ป้องรัก ห่มใจ

ตอนที่ 75 : มนต์รัก ตชด. 2 (ตอนพิเศษ 3)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12,663
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 376 ครั้ง
    20 มิ.ย. 62


75.มนต์รัก ตชด. 2

 

                หลังจากที่กลับมาถึงกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนผู้หมวดไกรจักรก็หยิบสมุดหนังสือที่เตรียมเอาไว้ตั้งแต่เมื่อเช้านี้มาแล้วเดินกลับไปที่รถเพื่อขับไปยังโรงเรียนเล็กๆ ที่อยู่ไม่ไกลจากกองร้อย โรงเรียนของที่นี่มีนักเรียนไม่ถึงห้าสิบคน ส่วนมากจะเป็นเด็กชาวเขา การจะเดินทางไปเรียนยังโรงเรียนในตัวเมืองแทบจะเป็นไปไม่ได้ด้วยระยะทางที่ไกลและการเดินทางก็ลำบาก อีกทั้งเด็กๆ ยังมีฐานะยากจนด้วย พ่อแม่ล้วนแต่เป็นชาวเขาทำอาชีพเกษตรกรกัน หากว่าไม่มีการตั้งโรงเรียนขึ้นที่นี่เด็กๆ เหล่านี้ก็คงจะขาดโอกาสทางการศึกษา ผู้หมวดไกรจักรเห็นถึงความลำบากตรงนี้จึงได้เข้ามาช่วยสอนหนังสือเด็กๆ ให้ด้วยอีกคนเพราะที่นี่มีครูเพียงสองคนเท่านั้นคือครูคำป้อ ครูผู้ก่อตั้งโรงเรียนแห่งนี้ขึ้นมาและน้องสาว ครูคำปอย ซึ่งทั้งสองคนเป็นชาวเผ่าม้งที่มีโอกาสได้ไปร่ำเรียนครูที่มหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ เมื่อเรียนจบออกมาแล้วจึงได้นำความรู้มาช่วยเหลือเด็กๆ ที่บ้านเกิดของตน

                โรงเรียนบนดอยเป็นโรงเรียนเล็กๆ ตั้งอยู่ท่ามกลางผืนป่า มีห้องเรียนเป็นอาคารไม้เล็กๆ ที่พอกันแดดกันฝนได้อยู่ 3 หลัง ถึงจะเป็นโรงเรียนเล็กๆ แบบนี้แต่ก็ยังนับว่าดีที่ทางการให้ความสำคัญและส่งงบประมาณมาคอยช่วยเหลือ ทำให้ทั้งครูและเด็กๆ ที่นี่ไม่ได้เดือดร้อนกันจนเกินไป อีกทั้งโรงเรียนแห่งนี้ยังอยู่ในความดูแลของกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนด้วย จึงมีครู ตชด. ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาสอนหนังสือและให้การดูแลด้วย

                “วันนี้มีอะไรกัน” ผู้หมวดหนุ่มพึงพำออกมาคนเดียวเมื่อเห็นว่าวันนี้ที่โรงเรียนดูจะคึกครื้นกันมากกว่าวันก่อนๆ เด็กๆ ที่กินอาหารกลางวันกันแล้วออกมารวมตัวกันที่หน้าอาคารเรียน ทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใสแล้วก็ดูเหมือนว่าแต่ละคนจะได้รับแจกขนมกันด้วย ใครเอาขนมมาแจกเด็กๆ กันนะ

                “อ้าวผู้หมวด มาแล้วหรอครับ” ครูคำป้อ ครูหนุ่มวัยสามสิบปลายๆ เดินเข้ามาทักเมื่อเห็นเขาเดินลงมาจากรถ

                “วันนี้มีอะไรพิเศษรึเปล่าครับครูคำป้อ เด็กๆ คึกคักกันจังเลย” เขาถามแล้วหันไปรับไหว้เด็กนักเรียนที่วิ่งเข้ามาไหว้ทำความเคารพ ก่อนจะไปวิ่งเล่นกันต่อ

                “วันนี้มีครูคนใหม่มาน่ะครับ เพิ่งมาถึงเมื่อกี้นี้เอง เป็นเพื่อนเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันกับคำปอย น้องเขาซื้อขนมมาแจกเด็กๆ ด้วย เด็กๆ เลยดีใจกันใหญ่ มาสิครับ เดี๋ยวผมจะแนะนำให้รู้จัก” ครูคำป้อบอกก่อนจะเดินนำเขาไปยังด้านหน้าเสาธงหน้าอาคารเรียน ซึ่งขณะนี้ครูคำปอยกำลังแจกขนมให้เด็กๆ อยู่กับใครอีกคน...ผู้หญิงงั้นหรอ ผู้หมวดไกรจักรคิด

                “น้องฟ้ามุ่ยครับ พี่ขอแนะนำใครให้รู้จักหน่อย เดี๋ยวอยู่ที่นี่จะได้เจอกันยาวเลย” ครูคำป้อบอก หญิงสาวที่ยืนหันหลังง่วนอยู่กับการแกะห่อขนมให้เด็กๆ เลยหันมาทางเขา

                “ใครหรอคะพี่คำป้อ...” รอยยิ้มแสนสดใสพลันหายวับไปกับตาเมื่อเธอหันมาเห็นนายตำรวจหนุ่มยืนอยู่กับครูคำป้อ นี่เขา...มาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกัน

                ผู้หมวดไกรจักรเองก็อึ้งไปไม่น้อยเมื่อเห็นคนเกลียดตำรวจมาอยู่ที่นี่ด้วย นี่อย่าบอกนะว่าเธอเป็นครูคนใหม่ของที่นี่น่ะ อะไรจะบังเอิญขนาดนี้

                “ผู้หมวดครับ นี่น้องฟ้ามุ่ย ครูคนใหม่ที่จะมาช่วยพวกเราสอนหนังสือเด็กๆ” ครูคำป้อผู้ไม่ทันสังเกตสีหน้าอึ้งตะลึงงันของคนทั้งคู่ยังคงแนะนำอย่างยิ้มแย้ม

                “น้องฟ้ามุ่ย นี่ผู้หมวดไกรจักรนะ เขาเป็นตำรวจ ตชด. ที่มาช่วยพวกเราสอนหนังสือที่นี่” ฟ้ามุ่ยยังคงยืนอึ้งอยู่กับที่ ไม่คิดว่าจะเป็นเขาจริงๆ นี่น่ะหรอตำรวจ ตชด. ที่คำปอยพูดถึงเมื่อก่อนหน้านี้ นี่เธอไม่คิดว่าจะทั้งยังหนุ่มแล้วก็หล่อแบบนี้นะเนี่ย เดี๋ยวสิ! นั่นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นอยู่ที่ว่าตำรวจนายนี้จะมีความเลวอะไรเก็บซ่อนเอาไว้ ตอนอยู่ที่ตลาดท่าทางของเขาดูสุภาพก็จริง แต่ว่า...อาจจะแค่หน้ากากก็ได้ ของแบบนี้ต้องดูกันนานๆ ให้ตายสิ หนีตำรวจเลวจากเมืองกรุงมาได้ อุตส่าห์หนีเข้าป่ามาขนาดนี้ยังจะต้องมาเจอกับตำรวจ ตชด. อีก เวรกรรมแท้ๆ

                “สวัสดีครับ เจอกันอีกแล้วนะครับคุณครู” ผู้หมวดไกรจักรเป็นคนทักเธอขึ้นมาก่อนเมื่อเห็นสีหน้าแหยๆ ของเธอ ท่าทางเธอจะมีปมกับตำรวจมากถึงได้มีท่าทีไม่ค่อยจะชอบเขาแบบนี้

                “ค่ะ สวัสดี บังเอิญจังเลยนะคะ” ฟ้ามุ่ยตอบอย่างขอไปที คำปอยที่เงียบมาโดยตลอดจึงได้หันมาดึงแขนเพื่อนตัวเองเบาๆ

                “นี่รู้จักกันมาก่อนหรอ”

                “ก็ไม่เชิงครับ เมื่อเช้าผมบังเอิญเจอคุณครูฟ้ามุ่ยที่ตลาด ไม่ทราบว่าจะเป็นครูอยู่ที่นี่”

                “อ้าว แบบนี้ก็พรหมลิขิตสิครับผู้หมวด คนเรา ถ้าไม่ได้มีวาสนาต่อกันคงไม่ได้เจอกันบ่อยแบบนี้หรอก” ครูคำป้อแซวเล่นๆ แต่คนมีปมกับตำรวจกลับแอบทำหน้าเบ้ใส่ ยี้! พรหมลิขิต วาสนากับผีสิ นี่น่ะมันเวรกรรมชัดๆ

                “คุณส่งของให้หลานแฝดเรียบร้อยแล้วหรอคะ” สิ่งเดียวที่ฟ้ามุ่ยนึกอยากจะถามมีเพียงเรื่องนี้เท่านั้น

