม่ต้องทำได้ทุกอย่าง

                “ไม่คิดจะมาช่วยกันหน่อยหรอผู้กอง กู้ระเบิดเก่งนักไม่ใช่รึยังไง”

                “หึ! ถ้าอาวุธระเบิดผมสู้ตาย แต่ถ้าเป็นระเบิดชีวภาพเหลืองอ๋อยขนาดนี้ ขออยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ แทนละกัน”

                “ไม่ใจเลย” ผู้พันกรันณ์ว่าแล้วจัดการล้างก้น ทาแป้งเด็กแล้วก็ใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปตัวใหม่ให้กับแฝดน้อยทั้งสองต่อ จากนั้นก็จัดการทำลายระเบิดที่เพิ่งเก็บกู้ทิ้งให้เรียบร้อยเป็นอันเสร็จ เพียงเท่านี้ก็เรียบร้อยแล้ว

                “ไหน มาหอมๆ หน่อยซิ” ว่าแล้วก็อุ้มแฝดน้อยทั้งสองคนขึ้นพร้อมกันแล้วหอมแก้มลูกฟอดใหญ่อย่างหมั่นเขี้ยวและแสนรัก ยิ่งได้กลิ่นกายหอมๆ ของน้องนางไม้จากตัวลูกผู้พันกรันณ์ก็ยิ่งฟัดแก้มป่องๆ ของลูกหนักขึ้นจนแฝดน้อยหัวเราะกันออกมาไม่หยุดเพราะจั๊กจี๊ที่เคราของพ่อทิ่มแก้มพวกตน ผู้กองคเชนทร์มองแล้วก็ได้แต่ยิ้มบางๆ อย่างเศร้าๆ ให้กับคนเป็นเพื่อน อิจฉาเพื่อนเสียจริงที่มีครอบครัวน่ารักแบบนี้ในขณะที่เขา...เฮ้อ! ช่างมันเถอะ เรื่องมันผ่านมาแล้ว เดี๋ยวก็คงจะดีขึ้น

 

                เมื่อได้ออกมาจากหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ แฝดน้อยที่ดูตื่นๆ กลัวๆ จนห่างพ่อไม่ได้ก็กลับมาร่าเริงอีกครั้งเมื่อได้มาร้านอาหารริมทะเลและได้ชมวิวสวยๆ มีผู้คนมากมาย นักท่องเที่ยวจอแจกัน มีนกทะเลให้ได้ดูอีกแล้วและมองเห็นเรือรบอยู่ไกลๆ ด้วย ที่นี่มีคุณลุงทหารบ้างแต่ก็ไม่ได้เยอะ บรรยากาศไม่ตึงเครียดอีกสองแฝดก็กรี๊ดกร๊าดกันใหญ่จนผู้ใหญ่ที่อยู่ร่วมโต๊ะด้วยได้แต่มองหลานชายตัวน้อยทั้งสองอย่างเอ็นดู ยกเว้นเพียงแค่เมสินีที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับผู้พันกรันณ์และสองแฝดเท่านั้นที่ได้แต่ยิ้มให้แฝดน้อยก่อนจะแอบเบ้ปากใส่ ตามจริงเธอตั้งใจว่าจะเข้าไปนั่งข้างผู้พันกรันณ์อย่างใกล้ชิด แต่พอเธอเข้าไปใกล้เขาทีไรลูกแฝดของเขาก็ร้องไห้จ้าขึ้นมาอย่างตกใจกลัว ตอนแรกก็แค่นึกว่าลูกแฝดของเขาจะร้องไห้ตามประสาเด็กแต่ที่ไหนได้เจ้าพวกเด็กบ้านี่กลับร้องไห้ใส่แค่เธอคนเดียวเท่านั้น เพราะพอท่าน ผบ. ไปเล่นด้วยหรือผู้กองคเชนทร์นั่งลงข้างผู้พันกรันณ์เจ้าสองแฝดนี่กลับไม่ร้องไห้อะไรเลย มิหนำซ้ำยังชูมือไปเล่นกับผู้กองคเชนทร์อีก หนอย...ไอ้เด็กบ้า หวงพ่อนักหรอพวกแก ฉันล่ะอยากจะเห็นหน้าแม่พวกแกนัก ยัยหมอเฉิ่มๆ นั่นเวลาต้องมาประชันกับฉันแล้วมีหรือจะสู้ฉันได้

