ป้องรัก ห่มใจ

ตอนที่ 77 : ภารกิจของแฝดน้อย (ตอนพิเศษ 5)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13,583
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 453 ครั้ง
    25 มิ.ย. 62

77.ภารกิจของแฝดน้อย

 

                ในเช้าตรู่ของวันหนึ่ง รถจิ๊ปคันสวยคุ้นตาแล่นเข้ามาในหมู่บ้านหรูด้วยความรวดเร็ว จนเมื่อถึงบ้านเป้าหมายและมีเด็กสาวออกมาเปิดประตูบ้านให้เจ้าของรถก็รีบขับเข้าไปจอดที่หน้าบ้านแล้ววิ่งลงจากรถไปโดยไม่ทันได้สนใจก้อย เด็กสาวรับใช้ประจำบ้านท่านนายพลปภพที่ยกมือขึ้นไหว้เขา จากทุกทีที่เขามาก็มักจะมีขนมมาฝากเธอกับเหล่าแม่บ้านตลอด มาวันนี้ดูท่าเขาจะรีบแปลกๆ หน้าตาหรือก็ดูตื่นๆ เสียด้วย นี่ท่านรองหรือผู้พันคีรินทร์เป็นอะไรไปนะ

                ทั่วทั้งบ้านในเวลาเช้าตรู่แบบนี้เงียบเชียบราวกับไม่มีคนอยู่ แต่ที่ห้องนั่งเล่นไม่ไกลจากส่วนรับแขกนี้ผู้พันคีรินทร์ได้ยินเสียงอ้อแอ้ของเด็กทารกดังลอดออกมา ลูกชายฝาแฝดของเขาตอนนี้อายุได้สองเดือนแล้ว แค่ได้ยินเสียงของลูกคนเป็นพ่อบุญธรรมก็อดยิ้มออกมาไม่ได้จนเกือบจะลืมเรื่องสำคัญที่ทำให้ตนรีบร้อนจนต้องมาถึงที่นี่

                “อ้าวพี่ภู มาแต่เช้าเลยนะคะ” ราชาวดีที่เพิ่งเดินลงมาจากชั้นบนของบ้านทักเขา ดีใจที่เห็นพี่ชายมาเยี่ยมแต่เช้าแบบนี้ ตอนนี้แฝดน้อยกำลังน่ารักน่าชักอย่างสุดๆ ใครเห็นเป็นต้องหลงเสน่ห์ด้วยกันทั้งนั้น นี่เขาคงคิดถึงหลานๆ เป็นแน่

                “พี่ภูมาแต่เช้าแบบนี้ทานอะไรมารึยังคะ ดีเลยวันนี้ได้กินข้าวเช้าด้วยกัน” ผู้พันคีรินทร์ยิ้มรับคำของน้องสาวเมื่อเธอเดินเข้ามากอดแขนเขาเอาไว้ เป็นแม่คนแล้วยังติดนิสัยอ้อนพี่ไม่เคยเปลี่ยน

                “ไอ้รันล่ะ” เขาถามหาน้องเขยทันทีเพราะที่เขารีบบึ่งรถมาที่นี่แต่เช้าก็เพราะอยากเจอน้องเขยนี่แหละ ตั้งแต่มีลูก ว่างจากงานเมื่อไหร่เป็นต้องกลับบ้านมาช่วยเมียเลี้ยงลูกตลอด จากที่เมื่อก่อนเป็นคนติดเมียตอนนี้เปลี่ยนมาเป็นติดลูกแล้ว หายใจเข้าก็เป็นซีล หายใจออกก็เป็นเรนเจอร์ ปีนี้รางวัลพ่อดีเด่นคงไม่พ้นมือผู้พันกรันณ์เป็นแน่แท้

                “พี่รันอยู่ในห้องนั่งเล่นกับลูกค่ะ กำลังจะอาบน้ำเปลี่ยนผ้าอ้อมให้แฝดน้อย พี่ภูมีงานด่วนหรอคะ” ราชาวดีที่ชูผ้าอ้อมเด็กสำเร็จรูปให้พี่ชายดูอดทำหน้ากังวลไม่ได้ พี่รันของเธอเพิ่งจะได้กลับบ้านมาหาเธอกับลูกเมื่อวันก่อน เธอกับลูกยังกอดเขาไม่ทันเต็มอิ่มเลยนี่เขามีงานด่วนที่ต้องทำต่อแล้วหรอ

                “ใช่งานด่วน แต่ไม่ใช่งานที่ฐานหรอก”

                “อ้าว แล้วงานอะไรคะ”

                “งานหาป้าให้แฝดน้อย” ว่าจบพี่ชายของเธอก็เดินไปยังห้องนั่งเล่นทันที ราชาวดีเลยได้แต่ยืนนิ่งคิดถึงสิ่งที่เขาพูด ตอนนี้พี่ชายของเธอกับหมอเอื้อยอยู่ด้วยกันแล้วที่แม่สอด แต่ยังไม่ได้แต่งงาน วันก่อนเธอคุยโทรศัพท์กับหมอเอื้อย ความรักของคนทั้งคู่ก็มีความสุขดีนี่นา ถ้ามีความสุขดีแล้วทำไมพี่ชายของเธอถึงได้ทำหน้าเครียดนัก ตอนนี้เธออยู่ในช่วงลาคลอดเลยไม่รู้ว่าที่แม่สอดเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง แต่สามีของเธอก็บอกว่าที่ฐานปกติสุขดี สงสัยงานนี้จะเป็นปัญหาหัวใจของพี่ชายเธออย่างเดียวเสียแล้วสิ

                ทันทีที่ผู้พันคีรินทร์เดินเข้ามาถึงห้องนั่งเล่นเขาก็หยุดนิ่งอยู่กับที่ทันทีกับภาพหายากตรงหน้า นี่ถ้าไม่มีบุญคงไม่ได้เห็นภาพนี้นะเนี่ย ผู้พันกรันณ์ในชุดกางเกงขาสั้นกับเสื้อกล้ามกำลังนั่งรับมืออยู่กับเด็กทารกฝาแฝดบนเบาะนุ่มข้างโซฟา ห้องนั่งเล่นที่เคยมีเพียงแค่โซฟา เฟอร์นิเจอร์และทีวีบัดนี้มีข้าวของเครื่องใช้สำหรับเด็กทารกอยู่ทุกมุมของบ้าน ทั้งเปลนอนเด็ก เบาะนอนปูพื้น ตุ๊กตา ตะกร้าผ้าอ้อมแล้วก็อะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย ใครจะไปคิดว่าผู้ชายร่างสูงเนื้อตัวมีแต่มัดกล้ามและรอยแผลเป็น หน้าตาที่หล่อเหลาก็มีรอยแผลเป็นบากอยู่ที่แก้มข้างซ้ายจะสามารถเลี้ยงเด็กทารกได้อย่างอ่อนโยนขนาดนี้ น้ำเสียงแบบนี้ผู้พันคีรินทร์แทบจะไม่เคยได้ยิน เสียงสอง เป็นยังไงเพิ่งเข้าใจก็ตอนได้ยินพ่อลูกอ่อนคุยกับลูกแฝดของตนนี่แหละ

                “รอเดี๋ยวนะครับ คุณแม่ไปเอาผ้าอ้อมมาให้อยู่ เดี๋ยวพ่อจะอาบน้ำกับเปลี่ยนผ้าอ้อมให้” พอเขาพูดจบแฝดน้อยที่นอนอยู่บนเบาะก็ส่งเสียงอ้อแอ้ตอบกันตามประสา คนเป็นพ่อก็ยิ่งยิ้มอย่างสุขใจแทบจะไม่ละสายตาจากลูกน้อย

                “น้องนางไม้ ได้ผ้าอ้อมแล้วยังครับ พี่คิดว่าซีลกำลังทิ้งระเบิดนะ” เขายกมือขึ้นปิดจมูกหลังจากที่ก้มลงไปทำจมูกฟุตฟิตๆ อยู่ที่แฝดน้อยคนพี่ ผู้พันคีรินทร์เลยหลุดขำออกมากับระเบิดที่ว่า

                “อ้าว นึกว่าน้องนางไม้” ผู้พันกรันณ์หันมามองตามเสียงหัวเราะก็เห็นพี่เมียกำลังหัวเราะเขาอยู่ ส่วนน้องนางไม้ของเขากำลังเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่นพร้อมกับผ้าอ้อมอันใหม่

                “พี่ภูบอกว่ามีธุระจะคุยกับพี่รันค่ะ” เธอบอกแล้วเข้าไปนั่งลงที่ข้างเบาะของลูกน้อยพลางยื่นผ้าอ้อมให้สามี