                “ครับ ส่งไปที่กรุงเทพฯ เรียบร้อยแล้ว ขอบคุณอีกครั้งนะครับที่ช่วยผมเลือกของ” เขายิ้มอย่างขอบคุณจากใจแต่ฟ้ามุ่ยกลับแค่ยิ้มแหยๆ ตอบก่อนจะเดินเลี่ยงหนีไปคุยกับเด็กๆ แทนเพราะเธออึดอัดมากที่จะพูดคุยกับเขา คำปอยที่รู้ดีว่าเพื่อนมีปมกับตำรวจเลยยิ้มอย่างขอโทษผู้หมวดหนุ่มแทน

                “อย่าถือสายัยฟ้าเลยนะคะ ยัยฟ้าเจอตำรวจไม่ดีมาเยอะค่ะเลยมีปมกับตำรวจ”

                “อ๋อ ครับ” ผู้หมวดไกรจักรพยักหน้ารับ “ผมเข้าใจดีว่าตำรวจที่ประพฤติตัวไม่ดีนั้นมีอยู่เยอะเลยพาลให้ตำรวจที่เขาตั้งใจปฏิบัติหน้าที่กันจริงๆ พลอยลำบากไปด้วย อาชีพตำรวจก็แบบนี้แหละครับ เป็นเหมือนผ้าขี้ริ้วคอยเช็ดถูสิ่งสกปรก ผ้าขี้ริ้วผืนนี้ก็เลยอาจจะเปื้อนและสกปรกไป ผมไม่ถือเรื่องนี้หรอกครับ” ว่าจบผู้หมวดไกรจักรก็ขอตัวไปเตรียมสอนหนังสือเด็กๆ ช่วงบ่าย คำป้อและคำปอย คุณครูสองพี่น้องเลยได้แต่มองหน้ากันอย่างหนักใจ คนเกลียดตำรวจเข้าไส้กับตำรวจนี่จะร่วมงานกันได้มากน้อยแค่ไหนกันล่ะเนี่ย คำปอยก็ได้แต่หวังแหละว่าเพื่อนของตนจะลองเปิดใจให้กว้างดู เพราะตำรวจดีๆ ก็ยังมีอยู่เยอะ

                เพราะฟ้ามุ่ยเพิ่งจะเดินทางมาถึงวันแรกจึงยังไม่ได้สอนหนังสือ คำปอยจึงทำหน้าที่แนะนำโรงเรียนให้เธอรู้จักแทนโดยการพาเดินดูโรงเรียนเล็กๆ แห่งนี้ ดูบ่อเลี้ยงปลา ดูเล้าหมู เล้าไก่และแปลงปลูกผัก ไม่น่าเชื่อว่าโรงเรียนเล็กๆ มีครูประจำแค่สองคนจะมีระบบการจัดการที่ดีขนาดนี้

                “ที่นี่มีลำธาร น้ำท่าไม่ต้องห่วงอุดมสมบูรณ์มาก” คำปอยแนะนำเพื่อนขณะเดินดูแปลงผักกัน ฟ้ามุ่ยเลยมองไปยังชายป่าหลังด้านต้นน้ำของลำธารที่ไหลลงมาที่โรงเรียน ซึ่งเธอเห็นคล้ายกับว่าเป็นหลังคาบ้านหลังเล็กๆ อยู่หลังหนึ่ง

                “นั่นบ้านใคร”

                “อ๋อ บ้านพักครูน่ะ เมื่อก่อนที่นี่มีครูผู้ชายอีกคนชื่อครูเบส ฉันก็จำชื่อจริงของเขาไม่ได้หรอกเพราะเขามาสอนที่นี่ก่อนที่พวกเราจะเรียนจบกันซะอีก เขามาเป็นครูที่นี่ได้เดือนเดียวเองมั้งก็เห็นว่าสอบได้ที่สอนใหม่เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ในเมืองเขาก็เลยย้ายไป ตั้งแต่นั้นมาที่บ้านก็ไม่มีใครอยู่อีก มีแค่พี่คำป้อนี่แหละที่นานๆ จะมานอนค้างทีเวลาทะเลาะกับเมีย” คำปอยเล่าเสียยาวเหยียดพร้อมกับแอบนินทาพี่ชายไปในตัวจนฟ้ามุ่ยหัวเราะตาม

                “งั้นฉันขอมาพักอยู่ที่นี่ได้มั้ย” ฟ้ามุ่ยถามอย่างสนใจบ้านพักครูหลังนี้ “แกเองก็เพิ่งแต่งงาน จู่ๆ จะให้ฉันไปอาศัยอยู่ที่บ้านเรือนหอของแกกับแฟนฉันก็เกรงใจ ไหนๆ ที่นี่ก็มีบ้านพักครูแล้วขอฉันพักที่นี่เถอะ”

                “ได้ยังไงกัน เป็นผู้หญิงจะมานอนกลางป่าคนเดียว แกไม่กลัวรึยังไง” คำปอยอดเป็นห่วงเพื่อนไม่ได้ แต่ฟ้ามุ่ยก็ยังคงยืนยันคำเดิม อีกอย่างหมู่บ้านของคำปอยก็เป็นหมู่บ้านเผ่าม้ง เธอเป็นคนต่างถิ่นจะไปอยู่ด้วยนานๆ ก็เกรงใจทุกคน ถึงแม้ทุกคนจะยินดีต้อนรับเธอก็เถอะ แต่คนหนีปัญหามาจากในเมืองอย่างเธอก็ไม่อยากจะสร้างปัญหาให้ใครได้หนักใจ คำปอยเพิ่งแต่งงานกับแฟนหนุ่มที่เป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน ถ้าเธอไปอยู่ที่บ้านกับคำปอยด้วยใครเขาจะมองยังไง

                “เออน่า ฉันอยู่ได้ ฉันก็ไม่ใช่สาวชาวกรุงเสียทีเดียวหรอกนะ ฉันก็เด็กต่างจังหวัดเหมือนกัน แค่นี้น่ะจิ๊บๆ แค่มีที่ซุกหัวนอน มีข้าวกินสามมื้อแค่นี้น่ะสบาย”

                “แกแน่ใจนะ”

                “แน่สิ” ฟ้ามุ่ยยืนยันอีกเพื่อให้เพื่อนสบายใจ คำปอยก็เลยได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างยอมแพ้ให้กับความรั้นของเธอ

                “ก็ได้ ที่ยอมเนี่ยเพราะเห็นว่ากองร้อยตำรวจอยู่ใกล้ๆ ที่นี่หรอกนะ เดินไม่ถึงกิโลก็ถึงแล้ว ถ้ามีเรื่องอะไรฉุกเฉินล่ะก็แกไปขอความช่วยเหลือจากที่นั่นได้เลย ตำรวจที่นี่ทุกคนเป็นคน...”

                “ตำรวจที่ไหนก็เลวเหมือนกันหมดแหละ” ฟ้ามุ่ยว่าสวนขึ้นอย่างไม่พอใจเมื่อยามนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ไม่น่าเชื่อว่าสังคมไทยสมัยนี้จะยังมีตำรวจเลวๆ อยู่จริงๆ จากที่เคยนึกว่าจะมีแต่ในละครเท่านั้น

                “เอาเถอะ ฉันรู้ว่าแกเจอมาเยอะ จะให้เปลี่ยนความคิดกันง่ายๆ ก็คงไม่ได้ ให้เวลาช่วยพิสูจน์จะดีกว่า” คำปอยว่าอย่างเหนื่อยใจแล้วจึงเดินนำเพื่อนกลับมาที่โรงเรียนอีกครั้ง ซึ่งขณะนี้ครูคำป้อกับผู้หมวดไกรจักรกำลังสอนหนังสือให้เด็กๆ อยู่

                “ที่นี่มีตั้งแต่ชั้น ป.1 ถึง ป.6 ชั้นไหนนักเรียนน้อยเราก็ให้เด็กมานั่งเรียนรวมกัน เป็นครูที่นี่ต้องสอนได้ทุกวิชาและสอนได้ทุกชั้น ปกติก็มีฉันกับพี่คำป้อแล้วก็ตำรวจ ตชด. สลับกันเข้าสอน มีแกมาเพิ่มอีกคนพวกเราจะได้ดูแลเด็กๆ ได้ทั่งถึงมากขึ้น ตอนนี้ครู ตชด. ขาประจำก็ผู้หมวดไกรจักรนี่แหละ เห็นว่าเขาเพิ่งย้ายมาจากแม่สอดได้ไม่ถึงปีเลย”

                “ทำไมถึงย้ายล่ะ” ฟ้ามุ่ยถามอย่างอยากรู้ขณะมองคนที่กำลังถูกพูดถึงสอนหนังสือเด็กๆ อยู่ ท่าทางเด็กๆ จะชอบเขามาก แล้วเขาก็สอนหนังสือเด็กๆ ได้ดีเลยทีเดียว