                “ผู้พันเตรียมอาหารมาให้ลูกด้วยหรอครับ” ท่าน ผบ. ถามขึ้นเมื่อเห็นผู้พันกรันณ์กำลังป้อนข้าวแฝดน้อยทั้งสองด้วยอาหารที่เขาเตรียมมาเองและเก็บแช่เย็นเอาไว้ ซึ่งเขาให้พนักงานในร้านช่วยเอาไปอุ่นมาให้เรียบร้อยแล้ว

                “ผมเตรียมไม่เป็นหรอกครับ น้องแก้มเป็นคนทำให้เมื่อเช้านี้ ผมแค่อุ่นและป้อนเป็นอย่างเดียว” ผู้พันกรันณ์ตอบแล้วหันมาป้อนข้าวลูกด้วยคำเล็กๆ

                “กินอะไรคะ ทำไมมันเละๆ แบบนั้น” เมสินีเห็นอาหารของแฝดน้อยแล้วก็อยากจะร้องแหวะออกมา ในขณะที่เจ้าแฝดทั้งสองดูจะชอบอาหารที่ว่านี้มาก กินกันจนแก้มป่องเลยทีเดียว

                “นี่เป็นข้าว เนื้อปลา ไข่แดงกับผักโขมบดให้ละเอียดผสมกันครับกินกับน้ำซุปผัก เจ้าแฝดยังเคี้ยวอาหารไม่ได้ก็ต้องกินข้าวบดละเอียดแบบนี้ไปก่อน ยิ่งเป็นฝีมือแม่แก้มของพวกเขายิ่งอร่อยครับ ภรรยาของผมเธอเป็นหมอเลยชำนาญเรื่องการเตรียมอาหารให้เหมาะกับลูก ความจริงเด็กทารกควรกินข้าวครั้งแรกตอนอายุหกเดือนด้วยซ้ำ แต่เจ้าแฝดค่อนข้างแข็งแรงแล้วก็โตกันไวมากเลยกินข้าวได้เร็ว แม่แก้มของพวกเขาเลยให้กินข้าวกับนมแม่ควบคู่กันไป” ผู้พันกรันณ์ตอบเธออย่างภูมิใจที่มีเมียเป็นหมอเก่งและมีลูกที่สมบูรณ์แข็งแรงแบบนี้

                “ไว้โตขึ้นผมจะส่งมาเรียนที่เกาะพระนะครับท่าน” เขาหันมาบอกท่าน ผบ. ของเขา ท่านก็เลยหัวเราะออกมา

                “ได้เลยผู้พัน อยากรู้เหมือนกันว่าจะเก่งเหมือนพ่อรึเปล่า”

                “เก่งสิครับ นี่ผมก็เริ่มสอนให้ว่ายน้ำแล้ว เจ้าแฝดนี่ชอบว่ายน้ำเหมือนแม่ เห็นน้ำไม่ได้จ้องจะโผเข้าใส่ตลอดเมื่อวานนี้ก็เรียกร้องจะลงเล่นน้ำทะเลซะให้ได้”

                “เลือดพ่อแรงจริงจริ้ง” ผู้กองคเชนทร์ว่า ดูๆ หน่วยก้านของหลานแล้วก็ใช้ได้ทีเดียว เป็นนักรบเหมือนพวกเขาได้แน่นอน