                “ธุระหรอ เดี๋ยวนะพี่ ขอผมกู้ระเบิดก่อน” ว่าจบเขาก็หันกลับมากู้ระเบิดที่ว่าโดยการแกะผ้าอ้อมเด็กอันเก่าออก ซึ่งแฝดน้อยผู้นับวันสุขภาพดีและแข็งแรงก็พร้อมใจกันปล่อยระเบิดออกมาให้ผู้เป็นพ่อเก็บกู้เสียแต่เช้า ราชาวดีหัวเราะคิกออกมากับสีหน้าของคนรักยามเมื่อเขาเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูก ทุกครั้งเวลาที่เขากลับมาบ้าน เขาจะให้เธอหยุดพักอยู่เฉยๆ ส่วนหน้าที่ดูแลลูกเขาจะเป็นคนทำเองเกือบทั้งหมด

                “อี๋!!! เหลืองอ๋อยเลย” พ่อลูกอ่อนว่าแล้วคว้าผ้าอ้อมในตะกร้าผ้าของลูกมามัดปิดจมูกตัวเองเอาไว้เพื่อป้องกันกลิ่นระเบิดก่อนจะเริ่มลงมือเก็บกู้ตั้งแต่เช็ดคราบระเบิดออกจากก้นให้แฝดน้อยทั้งสอง เก็บซากระเบิดทิ้งให้เรียบร้อย โดยราชาวดีทำหน้าที่เป็นแค่ลูกมือให้เขาเท่านั้น ก่อนที่คนที่เพิ่งเก็บกู้ระเบิดเสร็จจะอุ้มประคองตัวลูกน้อยลงไปอาบน้ำในอ่างอาบน้ำเด็กที่ผสมน้ำอุ่นเอาไว้แล้ว ราชาวดีจึงอุ้มลูกอีกคนไปอาบน้ำด้วยโดยมีผู้พันคีรินทร์เข้ามานั่งดูอย่างใกล้ชิดและหยอกล้อหลานชายทั้งสองเล่น

                “อยู่นิ่งๆ ทำตัวให้ชินกับน้ำเข้าไว้ โตขึ้นเดี๋ยวให้ไปฝึกทหารที่เกาะพระ”

                “เกาะพระ...แกอย่าบอกนะว่าแกจะให้ลูกแกเป็นหน่วยซีล” ผู้พันคีรินทร์ถามขึ้นทันทีเมื่อได้ยินคนเป็นพ่อบอกลูกชายขณะอาบน้ำให้

                “หูยพี่ภู พี่รันวางแผนอนาคตให้ลูกจนถึงขั้นแต่งงานมีหลานแล้วนะคะ ตอนนี้เราได้ชื่อโรงเรียนอนุบาล โรงเรียนประถมแล้วก็โรงเรียนมัธยมแล้วค่ะ” ราชาวดีบอกพี่ชายแล้วอุ้มเรนเจอร์ขึ้นมาเช็ดตัวบนเบาะ ผู้พันคีรินทร์จึงหยิบแป้งเด็กมาทาตัวให้หลานหลังจากที่เธอเช็ดตัวให้ดีแล้ว

                “ให้ทายว่าโรงเรียนตอน ม. ปลายคือโรงเรียนเตรียมทหาร และจะเข้าเรียนต่อที่ จปร.”

                “แหมพี่ ผมก็ใช่ว่าจะบังคับลูกขนาดนั้น ถ้าลูกผมไม่อยากเรียนที่ จปร. ผมอนุญาตให้เขาเรียนที่อื่นก็ได้” ผู้พันกรันณ์ตอบแล้วเช็ดตัวกับทาแป้งให้ซีลด้วย ซึ่งแฝดน้อยทั้งสองก็ส่งเสียงอ้อแอ้อย่างอารมณ์ดีด้วยสบายตัวที่ได้อาบน้ำทาแป้งแล้ว

                “แกจะให้ลูกแกเรียนมหาวิทยาลัยก็ได้ใช่มั้ย”

                “แน่นอน” ผู้พันกรันณ์ตอบ “ถ้าจะเรียนมหาวิทยาลัยก็ให้เรียนแพทย์พระมงกุฎเหมือนอาขวัญของเขา แต่ถ้าไม่อยากเรียนที่ จปร. เหมือนพ่อกับลุงงั้น...จะไปเรียนโรงเรียนนายเรือ โรงเรียนนายเรืออากาศหรือจะเป็นโรงเรียนนายร้อยตำรวจก็ได้ ผมให้อิสระลูกเลือกได้ตามใจเลย สี่เหล่าทัพเนี่ย ที่ไหนก็ได้ทั้งนั้น”

                มันอิสระตรงไหนวะ ผู้พันคีรินทร์คิด สุดท้ายแล้วมันก็ให้ลูกมันเป็นทหารหรือไม่ก็ตำรวจอยู่ดี

ราชาวดีได้แต่ยิ้มบางๆ รับกับสีหน้าของพี่ชายเมื่อได้ฟังอนาคตของหลานแล้ว สำหรับเธอ ในใจเธอก็อยากให้ลูกเป็นหมอเหมือนเธอหรือไม่ก็เป็นทหารเหมือนกับพี่รันของเธอด้วย เธอรักและผูกพันกับสองอาชีพนี้มาก ถ้าได้เห็นแฝดน้อยแต่งชุดเครื่องแบบทหารยืนเคียงข้างพี่รันของเธอ เธอคงมีความสุขและภูมิใจมากแน่ๆ

“วันนี้แต่งตัวเป็นอะไรดีลูก เป็นน้องแกะละกันนะ” ผู้พันกรันณ์บอกแล้วหยิบชุดแกะแบบเสื้อแขนกุดสีขาวออกมาจากตะกร้าพร้อมกับหมวดผ้าไหมพรมแบบมีหูแกะน่ารักๆ ด้วย

                “เอ๊ะ! นี่หนอนน้อยใครเนี่ย” จู่ๆ เขาก็ว่าขึ้นขณะจะใส่ผ้าอ้อมให้ลูก แล้วก็ไม่พูดเปล่าด้วยยังไปเขี่ยหนอนน้อยของสองแฝดเล่นอีกจนราชาวดีต้องตีต้นแขนเขาเข้าให้ข้อหาเล่นอะไรทะลึ่งๆ กับลูกแบบนี้

                “ได้พ่อมาเยอะน่าดู” คราวนี้เขาหันมาว่ายิ้มๆ กับราชาวดีก่อนจะจัดการใส่ผ้าอ้อมให้ลูกอย่างคล่องแคล่วเพราะทำบ่อยจนชินแล้ว จากนั้นก็ใส่ชุดแกะน้อยให้กับลูกน้อยทั้งสองพร้อมกับหมวก เพียงเท่านี้แฝดน้อยก็กลายร่างเป็นลูกแกะตัวน้อยน่ารักน่ากอดอย่างสุดๆ พอราชาวดีอุ้มขึ้นมาก็อ้าปากเล็กๆ จนเห็นลิ้นสีชมพูส่ายหานมแม่อย่างหิวโหยกันทันที ผู้พันกรันณ์เลยช่วยราชาวดีอุ้มประคองลูกทั้งสองให้กินนม ก่อนที่แฝดน้อยจะแผลงฤทธิ์ร้องไห้กันลั่นบ้าน

                “พี่ว่ามีธุระงั้นหรอพี่ภู ธุระอะไรพี่ เรื่องงานที่ฐานผมก็เคลียร์ก่อนกลับบ้านแล้วนี่” เมื่อแฝดน้อยแข่งกันดูดนมแม่แล้วก็ถึงเวลาที่ผู้ใหญ่จะคุยงานกัน “อย่าบอกนะว่าผมต้องรีบกลับฐานด่วน โหย ยังฟัดลูกฟัดเมียไม่เต็มอิ่มเลย” ว่าแล้วก็กอดทั้งเมียทั้งลูกเอาไว้แน่น ผู้พันคีรินทร์จึงต้องยกมือขึ้นห้าม

                “ไม่ใช่เรื่องงาน”

                “อ้าว แล้วเรื่องอะไร” ผู้พันกรันณ์คลายกอดจากราชาวดีอย่างโล่งใจ ถ้าไม่ใช่เรื่องงานก็แปลว่าเขายังจะได้อยู่กอดลูกกอดเมียต่อ

                ผู้พันคีรินทร์ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นพูดยังไง มันอึดอัดไปหมด เพราะหมอเอื้อยคนเดียวเลยเขาถึงได้หนักใจอยู่อย่างนี้ ประสบการณ์รบมีเต็มเปี่ยม แต่ประสบการณ์รักนี่สิหาคนสอนให้ได้ยากจริงๆ นี่ถ้าผู้กองนทีไม่ลงไปประจำการที่นราธิวาสนะป่านนี้เขาก็คงมีที่ปรึกษาดีๆ แล้ว เมื่อผู้กองนทีไม่อยู่ก็มีแค่ไอ้น้องเขยนี่แหละที่ช่วยเขาได้

                “หมอเอื้อยไม่ยอมแต่งงานกับฉันซักที”

