ป้องรัก ห่มใจ

ตอนที่ 57 : หน้าที่...สำคัญกว่าเสมอ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9,580
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 302 ครั้ง
    17 พ.ค. 62


57.หน้าที่...สำคัญกว่าเสมอ

 

                เพราะความเพลียและได้อ้อมกอดอุ่นๆ ของสามีให้ซุกซบมาทั้งคืนราชาวดีจึงหลับสนิทและหลับเต็มอิ่ม เธอมารู้สึกตัวตื่นอีกทีก็เมื่อตอนรถฮัมวีที่สี่คันจอด เบื้องหลังเป็นห้วยน้ำเชี่ยว บรรยากาศชื้นๆ แบบนี้หรือเมื่อคืนนี้จะฝนตกกันนะ ทำไมเธอถึงหลับสนิทไม่รู้เรื่องอะไรเลย แต่ว่าอากาศแถวนี้สดชื่นดีจัง อากาศสดชื่นๆ แบบนี้ลูกน้อยในท้องของเธอคงต้องชอบมากแน่ๆ

                “อ้าว ตื่นแล้วหรอ” ผู้กองกรันณ์ก้มลงมาถามเธอเมื่อผู้หมวดคณินลงไปเปิดประตูรถให้ ทหารนายอื่นๆ รวมถึงตำรวจ ตชด. จึงพากันเดินลงมาจากรถ

                “เมื่อคืนฝนตกหรอคะพี่รัน” เธอถามพลางค่อยๆ ลุกออกจากตักของเขาแล้วก้าวลงจากรถ ผู้กองกรันณ์ที่อุ้มเธอเอาไว้บนตักทั้งคืนเลยบิดตัวอย่างเมื่อยขบพลางนวดขาตัวเองไปมา

                “หลับสบายอยู่คนเดียว ฝนตกอย่างกับฟ้ารั่วไม่รู้สึกตัวเลยรึไงฮึ”

                “อ้อมกอดอุ่นขนาดนี้ แก้มก็หลับเป็นตายสิ” เธอว่ายิ้มๆ ก่อนจะเข้ามาช่วยนวดขาให้เขาอย่างรู้สึกผิดที่หลับสบายอยู่คนเดียวแล้วทิ้งให้เขานั่งเมื่อยขาอยู่ทั้งคืน

                “อ้อ นึกว่าหลับลึกเพราะเพลียซะอีก เห็นเมื่อคืนเล่นสนุกอยู่กับอนาคอนด้ายักษ์ตั้งนานสองนาน” เขายิ้มแซวเธอเบาๆ คุยกันตามประสาผัวเมียอยู่สองคนก่อนจะดึงมือของเธอออกจากขาเพราะตำแหน่งที่มือนุ่มนิ่มนวดนั้นอยู่ใกล้กับอนาคอนด้าตัวที่ว่าจนเขาเกร็งหน้าท้องไปหมด

                “อย่าซน เดี๋ยวอนาคอนด้าฉก” เขาว่าก่อนจะลงมาจากรถเมื่อรู้สึกดีขึ้นแล้ว แล้วจึงเดินไปดูลำห้วยที่เพิ่งจะนั่งรถผ่านมาอย่างประเมินสถานการณ์ เพราะฝนตกลงมาเมื่อคืนเลยทำให้น้ำในลำห้วยเชี่ยวมากจนสะพานไม้ที่รถฮัมวีทั้งสี่คันเพิ่งจะขับข้ามมาถูกกระแสน้ำพัดหายไปต่อหน้าต่อตาพวกเขา ราชาวดีถึงกับยกมือขึ้นปิดปากตัวเองเอาไว้อย่างตกใจกับเหตุการณ์เบื้องหน้า น้ำป่าเป็นยังไงเพิ่งจะได้เห็นกับตาตัวเองก็คราวนี้

                “ขากลับคงนั่งรถข้ามลำห้วยออกไปไม่ได้แล้ว เดี๋ยวจัดกำลังคนเฝ้ารถเอาไว้แล้วก็หาวิธีขับกลับไปที่อีกฝั่งของลำห้วยละกันนะ ถ้าเสร็จภารกิจแล้วยังหาทางขับรถข้ามลำห้วยไม่ได้พวกเราจะเดินเท้ากลับ ถ้าหลังจากนี้ฝนไม่ตกลงมาอีกซักสามสี่วันรถคงพอจะขับลุยลำห้วยกลับไปได้” ผู้กองกรันณ์หันมาสั่งกับผู้หมวดนทีหลังจากที่ประเมินสถานการณ์เสร็จ ก่อนจะเดินขึ้นไปบนเนินสูงที่มองลงมาเห็นผืนป่ากว้างไกลสุดสายตาและมีสายหมอกปกคลุมเพราะเส้นทางต่อจากนี้รถไม่สามารถขับเข้าไปได้ เส้นทางที่เหลือจึงต้องเดินเท้าเข้าไปเท่านั้น

                ทหารทุกนายถือปืนขึ้นสอดส่องไปทั่วเพื่อรักษาความปลอดภัยของทีม มีเพียงแค่ราชาวดีเท่านั้นที่ได้แต่ยืนมองซ้ายที ขวาทีอย่างหลงใหลกับธรรมชาติของผืนป่าที่เธอไม่เคยได้พบเห็น ยิ่งฝนเพิ่งหยุดตกแบบนี้อากาศก็ยิ่งสดชื่น หอมกลิ่นดินกลิ่นหญ้าจนรู้สึกผ่อนคลาย แบบนี้สินะธรรมชาติบำบัด

                “อากาศดีใช่มั้ยล่ะครับ ถือว่าเป็นกำไรชีวิตเลยล่ะครับได้ออกมาทำงานท่ามกลางธรรมชาติสวยๆ แบบนี้” ผู้หมวดไกรจักรเดินเข้ามาคุยกับเธอ แล้วก็เกือบจะหลุดขำออกมากับหนวดแมวน้อยสามเส้นที่แก้มซ้ายขวาของเธอ เป็นการทาสีพรางหน้าที่ดูน่ารักมากที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมาเลยล่ะ

                “ถือว่ามาฟอกปอดค่ะ” แมวน้อยลืมไปเสียสนิทว่าตัวเองมีหนวดอยู่ที่แก้มก่อนจะเดินกลับไปหาสามี เมื่อได้อยู่ข้างกายเขาแล้วเธอรู้สึกอุ่นใจมากที่สุด

