ป้องรัก ห่มใจ

ตอนที่ 79 : ความรักมาพร้อมกับโชคชะตา (ตอนพิเศษ 7)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12,148
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 441 ครั้ง
    28 มิ.ย. 62

79.ความรักมาพร้อมกับโชคชะตา

 

                เค้กแต่งงานนี่ช่างหอมหวานและอร่อยเสียจริง ผู้กองนทีได้แต่นั่งมองเจ้าบ่าวกับเจ้าสาวตัดเค้กไปมอบให้แขกผู้ใหญ่ก่อนจะเอามาแจกเพื่อนฝูงต่อ ผู้พันกรันณ์ก็ช่างเอาใจเมีย รู้ว่าเมียชอบกินเค้กก็ตักเค้กป้อนเมียจนลืมลูกแฝด ขวัญตาก็กินเค้กจนเลอะ ไม่วายผู้กองคณินต้องคอยเช็ดปากให้ ส่วนผู้หมวดไกรจักร เขาเพิ่งรู้ว่าผู้หมวดหน้าตี๋มาดนิ่งอ้อนสาวเป็นก็ตอนที่ผู้หมวดหนุ่มอ้อนให้ฟ้ามุ่ยป้อนเค้กนี่แหละ นี่มากันเป็นคู่แบบนี้ เขาที่เป็นชายโสดคนเดียวเลยไม่รู้ว่าจะยิ้มให้ใครดี รู้สึกว่าตัวเองมานั่งผิดโต๊ะยังไงก็ไม่รู้ รู้แบบนี้น่าจะไปนั่งกับเพื่อนๆ ของเขาที่อีกโต๊ะดีกว่า

                “เดี๋ยวผมขอตัวไปห้องน้ำก่อนนะ” เขาบอกแล้วก็ลุกขึ้นทำให้คู่รักทั้งหลายหันมามองตาม แต่ก่อนที่ใครจะทันพูดอะไรเขาก็เดินออกมาจากห้องจัดงานเลี้ยงแล้ว

                ผู้กองหนุ่มถอนหายใจเมื่อได้อยู่คนเดียวอีกครั้ง ที่ด้านหน้าห้องจัดงานเลี้ยงเป็นระเบียงขนาดกว้างเมื่อมองออกไปก็เห็นไฟแสงสีของเมืองกรุงสว่างไสวไปทั่ว เมืองแห่งนี้ไม่เคยหลับใหลจริงๆ ต่างจากเมืองนราธิวาสที่เขาไปอยู่มาที่พอหกโมงเย็นทุกๆ อย่างก็มืดและเงียบไปหมดแล้ว ผู้กองนทีเดินไปที่ริมระเบียง ถึงแม้บริเวณด้านหน้าห้องจัดเลี้ยงจะมีการตกแต่งด้วยดอกไม้และฉากสำหรับถ่ายภาพมากมายแต่ขณะนี้แขกส่วนมากก็จะอยู่ด้านในกัน ที่เห็นด้านนอกก็มีเพียงแค่เหล่าคุณหมอเพื่อนเจ้าสาวที่ยังคงถ่ายภาพเล่นอยู่กับซุ้มดอกไม้อยู่และหัวเราะคิกคักกันตลอด พอเห็นว่าเขาหันไปมองเหล่าคุณหมอสาวๆ ก็มีท่าทีเขินอายกันอย่างสุดๆ ผู้กองหนุ่มมองแล้วก็ยิ้มออกมาบางๆ เท่านั้นก่อนจะหยิบแหวนญาติวงน้อยออกมามองและจูบเบาๆ คิดถึงคนที่เคยสวมแหวนวงนี้ เมื่อปีก่อนตอนงานแต่งงานของผู้พันกรันณ์กับราชาวดีเขายังมีเธออยู่ด้วย ถ่ายภาพที่ซุ้มดอกไม้ด้วยกัน นั่งกินข้าวที่โต๊ะเดียวกัน กินเค้กแต่งงานด้วยกัน ถึงแม้ตอนนั้นเธอจะดูหงอยๆ ที่คนที่เธอแอบรักแต่งงาน แต่เธอก็ยังหัวเราะออกมากับมุขตลกของเขาได้ เขายังได้ยืนอยู่เคียงข้างเธอ ได้พูดคุยกัน แต่ตอนนี้...ป่านนี้เธอจะอยู่ที่ไหนกันนะ จะรับรู้รึเปล่าว่าเขาคิดถึงเธอเหลือเกิน

                “ผู้กองคะ”

                หืม...มีใครเรียกเขารึเปล่า ผู้กองนทีหลุดออกจากห้วงความคิดของตัวเองทันทีเมื่อได้ยินเสียงเหมือนมีคนแรก แต่พอหันกลับไปมองกลับไม่เห็นจะมีใครเลย

                “เจ้าหน้าที่ที่ออกลาดตระเวนมีใครเป็นอะไรมากมั้ยคะ มีใครถูกยิงหรือถูกสะเก็ตระเบิดบ้างรึเปล่า” ลาดตระเวน...ถูกยิง ถูกระเบิดอย่างนั้นหรอ ก่อนหน้านี้ที่นราธิวาสลูกน้องของเขาก็แจ้งมาแล้วนี่ว่าเหตุการณ์ยังปกติดีอยู่ แล้วทำไมถึงมีคนถามอะไรเขาแบบนี้ เหมือนเสียงคนถามจะอยู่ที่ซุ้มดอกไม้ใกล้ๆ นี่เสียด้วยสิ

                “คนร้ายนี่คิดว่าน่าจะพวกเดิมรึเปล่าคะ” เธอยังคงถามอีกเมื่อผู้กองนทีเดินเข้าไปใกล้ซุ้มดอกไม้ที่มีลักษณะเป็นโดมทรงกลมแต่งด้วยม่านเชือกใสร้อยคริสตัลแวววาว ผู้กองนทีค่อยๆ แหวกม่านคริสตัลออกเพื่อมองเธอ เธอยังคงยืนหันหลังให้เขาอยู่ ดูจากการแต่งตัวเธอน่าจะมาร่วมงานแต่งครั้งนี้ ตัวเธอเล็กบอบบางหากแต่สูงดูสมส่วน ชุดราตรีสั้นแบบเปิดไหล่สีฟ้าอ่อนทำให้เธอดูสดใส ผิวกายขาวเนียน ฟังจากน้ำเสียงและสิ่งที่เธอพูดเหมือนเธอจะเป็นเจ้าหน้าที่ไม่ตำรวจก็ทหาร ไม่น่าเชื่อว่าคนทำงานสายนี้จะสามารถทรงตัวยืนบนรองเท้าส้นสูงปลายแหลมขนาดนี้ได้

                “ไว้เสร็จงานแต่งแล้วฉันจะรีบกลับฐานด่วนเลยนะคะ ค่ะ ได้ค่ะผู้กอง สวัสดีค่ะ” แล้วเธอก็ค่อยๆ วางสายโทรศัพท์ ผู้กองนทีที่นึกว่าเป็นเสียงเธอพูดกับเขาถึงกับหน้าแตกขึ้นมาทันทีจนเผลอยกมือขึ้นตบหน้าผากตัวเองอย่างเก้อๆ ทำให้แหวนญาติวงน้อยที่เขาถือเอาไว้อยู่ร่วงจากมือกลิ้งไปทางเธอพอดี

                กริ๊ง!!! เสียงโลหะกระทบพื้นทำให้หญิงสาวที่เพิ่งจะวางสายโทรศัพท์ก้มลงมองดูที่พื้นทันทีก่อนจะมองเลยมาทางชายหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านหลังของเธอ จึงได้เห็นว่าเป็นนายทหารหนุ่มแต่งกายด้วยชุดขาวคล้องกระบี่ เธอจำได้ว่าเขาเป็นหนึ่งในทหารที่มาทำซุ้มกระบี่ให้คู่บ่าวสาวในงาน

