ป้องรัก ห่มใจ

ตอนที่ 45 : โทษสั่งขัง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9,796
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 287 ครั้ง
    2 พ.ค. 62


45.โทษสั่งขัง

 

                ผู้พันคีรินทร์ถึงกับหัวเสียเมื่อเขารายงานความผิดของผู้กองกรันณ์และผู้หมวดทั้งสองต่อผู้การที่กรมทหารพรานแล้ว เขาก็หวังว่าผู้การจะลงโทษในความผิดนี้ของนายทหารทั้งสาม แต่เปล่าเลย หลังจากที่มีการสอบสวนผู้กองกรันณ์เสร็จ ผู้การกลับไม่สั่งลงโทษอะไรเลยนอกจากแค่กล่าวตักเตือนและห้ามทำผิดแบบนี้อีก ก่อนจะไล่ให้ทุกคนกลับไปทำหน้าที่ตามปกติ แต่! ถึงผู้การจะปรานีนายทหารทั้งสาม นายทหารทั้งสามก็ยังถือว่าเป็นผู้ที่อยู่ใต้อำนาจบังคับบัญชาของเขา เรื่องนี้ผู้พันคีรินทร์ยอมไม่ได้ คนทำผิดก็ว่ากันไปตามผิด ไม่อย่างนั้นใครๆ ได้หาว่าเขาลำเอียงเข้าข้างน้องเขยกันพอดี

                “ผมจะขังผู้หมวดทั้งสองเป็นเวลาสองวัน จากนั้นให้เข้าเวรตลอดทั้งกลางวันและกลางคืนเป็นเวลาห้าวัน” ผู้พันคีรินทร์สั่งลงโทษเมื่อกลับมาถึงฐานกันแล้ว ผู้หมวดทั้งสองจึงยืนตัวตรงแล้ววันทยาหัตถ์รับคำสั่ง ก่อนจะปลดอาวุธทุกอย่างออกจากตัวแล้วเดินไปเข้าห้องขังแต่โดยดี เพราะโทษที่ได้รับกันนี้ถือว่าไม่ใช่โทษหนักอะไร พวกเขารู้ดีว่าผู้พันเองก็ไม่ได้อยากจะทำแบบนี้หรอก แต่วินัยทหาร ทำผิดก็ต้องสั่งลงโทษ จะมาถือตัวมีอภิสิทธิ์เหนือคนอื่นไม่ได้เด็ดขาด ที่ผู้การไม่สั่งลงโทษพวกเขาก็คงเพราะอยากให้ผู้พันเป็นคนลงโทษเองมากกว่า เพราะถ้าผู้การเป็นคนสั่งลงโทษด้วยตัวเอง มันอาจจะมีผลเสียต่อประวัติราชการของพวกเขาได้

                “กูไม่เข้าใจจริงๆ เลยว่ามึงไปทำคุณไสยอะไรใส่ผู้การ ผู้การถึงได้โอ๋มึงนัก” พอผู้หมวดทั้งสองออกไปเข้าห้องขังแล้วผู้พันคีรินทร์ก็หันมาทางน้องเขยทันทีเมื่ออยู่กันแค่สองคนในห้องทำงานของตึกอำนวยการ

                “ผู้การท่านเข้าใจผมครับ ตั้งแต่รับราชการมานอกจากผู้พันก็มีผู้การคนนี้นี่แหละที่ผมมองว่าเป็นคนที่โอเคมากกว่าผู้บังคับบัญชาคนอื่นๆ ของผม” เป็นเรื่องยากที่คนอย่างผู้กองกรันณ์จะยอมก้มหัวให้ใครหากว่าคนๆ นั้นไม่ดีพอ

                “แต่ถึงผู้การไม่เอาผิดมึง กูก็ไม่ปล่อยมึงไปหรอก อย่าคิดว่าเป็นน้องเขยกูแล้วกูจะโอ๋มึง ถ้ามึงทำผิดกูก็จะจับมึง ถ้ามึงทำเลวกูก็กล้าฆ่ามึงรู้เอาไว้ด้วย”

                “ครับ ผมทราบเรื่องนี้ดี จัดการตามที่ผู้พันเห็นสมควรเถอะ” เพราะผู้พันเป็นคนยึดมั่นในความถูกต้องและยุติธรรมแบบนี้ไงเขาถึงได้เคารพ เรื่องนี้เขาผิด ผู้พันจะสั่งลงโทษเขาก็เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว

                “ในฐานะที่มึงเป็นตัวการในปฏิบัติการครั้งนี้กูจะสั่งขังมึงห้าวัน” ใจจริงก็อยากสั่งขังนานกว่านี้อยู่หรอก แต่ช่วงนี้ผู้กองกรันณ์มีภารกิจลับของทางหน่วยซีลที่ต้องทำ ผู้พันคีรินทร์จึงไม่อาจให้เขาเสียงานด้านอื่นด้วย

                “พอครบกำหนดก็อยู่เวรยาวๆ ไปเลยสิบวัน ไม่ต้องพัก”

                “ครับผม!” ผู้กองกรันณ์ยืนตัวตรงแล้ววันทยาหัตถ์รับ แต่เลยก็ต้องขมวดคิ้วขึ้นมาเมื่อเพิ่งจะนึกอะไรขึ้นมาได้ ในขณะที่ผู้พันคีรินทร์ยิ้มเยาะเขาออกมา

                “เดี๋ยวนะครับ ถูกขังห้าวัน อยู่เวรยาวอีกสิบวัน อ้าว! แล้วน้องนางไม้จะอยู่กับใครล่ะครับผู้พัน” ถูกสั่งลงโทษเขาไม่กลัว แต่เขากลัวการไม่ได้เจอหน้าเมียมากกว่า ตั้งแต่ที่เขาตะวาทเธอไปวันนั้นก็ดูเหมือนเธอจะกลัวเขาไม่หาย ถึงจะอยู่ด้วยกันและเขาดูแลเธอเป็นอย่างดีมากกว่าเคยแต่ก็มีบ่อยครั้งที่เธอมักจะสะดุ้งตกใจกลัวเวลาที่ได้ยินเสียงเขาพูดหรือตะวาทใส่ลูกน้อง เวลานอนด้วยกันแล้วเขาเอื้อมแขนไปกอดเธอ เธอก็ยังสะดุ้งตกใจไม่หาย

                “น้องกู กูมีปัญญาดูแล” ผู้พันคีรินทร์ว่า พักนี้เขาเองก็สังเกตเห็นเหมือนกันว่าน้องสาวของเขาดูจะกลัวๆ ผัวตัวเองแล้วก็ตกใจง่าย พอเขาถามเธอก็บอกว่าไม่มีอะไรเขาก็เลยต้องมาสอบสวนกับน้องเขยตัวเองแทนจึงได้รู้ว่ามันหึงบ้าบอจนคุมสติไม่อยู่แล้วหาเรื่องเธอเข้าอีกแล้ว แต่นี่มันเรื่องของผัวเมียแล้วก็เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ด้วยเขาก็เลยไม่อยากยุ่ง ตอนนี้ราชาวดีไม่ใช่น้องน้อยของเขาอีกต่อไปแล้ว เขายกเธอให้ไปอยู่ในความดูแลของคนอื่นแล้วเพราะงั้นเรื่องนี้เขาจะไม่เข้าข้างแล้วก็เอาแต่โอ๋เธอเด็ดขาด เอาไว้ผู้กองกรันณ์ทำผิดต่อเธอมากๆ จนยากจะให้อภัยก่อนแล้วเขาค่อยจัดการแบบเด็ดขาด ธรรมชาติของผัวเมียก็มีโกรธกัน งอนกันบ้างเป็นธรรมดา แล้วตอนนี้คนทั้งสองก็ดีกันแล้ว ดูซิคราวนี้ว่าถ้าห่างกันนานเป็นครึ่งเดือนมันจะเป็นยังไง

                “แต่ว่า...ผมเป็นห่วงเมียผม ผู้พันก็รู้ว่าผมทำผิดต่อน้องนางไม้เอาไว้”

                “มันเรื่องของผัวเมียกูไม่อยากยุ่ง มึงไปเข้าห้องขังได้แล้วไปแล้วก็ไม่ต้องห่วงแก้มด้วย เดี๋ยวกูให้แก้มไปนอนกับกู”

                “แต่ว่า...”