                “พี่รันขึ้นไปดูอะไรบนเนินคะ” เธอถามขึ้นเมื่อเขาเดินลงมาจากเนินสูงพร้อมกับเครื่อง GPS ระบุตำแหน่งที่ต่างจาก GPS ทั่วไปกับที่เธอเคยเห็น ซึ่งเขาก็รีบเก็บมันทันทีราวกับกลัวว่าจะมีคนอื่นเห็น เพราะการเดินทางมาที่ริมชายแดนแบบนี้มันเสี่ยงอันตรายมากพอควรหากเจอเข้ากับกองกำลังของนายพลอ่องเส็ง แผนลับของเขากับหน่วยซีลที่เคยว่าเอาไว้ไม่ได้ระบุเวลาปฏิบัติการแน่นอนตายตัว เพราะแผนของเขาจะเริ่มขึ้นก็ต่อเมื่อมีการปะทะกันเกิดขึ้นและเมื่อเวลานั้นมาถึง เขาอาจจะไม่ได้อยู่ดูแลปกป้องน้องนางไม้ของเขาอีกตลอดไป ดังนั้นเขาจึงต้องรอบคอบและระมัดระวังตัวอยู่เสมอเพื่อไม่ให้แผนของเขาผิดพลาด เขารักน้องนางไม้มาก เขาไม่อยากจะห่างเธอไปไหน เขายังอยากจะอยู่รักกับเธอไปอีกนานแสนนาน อยากสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์ด้วยกัน เขาไม่ได้อยากเป็นแค่พี่รันของเธอ แต่เขายังอยากเป็นพ่อรันของลูกๆ ด้วย เพราะฉะนั้นเขาจะต้องพยายามรักษาชีวิตของตัวเองเอาไว้ให้ได้

                “ขึ้นไปดูภูมิประเทศน่ะครับ เมื่อคืนฝนตกหนักมากเลยดูว่าเราจะสามารถใช้เส้นทางไหนได้บ้าง”

                “เราต้องเดินไปหรอคะ”

                “ใช่ รถไปต่อไม่ได้แล้ว แต่ก็ไม่ไกลมากหรอก ซักประมาณเกือบสองกิโลฯ แก้มเดินได้มั้ยครับ ทางราบไม่มีปีนป่ายอะไรหรอก เดินง่าย”

                “ก็...ค่ะ แก้มเดินได้” ถึงจะบอกแบบนั้นแต่เธอก็ยังเป็นห่วงลูกอยู่ดี เมื่อคืนนี้เธอก็หลับเต็มอิ่ม ที่ผ่านมาเธอก็ดูแลตัวเองมาเป็นอย่างดีตลอด ร่างกายเธอแข็งแรงดี ลูกของเธอก็แข็งแรงดี ที่เธอกลัวก็คือการลื่นหรือสะดุดล้มเท่านั้น

                “พี่รันอย่าให้แก้มลื่นหรือสะดุดอะไรล้มนะคะ ห้ามแก้มล้มเด็ดขาด”

                “ไม่ล้มหรอก เดินอยู่ข้างๆ พี่ ไม่ต้องกลัวไม่ต้องห่วงอะไรทั้งนั้น”

                “โอเคค่ะ งั้นเราเดินทางไปกันต่อเถอะ ทีมลาดตระเวนรอมาทั้งคืนแล้ว” เธอส่งยิ้มหวานๆ ให้กับเขา ก่อนที่ผู้กองกรันณ์จะส่งสัญญาณให้ทุกคนเริ่มออกเดินทางกันต่อ โดยมีเจ้าหน้าที่ทหารสี่นายอยู่เฝ้ารถ

                แม้จะเข้าสู่หน้าแล้งแต่ธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ของผืนป่าก็ทำให้ภูมิประเทศแถบนี้ชุ่มชื้น ยิ่งเมื่อคืนมีฝนตกลงมาก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงความชุ่มชื้นมากขึ้นจนชุดทหารพรานของราชาวดีชื้นตาม ร่างบางมีเพียงแค่เป้ทหารสีดำที่ใส่เสื้อผ้าไม่กี่ชุดของตัวเองเอาไว้ กระเป๋าเป้ของเธอจึงทั้งเบาแล้วก็นุ่ม ส่วนสัมภาระอื่นๆ นั้นสามีของเธอช่วยแบกเอาไว้ให้ทั้งหมดแล้วเขาก็เดินประกบตัวเธอไม่ยอมห่างเพราะกลัวเธอจะหกล้ม ในพื้นที่ที่เธออาจจะลื่นล้มเขาก็จะคอยประคองเธอเอาไว้ หรือแม้แต่ต้องข้ามธารน้ำเล็กๆ เขาก็จะอุ้มเธอเดินข้ามไปไม่ยอมให้เธอเปียก แม้แต่แมลงในป่าเขาก็คอยปัดออกให้เธอตลอด ไม่ยอมให้มีอะไรมาระคายผิวเธอเลยแม้แต่น้อยจนทุกคนในทีมที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันได้แต่มองอย่างประทับใจในความรักของคนทั้งคู่ ก็เพิ่งจะได้เห็นนี่แหละว่าผู้กองกรันณ์ขาโหดที่ใครๆ ต่างก็กลัวนักหนานั้น พอมีเมียแล้วเขาจะรักเมียของเขามากแค่ไหน ซึ่งตลอดการเดินทางมาด้วยกันราชาวดีก็ไม่ได้งอแงให้เขาต้องลำบากใจอะไรเลย เธอไม่แม้แต่จะบ่นออกมาด้วยซ้ำว่าเหนื่อย ว่าหิว เห็นตัวเล็กๆ บอบบางแบบนี้แต่เธอก็อึดและแกร่งสมกับเป็นน้องสาวของผู้พันคีรินทร์และเมียของผู้กองกรันณ์จริงๆ

                “ดื่มน้ำหน่อยนะครับ” ผู้กองกรันณ์บอกเธอขณะทุกคนหยุดพักเมื่อมาถึงครึ่งทางแล้ว ระยะทางแค่เกือบสองกิโลฯ สำหรับทหารอย่างพวกเขาถือว่าเล็กน้อยมากๆ แต่เพราะมีราชาวดีมาด้วยพวกเขาจึงไม่อยากจะให้เธอเหนื่อยมาก เพราะเมื่อไปถึงที่หมายเธอจะต้องทำงานหนักอยู่คนเดียวโดยการรักษาเจ้าหน้าที่ทหารที่บาดเจ็บ เพราะเธอเป็นหมอเพียงคนเดียวเธอจึงจะเป็นอันตรายอะไรไม่ได้เด็ดขาด

                “ทำไมดื่มน้ำน้อยนักล่ะ หืม” เขาถามพลางเอาผ้ามาซับเหงื่อตามดวงหน้าหวานและลำคอให้กับเธอเมื่อเธอเพียงแค่จิบน้ำไปนิดหน่อยเท่านั้น

                “เดินทางไกลแบบนี้ดื่มน้ำมากๆ เท้าจะเป็นตุ่มพองเอาได้นะคะ ยิ่งมาใส่รองเท้าคอมแบทแบบนี้ยิ่งเป็นได้ง่ายค่ะ”