                “เลือดพ่อแรง แต่น่ารักเหมือนแม่นะ” เท่านั้นแหละ พอคนหลงเมียว่าทุกคนก็โห่แซวกันขึ้นมาทันทีให้กับความข้าวใหม่ปลามันไม่เลิก คนถูกแซวเลยได้แต่ยิ้มเก้อๆ เขินๆ แล้วป้อนข้าวลูกต่อโดยมีสายตาของเมสินีมองตาม ยิ่งเห็นท่าทีรักเมียของเขาเธอก็ยิ่งอยากเห็นหน้ายัยหมอเฉิ่มนั่นแล้ว นี่ถ้าเปลี่ยนจากยัยหมอเฉิ่มมาเป็นเธอ ถ้าเขาชอบเธอ เอาแต่พูดถึงเธอแบบนี้ก็ดีสิ

                “มัวแต่ป้อนข้าวน้องแฝด ผู้พันก็ทานข้าวบ้างสิคะ” เธอพูดขึ้น เพราะตั้งแต่เข้ามานั่งในร้านอาหารเขาก็ยังไม่กินอะไรเลย เห็นเอาแต่ป้อนข้าวลูกแล้วก็เล่นอยู่แต่กับลูก

                “มาค่ะ เมนี่ตักให้” ว่าแล้วเธอก็ตักเนื้อปลามาวางที่จานข้าวให้เขาพร้อมกับส่งยิ้มหวานๆ ให้ จนทุกคนที่ร่วมโต๊ะอาหารได้แต่มองหน้ากัน ผู้การที่นั่งอยู่ข้างๆ เธอจึงรีบสะกิดลูกสาวเอาไว้แล้วส่ายหน้าให้ ด้วยรู้จักนิสัยของลูกตัวเองดีว่าเป็นคนเอาแต่ใจ เมื่ออยากได้อะไรก็จะเอาให้ได้ ไม่สนว่าสิ่งนั้นจะมีเจ้าของแล้วรึเปล่า

                “ทานเยอะๆ เลยนะคะผู้พัน” แล้วเมสินีก็ตักกับข้าวให้กับผู้พันหนุ่มอีกหลายช้อนจนเขาต้องรีบยกมือขึ้นห้าม

                “ยังไม่ต้องตักให้ผมก็ได้ครับ” เขาบอกอย่างอึดอัด จะพูดตรงๆ แรงๆ ก็เกรงใจผู้การ “ผมยังไม่ค่อยหิว ผมว่าจะรอกินพร้อมกับภรรยาของผมน่ะ ไม่รบกวนคุณเมสินีหรอกนะครับ”

                “คุณเมนี่ไม่ต้องตักให้มันหรอกครับ” ผู้กองคเชนทร์ว่าขึ้นเมื่อเห็นความอึดอัดใจของเพื่อน “ผู้พันเขาเป็นโรคติดเมีย ไม่เห็นหน้าเมียแล้วกินข้าวไม่ลง ขนาดไปกินข้าวกับเพื่อนฝูงยังต้องเปิดดูรูปเมียตลอดเลย”

                “ภรรยาผู้พันคงจะสวยมากสินะคะผู้พันถึงได้หลงนัก” เมสินีว่าอย่างประชด เฮอะ! ยัยป้าหมอเฉิ่มๆ เนี่ยนะ

                “ครับ สวยมาก นางฟ้าว่าสวยแล้วยังไม่ถึงครึ่งของน้องหมอแก้มเลย พูดแล้วก็อิจฉาผู้พันเป็นบ้า” ผู้กองคเชนทร์ยิ้มตอบเมสินีอีก แต่ก่อนที่ใครจะได้พูดอะไรต่อก็มีใครสองคนกำลังเดินตรงมายังโต๊ะของพวกเขา คนแรกคือคุณหญิงปริม ภรรยาของท่าน ผบ. ซึ่งพอท่านเดินเข้ามาที่โต๊ะทุกคนก็ยกมือไหว้ท่านกันทันที คุณหญิงเลยยิ้มอย่างใจดีให้กับทุกคนก่อนจะหันมาทางหลานชายฝาแฝด

