ป้องรัก ห่มใจ

ตอนที่ 54 : พี่สะใภ้ของน้องนางไม้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 14,124
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 335 ครั้ง
    17 พ.ค. 62


54.พี่สะใภ้ของน้องนางไม้

 

                กว่าจะได้หลับได้นอนกันจริงๆ ก็เกือบเช้า ผู้พันหนุ่มนอนอย่างมีความสุขทั้งๆ ที่รู้สึกตัวแล้วแต่ก็ยังคงนอนนิ่งหลับตาไม่ขยับกายไปไหนเพราะเมื่อยเอว เมื่อคืนนี้หนักไปหน่อย แต่ก็มีความสุขสุดๆ จนถ้าไม่เรียกว่าอิ่มก็ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไรแล้ว เสียงลมพัดต้นไม้หน้าบ้านเอนไหว น้ำฝนที่ตกลงมาเกาะอยู่ตามกิ่งไม้ ใบไม้ร่วงพรู หอมกลิ่นดินกลิ่นหญ้าจนเขาเผลอยิ้มออกมาอย่างอารมณ์ดี ครั้งพอจะพลิกกายดึงเอาร่างบางที่กอดนอนมาทั้งคืนเข้ามากอดอีก เขากลับคว้าได้เพียงแค่หมอนข้างเท่านั้น

                “เอื้อย...” เขาเรียกหาแล้วค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นก่อนจะมองหาแรดน้อยแสนน่ารักของเขา ไปไหนกันนะ ถูกเขากวนทั้งคืนขนาดนั้นยังมีแรงตื่นก่อนเขาได้อีกหรอเนี่ย

                “แรดน้อย อยู่ไหน”

                เงียบ...ทั้งบ้านเงียบเชียบไปหมดเหมือนกับว่าทั้งบ้านนี้มีเขาอยู่แค่คนเดียว ผู้พันคีรินทร์หยิบโทรศัพท์ของเขามาดูเวลาก็เห็นว่านี่เป็นเวลาเจ็ดโมงเช้าแล้ว เขาไม่เคยตื่นสายแบบนี้มาก่อนเลยนะเนี่ย สงสัยเมื่อคืนนี้จะหนักมากจริงๆ เตียงนอนของราชาวดียับยู่ยี่ราวกับเกิดสงครามขึ้นเมื่อคืนนี้ ซ้ำผ้าปู่ที่นอนสีขาวสะอาดยังเลอะไปด้วยคราบเลือดสาวของแม่แรดน้อยอีก เอาไงล่ะทีนี้ หน้าที่ซักผ้ามันต้องเป็นเขาใช่มั้ย เริ่มรู้สึกว่าตัวเองจะเหมือนผู้กองกรันณ์เข้าให้ทุกทีซะแล้วสิที่ตื่นเช้ามาก็ต้องรีบไปซักผ้า กวาดบ้าน ถูบ้านให้เมีย ส่วนราชาวดีกลับเอาแต่นั่งอ่านหนังสือสบายใจเฉิ่ม อนาคตของเขาคงไม่ต่างอะไรกับน้องเขยมากหรอก

                ผู้พันคีรินทร์เดินลงมาที่ชั้นล่างของบ้านเมื่อคิดว่าหมอเอื้อยอาจจะลงมาทำมื้อเช้าให้เขาอีก แต่เปล่าเลย ทั้งบ้านไม่มีใครอยู่ เดี๋ยวสิ! กระเป๋ากับกุญแจรถของเธอที่โต๊ะทำงานของเขาหายไปไหน อย่าบอกนนะว่า...

                “เอื้อย!!!” เขาร้องหาเธออีกก่อนจะเปิดประตูบ้านออก หัวใจกระตุกวูบขึ้นมาเมื่อไม่เห็นรถของเธอแล้ว นี่มันอะไรกัน เธอไปไหน เมื่อคืนนี้เขากับเธอก็ปรับความเข้าใจกันแล้วนี่ เธอยังบอกเขาก่อนจะหลับอยู่เลยว่าวันนี้ให้เขาพาเธอไปเที่ยวด้วย

                “คุณนายครับ” เขาหันมาเรียกคุณนายอรอนงค์ที่บ้านข้างๆ ทันทีเมื่อเห็นนางเดินออกมาส่งลูกสาวไปโรงเรียนอยู่ที่หน้าบ้าน “เมื่อเช้านี้เห็นเมียผมมั้ยครับ เออ...หมอเอื้อยน่ะครับ คุณนายเห็นรึเปล่า พอดีผมตื่นขึ้นมาแล้วไม่เห็นเธอ รถก็ไม่อยู่ด้วย”

                “เห็นค่ะ” คุณนายอรอนงค์ตอบแล้วก็เชิดหน้าใส่เขา ยังผิดหวังไม่หายที่เขามีเมียแล้ว ลูกมินนี่ของนางเลยอดเป็นคุณนายผู้พัน “เมื่อเช้ามืดเห็นหอบกระเป๋าวิ่งขึ้นรถแล้วก็ขับออกไปค่ะ ดูท่าทางรีบๆ นะคะ ไม่รู้จะรีบไปไหน” ตอบคำถามและส่งลูกสาวไปโรงเรียนเสร็จก็เชิดหน้าเดินหนีกลับเข้าบ้านไปทันที ตอนแรกนางก็เล็งๆ ผู้กองกรันณ์เอาไว้แล้ว แต่พอเขาแต่งงานไปนางก็หันมาเล็งผู้พันต่อ แต่เมื่อวานเขากลับประกาศออกมาว่ามีเมียแล้ว แล้วแบบนี้จะไม่ให้นางผิดหวังได้ยังไงกัน

                ผู้พันคีรินทร์เดินกลับเข้ามาในบ้านอีกครั้ง เช็คมือถือดูว่าเธอส่งข้อความไลน์อะไรถึงเขารึเปล่า แต่ก็เปล่าเลย ครั้งพอโทรหาก็ดันติดต่อไม่ได้อีก ให้ตายสิ จะกลับไปแล้วทำไมไม่บอกไม่กล่าวเขา ข้อความไม่ทิ้งเอาไว้ โน้ตซักแผ่นก็ไม่เขียน ทำไมเธอทำแบบนี้ หรือว่าเรื่องเมื่อคืนนี้...เธอจะโกรธเขาหรอ ไม่สิ จะโกรธทำไมก็เธอเต็มใจที่จะเป็นของเขา เธอบอกว่ารักเขา ทุกๆ อย่าง ทุกการกระทำของเธอเมื่อคืนนี้มันแสดงให้เห็นชัดๆ ว่าเธอมีความสุขมากแค่ไหนที่ได้อยู่กับเขา หยอกล้อเขาเล่นเหมือนทุกที

                “ยัยเด็กบ้าเอ้ย!” เขาสถบออกมาอย่างหงุดหงิด คิดว่าจะหลอกฟันเขาแล้วทิ้งงั้นหรอ เธอรู้จักเขาน้อยไปยัยแรดตัวน้อย กล้าดียังไงมาหนีเขาไปแบบนี้ หนีได้ก็หนีไป วันนี้พ่อจะบุกไปให้ถึงบ้านแล้วก็ประกาศมันไปเลยว่าใครเป็นผัวเธอ เจอตัวก่อนเถอะจะขอฟาดให้ขาขาวๆ ลายเป็นตุ๊กแกเลย

                เมื่อคิดได้ดังนั้นผู้พันคีรินทร์ก็รีบไปอาบน้ำแต่งตัวทันที ตอนแรกกะจะหยิบเสื้อเชิ้ตกับกางเกงยีนมาใส่แต่แล้วก็ต้องเปลี่ยนใจ ไม่ได้! จะแต่งตัวแบบธรรมดาๆ ไปไม่ได้ เขาจะบุกไปบ้านเธอ ไปประกาศต่อหน้าครอบครัวของเธอว่าเขาต่างหากที่จะมาเป็นลูกเขยของบ้านนี้ ขืนไปแบบคนธรรมดาไอ้ธนากุ้งแห้งที่เป็นถึงลูกชายเจ้าของร้านทองที่ใหญ่ที่สุดในอุทัยธานีก็ได้ข่มเขาตายสิ ถึงฐานะของเขาจะไม่ได้น้อยหน้าใครแต่คนกำพร้าพ่อแม่อย่างเขาจะหาผู้ใหญ่ที่ไหนมาเป็นแบ็คหลังให้ได้กันล่ะ นี่ดีนะที่รับราชการจนได้ยศสูงถึงพันตรีที่อีกไม่กี่เดือนก็จะได้เลื่อนเป็นพันโทแล้ว ลูกเจ้าของร้านทองแล้วไงวะ พ่อกับแม่มันต่างหากที่เป็นเจ้าของร้าน ไม่ใช่ตัวมันเองซักหน่อย ระหว่างไอ้กุ้งแห้งเกาะพ่อแม่รวยกับนายทหารยศใหญ่อย่างเขา พ่อกับแม่ของยัยแรดน้อยจะอยากได้ใครเป็นลูกเขยมากกว่ากัน!!!