                “โอ้โห สมกับเป็นหมอ” มือแกร่งเกลี่ยเส้นผมมาทัดหูให้เธอเบาๆ ซึ่งเพียงแค่มองหน้าเขาเธอก็หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งแล้ว ไม่ว่าจะเหนื่อยแค่ไหนเธอก็อุ่นใจและยิ้มได้เสมอ

                “เหนื่อยมากมั้ยครับ ให้พี่อุ้มมั้ย”

                “ไม่เหนื่อยหรอกค่ะ น้องนางไม้คุ้นชินกับป่านะคะจะบอกให้”

                “ดี งั้นเดี๋ยวคืนนี้จะให้สิงต้นไม้ใหญ่นอน”

                “เอ๋...ต้องนอนในป่าด้วยหรอคะ อ้าว เราไม่ได้กลับกันวันนี้เลยหรอ” ราชาวดีเพิ่งจะรู้เรื่องนี้ แล้วก็มองหน้าสามีกับหมวดนทีที่นั่งพักอยู่ข้างๆ ด้วยอีกคน

                “ตามแผนก็จะกลับวันนี้เลยแหละครับ แต่ว่าเรายังเอารถข้ามลำห้วยเมื่อก่อนหน้านี้ไม่ได้ ก็คงต้องเดินเท้าออกไป” ผู้หมวดนทีตอบขึ้นมาแทนอย่างเห็นใจเธอ ที่เธอยังดูร่าเริงและยิ้มแย้มได้แบบนี้ก็เพราะว่ามีผู้กองกรันณ์อยู่ด้วย หากไม่มีเขาเธอคงไม่มีกำลังใจเดินป่ามาได้แบบนี้หรอก

                “งั้น...เราจะเดินข้ามลำห้วยยังไงกันคะตอนกลับ”

                “คุณหมอว่ายน้ำเป็นใช่มั้ยครับ”

                หืม...ว่าไงนะ ว่ายน้ำกลับไปน่ะหรอ ถึงมันจะเป็นลำห้วยเล็กๆ แต่ก็เชี่ยวมากเลยนะ ถ้าเป็นเมื่อก่อนเธอก็ไม่กลัวอะไรหรอกเพราะเธอชอบว่ายน้ำอยู่แล้ว แต่ตอนนี้...จริงอย่างที่พี่รันของเธอว่า สถานการณ์แบบนี้ไม่เหมาะกับการตั้งท้องจริงๆ ด้วย

                “ไม่ต้องกลัวหรอกนะ ใครจะให้แก้มว่ายน้ำข้ามลำห้วยที่ไหลเชี่ยวแบบนั้น เดี๋ยวรอให้น้ำป่ามันไหลผ่านจนลำห้วยนิ่งสนิทก่อนแล้วค่อยข้ามไปละกัน หรือไม่งั้นก็ค่อยทำสะพานเล็กๆ ข้ามไป บอกแล้วไงว่ามากับพี่ พี่ไม่ปล่อยให้แก้มเป็นอันตรายอะไรหรอก แม้แต่รอยข่วนนิดเดียวพี่ก็จะไม่ให้มี” ผู้กองกรันณ์ยิ้มอย่างอ่อนโยนให้ จากที่หวั่นๆ ราชาวดีก็ยิ้มออกมาได้อีกครั้ง เธอรักเขาแล้วก็เชื่อใจเขามาก ไม่ว่าเขาจะพูดอะไรเธอก็เชื่อเขาหมดทุกอย่าง

                “ค่ะ แก้มเชื่อพี่รันทุกอย่าง แล้วก็จะเชื่อฟังพี่รันทุกอย่างด้วย”

                “เหม็นความรักจริง” ผู้หมวดคณินอดว่าขึ้นไม่ได้อย่างอิจฉา กับเมียล่ะใจดีนัก กับลูกน้องล่ะโหดตลอด วันก่อนแค่เขาลืมโทรศัพท์ทิ้งเอาไว้ที่อาคารอำนวยการแล้วขวัญตาโทรมาหา ผู้กองกรันณ์ดันเป็นคนรับสาย หลังจากที่บ่นน้องสาวจนยาวเหยียดแล้วก็มาสั่งให้เขาวิ่งรอบฐานอีกตั้งห้าสิบรอบ นี่ถ้าผู้พันอยู่ด้วยเขาคงไม่ถูกลงโทษแบบนี้ เมื่อไหร่ผู้พันจะรีบๆ กลับมานะเขาจะได้มีคนคอยคุ้มกะลาหัว

                “อยากวิ่งรอบป่าหรอหมวด”

                “เปล่าครับ”

                “อยากเป็นน้องเขยเขายังจะไปกวนประสาทเขาอีก” ผู้หมวดนทีว่าเพื่อนพลางส่ายหน้าไปมาอย่างเอือมๆ “เห็นว่าขวัญตาสอบติดแพทย์พระมงกุฎนี่ แพทย์ทหารซะด้วย ยังไม่ได้ซื้อของขวัญไปแสดงความยินดีเลย เอาอะไรดีล่ะ”

                “ไม่ต้องยุ่งเลยหมวด ไม่ต้องมายุ่งกับแฟนของผม”

                “เป็นแฟนกันแล้วงั้นหรอ ไหนบอกจะรออีกห้าปีไง” ผู้กองกรันณ์ว่าขึ้นทันที หนอย...พูดมาได้เต็มปากเต็มคำว่าแฟน ถึงว่าสิโทรหากันเกือบทุกวัน ขนาดสัญญาณโทรศัพท์แทบจะไม่มีก็ยังหาทางติดต่อกันอยู่ได้ ล่าสุดนี่มีจดหมายด้วย

                “พี่รัน แก้มหายเหนื่อยแล้วเราเดินทางกันต่อเถอะค่ะ” ราชาวดีรีบบอกเมื่อเห็นสามีหน้าตึงขึ้นมา

                “พี่รันคะ ไปเถอะ” เธอรีบกอดแขนเขาเอาไว้แน่นเมื่อเขาทำท่าจะเข้าไปหาเรื่องผู้หมวดคณิน โอย ขี้หวงจริงพ่อคุณ ถ้าลูกในท้องเธอเป็นลูกสาวนะ เขาได้หวงหนักยิ่งกว่านี้แน่ๆ ขนาดน้องยังหวงขนาดนี้