                “ไม่รู้เหมือนกัน ทั้งๆ ที่ตอนอยู่แม่สอดเขาทำผลงานเอาไว้เยอะเลยนะ อย่างข่าวฐานทหารพรานที่แม่สอดถูกโจมตีจนเป็นข่าวใหญ่เมื่อปีก่อนก็มีเขานี่แหละเป็นหนึ่งในผู้ร่วมเหตุการณ์ จ่าพิชิตเล่าว่าเขาเก่งด้านการรบมาก ฉันเองก็แปลกใจเหมือนกันว่าทำไมสายบู๊อย่างเขาถึงได้ย้ายมาอยู่ที่นี่ เปลี่ยนจากจับปืนมาเป็นจับหนังสือสอนเด็กๆ แทน ฉันเคยสังเกตเห็นนะ เขาชอบหงอยอยู่คนเดียวบ่อยๆ แล้วก็ชอบดูภาพของผู้หญิงคนหนึ่งในโทรศัพท์บ่อยๆ ด้วย ถ้าให้เดาฉันว่าเขาคงอกหักมาน่ะเลยย้ายหนีมารักษาแผลใจ”

                “หรือไม่ก็ทุจริตจนถูกจับย้าย ฉันว่าน่าจะเป็นแบบนี้มากกว่านะ” คนอคติก็ยังอคติได้อย่างเสมอต้นเสมอปลายก่อนจะเดินเข้าไปในชั้นเรียนของเขาแล้วนั่งลงกับเด็กๆ เสมือนเป็นเด็กนักเรียนคนหนึ่งแล้วดูเขาสอนหนังสือ

                ผู้หมวดไกรจักรอดเกร็งไม่ได้เมื่อจู่ๆ หญิงสาวก็เข้ามาเป็นนักเรียนของเขา ดูๆ แล้วเหมือนมาจับผิดอะไรเขามากกว่า นี่อะไรทำให้เธอเกลียดตำรวจได้ขนาดนี้กันล่ะเนี่ย

                “เอาล่ะ เมื่อกี้นี้เราลองยกตัวอย่างผักและผลไม้กันไปแล้ว เดี๋ยวครูจะให้ทุกคนลองยกตัวอย่างดอกไม้ที่ทุกคนรู้จักมาด้วยนะครับ ใครยกตัวอย่างได้มากที่สุด เดี๋ยวครูจะปั๊มดาวที่สมุดให้ห้าดาวเลย” เขาบอกเด็กนักเรียนชั้น ป.1 ซึ่งเด็กๆ ดีใจกันใหญ่รีบแย่งกันชูมือบอกชื่อของดอกไม้กันอย่างสนุกสนานทำให้ฟ้ามุ่ยอดยิ้มไปกับเด็กๆ ไม่ได้

                “ดอกดาวเรืองค่ะ”

                “ดอกกุหลาบครับ”

                “ดอกมะลิค่ะ” เสียงเด็กๆ เจื้อยแจ้วอย่างสนุกสนาน ผู้หมวดไกรจักรจึงหันมาทางนักเรียนที่อายุเยอะที่สุดของเขาบ้าง

                “แล้วคุณครูฟ้ามุ่ยล่ะครับ ช่วยยกตัวอย่างชื่อดอกไม้ให้เด็กๆ ฟังหน่อย” เขาบอกยิ้มๆ ฟ้ามุ่ยที่มองเด็กๆ ด้วยรอยยิ้มเพลินๆ ก็ยิ้มต่อไม่ออกเพราะเธอนึกไม่ออก ชื่อดอกไม้ตั้งมากมายเด็กๆ ก็ตอบไปกันหมดแล้ว นี่เธอจะตอบว่าอะไรดีล่ะ อืม...อ๋อ นึกออกแล้ว ดอกไม้ที่แม่ของเธอปลูกเอาไว้ที่หน้าบ้านไง

                “ดอกราชาวดีค่ะ ดอกไม้ไทยสีขาว มีกลิ่นหอม” เธอตอบแบบส่งๆ แต่คนที่ถามกลับสะอึกนิ่งไปกับที่ ดอกราชาวดี...เขาไม่ได้ยินชื่อนี้มานานมากแค่ไหนแล้วนะ

                ฟ้ามุ่ยมองแล้วก็สงสัยว่าเขาเป็นอะไรไป พอเธอตอบชื่อดอกราชาวดีออกมาเขาถึงได้นิ่งไปแบบนี้ รอยยิ้มเมื่อก่อนหน้านี้หายไปเหลือเอาไว้แต่สีหน้าเศร้าๆ

                เป๊งๆๆๆ เสียงตีระฆังดังบอกเวลาเลิกเรียนทำให้ผู้หมวดไกรจักรตื่นจากภวังค์แล้วหันมาพูดกับเด็กๆ

                “เลิกเรียนแล้ว วันนี้ทุกคนเก่งกันมากเลยนะครับ เดี๋ยวมาเข้าแถวนะ ก่อนกลับบ้านครูจะปั๊มดาวที่สมุดให้”

                “เย้!!!” เด็กๆ รีบลุกจากโต๊ะมาต่อแถวเพื่อปั๊มดาวที่สมุดกัน ซึ่งพอได้ดาวปั๊มที่สมุดครบทุกคนแล้วผู้หมวดไกรจักรก็ปล่อยเด็กๆ กลับบ้าน ใครที่ผู้ปกครองสะดวกก็จะมารอรับบุตรหลานกันที่โรงเรียนด้วย ซึ่งพอเด็กๆ ออกไปจากห้องเรียนกันหมดแล้วผู้หมวดหนุ่มก็ทรุดกายลงนั่งกับเก้าอี้ทันที นี่มันวันอะไรกัน ทั้งๆ ที่เขาทำใจได้แล้วและคิดว่าหัวใจตัวเองเข้มแข็งได้มากพอ แต่นับตั้งแต่ที่ผู้กองคณินส่งข่าวการคลอดแฝดน้อยมาให้เขา เขาเห็นภาพของราชาวดี เห็นภาพที่เธอกับผู้พันกรันณ์ช่วยกันกอดประคองลูกน้อยทั้งสองเอาไว้ในอ้อมแขนมันก็ทำให้หัวใจของเขาเจ็บขึ้นมาด้วยความอิจฉา ยิ่งมาได้ยินชื่อราชาวดีด้วยอีกเขาก็ยิ่งเจ็บลึกเข้าไปยิ่งกว่าเดิม นี่เขาต้องทำยังไงดี ต้องทำยังไงถึงจะไล่ความฟุ้งซ่านนี้ให้ออกไปจากสมองและหัวใจได้

                “คุณ คุณเป็นอะไรรึเปล่า” ฟ้ามุ่ยที่เห็นเขาดูซึมๆ ไปก็อดลุกขึ้นมาถามไม่ได้ จนเมื่อเธอเดินเข้ามาใกล้เขาแล้วเห็นเขาเงยหน้าขึ้นเธอก็ต้องตกใจเมื่อเห็นดวงตาคู่คมมีหยาดน้ำตาเอ่อคลอ ซึ่งเขาก็รีบปาดทิ้งก่อนจะลุกขึ้นยืน

                “ผมกลับก่อนนะครับ” ว่าจบเขาก็เดินออกไปจากห้องเรียนทันที ขึ้นรถแล้วก็ขับออกไปแบบไม่ลาใครๆ สวนทางกับจ่าพิชิตที่เพิ่งจะขับรถเข้ามาที่โรงเรียน

                “อ้าว นั่นรถผู้หมวดนี่” จ่าพิชิตว่าขณะลงจากรถมอเตอร์ไซค์แล้วเดินหอบหิ้วถุงเสบียงที่ซื้อมาเมื่อเช้านี้ไปให้ครูคำป้อที่กำลังยืนส่งเด็กๆ อยู่ที่หน้าโรงเรียน

                “ผู้หมวดแกมีธุระต่อหรอครับจ่า ทำไมจู่ๆ ก็รีบออกไป”

                “ไม่ทราบเหมือนกันครับ ปกติแกไม่เป็นแบบนี้นะ หรือว่า...อาการอกหักจะกำเริบ”

                “อ้าว ผู้หมวดแกมีแฟนด้วยหรอครับ” ครูคำป้อถามยิ้มๆ เพราะตั้งแต่รู้จักกันมาผู้หมวดไกนจักรสายบู๊ก็ไม่เห็นจะเคยพูดเรื่องหัวใจให้เขาฟังเลย

                “อกหักก่อนได้เป็นแฟนน่ะครับ รักเขาข้างเดียวเลยเจ็บหนักหน่อย”

                “นี่เป็นสาเหตุที่ย้ายมารึเปล่าครับเนี่ย”

                “ครับ” ครูคำป้อกะจะแซวเล่นๆ เท่านั้น แต่ดันเป็นความจริงซะนี่ ฟ้ามุ่ยที่ได้ยินบทสนทนาของคนทั้งคู่เลยอดใจแป้วตามไม่ได้ เมื่อกี้นี้เขาร้องไห้หรอ อกหักแบบนี้ท่าทางแผลใจจะใหญ่น่าดู จะว่าไปก็น่าสงสารเหมือนกันแฮะ

 