 

                ร่างบางในชุดผ่าตัดสีฟ้าเดินออกมาจากห้องผ่าตัดด้วยท่าทีที่เหนื่อยล้าเพราะเมื่อคืนนี้เธอแทบจะไม่ได้นอนเลย ครั้งพอตื่นขึ้นมาตอนเช้ามืดก็ได้รับสายเตือนจากพยาบาลประจำห้องคลอดว่าคนไข้รายหนึ่งของเธอต้องรีบผ่าคลอดด่วน และอยากจะให้เธอเป็นคนผ่าคลอดให้เท่านั้น หมอเอื้อยก็เลยไม่มีทางเลือกรีบลุกออกจากอ้อมกอดอุ่นๆ ของคนรักแล้วก็ขับรถกลับมาที่โรงพยาบาลเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในตัวเมืองอุทัยธานีทันที โชคดีที่คนไข้ของเธออาการไม่รุนแรงมากเท่าไหร่ แต่เพราะเป็นการผ่าคลอดลูกแฝดก็เลยใช้เวลาราวๆ ชั่วโมงครึ่งได้ ได้เห็นทั้งแม่และเด็กแข็งแรงปลอดภัยดี ถึงจะเหนื่อยจะเพลียมากแค่ไหนแต่เธอก็ยังยิ้มได้

                “หมอเอื้อย เป็นอะไรคะผ่าตัดแค่นี้ก็หมดแรงแล้ว ทุกทีเห็นทั้งผ่าคลอดแล้วก็ทำคลอดให้คุณแม่ตั้งหลายคนต่อๆ กันยังไม่เห็นเหนื่อยขนาดนี้เลยนี่คะ” พยาบาลสาวสวยที่เป็นลูกมือช่วยขณะผ่าตัดเมื่อครู่นี้เดินเข้าทักเธออย่างขำๆ

                “เอื้อยเพิ่งซิ่งรถมาจากแม่สอดค่ะ นี่อุตส่าห์ลางานแล้วนะคะยังมีเคสด่วนตามตัวมาอีก” เธออดบ่นไม่ได้ เพราะตอนออกมาเธอรีบมากจนไม่มีเวลาแม้แต่จะบอก จะไลน์หาเขาเพราะโทรศัพท์ก็ดันแบ็ตหมด ป่านนี้ไม่รู้ว่าเขาจะโกรธเธอรึเปล่าที่เธอมาหายไปแบบไม่บอกไม่กล่าวแบบนี้

                “อุ๊ย ถึงว่าสิร้อยวันพันปีไม่เคยลางานง่ายๆ ที่แท้ก็...ไปแม่สอดหาแฟนทหารสุดหล่อนี่เอง” พยาบาลสาวยังคงแซวเธอต่ออีก เพราะเรื่องที่เธอมีคนรักเป็นทหารพรานนั้นดังไปทั่วโรงพยาบาลตั้งแต่วันที่เขามาหาเธอที่นี่แล้วก็เอาแต่นั่งเฝ้าเธออยู่ที่หน้าห้องตรวจแล้ว

                “ท่าทางเมื่อคืนจะหนักจนไม่ได้นอนนะคะ งั้นเดี๋ยวพี่จะชงกาแฟแล้วเอาไปให้ที่ห้องทำงานละกันนะ” พยาบาลสาวสวยบอกก่อนจะขอตัวไป หมอเอื้อยก็เลยได้แต่ยิ้มบางๆ ตอบขณะเดินผ่านห้องเด็กอ่อน ซึ่งหลังจากทำคลอดหรือผ่าคลอดเสร็จเธอมักจะเดินมาดูผลงานของตัวเองก่อนไปพักเสมอ เด็กทารกตัวน้อยๆ แสนน่ารักที่กำลังหลับปุ๋ยอยู่นี้เธอเป็นคนทำคลอดให้เกือบทุกคนเลย น่ารักอะไรแบบนี้กันนะ ที่เธอเลือกมาเป็นหมอสูตินารีก็เพราะเธออยากจะมาเห็นภาพแบบนี้ทุกวัน มาดูเด็กน้อยแสนน่ารักที่เธอช่วยพาพวกเขาออกมาดูโลกที่แสนสดใส การได้เห็นเด็กๆ ลืมตาขึ้นดูโลกแล้วก็ค่อยๆ เติบโตขึ้นมาแบบนี้มันทำให้เธอมีความสุขมาก ได้เห็นพ่อๆ แม่ๆ อุ้มลูกน้อยของพวกเขาเอาไว้ในอ้อมแขนก็ยิ่งรู้สึกอบอุ่น

                “ไงแฝดน้อย โตไวๆ นะคะคุณหมอเอาใจช่วย” เธอเกาะกระจกห้องเด็กอ่อนดูทารกฝาแฝดที่เพิ่งจะผ่าคลอดเมื่อครู่นี้ ทารกน้อยหน้าตายังยับยู่ยี่อยู่ แต่ก็จ้ำม่ำสุดๆ เห็นแก้มยุ้ยๆ แล้วอยากฟัดจังเลย

                “นี่ใช่มั้ย เหตุผลที่หนีฉันมา” เสียงใครคนหนึ่งดังขึ้นขณะที่เธอยังคงเกาะกระจกดูเหล่าทารกน้อยอยู่ แต่น้ำเสียงคุ้นหูแบบนี้ก็ทำเอาเธอถึงกับชาไปทั้งตัวเลย ไม่น่า...เขาไม่น่าจะมาอยู่ที่นี่ได้

                หมอเอื้อยค่อยๆ หันกลับมามองข้างหลังช้าๆ แล้วก็ต้องตกใจกับร่างสูงที่เธอนอนกอดมาทั้งคืน นี่เขามาที่นี่ได้ยังไงกัน!!! แล้ว...ทำไมต้องแต่งตัวมาเต็มยศขนาดนี้ด้วยเนี่ย ชุดข้าราชการทหารสีกากีแกมเขียว ติดยศและเครื่องหมายต่างๆ มาพร้อม นี่ถ้าห้อยกระบี่มาด้วยเขาคงพร้อมที่จะไปเดินสวนสนามแล้วแน่ๆ

                “ผู้พัน! มาได้ยังไงเนี่ย” เธอร้องถามออกมาทันที เขาก็เลยตอบหน้าตายออกมา

                “เมียหนีก็เลยมาตามหา”

                “จะบ้าหรอ!!! แล้วนี่เข้ามาในห้องนี้ได้ยังไง ออกไปเลยนะ ที่นี่มีแต่เด็กอ่อนจะเข้ามาสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้” ว่าแล้วเธอก็รีบดึงเขาออกห่างจากห้องเด็กอ่อน ซึ่งเขาก็เดินตามเธอออกมาแต่โดยดี

                “ทำไมถึงได้ปล่อยให้คนนอกเข้าไปข้างในกันฮะ” ดึงแฟนหนุ่มออกมาได้แล้วก็หันไปดุพยาบาลที่ประจำอยู่หน้าห้องเด็กอ่อนทันที

                “แต่งมาเต็มยศขนาดนี้ใครจะกล้าขวางล่ะคะหมอเอื้อย” เหล่าพยาบาลบอกแล้วก็ก้มหน้างุดอย่างเขินอายกับนายทหารรูปหล่อตรงหน้า หมอเอื้อยก็เลยได้แต่ถอนหายใจออกมาก่อนจะเดินกลับไปที่ห้องทำงานของตัวเองโดยมีร่างสูงเดินตามไป ทำเอาทั้งคนไข้และพยาบาลหันมามองเขาเป็นตาเดียว ก็รู้กันอยู่หรอกว่าเขาเป็นคนรักของหมอเอื้อย แต่แต่งมาเต็มยศและหล่อเฟี้ยวขนาดนี้ก็เพิ่งจะเคยเห็น จากที่คิดว่าเขาเป็นทหารพรานธรรมดาๆ ใครจะรู้ว่ายศสูงถึงตั้งพันตรี เห็นแล้วเหล่าพยาบาลสาวก็อดอิจฉาหมอเอื้อยกันไม่ได้

                “หยุดนะ!” หมอเอื้อยรีบยกมือขึ้นห้ามเขาทันทีเมื่อเข้ามาในห้องทำงานส่วนตัวแล้วเขาทำท่าจะเข้ามากอดเธอ “อย่าเพิ่งเข้ามาใกล้ฉัน ฉันเพิ่งออกมาจากห้องผ่าตัด”