                “ถ้ามึงมีข้อแม้อีกแม้แต่น้อยล่ะก็กูจะย้ายมึงไปอยู่ที่อื่นไอ้รัน ไปเข้าห้องขังได้แล้ว!!!

                และด้วยเหตุนี้ผู้กองกรันณ์ก็เลยไม่อาจขัดขืนอะไรได้อีก ทันทีที่ปลดอาวุธออกจากตัวเสร็จก็เดินทำหน้าเซ็งๆ ไปเข้าห้องขังรวมกับผู้หมวดทั้งสองที่กระท่อมสำหรับคุมขังนักโทษของทางฐาน การถูกขังแบบนี้ไม่ได้ทำให้เขาซีเรียสอะไรหรอก แต่ที่เขาไม่สบายใจก็คือเขาเป็นห่วงราชาวดี พักนี้ดูเหมือนเธอจะไม่ค่อยสบาย เธอดูอ่อนแรงและหน้ามืดอยู่บ่อยๆ บางวันก็อาเจียนออกมาแบบไม่มีปี่ไม่ขลุ่ย ถ้าเขาไม่อยู่ดูแลเธอแล้วเธอจะเป็นยังไงบ้าง ให้ตายเถอะ เขาเป็นห่วงเธอเหลือเกิน ยามนอนเธอก็คงไม่ได้นอนในอ้อมกอดของเขาเหมือนทุกคืน ไม่มีเพื่อนอาบน้ำ ไม่มีคนไปว่ายน้ำเล่นเป็นเพื่อน ถึงผู้พันรับปากแล้วว่าจะดูแลเธอแทนเขาเป็นอย่างดี แต่ใครดูแลเขาก็ไม่อุ่นใจเท่ากับเขาได้ดูแลเธอเองหรอก น้องนางไม้ของพี่...คิดถึงเหลือเกิน

                “ฉันเอามื้อเย็นมาให้ผู้กองกับผู้หมวดทั้งสองค่ะ” เสียงใสๆ ดังขึ้นที่หน้ากระท่อมคุมขัง ทำให้คนที่ถูกขังอยู่สามคนหันมามองหน้ากันทันทีด้วยรอยยิ้ม โดยเฉพาะผู้กองกรันณ์เมื่อเขาเห็นเธอเดินเข้ามาในกระท่อมคุมขัง ซึ่งมีอาสาสมัครทหารพรานคนที่ยืนคุมหน้าห้องขังเดินตามเข้ามาด้วย

                “ช่วยเปิดประตูห้องขังให้ด้วยได้มั้ยคะ” เธอหันมาขออาสาสมัครทหารพรานคนที่เดินตามเข้ามา ซึ่งเขาก็มีทีท่าลำบากใจอยู่ไม่น้อย เพราะตามระเบียบแล้วเขาไม่มีสิทธิ์เปิดประตูห้องขังโดยพละการ

                “คือว่า...”

                “ฉันขอร้อง คุณเปิดประตูให้ฉันเข้าไปแล้วค่อยล็อคประตูก็ได้ ไว้ฉันจะกลับออกไปแล้วคุณค่อยมาปล่อยฉัน” ราชาวดีขอร้อง อาสาสมัครทหารพรานนายนี้ถึงจะดูลำบากใจแต่ใครจะกล้าไปขัดน้องสาวของผู้พันคีรินทร์และเมียของผู้กองกรันณ์ที่แสนจะโหดเหี้ยมกัน อย่างตอนที่ฐานถูกโจมตีเขาก็เกือบจะถูกฆ่าตาย ก็ได้ผู้กองนี่แหละช่วยจัดการคนร้ายที่จะฆ่าเขาให้จนเขามีชีวิตรอดกลับไปหาลูกเมีย อีกอย่างเจ็บไข้มาก็ได้คุณหมอช่วยดูแลรักษาอย่างดิบดี ถ้าจะต้องทำผิดระเบียบไปบ้างเขาก็ไม่รู้สึกเสียใจหรอก

                “เชิญครับคุณหมอ” เขายอมเปิดประตูให้เธอแต่โดยดีแล้วผายมือเชิญ ราชาวดีจึงเดินเข้าไปในห้องขังที่สามีกับผู้หมวดทั้งสองถูกขังอยู่ ทันทีที่เธอเดินเข้ามาถึงเธอก็วางข้าวของที่เอามาด้วยลงก่อนจะโผเข้าไปกอดสามีเอาไว้อย่างแสนรักและห่วงใยทำให้ผู้กองกรันณ์ต้องรีบกอดรับเธอเข้าสู่อ้อมแขนของเขา ให้ตายเถอะ แค่วันแรกหัวใจของเขาก็ทนแทบจะไม่ได้แล้ว

                “คนดีของพี่” เขาซุกหน้าลงกับแก้มนวลแล้วกอดเธอเอาไว้แน่น รู้สึกโล่งใจเป็นบ้าที่เธอมาอยู่กับเขาแบบนี้

                “พี่ภูใจร้ายสั่งขังพี่รัน” เธอว่าน้ำตาคลอก่อนจะซบหน้าเข้ากับอกแกร่งอีกครั้ง

                “อย่าว่าผู้พันเลย นี่มันโทษสถานเบาสุดๆ แล้ว พวกพี่ไม่มีใครรู้สึกเครียดหรือกังวลอะไรหรอกนะ ดีซะอีก ได้นอนพักยาวๆ หลังจากที่ทำงานเหนื่อยมานาน” เขาพูดเพื่อให้เธอสบายใจ ราชาวดีจึงหันมามองทางผู้หมวดทั้งสองที่ฉีกยิ้มยืนยันคำพูดของผู้กองอยู่ว่าพวกเขาไม่ซีเรียสกับเรื่องถูกสั่งขังเลยแม้แต่น้อย

                “นี่ไม่ใช่การถูกสั่งลงโทษครั้งแรกของพวกผมหรอกครับคุณหมอแก้ม นี่มันโทษเบามากๆ ลงโทษของจริงสำหรับพวกผมมันหนักกว่านี้เยอะ” ผู้หมวดคณินบอก

                “อีกอย่าง...คุกที่ฐานนี่มันขังพวกผมไม่ได้หรอกครับ ถ้าจะหนีออกไปก็สบายมากอยู่แล้ว” ผู้หมวดนทียืนยันอีกคน

                “เออใช่ เห็นทีพ้นโทษออกไปผมว่าต้องทำที่คุมขังให้แข็งแรงกว่านี้ซะแล้วสิหมวด เกิดจับคนร้ายได้พวกมันคงชะล่าใจแน่ๆ” ผู้กองกรันณ์แตะไปที่ผนังอีกด้านของห้องขังซึ่งเป็นไม้ไผ่เก่าๆ เริ่มผุเต็มทนแล้วก่อนจะหันมายิ้มหวานให้น้องนางไม้ของเขา ซึ่งพอเธอยิ้มตอบเขาก็ค่อยเบาใจหน่อย

                “หิวกันรึยังคะ แก้มเอามื้อเย็นมาให้ค่ะ” เธอบอกก่อนจะลุกไปหยิบปิ่นโตมื้อเย็นกลิ่นหอมฉุยไปให้ผู้หมวดทั้งสองและให้สามีของเธอด้วย