                เพราะวันนี้เป็นวันเสาร์โรงเรียนหยุด ฟ้ามุ่ยเลยมีเวลาปัดกวาดทำความสะอาดบ้านพักครูของตัวเองหลังจากที่เมื่อวานเธอทำแค่เพียงพอนอนได้เท่านั้นโดยมีคำปอยกับครูคำป้อช่วย บ้านพักครูเป็นกระท่อมไม้หลังเล็กๆ แต่แข็งแรงอยู่ในชายป่าริมลำธาร เมื่อเดินขึ้นบันไดมาก็จะเป็นระเบียงเล็กๆ มีแคร่ไม้ไผ่สำหรับนั่งเล่น พอเปิดประตูเข้าไปก็เป็นห้องนอนที่มีแค่เตียงนอนเล็กๆ ตู้เสื้อผ้าเก่าๆ กับชุดโต๊ะเก้าอี้แบบเดียวกับของเด็กนักเรียนหนึ่งชุด ส่วนห้องน้ำอยู่แยกออกไปจากตัวบ้านไม่ไกลกันมาก

                ฟ้ามุ่ยตื่นนอนแต่เช้าแล้วจัดการปัดกวาดเช็ดถูบ้าน ถึงจะอยู่กลางป่ากันดานแบบนี้แต่ก็นับว่ายังดีที่มีไฟฟ้าใช้ ถึงจะเป็นเพียงแค่หลอดไฟเล็กๆ หนึ่งหลอดกับปลั๊กสามตาสองปลั๊กก็เถอะ นับว่าเป็นการเลือกวันมาทำงานที่นี่ได้เหมาะเจาะ เพราะเธอจะได้มีเวลาเตรียมสอนช่วงเสาร์อาทิตย์นี้ด้วย

                “เอ๊ะ!” กวาดๆ พื้นใต้เตียงอยู่ฟ้ามุ่ยก็ต้องชะงักเมื่อรู้สึกถึงอะไรบางอย่างซึ่งมันขยับตัวไปมาอยู่ใกล้ๆ กับไม้กวาดของเธอ อะไรกันนะ... เธอลองเอาไม้กวาดเขี่ยมันออกมา แล้วพอเห็นตัวเท่านั้นล่ะ

                “กรี๊ด!!!” เธอกรีดร้องออกมาทันทีกับงูสีเขียวตัวเขื่อง ทั้งคนทั้งงูต่างก็ดูท่าจะตกใจพอๆ กัน งูตัวนี้จึงงอตัวเตรียมจะพุ่งฉกเต็มที่แต่ทว่า...

                ฉับ!!! มีดพกขนาดเล็กถูกปาออกมาแล้วปักเข้าที่หัวของงูอย่างพอดิบพอดีจนงูตัวนี้ดิ้นไปมาก่อนจะแน่นิ่งไป ฟ้ามุ่ยที่อึ้งๆ กับเหตุการณ์นี้อยู่เลยหันไปมองที่มาของมีดเล่มนี้ แล้วก็เห็นผู้หมวดไกรจักรยืนอยู่ที่ประตูบ้านของเธอพอดี สีหน้าเขาก็ดูตกใจไม่ต่างกันเพราะเมื่อกี้นี้เธอเกือบจะถูกงูฉกแล้ว

                “คุณปลอดภัยดีนะ” เขาถามหญิงสาวที่ยืนตัวสั่นอยู่กับที่ เมื่อได้สติฟ้ามุ่ยก็รีบวิ่งออกมาจากบ้านทันทีแล้วอาศัยแผ่นหลังของเขาเป็นโล่หลบภัยเพราะไม่แน่ใจว่าจะมีงูอยู่ในบ้านอีกรึเปล่า

                “คุณ คุณช่วยดูให้หน่อยสิว่าในบ้านมีงูอีกมั้ย ฉันเป็นโรคกลัวงูขึ้นสมองเลยนะ” ไม่บอกเปล่าแต่มือเล็กๆ ยังทั้งผลักทั้งดันแผ่นหลังชายหนุ่มให้เดินเข้าไปในบ้านอีก ผู้หมวดไกรจักรจึงเดินเข้าไปตรวจดูภายในบ้านให้เธออย่างละเอียด ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเพราะบ้านของเธอไม่ใช่บ้านหลังใหญ่และที่สำคัญทั้งบ้านก็มีแต่เตียงนอน ตู้เสื้อผ้ากับชุดโต๊ะหนังสือเท่านั้น ไม่ได้มีเครื่องเรือนอื่นๆ อีก มองแค่ครู่เดียวก็ถ้วนทั่วไปทั้งบ้านแล้ว

                “ไม่มีแล้วล่ะ สงสัยงูตัวนี้อาจเลื้อยเข้ามาตอนที่คุณเปิดประตูอยู่” เขาหันมาบอกฟ้ามุ่ยที่ยังคงยืนอยู่ที่ระเบียงหน้าบ้าน

                “เอาให้ชัวร์นะคุณ เกิดคืนนี้นอนๆ ไปอนาคอนด้ามารัดคอฉันตายจะทำยังไง”

                “ที่นี่ประเทศไทยนะไม่มีอนาคอนด้าหรอก ถ้าเป็นงูเห่า งูเหลือมก็ไม่แน่”

                “จะงูอะไรฉันก็กลัวทั้งนั้นแหละ อย่าว่าแต่งูเลย ขนาดไส้เดือนฉันยังกลัว ฉันกลัวสัตว์ที่ไม่มีขา” เธอกอดอกว่าแล้วหันหน้าหนีอย่างอายๆ ใช่ว่าจะเป็นคนขี้กลัว สัตว์อะไรที่ว่าร้ายแล้วเธอก็ไม่กลัวหรอก แต่สัตว์เลื้อยคลานจำพวกงูนี่สิ แค่เห็นภาพจากหนังสือหรือทีวีเธอก็รับไม่ได้แล้ว

                “วางใจเถอะ ที่บ้านนี้ไม่มีงูแล้ว” ผู้หมวดไกรจักรสำรวจบ้านให้เธออีกรอบ “รูหรือช่องอะไรที่งูจะเลื้อยเข้ามาได้ก็ไม่มี เวลาอยู่บ้านคุณก็ปิดประตูหน้าต่างให้ดีๆ ก็แล้วกัน ในป่าแบบนี้อันตราย แล้วกลางดึกถ้ามีอะไรหรือใครมาเคาะประตูบ้านก็ห้ามเปิด”

                “ถ้าเป็นผีล่ะ”

                “มันจะไม่เคาะประตูบ้านให้เสียเวลาหรอก แค่เดินทะลุผนังบ้านมาก็เข้ามาหาคุณได้แล้ว” เขาว่ากลับแล้วเดินออกมาจากบ้านของเธอพร้อมกับหยิบซากงูตัวนั้นออกมาด้วย ฟ้ามุ่ยก็เลยถอยห่างจากเขา

                “นี่งูเขียวหางไหม้ เป็นงูพิษ คุณดูลักษณะแล้วก็ตัวมันเอาไว้ต่อไปจะได้ระวังเวลาเจออีก”

                “ฮะ! ยังจะมีอีกหรอ ที่นี่มันดงงูรึยังไงกัน”

                “ป่าไหนๆ ก็มีงูทั้งนั้นแหละ ยิ่งอยู่ติดกับลำธารชื้นๆ แบบนี้ กลางค่ำกลางคืนก็อย่าออกจากบ้านแล้วกัน” เขาย้ำ ฟ้ามุ่ยจึงพยักหน้ารับแล้วมองไปที่แคร่หน้าบ้านซึ่งมีปิ่นโตอาหารวางอยู่ สงสัยเขาจะถือมา

                “แล้วคุณมาทำอะไรที่นี่ นี่วันเสาร์ไม่มีสอนนะ” หรือว่าจะมาแอบซุ่มดูเธอกัน พวกตำรวจนี่ไว้ใจไม่ได้

                “ครูคำปอยเขาโทรมาบอกผมว่าคุณพักอยู่ที่นี่ วันนี้เขาติดธุระในตัวเมืองเลยเข้ามาหาคุณที่โรงเรียนเช้านี้ไม่ได้ เขาก็เลยวานผมเอาข้าวปลามาให้ ผมได้ยินเสียงกรี๊ดของคุณนึกว่าเป็นอะไรก็เลยรีบวิ่งขึ้นมาบนบ้านนี่แหละ”

                อ๋อ งั้นก็แล้วไป ก็นึกว่าจะมาแอบซุ่มดูเธอซะอีก

                “แล้วว่าแต่คุณเถอะ มีลูกมีสามีแล้ว แล้วทำไมถึงมาทำงานที่นี่คนเดียว สามีคุณเขาไม่ว่าหรอ” อดสงสัยไม่ได้ ถ้าเป็นสาวโสดก็ว่าไปอย่าง นี่อะไร มีลูกแล้ว แล้วทิ้งลูกมาได้ยังไงกัน

                “ก็...”