                “เรื่องแค่นี้ถึงกับต้องถ่อรถมาถึงที่นี่เลยหรอครับพี่ โห แล้วพี่จะเครียดทำไม ไม่ได้แต่งแต่ก็อยู่กินกันมาจนขนาดนี้แล้ว ถ้ายังไม่ได้แต่งไม่ได้กินก็ว่าไปอย่าง” ผู้พันกรันณ์ว่าอย่างไม่ทุกข์ร้อนใจตามสีหน้าพี่เมียขณะช่วยราชาวดีประคองลูกกินนม พอน้องเขยบอกแบบนี้ผู้พันหนุ่มก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

                “ถ้าไม่ยอมแต่งเฉยๆ ฉันก็ไม่เครียดหรอก แต่นี่...” ว่าแล้วก็ล้วงอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกงมายื่นให้น้องสาวกับน้องเขยดู ซึ่งพอเห็นของสิ่งนี้เข้าราชาวดีก็ทำตาโตขึ้นมาทันทีในขณะที่ผู้พันกรันณ์ยังขมวดคิ้วไม่เข้าใจอยู่

                “ที่ตรวจฉี่นี่ พี่ไปตรวจใครมา แต่สองขีดแบบนี้เขาไม่ได้เสพยามาหรอก” ผู้ไม่รู้จักที่ตรวจครรภ์ว่าขึ้น เพราะชีวิตนี้ที่ตรวจปัสสาวะหน้าตาคล้ายๆ แบบนี้เขารู้จักเพียงอย่างเดียวคือที่ตรวจหาสารเสพติด

                “ไม่ใช่ค่ะพี่รัน นี่น่ะคือชุดตรวจการตั้งครรภ์ ไม่ใช่ชุดตรวจสารเสพติด” ราชาวดีรีบบอกสามีแล้วหันมามองหน้าพี่ชายตัวเองอีกครั้ง ที่ตรวจครรภ์ขึ้นสองขีดแบบนี้...

                “ยัยเอื้อยท้องหรอคะ”

                “เวรกรรม ทำผู้หญิงท้องก่อนแต่ง” ผู้พันกรันณ์ว่าขึ้นมาเมื่อเข้าใจความหมายของชุดตรวจการตั้งครรภ์แล้วก่อนจะมองหน้าพี่เมียอย่างตำหนิจนคนที่ถูกมองต้องหันมาทำตาดุใส่

                “มึงอย่ามาทำปากดีไปไอ้รัน”

                “เมียผมไม่ได้ท้องก่อนแต่งนะพี่ ในคืนแต่งงานน้องนางไม้ยังบริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่” ว่าแล้วก็ภูมิใจนักที่ตนทะนุถนอมน้องนางไม้มาเป็นอย่างดี ผู้พันคีรินทร์เห็นสีหน้าภูมิอกภูมิใจในตัวเองนักหนาของน้องเขยก็ได้แต่อดทนอดกลั้นเอาไว้อย่างสุดๆ นี่ถ้าไม่ติดว่าต้องมาขอความช่วยเหลือจากมันผู้พันกรันณ์ได้ปากอาบเลือดเพราะหมัดของเขาแน่ๆ

                “ทำไมยัยเอื้อยไม่ยอมแต่งล่ะคะพี่ภู ก็ท้องขนาดนี้แล้ว” ราชาวดีอดสงสัยไม่ได้ วันก่อนตอนที่โทรศัพท์คุยกันหมอเอื้อยก็ไม่เห็นจะเล่าอะไรแบบนี้ให้เธอฟังเลย

                “ถ้ารู้พี่จะถ่อมาถึงที่นี่หรอ พี่ก็ขอแต่งงานหลายรอบแล้วนะตั้งแต่เลื่อนขั้นขึ้นมา โดยเฉพาะไม่กี่อาทิตย์มานี่ดูเหมือนเขาจะชังขี้หน้าพี่ตลอด คุยด้วยก็ไม่คุย พอจะกอดก็ทำท่ารังเกียจทำอย่างกับพี่เป็นกิ้งกือไส้เดือนไปได้” ผู้พันคีรินทร์ว่าอย่างกลุ้มใจก่อนจะหันมาทางน้องเขยอีกคน

                “ฉันก็เลยจะมาปรึกษาแกนี่แหละว่าควรทำไงดี ประสบการณ์เยอะไม่ใช่รึไง”

                “โหย ประสบการณ์เยอะก็เยอะกับเมียคนเดียวนะพี่” คนประสบการณ์เยอะรีบออกตัวเมื่อน้องนางไม้ของเขาส่งสายตาดุๆ มาให้อย่างจับผิด ชีวิตตอนนี้นอกจากงานก็มีแค่เมียกับลูก ไม่เคยจะคิดนอกลู่นอกทางให้น้องนางไม้ต้องเสียใจเลย

                “กูหมายถึงตอนก่อนแต่งงาน ก่อนมึงเจอแก้ม”

                “เบาๆ พี่” ผู้พันกรันณ์รีบยกนิ้วขึ้นแตะปากตัวเองแล้วพยักหน้ามาทางลูกน้อยที่ยังดูดนมแม่กันจ๊วบๆ อยู่ ท่าทางจะเอร็ดอร่อยกันใหญ่จนแก้มนี่ป่องออกมาจนยุ้ยจ้ำม่ำ

                “ห้ามพูดกูมึงต่อหน้าลูกผม แล้วก็ห้ามพูดเรื่องไม่ดีของผมต่อหน้าลูก สำหรับแฝดน้อยผมต้องเป็นคุณพ่อที่แสนดีสุดเฟอร์เฟ็คเท่านั้น”

                “เคยฆ่าคนตายเป็นเบือเนี่ยนะ”

                “เบาๆ พี่ อย่าพูด” คนเป็นพ่อคนแล้วรีบห้ามอีกจนราชาวดีขำตามกับท่าทีของสามี “ห้ามพูดแบบนี้ต่อหน้าลูกผม เดี๋ยวแฝดน้อยจะกลัวพ่อ จะไม่รักพ่อรันเอา” ว่าแล้วก็รีบกอดลูกและซบอกเมียทันทีอย่างคนกลัวจะไม่มีใครรัก ผู้พันคีรินทร์เลยเบ้ปากใส่อย่างหมั่นไส้ อิจฉากับครอบครัวแสนสุขของมันเสียจริ้ง

                “พี่รันคะ พอมีอะไรที่เราจะช่วยพี่ภูได้รึเปล่า ตอนนี้ยัยเอื้อยท้องแล้วนะ แก้มอยากให้พี่ภูกับยัยเอื้อยแต่งงานกัน ถือว่าทำเพื่อหลานในท้องยัยเอื้อยนะ” ราชาวดีก้มลงมาบอกคนที่ซบอกเธอดูลูกกินนมอยู่ พอเมียรักขอแบบนี้ผู้พันกรันณ์ก็ถอนหายใจออกมาทันทีก่อนจะหันมามองหน้าพี่เมียอีกครั้ง

                “เท่าที่เห็นหมอเอื้อยเขาจะเป็นฝ่ายรุกพี่มาตลอดไม่ใช่รึไง ทำไมจู่ๆ มาเกลียดผัวตัวเองได้ พี่ทำอะไรให้เขาโกรธรึเปล่า”

                “เปล่า”

                “นอกใจล่ะ”

                “ไม่มี”

                “ไม่ซื้อหนังสือให้รึเปล่า คราวก่อนผมลืมซื้อหนังสือมาให้น้องนางไม้ งอนจนผมเกือบได้นอนนอกบ้าน” เขาอดพาดพิงเมียรักไม่ได้ คนอะไรแปลกจริง เครื่องสำอางไม่อยากได้ กระเป๋ารองเท้าก็ไม่สน สนอย่างเดียวคือหนังสือ

                “เมียฉันไม่ได้บ้าหนังสือเหมือนเมียแกนะ”

                “อ้าว” ราชาวดีว่าขึ้น จะโกรธใครก่อนดีล่ะเนี่ยระหว่างสามีกับพี่ชาย

                “พี่ไม่รักษาความสะอาดรึเปล่า พวกคุณหมอเนี่ยเขารักความสะอาดกันจะตาย”

                “กูอาบน้ำทุกวัน”

                “ผู้หญิงนี่เข้าใจยากแฮะ” ผู้พันกรันณ์ว่าแล้วก็หันมายิ้มหวานให้น้องนางไม้ก่อนจะหอมแก้มเธอหนักๆ อย่างแสนรักต่อหน้าผู้พันคีรินทร์ “หมอเอื้อยเข้าสู่วัยทองรึเปล่าแก้ม เอ๊ะ! หรือว่า!!!

                “หรือว่าอะไร” ราชาวดีกับผู้พันคีรินทร์ถามขึ้นพร้อมกัน ผู้พันกรันณ์ก็ยิ่งทำเสียงเครียด

                “หมอเอื้อยจะมีกิ๊กรึเปล่า” พอเขาพูดออกไปเท่านั้นแหละ ผู้พันคีรินทร์ก็หน้าซีดขึ้นมาทันที ไม่จริงหรอกมั้ง

                “อยู่ด้วยกันทุกวัน จะมีได้ยังไง”

                “ก็ไม่แน่นะพี่ ช่วงที่หมอเอื้อยเข้าเวรดึกอาจจะ...”