                “ก็ได้” เขาตอบก่อนจะขึ้นไปนั่งบนโต๊ะทำงานของเธอแล้วจ้องเธอนิ่งอย่างเอาเรื่องจนหมอเอื้อยเริ่มจะทำตัวไม่ถูก

                “อย่าบอกนะว่าที่แอบหนีฉันมาเนี่ยคือมีผ่าตัดด่วน”

                “...ใช่ ผ่าคลอดคุณแม่ท้องลูกแฝด”

                “แม่กับเด็กปลอดภัยดีใช่มั้ย”

                “แน่นอน ฝีมือหมอเอื้อยซะอย่าง” เธอกอดอกว่าอย่างภูมิใจ สีหน้าดุๆ ของเขาเมื่อก่อนหน้านี้จึงค่อยๆ แลดูอ่อนโยนลง โธ่ เขารึก็นึกว่าเธอจะหนีเขาไป ใจหายใจคว่ำหมด เกือบเรียกลูกน้องมาฉุดเอาเธอหนีแล้วมั้ยล่ะ

                “เก่งมาก” เขายิ้มชมเธอ หมอเอื้อยที่นึกว่าเขาจะดุเลยถึงกับปรับอารมณ์ตามไม่ทัน

                “ผู้พันไม่โกรธฉันหรอที่ฉันหนีมาแบบนี้”

                “ถ้าหนีมาเพื่อมาช่วยคนไข้แบบนี้ฉันจะโกรธเธอไปทำไม เธอเป็นหมอ นี่มันเป็นหน้าที่ของเธอ ฉันภูมิใจในตัวเธอด้วยซ้ำนะ ยิ่งเธอบอกว่าคนไข้ของเธอปลอดภัยดีฉันก็ยิ่งภูมิใจในตัวเธอมาก แต่!!!” กำลังฉีกยิ้มรับในคำชมของเขาอยู่ดีๆ พอมีคำว่าแต่เท่านั้นแหละหมอเอื้อยก็รีบหุบยิ้มลงทันที

                “ทำไมถึงไม่ส่งข้อความมาบอกกันก่อนฮะว่ามีเคสด่วน รู้มั้ยว่าหนีมาแบบนี้ฉันเกือบเรียกทหารทั้งกรมมาช่วยกันตามหาเธอแล้วนะ!!!

                “โธ่ผู้พัน อย่าเพิ่งดุฉันสิ” เธอรีบว่าแล้วก็ชี้ไปที่โทรศัพท์ของตัวเองที่กำลังชาร์ตแบ็ตอยู่ข้างโต๊ะทำงาน “แบ็ตฉันหมดก็เลยไม่ได้ส่งข้อความบอก เคสคนไข้ด่วนมากจริงๆ นี่ฉันซิ่งรถมาจากแม่สอดเลยนะ” เธอทำเสียงอ้อนเขาแล้วทำตาปริบๆ อ้อน นี่ถ้าไม่ติดว่ายังอยู่ในชุดผ่าตัดจะกระโดดไปหอมแก้มซักฟอดใหญ่ๆ แล้วนะเนี่ย

                “แล้วนี่มีงานอะไรต่ออีกมั้ย” เมื่อเห็นว่าเธอพูดความจริงเขาก็เลยเปลี่ยนเรื่องพูดแทน

                “ไม่มีแล้ว นี่ยังอยู่ในช่วงวันหยุดของฉันอยู่ เมื่อกี้นี้แค่เคสด่วนฉุกเฉิน”

                “ดี งั้นก็กลับบ้านไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าได้แล้ว” ว่าจบเขาก็ลุกเดินออกไปรอที่หน้าห้องทำงานของเธออย่างวางอำนาจทันทีทิ้งให้หมอเอื้อยได้แต่ทำปากยื่นใส่ไล่หลัง แหม ทำมาเป็นเข้มไปเถอะ ทีเมื่อคืนนี้ล่ะเรียกเธอว่าเมียจ๊ะ เมียจ๋าทั้งคืน เดี๋ยวก็แทงด้วยเข็มฉีดยาซะหรอก

 

                เพราะบ้านของหมอเอื้อยไม่ได้อยู่ในตัวเมืองอุทัยธานี หมอเอื้อยจึงพักอยู่ที่หอพักของทางโรงพยาบาลเพื่อให้ง่ายต่อการเดินทางมาทำงาน ยิ่งช่วงไหนเข้าเวรดึกก็จะยิ่งสะดวกในการเดินทางและเข้ามาพักผ่อนด้วย ห้องพักของเธอค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับคอนโดหรูในกรุงเทพฯ เมื่อเปิดประตูเข้ามาก็จะเป็นห้องนั่งเล่น มีชุดโซฟาตัวใหญ่หันหน้าเข้าหาทีวีรุ่นสวยหรู ถัดจากห้องนั่งเล่นก็เป็นโต๊ะอาหารขนาดสี่คนนั่งและครัวเล็กๆ อยู่ติดระเบียงที่สามารถเดินออกไปชมวิวตัวในเมืองได้เพราะห้องพักของเธออยู่ที่ชั้นห้าจากทั้งหมดหกชั้น ด้านข้างประตูทางออกไปยังระเบียงจะเป็นห้องน้ำขนาดกว้างพร้อมกับอ่างอาบน้ำ ส่วนห้องนอนอยู่ถัดจากห้องนั่นเล่นไป ซึ่งห้องนอนกว้างนี้นอกจากจะมีพร้อมทั้งเตียงนอนขนาดใหญ่ มุมตู้เสื้อผ้าแต่งตัวแล้วก็ยังมีโต๊ะทำงานและชั้นหนังสือมากมายตามประสาคนชอบอ่านหนังสือ ห้องพักของเธอจัดเป็นระเบียบเรียบร้อย ในทุกๆ มุมเน้นโทนสีขาวสะอาด ผู้พันคีรินทร์ที่เคยมาที่นี่แล้วจึงเดินไปนั่นเอนหลังอย่างสบายใจราวกับที่นี่เป็นบ้านของตัวเองอย่างไม่นึกเกรงใจเจ้าของห้อง พร้อมทั้งเปิดทีวีดูข่าวอย่างไม่สนใจท่าทีค้อนๆ ของหญิงสาว

                ร่างบางใช้เวลาอาบน้ำนานกว่าปกติเพราะเพิ่งจะได้มีเวลาสำรวจตัวเองจริงๆ ว่าบอบช้ำมากแค่ไหนหลังจากที่หลับนอนกับเขาไปเมื่อคืนนี้ เมื่อเช้านี้เธอแทบลุกไม่ขึ้น ก้าวขาไม่ออก เจ็บระบมไปหมด ใครจะไปนึกกันว่าครั้งแรกมันจะเจ็บมากมายแบบนี้ แล้วตาผู้พันนี่ก็คงจะสะกดคำว่าเบาๆ และคำว่าทะนุถนอมไม่เป็นมั้งถึงได้มีร้อยอัดมาเต็มร้อยจนร่างเธอแทบจะพัง นี่คนอื่นๆ เขาเป็นเหมือนเธอมั้ยเนี่ย

                “บ้าจริง นี่เราคิดเรื่องอะไรอยู่เนี่ย” เธอส่ายหน้าไปมาอยู่หน้ากระจกในห้องน้ำ แก้มนวลแดงปลั่งอย่างเขินอายทุกครั้งเมื่อยามนึกถึงเรื่องเมื่อคืนนี้ ทุกการกระทำและถ้อยคำที่เธอพูดคุยกับเขามันทำให้เธอกระดากอายไม่น้อย ผู้ชายอะไรกันนะแซ่บ ดุ แล้วก็เร้าใจสุดๆ ไปเลย

                “อ้าว นึกว่าตายคาห้องน้ำไปแล้วนะเนี่ย กำลังว่าจะพังประตูเข้าไปอยู่ ทำไมอาบน้ำนานจัง” พอเห็นเธอเดินออกมาจากห้องน้ำด้วยชุดคลุมอาบน้ำเขาก็จ้องเธอนิ่งทันที สายตาคมดุมีแววกรุ่มกริ่มขณะจ้องมองจนหมอเอื้อยนึกอายเขานัก แก้มนวลเรื่อสีขึ้นมาทันทีเมื่อเขาลุกขึ้นเดินเข้ามาหา จนเท้าเล็กๆ ค่อยๆ ก้าวถอยออกห่างจากเขาอย่างไม่รู้ตัว

                “หิวมั้ย” เขาถาม “เมื่อคืนก็ไม่ได้กินอะไรเลย ไหนจะรีบมาผ่าตัดอีก รีบแต่งตัวนะแล้วจะพาออกไปหาอะไรอร่อยๆ กิน”