                “เออ...แหวนของคุณรึเปล่าคะ” ธารธาราหรือ ร้อยตรีหญิงธารธารา ถามเขาขณะก้มลงไปเก็บแหวนญาติวงน้อยขึ้น เธอมองแหวนญาติยิ้มๆ ก่อนจะส่งคืนให้เขา

                “แหวนนี่...ของผู้กองใช่มั้ยคะ” เธอถามย้ำเมื่อเห็นอีกฝ่ายยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่คล้ายกับตะลึงงัน ที่เธอเรียกเขาว่าผู้กองก็เพราะเห็นดาวบนบ่าของเขา

                “คะ...ครับ ขอบคุณครับ” ผู้กองนทีตอบก่อนจะรับแหวนญาติคืน ที่เขามีท่าทีอึ้งๆ ไปก็เพราะว่าแววตาของเธอช่างคุ้นตาคุ้นใจของเขานัก แววตาหวานคมคู่นี้ช่างเหมือนกับแววตาของเจ้าของแหวนญาติวงนี้ราวกับเป็นคนเดียวกัน

                “ฉันขอตัวก่อนนะคะ” เธอบอกเขายิ้มๆ ก่อนจะเดินออกไปจากซุ้มดอกไม้หากทว่าผู้กองนทีกลับรีบไปขวางทางเธอเอาไว้เสียก่อน ไม่ เขาไม่ยอมให้เธอเดินหนีไปง่ายๆ แบบนี้หรอก

                “ผมขอทราบชื่อคุณได้มั้ยครับ”

                “ค่ะ ฉันชื่อธารธารา ร้อยตรีหญิงธารธารา เป็นทหารพรานหญิงนาวิกโยธินประจำอยู่ที่จังหวัดตราดค่ะ”

                ทหารพรานหญิง...เธอเป็นทหารพรานหญิงอย่างนั้นหรอ

                “ผมชื่อนทีครับ เป็นทหารพรานประจำอยู่ที่นราธิวาส”

                “ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ” ธารธาราเป็นฝ่ายยื่นมือมาทางเขาด้วยความเป็นคนอารมณ์ดีเข้ากับคนง่าย ยิ่งเป็นคนที่ทำอาชีพเดียวกันเธอก็ยิ่งยินดีที่ได้รู้จักกับเขา ไม่คิดว่าการมาร่วมงานแต่งของผู้พันคีรินทร์จะทำให้เธอได้รู้จักกับผู้คนมากมายแบบนี้

                ผู้กองนทีมองมือของเธอที่ยื่นมาหา ก่อนที่เขาจะค่อยๆ ยื่นมือไปสัมผัสกับเธออย่างแผ่วเบาแล้วจึงรีบปล่อย แววตาของเธอช่างเหมือนกับตันหยงเหลือเกิน เพียงแต่เธอจะยิ้มแย้มมากกว่าตันหยงก็เท่านั้น

                “คุณเป็นเพื่อนฝ่ายเจ้าบ่าวหรือเจ้าสาวครับ เออ...ก็น่าจะเป็นเพื่อนฝ่ายเจ้าบ่าวสินะครับเป็นทหารพรานเหมือนกัน”

                “ก็ไม่เชิงค่ะ” ธารธาราตอบ “ความจริงฉันก็ไม่ได้รู้จักกับเจ้าบ่าวเป็นการส่วนตัวหรอกนะคะ แต่ผู้กองที่เป็นผู้บังคับบัญชาของฉันเขาเป็นเพื่อนกับผู้พันคีรินทร์ค่ะ แต่ว่าติดภารกิจมาร่วมงานแต่งไม่ได้เขาก็เลยส่งฉันมาแทน ก็เลยเป็นเหมือนกับว่าฉันเป็นตัวแทนจากทหารพรานนาวิกโยธินที่ตราดมาร่วมแสดงความยินดีค่ะ”

                “เก่งจังเลยนะครับ เป็นผู้หญิงบอบบางแท้ๆ แต่ใจกล้าออกอาสารับใช้ชาติ”

                “ผู้กองก็ชมเกินไปค่ะ ฉันคงไม่ใช่ทหารพรานหญิงคนแรกที่ผู้กองเคยเจอหรอกนะคะ”

                “ครับ ก็...”

                “พี่ผู้กองนที!” ในระหว่างที่ผู้กองนทีกับธารธารากำลังพูดคุยกันอยู่ขวัญตาก็รีบเดินเข้ามาหาเขาทันที มาคนเดียวไม่พอ ยังอุ้มแฝดน้อยมาด้วยคนหนึ่ง

                “โหย ไหนบอกว่ามาห้องน้ำไง หายมาซะนานเลยนะ อ่ะ อุ้มซีลให้หน่อย” อยู่ๆ เธอก็ส่งแฝดน้อยคนพี่มาให้เขาอุ้มอย่างมัดมือชก ผู้กองนทีเลยได้แต่รีบประคองแฝดน้อยเอาไว้ในอ้อมแขน พ่อเขายิ่งหวงๆ อยู่ เกิดทำลูกเขาเป็นอะไรขึ้นมาผู้พันกรันณ์ได้หักคอเขาทิ้งแน่

                “พี่รันให้ขวัญช่วยดูซีลให้ ส่วนเรนเจอร์ตอนนี้กำลังแหกปากร้องอยู่ข้างใน จอมโวยวายเลยล่ะเจ้าเด็กนั่น พี่ช่วยดูซีลให้หน่อยนะขวัญจะไปเข้าห้องน้ำ เดี๋ยวมาครู่เดียวเท่านั้น ซีลน้อย คิดซะว่าอยู่กับคุณพ่อนะลูก” เธอบอกเขาแล้วก็ก้มลงมาบอกหลานในอ้อมแขนของเขาก่อนจะวิ่งหน้าตั้งไปทางห้องน้ำ ทิ้งซีลเอาไว้ให้เขาดูแลโดยไม่สนใจจะถามเลยว่าเขาดูแลเด็กเป็นรึเปล่า แต่ก็เอาเถอะ เธอแค่ไปห้องน้ำเท่านั้นเดี๋ยวก็คงมารับเอาหลานคืนแล้ว

                “แอ้!!!

                “โอ๋ๆๆ ไม่ร้องนะลูกนะ ไม่ร้องนะครับคนเก่ง” เขารีบโอ๋หลานก่อนที่แฝดน้อยจะร้องจ้าขึ้นมาอีกคน ราชาวดีบอกว่าซีลเป็นเด็กที่ไม่ค่อยงอแงเท่ากับเรนเจอร์ รายนั้นนะ ถ้าได้ร้องไห้ขึ้นมายากที่จะเอาอยู่เลยล่ะ

                ธารธาราได้แต่มองเขาอุ้มแฝดน้อยอย่างเอ็นดู หลงเข้าใจผิดเพราะคำพูดของขวัญตาและท่าทางของเขา คิดว่าผู้กองนทีเป็นพ่อของเด็กน้อยไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

                “ลูกชายน่ารักจังเลยนะคะ” เธอบอกเขา ถึงแม้ว่าพ่อกับลูกจะหน้าตาไม่เหมือนกันซักนิดก็เถอะ สงสัยจะได้แม่ แม่ของเด็กน้อยก็ยังดูเด็กอยู่เลย ท่าทางผู้กองนทีคนนี้จะได้ภรรยาวัยใส

                “เออ คือว่า...”

