ป้องรัก ห่มใจ

ตอนที่ 40 : ความสงบในพื้นที่สีแดง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10,435
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 301 ครั้ง
    17 เม.ย. 62


40.ความสงบในพื้นที่สีแดง

  

                เพราะก่อนตายตันหยงได้ทำหน้าที่ของทหารพรานหญิงเป็นครั้งสุดท้ายและเธอตายก็เพื่อสละชีวิตปกป้องผู้บังคับบัญชาพิธีศพของเธอจึงจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และสมเกียรติ ข่าวการถูกโจมตีของฐานทหารพรานที่เกิดขึ้นกลายเป็นข่าวเด่นข่าวดังขึ้นมาจนผู้คนทั้งประเทศต่างก็ให้ความสนใจเนื่องจากพ่อค้ายารายใหญ่อย่างแสนดาที่หนีจากการจับกุมคราวก่อนไปได้เสียชีวิตในเหตุการณ์ด้วย รวมถึงยะมิน พ่อค้าอาวุธเถื่อนที่มีหมายจับติดตัวทั้งจากฝั่งไทยและฝั่งพม่า พิธีรับศพของตันหยงกลับมาทำพิธีที่นราธิวาสจึงมีนักข่าวมาทำข่าวกันมากมาย มีทหารและตำรวจจากกรมกองต่างๆ จัดขบวนแถวมาร่วมไว้อาลัยตลอดเส้นทาง ราชาวดียืนมองโลงศพสีขาวที่คลุมด้วยผืนธงชาติไทยมีเพื่อนพี่น้องทหารพรานช่วยกันแบกมาด้วยน้ำตานองหน้า ไม่อยากจะยอมรับจริงๆ ว่าตันหยงจะตายแล้ว ที่ตันหยงตายก็เพื่อช่วยชีวิตของเธอกับสามีเอาไว้แท้ๆ จึงก่อเกิดเป็นความรู้สึกผิดขึ้นมาภายในใจ แต่คุณหญิงกรกชที่มาร่วมงานศพครั้งนี้ด้วยก็ได้แต่ให้กำลังใจราชาวดีและบอกว่าตันหยงได้ทำหน้าที่ที่สมเกียรติของเธอแล้ว

                เพราะความเสียสละและความกล้าหาญของตันหยงทำให้ได้รับพิธีพระราชทานเพลิงศพ ภายในวัดที่จัดพิธีศพของเธอจึงมีนายทหารตำรวจตำแหน่งใหญ่โตมากมายมาร่วมด้วย และเพราะสถานที่จัดงานอยู่ที่นราธิวาสจึงมีการรักษาความปลอดภัยอย่างแน่นหนา ผู้กองกรันณ์ที่อยู่ในชุดข้าราชการทหารสีกากีแกมเขียวปฏิเสธที่จะให้ข่าวใดๆ กับนักข่าวที่ถามถึงเรื่องราวขณะที่ฐานถูกโจมตี สิ่งที่เขาพูดมีเพียงแค่การพูดเชิดชูเกียรติของตันหยงเท่านั้นก่อนจะเดินหนี แต่พอนักข่าวมาตื้อจะขอข่าวจากเขาให้ได้ ทันทีที่ผู้กองหนุ่มหันมามองด้วยสายตาดุๆ ก็ไม่มีใครกล้าเซ้าซี้เขาอีกก่อนจะรีบพากันหันมาสัมภาษณ์ผู้พันคีรินทร์แทน ซึ่งผู้พันก็ไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้มากเพราะเขาไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์มาตั้งแต่ต้น และการปะทะกันครั้งนี้ก็มีน้องสาวของเขามาเกี่ยวข้องด้วย เขาไม่อยากจะให้มีเรื่องราวโยงมาถึงราชาวดีจึงเพียงแค่เล่าเหตุการณ์พอคร่าวๆ ไม่ลงรายละเอียดลึกให้มากแล้วก็กล่าวชื่นชมตันหยงเท่านั้น

                “แก้ม ไปรดน้ำศพตันหยงกับพี่เถอะ” ผู้กองกรันณ์เดินเข้ามาหาเธอที่ยังคงนั่งอยู่กับท่านนายพลปภพและคุณหญิงกรกชร่วมกับเจ้าหน้าที่นายทหารชั้นผู้ใหญ่มากมาย

                “พี่รัน...” เธอดึงมือสามีที่กอดประคองเธอเอาไว้แล้วเงยหน้าขึ้นมองเขาน้ำตาคลอ

                “มีอะไรรึเปล่าครับ”

                “แก้มรู้สึกผิด” เธอว่าก่อนที่น้ำตาจะค่อยๆ ร่วงออกมา “คุณตันหยงเธอตายก็เพราะวิ่งเข้ามาบังกระสุนปืนให้เรา แล้วแก้มก็เป็นหมอแต่แก้มรักษาเธอไม่ได้ คนไข้นอนเจ็บอยู่ตรงหน้าแต่แก้มก็รักษาไม่ได้”

                “มันไม่ใช่ความผิดของแก้มเลยนะ” เขากอดเธอเอาไว้อย่างปลอบขวัญ “ต่อให้มีหมอเป็นสิบมาช่วยกันรักษา เราก็ไม่สามารถรักษาตันหยงได้หรอก หมอที่ชันสูตรศพบอกว่ากระสุนสองนัดโดนเข้าที่จุดสำคัญของร่างกาย...”