                ผู้หมวดคณินแทบจะยกมือขึ้นไหว้ขอบคุณราชาวดีเมื่อเธอช่วยลากผู้กองกรันณ์ออกเดินทางต่อเพื่อช่วยชีวิตเขาเอาไว้ ปากพาซวยแล้วมั้ยล่ะ ก็เขาคิดถึงยัยตัวแสบของเขามากนี่ เมื่อวานนี้ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์เลยไม่ได้โทรหา ยิ่งมาอยู่กลางป่าแบบนี้ก็ยิ่งอับสัญญาณ เมื่อไหร่จะเรียนจบกันนะ หกปีใช่มั้ยเรียนหมอเนี่ย ตอนนี้เขาอายุสามสิบปี อีกหกปีเขาก็จะอายุสามสิบหก เมื่อถึงตอนนั้นถึงจะคบเป็นแฟนกันอย่างเปิดเผยได้แล้วเมื่อไหร่จะได้แต่งงานล่ะ หรือว่าต้องอายุสี่สิบปีก่อน ถ้าต้องรอนานขนาดนั้นเห็นทีคงจะต้องคิดหาทางลัดเผื่อเอาไว้แล้วสิ ไม่งั้นมีลูกไม่ทันใช้กันพอดี

                หลังจากที่เดินป่ากันมาได้พักใหญ่ๆ ในที่สุดทีมของผู้กองกรันณ์ก็มาสมทบกันกับทีมลาดตระเวนที่ประสบอุบัติเหตุอยู่โดยทีมลาดตระเวนรายงานว่าเมื่อวานช่วงค่ำๆ ฝนตกลงมาจนทางด่านลื่นไปหมด อีกทั้งความมืดยังเป็นอุปสรรคเลยมองไม่ออกว่าทางด้านหน้าเป็นหน้าผาก็เลยมีเจ้าหน้าที่พลัดตกลงไปถึงสามนาย

                “เจ้าหน้าที่บางส่วนโรยตัวลงไปดูอาการคนเจ็บเบื้องต้นแล้วครับผู้กอง แต่เราไม่กล้าขยับตัวพวกเขาเพราะคิดว่ากระดูกคงจะหักหลายจุด” หัวหน้าทีมลาดตระเวนรายงานกับผู้กองกรันณ์ทันทีเมื่อเขาเดินไปที่ริมหน้าผาเพื่อดูจุดที่ลูกน้องทหารของเขาตกลงไป                       

                “ฝนคงแรงจริง เมื่อคืนนี้ตอนมาพวกผมก็โดนฝนเล่นงานเหมือนกันจนน้ำในลำห้วยพัดสะพานขาดไปแล้ว” ผู้กองกรันณ์บอก “แล้วนอกจากโรยตัวลงจากหน้าผาแล้วมีทางไหนลงไปได้อีกมั้ย”

                “ผมตรวจดูรอบๆ แล้วครับ ไม่มีเลย การที่จะลงไปที่หน้าผาหรือขึ้นมาบนนี้คงต้องอาศัยการปีนป่ายแล้วก็โรยตัวลงไปเท่านั้น”

                “เวรแล้วสิ” ผู้กองกรันณ์สถบออกมาเบาๆ ก่อนจะมองไปทางราชาวดีที่กำลังง่วนอยู่กับการเตรียมเครื่องมือแพทย์ นี่เธอจะโรยตัวลงไปได้รึเปล่านะ

                “คนเจ็บอยู่ไหนหรอคะแก้มพร้อมแล้วค่ะ” เธอแบกกระเป๋าเป้เครื่องมือแพทย์เดินเข้ามาหาเขาแล้วก็มองหน้าเขากับเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ เพื่อขอคำตอบ

                “พวกเขาอยู่ข้างล่างกัน” พอเขาบอกเธอก็เดินไปมองยังด้านล่างหน้าผา ซึ่งประจวบเหมาะกับที่มีลมแรงๆ พัดเข้ามาทำให้เธอถึงกับเซถลาจนเขาต้องรีบเข้าไปดึงตัวเธอมากอดเอาไว้แน่น ให้ตายสิ! แค่ลมพัดก็จะปลิวเกือบตกหน้าผาไปอีกคนแล้ว จะไหวมั้ยล่ะเนี่ย

                “พี่บอกแล้วไงอย่าอยู่ห่างพี่” เขาดุเธอขึ้นทันที นี่ถ้าเขาคว้าเธอเอาไว้ไม่ทันอะไรจะเกิดขึ้น

                ราชาวดีเองก็ตกใจไม่แพ้กัน มือบางกำแขนเขาเอาไว้แน่นขณะหันกลับไปมองยังหน้าผาอีกครั้ง เธอก็ลืมคิดไปว่าริมหน้าผาแบบนี้ลมมันแรง เกือบตายทั้งกลมแล้วมั้ยล่ะ

                “มานี่เลย ถอยออกมาห่างๆ จากหน้าผา” เขาว่าอีกแล้วดึงตัวเธอถอยออกห่างจากริมหน้าผาพร้อมกับส่งกระเป๋าเป้เครื่องมือแพทย์ของเธอให้ผู้หมวดคณินถือเอาไว้แทน ราชาวดีเห็นเขาหน้าซีดเผือด เขาคงจะตกใจมากที่เธอเกือบตกหน้าผา เธอรู้ว่าเขารักเธอมาก เขาคงกลัวที่จะเสียเธอไป

                “แก้มไม่เป็นไร” เธอบอกเขาเสียงแผ่วเพราะกลัวเขาจะดุอีก เขาก็เลยได้แต่ถอนหายใจออกมาขณะหันไปสั่งให้ลูกน้องเตรียมอุปกรณ์สำหรับการโรยตัวลงจากหน้าผา

                “เราจะลงไปข้างล่างยังไงหรอคะ มีทางเดินลงไปรึเปล่า”

                “แก้มเคยปีนหน้าผามั้ย” จู่ๆ เขาก็ถามขึ้น สีหน้ายังคงดูกังวลอยู่ ราชาวดีจึงหันไปมองทหารนายหนึ่งที่อยู่ในทีมลาดตระเวนซึ่งเขากำลังโรยตัวลงหน้าผาไปอย่างคล่องแคล่ว

                “ไม่มีทางอื่นลงไปแล้วหรอคะ”

                “ไม่มี” เขาตอบ เธอก็เลยหันไปมองทหารนายเดิมที่โรยตัวลงไปเรื่อยๆ ระยะความสูงไม่ใช่เล่นๆ เลย ใช่ว่าเธอไม่เคยปีนหน้าผาแบบนี้ เธอเคยปีนหน้าผาน้ำตกมาก่อน ถึงมันจะยากแต่มันก็สนุกไม่น้อยแต่ว่าตอนนี้ นี่มันไม่ใช่กิจกรรมสำหรับคนท้องเลย ลูกในท้องเธอรักมากยิ่งกว่าชีวิต เธอดูแลตัวเองเป็นอย่างดีก็เพื่อให้ลูกของเธอกับคนที่เธอรักเติบโตขึ้นมาอย่างปลอดภัยและแข็งแรง ถ้าเกิดเธอพลาดเป็นอะไรขึ้นมาหรือถ้าลูกของเธอเป็นอะไรขึ้นมาล่ะ