                “ลูกคุณชื่ออะไรหรอคะ ตาแป๋วน่ารักมากเลย”

                “ชื่อซีลครับ เป็นฝาแฝดน่ะครับ แฝดอีกคนอยู่ในงานชื่อเรนเจอร์”

                “ต๊าย ชื่อน่าเอ็นดูสมกับเป็นลูกทหาร ซีลกับเรนเจอร์ คนต่อไปนี่ต้องชื่อรีคอน นาวิก แอร์ฟอร์ซแน่ๆ เลยใช่มั้ยคะ” ธารธารายิ้มให้แฝดน้อยอย่างเอ็นดูก่อนจะจับมือป้อมๆ ของแฝดน้อยเล่น

                “เป็นเด็กดีนะครับน้องซีล คุณอาต้องไปแล้วนะครับ ยินดีที่ได้รู้จักกับหนูนะ” ธารธาราบอกก่อนจะหันมาทางผู้กองนทีอีกครั้ง

                “ฉันต้องขอตัวก่อนนะคะผู้กอง ลาก่อนค่ะ” ว่าแล้วธารธาราก็เดินออกไปจากงานทันทีโดยไม่ทันที่ผู้กองนทีจะเรียกเธอเอาไว้อีกรอบ จะตามไปก็ตามไปไม่ได้เพราะเธอเหมือนจะกลับไปเลย ส่วนเขา เขามีแฝดน้อยอยู่ในอ้อมแขนแบบนี้ใครจะกล้าพาหลานออกไปตากอากาศข้างนอกกัน เด็กทารกผิวบอบบางภูมิคุ้มกันยังไม่เต็มร้อย เกิดเขาพาหลานออกไปแล้วแฝดน้อยป่วยขึ้นมาชีวิตของเขาได้หาไม่แน่ๆ

                “ซีลจ๋า อาขวัญมาแล้ว” นั่นไงตัวต้นเหตุ ทำหน้าตาไม่รู้เรื่องรู้ราวแบบนี้มันน่านัก ทิ้งหลานเอาไว้เป็นภาระของเขาแล้วก็หายจ้อยไป พอเรื่องมันจบแล้วถึงจะกลับมา

                “หูย เกือบวิ่งเข้าห้องน้ำไม่ทันแน่ะ ดีนะไม่ราดกลางทาง” เรื่องแบบนี้ไม่จำเป็นต้องบอกเขาก็ได้มั่ง เขาไม่ได้อยากจะรู้

                “ผู้กองคณินไปไหน” หายหัวไปไหนกัน ทำไมถึงไม่รู้จักควบคุมแฟนตัวเอง ปล่อยให้ยัยเด็กแสบนี่มาป่วนเขาอยู่ได้

                “อ๋อ ไปนั่งดื่มอยู่กับเพื่อนๆ ที่อีกโต๊ะน่ะ เห็นเขาถามหาพี่ผู้กองนทีด้วยนะ รีบๆ ไปปาร์ตี้กับเพื่อนสิ” ว่าแล้วก็เข้ามาอุ้มหลานไปจากเขาก่อนจะเดินกลับเข้างานไปอย่างสบายใจเฉิบหลังจากสร้างเรื่องให้เขาแล้ว หนอย....ยัยเด็กตัวป่วน ป่วนมันทั้งอาทั้งหลานเลย ฮึ่ม!!! แล้วนี่เขาจะมีโอกาสได้เจอกับธารธาราอีกรึเปล่า เพียงแค่เจอเธอได้ไม่นานแต่เขากลับรู้สึกว่าคุ้นเคยกับเธอราวกับเคยรู้จักกันมาก่อน เห็นทีคงต้องหาโอกาสถามจากผู้พันคีรินทร์เสียแล้วสิว่าหญิงสาวเป็นใคร ผู้พันคีรินทร์น่าจะให้คำตอบกับเขาได้

 

                “อ้าวพี่รัน ไม่อยู่ดื่มกับพวกเพื่อนๆ หรอคะ” ราชาวดีหันมาถามสามีขณะที่เธอกำลังนั่งเล่นกับลูกน้อยในรถเข็นอยู่ ซึ่งจุดนี้เป็นส่วนหนึ่งของห้องจัดงานเลี้ยง มีลักษณะเป็นห้องทรงกลมรอบด้านเป็นกระจกใสและหลังคาก็เป็นหลังคากระจกมองเห็นท้องฟ้าในยามค่ำคืนด้วย และภายในห้องนี้ก็ประดับเอาไว้ด้วยดอกไม้สดนานาชนิด ขณะนี้แขกในงานกำลังกินดื่มกันอยู่ ราชาวดีกลัวว่าลูกน้อยของเธอจะส่งเสียงร้องรบกวนแขกท่านอื่นๆ จึงได้พาลูกมาเล่นที่นี่แทน

                “นานๆ พี่รันจะได้เจอเพื่อนทั้งที ไปดื่มกับเพื่อนๆ ก็ได้นะคะแก้มกับแฝดน้อยไม่ว่าหรอกค่ะ” เธอยิ้มอย่างอ่อนโยนให้เขาขณะมองออกไปยังจัดโต๊ะจัดเลี้ยงที่แขกทุกคนกำลังกินดื่มกันอยู่ เนื่องจากดึกมากแล้ว พอท่าน ผบ.ทบ. และนายทหารชั้นผู้ใหญ่หลายๆ คนกลับไปทุกคนก็กินดื่มกันอย่างเต็มที่

                “ไม่เอา แต่งเครื่องแบบอยู่ไม่กล้าดื่ม”

                “พ่อทหารคนดี” เธอยิ้มประชดเขาก่อนจะลุกขึ้นยืนผู้พันกรันณ์จึงเดินเข้ามาประชิดตัวเธอพร้อมกับกอดเธอเอาไว้แน่นก่อนจะค่อยๆ โน้มตัวลงมาหอมแก้มเธอฟอดใหญ่ ราชาวดีจึงได้กลิ่นแอลกอฮอล์จางๆ จากเขา

                “เนี่ยนะคะไม่กล้าดื่ม กลิ่นคลุ้งเชียว”

                “เหล้าหกใส่พี่ต่างหาก”

                “เหล้าหกแล้วทำไมชุดไม่เปียกคะ”

                “แห้งแล้ว” เขาว่าแล้วกระชับกอดเธอแน่นขึ้น ซุกหน้าคลอเคลียอยู่ข้างแก้มนวลอย่างลุ่มหลง

                “พี่รัน อายคนอื่นนะคะ คนในงานออกเยอะแยะ คืนนี้เราไม่ใช่เจ้าบ่าวกับเจ้าสาวซักหน่อย” ราชาวดีพยายามผละออกจากเขาพร้อมกับยกมือขึ้นปิดปากพ่อทหารกล้าของเธอเอาไว้ เขาจึงหัวเราะออกมาเบาๆ แทน

                “งั้นเรามาแต่งงานกันอีกครั้งมั้ยครับ เนี่ย มีพยานแล้ว” เขามองมาทางแฝดน้อยที่นอนอยู่ในรถเข็นสำหรับเด็กฝาแฝดคันสีดำแดง แฝดน้อยทั้งสองมองพ่อกับแม่กันตาแป๋วแล้วก็ยิ้มหวานกันออกมา และรอยยิ้มหวานๆ นี้ก็ผูกหัวใจของคนเป็นพ่อกับแม่เอาไว้ได้อย่างอยู่หมัด ผู้พันกรันณ์เดินไปหยิบดอกกุหลาบสีขาวที่ประดับอยู่ภายในห้องกระจกมาก่อนจะค่อยๆ นั่งคุกเข่าลงข้างหนึ่งต่อหน้าราชาวดีแล้วยื่นดอกไม้ไปให้เธอ

                “น้องนางไม้...พี่รักน้องนางไม้มากเหลือเกิน น้องนางไม้แต่งงานกับพี่นะครับ พี่จะดูแลน้องนางไม้ให้ดี จะรักน้องนางไม้ให้มากๆ เลยนะ แต่งงานกับพี่อีกครั้งนะครับ” ราชาวดียิ้มให้เขาอย่างเขินอาย แต่ก็ปลื้มหัวใจอย่างสุดๆ ตั้งแต่รู้จักกันมาจนแต่งงานกันพี่รันของเธอรักเธอได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย เขารักเธอ ใส่ใจเธอทุกอย่าง เขาทำให้ชีวิตของเธอมีแต่ความสุข อบอุ่นและปลอดภัย เธอดีใจเหลือเกินที่ได้เกิดมาเจอกับเขา พ่อทหารพรานมาดดุของทุกคน ใครจะไปรู้กันว่าเขาจะโรแมนติกได้มากขนาดนี้