                “กินที่นี่ก็ได้นี่” หมอเอื้อยหมายถึงสั่งอะไรง่ายๆ มากินที่ห้องพัก แต่เขากลับเข้าใจไปอีกเรื่อง

                “ฉันรู้ว่าเมื่อคืนนี้ฉันทั้งแซ่บแล้วก็อร่อยมาก แต่เธอยังไม่ได้พักเลยนะยังจะชวนฉันกินต่อที่นี่อีกหรอ แหม สมกับเป็นแรดน้อยของฉันจริงๆ” เขายื่นมือมาหยิกแก้มของเธอเบาๆ แล้วรีบช้อนตัวเธอขึ้นอุ้มเข้าไปในห้องนอน หมอเอื้อยก็เลยรีบผลักเขาออก

                “จะบ้าหรอ ฉันเปล่าหมายถึงเรื่องนั้นนะ” เธอว่าแล้วดึงมือเขาออกจากสาบเสื้อของตัวเอง พออยู่กับเธอสองคนแบบนี้ไอ้สีหน้าขรึมๆ นิ่งๆ นี่หายไปเลยนะ “ฉันอยากนอนพักน่ะ ฉันเหนื่อย เราสั่งของง่ายๆ มากินที่นี่ก็ได้นี่ นะ หรือว่าผู้พันมีธุระต่อ” เธอมองชุดทหารเต็มยศของเขา นี่อะไรดลจิตดลใจเขาให้แต่งชุดนี้มากัน

                “เปล่า งานเคลียร์เสร็จไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว วันนี้ว่าง พรุ่งนี้ถึงจะกลับเข้ากรม”

                “ถ้าว่างแล้วแต่งชุดนี้มาทำไม”

                “อยากได้ผัวเป็นคนในชุดเครื่องแบบไม่ใช่รึไง”

                “แต่เมื่อคืนนี้ไม่ได้แต่งชุดนี้นี่...ไม่ได้แต่งชุดอะไรเลย” แม่แรดน้อยยกมือขึ้นไปโอบกอดรอบคอของเขาเอาไว้อย่างยั่วเย้า ผู้พันคีรินทร์จึงยิ้มตามแล้วโน้มตัวลงมาหา

                “แล้วอยากให้ทำแบบเมื่อคืนนี้อีกมั้ย ไม่แต่งชุดอะไรเลยนะ”

                “บ้า!” เธอทำปากยื่นว่าเขา หน้าร้อนผ่าวไปหมด ทำอวดเก่งเป็นก๋ากั่นไปงั้นๆ แหละ แต่ความจริงทั้งเขินทั้งอายแทบตาย ยิ่งคิดถึงเรื่องเมื่อคืนเธอก็ยิ่งอายจัด นี่เขาทำได้ยังไงนะ สีหน้าเรียบเฉย ไม่เขินไม่อายอะไรเลยน่ะ ทำอย่างกับว่าเคยนอนกับเธอมาจนชินแล้วอย่างไรอย่างนั้น

                “ฉันไม่ได้รักผู้พันเพราะชุดของผู้พันซักหน่อย” เธอว่าแล้วจะคลานหนีออกจากอ้อมแขนของเขา แต่เขากลับดึงตัวเธอเอาไว้แน่นแล้วอุ้มไปนั่งบนตัก ไม่ยอมให้เธอขยับห่างกายอีก

                “แล้วรักที่อะไร”

                “รักที่เป็นพี่ภู เป็นแค่ผู้ชายธรรมดาๆ คนหนึ่งที่ชื่อคีรินทร์เท่านั้น” ดวงตาคู่สวยจ้องสบตาเขาอย่างหวานเชื่อม มือเล็กๆ บอบบางแตะมาที่แก้มของเขาอย่างแสนรักพลางเอียงหน้าซบกับอกอุ่น “ต่อให้ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่ผู้พัน ไม่มียศอะไรฉันก็จะยังรักอยู่ดี ต่อให้ไปรบกลับมาแล้วแขนขาด ขาขาดฉันก็รัก เหลือเป็นแค่ขี้เถ้าก็รัก เหลือแค่...”

                “นี่! จะแช่งฉันอีกนานมั้ยยัยแรดน้อย” ฟังแรกๆ ก็ซึ้งดีอยู่หรอก แต่ช่วงหลังๆ นี่มันหวิวๆ ใจยังไงชอบกล

                “ก็ฉันอยากให้รู้นี่ว่าฉันรักผู้พันมากจริงๆ รักที่เป็นแค่ผู้ชายธรรมดาๆ ไม่ใช่เพราะเป็นผู้พันคีรินทร์คนนี้” เธอหัวเราะคิกกับสีหน้านิ่งๆ ของเขา รู้จักมาตั้งหลายปี เพิ่งจะรู้นะเนี่ยว่าน้อยใจเป็นด้วย “ไม่รักก็ไม่ยอมเป็นเมียหรอก”

                “เต็มใจยอมรับว่าฉันเป็นผัวแล้วงั้นสิ”

                “มาขนาดนี้แล้วไม่เรียกว่าผัวจะเรียกว่าอะไร หรือคิดว่าจะฟันแล้วทิ้ง” นิ้วเล็กๆ ชี้หน้าเขาอย่างเอาเรื่อง จากสีหน้านิ่งๆ ก็เลยยิ้มออกมาอีกอย่างเจ้าเล่ห์

                “อืม...นั่นสิ หรือจะทิ้งดี”

                “ฉันไม่ขำด้วยนะผู้พัน” คราวนี้หมอเอื้อยว่าอย่างใส่อารมณ์บ้าง “เมื่อคืนนี้ที่ยอมก็เพราะว่ารักมาก อยากจะอยู่ด้วยไปตลอดชีวิต ฉันไม่ใช่ผู้หญิงข้างทางนะแล้วความสาวของฉันมันก็มีค่าสำหรับฉันมาก ฉันเก็บรักษาเอาไว้ก็เพื่อจะมอบให้คนที่ฉันรักและมั่นใจว่าจะฝากชีวิตเอาไว้กับเขาได้ ถ้าผู้พันไม่เห็นค่าคิดจะทิ้งฉันจริงๆ ฉันก็คง...”

                “ดราม่าอะไรนักหนาแรดน้อย” เขาว่าขึ้นเมื่อเห็นเธอน้ำตาคลอ “รู้จักกันมาเป็นสิบกว่าปีเธอมองว่าฉันเป็นคนแบบนั้นรึไงกัน” ว่าจบเขาก็หยิบแหวนเพชรวงสวยออกมาจากกระเป๋ากางเกงทหารแล้วยื่นมือไปปาดน้ำตาออกให้เธออย่างแผ่วเบา

                “ถ้าไม่คิดว่าเร็วไปล่ะก็...แต่งงานกันนะ”

                “ฮะ!” หมอเอื้อยรีบยกมือขึ้นปาดน้ำตาออกทันทีแล้วมองแหวนเพชรเม็ดโตในมือเขา เขาว่ายังไงนะเมื่อกี้นี้ แต่งงานงั้นหรอ...เธอไม่ได้หูฝาดไปใช่มั้ย เขาขอเธอแต่งงานหรอ

                “พะ...พูดจริงๆ นะ ผู้พัน...ขอฉันแต่งงานจริงๆ ใช่มั้ย”

                “รึจะไม่แต่ง”

                “แต่งสิ!” ว่าจบหมอเอื้อยก็รีบยื่นมือไปจะให้เขาสวมแหวนเพชรให้ทันที ของแบบนี้จะเล่นตัวให้นานไปทำไม ทั้งหล่อ ทั้งแสนดีแล้วก็อบอุ่นขนาดนี้ ทั้งแซ่บทั้งอร่อยขนาดนี้ปฏิเสธเล่นตัวให้นานก็โง่สิ

                “เพชรเม็ดโตสู้ของไอ้นายธนานั่นได้มั้ย”

                “แหวนเปล่าๆ ไม่มีเพชรฉันก็จะแต่งกับผู้พันอยู่ดี ฉันใส่แหวนอะไรก็ได้ขอแค่ได้อยู่กับผู้พัน ได้รักกับผู้พันก็พอแล้ว”

                “รู้ใช่มั้ยว่าแต่งงานกับฉันแล้วชีวิตของเธอจะไม่เหมือนเดิม ฉันเป็นทหารมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ ไม่ได้มีเวลาให้อย่างเต็มที่ ดูอย่างแก้มสิ ในวันเข้าหอแท้ๆ เจ้าบ่าวก็มาขอลาไปทำงาน เธอจะยอมรับได้มั้ยหากฉันจะต้องออกไปทำงานแล้วทิ้งเธอเอาไว้คนเดียวหลายๆ วัน หรือในวันสำคัญของเราฉันอาจจะไม่ได้อยู่กับเธอ ฉันอยากจะบอกให้เธอได้มั่นใจว่าฉันรักเธอ รักแล้วก็สัญญาด้วยว่าจะมีเพียงแค่เธอคนเดียว ฉันจะดูแลเธอให้ดี ให้เธอมีความสุขที่สุด แต่ว่า...ฉันจะเป็นของเธอเพียงแค่หัวใจเท่านั้น เธอรู้ใช่มั้ยว่าชีวิตของฉันเป็นของใคร”