                “ไม่เอานะ” เธอรีบถอยกรูออกห่างจากหน้าผาทันที ด้วยความลืมตัวทำให้เธอเผลอยกมือขึ้นกุมท้องตัวเองเอาไว้อย่างหวงแหนจนผู้กองกรันณ์หันมามองหน้ากันทันทีกับผู้หมวดคณินและผู้หมวดนที เธอคือหวังเดียวของพวกเขา จู่ๆ จะมาบอกว่าไม่แบบนี้ได้ยังไงกัน

                “แก้มไม่ต้องกลัวนะ พี่จะลงไปกับแก้มด้วย พี่จะประคองแก้มเอาไว้เอง ผู้หมวดทั้งสองก็จะลงไปดูแลความปลอดภัยให้กับแก้มด้วย แก้มเชื่อใจพี่ไม่ใช่หรอครับ” ผู้กองกรันณ์รีบเข้าไปกอดเธอเอาไว้เมื่อเห็นเธอหน้าซีด ทำท่าเหมือนคนจะร้องไห้เข้าไปทุกที

                “ฟังพี่นะคนดี” เขาจับประคองแก้มนวลทั้งสองข้างของเธอเอาไว้ “พี่บอกแล้วไงว่าพี่จะไม่ยอมให้แก้มเป็นอันตรายเด็ดขาด รอยข่วนแม้ซักนิดก็จะไม่ให้มี แก้มลงไปกับพี่นะครับ ข้างล่างมีคนไข้ของแก้มกำลังรอความช่วยเหลืออยู่นะ”

                “แต่ว่า...” ราชาวดีนึกถึงคราวที่เธอปีนหน้าผาครั้งแรก ทั้งการปีนและโรยตัวจากหน้าผาเธอมีคนสอนที่ดีและเก่งจนตัวเธอไม่ได้รับอันตรายอะไรเลยแม้แต่น้อย เขาคอยประกบเธออย่างห่วงใยทำให้การปีนหน้าผาครั้งนั้นสนุกมาก แล้วตอนนี้ล่ะ เธอไม่อยากเอาชีวิตลูกมาเสี่ยงนะ

                “แก้มเชื่อใจพี่นะ พี่กับพวกผู้หมวดฝึกการปีนหน้าผามาจนชำนาญแล้ว เราจะไม่ปล่อยให้แก้มเป็นอันตรายอะไรเลย”

                “...อย่าให้ท้องแก้มกระแทกกับอะไรนะคะ” เธอบอกเสียงแผ่วเมื่อมองลงไปที่หน้าผา เสียงร้องโอดโอยอย่างเจ็บปวดของคนที่อยู่ด้านล่างทำให้คนเป็นหมออย่างเธอไม่อาจนิ่งนอนใจได้ ห่วงลูกก็แสนห่วง แต่ด้วยหน้าที่ของเธอ เธออุตส่าห์เดินทางมาจนถึงที่หมายแล้ว ทุกคนคาดหวังกับเธอเอาไว้มาก หากเธอไม่รักษาคนเจ็บ ไม่เพียงแต่เธอจะถูกตำหนิ แต่สามีของเธอ พี่ชายของเธอก็จะถูกตำหนิด้วยที่มีเมีย มีน้องไม่เอาไหน ขี้ขลาด ทำให้คนอื่นเสียเวลาเปล่า แล้วคนเจ็บด้านล่างก็จะเจ็บปวดทรมานมากยิ่งขึ้นเมื่อไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที คนที่บาดเจ็บเป็นทหารผู้เสียสละ ยอมเสี่ยงอันตรายก็เพื่อปกป้องอธิปไตยตามแนวชายแดน เธอจะปล่อยให้คนที่เป็นเสมือนรั้วของชาติทนบาดเจ็บอยู่อย่างนี้หรอ แล้วถ้าสมมติว่าคนที่บาดเจ็บเป็นสามีหรือพี่ชายของเธอล่ะ ถ้าพวกเขาบาดเจ็บสาหัสแล้วหมอไม่ยอมให้ความช่วยเหลือเธอจะรู้สึกแย่มากแค่ไหน ทหารคนที่บาดเจ็บก็อาจจะมีลูกมีเมียที่กำลังรอพวกเขากลับบ้านอยู่เหมือนกัน พวกเขามีคนที่รักคอยห่วงใยและรอคอยอยู่ หมออย่างเธอจะปฏิเสธการรักษาคนไข้ไม่ได้เด็ดขาด

                “อย่าให้ท้องแก้มได้รับความกระทบกระเทือนนะคะ” เธอย้ำอีก พวกเขาทั้งสามคนเลยมองหน้ากันอย่างสงสัยว่าทำไมเธอถึงได้ห่วงท้องตัวเองนัก

                “อย่าว่าแต่ท้องของแก้มเลย ทั้งเนื้อทั้งตัวพี่ก็จะไม่ให้อะไรมาระคายผิวเด็ดขาด เชื่อใจพี่นะครับ”

                “ค่ะ...แก้มเชื่อใจพี่รัน” ถึงจะเชื่อใจเขาก็เถอะ แต่เธอก็ยังอดกลัวไม่ได้อยู่ดี

                ราชาวดีหยิบฮาร์เนสหรือเข็มขัดนิรภัยขึ้นมาใส่ให้เรียบร้อย ตามด้วยสวมหมวกกันน็อกและติดคาราไบเนอร์เข้ากับฮาร์เนสอย่างคล่องแคล่วจนคนเป็นสามีกับเหล่าลูกน้องของเขาได้แต่มองเธออย่างประหลาดใจ ไม่คิดว่าเธอจะใส่อุปกรณ์เหล่านี้เป็น ปืนผาหน้าไม้เธอไม่กล้าแม้แต่จะเข้าใกล้ กีฬาที่ชำนาญก็คือการว่ายน้ำ งานอดิเรกที่เธอชอบก็คือการอ่านหนังสือ แล้วนี่ทำไมเธอถึงได้ดูเหมือนจะมีทักษะด้านการปีนหน้าผากัน หรือว่าผู้พันคีรินทร์จะสอนให้

                “แก้มเคยปีนหน้าผาด้วยหรอ ผู้พันสอนให้ใช่มั้ย” คนเป็นสามีรีบเข้ามาสำรวจอุปกรณ์สำหรับโรยตัวจากหน้าผาที่เธอใส่ว่าถูกต้องและปลอดภัยดีมั้ย ซึ่งเธอใส่ได้ถูกต้องทุกอย่างเลย

                “แก้มเคยปีนหน้าผาแล้วก็โรยตัวจากน้ำตกค่ะ แก้มรู้แค่ทฤษฎี ส่วนปฏิบัติไม่ได้เรื่อง” เธอบอกเสียงอุบอิบ ผู้กองกรันณ์ก็เลยมองหน้าเธออีกที ทำไมเธอต้องทำหน้าอย่างคนรู้สึกผิดด้วย ไม่ว่าเธอจะปีนหน้าผาเป็นหรือไม่เป็นมันก็ไม่ใช่ความผิดอะไรซักหน่อยนี่ หรือว่า...