                “แต่เขาก็ตายเพราะช่วยชีวิตเราเอาไว้นะคะ”

                “ไม่มีใครอยากให้เหตุการณ์แบบนี้มันเกิดขึ้นหรอกนะ แก้มฟังพี่นะครับ” เขาก้มลงมาหาเธอแล้วใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาให้เธออย่างแผ่วเบา “แก้มต้องเข้มแข็งนะ พี่รู้ว่าแก้มรู้สึกไม่ดี พี่เองก็รู้สึกไม่ดีเหมือนกันที่ตัวเองรอดตายมาได้เพราะตันหยงมาช่วย เราจะรู้สึกไม่ดีแบบนี้ก็ได้ แต่เราอย่าลืมนะว่าตันหยงเขาสละชีวิตของเขาให้เราแล้ว เราต้องอยู่ต่อไปอย่างเข้มแข็ง อย่าให้การที่เขาต้องสละชีวิตเพื่อช่วยเรานั้นต้องเสียเปล่า ยิ่งเกิดเหตุการณ์แบบนี้มันยิ่งทำให้พี่เข้มแข็งมากขึ้น พี่จะไม่ยอมให้ตันหยงต้องตายเปล่า พี่จะต้องตามล่าและจัดการไอ้พวกสารเลวค้ายานั่นให้ได้ แก้มเองก็เหมือนกันนะครับ แก้มต้องเป็นคุณหมอที่เข้มแข็ง ใช้ชีวิตที่ตันหยงเขาสละให้นี้เพื่อดูแลรักษาผู้คนไข้ให้พ้นจากความเจ็บปวดทรมาน เราสองคนจะใช้ชีวิตต่อจากนี้เพื่อทำประโยชน์ต่อคนอื่นและต่อประเทศชาตินะครับ ตันหยงที่ตายไปแล้วเขาจะได้ดีใจไง”

                “...ค่ะ แก้มจะเชื่อฟังที่พี่รันสอนนะคะ” ราชาวดีสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อตั้งสติตัวเองให้ดีมากกว่านี้ “แก้มจะเข้มแข็งอย่างที่พี่รันว่า แก้มจะเป็นหมอที่ดีคอยช่วยเหลือผู้คน แก้มจะทำให้คุณตันหยงได้ภูมิใจค่ะว่าแก้มใช้ชีวิตที่เธอสละให้นี้เพื่อทำประโยชน์ต่อคนอื่น พี่รันเป็นกำลังใจให้แก้มด้วยนะคะ”

                “ได้สิครับ พี่จะเป็นกำลังใจให้แก้มเองนะ คนเก่งของพี่” เขายิ้มบอกเธออย่างอ่อนโยนก่อนจะประคองพาเธอไปรดน้ำศพของตันหยงที่ได้รับการตกแต่งรายล้อมไปด้วยดอกไม้แสนสวยมากมาย ร่างของเธอถูกคลุมเอาไว้ด้วยผืนธงชาติ มีเพียงแค่มือที่ซีดเผือดเท่านั้นที่ยื่นออกมาเพื่อรองรับการรดน้ำศพ

                “ขอบคุณมากนะครับตันหยงที่เสียสละเพื่อผมกับคุณหมอแก้มมากมายขนาดนี้ ตันหยงเป็นทหารพรานหญิงที่กล้าหาญมากที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมาเลยนะ ตันหยงหลับให้สบายเถอะ ผมสัญญาว่าจะแก้แค้นให้ตันหยงให้ได้ ผมจะทลายค่ายทุกค่ายของพวกมันให้พังและจะฆ่าไอ้นายพลอ่องเส็งให้ได้” ผู้กองกรันณ์บอกขณะรดน้ำศพให้เธอ แผ่นกระดาษข้อมูลต่างๆ ที่ตันหยงให้เขาเอาไว้ก่อนตายเขายังเก็บรักษาเอาไว้เป็นอย่างดีเพื่อรอการนำมาวางแผนแก้แค้นต่อไป

                “หลับให้สบายนะคะคุณตันหยง ฉันรับปากนะคะว่าจะใช้ชีวิตที่คุณสละให้นี้ทำประโยชน์ต่อผู้คนให้ได้มากที่สุด คุณตันหยงจะเป็นวีรสตรีหญิงในใจของฉันตลอดไปเลยนะคะ” ราชาวดีบอกแล้วค่อยๆ รดน้ำศพให้เธอก่อนที่ผู้กองกรันณ์จะ ประคองเธอกลับไปนั่งเพราะแผลของราชาวดียังไม่หายดี ขวัญตาที่มาร่วมงานด้วยจึงเข้ามาคอยดูแลพี่หมอแก้มของตัวเองอย่างใกล้ชิด

                “พี่หมอแก้มยังเจ็บแผลอยู่มั้ยคะ” เธอถามแล้วช่วยพี่ชายประคองพี่สะใภ้เอาไว้ ราชาวดีจึงหันมายิ้มบางๆ ตอบเธอ

                “เจ็บนิดหน่อย แต่ไม่เป็นอะไรมากหรอกจ้ะ”

                “อยู่ดูแลพี่หมอแก้มดีๆ ล่ะ ห้ามไปไหนไกลจากพี่หมอแก้มเด็ดขาด” ผู้กองกรันณ์ชี้นิ้วสั่งน้องสาวก่อนจะปรายตาไปทางผู้หมวดคณินที่กำลังแอบมองน้องสาวของเขาอยู่ ท่านนายพลปภพกับคุณหญิงกรกชที่นั่งอยู่ด้วยกันจึงหันไปมองตามเขา ผู้ใหญ่ทั้งสองพอจะรับรู้กันแหละว่าขวัญตามีหนุ่มใหญ่มาติด ซ้ำหนุ่มคนนั้นยังเป็นลูกน้องคนสนิทของผู้กองกรันณ์ด้วย

                “ก่อนจะห้ามน้อง ไปห้ามลูกน้องตัวเองก่อนมั้ย” ขวัญตาเบ้ปากว่า ผู้กองกรันณ์จึงทำตาดุใส่อีก

                “แล้วนี่เราไปรดน้ำศพตันหยงเขารึยัง เคยมีเรื่องกันใหญ่โตมาแล้ว เป็นเด็กเป็นเล็กควรจะไปเคารพศพเขา ขออโหสิกรรมให้กันและกันนะ อีกอย่างที่เขาต้องตายแบบนั้นก็เพราะว่าช่วยชีวิตพี่กับพี่หมอแก้มเอาไว้” พอนึกถึงเรื่องนี้ทีไรผู้กองกรันณ์ก็อดรู้สึกแย่ไม่ได้ ถึงจะบอกให้ราชาวดีเข้มแข็งแต่เขาสิกลับรู้สึกละอายใจนักที่รอดชีวิตมาได้เพราะมีผู้หญิงมาสละชีวิตให้ เขาไม่ได้อยากให้ใครมาสละชีวิตเพื่อเขาเพราะมันจะทำให้เขารู้สึกผิดต่อคนๆ นั้นไม่จางหาย ครั้งพอหันไปมองทางผู้หมวดนทีที่เข้าไปยืนอยู่ข้างๆ ศพตันหยงไม่ยอมห่างแบบนี้เขาก็ยิ่งรู้สึกผิดต่อลูกน้อง คนรักมาตายไปต่อหน้าต่อตาแบบนี้มันคงยากที่จะทำใจ เพราะเขาเองก็คงจะทำใจไม่ได้เหมือนกันหากราชาวดีเป็นอะไรไป