                “แก้มกลัวว่าทั้งสามคนจะหนาวกันค่ะก็เลยเอาผ้าห่มมาให้เพิ่มด้วยคนละผืน อ้อ! เดี๋ยวกินมื้อเย็นเสร็จต้องมาล้างแผลด้วยนะคะผู้หมวด” เธอบอกผู้หมวดนทีก่อนจะกลับมาหาสามีของตัวเองแล้วจัดแจงเปิดปิ่นโตมื้อเย็นออกให้เขา

                “วันนี้แก้มไปช่วยทำครัวมาค่ะ เลยทำเมนูผัดพริกแกงหมูกับต้มยำซี่โครงหมูให้ทุกคนในฐานกินกัน” เธอยิ้มบอกสามีแล้วส่งข้าวให้เขา แต่เขากลับยื่นมือมาจับแนบกับแก้มนวลของเธอเอาไว้อย่างห่วงใย

                “แก้มกินข้าวรึยัง ทั้งทำกับข้าวแล้วก็รีบเอามื้อเย็นมาให้พี่แบบนี้ ยังไม่ได้กินอะไรเลยใช่มั้ย”

                “แก้มไม่หิว...”

                “ไม่หิวก็ต้องกิน เอามานี่มา” ว่าแล้วเขาก็หยิบเถาปิ่นโตข้าวมาตักป้อนเธอ

                “อ้ำเร็วสิครับ” เขายื่นช้อนมาป้อน ราชาวดีจึงยอมกินแต่โดยดี แต่พอเขาจะป้อนเธออีกคำเธอกลับผลักมือเขาออกเบาๆ

                “สลับกันกินคนละคำนะคะพี่รัน แก้มอิ่มแต่พี่รันหิว แก้มกินไม่ลงหรอก”

                “เอางั้นก็ได้” เขายอมทำตามที่เธอว่าแล้วกินข้าวช้อนนั้นเองก่อนจะตักอีกคำมาป้อนเธอสลับกันไปมาอยู่อย่างนี้ ผู้หมวดทั้งสองที่นั่งกินข้าวอยู่อีกด้านของห้องขังได้แต่แอบยิ้มให้กันกับความรักของคนทั้งคู่ น่าอิจฉาผู้กองเสียจริง นอกจากจะได้เมียสวยเป็นนางฟ้าแล้วเมียยังแสนดีอีก ผู้หญิงที่ทั้งสวย งามทั้งกายงามทั้งใจแบบนี้ใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ ซะด้วยสิสมัยนี้

                หลังจากมื้อเย็นราชาวดีก็จัดการล้างแผลและเปลี่ยนผ้าพันแผลให้กับผู้หมวดนทีแล้วก็หันกลับมาดูแลอาการเจ็บป่วยของสามีตัวเองด้วย

                “แหม ความจริงผมน่าจะเจ็บตัวได้แผลเหมือนคนอื่นบ้างนะ ได้คุณหมอคนสวยมาดูแลรักษาให้แบบนี้น่าอิจฉาเป็นบ้า” ผู้หมวดคณินว่าขึ้นเมื่อราชาวดีตรวจร่างกายสามีของเธอเสร็จ ผู้กองกรันณ์ก็เลยหันไปแสยะยิ้มให้

                “อยากได้แผลหรอ เข้ามาใกล้ๆ ผมสิ เอาแผลซักสิบหรือยี่สิบเข็มดี”

                “เออ...มาคิดๆ ดูแล้วผมว่าผมไม่หางานเพิ่มให้คุณหมอแก้มดีกว่า” ผู้หมวดคณินถึงกับหน้าซีด รีบก้าวถอยห่างจากผู้กองกรันณ์ทันที

                “เอาน่าหมวด รออีกไม่กี่ปีเดี๋ยวก็ได้แฟนเป็นหมอเหมือนผู้กองแล้วนี่” ผู้หมวดนทีแซวเพื่อนเล่น ผู้หมวดคณินที่กำลังจะยิ้มรับกลับหน้าซีดไปอีกรอบที่ผู้กองของเขาหันมาจ้องตาเขียวด้วยอาการของโรคหวงน้องสาวยังรักษาไม่หายขาด

                “แก้ม โทรไปแม่พี่เดี๋ยวนี้เลย บอกแม่พี่ว่าพี่จะให้ยัยขวัญเรียนวิศวะ ไม่ต้องเป็นมันแล้วหมอ!

                “โห วิศวะเลยหรอครับผู้กอง คณะนี้ผู้ชายเรียนเยอะนะครับ” ผู้หมวดนทีว่า

                “งั้นเรียนวิทยาศาสตร์”

                “ผู้กองแน่ใจหรอครับ เกิดขวัญตาคิดค้นการทำระเบิดขึ้นมาได้ยุ่งแน่ๆ”

                “เรียนเป็นครูก็ได้”

                “ก็ไม่พ้นได้แฟนเป็นครูสิครับผู้กอง”

                “วะ!!! งั้นก็ไม่ต้องเรียน จับเข้าวัดแล้วบวชเป็นแม่ชีไปเลย!!!” คนหวงน้องว่าอย่างหงุดหงิดก่อนจะรีบกอดราชาวดีเอาไว้เมื่อเธอสะดุ้งตกใจที่เขาขึ้นเสียงอย่างหงุดหงิดแบบนี้ ผู้หมวดทั้งสองหัวเราะกันออกมาทันทีกับคนหวงน้องสาวหนัก ท่าทางงานนี้ผู้หมวดคณินคงจะฝ่าด่านพี่ชายของขวัญตายากแน่ๆ ยิ่งพี่ชายของเธอเป็นผู้บังคับบัญชาของเขาด้วยแล้ว

                “คุณหมอครับ” เสียงอาสาสมัครทหารพรานที่เฝ้ากระท่อมห้องคุมขังเดินเข้ามาเรียกราชาวดี “ผู้พันมารับกลับบ้านครับ” พอได้ยินแบบนี้ผู้กองกรันณ์ก็ค่อยๆ คลายกอดจากเธอทันที จะว่าไปนี่ก็ดึกแล้ว อากาศที่นี่ยิ่งเย็นกว่าที่บ้านพักอยู่เสียด้วยสิ

                “ดึกแล้วแก้มไปนอนเถอะนะ” เขาบอก แต่ราชาวดีกลับนิ่งเงียบ มองเขาที มองออกไปข้างนอกทีซึ่งเธอมองเห็นผู้เป็นพี่ชายกำลังยืนรออยู่ เธอลุกขึ้นเดินไปที่ประตูห้องขังที่อาสาสมัครทหารพรานคนที่มาตามเปิดให้ก่อนจะ...เอื้อมแขนไปปิดประตูเอาไว้ตามเดิมไม่ยอมเดินออกไป

                “ฝากบอกผู้พันด้วยนะคะว่าคืนนี้ฉันจะนอนที่นี่” คำพูดของเธอทำให้นายทหารทั้งสามที่ถูกลงโทษอยู่หันมามองหน้ากันทันที

                “แก้ม กลับบ้านเถอะที่นี่อากาศเย็นมากนะ ไม่สะดวกสบายอะไรเลย กลับไปกับผู้พันเถอะนะแล้วพรุ่งนี้ค่อยมาหาพี่ใหม่ก็ได้นี่ครับ” ผู้กองกรันณ์เดินเข้ามาหาเธอ แต่เธอกลับส่ายหน้าตอบแล้วเดินเข้ามากอดเขา

                “แก้มอยากอยู่กับพี่รัน ถึงแก้มกลับบ้านไปแก้มก็นอนไม่หลับอยู่ดี พี่รันให้แก้มอยู่ด้วยนะคะ”