                “แฝดน้อยลูก โอ้โห ไม่เจอกันนานโตเป็นหนุ่มกันแล้ว นี่คุณพ่อพามาสมัครเป็นหน่วยซีลหรอลูก แต่งชุดทหารเรือมาพร้อมเลย” คุณหญิงก้มลงมาทักทายกับแฝดน้อยในรถเข็น แต่ผู้พันกรันณ์ก็ไม่ได้สนใจฟังว่าคุณหญิงจะพูดอะไรกับแฝดน้อยเมื่อเขาสนใจคนที่เดินมากับคุณหญิงปริมมากกว่า...แม่น้องนางไม้แสนสวยของพี่

                “สวัสดีค่ะ” ราชาวดียกมือขึ้นไหว้ผู้ใหญ่ทุกคน ก่อนจะหันมายิ้มหวานให้สามี ซึ่งเขากำลังมองเธออยู่ตาไม่กะพริบ น้องนางไม้ไม่ได้แต่งตัวด้วยชุดเดิมกับเมื่อเช้านี้ เขาเห็นเธอเตรียมชุดไปเปลี่ยนด้วยเพราะเธอเคยบอกเขาว่าเวลาผ่าตัดตัวของเธอจะต้องสัมผัสกับเลือดของคนไข้ เพื่อเป็นการรักษาความสะอาดหลังจากที่ผ่าตัดเสร็จแล้วเธอจะต้องรีบอาบน้ำเปลี่ยนชุดเสื้อผ้าใหม่ ให้ตายเถอะ นี่เธอสวยอะไรแบบนี้เนี่ย เธอสวมชุดเดรสสายเดี่ยวสั้นสีขาวพิมพ์ลายสีฟ้าแบบเดียวกับเสื้อเชิ้ตของเขาขณะนี้ เส้นผมยาวสวยที่ดัดเป็นลอนคลื่นเมื่อเช้านี้ทำให้ดวงหน้าหวานสวยยิ่งหวานจับจิตจับใจและแอบเซ็กซี่อย่างไม่ได้ตั้งใจด้วย ผิวกายของเธอขาวผุดผ่องนวลเนียนอย่างน่าสัมผัสหลงใหลจนทำให้นักท่องเที่ยวที่อยู่ในร้านอาหารหันมามองเธอเป็นตาเดียว เมสินีได้แต่มองราชาวดีอย่างอึ้งตะลึง ไม่คิดว่าป้าหมอเฉิ่มๆ ที่เธอจินตนาการเอาไว้จะสวยได้มากขนาดนี้ ผิวกายที่ขาวนวลผุดผ่องขนาดนั้นทำให้แม้แต่ผู้หญิงด้วยกันยังอิจฉาเลย

                “แอ๊!!! แอ๊!!!” แฝดน้อยทั้งสองร้องขึ้นมาอีกทันทีเมื่อเห็นแม่แก้มของตนแล้วก่อนจะชูมือน้อยๆ ทั้งสองหาแม่แก้มอย่างสุดแสนจะคิดถึงจนร้องไห้กันออกมาราชาวดีจึงรีบเข้าไปหาลูกแล้วอุ้มลูกน้อยทั้งสองมากอดเอาไว้พร้อมๆ กัน

                “แฝดน้อยของแม่ โอ๋ๆๆ คิดถึงแม่แก้มหรอครับ หืม แม่แก้มก็คิดถึงซีลกับเรนเจอร์เหมือนกันลูก คิดถึงที่สุดเลยนะครับ” เธอกอดลูกทั้งสองเอาไว้แนบอกแล้วก้มลงมาหอมแก้มลูกคนละฟอดใหญ่ๆ หลายฟอด ผู้กองคเชนทร์เลยลุกย้ายที่นั่งเพื่อให้เธอได้นั่งลงข้างสามีของเธอ

                “ไต๊ๆๆๆ” แฝดน้อยส่งเสียงโยเยอ้อนแม่แก้มของตนกันใหญ่ สองแขนเล็กๆ กอดแม่และเอียงแก้มป่องๆ ซุกอกแม่กันจนลืมพ่อรันที่นั่งอยู่ข้างๆ ไปเลย

                “วันนี้ไปเที่ยวกับคุณพ่อมาใช่มั้ยครับ แฝดน้อยไปเที่ยวที่ไหนกันมาบ้างลูก”