                “ผู้หมวดคณินพาขวัญไปรดน้ำศพเขาแล้ว ถึงขวัญจะเคยมีเรื่องกับเขามาก่อนแต่ขวัญก็ไม่เคยอยากให้เขาตายเลยนะคะ ขวัญรู้ว่าเขาเป็นทหารที่เก่งมาก เพื่อนๆ พี่น้องทหารพรานหญิงที่นราธิวาสก็มีแต่คนรักเขามากมาย เห็นเขาตายแบบนี้ขวัญเองก็อดใจหายไม่ได้ ไม่มีใครอยากให้เรื่องนี้มันเกิดขึ้นหรอกนะคะพี่รัน”

                “คิดแบบนี้ก็ดีแล้วล่ะลูก” คุณหญิงกรกชว่าพลางลูบศีรษะทั้งหลานสาวและลูกสะใภ้อย่างปลอบใจ “แม่เองก็เป็นหนี้บุญคุณเขา ไม่คิดว่าเขาจะกล้าหาญได้ขนาดนี้ รันกับหมอแก้มต้องระลึกนึกถึงเขาเอาไว้ไปตลอดชีวิตนะลูก อย่าลืมเด็ดขาดว่าตันหยงเขาเป็นคนสละชีวิตให้และมีบุญคุณต่อเรามากแค่ไหน ต่อไปก็ตั้งใจทำงานทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดนะ อย่าให้ตันหยงเขาต้องตายเปล่า”

                “มีการอวยยศให้เขาด้วยใช่มั้ย” ท่านนายพลปภพหันมาถามขึ้น ผู้กองกรันณ์จึงพยักหน้ารับ

                “ครับ จากอาสาสมัครทหารพรานหญิงเป็นร้อยโท เราคงเรียกเขาว่าตันหยงเฉยๆ ไม่ได้แล้วล่ะครับ”

                “ต้องเรียกผู้หมวดตันหยงแล้วสินะคะ” ขวัญตาว่า ผู้กองกรันณ์จึงพยักหน้ารับแล้วก้มลงมามองหน้าน้องสาวอีกครั้งก่อนจะพูดกับเธอ

                “พี่มาคิดๆ ดูแล้ว ถ้าเราอยากจะเป็นทหารพรานหญิงบ้างพี่ก็จะไม่ขัดขวางแล้วนะ อยากเป็นก็เป็น แต่ต้องเป็นด้วยความสามารถของตัวเองเท่านั้น ห้ามใช้เส้นสายเด็ดขาด พี่ไม่ชอบการทุจริต”

                “แล้วเป็นหมอด้วย เป็นทหารพรานด้วยได้มั้ยคะ”

                “ถ้าจะมีความสามารถขนาดนั้นก็นับว่าเป็นเรื่องดี ต้องเป็นทหารที่กล้าหาญห้ามขี้ขลาดเด็ดขาด แล้วก็เลิกไร้สาระเป็นติ่งเกาหลีได้แล้ว”

                “ขวัญเป็นติ่งเกาหลีก็แค่เพื่อความบันเทิงเท่านั้น แต่ฮีโร่ที่ขวัญชื่นชมจริงๆ ก็คือเหล่าทหารตำรวจที่ทำหน้าที่เสียสละเพื่อประเทศชาติของเราต่างหาก...โดยเฉพาะทหารพราน” ว่าแล้วเด็กสาวก็หันไปมองยังผู้หมวดคณิน แก้มนวลแดงระเรื่อจนคนเป็นพี่ชายต้องจับเธอหันหน้าไปทางศพของตันหยงแทน

                “ฮีโร่ที่เราพูดถึงน่ะคือคนที่นอนอยู่ใต้ผืนธงชาตินั่น ไม่ใช่ลูกน้องพี่”

                “เขาก็คือทหารที่ร่วมรบในเหตุการณ์ด้วยเหมือนกันนะคะ”

                “งั้นเราก็ควรจะมองพี่ด้วย”

                “ขี้เหร่ๆ แบบพี่รันให้พี่หมอแก้มมองคนเดียวเถอะ” ว่าแล้วเธอก็เชิดหน้าหนีให้คนเป็นพี่หมั่นไส้นัก นี่ถ้าราชาวดีไม่นั่งคั่นยัยตัวแสบเอาไว้นะเขาคงหยิกขวัญตาลงโทษแล้วแน่ๆ

                ภายหลังพิธีรดน้ำศพของตันหยงก็มีการนำร่างของเธอเข้าไปไว้ในโลงศพสีขาวคลุมด้วยผืนธงชาติเพื่อทำการสวดอภิธรรมต่ออีกเจ็บคืนก่อนที่จะมีพิธีพระราชทานเพลิงศพของเธอ ผู้หมวดนทีได้แต่ยืนมองโลงศพของเธอที่ประดับด้วยดอกไม้มากมายสวยงามด้วยความเศร้าสร้อยจนยากจะทำใจได้ มือแกร่งค่อยๆ แตะมาที่ภาพถ่ายหน้าโลงศพของเธอด้วยความอาลัยอาวรณ์จนน้ำตาชายชาติทหารต้องหลั่งออกมาอีกครั้งอย่างไม่อาจจะเก็บกลั้นได้ เขาคิดถึงเธอเหลือเกิน อยากจะเห็นรอยยิ้มของเธอ อยากกอดเธอ อยากบอกว่ารักเธอและฟังเธอบอกรักตอบ ทำไมเรื่องทุกอย่างมันถึงต้องเป็นแบบนี้ เขาเจ็บปวดเหลือเกินเธอรับรู้บ้างมั้ย เธอจะรู้รึเปล่าว่าคนที่ต้องอยู่นั้นเจ็บปวดมากกว่าคนที่จากไปเสียอีก

                “ผู้กอง...” เขาหันมามองทางผู้กองกรันณ์ทันทีเมื่อมีมือมาตบลงบนไหล่ของเขาอย่างให้กำลังใจพร้อมด้วยผู้หมวดคณิน

                “หมวดอยากแก้แค้นให้ตันหยงมั้ย” ผู้กองกรันณ์ถามขึ้น ผู้หมวดนทีจึงนึกถึงนายพลอ่องเส็งขึ้นมาเพราะมันหลบหนีไปได้ในคืนนั้น ไอ้นายพลชั่ว! มันเป็นคนยิงเมียของเขา

                “ผมจะฆ่ามัน!