                “นี่มันห้องขังนะแก้ม แก้มไม่ได้ทำอะไรผิดจะมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”

                “แก้มรู้” เธอว่า “แต่ว่า...แก้มอยากอยู่กับพี่รัน พี่รันบาดเจ็บอยู่แก้มเป็นห่วง”

                “พี่ไม่เป็นอะไรหรอก แก้มไม่ต้องห่วงพี่นะครับ” เขายิ้มบอกเธออีกแต่เธอกลับดื้อไม่ยอมฟัง ซ้ำยังหันไปพูดกับอาสาสมัครทหารพรานนายเดิมอีก

                “บอกผู้พันด้วยนะคะว่าฉันยังกลับไปไม่ได้ ผู้กองบาดเจ็บต้องมีหมอคอยดูแลอย่างใกล้ชิด” นี่เธอเล่นไม้นี้เลยหรอเนี่ย ผู้กองกรันณ์คิด ก่อนที่คุณหมอส่วนตัวของเขาจะหันมาทำหน้านิ่งใส่

                “ฉันต้องอยู่ดูแลผู้กองค่ะ เกิดเจ็บแผลหรือแน่นหน้าอกขึ้นมาอีกจะทำยังไงคะ” ไปติดนิสัยดื้อแล้วก็แสบแบบนี้มาจากน้องสาวของเขาแน่ๆ แม่น้องนางไม้ ผู้กองกรันณ์ส่ายหน้ายิ้มๆ ให้กับความเจ้าเล่ห์ของเธอ

                “ไปบอกผู้พันตามที่คุณหมอบอกละกันนะ ไว้พรุ่งนี้เช้าค่อยมาปล่อยคุณหมอออกไป” เขาหันมาสั่งอาสาสมัครทหารพรานที่ยืนทำหน้าลำบากใจอยู่ แต่พอผู้กองสั่งแบบนี้อาสาสมัครทหารพรานนายนี้ก็ยืนตัวตรงยกมือวันทยาหัตถ์รับคำสั่งของเขาทันทีก่อนจะล็อคประตูห้องขังให้เรียบร้อยตามเดิมแล้วจึงออกไปรายงานเรื่องนี้กับผู้พันคีรินทร์

                “เข้าใจใช้ความเป็นหมอของตัวเองให้เกิดประโยชน์จังเลยนะ”

                “เพื่อผัว แก้มทำได้ทุกอย่างค่ะ” เธอยิ้มบอกก่อนจะเดินเข้ามากอดเขาอย่างลืมตัวว่าผู้หมวดทั้งสองก็อยู่ด้วย รู้จักกันมานานก็เพิ่งจะเคยเห็นคุณหมออ้อนผู้กองก็คราวนี้แหละ

                “เออ...ผู้กองอยากแยกห้องขังมั้ยครับ มีผมสองคนอยู่แบบนี้ได้ทำอะไรไม่ถนัดแน่ๆ” ผู้หมวดนทีถามยิ้มๆ คนที่กำลังถูกเมียกอดเอาไว้แน่นอยู่เลยปั้นหน้าดุใส่

                “ทำอะไรไม่ถนัด”

                “ก็...เผื่อผู้กองอยากจู๋จี๋กับเมียไงครับ”

                “เหอะ! เรื่องส่วนตัวของผมกับเมียแบบนั้นผมไม่ทำต่อหน้าคนอื่นหรอก เมียผม ผมหวง” ว่าจบคนหวงเมียก็ถอดเสื้อทหารของตัวเองออกก่อนจะเอามาใส่ให้เธอแทนเพื่อความอบอุ่นแล้วพาเธอไปนั่งที่เตียงเล็กๆ ที่อีกมุมของห้องขัง

                “นอนหนุนตักพี่ก็แล้วกันนะคืนนี้” เขาบอก ราชาวดีจึงยิ้มแป้นพยักหน้ารับก่อนจะล้มตัวลงนอนหนุนตักของเขาอย่างว่าง่าย ขอแค่เธอได้อยู่กับพี่รันของเธอแบบนี้ ไม่ว่าจะยากลำบากแค่ไหนเธอก็ไม่หวั่นหรอก

                “เด็กดื้อ เตียงนอนนุ่มๆ อุ่นๆ ที่บ้านพักมีไม่ยอมไปนอน กลับมาอยากนอนอะไรในห้องขังแบบนี้” ผู้กองกรันณ์บ่นเธอแล้วจัดแจงห่มผ้าให้ เดิมในห้องขังก็มีผ้าห่มให้คนละผืนอยู่แล้ว ดีนะที่ราชาวดีเอาผ้าห่มมาให้เขากับผู้หมวดเพิ่มคนละผืนด้วย คืนนี้จึงพอจะช่วยคลายหนาวได้มากอยู่

                “ก็แก้มเป็นเมียพี่รันนี่คะ” เธอเงยหน้าขึ้นมาบอกเขา “แก้มจะร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพี่รันทุกอย่าง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตามแก้มก็จะอยู่ข้างๆ พี่รันเสมอ เราเป็นคู่ชีวิตของกันและกันนะคะ ผัวอยู่ที่ไหนเมียก็ต้องอยู่ด้วยสิ ต่อให้ยากลำบากกว่านี้แก้มก็จะอยู่กับพี่รัน แก้มรักพี่รันมากนะคะ” เธอดึงมือของเขามาจูบเบาๆ แล้วกอดเอาไว้ให้คนเป็นสามียิ้มหวานตามอย่างแสนรักพลางลูบศีรษะของเธอเบาๆ อย่างเอ็นดู

                “พี่ก็รักแก้มนะครับ แก้วตาดวงใจของพี่” ราชาวดียิ้มหวานแล้วพริ้มตาหลับลงอย่างอุ่นใจโดยที่ยังกอดมือของเขาเอาไว้อยู่

                “โหผู้กอง ผมเข้าใจแล้วสิว่าทำไมผู้กองถึงได้รักเมีย หวงเมียนัก เมียแสนดีขนาดนี้จะหาที่ไหนได้อีกล่ะเนี่ย”

                “จะไปหาที่ไหนก็หาไป แต่อย่าไปหาแถวๆ บ้านผมก็พอ” ผู้กองกรันณ์ตอบผู้หมวดคณินแล้วหันมายิ้มให้น้องนางไม้ของเขาด้วยความรักที่มีให้เธอเพียงคนเดียวแบบล้นใจ และคิดในใจว่าผู้หญิงที่แสนดีแบบนี้ไม่มีใครจะสามารถหาจากที่ไหนได้อีกแล้วล่ะ น่ารักและแสนดีแบบน้องนางไม้มีเพียงแค่คนเดียวในโลกนี้ และเขาโชคดีเหลือเกินที่หาเธอเจอและได้เธอมาครอง

                ตกดึกอากาศก็เริ่มหนาวเข้าไปทุกทีจนร่างบางที่นอนหนุนตักของเขาอยู่ขดตัวเข้าหากันแน่นและสั่นสะท้านจนผู้กองกรันณ์ที่นั่งพิงผนังห้องขังหลับตื่นขึ้นมากลางดึง แสงจากตะเกียงทำให้รู้ว่าผู้หมวดทั้งสองที่นอนอยู่อีกมุมของห้องขังนั้นหลับสนิทกันแล้ว เขาจึงค่อยๆ ล้มตัวลงนอนบนเตียงของตัวเองแล้วดึงเอาน้องนางไม้ที่นอนตัวสั่นเพราะความหนาวอยู่เข้ามาซุกในอ้อมกอดของเขา สองแขนแกร่งกอดรัดเธอเอาไว้แน่น ราชาวดีที่หลับไม่สนิทเพราะความหนาวจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น

                “...พี่รัน”