                “ไม่มีหรอก ตอนเข้าเวรดึกฉันไปนอนเฝ้าที่โรงพยาบาลตลอด”

                “โห ความหวงเมีย ถึงกับไปนอนเฝ้า” ผู้พันกรันณ์ว่า ไม่คิดว่ารุ่นพี่ตนจะเป็นเอามากขนาดนี้ เมื่อก่อนเห็นวิ่งหนีหมอเอื้อยแทบตาย ตอนนี้ล่ะเล่นไปนอนเฝ้าถึงที่ทำงานเลย

                “พี่รันเหลวไหลไปไกลแล้วค่ะ แก้มรู้จักเอื้อยดีกว่าใครๆ ยัยเอื้อยไม่มีทางทำแบบนั้นหรอก ยัยเอื้อยรักพี่ภูจะตาย” ราชาวดีว่าขึ้นก่อนจะหันมาทางพี่ชายของตน

                “ที่ยัยเอื้อยดูเมินๆ พี่ภูเนี่ย เริ่มเป็นเมื่อไม่กี่อาทิตย์ก่อนใช่มั้ยคะ”

                “ใช่”

                “ยัยเอื้อยแพ้ท้องคลื่นไส้ มีอาการของคนท้องแบบที่แก้มเคยเป็นรึเปล่าคะ”

                “อืม มี ก็เพราะว่ามีอาการแบบแก้มนี่แหละพี่ถึงจับตรวจฉี่ดูว่าท้องรึเปล่า” พอพี่ชายบอกแบบนี้ราชาวดีก็พยักหน้ารับทันทีเมื่อพอจะเข้าใจสาเหตุที่เพื่อนรักเมินพี่ชายของเธอแบบนี้

                “แก้มรู้แล้วค่ะว่ายัยเอื้อยเป็นอะไร”

                “แหม สมกับเป็นหมอชื่อดังจริงๆ เมียใครเนี่ย ถามแค่นี้ก็รู้อาการป่วยคนไข้แล้ว” ผู้พันกรันณ์ว่าพลางจูบแก้มเมียอีกทีเป็นการให้รางวัลคนเก่ง เห็นแล้วผู้พันคีรินทร์ก็ยิ่งหมั่นไส้น้องเขย

                “ก็ต้องรู้สิคะ ที่ยัยเอื้อยเป็นแบบนี้น่ะ ยัยเอื้อยแพ้ท้องค่ะ” ราชาวดีบอก “ตอนแก้มท้องแฝดน้อยนะ แก้มแพ้ท้องติดพี่รัน เวลาได้อยู่กับพี่รันแก้มจะไม่เป็นอะไรเลย พออยู่ห่างพี่รันปุ๊บ แก้มถึงกับแพ้ท้องหนัก ไม่มีแรงจะลุกจากที่นอนมาทำอะไรเลยค่ะ เอาแต่คิดถึงพี่รันตลอด แต่ยัยเอื้อยน่ะเป็นตรงข้ามกับแก้ม แพ้ท้องเกลียดผัวตัวเอง พี่ภูเคยได้ยินมั้ย”

                “อะไรนะ!!!” ผู้พันคีรินทร์ร้องออกมาลั่นจนแฝดน้อยที่ดูดนมแม่อยู่ถึงกับสะดุ้งเฮือกร้องไห้ออกมาทันที ผู้พันกรันณ์เลยรีบอุ้มลูกอีกคนไปโอ๋ และราชาวดีรีบโอ๋อีกคน

                “ซีล เรนเจอร์ โอ๋ๆๆ พ่อขอโทษนะ ไม่ร้องนะลูกพ่อภูขอโทษนะครับ” คนที่ทำหลานตกใจรีบโอ๋หลานทันที แฝดน้อยในชุดน้องแกะก็ร้องจ้าไม่หยุดจนหน้าดำหน้าแดง ราชาวดีเลยลองประคองลูกมากินนมใหม่ ซึ่งได้ผล พอได้กินนมอีกแฝดน้อยก็หยุดร้อง ผู้พันกรันณ์เห็นดังนั้นจึงประคองลูกอีกคนไปกินนมต่อ แฝดน้อยก็เลยแข่งกันดูดนมใหม่อีกครั้งทั้งๆ ที่ยังหน้าดำหน้าแดงเพราะร้องไห้เมื่อกี้นี้อยู่ ผู้เป็นพ่อเลยค่อยๆ ปาดน้ำตาออกให้แล้วลูบหลังปลอบลูกน้อยทั้งสองเบาๆ เหตุการณ์ทุกอย่างเลยกลับสู่สภาวะปกติอีกครั้ง

                “เวลากินนมอยู่ห้ามทำเขาตกใจ ห้ามขัดจังหวะเด็ดขาดพี่ ไม่งั้นนะ...หูชาแน่ๆ” ผู้พันกรันณ์รีบบอกนิสัยของลูกให้พี่เมียฟัง “โดยเฉพาะเจ้าเรนเจอร์ งอแงกว่าพี่ กินจุกว่าพี่แล้วก็ติดแม่หนักมาก ถ้าร้องไห้นี่ต้องให้แก้มอุ้มคนเดียว คนอื่นยิ่งอุ้มก็ยิ่งร้อง”

                “ได้นิสัยมึงมาเต็มๆ” ผู้พันคีรินทร์ว่า เพราะซีลแฝดคนพี่ดูจะเรียบร้อยเหมือนจะได้นิสัยของแม่มามากกว่า

                “ขวัญเอ้ยขวัญมานะลูก ไม่มีอะไรหรอกนะครับพ่อภูแค่ตกใจ แม่อยู่นี่แล้วซีลกับเรนเจอร์ไม่ต้องกลัวนะลูก” ราชาวดีบอกลูกน้อยทั้งสองอย่างอ่อนโยนก่อนจะหันมายิ้มให้สามีกับพี่ชายเมื่อแฝดน้อยหายตกใจกันแล้ว

                “พี่ภูไม่ต้องเครียดไปหรอกนะคะ เดี๋ยวอาการนี้ของยัยเอื้อยก็จะหายไปเอง” เธอบอกพี่ชาย “ตอนนี้พี่ภูต้องเอาใจยัยเอื้อยให้หนักเป็นสองเท่านะคะ อะไรยอมได้ก็ต้องยอม เพื่อยัยเอื้อยกับลูกนะ”

                “เรื่องนี้ไม่มีปัญหาหรอก ปัญหาคือพี่อยากจะแต่งงานแล้ว อยู่ๆ จะให้เมียท้องโย้ทั้งๆ ที่ยังไม่แต่งงานแบบนี้ได้ยังไง ครอบครัวเอื้อยเขาได้เกลียดขี้หน้าพี่พอดี”

                “งั้นเอาแบบนี้มั้ย” ผู้พันกรันณ์ว่าขึ้น “หมอเอื้อยเขารักเจ้าแฝดนี่จะตาย เรียกเจ้าแฝดว่าหลานป้าทุกคำเลยงั้นก็ลองให้เจ้าแฝดช่วยดู เด็กเนี่ยกามเทพดีๆ เลยนะ ภารกิจแรกของเจ้าแฝดเริ่มตอนอายุสองเดือนนี่แหละ”

                “ดีค่ะ แก้มเห็นด้วย” ราชาวดียิ้มรับในไอเดียนี้ของสามี ผู้พันคีรินทร์เลยก้มมาทางหลานที่ดูดนมแม่อยู่ดังจ๊วบๆ

                “ซีลกับเรนเจอร์ช่วยพ่อภูด้วยนะลูก เดี๋ยวพ่อภูจะซื้อขนมกับของเล่นให้เยอะๆ เลย” พ่อภูรีบเอารางวัลมาล่อหลานก่อน แฝดน้อยที่กินนมอยู่เลยส่งเสียงอ้อแอ้ตอบราวกับพูดคุยกันรู้เรื่องให้คนเป็นพ่อกับแม่และลุงได้แต่มองอย่างเอ็นดู

                “แล้วนี่พ่อกับแม่แกไปไหนรัน ขวัญตาด้วย บ้านเงียบแปลกๆ นะวันนี้” ผู้พันคีรินทร์หันกลับไปมองรอบๆ บ้านเมื่อก้อยเดินเข้ามาบอกว่ามื้อเช้าพร้อมแล้ว ซึ่งก็เป็นจังหวะที่แฝดน้อยกินนมอิ่มกันแล้วพอดี พอกินอิ่มก็หาวออกมากันอีก ผู้พันกรันณ์เลยค่อยๆ อุ้มเอาลูกทั้งสองไปนอนในเปลเด็กพลางจัดแจงห่มผ้าให้ลูกแล้วตามด้วยหมอนกันสะดุ้ง เปิดเพลงคลาสสิกเบาๆเอาไว้ข้างเปลด้วย