                “หรือว่าแยกทางกัน”

                “เปล่าซักหน่อย ฉันกับเขายังรักกันดี” จะให้เขารู้ไม่ได้ว่าเธอยังโสด ไม่งั้นเธอได้หนีเสือปะจระเข้แน่ ความจริงก็ไม่ได้มั่นหน้าในความสวยของตัวเองนักหรอก แต่เพราะตำรวจเลวๆ ที่เจอมามันทำให้เธอไม่สามารถไว้ใจตำรวจที่ไหนได้อีก

                “แล้วทำไมเขาถึงปล่อยให้คุณมาทำงานที่นี่ เป็นผู้หญิงมาอยู่กลางป่าคนเดียวเขาไม่ห่วงคุณหรอ”

                “เออ...ฐานะที่บ้านเราไม่ดีน่ะ ต่างคนต่างทำงานหาเงินเลี้ยงลูก มันเกี่ยงงานไม่ได้หรอก ฉันชอบเด็ก ฉันอยากเป็นครู ถึงงานนี้มันจะลำบากหน่อยแต่มันก็เป็นงานที่ฉันชอบ”

                “อ๋อ งั้นก็สู้ๆ ละกัน พ่อกับแม่ยอมลำบากขนาดนี้ลูกของคุณเป็นเด็กที่โชคดีมาก”

                โอ๊ย! ลูกที่ไหนไม่มีทั้งนั้นแหละ แฟนยังไม่เคยมีเลย ถ้าจะมีลูกก็คงเป็นลูกเฉาก๊วยพันธุ์พุดเดิลที่บ้านนู่น

                “เดี๋ยวตอนเที่ยงผมจะเอาข้าวกลางวันมาให้ด้วย อ้อ ส่วนนี่เบอร์โทรของผม เผื่อฉุกเฉินอะไรล่ะก็คุณโทรมาได้ ผมจะรีบมาช่วย” ผู้หมวดไกรจักรส่งกระดาษที่เขียนเบอร์โทรศัพท์ของเขาให้เธอก่อนจะเดินลงจากบ้านเธอไปพร้อมกับซากงู ซึ่งพอพ้นบ้านเธอไปฟ้ามุ่ยก็แอบเบ้ปากใส่ขณะเดินเข้าบ้าน ขยำกระดาษในมือจนเป็นก้อนกลมแล้วโยนทิ้งไปบนโต๊ะหนังสืออย่างไม่สนใจจะดูเบอร์โทรศัพท์ของเขา

                “ผมจะรีบมาช่วย... แหวะ! ไม่มีหรอกตำรวจที่คิดจะช่วยประชาชนจริงๆ จังๆ น่ะ มีแต่ไอ้พวกเห็นแก่ตัวทั้งนั้นแหละ” คนอคติก็ยังอคติอยู่วันยันค่ำ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเขาเอาข้าวมาให้ ฟ้ามุ่ยจึงเดินออกไปหยิบปิ่นโตกลับเข้ามาในบ้านอีกครั้งเพราะรู้สึกหิว ข้าวสวยร้อนๆ ปลาแดดเดียวทอดกับน้ำพริก แม้จะเป็นอาหารที่ไม่ได้เลิศหรูแต่ก็ทำให้คนอยู่ง่ายกินง่ายอิ่มท้องไปได้ในมื้อนี้

                “เอ๊ะ! นี่เราเกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกงอยู่รึเปล่าเนี่ย” ฟ้ามุ่ยว่าเมื่อเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าตนเกลียดคนที่เอาอาหารแสนอร่อยนี่มาให้

 

                “ผู้หมวดครับ เมื่อครู่นี้ผู้กองโทรมาบอกครับว่ามีวัยรุ่นค้ายาหนีการจับกุมของตำรวจในตัวเมืองขึ้นมาที่นี่ให้พวกเรารีบสกัดเอาไว้” จ่าพิชิตรีบวิ่งเข้ามาบอกเมื่อเห็นผู้หมวดไกรจักรเพิ่งจะกลับมาจากเอามื้อเที่ยงไปให้ครูคนใหม่ที่บ้านพักหลังจากที่เมื่อเช้านี้ก็เอาไปให้แล้วรอบหนึ่ง

                “พวกมันมีกันกี่คน”

                “ห้าคนครับ เป็นตัววายร้ายเลยล่ะ”

                “งั้นจ่ารีบจัดกำลังพลของพวกเราเลย แถวนี้อยู่ใกล้โรงเรียนเกิดวัยรุ่นพวกนั้นแอบเข้ามาทำร้ายเด็กๆ จะแย่เอา” ผู้หมวดหนุ่มรีบออกคำสั่ง ยังพอจะเบาใจอยู่ที่เหตุร้ายแบบนี้เกิดขึ้นในวันหยุดของโรงเรียน ถึงแม้เขาจะมาอยู่ที่นี่ได้ไม่ถึงปีแต่ชายป่าแถบนี้ก็ลาดตระเวนมาบ่อยจนจำพื้นที่ได้หมดแล้ว ยังไงเสียวันนี้ก็ต้องตามล่าจับคนร้ายมาให้ได้

                เมื่อกำลังพลพร้อมผู้หมวดไกรจักรที่อยู่รักษาการกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนก็ออกนำเหล่าลูกน้องออกค้นหาเหล่าวัยรุ่นที่หลบหนีมาทันที โดยปฏิบัติการครั้งนี้มีเจ้าหน้าที่หน่วย นปพ. หรือหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งของทางกรมตำรวจเข้าร่วมด้วย เพราะวัยรุ่นเหล่านี้มีประวัติที่ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่หากจะปล่อยให้รอดตัวไปสักวันก็ต้องสร้างความเดือดร้อนขึ้นมาอีก

                ในขณะที่เหล่าตำรวจ ตชด. และหน่วย นปพ. ออกติดตามค้นหาคนร้ายกันอยู่นั้น หญิงสาวผู้มาใหม่แห่งดอยนี้ก็งัวเงียตื่นขึ้นมาอีกทีในช่วงค่ำ หลังจากที่เผลอฟุบหลับไปขณะนั่งเตรียมการสอนอยู่ในบ้านพัก สงสัยเพราะกินเยอะไปเนื่องจากเมื่อก่อนหน้านี้ครูคำปอยเพื่อนสาวได้เข้ามาเยี่ยมพร้อมกับซื้อของอร่อยๆ มากินกันจนข้าวเที่ยงที่ผู้หมวดไกรจักรเอามาส่งถูกลืม ดวงตาคู่หวานสวยกระพริบถี่ๆ ในความมืด ในป่าแบบนี้เมื่อถึงยามค่ำมืดแล้วทุกๆ อย่างรอบตัวพลันมืดสนิทไปหมด ทันทีที่คว้าโทรศัพท์มือถือได้ฟ้ามุ่ยก็เปิดหน้าจอให้ความสว่างก่อนจะเดินคลำทางหาสวิตช์ไฟ

                ปั้ก!

                “โอ๊ย!!!” เธอร้องออกมาลั่นเมื่อความมืดทำให้มองไม่เห็นทางจนเผลอเตะขาโต๊ะเข้าอย่างจัง เจ็บจนน้ำตาเล็ดไปหมดแล้วตอนนี้

                “บ้าจริง!” เธอว่าก่อนที่จะกดสวิตช์ไฟได้ เมื่อความสว่างจากหลอดไฟเพียงหลอดเดียวติดแล้วฟ้ามุ่ยก็เห็นว่าที่ปลายนิ้วหัวแม่เท้าของตัวเองกำลังบวมเป่งจนห้อเลือด

                “ทุ่มหนึ่งนี่มืดขนาดนี้เลยหรอ แล้วจะออกไปอาบน้ำยังไงล่ะเนี่ย โธ่ ไม่น่าเผลอหลับเลย เอาไงดีวะ หรือจะทนนอนเน่าๆ ไปก่อนคืนนี้” ฟ้ามุ่ยเดินเขย่งเท้าไปมา ทะเลาะกับความคิดของตัวเองไปด้วย ในป่าแบบนี้อากาศยิ่งเย็นยะเยือกอยู่ แต่ความเย็นก็ไม่น่ากลัวเท่ากับว่าเกิดเธอเสี่ยงเดินออกไปจากบ้านพักแล้วเจองูเข้าอีกล่ะ เหตุการณ์เมื่อเช้านี้ยังทำให้เธออดผวาไม่ได้เลย

                เอี๊ยด!!!

