ป้องรัก ห่มใจ

ตอนที่ 78 : ท่านรองฯ อย่าหือกับเมียนะ (ตอนพิเศษ 6)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 14,083
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 489 ครั้ง
    26 มิ.ย. 62

78.ท่านรองฯ อย่าหือกับเมียนะ

 

                งานแต่งงานของผู้พันคีรินทร์กับหมอเอื้อยเริ่มขึ้นในอีกหนึ่งเดือนต่อมา บรรยากาศภายในงานไม่ได้ต่างจากงานแต่งของราชาวดีเลยเนื่องจากแขกที่มาร่วมล้วนแต่เป็นข้าราชการทหาร ตำรวจทั้ง 4 เหล่าทัพ ผู้พันคีรินทร์นั้นเป็นคนเก่งมีฝีมือ มีพวกพ้องมากมายที่แม้แต่ราชาวดีผู้เป็นน้องสาวแท้ๆ ก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่าพี่ชายของตนเองนั้นจะมีอำนาจและพวกพ้องมากมายขนาดนี้ ไหนจะเหล่าลูกน้องอีก เห็นแบบนี้แล้วก็อดภูมิใจไม่ได้เพราะผู้พันคีรินทร์เคยบอกเธอว่า ที่เขามาเป็นทหาร ที่เขาต้องตั้งใจทำงานเพื่อให้มียศตำแหน่งที่ใหญ่โต เขาทำทุกอย่างก็เพื่อเธอทั้งนั้น เพื่อใช้ยศและอำนาจของเขาช่วยปกป้องเธอ แต่ตอนนี้เธอคิดว่ามันถึงเวลาแล้วล่ะที่เธอจะเดินออกมาจากอ้อมอกของพี่ชายอย่างจริงๆ จังๆ เสียที ตอนนี้เธอมีสามีที่คอยดูแลปกป้องเธอแล้ว เธอปลอดภัยและสุขสบายดีในอ้อมกอดของผู้พันกรันณ์ มีท่านนายพลปภพและคุณหญิงกรกชเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้ ตอนนี้พี่ชายของเธอควรจะหันไปดูแลลูกเมียของเขาเองได้แล้ว ไปดูแลหมอเอื้อย เพื่อนรักกับหลานของเธอให้ดี

                “แกสวยแล้ว” ราชาวดียิ้มบอกเพื่อนรักของตนหลังจากที่ช่วยแต่งตัวให้หมอเอื้อยจนเสร็จเรียบร้อย

                หมอเอื้อยยืนมองตัวเองอยู่หน้ากระจกบนใหญ่ในห้องแต่งตัว ไม่คิดว่าจะมีวันนี้จริงๆ วันที่เธอได้แต่งชุดเจ้าสาวสวยๆ และจะได้เดินเคียงข้างกับคนรัก ชุดเจ้าสาวแบบเกาะอกสีขาวกระโปรงฟองฟูแบบนี้ทำให้เธอดูคล้ายเจ้าหญิงของวันนี้ ผมยาวสลวยมีราชาวดีช่วยเกล้าเป็นทรงสวยประดับด้วยดอกไม้สดสีขาวและชมพู เมื่อเช้านี้เป็นพิธีสมรสแบบไทยๆ แลกแหวนแต่งงานกัน จดทะเบียนสมรสและรดน้ำสังข์ ตอนนี้เธอเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้พันคีรินทร์แล้ว ส่วนค่ำคืนนี้ก็จะเป็นคืนสุดแสนพิเศษที่เธอจะได้เดินเคียงข้างเขาลอดซุ้มกระบี่ พิธีศักดิ์สิทธิ์และทรงเกียรติสำหรับเจ้าสาวของนายทหารผู้กล้า เป็นการต้อนรับสมาชิกใหม่สู่กองทัพอย่างเป็นทางการจากนายทหารและตำรวจมากมาย คืนนี้ช่างเป็นคืนที่เธอมีความสุขเหลือเกิน

                “ตอนงานแต่งแก แกตื่นเต้นแบบนี้มั้ยแก้ม” หมอเอื้อยถามขณะที่ราชาวดีกำลังสำรวจความเรียบร้อยของชุดเจ้าสาวให้เธออยู่

                “ตื่นเต้นสิ ทั้งตื่นเต้น ทั้งมีความสุขเลยนะ” ราชาวดีตอบก่อนจะเดินเข้ามายืนข้างๆ หมอเอื้อยที่หน้ากระจก

                “แกดูสิเอื้อย ปีก่อนนี้ฉันแต่งชุดเจ้าสาวแล้วมีแกยืนเคียงข้าง พอมาปีนี้แกได้แต่งชุดเจ้าสาวบ้าง ฉันก็มายืนอยู่ข้างๆ แก ช่วยแกแต่งตัวเหมือนกับที่แกเคยแต่งตัวให้ฉัน วันนี้ฉันมีความสุขมากเลยนะ” หมอเอื้อยหันมายิ้มเมื่อได้ยินราชาวดีพูดแบบนี้ และเห็นว่าตอนนี้ราชาวดีกำลังน้ำตาคลออยู่

                “ได้เห็นเพื่อนรักของฉันแต่งงานกับพี่ชายที่ฉันรักมาก คนที่ฉันรักทั้งสองกำลังจะมีความสุข เห็นแบบนี้แล้วฉันมีความสุขมากเหลือเกิน ฉันดีใจที่นอกจากแกจะเป็นเพื่อนรักของฉันแล้ว แกยังเป็นพี่สะใภ้ของฉันด้วย เมื่อก่อนฉันก็กลัวนะ กลัวว่าแกจะไปแต่งงานกับคนอื่นแล้วฉันจะไม่ได้เจอแกอีก แต่นี่...แกแต่งงานกับพี่ชายของฉัน นั่นหมายความว่าเราสองคนจะไม่ต้องจากกันไปไหน แกกับฉันจะได้อยู่ด้วยกันไปอีกนานแสนนานเลย” ว่าแล้วทั้งราชาวดีกับหมอเอื้อยก็กอดกันแน่น ตั้งแต่รู้จักและเป็นเพื่อนกันมาทั้งสองคนก็ไม่เคยทอดทิ้งกันไปไหนเลย ยิ่งตอนที่ราชาวดีตรอมใจเพราะเข้าใจว่าผู้พันกรันณ์ตายแล้ว หมอเอื้อยก็คอยดูแลอยู่เคียงข้างเธอ ซึ่งเหตุการณ์คราวนั้นยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ความเป็นเพื่อนของทั้งสองคนแนบแน่นขึ้นจนยากจะตัดขาด เปรียบเสมือนพี่น้องที่เกิดร่วมอุทรกันเลยก็ว่าได้

                “งั้นต่อไปเราต้องให้ลูกๆ ของเราเป็นเพื่อนรักกันแบบนี้นะแก้ม เราจะสอนให้พวกเขารักกันเหมือนเราสองคนนะ”

                “อืม แน่นอน แล้วก็ไม่ใช่แค่เพื่อนนะ แต่เด็กๆ จะต้องรักกันเหมือนเป็นพี่น้องท้องเดียวกันเลย”

                กานดา แม่ของหมอเอื้อยที่เดินเข้ามาตามลูกสาวในห้องแต่งตัวยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาปอยๆ ที่เห็นสองเพื่อนรักยืนกอดกันแน่นแบบนี้ หมอเอื้อยกับราชาวดีเป็นเพื่อนกันมานานจนรู้ใจกันไปหมดทุกอย่าง ยิ่งตอนนี้มาเกี่ยวดองเป็นญาติกันแล้วความสัมพันธ์ของทั้งสองคนก็ยิ่งแนบแน่นมากขึ้น

                “สาวๆ งานจะเริ่มแล้วนะลูก ตอนนี้เจ้าบ่าวยืนรับแขกอยู่คนเดียวแล้ว” กานดาบอก หมอเอื้อยกับราชาวดีเลยผละออกจากกันแล้วต่างฝ่ายต่างก็เช็ดน้ำตาให้กันก่อนจะหัวเราะคิกคักที่พากันร้องไห้เป็นเด็กๆ แบบนี้

                “พร้อมแล้วยังคะเจ้าสาว ไม่สิ! พร้อมแล้วยังคะ พี่สะใภ้” ราชาวดีล้อเลียนจนหมอเอื้อยเขินหนัก แก้มนวลแดงระเรื่ออย่างน่ารัก วันนี้หมอเอื้อยช่างสวยเหลือเกิน ถ้าพี่ภูของเธอเห็นเข้าคงได้หลงเจ้าสาวหนักแน่ๆ

                “หมอแก้ม แล้วตอนนี้แฝดน้อยล่ะลูก ใครดูแลแฝดน้อยให้กัน” กานดาถามถึงหลานชายฝาแฝดของตน ช่วงค่ำมัวแต่วุ่นๆ เลยยังไม่ได้เจอหลานเลย

                “อยู่กับพี่รันค่ะแม่”

                “ติดพ่อขนาดนั้นเลยหรอ”

                “ไม่ใช่ค่ะ ไม่ใช่ลูกติดพ่อ แต่เป็นพ่อติดลูกมากกว่า สามคนพ่อลูกเขาไม่เคยอยู่ห่างกัน งานแต่งครั้งนี้แก้มอยู่ฝ่ายเจ้าสาว พี่รันกับลูกเลยไปอยู่ฝ่ายเจ้าบ่าว”

                “ต๊าย! ผู้พันหน้าดุเลี้ยงลูก คงจะน่าเอ็นดูนะ” กานดาว่า หัวเราะออกมาเบาๆ ยามนึกถึงผู้พันกรันณ์มาดดุตอนเลี้ยงลูก ตอนที่เห็นผู้พันหนุ่มเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกแฝดก็แทบไม่อยากจะเชื่อเหมือนกันว่าเขาจะทำเป็น ซ้ำยังทำคล่องอีก