                “ตอนนี้น้องนางไม้มีเจ้าของแล้ว พี่รันต้องขออนุญาตเจ้าของน้องนางไม้ก่อนนะคะ” เธอหันมาทางเจ้าของเธอที่นอนดูดนิ้วตาแป๋วอยู่ในรถเข็น ผู้พันกรันณ์จึงดึงดอกกุหลาบสีขาวมาจากช่ออีกสองดอกแล้วปักลงที่ชุดทักซิโดของแฝดน้อยทั้งสอง

                “อนุญาตให้พ่อรันแต่งงานแต่งงานกับแม่แก้มด้วยนะครับแฝดน้อย”

                “แอ้!” เสียงใสๆ ที่ร้องออกมาผู้พันกรันณ์เลยตีความเอาว่าลูกอนุญาตแล้ว เขาจึงหันกลับมาทางน้องนางไม้อีกครั้ง

                “ลูกอนุญาตแล้ว แต่งงานกับพี่อีกครั้งนะครับ”

                “แต่งดีมั้ยน้า” ราชาวดีแล้วว่าแล้วก้มลงมาคุยกับลูกบ้าง

                “แต่งดีมั้ยลูก หืม ให้แม่แก้มแต่งกับพ่อรันมั้ยครับ”

                “แอ้!!!” สองแฝดน้อยประสานเสียงกันขึ้นแล้วก็ยิ้มแป้นกันคนเป็นพ่อกับแม่เลยอดพากันหัวเราะให้กับความไร้เดียงสาของลูกไม่ได้

                “ลูกให้แต่งแล้ว แต่งเถอะ” ผู้พันกรันณ์ว่า ราชาวดีจึงพยักหน้ารับแต่โดยดี

                “ค่ะ แก้มจะแต่งงานกับพี่รัน...อีกครั้ง” เธอยอมรับดอกกุหลาบสีขาวในมือของเขามาก่อนจะปักดอกกุหลาบเอาไว้กับเรือนผมนุ่มที่เธอรวบมาเป็นทรงสวย ผู้พันกรันณ์ได้ยินแบบนี้ก็รีบลุกขึ้นยืนแล้วดึงเอาเธอเข้ามากอดเอาไว้แนบอกทันที

                “น้องนางไม้จะรับพี่เป็นสามีมั้ยครับ”

                “รับค่ะ แล้วพี่รันล่ะคะ จะรับน้องนางไม้เป็นภรรยามั้ย”

                “รับสิครับ ไม่รับก็โง่แล้ว” พูดจบเขาก็ก้มลงมาจูบเธอทันที ราชาวดีจึงยกสองแขนขึ้นไปกอดรอบคอของเขาเอาไว้แล้วรับจูบแสนหวานจากเขา จูบแสนหวานละมุนไปถึงหัวใจโดยมีแฝดน้อยนอนมองเป็นพยานของความรักนี้

                “แก้มรักพี่รันค่ะ”

                “พี่ก็รักแก้มนะครับ” เขาตอบแล้วจูบเธอต่ออย่างมีความสุข ถึงแม้นี่จะไม่ใช่วันแต่งงานของเขา แต่เขาก็มีความสุขมากราวกับได้เป็นเจ้าบ่าวเสียเองและมีน้องนางไม้ของเขาเป็นเจ้าสาว เขาและเธอมองสบตากันอย่างรู้ใจก่อนที่จะหันไปอุ้มเอาลูกน้อยขึ้นมา ผู้พันกรันณ์อุ้มเอาแฝดคนพี่ส่วนราชาวดีอุ้มเอาแฝดคนน้องเอาไว้

                “งานแต่งครั้งนี้ซีลกับเรนเจอร์เป็นพยานความรักของพ่อกับแม่นะลูก พ่อจะรักแม่แก้มกับลูกทั้งสอง จะดูแลปกป้องแม่แก้มกับลูกทั้งสองแล้วพ่อก็จะไม่ทำให้แม่แก้มกับลูกทั้งสองต้องเสียใจอีกแล้ว เราสี่คนจะรักกันให้มากๆ เลยนะ” ผู้พันกรันณ์บอกกับลูกเมีย ราชาวดีจึงเอียงตัวมาซบอกอุ่นของเขาเอาไว้

                “แม่แก้มก็จะรักแฝดน้อยกับพ่อรันให้มากๆ จะเป็นภรรยาที่ดีของพ่อรันและเป็นคุณแม่ที่แสนดีของแฝดน้อยนะลูก เราสี่คนได้อยู่ด้วยกันอย่างนี้ แม่ดีใจที่สุดเลย”

                เพลงรักภายในงานแต่งบรรเลงขึ้นเคล้าคลอกับบรรยากาศแห่งความรัก ราชาวดีกับผู้พันกรันณ์อิงแอบแนบซบกันอย่างแนบแน่น โยกตัวไปช้าๆ กับจังหวะเบาๆ ของเพลงรักโดยมีลูกน้อยทั้งสองอยู่ในอ้อมแขน แฝดน้อยส่งเสียงอ้อแอ้ชูมือน้อยๆ เล่น พากันยิ้มหวานอย่างมีความสุขภายในอ้อมอกและความรักแสนหอมหวานของพ่อรันกับแม่แก้ม

 

                “หวานกันจริ้งคู่นี้” ขวัญตาอดว่าไม่ได้เมื่อเห็นพี่ชายและพี่สะใภ้จู๋จี๋กันอยู่ที่มุมห้องกระจกของห้องจัดเลี้ยง เธอเห็นตั้งแต่ที่พี่ชายของเธอคุกเข่ายื่นดอกไม้จีบเมียแล้ว จีบเมียไม่พอก็จีบลูกด้วยก่อนที่เขาจะลุกขึ้นมากอดจูบกับพี่หมอแก้มของเธออย่างหวานซึ้งสุดๆ จนตอนนี้ทั้งคู่กำลังเต้นรำกันโดยมีลูกน้อยทั้งสองในอ้อมอก นี่จะพากันรู้ตัวรึเปล่าว่าแขกในงานกำลังมองอยู่ พี่หมอเอื้อยก็ช่างเป็นใจรีบบอกให้ช่างภาพไปเก็บภาพของคู่รักคู่นี้เอาไว้ด้วย

                “ผู้กอง” ขวัญตาที่นั่งร่วมโต๊ะอยู่กับทุกคนหันมาดึงแขนเสื้อคนรักเบาๆ เขาจึงหันมามองพลางขมวดคิ้วขึ้นอย่างสงสัยว่าเธอเรียกเขาทำไม

                “เอาแตงกวาของผู้กองมากินหน่อยสิ”

                พรวด!!! ผู้กองนทีกับผู้หมวดไกรจักรและเพื่อนทหารของพวกเขาพากันสำลักเครื่องดื่มกันทันทีเมื่อได้ยินเด็กสาวบอกคนรักแบบนี้จนพาลให้ชายหนุ่มทั้งหลายพากันคิดไปไกลในเรื่องที่ผู้ชายรู้กันดี ส่วนผู้กองคณินนั้นหน้าแดงไปจนถึงใบหูเรียบร้อยแล้ว

                “อะ...อะไรนะ” ยัยเด็กนี่คิดจะพูดอะไรกันแน่ล่ะเนี่ย

                “ก็บอกว่าเอาแตงกวามากินหน่อย แตงกวาของผู้กองน่ะ”

                “จะบ้าหรอ เป็นเด็กเป็นเล็กใครสั่งใครสอนให้พูดแบบนี้ คนอยู่ตั้งเยอะไม่รู้จักอายรึไง” ผู้กองคณินดุเธอทันที ยัยตัวแสบนี่ เดี๋ยวเถอะ