                “แอ้” สองพี่น้องหยุดร้องกันในเวลาเพียงไม่นาน เพราะคิดถึงแม่แก้มจัดแล้วกอดแม่แก้มแน่นและซุกตัวอยู่ในอ้อมอกของแม่ไม่ยอมห่าง ดวงตาแป๋วๆ เป็นประกายอย่างมีความสุขให้ราชาวดีกระชับกอดลูกให้แน่นขึ้น ยิ่งรู้ว่าลูกคิดถึงเธอมากเธอก็ยิ่งกอดลูกไม่ยอมปล่อยและหอมแก้มลูกอีกหลายทีพลางฮัมเพลงโอ๋ลูกน้อยเบาๆ ด้วย ผู้พันกรันณ์เห็นแม่ลูกนั่งกอดกันกลมแบบนี้ก็ได้แต่มองอย่างเอ็นดู มีความสุขนักเวลาได้อยู่กับลูกเมียแบบนี้ก่อนจะยื่นมือไปเกลี่ยเส้นผมออกจากแก้มให้เธอ

                “ผ่าตัดเป็นยังไงบ้าง แก้มเหนื่อยมากมั้ย” เขาหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับแก้มนวลให้เธออีกเบาๆ ราชาวดีจึงยิ้มหวานตอบเขา

                “การผ่าตัดเรียบร้อยดีค่ะ คุณหญิงท่านปลอดภัยแล้วนอนพักฟื้นไม่กี่วันก็กลับบ้านได้แล้วล่ะค่ะ แก้มไม่เหนื่อยหรอกนะคะพี่รันไม่ต้องเป็นห่วง แค่แก้มได้เห็นลูกกับพี่รันแก้มก็หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งแล้วค่ะ”

                “น้องนางไม้ของพี่เป็นหมอที่เก่งที่สุดเลยนะครับ” ผู้พันกรันณ์ยิ้มหวานตอบเธอ รอยยิ้มหวานๆ ที่มีให้แค่เธอกับลูกน้อยเท่านั้น ผู้กองคเชนทร์เห็นแล้วก็อดหมั่นไส้คู่รักข้าวใหม่ปลามันไม่ได้ หวานกันเสียจริง หวานจนเขาต้องตักยำทะเลขึ้นมากินแก้เลี่ยน

                “อ้าวๆๆ ผู้กอง ถึงกับกินยำแก้เลี่ยนเลยหรอครับ” ท่าน ผบ. เอ่ยแซวลูกน้องที่มีมรสุมหัวใจอยู่ ผู้กองคเชนทร์จึงพยักหน้าตอบ

                “หมั่นไส้มากกว่าครับ ครอบครัวสุขสันต์ ดูสิครับท่านมีใส่ชุดคู่กันด้วย” แล้วทุกคนก็มองสองสามีภรรยาคู่นี้อย่างยิ้มๆ ด้วยเอ็นดู ราชาวดีจึงหันมายิ้มให้ทุกคนอย่างเขินๆ เพราะเธอมีโอกาสได้เจอกับท่าน ผบ. และคุณหญิงปริมบ่อยๆ เลยทำให้ไม่เกร็งแล้วเวลาเจอผู้ใหญ่ทั้งสอง ส่วนผู้กองคเชนทร์เธอก็เห็นเขามาติดต่อเรื่องงานกับสามีบ่อยๆ จากเมื่อก่อนที่เขาเรียกเธอว่าคุณหมอแก้ม ตอนนี้เขาเปลี่ยนมาเรียกเธอว่าน้องหมอแก้ม ขึ้นทะเบียนเป็นพี่ชายอีกคนของเธอแล้ว แต่ว่า...ไม่ได้เจอเขานานดูแววตาของเขาเศร้าๆ แปลกๆ แฮะ

                “ได้ยินว่าการผ่าตัดคุณหญิงโสรภาเรียบร้อยดีแบบนี้ท่านนายพลเมธิชัยคงจะสบายใจขึ้นเยอะเลย เดี๋ยวพรุ่งนี้เราไปเยี่ยมท่านที่โรงพยาบาลกันนะคุณหญิง” ท่าน ผบ. บอกกับภรรยาของท่าน ก่อนจะหันมาทางราชาวดี