                “ค่ะ พี่รันทั้งน่ารัก น่าเอ็นดูเลยล่ะค่ะ” ราชาวดีตาเป็นประกายเมื่อยามนึกถึงสามี หมอเอื้อยเลยแอบหันไปกระซิบกับผู้เป็นแม่ของตน

                “อาการหลงผัวกำเริบอีกแล้วแม่ แม่ไม่น่าไปทักถึงผู้พันเลย”

                “อ้าว เขายังไม่เลิกข้าวใหม่ปลามันกันอีกหรอ”

                “เอื้อยว่าหนักกว่าเดิมอีก” แล้วสองแม่ลูกก็หัวเราะคิกคักให้กับคนหลงสามี ราชาวดีที่เพิ่งจะรู้ตัวเลยได้แต่ยิ้มเก้อๆ อย่างเขินๆ ออกมาแทน

                เมื่อได้เวลาหมอเอื้อยก็เดินควงแขนชัยโรจน์ ผู้เป็นพ่อเดินไปยังบริเวณหน้าห้องจัดงานเลี้ยงฉลองพิธีมงคลสมรส ซึ่งขณะนี้ผู้พันคีรินทร์กำลังยืนรับแขกอยู่พร้อมกับเพื่อนเจ้าบ่าวและญาติผู้ใหญ่ ซึ่งก็ไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นท่านนายพลปภพกับคุณหญิงกรกชที่มาทำหน้าที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ให้กับฝ่ายเจ้าบ่าว แล้วนอกจากนี้ยังได้ท่าน ผบ.ทบ. มาเป็นประธานในงานค่ำนี้อีกด้วย

                “แอ้!!! แอ แอ้!!!” แฝดน้อยทั้งสองที่ผู้เป็นพ่ออุ้มอยู่ส่งเสียงร้องขโมยซีนทันทีเมื่อเห็นแม่แก้มของพวกตนพลางชูมือน้อยๆ หา ราชาวดีเห็นลูกชายสุดที่รักชูมือน้อยๆ หาแบบนี้ก็รีบโผเข้ามากอดลูกทั้งสองเอาไว้ทันที ผู้พันกรันณ์จึงส่งลูกๆ ให้เธออุ้มพร้อมกันโดยมีเขาคอยช่วยประคอง ทำให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวและผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายได้แต่มองตามอย่างเอ็นดูกับครอบครัวน่ารักๆ ของหลานแฝด

                “ขโมยซีนเขาเฉยเลยนะ” ผู้พันกรันณ์ว่าลูกของตัวเองจนพาให้คนอื่นๆ หัวเราะแฝดน้อยกันออกมา ก่อนที่จะหันมาทางคู่บ่าวสาวอีกครั้ง

                ผู้พันคีรินทร์ในชุดสโมสรอกอ่อน หรือเครื่องแบบของเจ้าบ่าวที่มีการติดยศสำหรับข้าราชการทหารบกวันนี้ดูสง่างามและโดดเด่น ทันทีที่เห็นเจ้าสาวเขาก็จ้องเธอตาแทบไม่กระพริบ ไม่คิดว่าคืนนี้แรดน้อยของเขาจะน่ารักแล้วก็สวยได้ราวกับเจ้าหญิงแบบนี้ เขามองเธออย่างแสนรัก และความรักนี้ก็มีมาถึงลูกน้อยในท้องของเธอด้วย กว่าจะแต่งงานกันได้ เขาขอเธอแต่งงานตั้งหลายครั้ง นี่ถ้าไม่ท้องก็คงจะยังไม่ยอมแต่งเร็วๆ นี้หรอก

                “พ่อฝากน้องด้วยนะท่านรอง ดูแลให้ดีๆ ล่ะ ถ้าไม่ดีเราจะได้เห็นดีกัน เป็นทหารอย่านึกว่าจะกลัวนะ” ชัยโรจน์บอกพลางปรามลูกเขยไปในตัว ผู้พันคีรินทร์จึงยิ้มรับ

                “แน่นอนครับ ผมจะดูแลเอื้อยกับลูกเป็นอย่างดี คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องห่วงนะครับ” ผู้พันคีรินทร์รับคำก่อนจะรับมือของหมอเอื้อยมาจากพ่อตาท่ามกลางความชื่นชมยินดีของแขกที่มาร่วมงาน

                “แอ้!!! แอ” แฝดน้อยทั้งสองส่งเสียงขึ้นมาอีกครั้งแล้วชูมือน้อยๆ เล่นกันไปมา ขโมยซีนและความสนใจจากทุกคนไปจนหมด ผู้พันคีรินทร์กับหมอเอื้อยจึงเดินเข้ามาหาหลานที่ราชาวดียังคงอุ้มอยู่

                ส่งเสียงแบบนี้อยากแต่งงานบ้างหรอ ไหนล่ะเจ้าสาวหาได้แล้วยัง อายุแค่สามเดือนริคิดอยากแต่งงาน ไวไฟเหมือนพ่อมันจริงๆ เลย” ผู้พันคิรินทร์ว่าหลาน แต่พ่อของหลานกลับสะดุ้ง

                “ผมเปล่าไวไฟนะพี่”

                “อ้อ มึงไม่ได้ไวไฟ แต่มึงมันหื่น”

                “ผมก็หื่นกับเมียผมคนเดียวมั้ย” ผู้พันกรันณ์ว่าแล้วก็กอดราชาวดีเอาไว้แน่นจนเพื่อนๆ เจ้าบ่าวคนอื่นๆ ส่งเสียงแซวกันกับความข้าวใหม่ปลามันไม่หายของคู่นี้

                “พี่ภู” ราชาวดีหันมาทางพี่ชายกับหมอเอื้อยด้วยรอยยิ้ม น้ำตาคลอออกมาอีกครั้งอย่างมีความสุขที่ได้เห็นพี่ชายและเพื่อนของตนสมหวังในความรัก

                “แก้มยินดีกับพี่ภูแล้วก็ยัยเอื้อยด้วยนะคะที่ในที่สุดก็มีวันนี้ ตอนนี้พี่ภูมีครอบครัวแล้วนะ พี่ภูต้องดูแลยัยเอื้อยกับลูกให้ดีๆ แล้วพี่ภูก็ไม่ต้องห่วงอะไรแก้ม ไม่ต้องมาคอยโอ๋แก้มเหมือนเมื่อก่อนแล้วนะคะ” พอได้ยินน้องสาวพูดแบบนี้ผู้พันคีรินทร์ก็ได้แต่ยิ้มให้เธออย่างเอ็นดู “ตอนนี้น้องน้อยคนนี้ของพี่ภูโตแล้ว มีคนคอยดูแลน้องน้อยคนนี้แทนพี่ภูแล้ว พี่ภูหมดห่วงแก้มได้แล้วนะคะ ต่อไปคนที่พี่ภูต้องรักและห่วงมากที่สุดก็คือยัยเอื้อยกับลูก ในฐานะของน้องสาว แก้มขอให้พี่ภูกับยัยเอื้อย...พี่สะใภ้คนดีของแก้มมีความสุขมากๆ นะคะ ดูแลกันและกันให้ดี ไม่ต้องเป็นห่วงแก้มเพราะแก้มมีพี่รันของแก้มคอยดูแลแล้ว” เธอหันมายิ้มหวานให้สามีก่อนจะขยับเข้าไปยืนข้างๆ หมอเอื้อย

                “และในฐานะของเพื่อนเจ้าสาว แก้มกับยัยเอื้อยรู้จักกันมานาน เราโตมาด้วยกัน เรียนมาด้วยกัน แก้มรักยัยเอื้อยมาก พี่ภูดูแลเพื่อนของแก้มให้ดีๆ นะ อย่าทำให้ยัยเอื้อยเสียใจแล้วก็...” ราชาวดีหันมายิ้มทะเล้นให้หมอเอื้อย “ถึงพี่ภูจะเป็นพี่ชายของแก้ม แต่แก้มอยู่ข้างยัยเอื้อยนะคะ” แล้วหมอเอื้อยก็รีบยกนิ้วให้เพื่อนตนอย่างถูกใจ ผู้พันคีรินทร์จึงทำหน้าน้อยใจใส่ทั้งน้องทั้งเมียในทันที ก่อนที่เขาจะเดินเข้ามาหาราชาวดีแล้วกอดเธอเอาไว้แน่น แฝดน้อยที่ราชาวดีอุ้มอยู่เลยพลอยโดนกอดไปด้วย

                “พี่ขอบใจแก้มมากนะ เอื้อยยอมแต่งงานกับพี่ก็เพราะแก้มช่วย วางใจเถอะ พี่จะดูแลเพื่อนของแก้มให้ดี ไม่ต้องห่วงยัยแรดน้อยของแก้มหรอกนะ”

                “แรดน้อยอีกละ” หมอเอื้อยว่า เมื่อเขายังเรียกเธอแบบนี้อยู่

                “แต่จะห้ามไม่ให้พี่รักพี่ห่วงแก้มเหมือนเดิมพี่คงทำไม่ได้หรอก แก้มเป็นเหมือนลูกสาวของพี่ ไม่มีพ่อที่ไหนจะเลิกรักเลิกห่วงลูกสาวของตัวเองได้หรอกนะ แก้มล่ะ เลิกรักเลิกห่วงเจ้าแฝดได้มั้ย”

                “...ไม่ได้ค่ะ” ราชาวดีกอดลูกเอาไว้แน่น ผู้พันคีรินทร์จึงลูบผมเธอเบาๆ

                “แก้มรักเจ้าแฝดยังไง พี่ก็รักแก้มแบบนั้นแหละ ถึงแก้มจะมีคนคอยดูแลแทนพี่แล้วแต่พี่ก็ยังรักยังห่วงแก้มเหมือนเดิม ถ้าไม่อยากให้พี่เป็นห่วงงั้นก็อย่าทำอะไรให้พี่ต้องห่วงนะ” แล้วผู้พันคีรินทร์ก็พยักหน้าให้ผู้พันกรันณ์เข้ามารับตัวราชาวดีคืนก่อนที่เขาจะหันไปกอดประคองหมอเอื้อยเดินเข้าไปในงานเลี้ยงโดยมีราชาวดีมองตามด้วยรอยยิ้มอย่างมีความสุข

                “ไม่มีใครจะดูแลแก้มกับลูกได้ดีเท่าพี่หรอก” ผู้พันกรันณ์ก้มลงมาบอกเธอแล้วกอดราชาวดีกับลูกเอาไว้ เธอจึงพยักหน้าเห็นด้วยกับเขา

                “แน่นอนค่ะ ก็พี่รันของแก้มเก่งแล้วก็น่ารักที่สุดเลยนี่คะ” พอเธอยิ้มหวานตอบผู้พันกรันณ์ก็อดไม่ได้ที่จะก้มลงมาจูบเธอ แต่ทว่า...