                “...เป็นของชาติ”

                “ใช่ ฉันมีชีวิตอยู่เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทยเอาไว้ เธอรู้มั้ยว่าแก้มกับไอ้รันน่ะ เห็นรักกันมากๆ แบบนี้แต่สองคนนั้นก็มีเรื่องให้ต้องเจ็บปวดกันอยู่ตลอด หลายครั้งที่ไอ้รันมันฝากแก้มเอาไว้กับฉันแล้วหายหัวไปทำงานนานเป็นอาทิตย์ๆ แก้มต้องนอนร้องไห้คิดถึงมันอยู่ตลอด แล้วเธอพร้อมมั้ยที่จะมีชีวิตเหมือนกันกับแก้ม เป็นเมียทหารมันเสี่ยงเป็นม่ายสูงมากเลยนะ”

                “ฉันจะแต่งงานกับผู้พัน” หมอเอื้อยว่าขึ้นอย่างไม่ต้องเสียเวลาคิดให้นานเลย

                “ฉันให้เวลาเธอคิดได้นะ”

                “ฉันคิดเรื่องนี้เตรียมเอาไว้มาหลายปีแล้วล่ะ” หมอเอื้อยว่า “ผู้พันอย่าลืมสิว่าฉันกับยัยแก้มสนิทกันมากแค่ไหน เราไม่เคยมีความลับต่อกันเลย เรื่องที่ผู้กองกรันณ์มีภารกิจต้องไปทำตลอดจนทิ้งให้ยัยแก้มต้องอยู่คนเดียวน่ะฉันรู้ดี ยัยแก้มเล่าให้ฉันฟังตลอดแหละ ผู้พันรู้มั้ยว่าถึงจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นหลายๆ ครั้งแต่ยัยแก้มก็บอกว่าตัวเองไม่เคยรู้สึกว่าคิดผิดเลยที่รักและแต่งงานกับผู้กองกรันณ์ ยัยแก้มเข้าใจและภูมิใจในตัวสามีของตัวเองมาก ฉันรู้ดีว่าแต่งงานเป็นเมียทหารจะต้องพบเจอกับเรื่องอะไร แบบไหนบ้างและฉันก็คิดคำตอบเตรียมเอาไว้นานแล้ว ไม่ว่าในวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นฉันก็จะรักแล้วก็จะแต่งงานกับผู้พัน ต่อให้แต่งงานกันได้สามวันแล้วจะเป็นม่ายฉันก็ยอม ฉันจะไม่เสียใจที่เลือกแบบนี้ แต่ฉันจะเสียใจมากกว่าถ้าชาตินี้เกิดมาแล้วไม่ได้รัก ไม่ได้แต่งงานกับผู้พัน” หมอเอื้อยบอกแล้วสบตาเขาอย่างแน่วแน่ในสิ่งที่ตัวเองตัดสินใจ เธอรักเขา เธอพร้อมที่จะเสี่ยงไปกับเขา ขอเพียงแค่เธอได้รักเขาและอยู่กับเขาเท่านั้น

                “ฉันจะแต่งงานกับผู้พันนะคะ” เธอย้ำอีก ผู้พันคีรินทร์จึงค่อยๆ ก้มลงมาจูบหน้าผากของเธอเบาๆ แล้วกอดเธอเอาไว้อย่างซาบซึ้งในความรัก เขาหรือก็กลัวใจเธอว่าจะยอมรับกับภาระหน้าที่ของเขาไม่ได้ แต่นี่...เธอกลับยอมรับและเตรียมคำตอบเอาไว้นานแล้ว ยากนักที่จะหาผู้หญิงที่เข้าใจในหน้าที่ของเขาได้แบบนี้ ใครว่าผู้กองกรันณ์โชคดีที่ได้เมียดีเข้าใจในการทำงานของผัว เขาเองก็โชคดีไม่ต่างจากน้องเขยเหมือนกันแหละ

                “กินข้าวแล้วก็รีบนอนพักผ่อนนะ แล้วเย็นนี้ฉันจะไปหาพ่อกับแม่เธอ ไว้ตกลงกันได้แล้วฉันจะเอาผู้ใหญ่มาขออย่างเป็นทางการอีกที” ผู้พันคีรินทร์บอกแล้วค่อยๆ สวมแหวนเพชรวงสวยให้กับเธอที่นิ้วนางข้างซ้าย หมอเอื้อยจึงได้แต่พยักหน้ายิ้มทั้งน้ำตาให้เขาอย่างมีความสุข

                “อยากได้แหวนญาติรึเปล่า” เขาถามเธออีก เพราะนักเรียนนายร้อยจาก จปร. มักจะให้แหวนญาติของตนกับคนรัก

                “ผู้พันจะบอกว่าเอาแหวนญาติไปให้สาวอื่นแล้วงั้นหรอ”

                “ใช่” เขาตอบ ทำให้รอยยิ้มของเธอค่อยๆ หุบลง “ฉันให้แก้มไปน่ะ ตอนนั้นยังไม่มีแฟนก็เลยให้น้องสาวแทน”

                “งั้นก็แล้วไป” หมอเอื้อยว่า ยิ้มขึ้นมาได้อีกครั้ง “ฉันยอมให้ยัยแก้มได้แค่คนเดียวนะ ถ้ารู้ว่าเป็นผู้หญิงคนอื่นฉันเล่นงานผู้พันแน่”

                “จะทำอะไรฉันไม่ทราบ”

                “อย่าลืมสิว่ามีเมียเป็นหมอ” เธอว่าแล้วเป็นฝ่ายยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์บ้าง “แอบเอายานอนหลับหยอดใส่น้ำให้ผู้พันดื่ม รับรองได้เลยว่าตื่นมาน้องชายได้หายยกพวงแน่ๆ” คราวนี้ผู้พันคีรินทร์ถึงกับหน้าตาตื่นขึ้นมาทันที รีบดึงตัวเธอลงจากตักของตนอย่างระแวดระวัง หนอย...ยัยเด็กหมอนี่

                “พูดแบบนี้เดี๋ยวก็เปลี่ยนใจไม่แต่งงานด้วยหรอก”

                “ใส่แหวนแล้ว ผู้พันเปลี่ยนใจไม่ได้แล้วล่ะ” เธอชูแหวนเพชรวงสวยขึ้นให้เขาดูแล้วโถมตัวเข้าไปกอดรอบคอเขาเอาไว้อย่างแสนรักแสนทะเล้นจนผู้พันคีรินทร์ตั้งตัวไม่ทันหงายหลังล้มลงไปกับเตียงนอน เธอก็เลยถือโอกาสหอมแก้มเขาแรงๆ ไปฟอดใหญ่

                “รักนะคะผู้พัน ไม่สิ! รักนะคะผัวขา” เธอบอกอย่างทะเล้นอีกผู้พันคีรินทร์เลยหัวเราะให้กับความทะเล้นน่ารักของเธอไม่หยุด สองแขนแกร่งกอดรัดเธอเอาไว้แน่น0แล้วตามด้วยจูบหน้าผากของเธอหนักๆ อย่างหมั่นเขี้ยว

                “ยัยเด็กแรด”

                “ไม่แรดก็ไม่ได้ผัวแซ่บแบบนี้สิ”

                “เป็นสาวเป็นนางพูดอะไรไม่อายปาก”

                “ไม่ได้เป็นสาวแล้วซักหน่อย เสียสาวแล้วจะพูดยังไงกับผัวก็ได้”

                “โอ๊ยยัยหมอแรด!” ผู้พันจนคำพูดกับเธอแล้วจริงๆ ช่างก๋ากั่นเสียจริงแม่คุณ

                แต่ยัยหมอแรดของผู้พันก็ซนได้ไม่นานเมื่อความเหนื่อยและอ่อนเพลียมาตั้งแต่เมื่อคืนนี้ทำให้เธอหลับซุกอยู่กับอกของเขาไปอย่างรวดเร็ว ผู้พันคีรินทร์จึงดึงเอาผ้ามาห่มให้เธอแล้วกอดเธอเอาไว้อย่างแสนรักอีกทั้งรอยยิ้ม ได้เห็นความสดใสร่าเริงของเธอแบบนี้แล้วเขาก็อดยิ้มตามไม่ได้ หากได้อยู่กับเธอแบบนี้ชีวิตของเขาคงไม่มีเรื่องเศร้าอีกแล้วล่ะ ก็เธอช่างเป็นคนที่สดใสแล้วก็อารมณ์ดีเหลือเกินนี่นา