                “หมอแก้มเก่งมากเลยนะครับ เป็นหมอที่เก่ง เป็นภรรยาที่ดีแล้วยังเป็นแม่ที่น่ารักอีก ผู้พันนี่ช่างโชคดีจริงๆ”

                “ครับท่าน เหนื่อยจากงานมาก็ได้ลูกเมียนี่แหละครับเป็นกำลังใจให้” ไม่ตอบเปล่าแต่ผู้พันกรันณ์ยังลูบผมน้องนางไม้ของเขาอีกเบาๆ แล้วโอบไหล่บางของเธอเอาไว้ ส่วนมืออีกข้างก็ลูบหลังลูกน้อยเบาๆ ด้วยเมื่อแฝดน้อยยังกอดแม่แก้มของตนไม่ยอมปล่อย นับวันเริ่มจะอ้อนแม่เก่งจนเขาสู้ไม่ได้แล้วเนี่ย

                “แก้ม นี่ท่านผู้การกรมทหารราบนะ” ผู้พันกรันณ์ลืมไปว่าต้องแนะนำให้เธอรู้จักกับผู้ใหญ่อีกท่านในที่นี้ ราชาวดีจึงหันมายิ้มแล้วก็ก้มศีรษะทำความเคารพท่านเมื่อสองมือของเธอยังอุ้มลูกน้อยทั้งสองเอาไว้อยู่

                “สวัสดีค่ะท่าน”

                “สวัสดีครับ เห็นใครต่อใครต่างก็บอกว่าผู้พันติดเมียแล้วก็หลงเมียมาก คุณหมอแก้มสวยขนาดนี้นี่เองผู้พันถึงได้หลง” ท่านบอกก่อนจะหันมาทางลูกสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ ซึ่งเมสินีรู้สึกเสียหน้าไม่น้อยเมื่อได้เจอกับราชาวดี ตอนแรกเธอคิดว่าเธอเป็นหญิงสาวที่สวยที่สุดในร้านอาหารแห่งนี้แล้ว จนกระทั่งเมื่อราชาวดีมาทุกสายตาก็หันมาจ้องราชาวดีอย่างชื่นชมในความสวยจนไม่มีใครคิดจะสนใจเธออีกเลย

                “นี่เมสินีลูกสาวผมครับคุณหมอ เรียนอยู่ปีสี่แล้ว เมนี่ สวัสดีพี่หมอเขาสิ” ผู้การบอกลูกสาว เมสินีจึงยกมือขึ้นไหว้ราชาวดีแบบขอไปทีแล้วก็ไม่พูดอะไรอีก ราชาวดีจึงได้แต่ยิ้มรับไม่ถือสา แต่ก็สังเกตเห็นเหมือนกันเวลาที่เมสินีมองพี่รันของเธอ ผู้หญิงด้วยกันทำไมจะดูกันไม่ออก เมสินีคงจะหลงปลื้มพี่รันของเธอแน่ๆ

                “แก้มอยู่ในห้องผ่าตัดมาตั้งหลายชั่วโมงยังไม่ได้กินมื้อเที่ยงเลย อืม...พี่รันช่วยป้อนแก้มได้มั้ยคะ ท่าทางแฝดน้อยจะไม่ยอมผละออกจากแม่ง่ายๆ เลย”

                “ใช่สิ ได้กอดแม่แก้มแล้วก็ลืมพ่อรันเลย น่าน้อยใจจริงๆ” คนงอนลูกว่า แต่มือก็รีบตักอาหารขึ้นมาป้อนให้น้องนางไม้ของเขากินหลังจากที่พยายามจะอุ้มแฝดน้อยกลับไปนั่งที่รถเข็นตามเดิมแล้ว แต่แฝดร้อยก็พากันร้องไห้ออกมาลั่น อ้อนจะให้แม่แก้มกอดและอุ้มเอาไว้ท่าเดียว แม่แก้มก็เลยต้องกินข้าวโดยมีพ่อรันช่วยป้อนให้แทน