                “อ้าว แค่ขอกินแตงกวาทำไมต้องอายด้วย อย่ามาขี้งกนะ” แล้วขวัญตาก็ชี้มาที่แตงกวาที่ฝานเป็นแว่นสวยอยู่ในจานของผู้กองคณิน “แตงกวาในจานผู้กองมีตั้งเยอะ แบ่งให้ฉันบ้างไม่ได้หรอ เนี่ย นั่งมองพี่รันกับพี่หมอแก้มจู๋จี๋กันจนเลี่ยนไปหมดแล้ว เอาแตงกวามากินแก้เลี่ยนหน่อย”

                “เฮ้อ!” แล้วทุกคนก็พากันถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเมื่อรุ้ว่าเด็กสาวไม่ได้พูดเรื่องที่ชวนให้คิดไปไกล แต่เป็นพวกเขาเองต่างหากที่คิดไปกันเอง

                “อ๋อ ตะ...แตงกว่านี่หรอ เอาสิ ขวัญเอาไปเลย” ผู้กองคณินเองก็ใจหายใจคว่ำไปหมดขณะตักแตงกวาในจานของเขาให้เธอ ดีนะที่ท่านนายพลปภพคุยอยู่กับครอบครัวของหมอเอื้อย ถ้าท่านมาได้ยินหลานสาวคนสวยพูดแบบนี้นะ เขาโดยย้ายแบบสายฟ้าแลบแน่ๆ แล้วยิ่งถ้าผู้พันกรันณ์มาได้ยินนะ คืนนี้คงเป็นวันตายของเขา

                “ใกล้ได้เวลาเข้าหอแล้วสิเนี่ย” ผู้กองคณินยกนาฬิกาขึ้นมาดู ซึ่งเวลาเข้าหอเป็นเวลาสี่ทุ่มตรง ผู้พันคีรินทร์ยังคุยอยู่กับผู้การอยู่ ส่วนหมอเอื้อยก็อยู่กับเหล่าเพื่อนๆ คุณหมอ ขวัญตาดูจะล้ามากแล้วเพราะช่วงนี้เธอออกฝึกภาคสนามหนักมาก เขาที่เคยฝึกมาก่อนรู้ดีว่าโหดแค่ไหน พอฝึกเสร็จเขาก็ไปรับเธอมาอาบน้ำแต่งตัวแล้วก็มางานแต่งเลย ยัยตัวแสบเห็นป่วนคนนั้นคนนี้อยู่ตอนนี้เริ่มใกล้จะหมดฤทธิ์เสียแล้ว

                “ง่วงมั้ย” เขาก้มลงมาถามขวัญตา เธอเลยพยักหน้าตอบแต่มือก็ยังคงใช้ส้อมจิ้มแตงกวากับสลัดในจานกินอยู่

                “เช็คอินนอนที่โรงแรมนี่ได้เลยมั้ยผู้กอง เมื่อเช้านี้วิ่งแบกปืนคลุกดินล้าไปทั้งตัวแล้ว ซ้ำยังทำปลอกกระสุนกระเด็นใส่หน้าตอนยิง M16 อีก ผู้กองเกือบได้แฟนหน้าแหกแล้วรู้มั้ย” ได้ฟังเด็กสาวเล่าเรื่องที่ฝึกภาคสนามให้ฟัง เหล่าทหารที่ร่วมโต๊ะอยู่ด้วยกันเลยพากันหัวเราะออกมาพร้อมกับให้คำแนะนำเรื่องการยิงปืนกับเธอเพราะพวกเขามีประสบการณ์มากกว่า

                “ได้เลือดพี่ชายมาบ้างมั้ยเนี่ย ผู้พันเป็นสไนเปอร์ยิงปืนแม่นอย่างกับจับวาง วันนี้ตอนฝึกยิงปืนยิงเข้าเป้ารึเปล่าเรา” ผู้กองนทีถามเธอหลังจากให้คำแนะนำเรื่องการยิงปืนแล้ว ขวัญตาเลยยักไหล่ใส่

                “เรื่องแค่นี้เอง”

                “เข้าเป้าทุกนัด”

                “เปล่า เป้าสะอาดทุกนัด เก่งมั้ยล่ะ”

                “มันใช่เรื่องภูมิใจตรงไหนยิงไม่เข้าเป้าซักนัดเนี่ย เดี๋ยววันหยุดยาวนี้ไปที่ฐานด้วยกันเลย จะติวเข้มให้” ผู้กองคณินว่า ขืนยิงปืนไม่ได้เรื่องเกิดไปปฏิบัติงานจริงเขาไม่ยิ่งห่วงเธอหรอ

                “พี่รันจะให้ไปหรอ”

                “ถ้ารู้ว่าเรายิงปืนไม่เข้าเป้าซักนัด เขานั่นแหละจะมาเป็นครูฝึกให้เองเลย เลือกเอา จะให้พี่สอนหรือจะให้ผู้พันสอน”

                “เออ...ไม่เอาซักคนได้มั้ย ฝึกมาเหนื่อยๆ ของนอนอยู่บ้านเลี้ยงหลานช่วยพี่หมอแก้มละกัน”

                “ฝันไปเถอะ” ผู้กองคณินว่า “ให้พักพรุ่งนี้วันเดียว ที่เหลือติวเข้มยาวๆ กลับไปฝึกรอบนี้เอาให้ครูฝึกอึ้งไปเลยนะ”

                “ผู้กองไม่รู้อะไร ครูฝึกเขามีพระดี เขาเอาพระดีไปแขวนไว้ที่เป้ายิง เหอะ! ต่อให้พี่รันไปยิงเองกับมือก็ไม่เข้าเป้าหรอก ดีไม่ดีปืนขัดลำกล้องด้วยซ้ำ”

                ปั้ก!!! แล้วผู้กองคณินก็ดีดนิ้วมาที่หน้าผากของเธออย่างจัง

                “รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง ตัวเองยิงปืนไม่เข้าเป้ายังไปโทษคนอื่น โทษพระโทษเจ้าอีก เดี๋ยวให้ยิง RPG กับ M60 เลยละกัน เอาให้คล่อง ไม่คล่องไม่ต้องพัก”

                “โหยผู้กอง นี่แฟนนะไม่ใช่ลูกน้องทหารพราน” เธอครวญพลางเขย่าแขนของเขาไปมาแล้วทำหน้าอ้อนซบลำแขนแกร่งนี้ ผู้กองคณินจึงลูบผมเธอเบาๆ อย่างแสนรักและเอ็นดูกับยัยตัวแสบที่เดี๋ยวนี้รู้จักอ้อนเขาแล้ว

                “ก็เพราะว่าเป็นแฟนนี่แหละถึงต้องติวเข้ม ถ้ายิงปืนไม่ได้เรื่องแล้วเวลาออกไปทำงานจริงๆ จะทำยังไง ไม่รักไม่ห่วงจะใส่ใจขนาดนี้หรอ หืม”

                “ฮิ้วววว” แล้วทุกคนในโต๊ะก็ร้องแซวกันออกมาเมื่อได้ยินผู้กองคณินบอกรักแฟนวัยใสของตนต่อหน้าเพื่อนฝูง ขวัญตาที่เถียงเขาฉอดๆๆ เลยได้แต่ก้มหน้างุดอย่างอายๆ

                ในที่สุดก็ได้เวลาส่งตัวเจ้าบ่าวกับเจ้าสาวเข้าห้องหอแล้ว ผู้พันคีรินทร์โชว์ความแข็งแรงของตนโดยการอุ้มเจ้าสาวตั้งแต่ห้องจัดงานเลี้ยงขึ้นลิฟท์ไปยังห้องสวีทสุดหรูที่ใช้เป็นห้องหอสำหรับคืนนี้ ซึ่งภายในห้องตกแต่งด้วยดอกไม้สดแสนสวยมากมาย มีเหล่าเพื่อนฝูงคนสนิทเข้ามาร่วมยินดีและส่งเสียงแซวคู่บ่าวสาวกันไม่หยุดจนผู้พันคีรินทร์เขินแล้วเขินอีก