                “พ่อไปตรวจงานต่างจังหวัดน่ะพี่แม่เลยไปด้วย ส่วนยัยขวัญช่วงนี้ออกฝึกภาคสนาม เพื่อนผมเป็นครูฝึกพอดีเลยสั่งไปว่าให้เขี้ยวๆ กับยัยขวัญหน่อย ป่านนี้คงแบกปืนวิ่งคลุกฝุ่นอยู่มั้ง” ผู้พันกรันณ์ตอบแล้วกดเปลี่ยนเพลงคลาสสิกที่เขาคิดว่าเพราะกว่าเพลงแรกให้ลูก

                “ให้แฝดน้อยฟังเพลงด้วยหรอ”

                “ค่ะ” ราชาวดีตอบขณะดูพี่รันของเธอดูแลลูกๆ “วันก่อนคุณกริชชานนท์กับคุณน้ำอิงมาเยี่ยมค่ะ พวกเขาแนะนำให้เปิดเพลงคลาสสิกให้ลูกฟัง ตอนแก้มไปเยี่ยมพวกเขาก็เห็นพวกเขาเปิดเพลงคลาสสิกกล่อมลูกเหมือนกัน เพลงพวกนี้มันดีต่อพัฒนาการทางสมองของลูกนะคะพี่ภู จะทำให้แฝดน้อยเป็นเด็กอารมณ์ดีด้วย”

                “เออดี จะได้ไม่เป็นคนใจร้อนป่าเถื่อนเหมือนพ่อมัน” ผู้พันคีรินทร์ว่าขณะที่ผู้พันกรันณ์ยังคงเกาะขอบเปลลูกอยู่แล้วก็ฮัมเพลงคลอกับเสียงเพลงคลาสสิกเพื่อกล่อมลูกน้อยของตนนอน ตอนนี้เขาแลดูห่างไกลจากคำว่าป่าเถื่อนเป็นอย่างมากเลยล่ะ หน้าตาและแผลเป็นตามเนื้อตัวอาจจะดูน่ากลัวไป แต่หัวใจตอนนี้สิกลับอ่อนโยนสุดๆ จนผู้พันคีรินทร์นึกอยากจะเกาะขอบเปลร้องเพลงกล่อมลูกบ้างแล้ว

 

                หลังจากที่ผู้พันกรันณ์วางแผนขอหมอเอื้อยแต่งงานให้ผู้พันคีรินทร์แล้ว ในเย็นวันนั้นหมอเอื้อยก็รีบขับรถมาที่บ้านของเขาทันทีด้วยความรีบเร่ง เธอวิ่งเข้ามาบ้านพร้อมกับกระเป๋าเครื่องมือแพทย์ สีหน้าดูตกอกตกใจไปหมดจนเห็นผู้พันกรันณ์ยืนอยู่ที่หน้าห้องนั่งเล่นจึงได้รีบวิ่งเข้าไปหาเขา

                “ผู้พัน หลานฉันล่ะคะ หลานฉันอยู่ไหน”

                “ในห้องนั่งเล่นกับแก้มน่ะครับ แก้มกำลังดูอาการอยู่”

                “แล้วทำไมไม่รีบพาแฝดน้อยไปโรงพยาบาลล่ะคะ”

                “ผมคิดว่าไม่น่าจะเป็นอะไรมากน่ะครับ เจ้าแฝดแค่ไม่ยอมกินนมเอง ไม่รู้ว่าท้องอืด...” เขายังพูดไม่ทันจบหมอเอื้อยก็รีบวิ่งเข้าไปในห้องนั่งเล่นของบ้านทันทีโดยไม่รู้ว่าผู้พันกรันณ์แอบมองตามอย่างขำๆ

                “แหมพี่รัน เล่นละครเนียนตลอดเลยนะคะ” ราชาวดีที่แอบอยู่เดินเข้ามาตีต้นแขนสามีเบาๆ กับแผนการตามหมอเอื้อยมาดูอาการแฝดน้อยที่ดูท่าจะไม่สบายเพราะไม่ยอมกินนม

                “เลิกเป็นทหารไปเป็นดาราดีมั้ย” เขาถามพลางดึงเอาราชาวดีเข้ามากอดเอาไว้แน่น ดูสิ หลังจากคลอดลูกแล้วน้องนางไม้ของเขาก็ยังคงความสวยเอาไว้เหมือนเดิม เอวบางร่างน้อย ผิวพรรณผุดผ่อง หน้าท้องกลับมาแบนราบและสวยเรียบเนียนจนดูไม่ออกเลยว่าหน้าท้องที่แบนและเรียบเนียนแบบนี้เคยท้องลูกแฝดมาก่อน และที่สำคัญน้องนางไม้ของเขาอร่อยเด็ดมากกว่าเดิมอีกตั้งหลายเท่า อร่อยจนเขากินไม่รู้จักอิ่มเลยล่ะ

                “หน้าดุขนาดนี้คงได้เป็นตัวร้ายแทนพระเอก” ราชาวดีว่า เขาก็เลยดึงเอาเธอไปนั่งกอดอยู่ที่โซฟา

                “ตัวร้ายก็ได้ ตัวร้ายที่รักแก้มนะ” ว่าจบเขาก็ก้มลงมาจูบน้องนางไม้ของเขาอย่างหวานซึ้งและคลอเคลียอยู่กับเธอเพื่อตอนนี้จะได้เปิดโอกาสให้ผู้พันคีรินทร์ขอเมียแต่งงานโดยมีแฝดน้อยทำภารกิจเป็นกามเทพช่วยแผลงศรรัก

                หมอเอื้อยรีบวิ่งเข้าไปในห้องนั่งเล่นด้วยความเป็นห่วงหลาน แล้วก็เห็นแฝดน้อยกำลังนอนคว่ำดูดนิ้วกันอยู่ที่เบาะนอนเด็ก แล้วดูสิ แต่งชุดเป็นคิวปิดมีปีกเล็กๆ กันด้วย นี่ผู้พันกรันณ์หรือราชาวดีเป็นคนซื้อเสื้อผ้าให้ลูกกันล่ะเนี่ย แล้วว่าแต่คนไหนคือซีล คนไหนคือเรนเจอร์ ทั้งสองคนเหมือนกันมาก มีแค่ผู้พันกรันณ์ ราชาวดีกับคุณหญิงกรกชเท่านั้นที่แยกออกว่าใครเป็นใคร

                “ซีล เรนเจอร์ ป้าหมอมาแล้วลูก แฝดน้อยไม่สบายตรงไหนกันลูกหืม”

                “แอ้! แอ...แอ้” แฝดน้อยส่งเสียงพลางดูดนิ้วจ๊วบๆ ดวงตาที่ถอดแบบมาจากพ่อจ้องป้าหมอของพวกตนตาแป๋ว หมอเอื้อยจึงค่อยๆ อุ้มหลานคนแรกขึ้นมาพลางเอามือแตะท้องของหลานดูเพราะผู้พันกรันณ์บอกว่าแฝดน้อยไม่ยอมกินนม สงสัยจะท้องอืดกัน

                “ท้องก็ปกตินี่” หมอเอื้อยพึมพำแล้วใส่สเตทโตสโคปเพื่อตรวจอาการหลานอีกอย่างละเอียด แต่ไม่ว่าจะตรวจยังไงก็ยังหาอาการผิดปกติไม่ได้ แฝดน้อยเหมือนไม่ได้ป่วยเป็นอะไร ปากยังแดง แก้มก็ใส ตาก็แป๋ม เนื้อตัวก็ไม่อุ่นหรือเย็นจนเกินไป ซ้ำยังส่งเสียงอ้อแอ้กันอย่างอารมณ์ดีอีก

                “แก้ม! ยัยแก้มแกอยู่ไหน” ก็ผู้พันกรันณ์บอกว่าเธออยู่ที่นี่นี่นา บอกว่าลูกไม่สบายกันแต่ก็ไม่เห็นจะมีใครอยู่เฝ้าลูกเลย “แก้ม ยัยแก้ม!!!” ไปไหนของเขากันนะ หมอเอื้อยได้แต่มองไปรอบๆ บ้านโดยมีแฝดน้อยมองตามอย่างสงสัย

                “แม่เราไปไหนกันเนี่ยแฝดน้อย พ่อก็ด้วย” ก็รู้ทั้งรู้ว่าหลานยังพูดไม่ได้แต่ก็เผลอถามไปก่อนที่จะสำรวจตัวหลานอีกครั้ง

                “เอ๊ะ! อะไรเนี่ย” หมอเอื้อยค่อยๆ ก้มลงมาดูที่เสื้อของหลาน มีข้อความเขียนเอาไว้บนผ้าอ้อมเด็กผืนนุ่มผูกอยู่ที่ตัวของแฝดน้อยด้วย