                “กอดแม่แก้มให้หนำใจไปเถอะตอนนี้ แต่คืนนี้ต้องคืนแม่แก้มให้พ่อนะ”

                “พี่รัน” ราชาวดีดุเขาเบาๆ เมื่อเขาพูดแบบนี้บนโต๊ะอาหาร ซ้ำยังเป็นต่อหน้าผู้หลักผู้ใหญ่อีก ผู้กองคเชนทร์เลยได้แต่ส่งสายตามาตำหนิเพื่อนของตนเมื่อดูท่ามันจะหวานกับเมียจนเกินไปแล้ว

                “นี่ยังข้าวใหม่ปลามันไม่เลิกอีกหรอผู้พัน ได้ลูกแฝดมาขนาดนี้แล้วนะ” คุณหญิงปริมแซวยิ้มๆ กับชายหนุ่มที่ตนรู้จักมาตั้งแต่เด็กๆ จนตอนนี้เขาโตเป็นหนุ่มมีลูกเมียพร้อมด้วยยศตำแหน่ง หน้าที่การงานที่ดีพร้อม

                “เลิกไม่ได้หรอกครับคุณหญิงเมียผมน่ารักขนาดนี้ อีกอย่าง...ที่มาเที่ยวครั้งนี้เรามาฮันนีมูนกันน่ะครับ ความจริงตั้งแต่แต่งงานกันมาก็ยังไม่ได้ฮันนีมูนกันเลย ไหนๆ ก็ได้หยุดพักแล้วก็เลยถือว่ามาฮันนีมูนกันซะเลย กะว่าหลังจากฮันนีมูนครั้งนี้เจ้าแฝดคงได้น้องแน่ๆ แหละครับ”

                “มาฮันนีมูนกันแล้วเอาลูกมาด้วยทำไม” ผู้กองคเชนทร์หันมาถาม

                “พยานรักไง”

                “พยานรัก...พยานแบบไหนวะ นี่อย่าบอกนะว่าแกฮันนีมูมกันให้ลูกดู โห ฉันสงสารหลานฉันว่ะ”

                “จะบ้าหรอไอ้เชนทร์ ใครจะไปทำแบบนั้นกันวะ” ผู้พันกรันณ์ว่าขึ้น นี่ถ้าไม่เกรงใจผู้ใหญ่นี่จะถีบมันตกเก้าอี้แล้วนะเนี่ย คิดมาได้ยังไงมาฮันนีมูนให้ลูกดู “กลางคืนน่ะฮันนีมูน ส่วนกลางวันก็อยู่กับลูก ไปเที่ยวกันตามประสาพ่อแม่ลูก มีความสุขจะตาย”

                “ท่านครับ เราหาภารกิจทำกันเถอะ หมั่นไส้คนพาลูกเมียมาฮันนีมูน คืนนี้ออกลาดตระเวนรอบชายฝั่งดีมั้ยครับ ผมจะเอาผู้พันกรันณ์ไปลาดตระเวนด้วย” พอได้ยินผู้กองคเชนทร์พูดกับผู้บังคับบัญชาแบบนี้ผู้พันกรันณ์ก็หันมาจ้องหน้าเพื่อนอย่างเอาเรื่องทันที หนอย...ไอ้เชนทร์ มึง!

                “น่าๆ ผู้กอง ผู้พันแกงานเยอะแล้ว นานๆ ได้อยู่กับลูกเมียเราอย่าเพิ่งไปกวนผู้พันเลย” ท่าน ผบ. กล่าวยิ้มๆ เข้าใจหนุ่มสาวดี ได้เห็นครอบครัวของลูกน้องอบอุ่นแบบนี้แล้วท่านก็ดีใจด้วย ลูกน้องของท่านครอบครัวพังมากันก็เยอะแล้ว แม้แต่ผู้กองคเชนทร์ก็ด้วย ได้เห็นครอบครัวของผู้พันกรันณ์ยังรักใคร่กันดีอยู่แบบนี้ท่านก็เบาใจ