                “ไอ้ภูๆ คืนนี้มีอะไรให้ช่วยมั้ยเพื่อน” เสียงเพื่อนคนสนิทของเจ้าบ่าวร้องถาม ก่อนจะโดนเจ้าบ่าวสวดคืนจนร้องฮิ้วกันแทบจะไม่ทัน หลังจากที่ส่งเจ้าบ่าวกับเจ้าสาวเข้าห้องหอแล้วเพื่อนๆ เจ้าบ่าวเจ้าสาวก็ออกไปกันเหลือเอาไว้เพียงแค่ญาติผู้ใหญ่และคนในครอบครัวเท่านั้น

                “แหม น่าเสียดายจังคืนนี้ไม่มีเหตุรุนแรงอะไรที่ฐาน ไม่งั้นเจ้าบ่าวอาจได้ทิ้งเจ้าสาวไปทำงานที่แม่สอดในคืนนี้” ผู้พันกรันณ์ว่าขึ้นหลังจากที่ผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าบ่าว ซึ่งก็คือท่านนายพลปภพกับคุณหญิงกรกช และผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาวซึ่งก็คือครอบครัวของหมอเอื้อยอวยพรให้คู่บ่าวสาวในคืนส่งตัวเข้าหอแล้ว

                “ใครจะไปซวยเหมือนมึงไอ้รัน แต่งงานทั้งทีก็ไม่ได้เข้าหอ”

                “โหยพี่ ถึงคืนแต่งงานผมจะไม่ได้เข้าหอ แต่คืนเข้าหอคืนแรกของผม ผมก็ชดเชยให้เจ้าสาวของผมอย่างเต็มที่ เก็บทุกเม็ดทุกหน่วยไม่ขาดตกบกพร่อง ไม่เชื่อก็ลองถามน้องนางไม้ของผมดู”

                “พี่รัน!” ราชาวดีตีต้นแขนพ่อตัวดีของเธอทันที พูดบ้าอะไรออกมาไม่คิดว่าเธอจะอายรึยังไงกัน

                “อ้าว ตีพี่ทำไม คืนแรกของเราหวานกันสุดๆ เนี่ย ผลผลิตของคืนนั้น” ผู้พันกรันณ์ว่าแล้วชี้ไปทางแฝดน้อยที่ตอนนี้นอนหลับอุตุดูดนิ้วอยู่ในรถเข็นเด็กของตนทำเอาผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายได้แต่พากันส่ายหน้าให้กับคนเห่อลูกไม่หาย ไม่ว่าจะพูดเรื่องอะไรสุดท้ายเขาก็วกกลับมาที่การพูดถึงลูกน้อยของตัวเองตลอด

                “แก้ม ลากมันออกไปได้แล้วพี่รำคาญมัน เห็นแก่เจ้าแฝดนะไม่งั้นจะสั่งซ่อมมันเดี๋ยวนี้แหละ” ผู้พันคีรินทร์ว่า ทุกคนก็เลยอวยพรเจ้าบ่าวกับเจ้าสาวอีกเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะพากันออกมาจากห้องหอ ดูท่าเจ้าบ่าวจะอยากจู๋จี๋กับเจ้าสาวของตนเต็มทนแล้ว

                หลังจากที่กล่าวลาครอบครัวของหมอเอื้อยที่จะพักกันที่โรงแรมคืนนี้แล้ว ผู้พันกรันณ์ก็เข็นรถลูกแฝดเดินตามท่านนายพลปภพและคุณหญิงกรกชลงมาที่ชั้นล่างของโรงแรมเพื่อจะกลับบ้าน ส่วนแขกคนอื่นๆ ในงานนั้นก็ทยอยกันกลับเกือบจะหมดแล้ว

                “เดี๋ยวนะ นี่เราลืมใครไปคนหนึ่งรึเปล่า” ผู้พันหนุ่มเอ่ยถึงเมื่อคนขับรถของบ้านเปิดประตูรถให้ ราชาวดีจึงได้แต่หันมามองหน้ากันกับพ่อแม่สามี

                “ยัยขวัญ!!! ยัยตัวแสบหายไปไหนแล้ว ตอนส่งเจ้าบ่าวเจ้าสาวเข้าหอยังอยู่ด้วยกันอยู่เลย”

                “นั่นสิคุณหญิง ยัยขวัญล่ะ” ท่านนายพลปภพเองก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้ เห็นคืนนี้เธออยู่กับผู้กองคณินตลอดเวลาเลย

                “ผู้กอง เดี๋ยวก่อน!!!” ในจังหวะนั้นผู้กองนทีก็เดินออกมาจากโรงแรมพอดี พอเห็นผู้พันหนุ่มร้องเรียกเสียงเข้มเขาก็รีบเดินเข้ามาหา นี่มีเรื่องอะไรอีกรึเปล่าเนี่ย งานเลี้ยงก็จบลงอย่างสวยงามแล้วนี่นา เขาคิด

                “ผู้กองคณินกับยัยขวัญล่ะ ยังอยู่ในงานกันรึเปล่า”

                “เออ...” ผู้กองนทีไม่รู้จะตอบว่ายังไงดี เพราะทันทีที่ส่งเจ้าบ่าวเจ้าสาวเข้าห้องหอแล้วผู้กองคณินก็พาเธอออกไปจากโรงแรมเลย “ผู้กองคณินน่าจะพาไปส่งที่บ้านแล้วครับ”

                “ทำไมต้องพาไปส่ง ทำไมยัยขวัญไม่รอกลับพร้อมพวกผม” ยัยเด็กนี่ชักจะเหลวไหลใหญ่แล้วนะ

                “ขวัญตาคงเหนื่อยแล้วก็เพลียมากน่ะครับ ตอนอยู่ในงานก็ทำท่าจะหลับหลายรอบแล้วผู้กองคณินเลยรีบพาไปพัก ก่อนหน้านี้ได้ข่าวว่าฝึกภาคสนามมายังไม่ได้พักก็มางานแต่งต่อทันทีเลย”

                “ให้มันได้อย่างนี้สิยัยเด็กนี่” คนหวงน้องสถบออกมาก่อนจะหันมาทางลูกน้องเก่าอีกครั้ง “แล้วนี่ผู้กองจะไปไหน ไปพักที่บ้านผมก่อนมั้ย”

                “ผมขอตัวดีกว่าครับ ผมจองโรงแรมเอาไว้แล้ว ว่าจะกลับไปเปลี่ยนชุดก่อนคืนนี้มีนัดไปต่อกับเพื่อน นานๆ จะได้พักแล้วก็ได้เจอเพื่อนฝูงทั้งที คนโสดก็แบบนี้แหละครับ หรือผู้พันสนใจจะไปด้วยกันมั้ย” ผู้กองนทีกลับมาเป็นผู้กองนักรักอีกครั้งแล้วหันมาทางราชาวดีว่าเธอจะอนุญาตให้สามีไปกับเขามั้ย หญิงสาวจึงเพียงแค่ยิ้มบางๆ ตอบ

                “งั้นก็ตามสบายเถอะ ผมต้องพาลูกเข้านอนแล้วก็ชำระคดีความกับยัยขวัญต่อ ถ้าพรุ่งนี้ผู้กองติดต่อผู้กองคณินไม่ได้ล่ะก็...ไปเก็บศพเขาที่บ้านผมก็แล้วกันนะ”