 

                หมอเอื้อยตื่นขึ้นมาอีกทีในช่วงบ่าย พอได้หลับเต็มตื่นแล้วก็ค่อยรู้สึกกระปี้กระเป่าขึ้นมาหน่อย ร่างบางจึงได้ลุกขึ้นมานั่งแล้วบิดตัวไปมาอย่างเมื่อยขบเพราะนอนท่าเดียวอยู่เป็นเวลานาน เธอยิ้มให้กับแหวนเพชรที่นิ้วอย่างมีความสุขเมื่อนึกถึงตอนที่เขาขอเธอแต่งงาน โอ๊ย อยากจะกรี๊ดไปสามบ้านแปดบ้าน นี่เธอไม่ได้ฝันไปใช่มั้ยเนี่ย ตื้อมาตั้งนานในที่สุดเขาก็รักเธอและขอเธอแต่งงานด้วยเสียที ถ้าราชาวดีรู้ข่าวดีของเธอนะเพื่อนรักของเธอได้กรี๊ดตามเธอแน่ๆ ในบรรดาเพื่อนฝูง ราชาวดีคือคนแรกที่เธออยากจะบอกข่าวดีนี้ด้วยมากที่สุด

                หมอเอื้อยเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ที่โต๊ะข้างเตียงขึ้นมาทันทีแล้วต่อสายหาเพื่อนรักที่อยู่ในป่าชายแดนอำเภอแม่สอด แต่ก็เหมือนกับหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา ไม่มีสัญญาณ โอ๊ย! ยัยแก้มนะยัยแก้ม ทำไมถึงได้ติดต่อยากเย็นแบบนี้กันนะ ฉันอยากจะบอกข่าวดีกับแกจะแย่แล้วเนี่ย หมอเอื้อยได้แต่ถอนหายใจออกมาที่ไม่สามารถติดต่อหาเพื่อนรักของตัวเองได้

                “หิวจัง” พอวางโทรศัพท์ลงก็ต้องยกมือขึ้นลูบท้องตัวเองเบาๆ ยังไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้ว รู้งี้น่าจะกินข้าวต้มของเขาเมื่อคืนนี้ซะก็ดี น่าสงสารตัวเองเหมือนกันนะเนี่ย ข้าวไม่ได้กินกลับได้กินอย่างอื่นแทนข้าวซะอย่างนั้น

                ร่างบางเดินออกมาจากห้องนอนก็เห็นผู้พันคีรินทร์กำลังนั่งกดโทรศัพท์ของตัวเองอยู่ที่โซฟาห้องนั่งของเธอ สีหน้าเขามีแววกังวลอย่างเห็นได้ชัดเธอก็เลยรีบเดินเข้าไปนั่งข้างๆ แล้วกอดเขาเอาไว้อย่างออดอ้อน เขาจึงเอื้อมแขนมาโอบเธอเอาไว้

                “โทรหาใครหรอคะ หน้าเครียดจัง” เธอถาม เมื่อเขาวางโทรศัพท์ลงแล้วก็ถอนหายใจออกมา

                “โทรหาแก้มน่ะ ทุกทีแก้มจะโทรมาแต่เช้า สั่งซื้อแต่พวกของกินนั่นนี่ตลอด เพิ่งจะมีวันนี้แหละที่แก้มไม่ติดต่อมาเลย ช่วงนี้ที่ฐานยิ่งกำลังมีเรื่องอยู่ด้วยสิ”

                “เมื่อกี้นี้ฉันก็โทรหายัยแก้มเหมือนกัน กะว่าจะให้ยัยนั่นเรียกฉันว่าพี่สะใภ้ซักหน่อย เฮ้อ! ไม่ได้คุยกันนานแล้วคิดถึงจัง ทำไมถึงได้ติดต่อหายากแบบนี้นะ” หมอเอื้อยอดบ่นออกมาไม่ได้ ผู้พันคีรินทร์จึงต่อสายหาน้องสาวอีกรอบ แต่ก็เหมือนเดิม ไม่มีสัญญาณตอบรับอะไรเลย โทรหาน้องเขยก็ไม่ติดเหมือนกันด้วย แต่ที่กรมก็แจ้งเขามาอยู่นะว่าวันนี้ที่ฐานของผู้กองกรันณ์ได้มีทหารส่งข้อความประจำวันมาบอกอยู่ว่าเหตุการณ์ที่นั่นปกติดี

                “ว่าไง โทรติดมั้ย” หมอเอื้อยถามเขาอีก เขาจึงส่ายหน้าตอบ

                “สงสัยสัญญาณไม่มีน่ะ แต่ที่ฐานก็ส่งข่าวมาอยู่ว่าวันนี้ที่ฐานไม่ได้เกิดเรื่องอะไร”

                “ก็คงจะมีแค่เรื่องปัญหาสัญญาณมือถือ แล้วทำไมผู้พันต้องทำหน้าเครียดด้วย” ติดต่อที่ฐานไม่ได้มันเรื่องปกติอยู่แล้วนี่ เธอคิด เพราะเวลาเธอโทรหาเขาบางวันนี่ก็ติดต่อไม่ได้เหมือนกัน

                “ตั้งแต่กลับมาจากนราธิวาสคราวนั้นแก้มก็เหมือนไม่ค่อยสบายน่ะฉันก็เลยเป็นห่วง”

                “อะไรนะ! ยัยแก้มเป็นอะไร หนอย...แล้วรับปากกับฉันว่าจะดูแลเพื่อนฉันเป็นอย่างดี นี่ผู้กองไม่ดูแลยัยแก้มเลยหรอ!” เลือดขึ้นหน้าขึ้นมาทันทีเมื่อเข้าใจว่าผู้กองกรันณ์ทำหน้าที่ของสามีบกพร่องทั้งๆ ที่เธอให้เขารับปากแล้วว่าจะดูแลราชาวดีให้ดีๆ อย่าให้เจอหน้านะ แม่จะด่าให้หูชาเลย

                “เปล่าหรอก ไอ้รันมันดูแลแก้มดีมากเลยล่ะ” ผู้พันคีรินทร์รีบแก้ตัวให้น้องเขย “ตั้งแต่แต่งงานกันมามันไม่ยอมให้เมียมันทำงานบ้านอะไรเลย เวลากินข้าวก็แทบจะป้อนข้าวเมียทุกคำ มันรักมันหลงเมียของมันมาก เรื่องนี้ฉันไม่ตำหนิมันหรอก”

                “อ้าว” เกือบด่าผัวเพื่อนไปฟรีๆ แล้วมั้ยล่ะ “แล้วที่บอกว่ายัยแก้มไม่ค่อยสบายน่ะเป็นอะไร ยัยแก้มบอกรึเปล่า หมอเก่งระดับประเทศขนาดนั้นฉันว่ายัยแก้มน่าจะรู้ดีนะว่าตัวเองเป็นอะไร”

                “ไม่รู้สิ แก้มไม่ได้บอกฉัน อาการก็เป็นๆ หายๆ ด้วย”

                “ยังไงล่ะ” คนเป็นหมอเหมือนกันถามอย่างอยากรู้และเป็นห่วงเพื่อน เกิดราชาวดีป่วยหนักขึ้นมาจริงๆ นะเธอนี่แหละจะเรียกรวมตัวเพื่อนๆ หมอด้วยกันมารักษาราชาวดีให้ได้เลย

                “ก็...เวลาอยู่กับผัวก็แข็งแรงปกติดี แต่พอห่างผัวเข้าหน่อยก็ทั้งหน้ามืดเป็นลมบ่อยๆ อ้วกแบบจะเป็นจะตายจนหมดแรง อาหารบางอย่างนี่ได้กลิ่นไม่ได้ บ่นว่าเหม็นตลอด ยิ่งห่างผัวนานๆ ยิ่งอาการหนักถึงขั้นนอนซมลุกไม่ขึ้นเหมือนคนใกล้จะตาย แต่พอเห็นหน้าผัวเท่านั้นแหละกลับหายดีเหมือนคนไม่เคยป่วยมาก่อน แล้วก็ดูท่าว่าจะติดผัว หลงผัวหนักมาก ซ้ำช่วงนี้ยังอยากกินนั่นกินนี่อีก นึกถึงอาหารอะไรขึ้นมาได้ก็อยากกินไปหมด ยิ่งพวกผลไม้นี่จะให้ขาดไม่ได้ ไม่งั้นจะอยู่ยาก กินไม่ได้นอนไม่หลับขึ้นมา อารมณ์ก็แปรปรวนบ่อย ขึ้นๆ ลงๆ จนไอ้รันมันตามเอาใจแทบจะไม่ทัน อย่างเมื่อวานนี้ก็โทรมาสั่งซื้อของกินอีกเหมือนกัน เธอก็เป็นหมอนี่ พอจะรู้มั้ยว่าอาการแบบนี้มันคือโรคอะไร พวกทหารที่ฐานแล้วก็พวกตำรวจ ตชด. ไม่เคยมีใครเคยเป็นเลยนะ เป็นโรคใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นมาหรอ”