                “งั้นผมจะให้เวลาหมวดเสียใจจนถึงวันพระราชทานเพลิงศพนะ แล้วหลังจากนั้น เราสามคนจะบุกไปจัดการมันแก้แค้นให้ตันหยง”

                “แค่เราสามคนหรอครับผู้กอง”

                “ใช่ แค่เราสามคน” ผู้กองกรันณ์มองมาทางภาพหน้าโลงศพของตันหยง

                “ผู้หมวดตันหยงต้องไม่ตายเปล่า” เขาบอก หมายมั่นว่าจะทะลายเครือข่ายของนายพลอ่องเส็งให้ได้ ตอนนี้นายพลอ่องเส็งก็เหมือนกับเสือเจ็บที่หนีเข้าป่าไปได้ มันเองก็คงจะแค้นเขาไม่น้อยเพราะเขาเป็นคนฆ่าลูกชายของมัน ก่อนที่มันจะมาเล่นงานแก้แค้นเขา เขาจะเป็นฝ่ายบุกมันก่อนบ้าง!

 

                การได้กลับมาที่นราธิวาสอีกครั้งนับว่าไม่ใช่เรื่องที่ดีเลยสำหรับผู้กองกรันณ์เพราะก่อนจะย้ายไปประจำการอยู่ที่แม่สอดเขาก่อศัตรูเอาไว้ที่นี่ไม่น้อย ยิ่งรู้ว่าตัวเองจะถูกย้ายและถูกหมายหัวว่าห้ามกลับมาทำงานที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้อีก ผู้กองกรันณ์จึงเปรี้ยวเอาไว้อีกเยอะเป็นการทิ้งทวนก่อนจะย้ายออกไปจากพื้นที่ ทันทีที่รู้ว่าเขากลับมาที่นราธิวาสอีกเพื่อร่วมงานศพตันหยงก็ทำให้เขาถูกจับตามองตลอดทั้งจากฝ่ายทหารด้วยกันและคนร้าย จากที่ตั้งใจว่าจะไปพักอยู่ที่ฐานปฏิบัติการของทหารพรานที่เขาเคยประจำการอยู่ ผู้กองสุรชัยกลับให้เขามาพักอยู่ที่หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 46 แทน ซึ่งผู้พันคีรินทร์ก็เห็นดีด้วยเพราะไม่ว่าผู้กองกรันณ์จะอยู่ที่ไหนราชาวดีก็จะขออยู่กับเขาด้วยตลอด แล้วเรื่องอะไรผู้พันคีรินทร์จะยอมให้น้องสาวของตัวเองไปเสี่ยงอันตรายอยู่ที่ฐานของทหารพรานกัน สถานการณ์ที่นี่ไม่เหมือนกับที่แม่สอด และด้วยเหตุที่ว่าน้องเขยเขาเปรี้ยวเอาไว้เยอะตอนอยู่ที่นี่ผู้พันคีรินทร์จึงมาพักอยู่กับน้องเขยและน้องสาวด้วย เสร็จจากงานพิธีพระราชทานเพลิงศพตันหยงเมื่อไหร่พวกเขาถึงจะกลับแม่สอดกัน ส่วนผู้หมวดนทีนั้น หลังจากที่ไปแนะนำตัวกับครอบครัวของตันหยงแล้วว่าเขาคือสามีของเธอ พ่อกับแม่ของตันหยงก็ชวนเขาไปพักอยู่ที่บ้านด้วยในฐานะของลูกเขย ผู้กองกรันณ์จึงให้ผู้หมวดคณินไปอยู่เป็นเพื่อนเขาด้วย เพราะผู้หมวดคณินเคยประจำการอยู่ที่นราธิวาสมาก่อนและคุ้นเคยกับผู้คนที่นี่เป็นอย่างดี หากมีอะไรเขาจะได้คอยช่วยเหลือเพื่อนได้

                “แกเลิกทำตัวเป็นพวกกระหายสงครามซักทีจะได้มั้ย หัดอยู่เฉยๆ ซะบ้าง” ผู้พันคีรินทร์อดว่าน้องเขยไม่ได้เมื่อมันเอาแต่ทำหน้าเซ็งขณะดูเหล่าทหารพรานของที่นี่ออกไปปฏิบัติหน้าที่กันตามปกติ เห็นรถหุ้มเกราะขับผ่านหน้าหน่วยฯ บ้าง เห็นทีมตำรวจพลร่มขับรถอารักขาเหล่าคุณครูบ้างก็ทำท่าจะลงแดงอยากจะไปปฏิบัติหน้าที่กับพวกเขา เพราะมันเป็นแบบนี้ไงผู้พันคีรินทร์จึงต้องอยู่คุมความประพฤติ

                “ฉันรู้ว่าเลือดรักชาติของแกมันแรง แต่แกอย่าลืมนะว่าที่นี่ไม่ใช่พื้นที่ของเรา เรามาที่นี่เพื่อร่วมงานศพตันหยงเท่านั้น เสร็จงานแล้วก็กลับไปเคลียร์เรื่องที่ฐานต่อ”

                “ผมรู้น่า” ผู้กองกรันณ์ว่าอย่างหงุดหงิด แล้วเดินมากระแทกตัวลงนั่งที่ม้านั่งหน้าบ้านพักของผู้กองสุรชัย ซึ่งขณะนี้ออกไปประจำการอยู่ที่ฐานทหารพรานในป่า เขาเลยยกบ้านพักส่วนตัวให้แขกเข้ามาพักกันชั่วคราวเพื่อความสะดวกและเพื่อความปลอดภัยของตัวผู้กองกรันณ์เอง