                หืม...ฟ้ามุ่ยที่ตัดสินใจว่าจะไม่อาบน้ำแล้วคืนนี้ถึงกับนิ่งเงียบไปเมื่อได้ยินเสียงอะไรบางอย่างดังขึ้นที่หน้าบ้าน เสียงเหมือนคนกำลังเดินขึ้นมาบนระเบียงหน้าบ้านเธอเลย ซึ่งคนเดียวที่เธอนึกถึงก็คือผู้หมวดไกรจักร เพราะก่อนหน้านี้เขาบอกว่าจะเอามื้อเย็นมาให้เธอด้วย มาซะค่ำมืดเลย แต่ก็ดีเหมือนกันถ้าเขามาที่นี่คงจะดูวังเวงน้อยลงจนเธออุ่นใจได้ อ้าว! แล้วทำไมเธอต้องอุ่นใจด้วย ตำรวจนี่ตัวอันตรายเลยนะ ยิ่งอยู่ใกล้สิยิ่งน่ากลัว

                ก๊อกๆๆ นั่นไง คงเป็นเขาจริงๆ น่ะแหละ

                “คุณหรอผู้หมวด” เธอร้องถามออกไปก่อนขณะเขย่งเท้ามาที่ประตูบ้าน อีกฝ่ายที่อยู่นอนบ้านจึงเงียบไปสักครู่ก่อนจะกระแอมเสียงตอบ

                “ใช่” เขาตอบเพียงสั้นๆ ฟ้ามุ่ยจึงไม่ทันได้เฉลียวใจเปิดประตูบ้านออกไปทันที ตอนแรกเธอคิดว่าจะเห็นชายหนุ่มหน้าหล่อตี๋แววตาเศร้ายืนอยู่ที่หน้าบ้าน แต่เปล่าเลย ตอนนี้คนที่ยืนอยู่หน้าบ้านเธอไม่ใช่ผู้หมวดไกรจักร หากแต่เป็นชายหนุ่มประมาณห้าคนได้ยืนอยู่ แต่ละคนเนื้อตัวมอมแมมราวกับไปคลุกตัวกับฝุ่นมา สามคนในที่นี้มีกุญแจมือคล้องเอาไว้ที่มือเพียงข้างหนึ่ง ส่วนกุญแจมืออีกข้างเหมือนจะถูกทุบจนพังและที่สำคัญคือพวกเขามีมีดเล่มใหญ่ติดมือกันมาด้วย...ผู้ร้าย ฟ้ามุ่ยคิดได้ดังนั้นก็รีบปิดประตูบ้านทันที หากแต่หนึ่งในนั้นกลับยึดประตูบ้านของเธอเอาไว้เธอจึงออกแรงถีบเขาอย่างจังแล้วเอื้อมมือไปปิดประตูบ้านเอาไว้ได้ในที่สุด

                “อะ...อะไรกันเนี่ย” เธอว่าขึ้นอย่างตกใจกลัวหลังจากที่ปิดประตูใส่กลอนเรียบร้อย แต่ก็ดูเหมือนเรื่องมันจะไม่จบเมื่อชายทั้งห้าคนส่งเสียงเอะอะกันขึ้นมาพร้อมกับกำลังพยายามจะพังประตูบ้านเข้ามาหาเธอด้วย นี่พวกเขาเป็นใครกัน เป็นคนร้ายหรอ แล้วมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง

                “น้องสาว เปิดประตูให้พวกพี่หน่อยสิ เร็ว!!!

                “เฮ้ยมึงเงียบๆ หน่อยสิวะ เดี๋ยวพวกตำรวจพ่อมึงก็แห่มาหรอก”

                “เพราะแบบนี้กูเลยต้องรีบหาตัวประกัน ตอนนี้โชคเป็นของเราแล้วที่บังเอิญเจอผู้หญิงคนนี้ ยัยนี่แหละจะเป็นตัวประกันช่วยพาเราหนีจากไอ้พวกตำรวจ”

                แล้วชายวัยรุ่นทั้งห้าก็พยายามที่จะพังประตูบ้านเข้ามาทำให้ฟ้ามุ่ยยิ่งตกใจกลัว ได้ยินพวกมันพูดถึงตำรวจ เธอก็นึกอะไรขึ้นมาได้ก่อนจะรีบลนลานไปที่โต๊ะหนังสือแล้วควานหาอะไรบางอย่าง

                “อยู่ไหนนะ อยู่ไหน” เธอว่าด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทาจนในที่สุดก็เจอสิ่งที่กำลังหาอยู่ ก้อนกระดาษกลมๆ ที่เธอโยนทิ้งมาที่นี่เมื่อเช้านี้ เบอร์โทรศัพท์ของตำรวจเพียงคนเดียวที่เธอรู้จักที่นี่

                (“สวัสดีครับ ผมผู้หมวดไกรจักร”) ต่อสายได้สักพักเขาก็รับ ฟ้ามุ่ยไม่เคยดีใจเท่านี้มาก่อนเลยเมื่อได้ยินเสียงของเขา

                “คุณ!!! ช่วยด้วย ช่วยฉันด้วย” เธอร้องขอความช่วยเหลือ ในขณะที่อีกฝ่ายที่ยังคงยืนถือปืนอยู่กลางป่าไม่ไกลจากโรงเรียนมากก็ขมวดคิ้วขึ้นทันที สงสัยว่าใครกันที่โทรมาขอความช่วยเหลือเขาตอนนี้ แต่น้ำเสียงแบบนี้...

                (“คุณฟ้ามุ่ยหรอ”)

                “ใช่!!! ช่วยฉันด้วย มีคนร้ายห้าคนกำลังจะพังประตูบ้านเข้ามาหาฉัน คุณอยู่ไหนช่วยฉันด้วย...กรี๊ด!!!

                ปัง!!! ฟ้ามุ่ยร้องออกมาอย่างตกใจกลัวเมื่อประตูบ้านถูกพังออกในที่สุด ทำให้วัยรุ่นเหล่านั้นเยื้องย่างเข้ามาหาเธอภายในบ้านพักได้

                (“คุณ เกิดอะไรขึ้น คุณฟ้า!!!”) ผู้หมวดไกรจักรพยายามเรียกอีกฝ่ายแต่สายก็ตัดไปเสียก่อนจนเขาร้อนใจไปหมดแล้วก่อนจะหันมาสั่งการกับเหล่าลูกน้องที่ยืนฟังบทสนทนาของเขาอยู่ เพราะเสียงกรีดร้องของหญิงสาวดังลอดสายออกมาจนตำรวจทุกนายได้ยินกันหมด

                “พวกมันอยู่ที่บ้านพักครูหลังโรงเรียน ทุกคนรีบไปเลยตอนนี้เธอกำลังตกอยู่ในอันตราย” สั่งจบผู้หมวดไกรจักรก็วิ่งนำเหล่าลูกน้องตรงไปที่บ้านพักของฟ้ามุ่ยทันที รู้สึกใจคอไม่ดีไปหมด เป็นห่วงเธอจับใจจนแทบอยากจะไปให้ถึงที่หมายเสียเดี๋ยวนี้

 

                ฟ้ามุ่ยยืนตัวสั่นชิดผนังบ้านเมื่อเหล่าวัยรุ่นทั้งห้าคนเดินเข้ามาหาเธอ แสงสว่างจากหลอดไฟดวงน้อยทำให้คราวนี้เธอมองเห็นชายเหล่านี้ได้ชัดเจน แต่ละคนนอกจากจะเนื้อตัวมอมแมมแล้วยังมีแผลฟกช้ำอีก ท่าทางน่าจะหนีการจับกุมมาแน่ๆ นี่พวกมันจะทำอะไรเธอกัน พวกมันต้องการอะไร

                “อย่าเข้ามานะ พวกแกต้องการอะไรกัน” เธอถามเสียงสั่น ส่วนโทรศัพท์นั้นสายถูกตัดไปเพราะความตกใจทำให้เธอที่มือสั่นอยู่เผลอทำโทรศัพท์หล่นลงพื้น

                วัยรุ่นทั้งห้ามองไปรอบๆ บ้านหลังน้อยอย่างระแวดระวัง แต่พอเห็นว่ามีเพียงแค่หญิงสาวอยู่คนเดียวก็ยิ้มกระหยิ่มขึ้นมา ไม่คิดว่าตัวประกันที่จะใช้ต่อรองในการหลบหนีจะเป็นหญิงสาวซ้ำยังสวยเอามากๆ อีก ท่าทางเธอคงจะตกใจกลัวมากถึงได้ยืนตัวสั่นแบบนี้

                “พวกมึงไปจับตัวมันมา” ชายที่ดูเหมือนหัวหน้าว่าแล้วสั่งลูกน้อง แต่หนึ่งในลูกน้องกลับเฉยขณะมองฟ้ามุ่ยอย่างแทะโลมหญิงสาวด้วยสายตา สวยถูกใจเป็นบ้า

                “สวยขนาดนี้ขอซักรอบก่อนไม่ได้หรอพี่”

                “มึงจะมาอยากอะไรตอนนี้วะ ไอ้พวกตำรวจกำลังตามเรามาอยู่นะ” คนเป็นลูกพี่บอกอย่างหัวเสีย แต่ในใจกลับคิดว่าความจริงแล้วสวยๆ แบบนี้ก็น่าลองอยู่เหมือนกัน

                “ฉันได้ยินมาว่าที่นี่มีโรงเรียน ท่าทางคนสวยนี่จะเป็นครู จริงรึเปล่าจ๊ะน้องสาว” ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาหาฟ้ามุ่ยแล้วจะเชยคางเธอ ทำให้ฟ้ามุ่ยรีบถอยหนีไปอีกทาง แต่ก็ถูกขวางทางเอาไว้แล้วพวกมันอีกคนก็เข้ามาจับแขนเธอล็อคเอาไว้ด้านหลัง

                “ปล่อยฉันนะ!!! ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ พวกแกจะทำอะไร ฉันไม่รู้จักพวกแกมาก่อนแล้วพวกแกมาทำร้ายฉันทำไม ช่วยด้วย!!! ใครก็ได้ช่วยด้วย!!! ช่วย...”