                “เลิกหวานได้มั้ยพี่รัน งานแต่งตัวเองก็ไม่ใช่” ขวัญตาที่เพิ่งเดินเข้ามาในงานกับผู้กองคณินว่า สองสามีภรรยาเลยรีบผละออกจากกันอย่างเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่ามีแขกในงานอยู่ตรงนี้อีกเพียบ โดยเฉพาะเพื่อนเจ้าบ่าวและเพื่อนๆ ของเขา

                “เป็นเด็กเป็นเล็กก็หุบปากไป”

                “ขวัญโตแล้วนะ เป็นคุณอาแล้วด้วย” ว่าแล้วเธอก็หันมายิ้มหวานทักทายหลานตัวน้อยเพราะเพิ่งกลับจากฝึกภาคสนาม ซึ่งพอผู้กองคณินไปรับถึงที่หน่วยฝึกทั้งคู่ก็รีบตรงมาที่งานกันทันที โดยที่ขวัญตายังไม่ทันได้เข้าบ้าน แล้วพอทักทายหลานๆ แล้วขวัญตาก็รีบเข้าไปกอดคุณหญิงกรกชอีกคนอย่างคิดถึง ตั้งแต่เข้าเรียนแพทย์ทหารเธอก็แทบไม่ได้กลับบ้านเพราะฝึกหนักตลอด ดีหน่อยที่ตอนนี้มีหลานแฝด ที่บ้านเลยไม่ได้เงียบเหงา

                “ผู้พันเห็นผู้กองนทีแล้วยังครับ ก่อนหน้านี้เขาโทรมาบอกผมว่ามาถึงงานแล้วนี่” ผู้กองคณินถามหาเพื่อนรักที่ไม่ได้เจอกันนานนับตั้งแต่ที่ผู้กองนทีย้ายลงไปเป็นผู้บังคับกองร้อยทหารพรานอยู่ที่นราธิวาส

                “ยังเลย เพิ่งเห็นผู้กองนี่แหละคนแรก แต่เดี๋ยวก็คงมา ท่านรองแต่งงานทั้งทีใครจะไม่อยากทำซุ้มกระบี่ให้” ผู้พันกรันณ์ว่าเพราะเขาเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่จะทำซุ้มกระบี่ให้เจ้าบ่าวและเจ้าสาวในค่ำคืนนี้ ดังนั้นคืนนี้เขาเลยแต่งกายด้วยชุดขาวนายทหาร สวมหมวกและคล้องกระบี่ของตนมาอย่างเต็มยศ เช่นเดียวกับผู้กองคณินด้วย

                “นั่นสิครับ นี่งานที่สองแล้วทำซุ้มกระบี่ให้คนอื่น เมื่อไหร่จะมีคนมาทำซุ้มกระบี่ให้บ้างก็ไม่รู้”

                “ผู้กองว่าอะไรนะ ผมได้ยินไม่ชัด”

                “เอ่อ...เปล่านี่ครับ”

                ยังจะมาโกหกอีก คิดว่าเขาจะไม่ได้ยินที่พูดจริงๆ หรอ นี่อะไร ลงทุนไปรับขวัญตาถึงหน่วยฝึก ไม่รู้ว่าลับหลังเขาจะแอบไปเยี่ยมขวัญตาที่หน่วยฝึกแล้วกี่ครั้ง

                “ตารัน หมอแก้ม เข้าไปในงานกันเถอะลูก ครอบครัวของหมอเอื้อยเข้าไปนานแล้วนะ” คุณหญิงกรกชร้องเรียก ผู้พันกรันณ์เลยเลิกจ้องหน้าว่าที่น้องเขยอย่างเอาเรื่อง ก่อนจะรับเอาแฝดน้อยจากราชาวดีมาอุ้มเอาไว้ทั้งสองคนแล้วพาลูกเมียเดินเข้างานไป ขวัญตาเลยเดินเข้ามาหาผู้กองคณินแล้วยิ้มทะเล้นให้

                “โดนพี่รันดุหรอผู้กอง”

                “เปล่าหรอก แต่เกือบน่ะ”

                “พี่รันนี่กัดไม่ปล่อยเลยจริงๆ หวงมากๆ น้องสาวขึ้นคานตาย”

                “ขึ้นคานอะไรมีพี่อยู่ทั้งคน เดี๋ยวเอากระบี่สอยลงมา” ผู้กองคณินว่าก่อนจะเกลี่ยผมที่แก้มนวลให้เธอเบาๆ จนเด็กสาวหน้าเรื่อสีขึ้นมาอย่างเขินจัด แต่ก็มองและยิ้มตอบเขาอย่างมีความสุข

                “ไม่ได้เจอกันนานเลยนะผู้กองกินเด็ก สบายดีหรอ” ในระหว่างที่เกลี่ยแก้มนวลของขวัญตาอยู่ เสียงใครคนหนึ่งก็ดังขึ้นด้านหลัง ซึ่งพอหันไปมองผู้กองคณินก็ยิ้มออกมาทันทีอย่างดีใจเมื่อเห็นผู้กองนทียืนอยู่ และแปลกใจอย่างสุดๆ ด้วยที่ข้างๆ ผู้กองนทีคือผู้หมวดไกรจักรกับหญิงสาวหน้าตาดีคนหนึ่ง ทั้งผู้กองนทีและผู้หมวดไกรจักร ทั้งสองคนแต่งกายด้วยชุดขาวคล้องกระบี่เช่นเดียวกันกับเขา

                “ไม่ได้เจอกันนานเลยนะผู้กอง ผู้หมวด” แล้วสองนายทหารกับอีกหนึ่งนายตำรวจก็กอดไหล่กันอย่างคิดถึง เพราะตอนนี้ต่างฝ่ายต่างก็แยกย้ายกันไปปฏิบัติหน้าที่คนละพื้นที่กัน คนหนึ่งก็ลงใต้ ส่วนอีกคนก็ขึ้นเหนือ นี่ยังดีที่ผู้กองคณินยังมีผู้พันกรันณ์กับผู้พันคีรินทร์ทำงานร่วมกันอยู่ ไม่งั้นเขาต้องเหงามากแน่ๆ

                “แหม ถ้าไม่มีงานบวช งานแต่งแล้วก็งานศพ พวกเราคงไม่ได้มารวมแก๊งกันแบบนี้อีก” ผู้กองนทีว่าพลางโบกมือยิ้มทักทายขวัญตา เด็กสาวจึงยกมือไหว้เขาและผู้หมวดไกรจักร

                “ขอแค่งานบวชกับงานแต่งเถอะ อย่างานศพเลยผมไม่อยากให้ใครตายทั้งนั้น” ผู้หมวดไกรจักรบอกก่อนที่ทุกคนจะหัวเราะกันออกมา ผู้กองคณินจึงหันมาทางหญิงสาวแสนสวยที่ยืนอยู่ข้างกายเขา นี่อย่าบอกนะว่าขึ้นเหนือไปไม่ถึงปีก็มีคนมาดามอกดามใจให้แล้ว

                “เออ...ทุกคน นี่คุณฟ้ามุ่ย ครูสอนหนังสือที่โรงเรียนใกล้ๆ กับกองร้อยน่ะ” ผู้หมวดไกรจักรแนะนำอย่างเขินๆ เพื่อน ฟ้ามุ่ยจึงไหว้นายทหารหนุ่มทั้งสองแล้วก็ยิ้มหวานให้ขวัญตา

                “แฟนผู้หมวดหรอ โห สวยจัง” ขวัญตาทักขึ้น ทั้งสองคนเลยหันมายิ้มให้กันก่อนที่ผู้หมวดไกรจักรจะกุมมือฟ้ามุ่ยเอาไว้แน่นแล้วยิ้มเขินๆ ให้เพื่อนอีก

                “เพิ่งจีบติดเมื่อเดือนก่อนน่ะ”

                “ฮิ้ววววว” นายทหารพรานทั้งสองส่งเสียงแซว คู่รักคู่ใหม่ก็ยิ่งเขินหนักในขณะที่ขวัญตาหัวเราะคิกคัก ดีใจที่เห็นผู้หมวดไกรจักรมีความรักใหม่เสียที ซ้ำยังได้แฟนสวยมากๆ อีก