                “ใครสอน ผู้พันรึเปล่า” ถ้าเป็นผู้พันก็แล้วไป

                “เปล่าค่ะ พี่ภูไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแก้มเคยปีนหน้าผา” ว่าไงนะ!!! งั้นเป็นไอ้เวรตัวไหนกัน

                “แล้วใครสอน” น้ำเสียงของเขานิ่งขึ้นจนผู้หมวดทั้งสองเริ่มจะเห็นท่าไม่ดี พวกเขาไม่รู้หรอกว่าใครเป็นคนสอนเธอปีนหน้าผา แต่ที่แน่ๆ ไม่ใช่ผู้หญิงด้วยกันแน่นอน ผู้กองยิ่งรักแล้วก็หวงเมียมากอยู่ ถ้าเกิดเธอเอ่ยชื่อของคนที่สอนออกมานะ ความซวยได้มาเยือนแน่ วันนี้ไม่ได้ทำงาน คนเจ็บไม่ได้รับการรักษากันพอดี

                “เออ คุณหมอครับ นี่ครับถุงมือ” ผู้หมวดคณินรีบเข้ามาเบี่ยงเบนประเด็นโดยการส่งถุงมือหนังสำหรับการโรยตัวด้วยเชือกให้กับเธอ ผู้หมวดไกรจักรที่จะเป็นคนกำกับเชือกโรยตัวอยู่บนหน้าผาเลยยื่นเชือกโรยตัวมาให้ผู้กองกรันณ์เพื่อให้เขาเป็นคนร้อยเชือกเส้นนี้ให้กับราชาวดีด้วยตัวเอง ขืนเขาเป็นคนร้อยเชือกโรยตัวให้เธอเองคนขี้หึงแถวนี้ได้อาละวาดเตะเขาลงหน้าผาแน่ๆ

                ผู้กองกรันณ์ยอมเก็บความสงสัยนี้เอาไว้ในใจก่อนเมื่อต้องหันมาโฟกัสที่งานช่วยชีวิตคน เขาก็เลยใส่อุปกรณ์สำหรับการโรยตัวจากหน้าผาให้เรียบร้อยแล้วเข้ามายืนซ้อนหลังเธอเพื่อช่วยประคองตัวเธอเอาไว้ ผู้หมวดคณินเป็นคนแรกที่โรยตัวลงไปก่อนเพื่อรอรับอยู่ที่ปากทางลงหน้าผา ผู้กองกรันณ์จึงโรยตัวลงยืนอยู่ริมขอบหน้าผาแล้วเอื้อมแขนอีกข้างไปกอดประคองราชาวดีเอาไว้เมื่อเธอหันหลังแล้วค่อยๆ ไต่หน้าผาลงมา ค่อยๆ ปล่อยเชือกโรยตัวอย่างใจเย็นๆ ผู้หมวดนทีจึงเป็นอีกคนที่โรยตัวตามลงมาเพื่อช่วยคุมเชือกโรยตัวของเธอไม่ให้แกว่ง เพราะหน้าผามีความลาดเอียงสลับกับมีโขดหินและต้นไม้ยื่นออกมาระหว่างทางทำให้ใช้การโรยตัวแบบแนวดิ่งไม่ได้ พวกเขาจึงค่อยๆ ไต่หน้าผาลงมาแทน ลมแรงที่พัดมากระทบกับร่างบางทำให้ราชาวดีเสียการทรงตัวเกือบจะตัวกระแทกเข้ากับหน้าผา ผู้กองกรันณ์ที่ประคองเธออยู่ข้างๆ เลยเอาตัวเองเข้ามากั้นเธอกับหน้าผาเอาไว้ ตัวของเธอก็เลยกระแทกเข้ากับเขาแทน ซึ่งเขาก็รีบรับเธอเอาไว้อย่างนุ่มนวล ผู้หมวดนทีที่อยู่ด้านบนจึงช่วยคุมเชือกของเธอไม่ให้แกว่งอีก

                “คนอะไร แค่ลมพัดก็จะปลิว” ผู้กองกรันณ์ว่าแล้วช่วยประคองให้เธอทรงตัวให้ได้อีกครั้ง

                “แก้มไม่ได้เกิดมาถึกแบบนี่รันนี่”

                “ไหนว่าได้แต่ทฤษฎีแล้วปฏิบัติไม่ได้เรื่องไง เท่าที่เห็นนี่ก็ใช้ได้เลยนี่” เขาว่าเมื่อดูหน่วยก้านของเธอในการปีนหน้าผาแล้ว เธอทำได้ดีเกินคาดจริงๆ

                “สงสัยแก้มมีความมั่นใจขึ้นค่ะ คราวก่อนที่ปีนแก้มทำได้แย่กว่านี้มาก”

                “แล้วทำไมครั้งนี้ทำได้ดีกว่าล่ะ”

                “ก็แก้มเชื่อมั่นในตัวพี่รันนี่คะ พี่รันบอกว่าถ้าอยู่กับพี่รันแล้วแก้มจะปลอดภัย แก้มก็เลยมั่นใจว่าตัวเองต้องปลอดภัยแน่ๆ ก็เลยคลายกังวลลง”

                “งั้นขากลับ ถ้าปีนขึ้นด้านบนเก่งเดี๋ยวพี่มีรางวัลให้”

                “อะไรหรอคะ”

                “ถ้าอยากรู้ก็ต้องปีนกลับขึ้นไปให้ได้ก่อน” เขายิ้มบอกเธออีก ราชาวดีเคยค้อนเข้าให้แล้วค่อยๆ ไต่เชือกลงไปพร้อมกับเขา เหยียบเท้าลงไปตรงจุดที่เขาบอกเท่านั้น แล้วไม่นานเธอก็ลงมาถึงพื้นได้อย่างปลอดภัยทั้งๆ ที่ขายังสั่นไม่หาย