                ตุ๊บ!!! ฟ้ามุ่ยที่พยายามร้องขอความช่วยเหลือและดิ้นหนีถูกชกอย่างจังที่ท้องทำให้เธอทรุดลงไปกับพื้นแทบจะทันที ทั้งเจ็บทั้งจุก จะขยับตัวก็ไม่ได้เมื่อความจุกมันทำให้เธอแทบจะหายใจไม่ออก

                “เงียบๆ น่าคนสวย ถ้าไม่อยากตายก็อย่าแหกปาก” คนที่ชกท้องเธอก้มลงมาพูดด้วย ฟ้ามุ่ยที่นั่งกุมท้องตัวเองเอาไว้เลยได้แต่พยายามขยับหนี

                “พวกแกอยากได้อะไร ของมีค่าหรอ ถ้าอยากได้ก็เอาไปแต่อย่าทำอะไรฉันเลยนะ” ฟ้ามุ่ยพูดอย่างยากลำบาก ซึ่งพอพูดถึงของมีค่าชายวัยรุ่นทั้งห้าคนก็รีบยึดโทรศัพท์มือถือของเธอเอาไว้ก่อนที่อีกสองคนจะเข้าไปค้นข้าวของของเธอแล้วหยิบกระเป๋าสตางค์ของเธอออกมา

                ฟ้ามุ่ยได้แต่มองอย่างหวาดกลัวและเจ็บใจ หนีตำรวจเลวที่กรุงเทพฯ มาแล้วนี่เธอยังจะมาเจอกับคนร้ายที่นี่อีกหรือ เคราะห์ซ้ำกรรมซัดอะไรแบบนี้ ถ้าพวกมันแค่อยากจะปล้นของมีค่าล่ะก็เอาไปเถอะ ของนอกกายเธอหาใหม่ได้ แต่ขอล่ะ อย่าให้พวกมันทำร้ายเธอเลย

“เงินมีไม่มาก ไหนๆ ก็จะเอาคนสวยนี่ไปเป็นตัวประกันแล้วฉันว่าเราเอาไปขายต่อดีมั้ยพี่ สวยๆ อย่างนี้ท่าทางจะราคางาม”

                “เออ ก็น่าสนดี” คนที่เป็นลูกพี่ว่าพลางนั่งลงแล้วเชยคางฟ้ามุ่ยดูด้วยรอยยิ้มไม่น่าไว้ใจ “แต่สวยขนาดนี้กูเปลี่ยนใจแล้ว เล่นกับคนสวยนี่คนละรอบก่อนแล้วค่อยลากหนีไปด้วยกันเป็นไง” สิ้นคำ เหล่าลูกน้องของมันก็พากันเฮออกมาที่ลูกพี่เห็นด้วยกับตนที่จะเล่นสนุกกับสาวสวยคนนี้ ในขณะที่ฟ้ามุ่ยกลับหน้าถอดสีเมื่อรู้ว่าพวกมันจะทำอะไรกับเธอ ด้วยความกลัวทำให้เธอฮึดสู้ขึ้นมาอีกแล้วพยายามจะวิ่งหนี แต่ไอ้คนเป็นลูกพี่กลับกระชากผมเธอเอาไว้อย่างแรง

                “โอ๊ย!!!” เธอร้องออกมาอย่างเจ็บปวดแล้วจะดิ้นหนี แต่คราวนี้พวกมันกลับชกเข้าที่ท้องของเธอซ้ำอีกสองทีเพียงเท่านี้ก็ทำให้ฟ้ามุ่ยหมดแรงจะสู้ขัดขืนแล้ว แม้แต่เสียงที่จะร้องให้คนช่วยก็ไม่มี

                เธอถูกจับไปโยนลงที่เตียงนอนก่อนที่พวกมันจะตรึงล็อคมือและเท้าของเธอเอาไว้ เสียงหัวเราะของพวกมันไม่ต่างอะไรกับสัตวร้าย กลิ่นกายที่เหม็นคลุ้งทำให้ฟ้ามุ่ยยิ่งรังเกียจ พยายามจะดิ้นหนีแต่ก็ทำไม่ได้

                “อย่านะ...อย่าทำฉัน...” เธอร้องบอกทั้งน้ำตา เสียงแผ่วด้วยความกลัวคิดว่าตนคงจะไม่รอดแน่ๆ เธอไม่คิดหวังด้วยว่าผู้หมวดไกรจักรจะมาช่วยเธอทัน เขาเป็นตำรวจ ตำรวจมันก็เลวเหมือนกันหมดแหละ ตำรวจที่ไม่เคยคิดจะช่วยเหลือประชาชนจริงๆ ตำรวจที่เพียงแค่รับเรื่องแล้วก็ไม่เคยดำเนินคดีใดๆ ให้หากว่าไม่มีเงินหนาพอ ป่านนี้เขาคงจะลืมเธอ เขาคงจะไม่สนใจประชาชนคนธรรมดาที่ไม่ได้รวยหรือนามสกุลดังแน่จึงไม่คิดที่จะช่วยเหลือ ที่เธอโทรหาเขาเมื่อกี้นี้เขาจะฟังรู้เรื่องรึเปล่าก็ไม่รู้เพราะสายมันหลุดไปก่อน ถ้าเธอเป็นอะไรไปชาตินี้เธอจะขอเป็นศัตรูกับพวกตำรวจไปตลอดชีวิตเลย

                “ปล่อยฉันนะ ปล่อย!!!” ฟ้ามุ่ยร้องออกมาสุดเสียง แม้จะอ่อนแรงแต่เธอก็พยายามดิ้นหนีเมื่อเสื้อเชิ้ตที่สวมอยู่ถูกฉีกจนขาดไม่เหลือชิ้นดีเหลือเพียงแค่เสื้อกล้ามสีขาวตัวบางด้านในเท่านั้น

                “อย่านะ...อย่า กรี๊ด!!!” เธอร้องบอกอีกเมื่อไอ้คนเป็นลูกพี่มันพยายามจะฉีกเสื้อกล้ามของเธอออกอีกแล้วโน้มตัวลงมาหา ฟ้ามุ่ยจึงรีบเบือนหน้าหนีจากมันด้วยความรังเกียจ

                “คุณฟ้า!!! ไอ้พวกสารเลวเอ้ย!!!

                ผลัวะ!!! ในขณะที่ฟ้ามุ่ยเบือนหน้าหนีแล้วหลับตาเสียงที่คุ้นหูของใครคนหนึ่งก็ดังขึ้น เธอรู้สึกถึงลมอะไรบางอย่างวูบผ่านหน้าไปแล้วไอ้ลูกพี่คนที่มันโน้มตัวลงมาหาเธอก็กระเด็นลงไปที่พื้นข้างเตียงอย่างหมดสภาพ ส่วนพวกลูกน้องของมันที่จับเธอขึงเอาไว้ก็รีบปล่อยตัวเธอทันทีฟ้ามุ่ยจึงได้โอกาสพลิกตัวลุกขึ้นแล้วถอยกรูไปที่หัวเตียงด้วยความหวาดกลัว  เธอได้ยินเสียงเอะอะดังขึ้นแต่ก็ไม่กล้ามอง ได้แต่กอดเข่าเอาไว้แน่นแล้วฟุบหน้าร้องไห้ตัวสั่นจนกระทั่งมีใครคนหนึ่งเดินเข้ามาหา

                “คุณ คุณฟ้า คุณเป็นอะไรรึเปล่า”

                “อย่านะ อย่ามายุ่งกับฉัน อย่าเข้ามานะ!!!” ด้วยความตกใจกลัวและขวัญเสียทำให้เธอพยายามผลักเขาออกห่าง ผู้หมวดไกรจักรจึงจับต้นแขนของเธอเอาไว้

                “นี่ผมเองนะ ผมเองผู้หมวดไกรจักรไง!” เขารู้ดีว่าเธอขวัญเสียและขาดสติจึงได้พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นก่อนจะดึงเอาผ้าห่มมาห่อคลุมตัวเธอเอาไว้ ฟ้ามุ่ยที่ตกใจกลัวจึงยอมหันมามองหน้าเขา แล้วก็มองเลยออกไปจึงเห็นได้ว่าตอนนี้มีตำรวจ ตชด. หลายสิบนายอยู่ที่นี่ ทุกคนมีอาวุธครบมือ พวกเขากำลังควบคุมตัวชายทั้งห้าคนนั่นเอาไว้