                “แล้วนี่เมียผมไปไหน” เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเมียไม่อยู่ ทั้งๆ ที่กำชับกับเธอเอาไว้แล้วว่าอยู่ที่นี่ห้ามอยู่ห่างตัวเขาเด็ดขาด

                “อ้าว ก็ยกให้เป็นเมียแล้วทำไมแกไม่ดูแลเอาเองล่ะ เรื่องอะไรมาถามกับฉัน” ผู้พันคีรินทร์ว่า ทั้งๆ ที่รู้ดีว่าราชาวดีอยู่ที่ไหน เพราะก่อนหน้านี้เธอเห็นทหารในหน่วยเอาสุนัขทหารสำหรับค้นหาระเบิดออกมาฝึกที่สนามหญ้าหน้าหน่วยเลยขอเขาออกไปดู ซึ่งเขาเห็นว่าไม่น่าจะมีอันตรายใดๆ เลยอนุญาต

                “ให้ตายสิ” แล้วคนขี้หงุดหงิดก็ลุกขึ้นออกไปตามหาเมียตัวเองทันที

                ราชาวดีเห็นมีการฝึกสุนัขทหารก็ออกมาดูด้วยความสนใจ เพิ่งจะรู้ว่าที่หน่วยของทหารพรานที่นี่จะมีสุนัขทหารด้วย ซึ่งงานหลักๆ ก็คือการค้นหาระเบิดและตรวจค้นพื้นที่หรือวัตถุต้องสงสัย แต่ถึงจะบอกว่าเป็นสุนัขทหารตัวโตหน้าดุ แต่สุนัขยังไงก็ยังคงความน่ารักเอาไว้อยู่ทำให้ราชาวดียิ้มออกมาไม่หยุดเมื่อเห็นสุนัขหลายตัวปฏิบัติตามทำสั่งของทหารที่ดูแลได้อย่างแสนรู้

                “โอ้โห น่ารักจังเลยค่ะ” เธอว่าเมื่อทหารนายหนึ่งจูงสุนัขประจำตัวของเขาเดินเข้ามาหาเธอ

                “คุณชอบสุนัขหรอครับ”

                “ค่ะ น่ารักดี ฉันจับมันได้มั้ยคะ มันจะกัดรึเปล่า” เธอถามนายทหารหนุ่มที่อายุน่าจะมากกว่าเธออยู่ไม่กี่ปี

                “จับได้ครับ ผมฝึกมาเป็นอย่างดีแล้ว ไหน สวัสดีซิ” เขาหันมาสั่งสุนัขพันธุ์เยอรมันเชพเพิร์ดตัวโตที่มีสายจูงคล้องคออยู่ สุนัขตัวนี้จึงนั่งลงกับพื้นแล้วยกสองขาหน้าทำท่าคล้ายจะไหว้จริงๆ ยิ่งทำให้ราชาวดีเอ็นดูเข้าไปใหญ่

                “ชื่ออะไรหรอคะ”

                “ผมผู้หมวดธีระครับ เป็นหัวหน้าชุดสุนัขทหารประจำกรมทหารพรานที่ 46

                “เออ...ฉันหมายถึงสุนัขค่ะ ชื่ออะไร” เธอยิ้มบอกทำให้ผู้หมวดหนุ่มยิ้มเก้อๆ อย่างเขินๆ

                “นี่ลูกชายผมครับ ชื่อบีเวอร์”

                “บีเวอร์” ราชาวดีทวนก่อนจะหัวเราะออกมา “บีเวอร์ตัวสร้างเขื่อน” เธอนึกถึงสัตว์กินพืชเลี้ยงลูกด้วยนมจัดเป็นสัตว์ฟันแทะชนิดหนึ่งที่ลักษณะตัวคล้ายหนู ผู้หมวดธีระได้ฟังก็หัวเราะออกมาตามเมื่อเข้าใจว่าเธอหมายถึงอะไร ก่อนจะแอบลอบมองหญิงสาวแสนสวยคนนี้ เขาไม่เคยเห็นเธอมาก่อนเลย เธอเป็นใครกันนะแล้วมาทำอะไรที่นี่ ให้ตายเถอะเธอสวยเป็นบ้าเลย สวยหวานหยดย้อย ผิวกายขาวนวลเนียน เอวบางร่างน้อยน่าครอบครอง น่าทะนุถนอมเป็นที่สุด

                “ผมไม่เคยเห็นคุณมาก่อนเลย คุณเป็นใครหรอครับ” พอถูกถามราชาวดีก็เพิ่งจะนึกได้ว่าตอนนี้เธอก็ไม่ต่างอะไรกับคนแปลกหน้าของที่นี่เลย ในพื้นที่สีแดงของจังหวัดแบบนี้การได้เห็นคนแปลกหน้าคงไม่ใช่เรื่องปกติแน่ๆ

                “ฉันชื่อราชาวดีค่ะ เป็นแพทย์อาสาของกรมทหารพรานที่ 35 ฉันมาร่วมงานศพของคุณตันหยงเลยมาพักอยู่ที่นี่ชั่วคราว”

                เธอเป็นหมอ...เป็นหมอของกรมทหารพรานเสียด้วย กรมทหารพรานทางภาคเหนือมีแพทย์อาสาสวยราวกับนางฟ้านางสวรรค์ขนาดนี้เลยหรอเนี่ย เขาชักจะอิจฉาเหล่าทหารพรานที่นั่นเสียแล้วสิ

                “สวัสดีบีเวอร์ ฉันชื่อหมอแก้มนะ แกเป็นหมาทหารที่กล้าหาญและเก่งมากเลยนะรู้มั้ย” เธอนั่งลงมาพูดกับสุนัขของเขา ดูจะสนใจบีเวอร์มากกว่าเขาเสียอีก ขนาดเขายิ้มหวานให้เธอยังเหมือนจะมองไม่เห็นเลย แนะนำตัวกับเขาด้วยชื่อจริง แต่กลับแนะนำตัวกับหมาด้วยชื่อเล่นซะสนิทสนมกัน