                “คุณฟ้าครับ นี่เพื่อนผมนะครับ ผู้กองคณินกับผู้กองนที สองคนนี้เป็นทหารพราน เราเคยร่วมงานกันตอนอยู่แม่สอด ผู้กองนทีตอนนี้ย้ายลงไปอยู่ที่นราธิวาส ส่วนนี่ขวัญตา แฟนผู้กองคณินเขา ว่าที่แพทย์ทหารคนใหม่”

                “ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ” ฟ้ามุ่ยยิ้มทักทาย ทั้งสามคนจึงยิ้มตอบเธออย่างเป็นมิตร

                “แล้วผู้พันล่ะครับ” พอผู้หมวดไกรจักรถามขึ้นทุกคนก็มองหน้ากันทันที นี่ถ้าผู้พันกรันณ์มาเจอผู้หมวดไกรจักรจะเป็นยังไงล่ะเนี่ย แต่น่าจะไม่มีอะไรแล้วมั้ง ก็ผู้หมวดไกรจักรเล่นควงแฟนสาวสวยมาขนาดนี้นี่นา

                “หอบลูกหอบเมียเข้าไปในงานเมื่อกี้นี้น่ะ” ผู้กองคณินตอบ

                “แฝดน้อยคงโตได้สองสามเดือนแล้วสินะครับ อยากเห็นจัง”

                “หน้าถอดแบบพี่รันมาเป๊ะ! เห็นพ่อกับลูกแล้วนึกว่าแฝดสามเลยล่ะค่ะ” ขวัญตารีบบอก ทุกคนเลยพากันหัวเราะตามเมื่อพอจะนึกภาพออก

                “หน้าเหมือนพ่อน่ะดีแล้ว โตขึ้นจะได้หล่อเหมือนผู้พัน แต่ว่านิสัยนั้น ขอให้ได้แม่มาละกัน ถ้าแฝดน้อยได้นิสัยพ่อมาคิดดูเอา ไม่เท่ากับเราได้ผู้พันแสนดุมาสามคนเลยหรอ”

                “หูย พี่ผู้กองนทีอย่าพูดแบบนี้สิ แค่คิดตามก็สยองแล้ว” ขวัญตายกมือขึ้นลูบแขนตัวเองอย่างขนลุกขนพอง นี่เธอยังไม่ได้โวยพี่ชายเลยเรื่องที่เขาบอกให้เพื่อนที่เป็นครูฝึกของหน่วยฝึกเข้มงวดกับเธอเป็นพิเศษเนี่ย หนีไปฝึกตั้งไกลแต่บารมีของพี่ชายก็ยังตามไปคุ้มกะลาหัวอีก

 

                ทั้งห้าคนเดินเข้าไปในงานด้วยกัน ซึ่งขณะนี้เจ้าบ่าวกับเจ้าสาวกำลังเดินขอบคุณแขกผู้มีเกียรติอยู่ตามโต๊ะต่างๆ งานแต่งครั้งนี้จัดขึ้นอย่างใหญ่โตสมฐานะของผู้พันคีรินทร์ รองผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 35 เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเพื่อนฝูงนี่มากันเพียบ และทุกคนก็ยกแก้วเครื่องดื่มให้เจ้าบ่าวกันทุกโต๊ะด้วย นี่หากเขาดื่มของทุกโต๊ะได้น็อกกลางอากาศแน่ๆ

                “อ้าว นี่ไงคนทำซุ้มกระบี่มาเพิ่มอีกสามคนแล้ว ครบเก้าคู่พอดีเลยครับท่าน” ผู้การกรมทหารพรานที่ 35 บอกกับท่าน ผบ.ทบ. เมื่อเห็นสองทหารพรานและหนึ่งนายตำรวจในชุดขาวคล้องกระบี่เดินเข้ามาแล้วยกมือขึ้นวันทยาหัตถ์อย่างพร้อมเพียงกัน ผู้พันกรันณ์ที่นั่งอุ้มแฝดน้อยร่วมโต๊ะอยู่ด้วยจึงหันมามองตามแล้วยิ้มให้ผู้กองทั้งสอง ก่อนที่รอยยิ้มนั้นจะค่อยๆ เลือนหายไปเมื่อเห็นผู้หมวดไกรจักรเข้า แขนข้างหนึ่งเลยเอื้อมไปกอดเมียรักของตัวเองเอาไว้เมื่อราชาวดียกมือขึ้นไหว้ทุกคน และแปลกใจไม่น้อยที่เห็นผู้หมวดไกรจักรมา

                “ปีก่อนเป็นงานแต่งของน้องสาว มาปีนี้เป็นงานแต่งของพี่ชาย เอ...ปีหน้านี่จะคู่ไหนดีครับท่านนายพล” ท่าน ผบ.ทบ. เอ่ยกับท่านนายพลปภพอย่างเย้าเล่น เหล่าผู้ใหญ่ที่อยู่ร่วมโต๊ะเลยหัวเราะกันออกมา

                “ตามสบายเถอะนะผู้กอง ผู้หมวด เดี๋ยวเจ้าบ่าวเจ้าสาวก็มา” พอท่าน ผบ.ทบ. บอกทุกคนก็พากันเดินไปนั่งที่โต๊ะข้างๆ กันซึ่งจองเอาไว้สำหรับพวกเขาโดยเฉพาะ ก่อนที่ผู้พันกรันณ์จะขออนุญาตผู้ใหญ่ทุกท่านเพื่อย้ายโต๊ะไปนั่งกับเพื่อนร่วมแก๊งของตัวเองบ้าง ราชาวดีจึงตามเขาไป

                ผู้หมวดไกรจักรเห็นผู้พันกรันณ์อีกครั้งแล้วก็มองอย่างยิ้มๆ ไม่คิดว่านักรบมาดโหดที่เขาเคยรู้จักตอนนี้จะกลายมาเป็นพ่อลูกอ่อนกระเตงลูกแฝดติดตัวไม่ยอมให้ห่างกายแบบนี้ แล้วดูลูกของเขาสิ เหมือนพ่อทุกมุม แค่ผิวขาวสวยและปากแดงเหมือนแม่เท่านั้น นอกนั้น...ผู้พันกรันณ์ย่อส่วนเลยก็ว่าได้ ดูท่าผู้เป็นพ่อจะหลงลูกมาก นี่ขนาดแต่งชุดขาวนายทหารคล้องกระบี่อย่างเต็มยศอยู่แต่สองแขนก็ยังอุ้มลูกแฝดของตัวเองไม่วางอย่างไม่แคร์เหล่าเพื่อนฝูงที่มองเขาอย่างล้อเลียน ส่วนราชาวดี แม้จะเป็นคุณแม่ลูกแฝดแล้วแต่เธอก็ยังสวยงดงามไม่เปลี่ยนแปลง ไม่สิ เธอดูสวยกว่าเมื่อก่อนเสียอีก แววตาหวานๆ เป็นประกายมากล้นไปด้วยความสุข โดยเฉพาะเมื่อยามเธอมองสามีและลูก เขาดีใจเหลือเกินที่พอได้มาเจอเธออีกครั้ง ความรู้สึกว่ารักแบบเมื่อก่อนตอนนี้มันได้เปลี่ยนไปแล้ว เขาไม่ได้รักเธออย่างชู้สาวอีก ความรู้สึกที่มีให้ มีเพียงแค่มิตรภาพดีๆ ของความเป็นเพื่อนและพี่น้องเท่านั้น

                “อุ๊ย!” ฟ้ามุ่ยสะดุ้งเมื่ออยู่ๆ คนที่นั่งอยู่ข้างๆ เธอก็เอื้อมแขนมาโอบรอบเอวบางเอาไว้ ไม่คิดว่าเขาจะชวนเธอมาร่วมงานแต่งที่ใหญ่โตขนาดนี้ เห็นว่าคนที่แต่งเป็นเพื่อนรุ่นพี่ที่สนิทกันและเป็นพี่ชายของราชาวดีด้วย เห็นจากในรูปก็ว่าสวยแล้ว ไม่คิดว่าพอได้มาเห็นตัวจริงเธอจะสวยขนาดนี้ แม้แต่ผู้หญิงด้วยกันก็ยังอดมองอย่างชื่นชมไม่ได้ เธอไม่แปลกใจเลยว่าทำไมผู้หมวดไกรจักรถึงได้เคยหลงรักผู้หญิงคนนี้นัก ทั้งสวยและดูอ่อนโยน ดูเหมือนเด็กสาวจนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นคุณแม่ลูกแฝดแล้ว ส่วนสามีของเธอดูจากยศบนบ่าก็รู้ได้ว่าเป็นถึงผู้พัน เครื่องหมายต่างๆ ที่ติดทำให้รู้ว่าเขาเป็นทหารหน่วยรบพิเศษทั้งทหารพรานจู่โจมพิเศษ เรนเจอร์และหน่วยซีล เก่งรอบด้านและหล่อเกินบรรยายแบบนี้ยิ่งดูเหมาะสมกับภรรยาของเขามาก มือที่พ้นแขนเสื้อออกมาและใบหน้าที่มีรอยแผลเป็นเป็นตัวการันตีได้เลยว่าเขาผ่านการต่อสู้มาแล้วอย่างโชกโชน

                “พี่รัน พี่ผู้หมวดไกรจักรเขาควงแฟนมาด้วยนะ สวยมากๆ” ขวัญตาบอกพี่ชายเมื่อเห็นบรรยากาศบนโต๊ะดูตึงๆ ไป ซึ่งพอน้องสาวบอกผู้พันกรันณ์ก็หันไปมองผู้หมวดไกรจักรตามก่อนจะมองเลยมาทางหญิงสาวในอ้อมกอดของเขา ที่นิ้วมือของหญิงสาวคนนี้มีแหวนญาติของนักเรียนนายร้อยตำรวจสวมอยู่ด้วย