                “นอนซะนะคนดี มีพี่กอดอยู่แบบนี้ไม่หนาวหรอกนะครับ” เขาก้มลงมาจูบหน้าผากของเธอเบาๆ ราชาวดีจึงเอื้อมแขนมากอดแล้วก็ซุกตัวกับเขาแน่น อ้อมกอดของเขาทำให้เธอรู้สึกอุ่นขึ้นมาในทันที และอุ่นเข้าไปจนถึงหัวใจเลยด้วย ยิ่งแขนข้างหนึ่งของเขาพาดกอดแถวๆ ท้องของเธอเธอก็ยิ่งมีความสุข

                ลูกจ๋า อุ่นขึ้นมั้ยมีคุณพ่อกอดเอาไว้แบบนี้ ส่วนแม่ แม่อุ่นแล้วก็มีความสุขเหลือเกิน อดทนรออีกไม่กี่วันนะ ไว้คุณพ่อพ้นโทษออกไปเมื่อไหร่แม่จะทำให้เราพ่อแม่ลูกได้นอนกอดกันแบบนี้ทุกคืน ราชาวดีบอกกับลูกน้อยในใจแล้วจึงหลับไปอย่างมีความสุขอีกครั้งในอ้อมกอดของสามี

 

                หลังจากคืนนั้นผู้พันคีรินทร์ก็ไม่ยอมให้ราชาวดีเข้าไปนอนที่ห้องคุมขังสามีของเธออีก ผู้กองกรันณ์ถูกลงโทษอยู่แล้วเธอจะเข้าไปหาเขาได้ยังไง เธอไม่เข้าใจบ้างหรือว่าถูกลงโทษคือทำให้หมดอิสระภาพและขาดความสะดวกสบาย ถ้าขืนถูกขังคุกแต่ยังได้นอนกอดเมียทุกคืนแล้วเขาจะสั่งลงโทษผู้กองกรันณ์ไปทำไมกัน แค่ถูกขังห้าวันไม่ใช่ห้าเดือนหรือห้าปีที่จะได้ดิ้นทุรนทุรายจะเป็นจะตายแบบนี้

                “ใกล้จะลงแดงตายรึยัง” เขาถามน้องสาวที่นั่งเหม่อลอยอยู่ที่แคร่ไม้ไผ่ใกล้ๆ กับห้องคุมขัง ในมือกอดตุ๊กตาหมีตัวนุ่มเอาไว้ ซึ่งเขาจำได้ว่ามันเป็นตุ๊กตาที่ผู้กองกรันณ์ให้เธอในวันที่ทั้งสองคนไปเดทกันครั้งแรก นี่ไม่ได้กอดผัวก็กอดตุ๊กตาแทนงั้นหรอ แต่ก็นับว่ายังดีที่เธอเชื่อฟังเขา ไม่ขอร้องเขาเพื่อจะเข้าไปอยู่กับผู้กองกรันณ์อีกนับตั้งแต่วันที่เขาสั่งห้ามเธอ เขาไม่อยากให้ใครๆ เอาไปพูดว่าเธอติดผัวมากจนเข้าไปนอนกับผัวในคุก อีกอย่างผู้กองกรันณ์ก็เป็นผู้บังคับกองร้อยที่นี่ เป็นหัวหน้าคุมฐานแห่งนี้ทั้งหมด ขืนทำผิดแล้วถูกลงโทษขังคุกแต่ยังเอาเมียเข้าไปนอนด้วยแบบนี้แล้วลูกน้องที่ไหนจะเชื่อถืออีก

                “จะเข้าไปเยี่ยมมันอีกมั้ย” ผู้พันคีรินทร์นั่งลงข้างน้องสาวแต่เธอกลับส่ายหน้าปฏิเสธ

                “เดี๋ยวพี่รันก็จะออกมาหาแก้มแล้ว แค่ไม่กี่วันเอง” เธอบอกหากแต่สายตายังคงจับจ้องมองอยู่ที่ห้องคุมขังของสามี

                “อืม ดีแล้วที่คิดได้แบบนี้ ถูกลงโทษอยู่จะเอาเมียเข้าไปนอนกอดด้วยทุกคืนแล้วกฎระเบียบต่างๆ มันจะไปมีความหมายอะไร ทุกวันนี้ที่บ้านเมืองมันวุ่นวายอยู่ก็เพราะคนไม่เคารพกฎระเบียบ และกฎหมายนี่แหละ แก้มเป็นลูกทหาร น้องทหารแล้วก็เมียทหาร แก้มต้องเคารพกฎแล้วก็ห้ามฝ่าฝืนกฎเสียเองนะรู้มั้ย”

                “...แก้มเข้าใจค่ะ” เธอตอบ คิดถึงสามียิ่งนัก ป่านนี้เขาจะเป็นยังไงบ้าง ผู้หมวดทั้งสองก็ถูกปล่อยตัวออกมาแล้ว เขาอยู่คนเดียวคงจะเหงาแย่

                “นี่ก็เย็นมากแล้วกลับบ้านกันเถอะ หรือถ้าอยากเข้าไปบอกฝันดีมันก่อนก็ได้นะ”

                “ไม่ค่ะ” เธอตอบ “แก้มกลัวว่าถ้าเข้าไปแล้วจะหักห้ามใจตัวเองไม่อยู่ พี่รันก็บอกว่าไม่ต้องไปหาเขาบ่อยๆ หรอก เขาถูกลงโทษอยู่ถ้าแก้มไปหาบ่อยๆ มันจะดูไม่ดี แค่เอาข้าวปลาไปให้ทุกมื้อก็พอแล้ว” ว่าแล้วเธอก็ลุกขึ้นจะกลับบ้าน แค่คงเพราะช่วงนี้มีคนไข้จากชาวบ้านที่อยู่ใกล้ๆ ฐานมารักษาตัวกับเธอเยอะและความเป็นห่วงสามีจนลืมดูแลตัวเองทำให้เกิดอาการหน้ามืดจะล้มลง ผู้พันคีรินทร์เห็นเข้าจึงรีบกอดประคองเธอเอาไว้เสียก่อน

                “แก้ม เป็นอะไร” เขาถามน้องสาวแต่ราชาวดีกลับส่ายหน้าตอบแล้วก็คลื่นไส้อ้วกออกมา

                “ไม่สบายอีกแล้วใช่มั้ย” เขาถามเมื่อเห็นว่าน้องสาวอ้วกก็จริงแต่กลับไม่มีอะไรถูกสำรอกออกมาเลย หน้าตาของเธอซีดเผือดมากจนน่าตกใจ

                “ผู้พันครับ คุณหมอเป็นอะไรรึเปล่า” ผู้หมวดนทีที่เดินผ่านมาเห็นเข้ารีบถามขึ้นเมื่อเห็นผู้พันกอดประคองน้องสาวเอาไว้และราชาวดีก็ตัวอ่อนปวกเปียกไปหมด

                “พี่รัน...” เธอเรียกหาสามีเสียงแผ่วก่อนจะค่อยๆ วูบหมดสติไปผู้พันคีรินทร์ก็ยิ่งร้อนใจเข้าไปใหญ่รีบช้อนตัวน้องสาวขึ้นอุ้มกลับไปที่ห้องพยาบาลโดยมีผู้หมวดนทีตามไปด้วยอีกคน

                เมื่อมาถึงเขาก็วางน้องสาวเอาไว้บนเตียงคนไข้ก่อนจะให้ผู้หมวดนทีช่วยหาแอมโมเนียมาให้เพราะเขากับผู้หมวดคณินมักจะได้เป็นลูกมือช่วยเธอตอนรักษาคนไข้ ผู้หมวดทั้งสองจึงได้วิชาความรู้ด้านการแพทย์จากเธอมาบ้างระดับหนึ่ง