                “ท้องต่อไปผมขอหลานสาวนะผู้พัน ขอหลานสาวน่ารักๆ เหมือนแม่”

                “รออุ้มหลานได้เลยครับท่าน” แล้วผู้พันหนุ่มก็หัวเราะออกมาอย่างชอบใจ ไม่ได้สนเลยว่าจะถูกน้องนางไม้ค้อนเข้าให้วงโต แก้มนวลแดงระเรื่ออย่างเขินจัด คนบ้า ทำไมต้องมาพูดเรื่องนี้ในที่สาธารณะต่อหน้าทุกคนด้วยล่ะเนี่ย ยิ่งมีแต่ผู้ใหญ่เธอก็ยิ่งเขินนะ นี่ถ้าไม่ติดว่าอุ้มลูกอยู่ขอหยิกท้องแรงๆ หน่อยเถอะ

                ทุกคนที่ร่วมโต๊ะอาหารดูจะแซวคู่รักคู่นี้กันไม่หยุด เมสินีเห็นแล้วก็อดรู้สึกไม่พอใจไม่ได้เมื่อไม่มีใครสนใจเธอเลย พวกเขาทำราวกับเธอไม่มีตัวตนด้วยซ้ำ แต่พอได้เห็นผู้พันกรันณ์ดูแลราชาวดีเป็นอย่างดีแบบนี้เมสินีก็ได้แต่แอบจินตนาการไปคนเดียวว่าถ้าคนที่เขาคอยดูแลอยู่นี้เป็นเธอก็ดีสิ เธออยากถูกเขาโอบกอดแบบนี้ อยากให้เขาป้อนอาหารและคอยเช็ดปากให้ อยากให้เขายิ้มให้เธอด้วยรอยยิ้มหวานๆ แววตาเต็มไปด้วยความรักใคร่ อยากได้...เธออยากได้เขา...


***************************************************************************************

เมนี่...หนูป่วยทางจิตปะลูก

************************

ตอนหน้า เมื่อเมนี่รุก แม่แก้มจะรับมือยังไง รอติดตาม อย่าให้นางไม้ต้องพิโรธนะ 

ผัวใคร ใครก็รัก!!!

*************************

วันพุธเจอกันจ้า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 429 ครั้ง

2,198 ความคิดเห็น

  1. #743 25142551 (@25142551) (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2562 / 10:37

    เมนี่ หนูกำลังหาเหาใส่หัวอยู่นะคะ

    #743
    0
  2. #729 cintharach (@cintharach) (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2562 / 23:37
    รอนะคะ
    #729
    0
  3. #726 felizfeliz (@felizfeliz) (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2562 / 08:40
    เดาต่อว่า

    ผู้กองคเชนทร์เลิกกับเมีย เรื่องต่อไปของไรท์ คงเกี่ยวกับผู้กองคเชนทร์

    ไร้ท์ จะหาเมียใหม่ให้ผู้กองใช่ไหม 😁😁😁
    #726
    4
    • ความเห็นย่อยนี้ถูกลบแล้ว :(
    • ความเห็นย่อยนี้ถูกลบแล้ว :(
  4. #725 sadee (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2562 / 07:24

    งานเข้าอีกแล้วหมอแก้ม สู้ๆๆนะคุณหมอ

    #725
    0
  5. #724 sawutdipab (@sawutdipab) (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2562 / 00:35
    ใช่ ใช่ ผัวใคร ใครก๋รัก อย่ามาลองดีกับแม่แก้มนะยะ 555
    #724
    0
  6. #723 eve (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2562 / 23:21

    เมนี่ หนูยังไม่รู้ถึงอิทธินางไม่ใช่มั้ย 555 ค้างๆๆ อยากข้ามไปวันพุธเลย

    #723
    0
  7. #722 C.L.PIAMSIRI (@Longsaard) (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2562 / 23:16
    ขาดความรักความอบอุ่นรึห้ะ
    #722
    0