                “คุณปลอดภัยแล้ว” ผู้หมวดไกรจักรที่ยังอยู่กับเธอบอกเพราะเขามั่นใจว่าพวกมันยังไม่ได้ทำอะไรเธอ กางเกงยีนขายาวของเธอยังอยู่ในสภาพเรียบร้อย มีแค่เสื้อกล้ามที่ขาดจนเห็นบราด้านในเขาจึงเอาผ้าห่มมาห่อตัวให้กับเธอ นี่ถ้าเขามาช้ากว่านี้อีกเพียงนิดชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งคงถูกทำลายไปแล้ว

                “คุณไม่ต้องกลัวนะ ผมอยู่นี่ จะไม่มีใครมาทำร้ายคุณได้อีกแล้ว” ผู้หมวดหนุ่มกล่าวย้ำก่อนที่เขาจะผละออกจากเธอแล้วเดินเข้าไปหาชายทั้งห้าคนที่ถูกจับกุมตัวเอาไว้ โดยเฉพาะไอ้หัวหน้าหัวโจกของมันที่เขาถีบมันอย่างจังจนกลิ้งตกไปที่ข้างเตียงเมื่อก่อนหน้านี้

                ผลัวะ!!! กำปั้นหนักๆ ของผู้หมวดไกรจักรต่อยไปที่หน้าของมันอย่างจังด้วยความเจ็บแค้น เขาเกลียดที่สุดเลยผู้ชายที่รังแกผู้หญิงด้วยวิธีต่ำๆ แบบนี้ ถ้ามันจะฆ่าเธอให้ตายด้วยอาวุธเขาจะไม่โกรธมันเท่ากับมันทำให้ผู้หญิงต้องตายทั้งเป็นแบบนี้

                “มึง...ไอ้หน้าตัวเมีย!!!

                ผลัวะ!!! ชายคนที่เป็นลูกพี่ล้มคว่ำลงไปกับพื้นทันทีที่เจอหมัดที่สอง ส่วนลูกน้องที่เหลือก็ถูกถีบเข้าที่หน้าเต็มๆ ซึ่งตำรวจทุกนายต่างก็ปล่อยให้ผู้หมวดไกรจักรซ้อมพวกมัน เพราะตอนที่พวกเขามาถึงที่นี่ก็เห็นว่าไอ้คนร้ายทั้งห้าคนนี้กำลังพยายามจะทำร้ายขืนใจหญิงสาวที่เป็นครูคนใหม่ของที่นี่ ไอ้พวกสารเลวที่รังแกผู้หญิงแบบนี้มันไม่สมควรที่จะมีชีวิตอยู่ด้วยซ้ำ

                “ล็อคกุญแจมือพวกมันให้ดี ล็อกสองชั้นไปเลยแล้วดูซิว่าพวกมันจะหาทางหนีไปไหนได้อีก คดีนี้ผมจะรับจัดการเอง คนเลวๆ อย่างพวกมันต้องเจอกับผม” ผู้หมวดไกรจักรสั่งลูกน้อง ก่อนที่จะบอกให้ลูกน้องลากตัวชายทั้งห้าคนนี้ไปขังเอาไว้ที่กองร้อยเพื่อที่ว่าพรุ่งนี้เช้าเขาจะได้ลากตัวพวกมันลงไปเข้าคุกด้วยตัวเอง ถ้าเขายังไม่เห็นพวกมันเข้าคุกกับตาเขาไม่หายแค้นหรอก

                เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตชด. และหน่วย นปพ. คุมตัวผู้ต้องหากลับไปที่กองร้อยแล้วผู้หมวดไกรจักรก็เดินกลับมาหาฟ้ามุ่ยอีกครั้ง ซึ่งเธอยังนั่งอยู่ที่เดิม แม้เธอจะหยุดร้องไห้แล้วแต่ก็ยังตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว เขาวางโทรศัพท์และกระเป๋าสตางค์ของเธอที่ยึดมาจากคนร้ายลงที่ข้างเตียง

                “ไว้คุณหายตกใจแล้วผมจะให้คุณแจ้งความเอาเรื่องพวกมันนะ ผมติดต่อครูคำปอยแล้วแต่ติดต่อไม่ได้ คุณอยากให้ผมติดต่อหาใครมั้ย สามีของคุณอยู่ไหนผมจะโทรตามเขามาหาคุณ” ผู้หมวดไกรจักรพยายามพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนอย่างสุดๆ เพื่อไม่ให้เธอตื่นกลัว แต่ฟ้ามุ่ยกลับส่ายหน้าไปมา

                “ไม่มี”

                “คุณว่ายังไงนะ สามีของคุณอยู่ที่ไหนผมจะตามเขามาให้”

                “ฉันไม่มีสามี” ฟ้ามุ่ยว่าขึ้นแล้วก็ร้องไห้ออกมา เวลาที่เธอตื่นกลัวและตกใจแบบนี้คนที่เธอคิดถึงก็คือพ่อกับแม่ “ฉันกลัว...ฉันกลัว พ่อจ๋าแม่จ๋าช่วยฟ้าด้วย ฟ้ากลัว” ว่าแล้วเธอก็ยิ่งร้องไห้ออกมาอีกจนผู้หมวดไกรจักรทำอะไรแทบจะไม่ถูก เจอเรื่องแบบนี้ไปใครไม่อกสั่นขวัญหายก็แปลกแล้ว แล้วที่เขายิ่งทำตัวไม่ถูกก็คือเธอเอาแต่ร้องไห้หาพ่อกับแม่ นี่เขาจะทำยังไงกับเธอดี

                “งั้น...คุณอยากให้ผมช่วยเหลืออะไรคุณมั้ย คุณอยากติดต่อหาใครรึเปล่า” ท่าทางเธอจะไม่คิดถึงสามีเลย หรือว่า...เธอจะทะเลาะกันกับสามีแล้วโกรธกันอยู่ ผู้หมวดไกรจักรไม่กล้าเข้าไปใกล้เธอได้แต่ยืนอยู่ที่ปลายเตียง แต่ไม่ว่าเขาจะพูดด้วยยังไงฟ้ามุ่ยก็ยังคงไม่ตอบอะไรเขาอีก เขาก็เลยได้แต่มองไปรอบๆ บ้านพักของเธอแล้วเดินไปเก็บข้าวของในบ้านพักให้เข้าที่ ก่อนจะเดินไปสำรวจประตูบ้านพักของเธอ ซึ่งประตูพังขนาดนี้คงจะใช้การไม่ได้ ถ้าให้เธออยู่ที่บ้านพักคนเดียวคืนนี้ก็คงจะไม่ปลอดภัย ให้ตายสิ ครูคำป้อกับครูคำปอยก็ติดต่อไม่ได้สักคน ชาวบ้านแถบนี้ก็มีแต่ชาวเขาที่เขาไม่สนิทด้วย จะมีใครพอจะช่วยดูแลเธอได้บ้างมั้ยเนี่ย

                “คุณฟ้ามุ่ยครับ เอาอย่างนี้มั้ย” เขาเดินกลับเข้ามาหาเธออีก ฟ้ามุ่ยจึงหันมามองตาม

                “ไปที่กองร้อยกับผม อยู่ที่นี่ไม่ปลอดภัย ประตูบ้านคุณก็พังไว้ผมจะมาซ่อมให้ ตอนนี้คุณไปที่กองร้อยกับผมก่อนเถอะ ที่นั่นมีหมอ มียา คุณจะปลอดภัยถ้าอยู่ที่...”

                “ฉันเกลียดตำรวจ!!! ฉันไม่ไป!

                “แล้วตำรวจไปทำอะไรให้คุณ ทำไมคุณถึงได้เกลียดตำรวจนัก!


****************************************************************************************

ทำไมฟ้ามุ่ยถึงเกลียดตำรวจนัก มาลองทายกันดู

ตอนหน้ามีเฉลย


********************

เจอกันอีกทีวันจันทร์ กับตอนจบของมนต์รัก ตชด. นะคะ

ใครคิดถึงน้องแฝด ต่อไปน้องแฝดจะกลับมาป่วนพ่อรันแล้วววว


ปล. สงสารผู้หมวดอ่ะ คิดถึงหมอแก้มจนร้องไห้ T_T

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 376 ครั้ง

2,198 ความคิดเห็น

  1. #614 kai (จากตอนที่ 75)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2562 / 18:12

    สนุกมากๆ ลุ้นค่ะว่าฟ้ามุ่ยชำใจเรื่องอะไร

    #614
    0
  2. #611 น้อง (จากตอนที่ 75)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2562 / 16:07

    คู่นี้ก็น่ารัก น่าสนใจ มาไวไวนะคะ

    #611
    0
  3. #610 eve (จากตอนที่ 75)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2562 / 09:23

    ค้างอะไรท์ ... รีบมาต่อนะค่ะ สนุกมากเลย เป็นนิยายอีกเรื่องที่ชอบมาก

    #610
    0
  4. #609 cintharach (@cintharach) (จากตอนที่ 75)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2562 / 08:46

    สนุกมากค่ะ รอตอนต่อไปอยู่นะคะ
    #609
    0