                อาการของทหารลาดตระเวนทั้งสามนายค่อนข้างน่าเป็นห่วงอยู่ไม่น้อย นายหนึ่งขาหักและศีรษะแตก อีกสองนายอาการน่าเป็นห่วงสุดเพราะซี่โครงหักหลายจุดรวมทั้งถูกกิ่งไม้แทงทะลุสะโพกอีก ราชาวดีจึงเร่งจัดการเข้าเฝือกเบื้องต้นให้กับทั้งสามนายก่อนพร้อมกับห้ามเลือด แต่การจะเคลื่อนย้ายคนเจ็บออกจากพื้นที่ค่อนข้างลำบาก ผู้กองกรันณ์จึงติดต่อขอเฮริคอปเตอร์เข้ามารับคนเจ็บ ซึ่งเขาติดต่อขอไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว แต่เนื่องจากบริเวณด้านล่างหน้าผามีป่าทึบทำให้เฮริคอปเตอร์ไม่สามารถลงจอดได้ ทหารทีมลาดตระเวนที่เหลือกับทีมของผู้กองกรันณ์จึงต้องช่วยกันเคลียร์พื้นที่เพื่อให้เฮริคอปเตอร์สามารถจอดลงต่ำให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถเอาเครื่องลงแตะพื้นได้ก็ตาม

                “เราดึงไม้ออกจากตัวเขาเลยไม่ได้หรอครับ” ผู้หมวดคณินที่ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเธอถามขึ้น ไหนจะขาอีกข้างหัก การเคลื่อนย้ายตัวทหารนายนี้จึงทำได้ค่อนข้างลำบากสุด

                “ไม่ได้ค่ะ ถ้าดึงไม้ออกเลือดจะยิ่งไหลออกมามากกว่าเดิมซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าเขาจะไปถึงโรงพยาบาลเมื่อไหร่ ขาข้างที่หักฉันเข้าเฝือกเบื้องต้นให้แล้ว แต่เราต้องระวังในการส่งเขาขึ้นเฮริคอปเตอร์ค่ะ” เธอมองเฮริคอปเตอร์ที่เพิ่งจะมาถึง ผู้กองกรันณ์ที่เข้าเคลียร์พื้นที่กับคนอื่นๆ จึงถือมีดพรานเล่มใหญ่เข้ามาหาเธอ

                “ฮอลงจอดแตะพื้นไม่ได้ แต่เจ้าหน้าที่บนฮอมีเปลสนามมาด้วย เราจะเคลื่อนย้ายพวกเขาตอนนี้เลยได้มั้ย”

                “ได้ค่ะพี่รัน ขอแรงทหารมาช่วยกันประคองคนเจ็บขึ้นเปลด้วยนะคะ” เธอตอบเขา แล้วก็ใจชื้นขึ้นมาเมื่อเห็นแพทย์ทหารกำลังโรยตัวลงมาจากเฮริคอปเตอร์ก่อนจะรีบเข้ามาช่วยกันเคลื่อนย้ายคนเจ็บขึ้นเปลแล้วค่อยๆ ใช้เชือกโยงดึงเปลสนามขึ้นไปบนเฮริคอปเตอร์ทีละคนๆ

                “คุณหมอราชาวดีใช่มั้ยครับ” แพทย์ทหารนายหนึ่งเดินเข้ามาหาเธอหลังจากที่นำตัวทหารที่บาดเจ็บทั้งสามขึ้นเฮริคอปเตอร์เรียบร้อยแล้ว

                “ใช่ค่ะ” ราชาวดีหันมาตอบพร้อมกับส่งข้อมูลอาการของคนไข้ที่เธอจดอย่างละเอียดให้กับเขา “นี่เป็นอาการทั้งหมดของคนไข้และวิธีการรักษาของฉันนะคะ คนไข้คนหนึ่งซี่โครงข้างซ้ายหักคาดว่าน่าจะประมาณสี่ซี่ จากการตรวจอาการของเขาฉันคิดว่าซี่โครงที่หักน่าจะทิ่งเข้าไปที่ปอดของเขาทำให้มีภาวะน้ำท่วมปอดด้วยต้องรีบผ่าตัดเขาด่วนเลยนะคะ ไม่ทราบว่าพวกคุณจะไปถึงโรงพยาบาลเร็วที่สุดนี่ต้องใช้เวลาเท่าไหร่คะ”

                “ไม่น่าจะเกินสามสิบนาทีครับ”

                “สามสิบนาที...” เธอทวนพลางยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู “โอเค ยังพอทันอยู่ค่ะ รีบผ่าตัดเขาด่วนเลยนะคะเพราะฉันไม่รู้ว่าการที่ซี่โครงหักทิ่มเข้าปอดไปมันจะทำให้ลมปวดรั่วด้วยรึเปล่า ซึ่งมันจะเป็นอันตรายกับตัวคนไข้มาก คุณต้องผ่าตัดเจาะปอดแล้วก็ใส่ท่อระบายลมพร้อมกับใส่สายยางช่วยสูบเลือดออกจากช่องปอดก่อนนะคะ ไม่อย่างนั้นคนไข้จะเจ็บมากแล้วก็หายใจไม่ออกจนอาจทำให้เสียชีวิตได้” แพทย์ทหารนายนี้ได้แต่มองหญิงสาวหน้าหวานสวยอย่างไร้ที่ติชี้แจงถึงอาการคนไข้ที่เธอรักษาเบื้องต้นให้อย่างทึ่งๆ เพราะเคยได้ยินชื่อเสียงของเธอมาก่อนว่าเป็นศัลยแพทย์มือหนึ่งของวงการแพทย์และเข้ามาเป็นแพทย์อาสาอยู่ที่กรมทหารพรานที่ 35 ไม่คิดว่าเขาจะได้มาเจอตัวจริงของเธอหลังจากที่เคยเห็นเพียงแค่ภาพจากสื่อต่างๆ นอกจากเธอจะสวยมากแล้วเขาก็ไม่นึกมาก่อนว่าเธอจะยังเด็กมากขนาดนี้ ดูสวยหวานบอบบาง แต่น้ำเสียงใสๆ เพราะๆ ขณะที่แจ้งอาการคนไข้กับเขากลับฟังดูฉะฉาน สมกับเป็นศัลยแพทย์คนเก่งจริงๆ ที่สามารถวินิจฉัยอาการภายในของคนไข้ได้ราวกับตาเห็นทั้งๆ ที่ไม่มีเครื่องเอ็กซเรย์ นี่สินะ ทำงานด้วยประสบการณ์ของจริง

                “ผมจะจัดการรักษาตามคำแนะนำของคุณหมอครับ” ศัลยแพทย์มือหนึ่งของประเทศแนะนำขนาดนี้เขาก็ต้องทำตามแล้วล่ะ “คุณหมอให้การรักษาเบื้องต้นได้ดีมากจริงๆ ครับ ผมนับถือคุณหมอมาก ไว้อาการของคนไข้เป็นยังไงผมจะแจ้งให้ทราบอีกทีนะครับ ยินดีที่ได้ร่วมงานกับศัลยแพทย์คนดังนะครับ” แพทย์ทหารนายนี้ยิ้มหวานให้เธอพลางยื่นมือมาหาเพื่อจะจับมือเธอ แต่พอราชาวดีจะยื่นมือไปจับกับเขาคนหวงเมียก็รีบดึงมือเธอคืน