                “อย่าให้ศพเละมากนะครับ ผมกลัวจำหน้าเพื่อนไม่ได้ขี้เกียจเอาศพไปพิสูจน์ดีเอ็นเอ” ผู้กองนทีบอกก่อนจะหันมาทำความเคารพท่านนายพลปภพกับคุณหญิงกรกช ราชาวดีและผู้พันกรันณ์ก่อนที่เขาจะเดินไปขึ้นรถของตัวเองที่จอดอยู่ลานจอดรถหน้าโรงแรม ผู้พันกรันณ์กับครอบครัวจึงพากันขึ้นรถกลับบ้าน ในใจก็คิดแต่เรื่องจะเล่นงานน้องสาวกับว่าที่น้องเขยอย่างเต็มที่ จะกลับก่อนก็ไม่บอกพวกเขาซักคำ ผู้กองคณินนี่ชักจะเหลวไหลตามขวัญตาซะแล้ว

 

                หลังจากที่อาบน้ำเปลี่ยนเป็นชุดนอนแล้วหมอเอื้อยก็แทบจะคลานขึ้นไปบนเตียงนอนขนาดใหญ่ด้วยความรู้สึกอ่อนล้า เหนื่อยกับงานแต่งมาเยอะ ยิ่งเธอกำลังตั้งท้องด้วยก็ยิ่งเหนื่อยพาลจะหลับวันละหลายรอบ หมอสูตินารีที่รู้อาการของคนท้องเพียงแค่ทฤษฎีตอนนี้รู้ซึ้งดีแล้วว่าคนท้องจริงๆ เขารู้สึกอย่างไร ผู้พันคีรินทร์ที่เพิ่งจะอาบน้ำเสร็จเห็นเมียรักขึ้นไปนอนก่อนเขาก็เดินเข้าไปหาเธอทันที ดูท่าทางเธอจะเหนื่อยล้าจริงๆ พอขึ้นมาบนเตียงแล้วว่าที่คุณพ่อคนใหม่ก็ก้มลงเอาหูไปแนบกับท้องของหมอเอื้อยทันที เขาจะได้แฝดบ้างมั้ยน้า เขาคุยกับพ่อตาแม่ยายแล้ว ทั้งสองคนไม่มีพันธุกรรมฝาแฝดเลยทั้งคู่ แต่แม่ของเขามีฝาแฝด น้องสาวของเขาก็ท้องลูกแฝด แล้วเขาล่ะ จะมีโอกาสได้อุ้มลูกทีเดียวสองคนเหมือนไอ้น้องเขยมั้ยนะ และที่สำคัญ...ลูกสาว เขาอยากได้ลูกสาว ดูอย่างราชาวดีสิ เขาเลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก ทั้งสวยทั้งเรียบร้อยแล้วก็เรียนเก่งจนได้เป็นหมอชื่อดังอีก ถ้าได้ลูกสาวเขาจะเลี้ยงให้เป็นแบบน้องสาวให้ได้เลย

                “ผู้พัน...ทำอะไร” หมอเอื้อยที่ใกล้จะหลับแล้วถามเขาเมื่อรู้สึกว่าสามีแนบหูอยู่กับท้องของเธอนานมากแล้ว

                “ฟังดูว่าจะได้ลูกแฝดแบบไอ้รันรึเปล่า”

                “ผู้พันอยากได้แฝดหรอ”

                “ยังไงก็ได้ แต่แค่สงสัยว่าจะเป็นแฝดรึเปล่า” เขาตอบก่อนจะลุกขึ้นนั่งตัวตรงตามเดิม หมอเอื้อยจึงขยับตัวมานอนหนุนตักของเขา

                “ลูกของเราไม่ใช่แฝดหรอก ฉันตรวจฟังเสียงหัวใจของลูกดูแล้ว ได้ยินแค่เสียงเต้นของหัวใจดวงเดียว แต่คนเดียวผู้พันก็เลี้ยงให้ไหวก่อนเถอะ ลูกคนนี้อาจจะซนมากก็ได้”

                “ซนเหมือนแม่” ผู้พันคีรินทร์ยิ้มบอกพลางลูบผมเมียตัวเองเบาๆ “งั้นคงต้องกำราบแม่ก่อนแล้วสิ ลูกออกมาจะได้ไม่ซน” เขาบอกแล้วไล้ฝ่ามือหนาไปตามเนื้อนวลของเธอเบาๆ อย่างปรารถนา แรดน้อยของเขา ต่อให้ซนแค่ไหนเธอก็อร่อยจนเขาติดใจไม่รู้เลือน

                “ผู้พันอย่าทำเหมือนคนเพิ่งจะได้เข้าหอได้มั้ย เราอยู่ด้วยกันจนรู้ไส้รู้พุงกันหมดแล้ว จนท้องแล้วเนี่ย” หมอเอื้อยว่า แก้มนวลเริ่มร้อนผ่าวเมื่อฝ่ามือหนาๆ แสนหยาบสอดเข้ามาในชุดนอนสายเดี่ยวของตนแล้วนวดคลึงอยู่กับเต้าสวยที่ตึงคัดและไวต่อความรู้สึกด้วยเพราะตั้งท้อง

                “เข้าหอเขาก็ต้องจู๋จี๋กันไม่ใช่รึยังไง ไอ้รันบอกว่าตอนที่แก้มท้องมันก็เข้าไปเยี่ยมลูกมันทุกวัน ต่อแขนต่อขาให้ลูกแฝดของมันทุกวันจนแก้มคลอด เธอก็รู้ดีนี่แรดน้อยว่าถึงจะท้องอยู่แต่ฉันก็เข้าไปเยี่ยมลูกได้เหมือนกันนะ”

                “ฉันเหนื่อยแล้วนะ วันนี้เหนื่อยมาทั้งวันเลย”

                “เป็นเมียฉันก็ต้องเหนื่อยแบบนี้แหละ มีกิจกรรมบนเตียงให้ทำทุกคืน แต่ถ้าวันนี้เธอเหนื่อยหนักจริงๆ งั้นก็แค่นอนเฉยๆ คืนนี้ไม่ต้องใช้นอแรดพุ่งชนฉันหรอก เดี๋ยวฉันจะเป็นฝ่ายพุ่งชนเธอเอง” พอผู้พันคีรินทร์ว่าจบหมอเอื้อยก็ดีดตัวลุกขึ้นนั่งทันทีก่อนจะหันมามองทางเขา สองแขนเล็กๆ เอื้อมขึ้นไปกอดรอบคอคนรักเอาไว้แน่นแล้วจ้องพิศใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มอย่างหลงใหลแล้วก็หัวเราะออกมาเบาๆ จนคนที่ถูกกอดรอบคอเลิกคิ้วขึ้นมองกลับอย่างสงสัยว่าเธอหัวเราะอะไรเขา

                “หัวเราะอะไร”

                “หัวเราะในความสำเร็จของตัวเองค่ะ” เธอตอบแล้วไล้ปลายนิ้วที่แก้มของเขาเบาๆ “ในที่สุดก็มีวันนี้จนได้ วันที่ฉันได้แต่งงานกับผู้พัน ได้รักผู้พันและทำให้ผู้พันรัก เมื่อก่อนตอนที่ยังเรียนอยู่ ผู้พันมาเยี่ยมยัยแก้มทีไรก็ซื้อขนมมาเผื่อฉันด้วยตลอด เวลาพายัยแก้มไปเที่ยวก็พาฉันไปด้วยแต่ผู้พันก็ไม่คุยอะไรกับฉันเลย ฉันก็นึกว่าผู้พันจะชอบผู้หญิงไม่เป็นซะอีก เคยคิดมั้ยคะว่าวันหนึ่งจะได้เพื่อนของน้องสาวมาเป็นเมีย”

                “ไม่ ไม่เคยอยู่ในสายตาเลย”

                “ไม่สวยหรอ”

                “สวย”

                “แล้วทำไมถึงไม่อยู่ในสายตา”