แต่งงานกับพ่อภูนะครับ

พ่อภูรักป้าหมอเอื้อย อยากแต่งงานกับป้าหมอเอื้อยแล้ว

                ข้อความนี้เขียนเอาไว้ที่ผ้าอ้อมเป็นลายมือที่หมอเอื้อยจำได้ดี แต่ก่อนที่เธอจะได้ขยับตัวไปไหนนั้นใครบางคนก็เดินเข้ามากอดเธอเอาไว้แน่นจากทางด้านหลัง ครั้งพอเธอจะดิ้นหนีเขาก็ยิ่งกอดรัดเธอแน่นขึ้น

                “แต่งงานกันเถอะนะ” ผู้พันคีรินทร์บอกเธอ “ฉันอยากแต่งงาน อยากเป็นคุณพ่ออย่างไอ้รันแล้ว”

                “ผู้พัน ปล่อยฉันนะ!” หมอเอื้อยพยายามผลักเขาออกเพราะการที่เขาอยู่ใกล้เธอแล้วมันทำให้เธอผะอืดผะอมขึ้นมาจนอยากจะอาเจียน กลิ่นกายของเขาที่เธอเคยชอบสูดดอมดมบัดนี้กลิ่นกลับเหม็นคลุ้ง ขนาดเขาเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จเธอก็ยังไม่อยากเข้าใกล้เขาอยู่ดี

                “รับปากก่อนสิว่าจะแต่งงานกับฉัน”

                “ปล่อย!!!” มือเล็กๆ ดันแผ่นอกแกร่งหนีแต่ผู้พันคีรินทร์ก็ยังคงกอดเธอเอาไว้แน่น หมอเอื้อยที่อยากจะอาเจียนอยู่แล้วเลยรีบผลักเขาหนีอีกก่อนจะวิ่งไปที่หน้าต่างบ้านแล้วโก่งคออาเจียน เห็นแบบนี้แล้วผู้พันคีรินทร์ก็รีบก้มลงสูดกลิ่นตัวเองบ้างว่าเหม็นรึเปล่า ดมตัวเองไม่พอยังก้มลงไปให้หลานแฝดดมด้วยอีก

                “พ่อตัวเหม็นขนาดนั้นเลยหรอ”

                “แอ...แอ้” เสียงใสๆ ของแฝดน้อยอ้อแอ้ตอบอย่างไม่รู้ไม่ชี้ก่อนจะมองไปรอบๆ ตัวอย่างสนใจโดยเฉพาะโมบายรูปโลมาสีสันสดใสที่แขวนอยู่เหนือเปลนอนของพวกตน

                “อยากได้โมบายหรอ ช่วยพ่อก่อนสิ ช่วยขอป้าหมอเอื้อยแต่งงานก่อน” ผู้พันคีรินทร์ยื่นข้อเสนอกับเด็กทารกก่อนจะอุ้มเอากามเทพน้อยทั้งสองขึ้นมาพร้อมๆ กันแล้วเดินเข้าไปหาหมอเอื้อย ซึ่งเธอดูจะตกใจไม่น้อยที่เห็นเขาเดินเข้ามาหาจนต้องรีบถอยออกห่างอีก แต่พอเห็นคนตัวโตอุ้มทารกน้อยแสนไร้เดียงสาเอาไว้ในอ้อมแขนหมอเอื้อยก็อดมองด้วยสายตาที่อ่อนโยนไม่ได้ เวลาที่ผู้พันคีรินทร์อยู่กับเด็ก เขาดูเป็นผู้ชายที่มีเสน่ห์มาก

                “ตอนนี้ได้อุ้มหลาน ตู่ว่าหลานเป็นลูกของตัวเองแล้ว อีกไม่นานก็คงได้อุ้มลูกตัวเองบ้าง...แต่งงานกันเถอะนะเอื้อย จะปล่อยให้ท้องโตกว่านี้แล้วค่อยแต่งได้ยังไง”

                “ไม่แต่งตอนนี้”

                “แล้วจะแต่งตอนไหน จะรอให้ลูกคลอดออกมาก่อนรึไง”

                “ก็ฉันไม่อยากเข้าใกล้ผู้พันนี่ ฉันเหม็นผู้พัน”

                “เธอไม่รักฉันแล้วรึยังไงยัยแรดน้อย” คราวนี้ผู้พันคีรินทร์ว่าเสียงเข้ม “เธอเป็นหมอสูติฯ นะ เธอก็รู้นี่ว่าที่ตัวเองเป็นอยู่ตอนนี้คืออะไร เดี๋ยวพอเธอหายแพ้ท้องเธอก็จะไม่เหม็นฉันแล้ว” พอผู้พันคีรินทร์ว่าแบบนี้หมอเอื้อยก็ร้องไห้ออกมาทันทีอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

                “ฮื่ออออ”

                “อะ...เอื้อย” ผู้พันคีรินทร์ทำอะไรไม่ถูกเลยทีนี้เมื่อเธอร้องไห้ออกมา แต่พอเขาจะเข้าไปหาเธอก็ถอยหนีจากเขาอย่างรังเกียจเหมือนเดิม

                “ฉันไม่รู้ว่าฉันรักผู้พันรึเปล่า” เธอว่าแล้วก็ร้องไห้โฮออกมาทำเอาผู้พันคีรินทร์ใจเสียขึ้นมา ว่ายังไงนะ ไม่รู้ว่ารักเขารึเปล่าอย่างนั้นหรอทั้งๆ ที่ไม่ใช่เธอรึยังไงที่ตามตื้เขามาโดยตลอด

                “พี่ภู เกิดอะไรขึ้นคะ” ราชาวดีที่ได้ยินเสียงร้องไห้ของหมอเอื้อยเลยรีบเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่น ผู้พันกรันณ์ที่ตามเข้ามาเลยเข้ามารับเอาแฝดน้อยทั้งสองไปอุ้มเอาไว้เอง

                “ภารกิจไม่สำเร็จหรอลูก” เขาก้มลงมาถามลูกชายทั้งสอง แต่แฝดน้อยก็เอาแต่ดูดนิ้วกันแล้วก็มองไปทางโมบายด้วยความสนใจไม่หยุด “โหย ห่วงแต่ของเล่นจนภารกิจล้มเหลว สั่งซ่อมยังไงดีล่ะเนี่ย งดนิทานหรืองดนมดีคืนนี้” คนเป็นพ่อก็ที่เอาวิชาทหารมาใช้กับลูกว่าแต่แฝดน้อยก็ไม่สนใจโทษสั่งซ่อมของตัวเอง ตาแป๋วๆ ยังคงเอาแต่มองโมบายอยู่ผู้พันกรันณ์ก็เลยใจอ่อนยอมพาฝาแฝดน้อยทั้งสองไปเล่นโมบายอย่างที่ลูกต้องการ

                “เอื้อย” พอราชาวดีเดินเข้าไปหาหมอเอื้อยก็กอดเพื่อนเอาไว้แน่นทันที ไม่ยอมให้ผู้พันคีรินทร์เดินเข้าไปหาเลยแม้แต่น้อย ราชาวดีจึงยกมือห้ามไม่ให้พี่ชายเดินเข้ามาหาก่อนจะพาหมอเอื้อยไปนั่งที่โซฟาริมหน้าต่าง

                “แกร้องไห้ทำไม” ปกติหมอเอื้อยไม่ใช่คนที่จะร้องไห้ง่ายๆ นะ แล้วไหนจะท่าทีรังเกียจคนรักของตัวเองอีก

                “ฉันไม่รู้ว่าฉันรักผู้พันมั้ย ฉันไม่อยากเข้าใกล้ผู้พันเลยตอนนี้ ฉันเกลียดผู้พันแล้วแก้ม”

                “แล้วพี่ภูทำอะไรให้แกโกรธรึเปล่า พี่ภูดูแลแกไม่ดีหรอ”

                “เปล่า”

                “พี่ภูนอกใจแกมั้ย”

                “เปล่า”

                “เขาดุว่าอะไรแกมั้ย”

                “ไม่”

                “แล้วทุกวันนี้พี่ภูดูแลแกดีมั้ย”

                “ดูแลดี”

                “อ้าว แล้วทีนี้แกจะเกลียดพี่ภูทำไม พี่ภูออกจะรักแก พอรู้ว่าแกท้องเขาก็รีบขอแกแต่งงานทันที เขาขอแกแต่งงานมาหลายรอบแล้วนะเอื้อย”

                “ฉัน...ฉันไม่รู้ อยู่ๆ ก็เกลียดแบบไม่มีสาเหตุ ไม่อยากเห็นแม้แต่หน้า” ได้ยินหมอเอื้อยว่าแบบนี้ผู้พันคีรินทร์ก็ถึงกับเดินคอตกกลับไปนั่งอยู่กับน้องเขย ผู้พันกรันณ์ที่อุ้มลูกทั้งสองคนอยู่เลยได้แต่ยิ้มอย่างให้กำลังใจพี่เมีย ถูกเมียบอกว่าเกลียดแบบนี้ เป็นเขา เขาก็ช็อค