                ได้ฟังคำบอกเล่าถึงอาการของคนเป็นเพื่อน หมอสูตินาทีอย่างเธอก็หัวเราะออกมาลั่นทันที นี่เขาเอาอะไรมาคิดว่าน้องสาวตัวเองกำลังป่วยหนักกัน โอ๊ย! อยากจะหัวเราะให้ฟันหัก

                “โรคเกิดใหม่อะไรกันผู้พัน อาการแบบนี้น่ะผู้หญิงแต่งงานแล้วใครๆ เขาก็เป็นกัน”

                “เธอรู้หรอว่าแก้มป่วยเป็นอะไร” ผู้พันคีรินทร์รีบจ้องหน้าเธอทันที คิดไม่ผิดจริงๆ ที่เล่าเรื่องนี้ให้เธอฟัง เขาจะได้รู้ซักทีว่าน้องสาวป่วยเป็นอะไร เขาจะได้รักษาเธอทัน

                “รู้สิ ฉันเป็นหมอนะ หมอสูติด้วย”

                “แล้ว...รักษาได้มั้ยโรคนี้น่ะ มันร้ายแรงรึเปล่า”

                “โรคนี้รักษาไม่ได้ เป็นแล้วเป็นเลย” ว่าไงนะ...

                “...ยัยแก้มป่วยเป็นโรคร้ายแรงจนรักษาไม่ได้หรอ...แล้วยัยแก้มจะเป็นอะไรมั้ย น้องฉันจะเป็นอะไรรึเปล่า” เขาหน้าซีดเผือดขึ้นมาทันทีอย่างห่วงน้องสาว ไม่นะ...เธอคือครอบครัวเพียงคนเดียวที่เขามี เขาเสียเธอไปไม่ได้

                “ไม่เป็นอะไรหรอกผู้พัน ไว้คลอดลูกออกมาก็หายแล้ว”

                “ฮะ!” เธอว่าอะไรนะ

                “ก็ยัยแก้มท้องแล้วจะไปรักษาได้ยังไงกันล่ะ ที่ผู้พันบอกอาการมาน่ะมันเป็นอาการของคนแพ้ท้อง ไม่ได้ป่วยเป็นโรคอะไรซักหน่อย แล้วพวกทหารกับตำรวจ ตชด. เขาจะไปมีอาการแบบยัยแก้มได้ยังไงกัน ผู้ชายท้องไม่ได้ซักหน่อยนะผู้พัน” ว่าจบเธอก็เอื้อมมือไปหยิบกระดาษกับปากกามาจดอะไรบางอย่างลงไป ผู้พันคีรินทร์จึงมองตาม

                “ทำอะไร”

                “จดรายการของเตรียมจะซื้อรับขวัญหลานฉันไง อ้าว ไม่ดีใจหรอจะได้เป็นคุณลุงแล้วนะ” หมอเอื้อยถาม ในขณะที่ผู้พันคีรินทร์ยังคงนั่งอึ้งอยู่กับที่

                “เธอ...พูดอีกทีซิ พูดอีกทีสิว่ายัยแก้มป่วยเป็นอะไร”

                “ยัยแก้มท้อง” หมอเอื้อยหันมาจ้องหน้าสบตากับเขา “ผู้หญิงท้องน่ะจะมีอาการแพ้ท้องแตกต่างกันออกไป อย่างยัยแก้มนี่น่าจะแพ้ท้องติดผัว ฉันเคยเจอแต่คนไข้แพ้ท้องแล้วเกลียดผัว นี่อะไรท้องแล้วติดผัว ดีนะที่แพ้ท้องแล้วอยากกินแต่ผลไม้ บางรายนี่อยากกินแต่ของดิบ บางรายอย่างกินแต่ของแปลกๆ เรื่องนี้นี่ต้องรีบบอกผู้กองกรันณ์นะเขาจะได้ดูแลเพื่อนกับหลานของฉันให้ดีๆ”

                ผู้พันคีรินทร์พูดอะไรไม่ออกเมื่อหมอสูตินารีเป็นคนยืนยันด้วยตัวเองขนาดนี้ สิ่งที่เขากับผู้หมวดนทีสงสัยเป็นอย่างที่คิดจริงๆ ด้วย ราชาวดีท้อง...หากเป็นเมื่อก่อนเขาก็คงจะดีใจ อยากประกาศให้ชาวโลกได้รับรู้ว่าเขากำลังจะมีหลาน แต่นี่...เหตุการณ์ที่ผ่านๆ มาและกำลังจะเกิดขึ้นมันทำให้เขารู้สึกผิดต่อน้องสาวนัก นี่เขาพูดไปได้ยังไง เขาพูดกับเธอไปได้ยังไงว่าขอให้เธออย่าเพิ่งท้องตอนนี้เลย ราชาวดีได้ยินแบบนี้เธอจะเจ็บปวดมากแค่ไหน ที่เธอกับผู้กองกรันณ์มีเรื่องผิดใจกันคราวนั้นก็คงจะเป็นเรื่องนี้ เธอคงกำลังจะบอกเขาว่าเธอท้อง แต่ผู้กองกรันณ์กลับพูดขึ้นมาซะก่อนว่าเขายังไม่อยากจะมีลูกในตอนนี้ เพราะแบบนี้สินะราชาวดีถึงได้เสียใจมาก เธออยากมีลูกมาโดยตลอด แต่พอมีแล้วพ่อของลูกกลับบอกว่าไม่อยากมี ซ้ำเขายังไปพูดอีกว่าขออย่าให้เธอรีบมีลูกเลย เขาไม่น่าพูดแบบนี้เลย! เขาปล่อยให้ราชาวดีต้องทนแบกรับความเจ็บปวดแบบนี้เอาไว้ได้ยังไง ถึงตอนนี้เธอจะกลับมาสดใสร่าเริงเหมือนเดิม แต่ภายใจล่ะทำไมเขาจะไม่รู้ว่าเธอกำลังเจ็บปวดมากแค่ไหน อยากจะบอกกับสามีของตัวเองว่าท้องแต่เธอก็บอกไม่ได้ เพราะเขาเป็นคนบอก เป็นคนสอนให้เธอเห็นหน้าที่ของสามีมาก่อนเรื่องส่วนตัว เธอคงเห็นว่าผู้กองกรันณ์มีเรื่องงานให้ต้องเครียดหนักก็เลยยอมรับความเจ็บนี้เอาไว้คนเดียวเพื่อคนที่เธอรัก เขาสงสารเธอเหลือเกิน...เมื่อไหร่กันน้องสาวของเขาถึงจะได้มีความสุขแล้วก็ใช้ชีวิตอย่างคนปกติเสียที เขาไม่น่าพาราชาวดีมาที่ฐานตั้งแต่แรก ไม่ควรแนะนำให้เธอรู้จักกับผู้กองกรันณ์เลย กี่ครั้งกันที่เธอต้องเจ็บปวดเพราะผู้ชายคนนี้แต่เธอก็ยังฝืนรักเขา ซื่อสัตย์กับเขาจนตอนนี้เธอหลงเขาหนักมาก

                “ผู้พัน เป็นอะไรทำไมน้ำตาคลอล่ะ กำลังจะมีหลานนะทำหน้าให้มันดีๆ หน่อยสิ คิดช่วยฉันทีว่าเราจะซื้ออะไรไว้รอรับขวัญหลานบ้าง” หมอเอื้อยเขย่าแขนเขาไปมา แต่ผู้พันคีรินทร์กลับเบือนหน้าหนี

                “แก้มคงรู้นานแล้วใช่มั้ยว่าตัวเองท้อง”

                “ก็ใช่น่ะสิ นี่มันเรื่องพื้นๆ มากเลยนะ ยัยแก้มเป็นหมอที่เก่งมากทำไมจะไม่รู้ล่ะ”

                “เธอรู้มั้ยว่าเมื่อไม่นานมานี้แก้มกำลังจะบอกพวกฉันว่าเขาท้อง แต่เขาก็ยังไม่ทันได้บอกเพราะว่า...”