                “หมอป่วยแล้วใครจะรักษาหมอกันล่ะเนี่ย” ผู้พันคีรินทร์บ่นแล้วเอาสำลีชุบแอมโมเนียมาให้น้องสาวดม ผู้หมวดนทีจึงเอาน้ำใส่อ่างเล็กๆ พร้อมกับผ้าเช็ดตัวมาส่งให้เขาอีก

                “ผู้พันเช็ดตัวให้คุณหมอเถอะครับ เผื่อคุณหมอจะรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง”

                “ขอบใจหมวด” ผู้พันคีรินทร์รับอ่างน้ำกับผ้าเช็ดตัวมา ผู้หมวดนทีจึงรูดม่านกั้นเตียงให้ก่อนจะถอยห่างออกมาเพื่อรอให้ผู้พันเรียกใช้ จะว่าไปเขาก็สังเกตเห็นว่าพักนี้ราชาวดีดูเหมือนคนไม่ค่อยสบายเลย จริงอยู่ที่ร่างกายเธอดูมีน้ำมีนวล ผิวพรรณเปล่งปลั่งขึ้น สวยขึ้นกว่าเดิมมาก แต่...เธอหน้าซีดบ่อย เป็นลมง่าย บางทีก็อยากอ้วกออกมาแบบไม่มีสาเหตุ อารมณ์ก็ดูขึ้นๆ ลงๆ แปรปรวนง่ายมาก อาการแบบนี้เขาไม่เคยเห็นทหารในฐานเป็นมาก่อนเลย ที่กรมทหารพรานก็ไม่เคยมีใครป่วยแบบเธอด้วย ลูกน้องเขาก็ไม่มี แล้วราชาวดีป่วยเป็นอะไรกัน

                ผู้พันคีรินทร์เองก็สงสัยไม่น้อยว่าช่วงนี้น้องสาวตัวเองเป็นอะไรถึงได้ไม่สบายบ่อยแบบนี้ อยู่ห่างผัวทีไรป่วยทุกที แต่เวลาที่เธอได้อยู่กับผู้กองกรันณ์ กลับร่าเริงแข็งแรงดีราวกับคนที่ไม่เคยป่วยไข้มาก่อน อะไรมันจะรักกันขนาดนั้นนะ แต่เขาก็เข้าใจแหละ ราชาวดีเป็นคนที่ถ้าได้รักใครแล้วจะทุ่มให้หมดทั้งใจ จะรักแล้วก็บูชาคนๆ นั้นเป็นเทพเจ้าประจำตัวของเธอเลยก็ว่าได้ เธอจะภักดิ์ดีต่อคนๆ นั้น ในสายตาของเธอจะมีเพียงแค่เขา เพราะแบบนี้ไงตอนที่ไตรทศปฏิเสธความรักของเธอ เธอถึงได้จะเป็นจะตายจนพยายามจะฆ่าตัวตายตั้งหลายครั้งหลายหน แต่คราวนี้ความรักที่เธอมีให้ผู้กองกรันณ์มันกลับมากยิ่งกว่าที่เคยให้ไตรทศเสียอีก คงเพราะผู้กองกรันณ์เองก็รักเธอมาก เอาใจ ตามใจเธอทุกอย่าง ทะนุถนอมเธอราวกับไข่ในหิน ยิ่งเป็นแบบนี้ราชาวดีก็ยิ่งหลงเขามาก นี่ผู้พันคีรินทร์ไม่อยากจะคิดเลยว่าหากสักวันผู้กองกรันณ์เกิดเป็นอะไรขึ้นมาราชาวดีจะทำใจรับได้มั้ย

                “...พี่ภู” เสียงเธอเรียกเขาอย่างแผ่วเบาเมื่อเขาเช็ดตัวให้เธอเสร็จแล้วดึงเอาผ้าห่มมาห่มให้

                “ฟื้นแล้วหรอ” เขาถามแล้วเข้าไปนั่งลงที่ข้างเตียงของเธอก่อนจะยื่นมือไปเกลี่ยเส้นผมออกจากแก้มนวลให้

                “พักนี้แก้มเป็นอะไร ตั้งแต่กลับมาจากนราธิวาสแก้มดูไม่สบายตลอดเลยนะ”

                “แก้มสบายดี”

                “เดี๋ยวนี้หัดโกหกพี่แล้วหรอ”

                “...”

                “หรือว่าพี่ไม่ใช่พี่ภูคนเดิมของแก้มแล้ว เราสองคนไม่เคยมีความลับต่อกันเลยนะ ทุกทีเวลาที่มีปัญหาอะไรแก้มจะเล่าให้พี่ฟังตลอดเลยไม่ใช่รึยังไง” เขาลูบศีรษะเธอเบาๆ แล้วแนบมืออุ่นๆ เข้ากับแก้มนวลจนราชาวดีต้องรีบกุมมือเขาเอาไว้

                “โธ่พี่ภูขา” เธอยิ้มบางๆ ออกมากับน้ำเสียงน้อยใจของเขา พี่ชายของเธอแสนดีกับเธอมากเหลือเกิน เห็นเธอแพ้ท้องหนักแบบนี้เขาคงจะเป็นห่วงเธอมาก หรือเธอควรเปลี่ยนใจแล้วบอกเขาดีว่าเธอกำลังจะมีหลานให้ แล้วที่เห็นเธอติดสามีมากๆ ก็เพราะมันเป็นอาการแพ้ท้องของเธอ

                “แก้มยอมแล้ว แก้มจะบอกก็ได้ว่าแก้มเป็นอะไร...แต่ขอแก้มบอกพี่รันเป็นคนแรกได้มั้ยคะ รอพี่รันพ้นโทษออกมาก่อน”

                “นี่หลงผัวจนเห็นมันดีกว่าพี่แล้วใช่มั้ย” เขาว่าอย่างน้อยใจเข้าไปอีก ราชาวดีจึงเพียงแค่ยิ้มบางๆ ให้เขา เพราะเรื่องนี้คนที่ควรจะรู้เป็นคนแรกก็คือสามีของเธอ คือพ่อของลูกเธอสิ

                “...อีกสองวันใช่มั้ยคะพี่รันถึงจะได้ออกมา” เธอเปลี่ยนเรื่อง ผู้พันคีรินทร์ก็ยิ่งถอนหายใจออกมาอีกกับความหลงผัวของน้องสาวตัวเอง

                “ใช่”