                “ไปกันใหญ่แล้วเอื้อย” ราชาวดีว่าแล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “ฉันถามหน่อยว่าเมื่อก่อนใครเป็นคนตามตื้อ ตามจีบพี่ภู เป็นแกเองไม่ใช่หรอ แกตามตื้อพี่ภูจนพี่ภูรักแกแล้วจู่ๆ แกจะมาเทพี่ภูทิ้งแบบนี้เนี่ยนะ”

                “ฉันก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ฉันสับสนไปหมดแล้ว” หมอเอื้อยยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาปอยๆ ราชาวดีจึงจับมือของหมอเอื้อยเอาไว้ทั้งสองข้าง

                “แกฟังฉันนะ!” ราชาวดีว่าเสียงนิ่ง “ที่แกเป็นแบบนี้ก็เพราะว่าแกท้อง ฉันได้ข่าวว่าแกสนใจทำแต่งาน เข้าเวรต่อเนื่องจนพักผ่อนน้อย แกเครียด แกกดดัน แล้วอารมณ์ของแกตอนนี้ก็แปรปรวนอย่างหนัก แกเป็นหมอสูติฯ นะ ดูแลคนไข้มาเยอะแล้วทำไมไม่ดูแลตัวเองบ้าง แกก็รู้นี้ว่าคนท้องฮอร์โมนจะเปลี่ยนแปลง แกต้องควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ดีสิ”

                “แล้วฉันควรทำยังไง”

                “แกลางานมาพักสมองซักหน่อยมั้ย แกอยู่แต่กับงานมากๆ แบบนี้แกจะเครียดนะ แกลองหาเวลาพักอยู่กับพี่ภูให้มากๆ กว่านี้ พูดคุยกันให้มากขึ้น แกต้องนึกถึงลูกในท้องให้มากๆ นะ แกอย่าใช้อารมณ์ตัวเองตัดสินอะไรแบบนี้สิ ตอนนี้แกมีลูก มีคนรักที่เขารอคอยที่จะแต่งงานกับแก แกเคยบอกฉันนี่ว่าแกอยากเข้าพิธีแต่งงานกับพี่ภู แกอยากเดินลอดซุ้มกระบี่กับพี่ภู แกอยากได้เค้กแต่งงานถึงเก้าชั้นเลยไม่ใช่หรอ พี่ภูพร้อมที่จะทำให้แกทุกอย่างเลยนะ”  ราชาวดียิ้มบอกแล้วปาดน้ำตาให้เพื่อน อารมณ์คนท้องก็แบบนี้แหละ ตอนเธอท้องแฝดน้อยอารมณ์ก็ขึ้นๆ ลงๆ เหมือนกัน แล้วสิ่งที่ทำให้หมอเอื้อยเครียดหนักก็คือการยังไม่ได้แต่งงานนี่แหละ ท้องทั้งๆ ที่ยังไม่ได้แต่งงานแบบนี้จะไม่เครียดได้ยังไง มันเป็นความเครียดที่ฝังลึกอยู่ในใจ พอเครียดหนักๆ เข้าก็เกิดสติแตกขึ้นมาแบบนี้

                หมอเอื้อยหันไปมองทางผู้พันคีรินทร์อีกครั้งก็เห็นสีหน้าของเขาดูหงอยๆ ตอนนี้เขากำลังกอดแฝดน้อยเอาไว้คนหนึ่ง เห็นเขาดูแลหลานดีแบบนี้หมอเอื้อยก็คิดว่าถ้าหลานยังรักยังดูแลดีขนาดนี้แล้วกับลูกของตัวเองล่ะเขาจะดูแลดีขนาดไหน ที่ผ่านมาเขาก็ดูแลเธอเป็นอย่างดี เป็นเธอเองที่ไม่มีเวลาให้เขา ลำบากเขาต้องไปหาไปนอนเฝ้าที่โรงพยาบาลบ่อยๆ มันคงเป็นเพราะร่างการของเธอตอนนี้สร้างฮอร์โมน HCG มากกว่าปกติ ทั้งเครียดเรื่องงานแล้วยังมากังวลเรื่องท้องอีก ประสาทรับกลิ่นของคนท้องไวกว่าคนปกติ ได้กลิ่นอะไรก็พาลเหม็นไปหมด เหม็นอย่างเดียวไม่พอยังพาลไปเกลียดขี้หน้าสามีอีก คนไข้ของเธอก็มีอาการแบบนี้หลายคน เธอเป็นหมอสูติฯ แท้ๆ แต่ทำไมถึงรับมือกับอาการนี้ได้ยากจัง

                “เราเป็นหมอ เราต้องรับมือกับอาการที่เรารู้สาเหตุอยู่ให้ได้ แกไม่ได้เกลียดพี่ภูจริงๆ หรอก แกแค่หงุดหงิด กังวล อารมณ์อ่อนไหวง่ายจนอยากหาที่ระบายก็เท่านั้นนะ สงสารพี่ภูนะเอื้อย เดี๋ยวไม่กี่เดือนแกก็จะอาการดีขึ้นเองแหละ” พอปลอบเพื่อนเสร็จราชาวดีก็กอดหมอเอื้อยเอาไว้อีกครั้งอย่างปลอบใจ ผู้พันกรันณ์ที่นั่งฟังอย่างเงียบๆ เลยหันมามองทางผู้พันคีรินทร์แล้วยิ้มเยาะ

                “พี่ไม่เร้าใจเมียจนเมียแพ้ท้องเกลียดขี้หน้าเลยหรอ สู้ผมก็ไม่ได้ ตอนน้องนางไม้แพ้ท้อง น้องนางไม้หลงผมอย่างกับอะไรดี”

                “มึงหุบปากไปเลยไอ้รัน เก็บปากของมึงไว้ร้องเพลงกล่อมลูกมึงนอนเถอะ” ผู้พันคีรินทร์ว่าก่อนจะส่งแฝดน้อยที่ตัวเองอุ้มอยู่ให้น้องเขยแล้วจึงเดินเข้าไปหาหมอเอื้อยอีกครั้ง ราชาวดีจึงถอยออกมาหาลูกกับสามีของตัวเอง

                ผู้พันคีรินทร์พยายามทำความเข้าใจเมื่อรู้ว่าที่หมอเอื้อยเป็นแบบนี้เพราะเป็นอารมณ์ของคนท้อง เขาไม่ควรจะน้อยใจเธอแต่เขาควรจะเอาใจเธอ ดูแลเธอให้ดีกว่านี้ ตอนราชาวดีท้องเขายังดูแลน้องสาวได้เลย แล้วกับเมียตัวเองทำไมเขาจะดูแลไม่ได้กัน

                “ถ้าไม่อยากแต่งยังไม่ต้องแต่งก็ได้ แบบไหนที่ทำแล้วเธอสบายใจฉันยอมทั้งหมด ฉันจะตามใจเธอทุกอย่างเลยนะแต่อย่าไล่ฉันไปไหนเลย ลูกเมียของฉัน ฉันก็อยากจะอยู่ดูแลด้วยตัวของฉันเอง” ผู้พันคีรินทร์ว่าแล้วเข้าไปนั่งลงข้างๆ หมอเอื้อยบนโซฟาก่อนจะค่อยๆ ดึงเอาเธอเข้าไปกอด

                “ฉันจะเดินลอดซุ้มกระบี่”

                “อะไรนะ” ผู้พันคีรินทร์ถามเธออย่างไม่อยากจะเชื่อหู

                “ฉันจะเดินลอดซุ้มกระบี่กับผู้พัน เอาเค้กเก้าชั้นด้วย” พอได้ยินหมอเอื้อยว่าแบบนี้ผู้พันคีรินทร์ก็ยิ้มแป้นออกมาทันที ราชาวดีกับผู้พันกรันณ์จึงรีบยกนิ้วให้กับเขาอย่างยินดีด้วย

                “ได้สิ เธออยากได้งานแต่งแบบไหนฉันจะจัดให้ตามแบบที่เธออยากได้เลยนะ” หมอเอื้อยยิ้มออกมาอย่างมีความสุขเมื่อได้ยินเขาพูดแบบนี้ แต่เธอกอดเขายังไม่ทันจะเต็มอิ่มเลยหมอเอื้อยก็รีบผละออกจากผู้พันคีรินทร์อีกรอบแล้วไปสำรอกอาหารออกมาอีกครั้งที่หน้าต่างที่อยู่ใกล้ที่สุดจนผู้พันคีรินทร์ต้องรีบเข้าไปลูบหลังแล้วกอดประคองเธอเอาไว้ ราชาวดีเห็นเพื่อนแพ้ท้องหนักก็เลยบอกให้ก้อยเอาน้ำขิงอุ่นๆ กับผลไม้มาเสิร์ฟ ดูๆ แล้วหมอเอื้อยท่าจะแพ้ท้องหนักกว่าเธอมาก

                “แก้ม...ฉันอยากกิน”

                “อยากกินอะไร เดี๋ยวฉันหามาให้” คนที่เคยแพ้ท้องมาก่อนเข้าใจดีว่าเวลาตั้งท้องแล้วจะอยากกินนั่นกินนี่ตลอด ตอนที่เธอท้องแฝดน้อยเธอจะชอบผลไม้มากเป็นพิเศษ ได้กินแล้วมีแรงกระฉับกระเฉงมาก