                “นี่ฟ้ามุ่ยครับ คนรักของผม เธอเป็นครูอยู่ที่โรงเรียนใกล้ๆ กับกองร้อยของผม” ผู้หมวดไกรจักรแนะนำคนรักด้วยท่าทีสบายๆ ผู้พันกรันณ์จึงรับไหว้เมื่อหญิงสาวพนมมือขึ้นไหว้เขา ในขณะที่ราชาวดียิ้มอย่างยินดีให้กับคนทั้งคู่ เห็นผู้หมวดไกรจักรพาคนรักมาเปิดตัวแบบนี้เธอก็เบาใจ

                “คุณฟ้าครับ นี่ผู้พันกรันณ์ เป็นผู้บังคับกองพันประจำกรมทหารพรานที่ 35 กับคุณหมอแก้ม ภรรยาของผู้พัน”

                “ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ” ราชาวดียิ้มบอกอย่างอารมณ์ดี แต่คนเป็นสามีกลับไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ยิ้มบางๆ รับเท่านั้น

                “นี่เดินทางมาจากเชียงรายกันเลยหรอคะ”

                “ครับ” ผู้หมวดไกรจักรตอบเมื่อราชาวดีถาม “ท่านรองแต่งงานทั้งทีผมจะพลาดได้ยังไง นี่ก็ตั้งใจจะมาทำซุ้มกระบี่ให้เลยนะครับ”

                “ดีเลยค่ะ งั้นก็ถือกระบี่คู่กับพี่รันเลยนะคะ พี่รันยังไม่มีคู่เลยค่ะ”

                “อ้าว ทำไมล่ะครับคุณหมอ ซุ้มกระบี่เก้าคู่ เท่าที่ผมนับดูก็ครบสิบแปดคนแล้วนะครับ ยังไงก็ต้องมีคู่อยู่แล้วสิ” ผู้หมวดนทีสงสัย ราชาวดีเลยหัวเราะคิกออกมา ก่อนที่ขวัญตาจะเป็นฝ่ายตอบขึ้นแทน

                “แหมพี่ผู้กอง กิตติศัพท์ความโหดของพี่รันมีมากขนาดไหนใครๆ เขาก็รู้กันไปทั้งสี่เหล่าทัพ ยิ่งหน้าบากเป็นแผลจนหน้าดุแบบนี้ใครจะกล้าเข้าใกล้กันคะ เกิดพี่รันไม่พอใจอะไรขึ้นมาแล้วชักกระบี่แทงคนตายคางาน พวกเราจะวิ่งหนีกันไม่ทันนะ”

                “พูดมาก” ผู้พันกรันณ์ยื่นมือไปหยิกแก้มน้องสาวแต่ขวัญตาก็ยังหัวเราะคิกคักอย่างไม่เกรงกลัว ถ้ามีพี่หมอแก้มอยู่ด้วยพี่ชายของเธอไม่กล้าแผลงฤทธิ์หรอก

                “แอ้!!! แอะ แอ้!!!” แฝดน้อยที่แต่งชุดทักซิโดส่งเสียงร้องออกมาเมื่อหิวนม วันนี้แฝดน้อยค่อนข้างจะหงุดหงิดกันไม่น้อยเพราะแม่แก้มไม่ค่อยได้อยู่ด้วยเนื่องจากต้องทำหน้าที่เพื่อนเจ้าสาว และจากปกติที่จะต้องกินนมจากอกแม่วันนี้ยังต้องมากินนมจากขวดอีก ซึ่งพอเห็นลูกน้อยเริ่มจะออกฤทธิ์ร้องไห้กลางงานผู้เป็นพ่อกับแม่จึงต้องรีบหันมาหา ผู้พันกรันณ์ที่อยู่ใกล้รถเข็นเด็กของแฝดน้อยมากที่สุดรีบเอื้อมมือไปหยิบขวดนมออกมาจากกระเป๋าเก็บอุณหภูมิ พอได้ขวดนมมาแล้วเขาก็หยดนมลงบนหลังมือของตัวเองก่อนว่านมร้อนไปรึเปล่า จนเมื่อแน่ใจแล้วว่านมในขวดอุ่นในระดับพอดีเขาจึงส่งเข้าปากลูกน้อยทั้งสองคนละขวด ราชาวดีจึงรับเอาลูกอีกคนจากเขามาป้อนนมด้วย

                “โห ท่าจะกินเก่งน่าดู” ผู้กองนทีที่นั่งอยู่อีกข้างของราชาวดีว่า ตั้งแต่หลานคลอดก็ได้มาเยี่ยมแค่ครั้งเดียวตอนอายุยังไม่ถึงเดือน

                “เหมือนจะยังไม่ชินกับการกินนมจากขวดนะคะ” ขวัญตาว่าขึ้นมาเมื่อเห็นหลานๆ ดูจะไม่ค่อยปลื้มการกินนมขวดสักเท่าไหร่

                “ปกติจะกินจากอกแม่ตลอด แต่วันนี้งานมันวุ่นก็เลยต้องปั๊มนมใส่ขวดให้” ผู้พันกรันณ์ตอบพลางใช้มือที่อุ้มลูกตบก้นลูกเบาๆ เพราะแฝดคนที่เขาอุ้มอยู่คือเรนเจอร์จอมงอแงซึ่งยังดิ้นไปมาอย่างขัดใจอยู่ คนเป็นพ่อก็เลยส่ายแขนไปมาขณะป้อนนมให้ และเมื่อแฝดน้อยยังดิ้นงอแงไม่หยุดคนเป็นพ่อก็เลยต้องลุกขึ้นยืนแล้วพาเดินขณะป้อนนมจากขวดให้แทน

                “โอ้โห ภาพหายาก” ผู้กองนทีว่ายิ้มๆ ขณะมองอดีตเจ้านายตนอุ้มลูกป้อนนม แล้วก็ไม่ใช่แค่ผู้กองนทีเท่านั้นที่มองภาพนี้อย่างทึ่งๆ แม้แต่แขกในงานเพื่อนฝูงของพวกเขาเองรวมทั้งผู้หลักผู้ใหญ่ก็ยังต้องมองตาม นายทหารหนุ่มผู้มีฝีมือทางการรบสุดโหด แต่งชุดขาวนายทหารเต็มยศคล้องกระบี่กำลังถือขวดนมป้อนลูกน้อยในอ้อมแขนอยู่ ทุกสายตาที่มองเขามีแต่ความเอ็นดูชื่นชมมอบให้ และเสียงหัวเราะแซวจากเพื่อนๆ ของเขาเอง

                “ขอถ่ายรูปเอาไปฝากลูกน้องเก่าของผู้พันที่นราฯ หน่อยเถอะ” ว่าแล้วผู้กองนทีก็รีบถ่ายภาพหายากเอาไว้ ราชาวดีเลยได้แต่มองตามอย่างขำๆ และชื่นชมในความเป็นคุณพ่อที่ดีของสามี

                “เดี๋ยวนะครับท่านนายพล นั่นใช่ผู้พันกรันณ์คนเดิมรึเปล่า” เสียงท่าน ผบ.ทบ. กระซิบถามกับท่านนายพลปภพ แม้แต่ท่านเองก็ยังอึ้งกับภาพที่เห็น ไม่คิดว่าแต่งงานไปปีก่อน พอมาปีนี้ท่านจะได้เห็นผลผลิตจากงานแต่งครั้งนั้นเป็นแฝดน้อยคู่นี้

                “ความหลงลูกไม่มีใครเกินมันหรอกครับท่าน สามคนพ่อลูกเขาไม่เคยห่างกัน” เสียงท่านนายพลปภพตอบ

                “ไม่คิดนะครับว่าคนเหี้ยมๆ ป่าเถื่อนๆ จะอ่อนโยนเป็นกับเขา”

                แม้จะถูกมองขนาดนี้แต่คนเป็นพ่อลูกอ่อนก็ยังไม่รู้ตัว เมื่อเขายังคงพาลูกเดินไปมาขณะป้อนนมอยู่ และสายตาของเขาก็จ้องมองอยู่แต่ที่ลูกน้อยในอ้อมแขนเท่านั้น ราชาวดีมองตามแล้วก็ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข พี่รันของเธอช่างเป็นคุณพ่อที่แสนดีมากจริงๆ เขาเป็นทั้งสามีที่ดีของเธอและเป็นทั้งพ่อที่ดีของลูกแฝด สำหรับเธอไม่มีใครจะดีไปกว่าพี่รันของเธออีกแล้ว

                “ผู้พันเป็นพ่อที่ดีมากจริงๆ นะครับ อุ้มลูก ป้อนนมลูกอย่างไม่ห่วงภาพพจน์อะไรเลย” ผู้หมวดไกรจักรว่าขึ้นราชาวดีที่มองสามีของตนอยู่จึงพยักหน้ารับก่อนจะยิ้มให้ทุกคนอีกครั้ง

                “ค่ะ พี่รันรักแล้วก็ติดลูกมาก ฉันก็ไม่คิดมาก่อนว่าคนแบบพี่รันจะรักลูกได้มากขนาดนี้เพราะเมื่อก่อนพี่รันจะกลัวเด็กมากจนไม่กล้าเข้าใกล้เด็กคนไหนเลยล่ะค่ะ”

                “เห็นแบบนี้แล้วผมนึกภาพตอนผู้พันแบกปืนต่อสู้กับคนร้ายไม่ออกเลย”