                “แล้วนี่กินข้าวเช้ารึยังฮึ” เธอยังคงพูดกับสุนัขต่ออย่างไม่ได้สนใจเขา จนเมื่อตอนที่เธอยกมือขึ้นลูบหัวเจ้าบีเวอร์นี่แหละเขาถึงสังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่นิ้วของเธอ ที่นิ้วนางข้างซ้ายของเธอสวมแหวนญาติ จปร. และแหวนเพชรซ้อนอีกวงด้วย นี่อย่าบอกนะว่าเธอมีเจ้าของแล้ว นางฟ้านางสวรรค์ที่เขาอยากจะจีบนี่...มีเจ้าของแล้วอย่างนั้นหรอ

                “แก้ม!” ไม่ทันไรก็มีชายคนหนึ่งร้องเรียกเธอขึ้นก่อนที่เขาจะวิ่งเข้ามาหาเธอ พอเห็นหน้าชายคนนี้ผู้หมวดธีระก็ถึงกับหน้าถอดสีทันทีเพราะรู้ดีว่าชายคนนี้เป็นใคร

                “ผู้กองกรันณ์...” เขาเรียกชื่ออีกฝ่ายขึ้นอย่างไม่รู้ตัว ผู้กองกรันณ์จึงหันมาจ้องเขาตอบ

                “ว่าไงหมวด ไม่เจอกันนานสบายดีนะ” ผู้กองกรันณ์ทักก่อนจะหันมากอดประคองราชาวดีให้ลุกขึ้นยืนอย่างแนบชิด

                “ผู้กองรู้จักคุณหมอราชาวดีด้วยหรอครับ”

                “ทำไมจะไม่รู้จัก นี่เมียผม” เท่านั้นล่ะ ผู้หมวดธีระก็รู้สึกเหมือนกับถูกฟ้าผ่าลงมากลางศีรษะทันที เกือบไปแล้วมั้ยล่ะ เขาเกือบจีบเมียของผู้ชายแสนอันตรายคนนี้เข้าให้แล้วมั้ย แล้วดูท่าผู้กองกรันณ์จะหวงเมียมากเสียด้วยสิ แน่ล่ะ เมียสวยน่ารักขนาดนี้เป็นใครจะไม่หวงกัน

                “สุนัขทหารที่นี่น่ารักมากเลยค่ะพี่รัน แสนรู้มากๆ ด้วย” ราชาวดีหันมาบอกสามี ก่อนจะยื่นมือไปขอมือสุนัขทหารเล่นอย่างเอ็นดูอีกอย่างไม่รู้ว่าคนเป็นสามีหึงมากแค่ไหนจนจ้องผู้หมวดธีระอย่างจะกินเลือดกินเนื้อเสียให้ได้

                “แก้ม กลับบ้านกันเถอะ” เขาบอกเธอ ราชาวดีจึงเลิกเล่นกับสุนัขแล้วหันมายิ้มหวานให้สามีก่อนจะกอดแขนเขาเอาไว้อย่างแสนรัก

                “ค่ะ ฉันขอตัวไปก่อนนะคะ” ราชาวดีหันมาบอกผู้หมวดธีระก่อนจะเดินกอดแขนสามีของเธอกลับไปยังบ้านพักให้ผู้หมวดธีระได้แต่พ่นลมหายใจออกมา ทรุดตัวลงไปนั่งกับพื้นแล้วหัวเราะเยาะตัวเองขณะยื่นมือไปลูบหัวเจ้าบีเวอร์

                “พ่ออกหักตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มจีบเลยบีเวอร์เอ้ย ผัวเขายิ่งไม่ใช่ผู้ชายธรรมดาๆ อยู่ เกือบถูกผัวเขาฆ่าเอาแล้วมั้ยล่ะ”

                “อ้าวหมวด เห็นมาคุยกับเธออยู่ตั้งนานทำไมเป็นแบบนี้ล่ะ บีเวอร์มันไม่ได้ทำหน้าที่เป็นกามเทพให้รึไง” นายทหารที่ฝึกสุนับอยู่ที่สนามเดินเข้ามาถามหลังจากที่แอบมองผู้หมวดหนุ่มเข้ามาคุยกับสาวสวยอยู่ได้สักพักแล้ว

                “กามเทพอะไร เขามีผัวแล้ว”

                “ผัว...อย่าบอกนะว่า...”

                “ผู้กองกรันณ์ไง ย้ายขึ้นเหนือไปได้ไม่ทันไรกลับมาอีกทีก็ได้นางฟ้าเป็นเมียเฉย”

                “นางฟ้ากับซาตานชัดๆ” นายทหารหนุ่มว่าอย่างสยองๆ พอนึกถึงผู้กองกรันณ์เขาก็อดขนลุกไม่ได้เพราะรู้จักผู้กองคนนี้ดี ตอนยังประจำการอยู่ที่นราธิวาสก็ก่อวีรกรรมเอาไว้ตั้งมากมาย ไม่สบอารมณ์กับใครก็เล่นงานเขาไปทั่ว ขนาดผู้การเขายังไม่เกรงกลัว ไม่เคารพเลย ผู้พันที่ฐานปฏิบัติการก็ถูกเขาชกหน้าแหกมาแล้ว ไม่คิดว่าคนแบบนี้จะมีเมียเป็นกับเขาด้วย

 

                “พี่บอกแล้วไงว่าอย่าอยู่ห่างจากพี่” ผู้กองกรันณ์หันมาว่าราชาวดีขณะเดินกลับบ้านพักด้วยกัน “เหตุการณ์ที่นี่มันยิ่งไม่น่าไว้ใจอยู่”

                “แก้มแค่อยากดูเขาฝึกสุนัขเองนะคะ อยู่ในหน่อยแบบนี้คงไม่มีอะไรหรอก”

                “ถ้าอยากดูก็ให้พี่พามาดูก็ได้นี่ครับ รู้มั้ยว่าเมื่อกี้นี้พี่วิ่งตามหาแก้มให้ทั่วเลยนะ”

                “แก้มขอโทษค่ะ” เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา “แก้มจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว”