                “ฉันอยากกินสลัด”

                “อ๋อ ได้เลย ที่บ้านมีผักทำสลัดเยอะ”

                “ฉันจะกินสลัดดอกไม้ ดอกกุหลาบหน้าบ้านแกน่ากินมากเลย ดอกเข็มด้วย ถ้าเอามาคลุกๆ ทำน้ำยำท่าจะอร่อยมาก แกใส่ดอกมะลิด้วยนะกลิ่นมันจะได้หอมๆ”

                “ฮะ!” ผู้พันคีรินทร์ ราชาวดีและผู้พันกรันณ์ร้องขึ้นพร้อมกัน คนอะไรแพ้ท้องอยากกินดอกไม้

                “เออ...แกพูดจริงหรอเอื้อย”

                “ใช่ ฉันจะกินดอกไม้ เอาโยเกิร์ตด้วยนะ โยเกิร์ตใส่ปลาประป๋อง” ได้ยินชื่อเมนูแล้วทุกคนก็ได้แต่มองหน้ากัน “เอาชีสเบอร์เกอร์ราดซอสช็อคโกแล็ตมากินด้วยนะ” คนแพ้ท้องอยากกินของแปลกว่า รู้สึกอยากกินจนเปรี้ยวปากไปหมดแล้วก่อนจะมองมาทางแฝดน้อยที่นอนเล่นโมบายอยู่ในอ้อมแขนของผู้เป็นพ่อ พอเห็นดังนั้นผู้พันกรันณ์ก็รีบอุ้มลูกน้อยทั้งสองถอยหนีจากเธอทันทีอย่างไม่ไว้ใจ

                “อย่านะ! อย่าบอกนะว่าอยากกินลูกของผมด้วย ผมไม่ยอมหรอก!!!” คนหวงลูกว่าขึ้นแล้วกอดแฝดน้อยเอาไว้แน่น มองหมอเอื้อยอย่างไม่ไว้ใจทันที คนท้องชอบกินของแปลกๆ ถ้าอยากกินลูกของเขาขึ้นมาจะทำยังไง

                “จะบ้าหรอผู้พัน ใครจะไปอยากกินหลานกัน”

                “จะไปรู้หรอ เห็นพูดว่าอยากกินนั่นอยากกินนี่ แล้วอยู่ๆ ก็หันมามองแฝดน้อยของผม”

                “ฉันแค่มองเพราะก่อนหน้านั้นผู้พันบอกฉันเองไม่ใช่หรอว่าแฝดน้อยไม่สบาย”

                “ลูกผมสบายดี ผมแค่โกหกเพื่อหลอกคุณมาหาพี่ภูเฉยๆ” พอผู้พันกรันณ์บอกความจริงหมอเอื้อยก็หันมาทางผู้พันคีรินทร์อีกครั้ง เขาก็เลยได้แต่ยิ้มรับว่านี่เป็นแผนของพวกเขาเอง

                “เออ...งั้นเดี๋ยวฉันออกไปเก็บดอกไม้ที่หน้าบ้านมาให้เธอละกันนะ กินให้อิ่มนะเมียจ๋าแล้วจะได้คุยเรื่องงานแต่งต่อ” ว่าแล้วผู้พันคีรินทร์ก็รีบออกไปเก็บดอกไม้ ซึ่งพอลับหลังเขาไปหมอเอื้อยก็เผลอยิ้มออกมาให้กับความเอาใจใส่ของเขาก่อนจะหันมายักคิ้วให้กับราชาวดี

                “เห็นมั้ยแก้ม ในที่สุดวันนี้ฉันก็กำราบผู้พันได้ เมื่อก่อนจีบยากจีบเย็นนัก กว่าจะตื้อจนได้เป็นแฟนก็แทบแย่ หึ! ตอนนี้ผู้พันไม่กล้าหือกับฉันหรอก” ว่าแล้วหมอเอื้อยก็ลุกขึ้นยืนลูบท้องตัวเองเบาๆ อย่างแสนรัก “เพราะตอนนี้ฉันมีลูกของผู้พันเป็นตัวประกันอยู่ในท้อง ถ้าผู้พันหือกับฉันนะ จะขู่ว่าจะพาลูกหนีไปให้ไกลเลย เมื่อก่อนแกล้งฉันไว้เยอะ คราวนี้จะเอาคืนให้จำเลย อยู่นอกบ้านจะยศสูงหรือเก่งแค่ไหน กลับบ้านมาหมอเอื้อยคนนี้ต่างหากคือท่าน ผบ.!!!

                คำประกาศของหมอเอื้อยทำให้ราชาวดีได้แต่ยิ้มรับก่อนจะแอบปาดเหงื่อแทนพี่ชาย ส่วนผู้พันกรันณ์นั้นตอนนี้ก็ยังไม่กล้าอุ้มลูกไปใกล้หมอเอื้อย ได้ฟังคำประกาศของเธอเขาคิดว่าผู้พันคีรินทร์ได้เจอศึกหนักแล้วแน่ๆ

                “ตัวใครตัวมันนะพี่ ศึกไหนผมก็พร้อมสู้ แต่ถ้าต้องเปิดศึกกับเมียผมขอยกธงขาวยอมแพ้” เขาว่า ผู้พันคีรินทร์ยังดีนะที่มีหมอเอื้อยเป็น ผบ. คนเดียว แต่เขาสิ ทั้ง ผบ. นางไม้ ผบ. รุกขเทวดาแฝด ผบ. ของเขาหนักกว่าเห็นๆ


********************************************************************

ภารกิจแรกก็ล้มเหลวซะแล้วแฝดน้อย มันแต่ห่วงเล่นโมบาย

ผู้พันคีรินทร์จะได้แต่งงานสมใจมั้ย เมียอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ แบบนี้ 

ตอนหน้าติดตามกันต่อนะคะ



ปล.ขอบคุณสำหรับคอมเม้นให้กำลังใจกันนะคะ ไรท์ไม่ค่อยได้ตอบคอมเม้นเลยแต่ก็อ่านทุกคอมเม้นเลยนะคะ แล้วไรท์จะพยายามตอบคอมเม้นให้มากกว่านี้น้า ขอบคุณสำหรับทุกๆ กำลังใจและคำแนะนำติชมค่ะ แล้วจะพัฒนางานเขียนให้ดีขึ้นกว่านี้เด้อ ^__^

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 453 ครั้ง

2,198 ความคิดเห็น

  1. #669 25142551 (@25142551) (จากตอนที่ 77)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2562 / 08:31

    น่ารักจังเลยแฝดน้อย

    #669
    0
  2. #667 Toonsrd (@Toonsrd) (จากตอนที่ 77)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2562 / 21:42
    ชอบเรื่องนี้มากแงTT บอกเลยว่าร้องไห้เพราะเรื่องนี้แบบตามบวมหนักมาก!55555555555
    #667
    1
  3. #666 sanookka (@sanookka) (จากตอนที่ 77)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2562 / 13:01

    พ่อภูโดนเอาคืน5555
    #666
    0
  4. #665 kai (จากตอนที่ 77)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2562 / 12:29

    พ่อภูโดนเอาคืน จะโทษแฟดน้อยก็ไม่ได้

    #665
    0
  5. #664 ปูโพธาราม (@souwanee) (จากตอนที่ 77)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2562 / 12:06
    ภารกิจของแฝดน้อยวางแผนไม่รัดกุมเองนะ อย่ามาโทษแฝดน้อยนะ ฮึ่มม..
    #664
    1
  6. #662 au2515 (@au2515) (จากตอนที่ 77)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2562 / 07:07
    ได้หลานสาวแน่ๆ
    #662
    0
  7. #661 Kanokwan Ruenarom (@KanokwanRuenarom) (จากตอนที่ 77)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2562 / 05:35
    จะทำ E-Book มั๊ยคะ
    #661
    1
  8. #660 eve (จากตอนที่ 77)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2562 / 02:42

    ฮูยยย.. จะน่ารักไปไหน ทั้ง 2 คู่ และแฝดน้อยด้วย ตอนนี้ขาดท่านขวัญตาไป..อิอิ. ไรท์รีบมาต่อน้าาา พรีสสสส

    .. ติดงอมแงมแล้ว

    #660
    1
  9. #659 tangkwaeiei (@tangkwaeiei) (จากตอนที่ 77)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2562 / 02:19
    คิดภาพโยเกิร์ตกับปลากระป๋องแล้วไม่ไหวจริงๆ55555555
    #659
    1
  10. #658 rattanawaleeoaj (@rattanawaleeoaj) (จากตอนที่ 77)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2562 / 01:41
    แฝดน้อยน่ารักจังเลยค่ะลูก กอดทีนึง
    #658
    1
  11. #657 bebebelle19 (@bebebelle19) (จากตอนที่ 77)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2562 / 01:08
    น่ารักกกก
    #657
    0