                “โหยหมวด ทำไมจะนึกไม่ออก ทุกวันนี้เวลาอยู่ที่ฐานผู้พันแกโหดยิ่งกว่าเดิมอีกนะ ฝึกทหารทีแทบจะมีคนลาออกทุกวัน นี่ทุกคนที่ฐานยังภาวนาขอให้คุณหมอกลับไปทำงานเร็วๆ เลย ถ้าคุณหมอกลับไปทำงานที่ฐานเมื่อไหร่ผู้พันคงไม่กล้าทำตัวโหดหรอก ว่าแต่...ใกล้หมดวันลาคลอดแล้วยังครับ”

                “อีกสองอาทิตย์ค่ะ” ราชาวดียิ้มเจื่อนๆ นึกถึงเรื่องนี้ทีไรก็อดใจหายไม่ได้ทุกทีเพราะถ้าหมดเวลาลาคลอดเธอก็จะกลับไปทำงานที่ฐานตามเดิม การจะเอาลูกไปเลี้ยงที่นั่นคงเป็นไปไม่ได้ ฐานติดชายแดน เคยเกิดเหตุปะทะกับคนร้ายก็บ่อยครั้ง เธอไม่อยากเอาลูกไปเสี่ยงอยู่ที่นั่น แล้วที่นั่นก็ห่างไกลหมอเด็ก ไฟฟ้าก็มีจำกัด คุณหญิงกรกชเห็นถึงปัญหานี้ก็เลยบอกเธอว่าท่านจะเป็นคนเลี้ยงดูแฝดน้อยให้เอง ท่านเหงา ยิ่งขวัญตาไปเรียนแล้วไม่ค่อยได้กลับบ้านท่านก็ไม่มีใครอยู่เป็นเพื่อน หากได้หลานแฝดมาเลี้ยงดูท่านก็จะมีอะไรให้ทำ ได้เล่นอยู่กับหลานชายสุดที่รักทั้งสอง บ้านที่มีแค่ท่านกับท่านนายพลปภพอยู่กันก็จะได้ไม่เงียบเหงาอีกต่อไปเพราะมีหลานตัวเล็กๆ ให้ได้อุ้มชู อีกอย่างก้อยก็หลงเสน่ห์หลานทั้งสองเหมือนกัน รีบขันอาสาจะช่วยดูแลแฝดน้อยให้ เมื่อพ่อกับแม่ของสามียืนยันที่จะเลี้ยงลูกให้ราชาวดีก็วางใจ ท่านนายพลปภพกับคุณหญิงกรกชรักแล้วก็หลงหลานแฝดมาก พวกท่านต้องดูแลแฝดน้อยให้เธออย่างดีที่สุดอยู่แล้ว แต่ว่า...หัวอกคนเป็นแม่ ถ้าต้องอยู่ห่างจากลูกเธอจะทนคิดถึงลูกได้มั้ยนะ ตอนนี้อย่าว่าแต่พี่รันของเธอจะติดลูกเลย เธอเองก็ติดแฝดน้อยเหมือนกัน อยู่ในท้องเธอมาตั้งเก้าเดือน เป็นทารกอีกสามเดือนจนลูกเป็นเสมือนลมหายใจของเธอเสียแล้วในตอนนี้

                “ไปถามอะไรแบบนั้น ถ้าพี่หมอแก้มกลับไปทำงานก็จะต้องห่างลูกน่ะสิ พี่หมอแก้มต้องคิดถึงลูกมากแน่ๆ” ขวัญตาหันไปกระซิบว่าผู้กองคณินทันทีที่เขาพูดไม่คิดแบบนี้ คนพูดไม่คิดจึงสังเกตเห็นว่าเขาทำให้น้องนางไม้ของผู้พันหงอยเสียแล้ว

                “อ้าวทุกคน มากันแล้วหรอ” ในระหว่างที่ทุกคนกำลังหาคำพูดมาพูดปลอบใจราชาวดีอยู่นั้น เจ้าบ่าวกับเจ้าสาวก็เดินเข้ามาหาที่โต๊ะ วันนี้เป็นวันที่ผู้พันคีรินทร์มีความสุขมาก ยิ่งได้เห็นเพื่อนฝูงลูกน้องทุกคนมารวมตัวกันเขาก็ยิ่งมีความสุขที่ได้เห็นทุกคน เพราะแต่ละคนก็มีภาระหน้าที่ที่ต้องทำ การจะได้เจอกันจึงนับว่าเป็นเรื่องยาก

                “โอ้โห พี่หมอเอื้อยสวยจังเลยค่ะ โยนดอกไม้คืนนี้พี่หมอเอื้อยโยนให้ขวัญนะคะ” ขวัญตาฉีกยิ้มแฉ่งให้หมอเอื้อยจนทุกคนหัวเราะเด็กสาวกัน

                “พูดแบบนี้ระวังผู้พันมาได้ยินเข้า” หมอเอื้อยว่าแล้วพยักหน้าไปทางผู้พันกรันณ์ที่ยังคงเดินป้อนนมและโอ๋ลูกน้อยไปพร้อมๆ กันอยู่ ผู้พันคีรินทร์เห็นเข้าถึงกับต้องยกมือขึ้นตีหน้าผากตัวเอง

                “หมดกัน ภาพลักษณ์ทหารพรานผู้โหดเหี้ยมและป่าเถื่อน แต่งชุดคล้องกระบี่มาเต็มยศเพื่อมาทำหน้าที่พ่อลูกอ่อนเนี่ยนะ”

                “ว่าคนอื่นเขา เดี๋ยวผู้พันก็ต้องทำเหมือนกันแหละ” หมอเอื้อยหันมาว่าเจ้าบ่าวของตนแล้วยิ้มอย่างสยองๆ มาให้ แล้วก็ต้องสะดุดตากับแขกที่ไม่คิดว่าจะได้เจอกันอีก

                “อ้าว สวัสดีค่ะผู้หมวด โอ้โห ไม่ได้เจอกันนานหล่อขึ้นกว่าเดิมรึเปล่าคะเนี่ย” เธอรีบทักทายอย่างเป็นกันเองกับผู้หมวดไกรจักร ผู้พันคีรินทร์ก็เลยส่งสายตาดุๆ มาใส่

                “แต่งงานแล้วอย่าแรดให้มาก” เขากัดฟันว่าแล้วจะก้มลงมากระซิบว่าเจ้าสาวของตนอีก หมอเอื้อยเลยรีบยกมือขึ้นขวางเอาไว้

                “อย่าใกล้ฉันให้มากผู้พัน เหม็น ฉันยังไม่อยากอ้วกแตกคางานแต่งตัวเองหรอกนะ” ว่าแล้วหมอเอื้อยก็หันมายิ้มหวานให้ผู้หมวดไกรจักรอีกครั้งแล้วมองเลยมาทางหญิงสาวที่ผู้หมวดไกรจักรโอบเอาไว้อยู่แล้วก็ดูเขาจะเทคแคร์เธอเป็นอย่างดีเสียด้วย

                “แฟนหรอคะ” พอหมอเอื้อยทักอีก ฟ้ามุ่ยก็ได้แต่ยิ้มเขินๆ ในขณะที่ผู้หมวดหนุ่มหัวเราะออกมาอย่างถูกใจกับคำถาม

                “ครับ นี่ฟ้ามุ่ยคนรักของผม วันนี้พามาชิงช่อดอกไม้จากเจ้าสาว เผื่องานหน้าจะเป็นงานของเราบ้าง”

                “อ้าว” ขวัญตาร้องขึ้น “นี่พี่ผู้หมวดพาแฟนมาแย่งช่อดอกไม้เจ้าสาวกับฉันงั้นหรอ จะเป็นศัตรูกับท่านขวัญตาคนนี้รึยังไง รู้มั้ยว่านักศึกษาแพทย์ทหารรุ่นนี้ใครใหญ่” จากท่านขวัญตาขาใหญ่แห่งนนทบุรี ใครจะคิดว่าตอนนี้เธอจะกลายมาเป็นขาใหญ่ในบรรดานักศึกษาแพทย์ทหารแล้ว

                “โอย มีแพทย์ทหารแบบนี้กูล่ะกลุ้มใจแทนกองทัพจริงๆ” ผู้พันคีรินทร์ว่าขึ้นจนผู้กองนทีหัวเราะออกมาลั่น ขวัญตาเลยค้อนใส่พวกเขาอีกคน

                “เอาน่า เรายังเรียนอยู่ ได้ช่อดอกไม้ไปก็ใช่ว่าจะได้แต่งเลยซักหน่อย รอบนี้ขอพี่นำไปก่อนก็แล้วกันนะ” ผู้หมวดไกรจักรยิ้มบอกเด็กสาว ขวัญตาก็ยิ่งทำหน้างอเข้าไปใหญ่ก่อนที่เขาจะแนะนำเจ้าบ่าวเจ้าสาวให้ฟ้ามุ่ยได้รู้จัก เพราะทุกคนคือเพื่อนคนสนิทของเขา เขาอยากให้เธอรู้จักกับทุกคนเอาไว้

                “คุณฟ้าครับ นี่พันโทคีรินทร์ เป็นรองผู้การกรมทหารพรานที่ 35 พี่ชายของคุณหมอแก้ม ส่วนเจ้าสาวคือคุณหมอเอื้อย เป็นเพื่อนของคุณหมอแก้มเหมือนกัน”

                “ยินดีต้องรับสู่สมาคมแม่บ้านทหาร ตำรวจค่ะคุณฟ้ามุ่ย” หมอเอื้อยบอกเมื่อฟ้ามุ่ยยกมือขึ้นไหว้ผู้พันคีรินทร์ แต่ขวัญตากลับเบ้หน้าใส่

                “สมาคมแม่บ้าน...หูย ขวัญไม่เข้านะสมาคมนี้ ฟังดูแก่ๆ ยังไงก็ไม่รู้”