                “ถ้าพี่รันออกมาให้พี่รันมาหาแก้มนะ แก้มคิดถึง” เธอว่าก่อนจะพลิกตัวนอนหันหลังให้เขา กอดตุ๊กตาตัวเดิมเอาไว้แน่น ผู้พันคีรินทร์ก็เลยต้องถอยออกมายืนอยู่กับผู้หมวดนทีอย่างจนใจเมื่อเธอไม่ยอมบอกว่าตัวเองป่วยเป็นอะไรเสียทีจนเขาใจคอไม่ดีไปหมด กลัวว่าน้องสาวจะป่วยเป็นโรคอะไรร้ายแรงจนไม่กล้าบอก เพราะแม่ของเขาเองก็เจ็บป่วยหนักก่อนจะเสียชีวิต ตอนเด็กๆ เขาจำได้ว่าพ่อเคยบอกว่าแม่มีฝาแฝด แต่แฝดของแม่ป่วยหนักจนตายตั้งแต่ยังเด็ก แม่ของเขารอดชีวิตมาได้และได้แต่งงานกับพ่อ ซึ่งคนทั้งคู่อายุห่างกันมากเกือบยี่สิบปีเลย แม่ของเขาที่ตอนนั้นยังเป็นแค่เด็กนักเรียนอยู่รักพ่อของเขามากจึงได้แอบหนีตามมาอยู่กับพ่อของเขาซึ่งเป็นทหารพรานต้องย้ายที่ประจำการ พอหนีตามพ่อมาทั้งคู่แต่งงานอยู่ด้วยกันจนพ่อของเขาไต่เต้าจากอาสาสมัครทหารพรานธรรมดาขึ้นมาเป็นข้าราชการทหารเต็มตัว มียศ มีลูกน้องมากมาย ครอบครัวของเขาอบอุ่นมาก พ่อกับแม่รักใคร่กันดี รักกันมากเหมือนราชาวดีกับผู้กองกรันณ์ในตอนนี้ แต่หลังจากที่คลอดราชาวดีได้ไม่นานแม่ของเขาก็จากไปด้วยโรคเดียวกับฝาแฝด พ่อของเขาเสียใจมากกับการเสียคนรักไปจนแทบไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อ พ่อของเขาไม่ค่อยกลับบ้าน ออกไปทำภารกิจต่างๆ ตลอดเพื่อให้งานช่วยทำให้ลืมความเศร้าเสียใจ หน้าที่ดูแลราชาวดีจึงเป็นของเขาตั้งแต่นั้นมา ทุกครั้งในการทำภารกิจของพ่อมักจบมาด้วยชัยชนะแห่งความกล้าหาญ พ่อของเขามีชื่อเสียงในความเก่งกล้าจนเป็นที่เลื่องลือในกองทัพ แต่คนเก่ง คนมีชื่อเสียงก็มักจะถูกจับตามองโดยเฉพาะจากฝั่งของคนร้าย ในภารกิจสุดท้ายของพ่อ พ่อของเขาก็จากไปและป่านนี้ก็คงได้ไปอยู่กับแม่สมใจแล้ว เขากลัวเหลือเกินว่าราชาวดีจะป่วยเหมือนกันกับแม่ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นเขาคงทำใจไม่ได้แน่ๆ เขามีเธอเพียงแค่คนเดียว ที่เขามาเป็นทหารส่วนหนึ่งก็อยากเดินตามรอยพ่อ แต่อีกส่วนก็เพื่อปกป้องเธอ ยิ่งเขาเป็นทหารกล้า ยิ่งมียศตำแหน่งสูงก็จะยิ่งไม่มีใครกล้ามาทำร้ายน้องสาวของเขา ที่เขาทำทุกอย่างก็เพื่อความสุขของเธอคนเดียว

                “หมวดพอจะรู้มั้ยว่าอาการของยัยแก้มน่ะป่วยเป็นอะไร” เขาถามผู้หมวดนทีเมื่อเดินออกมาที่หน้าห้องพยาบาลกันแล้ว “ลูกน้องของหมวดเคยมีใครป่วยแบบยัยแก้มบ้างมั้ย”

                “ไม่มีเลยครับผู้พัน ทหารพรานทุกคนไม่เคยมีใครป่วยแบบคุณหมอเลย พวก ตชด. ก็ไม่มีใครเป็นแบบนี้ด้วยครับ” ผู้หมวดนทีเองก็จนใจ อดเป็นห่วงราชาวดีไม่ได้ ในยามที่พวกเขาล้มเจ็บเธอจะเป็นคนคอยดูแลรักษาอย่างใส่ใจ แต่พอเธอมาล้มป่วยเสียเองแบบนี้เขากลับช่วยอะไรเธอไม่ได้เลย

                “จริงสิครับ คุณหมอเอื้อยน่าจะช่วยได้นะครับผู้พัน พวกเขาเป็นเพื่อนสนิทกัน คุณหมอแก้มน่าจะยอมเล่าอะไรให้เพื่อนฟังบ้าง”

                “ยัยแก้มไม่เล่าหรอก ผมเคยถามหมอเอื้อยแล้ว”

                “งั้นให้หมอเอื้อยมาตรวจรักษาเป็นไงครับ”

                “หมอเอื้อยเป็นหมอสูตินารีนะผู้หมวด เขามีหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับคนท้องแล้วก็เรื่องส่วนตัวของผู้หญิง ไม่ใช่หมอวินิจฉัยโรคแล้วก็รักษาแบบยัยแก้ม”

                “หรือว่าคุณหมอแก้มจะท้องครับ คุณหมอแก้มกับผู้กองรักกันมาก นี่ก็แต่งงานกันจนน่าจะท้องได้แล้วนะ”

                “ผมก็เคยคิดแบบหมวด แต่ยัยแก้มยืนยันแล้วว่าไม่ได้ท้อง คนท้องมันก็ต้องมีอาการให้เห็นตลอดสิ นี่อะไร ป่วยแค่ตอนอยู่ห่างผัว ตอนอยู่กับผัวล่ะสดใสร่าเริงดีเหมือนคนไม่ได้เป็นอะไร ถ้าไม่ได้ป่วยเป็นโรคร้ายแรงอะไรผมว่าก็เป็นโรคหลงผัวไม่เลิกนี่แหละ” ผู้พันคีรินทร์ว่าเซ็งๆ จนอีกฝ่ายเผลอหัวเราะออกมากับโรคหลงผัวที่ว่า เอ...หรือจะจริง อย่างคืนแรกที่เขากับผู้กองถูกจับขังราชาวดีก็ไม่ยอมอยู่ห่างจากผู้กองเลย ซ้ำตอนนอนก็ยังกอดผู้กองของเขาแน่นอีก รักผัวมากขนาดนี้เขาก็เพิ่งจะเคยเห็นนี่แหละ

                “เออ แล้วนี่ผู้หมวดคณินจะออกเดินทางพรุ่งนี้ใช่มั้ย” ผู้พันคีรินทร์ถามถึงลูกน้องอีกคนที่เขาใช้ให้ไปติดต่อราชการที่กรุงเทพฯ แทน ความจริงก็ว่าจะใช้ผู้หมวดนทีไป แต่ผู้หมวดนทียังบาดเจ็บที่แขนอยู่ถ้าไปก็คงจะทำงานได้ไม่สะดวก

                “ใช่ครับ เห็นว่าจะออกไปแต่เช้า นี่ถ้าผู้กองรู้ว่าผู้หมวดคณินไปราชการที่กรุงเทพฯ ได้คลั่งจนพังคุกออกมาแน่ๆ” ผู้หมวดนทีคิด เพราะราชการที่ผู้หมวดคณินไปนั้นคือการอบรมทหารเกณฑ์ที่เข้ามาประจำการใหม่ ซึ่งจะอบรมในเรื่องของอาวุธและศิลปะการต่อสู้กับคนร้ายในแบบต่างๆ เพราะข่าวที่ฐานถูกโจมตีล่าสุดนั้นเป็นข่าวดังไปทั่วประเทศ การได้ทหารพรานที่อยู่ในเหตุการณ์ไปช่วยอบรมด้านอาวุธและการต่อสู้ รวมถึงเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับประสบการณ์ต่างๆ ในสนามรบให้ฟังอาจจะทำให้เหล่าทหารใหม่ที่เพิ่งจากครอบครัวมามีใจฮึกเหิม มีพลังใจในการเป็นทหารกันมากขึ้น ซึ่งการให้ผู้หมวดคณินไปเป็นผู้อบรมนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ควรแล้วเพราะเขามีประสบการณ์ทั้งจากการปฏิบัติหน้าที่จากนราธิวาสและแม่สอด คนที่เอาจริงเอาจังอย่างผู้หมวดคณินน่าจะทำงานนี้ได้ดีกว่าเขา