                “เพราะอะไร” หมอเอื้อยวางกระดาษกับปากกาลงทันทีเมื่อเห็นสีหน้าและฟังจากน้ำเสียงของผู้พันคีรินทร์แล้วเหมือนเพื่อนรักของเธอกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่มันกำลังลำบาก

                “เพราะฉันกับไอ้รันเป็นคนบอกกับแก้มเองว่าอย่าเพิ่งท้องตอนนี้”

                “อะไรนะ” หมอเอื้อยปากคอแห้งผากไปในทันทีที่ได้ยิน นี่พวกเขาพูดบ้าอะไรกับเพื่อนของเธอ

                “ไอ้รันมันมีภารกิจสำคัญที่ต้องทำทำให้มันยังไม่พร้อมที่จะมีลูกในตอนนี้มันก็เลยบอกแก้มไปว่าขอเลื่อนการมีลูกออกไปก่อน ฉันก็เหมือนกัน ฉันก็บอกแก้มเหมือนกันว่าอย่าเพิ่งท้องเลยทั้งๆ ที่ฉันก็รู้ดีว่าแก้มอยากมีลูกมากแค่ไหน แก้มกับไอ้รันตั้งใจจะมีลูกกันทันที แต่ตอนนี้ไอ้รันมันติดงานก็เลยบอกออกไปว่าไม่พร้อมโดยที่ไม่รู้ว่าตอนที่มันบอก แก้มจะท้องแล้ว”

                “ทำไมเป็นแบบนี้ล่ะ” น้ำตาหยดใสๆ ของหมอเอื้อยร่วงลงมาทันทีอย่างสงสารเพื่อน “ทำไมถึงได้พูดทำร้ายจิตใจยัยแก้มกันแบบนี้ ยัยแก้มเป็นคนที่อ่อนไหวมาก ยิ่งท้องอารมณ์ก็ยิ่งอ่อนไหวมากกว่าปกติ รู้มั้ยว่าพูดแบบนี้แล้วยัยแก้มเครียดมากๆ มันอาจทำให้แท้งได้เลยนะ!!!” หมอเอื้อยว่าอย่างเหลืออดแล้วผลักผู้พันคีรินทร์หนีทันที

                “ทำไมผู้พันพูดแบบนี้ แบบนี้ยัยแก้มก็น่าสงสารสิ ทั้งพี่ ทั้งผัวต่างก็พากันพูดว่าห้ามท้อง ถ้าไม่อยากให้ท้องแล้วทำไมไม่ป้องกัน ผู้กองเห็นเพื่อนฉันเป็นอะไร! พออยากก็มานอนด้วย แต่พอท้องก็มาพูดพล่อยๆ เห็นแก่ตัวแบบนี้หรอ ก็เข้าใจอยู่หรอกว่างานมันสำคัญ แล้วลูกล่ะ ก็ท้องแล้วนี่ยังจะมีหน้ามาพูดอีกหรอว่าไม่พร้อม ยังไม่อยากจะมี ถ้าไม่อยากให้มีงั้นก็ไปทำแท้งออกเลยเป็นยังไง!” หมอเอื้อยว่าอย่างคับแค้นใจ อยากจะเจอผู้กองกรันณ์นักเธอจะขอตบเขาซักทีที่มาพูดจาทำร้ายจิตใจเพื่อนของเธอแบบนี้

                “เออ! ไม่อยากได้งั้นก็ไม่ต้องเอา เพื่อนฉัน หลานของฉันฉันจะดูแลเอง ผู้พันจะกลับเข้าฐานวันไหนฉันจะไปด้วย ฉันจะไปอยู่ดูแลเพื่อนกับหลานของฉันเอง ก็พ่อกับลุงมันซื่อบื้อไม่อยากจะได้นักนี่ ถ้าหลานฉันคลอดออกมาไม่ต้องเสนอหน้ามาอุ้มกันเลยนะ!!!

                “ก็เราไม่รู้กันนี่ว่าแก้มท้อง พวกฉันมีแต่ผู้ชายนะจะไปรู้ได้ยังไงเรื่องอาการท้องของผู้หญิง แก้มก็ไม่ยอมบอกอะไรเลย”

                “ก็ไปพูดแบบนั้นใครเขาจะกล้าบอก ผู้กองคงจะบอกกับยัยแก้มล่ะสิว่าตัวเองมีงานสำคัญ อยากสนใจงานก่อนยังไม่พร้อมที่จะคิดเรื่องอื่น ก็ตอนนี้ยัยแก้มแพ้ท้องหลงผัวหนักก็ต้องรักผัว ห่วงผัวจนไม่กล้าบอกเพราะกลัวว่าเขาจะไม่มีสมาธิในการทำงานน่ะสิ ผู้พันก็รู้นี่ว่าถ้ายัยแก้มรักใครแล้วก็จะรักจนไม่เผื่อใจเอาไว้ มีเท่าไหร่ก็จะทุ่มให้เขาหมด ยิ่งผู้กองทำงานอันตรายแบบนี้ยัยแก้มก็ต้องห่วงเขาจนไม่กล้าบอกอะไรอีก สุดท้ายเพื่อนของฉันก็ต้องทนแบกรับความเจ็บนี้เอาไว้คนเดียว”

                “...พรุ่งนี้ฉันคงต้องรีบกลับฐานแล้วล่ะ ตอนนี้ที่ฐานกำลังมีเรื่อง ฉันคงให้แก้มอยู่ที่นั่นต่อไปไม่ได้หรอก ฉันก็ห่วงน้อง ห่วงหลานของฉันเหมือนกันนะ”

                “คนที่ควรจะห่วงยัยแก้มกับลูกมากที่สุดก็คือผู้กองกรันณ์ต่างหาก” หมอเอื้อยว่าแล้วก็หันมามองผู้พันคีรินทร์อีกครั้ง

                “ถ้าฉันท้องบ้างแล้วผู้พันมาพูดแบบนี้กับฉันนะ...อย่าว่าแต่จะได้อุ้มลูกเลย แม้แต่หน้าลูกฉันก็จะไม่ให้เห็น” ว่าจบเธอก็ลุกเดินหนีกลับเข้าห้องนอน ไม่วายผู้พันคีรินทร์ต้องร้องเรียกตาม

                “แล้วนี่เธอจะไปไหนกัน ฉันสั่งของกินมาให้แล้วมากินข้าวก่อนสิ เธอยังไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เมื่อวานแล้วนะ”

                “หมดอารมณ์จะกินแล้ว ผู้พันบอกว่าจะไปบ้านฉันไม่ใช่รึยังไง เตรียมตัวสิจะพาไปบ้านหาพ่อกับแม่”

                เออใช่! ลืมไปว่าเรื่องของตัวเองก็ยังไม่เคลียร์ดี กับเมียน่ะเคลียร์แล้ว แต่กับพ่อตาแม่ยายนี่ยัง เขาเองก็ไม่เคยเจอพ่อกับแม่ของเธอด้วยสิ ไม่รู้ว่าพวกท่านจะดุหรือใจดี จะเมตตาเขาเหมือนกับน้องสาวรึเปล่า เพราะเท่าที่เคยได้ยินมาเหมือนพ่อกับแม่ของหมอเอื้อยจะเอ็นดูน้องสาวของเขามาก แล้วกับเขาล่ะ ไม่ใช่ว่าเขาจะต้องวิ่งหลบลูกปืนพ่อตาตัวเองนะ

*********************************************************************************************

ตอนต่อไปพี่รันกับน้องนางไม้จะมาแล้วนะคะ มาแบบหวานๆ ให้หายคิดถึงกันด้วย 

รออ่านน้า



ปล.เนื่องจากช่วงนี้ไรท์จะไม่สามารถมาได้ทุกวัน จึงขอแจ้งให้ทราบว่า ต่อไปนี้จะลงแบบ

วันเว้นวันนะคะ ฝากติดตามต่อด้วยน้า เนื้อเรื่องเริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ละ



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 335 ครั้ง

2,208 ความคิดเห็น

  1. #1660 Jellydolphin (@Jellydolphin) (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 14 กันยายน 2562 / 11:38
    เอื้อยพูดความในใจแทนทุกอย่างแล้ว
    #1660
    0
  2. #225 rphimmat942 (@rphimmat942) (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 11 เมษายน 2562 / 17:36
    ชอบมากๆๆติดเลยน่ารักทั้งสองคู่เลย
    #225
    0
  3. #224 SKam_NITA (@SKam_NITA) (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 11 เมษายน 2562 / 08:07
    พี่ผู้พันแซ่บเบอนี้เลย ตอนหน้าพี่รันมาแย้วววคิดถึงมากกก รอติดตามนะคะ นี่อยากให้น้องขวัญมาเป็นแพทย์ที่ฐานจริงๆเลย555
    #224
    0