                “เหอะ! ก่อนจะเข้าสมาคมกับพวกพี่ ไปปรึกษาพี่ชายก่อนดีมั้ยจ๊ะว่าจะยอมให้น้องสาวสละโสดรึเปล่า เด็กน้อย”

                “โหยพี่หมอเอื้อย พูดแบบนี้แล้วใจคอไม่ดีเลย หยุดพูดเถอะค่ะ ซาตานกระเตงลูกมานู่นแล้ว” เด็กสาวพยักหน้าไปทางผู้เป็นพี่ชายที่กำลังอุ้มลูกเดินกลับมานั่งที่โต๊ะกับทุกคน แล้วก็มองคนนั้นที คนนี้ทีอย่างสงสัยว่าทุกคนคุยอะไรกัน

                “พี่พลาดอะไรไปรึเปล่าน้องนางไม้” เขาก้มลงมากระซิบถามราชาวดีที่นั่งเงียบอยู่ เธอจึงส่ายหน้าตอบ

                “เปล่าหรอกค่ะ ทุกคนก็แค่ทักทายกันเฉยๆ ไม่ได้เจอกันนาน”

                “อ้อ แล้วไป ซีลกินนมอิ่มแล้วยัง มา เอาลูกมาเดี๋ยวพี่อุ้มให้” ว่าแล้วก็ค่อยๆ ประคองแฝดน้อยอีกคนมาอุ้มเอาไว้ตามเดิมชนิดที่ว่าไม่ยอมให้ลูกห่างกาย ทุกคนเลยได้แต่มองกันยิ้มๆ กับคุณพ่อลูกอ่อนที่ดูจะรักจะหวงลูกชายมาก พอได้แฝดน้อยมาอุ้มเอาไว้ทั้งคู่แล้วเขาก็ก้มลงมาหอมลูกชายคนละฟอดใหญ่ๆ พร้อมกับพูดเสียงสองใส่แฝดน้อยอีก

                “ง่วงก็นอนเลยนะลูก นอนซะนะเอ่เอ้ เอ่เอ้” เสียงพ่อลูกอ่อนกล่อมลูกยิ่งทำให้ทุกคนแอบกลั้นหัวเราะกัน มันเป็นมุมที่ไม่มีใครคิดว่าจะได้เห็นมาก่อนจากผู้พันกรันณ์ ราชาวดีเห็นทุกคนกลั้นหัวเราะกันก็ได้แต่ยิ้มตอบก่อนจะก้มลงมาหอมแก้มลูกน้อยในอ้อมแขนของสามีบ้าง มีความสุขเหลือเกินกับครอบครัวที่แสนอบอุ่นของเธอ

 

                หมอเอื้อยยืนกอดแขนเจ้าบ่าวของตนเอาไว้แน่นด้วยความตื่นเต้นขณะยืนอยู่บนเวทีงานแต่ง หลังจากที่กล่าวขอบคุณแขกทุกคนในงานและมีผู้หลักผู้ใหญ่ขึ้นมาอวยพรแล้วก็ถึงเวลาที่เธอรอคอยมาแสนนานกับพิธีลอดซุ้มกระบี่ ซึ่งขณะนี้มีข้าราชการทหาร ตำรวจที่เป็นเพื่อนและรุ่นน้องของผู้พันคีรินทร์แต่งชุดขาวคล้องกระบี่กำลังเดินเรียงแถวกันมาอย่างเป็นระเบียบ ก้าวขาพร้อมกัน ท่วงท่าการเดินก็สง่างามยิ่งนักพาเอาสาวๆ น้อยใหญ่มองเหล่าทหาร ตำรวจในชุดเครื่องแบบกันตาพราว โดยเฉพาะผู้พันกรันณ์ นายทหารหนุ่มรูปหล่อที่เดินนำหน้าทุกคนเข้ามายังจุดพิธีการ และด้วยที่เขามียศสูงที่สุดในเหล่าทหาร ตำรวจที่จะทำซุ้มกระบี่ในครั้งนี้เขาจึงเป็นผู้ออกคำสั่งจัดแถวด้วยน้ำเสียงที่ทรงไปด้วยพลัง

                “แอ แอ้!!!” เสียงแฝดน้อยในรถเข็นเด็กร้องดังขึ้นเมื่อได้ยินเสียงผู้เป็นพ่อสั่งเหล่านายทหาร ตำรวจยกกระบี่ขึ้นทำความเคารพคู่บ่าวสาว ท่ามกลางความเงียบของบรรยากาศเสียงใสๆ ของทารกน้อยไร้เดียงสาทำเอาแขกทุกคนในงานพากันอดยิ้มตามไม่ได้ เจ้าบ่าวกับเจ้าสาวได้ยินเสียงหลานร้องออกมาอย่างอารมณ์ดีก็พากันแอบขำในขณะที่ผู้เป็นพ่อกลับต้องกลั้นยิ้มเอาไว้อย่างสุดๆ ตัวยกกระบี่อยู่ในระเบียบแถวคู่ก็จริง แต่ใจนี่สิไปอยู่ที่ลูกน้อยของตนแล้ว

                “ลูกใครน้อ เสียงดีเชียว” ผู้หมวดไกรจักรที่ยืนถือกระบี่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับเขาแซวออกมาเบาๆ รู้ใจดีว่าคนเป็นพ่อลูกอ่อนตอนนี้คงอยากจะกลับไปอุ้มลูกเต็มทนแล้ว

                กระบี่นายร้อยทั้ง 9 คู่ค่อยๆ ชูขึ้นในแนวเฉียงทีละคู่เมื่อผู้พันกรันณ์สั่งชูกระบี่ กระบี่ที่ศักดิ์สิทธิ์และมากไปด้วยเกียรติของเหล่านายทหาร ตำรวจชูขึ้นฟ้าปลายกระบี่จรดกัน เสียงบรรเลงเพลงรักค่อยๆ เริ่มบรรเลงขึ้นพร้อมกับเสียงอ้อแอ้ของแฝดน้อยที่ส่งเสียงกันอย่างสดใสราวกับกามเทพตัวน้อยที่มาร่วมแสดงความยินดี หมอเอื้อยมองหลานน้อยทั้งสองอย่างเอ็นดู ราชาวดีที่คอยดูแลลูกๆ อยู่ข้างซุ้มกระบี่เลยหันมายิ้มหวานแล้วชูนิ้วให้เพื่อน หมอเอื้อยจึงแอบชูนิ้วตอบก่อนจะค่อยๆ เดินลอดซุ้มกระบี่ไปกับผู้พันคีรินทร์ เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างแสนรัก แล้วก็ยิ่งเขินอายนักเมื่อเขาก้มลงมาแล้วยิ้มตอบขณะเดินลอดซุ้มกระบี่ไปอย่างช้าๆ มีช่างภาพมากมายตามเก็บภาพความรักความประทับใจนี้เอาไว้ทุกย่างก้าวที่เธอเดินเคียงคู่อยู่กับสามี จนกระทั่งเมื่อเดินมาถึงซุ้มกระบี่คู่สุดท้ายซึ่งเป็นผู้พันกรันณ์และผู้หมวดไกรจักร ทั้งสองคนก็ค่อยๆ ลดปลายกระบี่เฉียงลงไปที่พื้นกั้นคู่บ่าวสาวเอาไว้ ผู้พันคีรินทร์ที่รู้หน้าที่ของตนดีจึงก้มลงมาจูบเจ้าสาวแสนสวยอย่างหวานซึ้งจนหมอเอื้อยต้องกำแขนเขาเอาไว้แน่น คนอื่นอาจจะมองว่าจูบมันหวาน แต่คนที่ถูกจูบอย่างเธอรู้ดีว่ามันหนักหน่วงเร่าร้อนมากแค่ไหน จูบของผู้พันหนุ่มร้อนแรงแค่ไหนนั้นเรื่องนี้เธอว่าเธอรู้ดีที่สุด

                “ถ้าจะจูบขนาดนี้ เข้าหอตอนนี้เลยดีมั้ย” ผู้พันกรันณ์แอบว่าก่อนจะค่อยๆ ชูกระบี่ขึ้นตามเดิมเมื่อเจ้าบ่าวถอนจูบจากเจ้าสาวแล้วพาเธอเดินผ่านซุ้มกระบี่ไป

                “ยินดีต้องรับสู่กองทัพนะ แรดน้อยของฉัน” ผู้พันคีรินร์บอก เป็นธรรมเนียมว่าเมื่อเดินลอดซุ้มกระบี่ร่วมกันมาแล้วเจ้าบ่าวที่เป็นข้าราชการทหารจะต้องกล่าวต้อนรับเจ้าสาวของตนสู่กองทัพ เพราะต่อจากนี้ไปเธอจะเป็นภรรยานายทหารอย่างเป็นทางการและจะคอยสนับสนุนงานของสามีเป็นอย่างดี

                “แรดน้อยอีกแล้ว” หมอเอื้อยว่า ขอคำเรียกอื่นที่มันซึ้งๆ ดีๆ กว่านี้ไม่ได้รึไง นี่มันวันสำคัญของเธอนะ

                “ก็ฉันรักแรดน้อยของฉันนี่ แรดน้อย...น่ารักดีออก” ว่าแล้วผู้พันคีรินทร์ก็รวบเอาเจ้าสาวไปกอดเอาไว้แน่นอยู่หน้าซุ้มเค้กแต่งงานเก้าชั้นอย่างที่เจ้าสาวอยากได้ และเจ้าบ่าวของเธอก็จัดทุกอย่างตามที่เธออยากได้ให้จริงๆ

                หมอเอื้อยกอดเจ้าบ่าวของตนตอบท่ามกลางเสียงตบมือยินดีของแขกในงาน เหล่านายทหาร ตำรวจที่ทำซุ้มกระบี่ให้เมื่อครู่ตอนนี้เก็บกระบี่เรียบร้อยตามเดิมแล้ว และเข้ามายืนข้างซุ้มเค้กแต่งงานเพื่อร่วมแสดงความยินดี หมอเอื้อยมองเค้กแต่งงานของตนอย่างถูกใจ เค้กวนิลาร้านโปรดของเธอเลยเชียวนะ เค้กสีขาวสวยแต่งด้วยดอกกุหลาบและตุ๊กตาทหารพรานที่ปั้นจากน้ำตาลกับ...ตุ๊กตาแรดตัวน้อย หืม...ก่อนหน้านี้เธอเห็นเค้กที่จัดมาให้เพียงผ่านๆ เห็นว่าสวยดีก็ไม่ได้มาสำรวจรายละเอียดเลยไม่รู้ว่าเขาหาเรื่องแกล้งอะไรเธอ

                “เดี๋ยวนะผู้พัน” หมอเอื้อยรีบผละเจ้าบ่าวของตนออกแล้วมองเค้กแต่งงานใหม่อีกครั้ง ตุ๊กตาทหารพรานที่ปั้นจากน้ำตาลน่ะมันหมายถึงตัวเขา แต่ทำไม...