                “...จีบผู้หญิงไม่เป็น” คนตอบตรงๆ เสมองไปทางอื่นอย่างเก้อๆ เพราะอาย ขนาดมีเมียแล้วเขาก็ยังประหม่าอยู่

                “ไม่จริงหรอก ถ้าจีบผู้หญิงไม่เป็นแล้วทำไมถึงไม่สดล่ะ โสดแต่ไม่สด...จะบอกว่าถูกผู้หญิงจับปล้ำมารึไง”

                “เปล่า ก็ไม่ได้จีบ เขามาเอง เขาเสนอฉันสนองก็แค่นั้น”

                “แล้วถ้ามีคนมาเสนอให้อีกจะยังสนองเขาอยู่มั้ย”

                “นี่ ฉันมีลูกมีเมียแล้วนะ” ผู้พันคีรินทร์ว่าเสียงจริงจัง “นั่นมันตอนโสด ชีวิตจะทำยังไงก็ได้ แต่ตอนนี้ฉันมีครอบครัวแล้ว มีหน้าที่การงาน มีลูกเมียให้รับผิดชอบใครจะไปปล่อยเนื้อปล่อยตัวแบบเมื่อก่อนอีก ผู้ชายไม่ได้เจ้าชู้เหมือนกันหมดทุกคนหรอกนะ ตอนนี้และตลอดไปฉันรักแค่เธอ มีเพียงแค่เธอแล้วก็จะกินแค่เธอคนเดียวด้วย เพราะฉะนั้นในเมื่อฉันจะกินเพียงแค่เธอคนเดียวเวลาฉันหิวเธอก็ห้ามปฏิเสธ”

                “แล้วฉันปฏิเสธตรงไหนกัน” หมอเอื้อยหลิ่วตาใส่แล้วกัดริมฝีปากล่างอย่างยั่วยวน ไม่เพียงแค่นั้นเธอยังขึ้นไปนั่งคร่อมบนตักของเขาอีกจนผู้พันคีรินทร์ตั้งตัวรับแทบจะไม่ทัน

                “นี่ อย่าก๋ากั่นให้มาก ท้องอยู่นะ”

                “จุ๊ๆๆๆ” หมอเอื้อยจุ๊ปากใส่พลางส่ายนิ้วไปมา “อย่าเอาเรื่องที่หมอสูติฯ อย่างฉันรู้ดีอยู่แล้วมาสอนกันน่าผู้พัน ก่อนแต่งงานก็กังวลแทบแย่เวลาจะจู๋จี๋กัน แต่ตอนนี้...เราแต่งงานกันแล้วนะคะผัวขา” เธอโถมตัวเข้าใส่ผู้พันคีรินทร์อีกจนหน้าอกหน้าใจกระแทกเข้ากับแผ่นอกของสามีอย่างเต็มๆ

                “ต่อไปฉันก็จะกินผู้พันได้อย่างสบายใจไม่รู้สึกผิดต่อประเทศชาติแล้ว”

                “ทำไม”

                “อ้าว ก็ไม่ต้องรู้สึกผิดเวลาที่กินของหลวงแล้วก็...อดของหลวงไง”

                “ฮะ!” ผู้พันหนุ่มร้องออกมา ยัยนี่... “ยัยแรดน้อย”

                “แรดตัวนี้จะยอมให้ผู้พันวิ่งชนทุกครั้งเวลาที่ผู้พันหิว แล้วแรดตัวนี้ก็พร้อมที่จะชนผู้พันกลับเหมือนกันนะคะ” เธอว่าแล้วก้มลงมาข้างแก้มของเขาก่อนจะใช้ปลายลิ้นเล็กๆ เลียเบาๆ ที่ใบหูของสามีแล้วพูดเสียงกระเส่าออกมาอีก “จะชนผู้พันคนเดียวเลยนะคะ” แล้วผู้พันคีรินทร์ก็ถูกผลักเบาๆ ลงไปกับที่นอนก่อนที่แรดตัวน้อยจะเป็นฝ่ายวิ่งชนเขาแล้วก็จับเขากินอย่างยั่วเย้า เมียของเขาน่ารักเสียขนาดนี้จะไม่ให้ผู้พันหนุ่มรักแล้วก็หลงได้อย่างไร แต่เพราะวันนี้แรดน้อยของเขาเหนื่อยมามากแล้วเขาไม่อยากจะให้เธอเหนื่อยอีกก็เลยพลิกตัวเธอลงไปนอนกับที่นอนบ้างแล้วเป็นฝ่ายวิ่งเข้าชนและสำเร็จโทษคนชอบยั่วอยู่บนเตียงอย่างเร่าร้อนตลอดทั้งคืน โดยที่แรดตัวน้อยนี้ก็กระดิกนิ้วเรียกให้เขาเข้าไปหาอย่างไม่นึกกลัวด้วย


****************************************************************************************************

ตอนนี้เน้นรักหวานๆ ของแต่ล่ะคู่จ้า


หลังจากที่ถูกขวัญตาป่วนจนรักที่มาพร้อมกับโชคชะตาของผู้กองนทีหลุดลอยไป             เขาจะตามคว้าคืนได้อย่างไรรอติดตามชม

ส่วนคู่ของผู้หมวดไกรจักรนั้น มีทั้งหวานและบู๊ไปพร้อมๆ กัน ตอนหน้าจะได้เห็นถึงความน่ารักของผู้หมวดหนุ่มมากขึ้น แล้วจะตกหลุมรักในความขี้อ้อนของเขาเด้อ อิๆ

********************

วันพุธเจอกันจ้า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 441 ครั้ง

2,198 ความคิดเห็น

  1. #693 kikumamz (@kikumamz) (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2562 / 19:12
    ขอบคุณนะคะที่เขียนนิยายดีๆ น่ารักๆแบบนี้ให้อ่าน ฟินสุดๆๆ
    #693
    1
    • #693-1 (@-palmmy-) (จากตอนที่ 79)
      13 มิถุนายน 2562 / 12:21
      จ้า ติดตามกันต่อไปน้า
      #693-1
  2. #692 sadee (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 18:18

    รอๆๆๆค่ะ ชอบทุกคู่ ชอบที่สุดหมอแก้มกับพี่รัน

    #692
    1
    • #692-1 (@-palmmy-) (จากตอนที่ 79)
      13 มิถุนายน 2562 / 12:23
      ตอนนี้มีฟินกับคู่นี้จ้า
      #692-1
  3. #691 rphimmat942 (@rphimmat942) (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 14:52
    เยื่ยมมากๆๆๆเลยฟินทุกคู่เลยไร้ท์จ๋าขอคู่ผู้กองคณินหน่อยนะ
    #691
    1
    • #691-1 (@-palmmy-) (จากตอนที่ 79)
      13 มิถุนายน 2562 / 12:23
      ได้จ้า เดี๋ยวคู่นี้จะมาแบบจัดเต็มแน่นอน
      #691-1
  4. #690 noina235 (@noina235) (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 11:59

    ไรท์นี่สุดยอดมากเลยค่ะ

    #690
    1
    • #690-1 (@-palmmy-) (จากตอนที่ 79)
      13 มิถุนายน 2562 / 12:23
      ขอบคุณค่า
      #690-1
  5. #689 kai (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 07:57

    งานแต่งพี่ภู แต่ทุกคู่หวานได้ใจมากๆ

    #689
    1
  6. #688 sawutdipab (@sawutdipab) (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 07:04
    รักตัวละครทุกตัวในเรื่องนี้เลย
    #688
    1
  7. #686 Bumbim's Tepamongkol (@bbtpmk) (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 00:50
    แงงงงงน่ารักกกก รอติดตามค่ะ 😃😃
    #686
    1
  8. #685 eve (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 00:06
    หวานทุกคู่เลย. ฟินวนไป... รอลุ้นผู้หมวดนที ว่าจะจีบสาวสำเร็จรึป่าว อดใจรอวันพุธแทบไม่ไหว .. อิอิ
    #685
    1