                “พี่ไม่ได้โกรธแก้มหรอกนะ พี่เป็นห่วงแก้มมากกว่า ถ้าแก้มเป็นอะไรไปแล้วพี่จะทนได้ยังไงกัน” เขาหยุดเดินแล้วก้มลงมามองหน้าเธอ ก่อนจะดึงเอาเธอเข้ามากอดเอาไว้แนบอกของเขาอย่างแสนรักแสนห่วงใย

                “พี่มีแค่แก้มคนเดียวนะ เพราะงั้นพี่จะเสียแก้มไปไม่ได้เด็ดขาด” ราชาวดียิ้มออกมาอย่างสุขใจแล้วซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของเขา เพราะเสี่ยงตายด้วยกันมาแล้วยังต้องมาอยู่ในพื้นที่สีแดงแบบนี้อีกเขาจึงเป็นห่วงเธอมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม เพราะงั้นเธอก็ไม่ควรจะทำให้เขาต้องเป็นห่วงอีก

                เห็นผู้กองกรันณ์ยืนกอดสาวสวยอยู่แบบนี้ผู้พันเทวาที่เพิ่งจะขับรถกลับเข้ามาที่หน่วยก็อดมองอย่างมุ่งร้ายไม่ได้ ไม่คิดว่าผู้กองกรันณ์จะได้กลับมาเหยียบที่นี่อีกหลังจากที่มีเรื่องกับเขาไปคราวนั้นจนถูกย้ายขึ้นเหนือ ดีที่ผู้การก็เกลียดขี้หน้าผู้กองกรันณ์ด้วยเขาเองเลยพลอยจะมีพวก หึ! มันก็แค่มางานศพอดีตลูกน้องมันเท่านั้นแหละวะ เสร็จงานแล้วมันก็จะไม่อยู่ขวางหูขวางตาเขาอีก เขาจะทำเป็นมองไม่เห็นมันก็แล้วกัน

                “พี่รันมีอะไรรึเปล่าคะ” ราชาวดีเงยหน้าขึ้นถามเขาเมื่อเห็นสามียืนนิ่งไปแล้วจ้องนายทหารคนที่เพิ่งจะเดินลงมาจากรถด้วยความไม่พอใจสุดๆ คล้ายกับคนเคยมีเรื่องกันมา

                “โจทษ์เก่าน่ะ”

                “เรื่องที่ผ่านมาแล้วก็ให้มันผ่านไปเถอะนะคะ ต่างคนต่างอยู่ดีกว่า”

                “พี่รู้ แต่ก็อดแค้นมันไม่ได้ เพราะมันคนเดียวเลยที่ทำให้พี่ถูกย้ายขึ้นเหนือแล้วก็ถูกหมายหัวว่าห้ามกลับมาทำงานที่นี่อีก มันใส่ร้ายหาว่าพี่เป็นพวกหัวรุนแรง เป็นภัยต่อกองทัพ หึ! ไอ้ขี้ขลาด”

                “ถ้าพี่รันไม่ย้ายไปที่แม่สอดเราก็คงไม่ได้เจอกัน” ราชาวดียิ้มเศร้าๆ “ป่านนี้แก้มคงตายไปแล้วเพราะไม่มีใครมาห้ามตอนจะกรีดข้อมือตัวเองหรือ...คงตายเพราะจมน้ำที่น้ำตกแล้ว พี่รันอาจจะมองว่าตัวเองโชคร้ายที่ถูกแกล้งจนต้องย้ายขึ้นเหนือ แต่สำหรับแก้ม...มันกลับเป็นเรื่องโชคดีของแก้มที่แก้มได้เจอพี่รันนะคะ”

                “ภายในความโชคร้ายพี่ก็มีเพียงแค่แก้มนี่แหละที่เป็นโชคดีของพี่ พี่ว่าเรากลับบ้านพักเถอะ แล้วเดี๋ยวพี่จะพาออกไปเดินเล่นข้างนอก”

                “ออกไปข้างนอกได้ด้วยหรอคะ มันจะไม่เป็นอะไรใช่มั้ยคะ” ราชาวดีถามอย่างไม่แน่ใจ เพราะตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ได้วันสองวันเธอก็เห็นมีแต่ทหารกับตำรวจอยู่เต็มพื้นที่ไปหมด ซ้ำที่นี่ยังเป็นพื้นที่สีแดงอีก

                “ก็...มันก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดหรอก ความจริงแล้วเมืองนราฯ สวยงามและน่าเที่ยวมากกว่าที่คิดอีกนะ”

                “งั้นวันนี้พี่รันไม่ต้องเป็นทหารนะคะ เป็นไกด์ส่วนตัวให้แก้มแทนละกัน”

                “ยินดีครับ” เขายิ้มบอกแล้วจูงมือเธอเดินกลับบ้านพักของผู้กองสุรชัยเพื่อเตรียมตัวออกไปเที่ยวข้างนอกกัน ไหนๆ ก็ว่างงานแล้ว พาราชาวดีมาดูพื้นที่ที่เขาเคยทำงานบ้างก็ดี

 

                ถึงแม้อำเภอระแงะจะเป็นพื้นที่สีแดงเนื่องจากเหตุการณ์ความไม่สงบแต่ก็ไม่ได้น่ากลัวมากมายอย่างที่คิด ผู้คนยังคงใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ เพียงแค่ตลอดเส้นทางจะมีเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจให้ได้เห็นมากมายหน่อยก็เท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนล้วนรู้จักผู้กองกรันณ์เป็นอย่างดี บางคนก็ทักทายเขาดังเช่นเพื่อนสนิทแต่ก็มีบ้างที่แอบมองเขาด้วยความไม่ชอบใจ ราชาวดีคิดว่าสามีของตนคงจะเคยก่อเรื่องเอาไว้เยอะไม่น้อย

                “จุดตรวจเยอะจัง” ราชาวดีว่าเมื่อสามีจอดรถที่อีกจุด ก่อนที่จะมีเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาตรวจตรารอบๆ รถ ดูๆ จากเครื่องแบบที่พวกเขาสวมนี่น่าจะเป็นจุดตรวจของทหารนาวิกโยธิน