                “คนไข้เจ็บหนักรออยู่นะครับคุณหมอ ไม่รีบพาไปโรงพยาบาลล่ะ คุณหมอราชาวดีก็เพิ่งบอกไปนี่ว่าถ้ารักษาช้าคนไข้อาจตายได้ รีบๆ พาคนไข้ไปรักษาสิครับ” ผู้กองกรันณ์ว่าขึ้น นี่ถ้าไม่เห็นว่าเป็นหมอพ่อจะด่าให้หาทางกลับขึ้นเฮริคอปเตอร์ไม่ถูกเลย

                “ครับ งั้นลาล่ะครับทุกคน” แพทย์ทหารนายนี้บอกก่อนจะวิ่งกลับไปที่เฮริคอปเตอร์แล้วไต่เชือกขึ้นไปอย่างคล่องแคล่วก่อนที่เฮริคอปเตอร์จะบินลับสายตาออกไป

                “หูย รู้งี้น่าจะเรียนเป็นแพทย์ทหารซะก็ดี เป็นทั้งหมอ เป็นทั้งทหาร” ราชาวดีพูดขึ้นมาเพราะถ้าเธอเป็นแพทย์ทหารเธอก็คงจะเป็นคนที่เข้มแข็งมากกว่านี้

                “ทำไม ปลื้มหมอคนเมื่อกี้หรอ” คนขี้หึงว่าหน้าบึ้งทันที ผู้หมวดไกรจักรที่กำลังเตรียมเชือกปีนกลับขึ้นไปบนหน้าผาให้เขาเลยได้แต่ส่ายหน้าให้กับความขี้หึงนี้

                “ก็เขาดูเก่งดีนี่คะ เป็นหมอแต่แต่งชุดทหาร ไหนๆ น้องขวัญก็จะเป็นแพทย์ทหารแล้วเดี๋ยวแก้มจะส่งเสริมน้องขวัญเอง” ยิ่งได้ยินเมียรักพูดแบบนี้คนขี้หึงก็ยิ่งหึงหนัก หนอย...ชมผู้ชายคนอื่นต่อหน้าผัวเลยหรอ

                “เก่งตายล่ะ” เขาว่าหน้าบึ้งก่อนจะเดินหนีเธอไปเตรียมเชือกสำหรับปีนกลับขึ้นไปบนหน้าผา ราชาวดีเลยแอบยิ้มให้กับคนขี้หึงของเธอ ก่อนจะเดินเข้าไปหาเขาแล้วกอดแขนของเขาเอาไว้

                “โอ๋ๆๆ อย่างอนเลยนะคะพ่อทหารกล้าของแก้ม” เธอยื่นนิ้วไปจิ้มแก้มของเขาเบาๆ “คนอื่นเขาเก่งก็จริง แต่สำหรับแก้มพี่รันเก่งที่สุดนะ แก้มเปล่าปลื้มแพทย์ทหารคนนั้นเพราะแก้มรักทหารพรานคนนี้มากจนไม่สามารถไปมองไปปลื้มใครได้อีกแล้ว โอ๋ๆๆ ไม่งอนนะคะพี่รันขา” เธออ้อนง้อเขาอย่างน่ารักจนคนที่หน้าบึ้งแอบหลุดยิ้มออกมา ยิ่งมีเหล่าลูกน้องแอบมองเขาก็ยิ่งเขิน หมดกัน ภาพลักษณ์ผู้กองกรันณ์ขาโหดสุดเถื่อนถูกนางไม้แสนสวยทำลายจนพังไม่เป็นท่า

                “ไม่ต้องมาโอ๋เลย พี่ไม่ใช่เด็กนะ”

                “โอ๋ๆๆๆ ก็แก้มรักของแก้ม แก้มก็อยากจะโอ๋นี่ รักจริงๆ นะคะ รักทหารพรานนักรบชุดดำคนนี้ที่สุด” เธอจิ้มนิ้วมาที่อกแกร่งของเขาอย่างอ้อนๆ อีก น่ารักแบบนี้แล้วใครจะกล้าไปงอนเธอนานกันล่ะ สุดท้ายผู้กองกรันณ์ก็พ่ายแพ้ให้กับเธอจนยิ้มหวานออกมาให้เธอได้ในที่สุดแล้วหยิกแก้มเธออย่างหมั่นเขี้ยว เล่นบอกรักเขาต่อหน้าลูกน้องขนาดนี้ไม่รู้ว่าเธอไปเอาความกล้ามาจากไหน


*********************************************************************************************

ใครกันน้อสอนหมอแก้มปีนหน้าผาครั้งแรก 


รอติดตามต่อนะคะ 


เจอกันแบบวันเว้นวันเน้อ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 302 ครั้ง

2,200 ความคิดเห็น

  1. #257 kasalong-peep (@kasalong-peep) (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 23 เมษายน 2562 / 20:58

    อยากอ่านเรื่องน้องขวัญตอนเป็นแพทย์ทหารค่ะ คงสวย เท่น่าดูนะคะ

    #257
    0
  2. #250 ปุ๊ก (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 21 เมษายน 2562 / 14:53

    น่ารักมากกกกกอยากอ่านเรื่องของน้องขวัญด้วยคงน่ารักเหมือนพี่เนอะ

    #250
    0
  3. #249 Toonsrd (@Toonsrd) (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 20 เมษายน 2562 / 23:20
    ก็คือลุ้นระทึกตอนพี่รันรู้ว่าใครพาน้องนางไม้ปีนเขานี้แหละ5555555555 แต่หมวดมาแก้สถานการ์ณก่อนรอดไปนะ555555
    #249
    1
  4. #248 kai (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 20 เมษายน 2562 / 18:21

    สนุกมากๆ

    #248
    0
  5. #247 koy_areekily (@koy_areekily) (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 20 เมษายน 2562 / 11:15
    ชอบนิยายไรท์จัง
    #247
    0
  6. #246 sawutdipab (@sawutdipab) (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 20 เมษายน 2562 / 09:49
    คนดีผีคุ้มนะคะ คนชั่วต้องหมดไปจากแผ่นดินน้าาาาา
    #246
    0
  7. #245 Noonno (@noname29) (จากตอนที่ 57)
    วันที่ 20 เมษายน 2562 / 00:50
    ขอให้หวานๆแบบนี้นานๆนะคะ ไม่อยากให้มีฉากเรียกน้ำตาเลย
    #245
    5
    • #245-4 rphimmat942 (@rphimmat942) (จากตอนที่ 57)
      20 เมษายน 2562 / 20:00
      ชอบทุกตอนเลยคะ่ต้องกลับมาอ่านซำ้ทุกตอนเลยสนุกมาก
      #245-4
    • 20 เมษายน 2562 / 20:18
      ไรท์ยังกลับมาอ่านซ้ำเลยค่ะ ชอบๆ
      #245-5