                “อ้อจริงด้วย ผมก็ลืมไปว่าค่ายทหารที่ว่าเนี่ย อยู่ใกล้ๆ กับโรงเรียนของขวัญตาเลย” ผู้พันคีรินทร์แสยะยิ้ม “ไม่ต้องบอกเรื่องนี้กับผู้กองกรันณ์นะ ไว้ออกจากห้องขังแล้วค่อยบอก” ผู้หมวดนทีอดขำตามไม่ได้เมื่อรู้ว่าผู้พันรู้เห็นเป็นใจในการหาน้องเขยให้ผู้กองกรันณ์มาก แต่เขาก็เชื่อล่ะว่าผู้หมวดคณินนั้นเป็นสุภาพบุรุษมากพอ เขาไม่มีทางทำเรื่องเสียหายแน่ๆ ยิ่งกับเด็กอย่างขวัญตาเขาคงทำไม่ลง จะมีก็แต่ขวัญตาเองนี่แหละจะป่วนเขาจนเขาไปไม่เป็น ผู้หมวดคณินนั้นเก่งเรื่องรบก็จริง แต่เรื่องผู้หญิงนั้นก็ไม่ต่างจากผู้พันหรอก กล้าๆ กลัวๆ ไปหมด ยิ่งเด็กผู้หญิงแสบๆ อย่างขวัญตาด้วยแล้ว ดีไม่ดีผู้หมวดคณินอาจจะถูกเด็กเตะก้านคอจนเสียเชิงชายชาติทหารก็เป็นได้

 

                ผู้กองกรันณ์ยืนบิดขี้เกียจอยู่หน้าห้องขังในเวลาเช้ามืดเมื่อพ้นโทษตามกำหนดแล้ว ห้าวันมานี่ไม่ได้โกนหนวดโกนเคราใบหน้าหล่อเหลาจึงยิ่งคมเข้มเข้าไปใหญ่ ส่งผลให้เขาแลดูหน้าดุอย่างไม่ได้ตั้งใจ เหล่าลูกน้องได้แต่มองเขาอย่างหวาดๆ โทษที่เขาได้รับนี้มีสาเหตุมาจากการที่เขาลอบไปเล่นงานศัตรูและฆ่าอีกฝ่ายตายทั้งค่าย ความโหดของเขาเพียงเท่านี้ก็ทำให้เหล่าลูกน้องเกรงกลัวกันมากแล้ว จะมีก็แต่ผู้พันคีรินทร์นี่แหละที่เก่งกว่าจับเอาเสือร้ายอย่างเขามาใส่กรงขังได้ และตอนนี้เสือร้ายก็ออกมาจากกรงขังแล้ว ใครกันจะเป็นรายต่อไปที่จะถูกเสือร้ายตัวนี้ขย้ำ

                “พี่รันขา” เสียงหวานที่ร้องเรียกสามีก่อนที้เธอจะรีบวิ่งเข้ามากอดเขาเอาไว้แน่นอย่างดีใจทำให้หลายๆ คนพอจะรู้แล้วว่าเหยื่อรายแรกที่จะโดนขย้ำจะเป็นใคร ก็คนที่เพิ่งจะวิ่งเข้าไปกอดเสือร้ายตัวนี้นี่ไง

                “คิดถึงจังเลยค่ะ คิดถึงที่สุดเลย” ราชาวดีกระโดดขึ้นมาหอมแก้มเขาฟอดใหญ่ให้คนเป็นสามีกอดรัดเธอเอาไว้แน่นด้วยคิดถึงไม่ต่างกัน

                “พี่ไม่ได้อาบน้ำตั้งหลายวัน ไม่เหม็นรึไง”

                “ไม่เลยค่ะ พี่รันของแก้มตัวหอมจะตาย” ว่าแล้วเธอก็หอมแก้มเขาอีกฟอดใหญ่เป็นการยืนยัน คนที่ถูกหอมแก้มก็ยิ่งยิ้มแก้มปริอย่างถูกใจ

                “หมวดเคราขึ้นเยอะเลย สนใจให้คุณหมอแก้มโกนออกให้มั้ยคะ” เธอถาม เพราะนับตั้งแต่แต่งงานกันมาเธอจะเป็นคนโกนหนวดเคราให้เขาตลอด

                “มันหน้าที่ของคุณหมออยู่แล้วไม่ใช่หรอครับ ปะ ไปน้ำตกกัน ผมคิดถึงคุณหมอจะแย่ ห้าวันเชียวนะ งานนี้ต้องทบต้นทบดอกให้คุ้ม” เขาพูดให้ได้ยินกันแค่สองคนก่อนจะโอบกอดร่างบางของเมียรักให้เดินไปด้วยกัน ซึ่งผ่านหน้าผู้หมวดนทีกับผู้พันคีรินทร์ไปด้วย

                “เรื่องงานเดี๋ยวผมมาเคลียร์นะหมวด ขอทำธุระส่วนตัวก่อน” ว่าแล้วก็เดินออกไปกับเมียจนผู้หมวดนทีหันมายิ้มเก้อๆ กับผู้พันคีรินทร์

                “เห็นมั้ย พอได้เห็นหน้าผัวก็หายป่วยเป็นปลิดทิ้ง สดใสขึ้นมาจนคนที่นอนซมเมื่อวานหายไปเลย” ผู้พันคีรินทร์เบ้ปากใส่น้องสาวตัวเอง

                “เอาน่าผู้พัน ไม่ดีหรอครับเดี๋ยวก็ได้เลี้ยงหลานแล้ว”

                “เออ ก็ขอให้หลานผมอย่าเลือดเย็นเหมือนพ่อมันก็แล้วกัน” ผู้พันคีรินทร์ลองนึกสภาพดู ถ้าราชาวดีกับผู้กองกรันณ์มีลูกชายหลายๆ คน แน่นอนว่าคนเป็นพ่อต้องอยากให้ลูกชายเป็นทหารเหมือนตัวเองแน่ๆ แล้วถ้าลูกชายทุกคนมีนิสัยเหมือนผู้กองกรันณ์นะ เฮอะ! หายนะได้มาเยือนแน่ๆ เขาขอให้หลานของเขาเป็นหลานสาวละกัน หลานสาวน่ารักๆ แบบราชาวดี ถ้าได้หลานสาวมานะ แม้แต่ดาวกับเดือน ถ้าหลานของเขาอยากได้เขาก็จะหามาให้


*********************************************************************************

ช่วงนี้ไรท์ติดทำงานส่งอาจารย์ที่มหาลัยนะคะ ปั่นงานจนนิ้วแทบล็อค 

อาจมาลงช้าบ้าง แต่จะพยายามหาเวลามาลงให้ได้ค่ะ

ความจริงว่าจะลงตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่ดันหลับคาจอคอมแบบไม่รู้ตัวซะงั้น 

ตื่นมาอีกทีก็เช้าเลย 555


ใครติ่งเกาหลีอย่าลืมมากรี๊ดไปพร้อมๆ กันกับท่านขวัญตานะคะ

แล้วเจอกันตอนหน้าจ้า ^O^


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 287 ครั้ง

2,198 ความคิดเห็น

  1. #920 pipatoapha (@pipatoapha) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2562 / 09:50

    เข้าใจนะว่ารักกันไม่อยากแยกจากกัน แต่ดูไม่ค่อยจะมีเหตุผลเอาซะเลย เหมือนงี่เว้ามากกว่า ทั้งคู่เลย

    #920
    1
  2. #156 SKam_NITA (@SKam_NITA) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 23 มีนาคม 2562 / 13:00
    รอเลยค่าผู้หมวดคณินเข้ากรุงทั้งที
    #156
    0
  3. #155 เหม่ย (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 23 มีนาคม 2562 / 07:10

    ท่านขวัญตา กำลังจะมา. เข้าแถวรอด้านหน้าเลย

    #155
    0
  4. #154 Nagina Meen (@meenniemeen) (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 22 มีนาคม 2562 / 23:36
    รอผู้หมวดคณิณเลยค้าา​
    #154
    0