                “เจ้าสาวของฉันเป็นแรดน้อย ฉันก็เลยสั่งร้านเค้กทำตุ๊กตารูปแรดน้อยแทนรูปคุณหมอน่ะ ปั้นออกมาได้น่ารักดีนะ หน้าเหมือนเธอเลย ฮ่าๆๆ”

                หนอย...อีตาผู้พันหมาบ้า เธอกำลังจะซึ้งขอซึ้งให้สุดๆ หน่อยก็ไม่ได้ยังจะมาแกล้งเธอตบท้ายอีก นี่ถ้าเธอจะไปขอยืมกระบี่ของทหารหรือตำรวจซักคนมาแทงเจ้าบ่าวให้ตายตอนนี้จะยังทันอยู่มั้ยนะ

                เมื่อแก้ไขอะไรไม่ได้แล้วหมอเอื้อยก็เลยทำหน้างอๆ ใส่เจ้าบ่าวขณะจุดเทียนมงคลสมรสสีขาวสามเล่ม พอเห็นเทียนแบบนี้แล้วก็ยิ่งนึกอยากจะเอาไฟบนเทียนมาลนคางเจ้าบ่าวเสียเหลือเกิน แค้นนี้ต้องมีชำระ! หลังจากจุดเทียนมงคลสมรสเสร็จ ท่านนายพลปภพก็ส่งกระบี่นายร้อยของผู้พันคีรินทร์เองมาให้เขาเพื่อใช้ในการตัดเค้กแต่งงานของตัวเอง ผู้พันคีรินทร์จึงให้หมอเอื้อยมาถือกระบี่ร่วมกันกับเขาแล้วค่อยๆ ตัดเค้กแต่งงานทั้งเก้าชั้นอย่างช้าๆ เพื่อเก็บภาพเอาไว้ด้วย จนเมื่อปลายกระบี่ตัดลงมาถึงเค้กชั้นล่างที่มีตุ๊กตาทหารพรานกับตุ๊กตาแรดตัวน้อยตั้งประดับอยู่ หมอเอื้อยก็พลิกกระบี่มาตัด ฉับ! ที่ตุ๊กตาทหารพรานทันทีทำให้ตุ๊กตาที่ปั้นด้วยน้ำตาลถูกตัดจนหัวขาดก่อนที่เธอจะหันมายิ้มกับเจ้าบ่าว

                “นี่แหละ ชะตากรรมของผู้พันในเงื้อมือของฉัน ต่อไปนี้ต้องรักเมีย เคารพเมีย ห้ามขัดใจเมีย ต้องอยู่ในโอวาทของเมียเท่านั้นเข้าใจมั้ย”

                “หนอย...ยัยแรดน้อย...”

                “อย่ามาหือกับฉันเด็ดขาด ฉันมีตัวประกันของผู้พันอยู่ในท้องนะ ถ้าหือล่ะก็...อดอุ้มลูกแน่!

                “ยัย...” อยากจะด่าว่าเหมือนเมื่อก่อน แต่พอนึกถึงตัวประกันที่ว่าผู้พันหนุ่มก็ได้แต่อดทนอดกลั้นเอาไว้ ซึ่งพอเห็นว่าเขาไม่กล้าหือแล้วหมอเอื้อยก็ยกมือขึ้นมาตบไหล่ของเขาเบาๆ อีกอย่างผู้ชนะ

                “เอาน่า ผู้ชายเชื่อฟังเมียได้ดีทุกรายแหละ วันนี้มันวันของฉัน ผู้พันห้ามหือ ฮ่าๆๆ” แล้วหมอเอื้อยก็หัวเราะออกมาอย่างมีความสุขอีกครั้ง แขกในงานได้แต่มองกันอย่างสงสัยว่าเจ้าบ่าวกับเจ้าสาวคุยอะไรกันทำไมถึงได้สลับกันหัวเราะไม่หยุดแบบนี้

                “พี่หมอแก้มว่าพี่หมอเอื้อยคุยอะไรกับพี่ผู้พันคะ” ขวัญตาเอียงตัวมาถามราชาวดีที่ยืนอยู่กับฟ้ามุ่ย คุณหมอกับคุณครูคนสวยเลยได้แต่หันมายิ้มให้กัน

                “คงบอกรักกันมั้งน้องขวัญ”

                “หรอคะ” ขวัญตาไม่อยากจะเชื่อ ก็ดูหน้าพี่ผู้พันของเธอสิ หน้าเจื่อนซะขนาดนั้น ให้ทายเธอว่าพี่หมอเอื้อยต้องแกล้งพี่ผู้พันอีกแล้วแน่ๆ ชะตากรรมของพี่ผู้พันจะเป็นยังไงต่อไปล่ะน้อทีนี้ เธอล่ะอดเห็นใจไม่ได้จริงๆ

*******************************************************************************************

โอ๊ย!!! สงสารท่านรองฯ เสียจริง ทำกับแรดน้อยเอาไว้เยอะ โดนเอาคืนเลยทีนี้ 555

*********************

ตอนหน้าผู้กองนทีจะได้เจอกับเนื้อคู่จริงๆ ของตัวเองแล้ว 

จะเป็นสาวสวยคนไหน ชื่ออะไรและทำงานอะไร ความรักครั้งนี้จะหมู่หรือจ่า 

รออ่านวันจันทร์เด้อพ่อแม่พี่น้อง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 489 ครั้ง

2,199 ความคิดเห็น

  1. #917 BonitaCat (@BonitaCat) (จากตอนที่ 78)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2562 / 20:22
    ยินดีต้อนรับเข้าสู่ สมาคมกลัวเมียอีกคนนะคะผู้พัน
    #917
    0
  2. #680 sadee (จากตอนที่ 78)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2562 / 18:56

    รอๆๆๆค่ะ สนุกมากๆๆๆๆ

    #680
    1
  3. #679 kunnipa61 (@kunnipa61) (จากตอนที่ 78)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2562 / 16:30
    นิยายสนุกจนไม่อยากให้จบเลยคะอยากอ่านต่อไปเรื่อยๆจัง
    #679
    1
    • #679-1 (@-palmmy-) (จากตอนที่ 78)
      8 มิถุนายน 2562 / 18:00
      ติดตามตอนพิเศษต่อยาวๆ เลยค่ะ
      #679-1
  4. #676 kai (จากตอนที่ 78)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2562 / 07:51

    ลุ้นว่าเนื้อคู่ผู้กองนทีน่าอิจฉาขนาดไหน

    #676
    1
  5. #675 25142551 (@25142551) (จากตอนที่ 78)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2562 / 07:39

    อ่านซีนพี่ผู้พันกับหมอแก้มแล้วแอบน้ำตาซึมกับความรักของพี่น้อง น่ารักกันทุกคนเลยค่ะ

    #675
    1
  6. #674 eve (จากตอนที่ 78)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2562 / 00:05

    เป็นนิยายเรื่องแรกที่อ่านแล้วเพลินที่สุด อ่านแล้วมีความสุขมากกก ขอบคุณไรท์นะค่ะ ...อยากเห็นท่านขวัญตาตอนถูกขอแต่งงานด้วยค้าา ..แต่ตอนนี้รอลุ้นเนื้อคู่หมวดนทีก่อน รอลุ้นๆ

    #674
    1
    • #674-1 (@-palmmy-) (จากตอนที่ 78)
      8 มิถุนายน 2562 / 00:12
      เนื้อคู่นางจะสวยและแกร่งมากเลยล่ะค่ะ
      #674-1
  7. #673 sher_ (@sher_) (จากตอนที่ 78)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2562 / 23:52
    หมอเอื้อยแต่งงานแล้วยังงี้ ไม่มีเรื่องแยกแล้วใช่มั้ยคะ เสียดายยย
    #673
    1
    • #673-1 (@-palmmy-) (จากตอนที่ 78)
      8 มิถุนายน 2562 / 00:11
      คู่นี้ไม่ทำแยกจ้า ไรท์หมดมุข 555
      #673-1
  8. #672 แพน (จากตอนที่ 78)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2562 / 23:41

    หมอแก้มลาต่ออีกสามเดือนเลย พี่รันเลี้ยงได้ อยู่กับน้องแฝดครบหกเดือนเลย

    #672
    1
    • #672-1 (@-palmmy-) (จากตอนที่ 78)
      8 มิถุนายน 2562 / 00:10
      ให้หมอแก้มกลับไปทำงานกับพี่รันเถอะ จะได้ปั๊มน้องให้แฝดน้อยต่อ อิๆ
      #672-1