                “อ้าว ผู้กองกรันณ์นี่” ทหารนายหนึ่งว่าขึ้นเมื่อผู้กองกรันณ์ลดกระจกรถลงแล้วจึงเดินเข้ามาหา

                “มาร่วมงานศพคุณตันหยงใช่มั้ยครับ”

                “ใช่ จ่าสบายดีนะ” ผู้กองกรันณ์ทักตอบ

                “ครับสบายดี ก็เหมือนเดิมแหละครับ อ้อ! ออกเวรคืนนี้ผมว่าจะไปฟังพระสวดที่วัดอยู่พอดี งั้นค่อยคุยกันละกันนะครับผู้กอง”

                “ครับ” ผู้กองกรันณ์ยิ้มตอบ ก่อนรอยยิ้มจะเลือนหายไปเมื่อเห็นว่าเพื่อนทหารของเขายังคงฉีกยิ้มหวานอยู่ขณะมองมายังคนที่นั่งอยู่ข้างๆ เขา

                “ฮะแฮ่ม! มองอะไรเมียผม เดี๋ยวเถอะ” เขาว่าจนคนเป็นเพื่อนได้แต่ยิ้มแหยๆ ใส่แล้วรีบถอยก่อนจะโบกมือบอกให้เขาขับรถไปได้

                “ให้ตายสิพวกทหารเรือ ขี้หลีไม่น้อย” ผู้กองกรันณ์ว่าจนราชาวดีหัวเราะออกมากับความขี้หึงของสามี

                “ผู้หมวดคณินเคยเล่าให้ฟังว่าตอนทำงานอยู่ที่นี่พี่รันมีสาวๆ มาติดเยอะ พี่รันมีสาวๆ ในสต๊อกเยอะแยะเลยจริงมั้ยคะ อยู่ที่นี่แม้จะเสี่ยงอันตรายมากกว่าที่แม่สอด แต่สาวๆ ก็ไม่เคยขาดมือ”

                “ไปฟังอะไรผู้หมวดคณินให้มาก ขี้โม้ล่ะที่หนึ่ง ดีนะที่พ่อกับแม่พี่กลับกรุงเทพฯ ไปแล้วและยัยขวัญก็ติดเรียน ไม่งั้นผู้หมวดได้ตามคิดยัยขวัญไม่เลิกแน่ๆ”

                “กำลังพูดเรื่องของพี่รันอยู่ อย่าเพิ่งเปลี่ยนเรื่องสิคะ” ราชาวดีว่าแล้วยิ้มให้เขาอย่าล้อเลียน “จะได้เจอแฟนเก่าพี่รันมั้ยคะ”

                “ไม่มี”

                “ที่บอกว่าผู้หญิงไม่ขาดมือและไม่ขาดเตียงนี่คืออะไร”

                “ทำไม หึงพี่หรอ”

                “เปล่าซักหน่อยค่ะ” ราชาวดีหันหน้าหนีเมื่อเขาขับรถเข้ามาจอดที่บริเวณลานจอดรถของตลาดแล้ว “เมื่อก่อนพี่รันจะเป็นยังไงแก้มไม่สนใจหรอก แก้มสนแค่ว่าตอนนี้พี่รันเป็นของแก้มคนเดียว”

                “แน่นอน พี่เป็นของแก้มคนเดียว” ผู้กองกรันณ์ก้มลงมาจูบแก้มนวลเบาๆ เมื่อจอดรถแล้วก่อนจะลงจากรถแล้ววิ่งอ้อมมาเปิดประตูรถให้เธอ

                “เดี๋ยวก่อนอย่าเพิ่งลง” ว่าแล้วเขาก็หยิบหมวกแก๊ปของเขาเองมาสวมให้เธอ พร้อมกับใส่เสื้อแขนยาวทับชุดกระโปรงสีครีมให้เธอด้วย

                “แดดมันแรง” เขาบอก ราชาวดีจึงดึงเอามือของเขามาจูบเบาๆ อย่างซาบซึ้งในความห่วงใยของเขา เขาดูแลเธอดีเหลือเกิน ใส่ใจแม้แต่ในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ “พร้อมจะเที่ยวรึยัง”

                “พร้อมค่ะ” เธอกระโดดลงจากรถตามเขาแล้วจับมือเขาเอาไว้แน่นขณะเดินเข้าไปในตลาด

                ผู้คนที่ออกมาซื้อข้าวของรวมไปถึงเหล่าพ่อค้าแม่ค้าในตลาดส่วนมากแล้วจะเป็นชาวมุสลิม ภายในตลาดที่ผู้คนค่อนข้างจอแจได้ยินเสียงละหมาดดังมาจากมัสยิดใกล้ๆ วิถีชีวิตแบบนี้ราชาวดีไม่เคยเห็นมาก่อน มีบ้างที่เคยเห็นจากทีวีหากแต่ก็ไม่เคยได้พบเห็นด้วยสายตาตัวเองจนกระทั่งวันนี้ ผู้คนในตลาดล้วนยิ้มแย้มแจ่มใส เสียงตะโกนตอบโต้พูดคุยกันเป็นภาษาที่ราชาวดีฟังไม่ออกแต่ก็คิดว่าน่าจะเป็นภาษายาวี กลิ่นอายบรรยากาศต่างจังหวัดแบบนี้ชวนให้ดูอบอุ่นและมีเสน่ห์อย่างน่าประหลาด แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าที่นี่จะเป็นพื้นที่ที่มีความไม่สงบอยู่

                “ผู้กอง” แล้วอยู่ๆ แม่ค้าจากร้านขายขนมวัยกลางคนก็เดินเข้ามาทักผู้กองกรันณ์ด้วยรอยยิ้มสดใสเขาจึงเป็นฝ่ายพูดทักทายเธอก่อน

                อัสลามูอาลัยกุม  

                วาอาลัยกุมมุสลาม” เธอตอบด้วยรอยยิ้มก่อนที่ผู้กองกรันณ์จะพูดคุยกับแม่ค้ารายนี้ด้วยภาษายาวียาวพรืดจนราชาวดีฟังไม่ทัน ไม่รู้ว่าพูดคุยอะไร แต่เขาก็ชี้มาทางเธอแล้วแม่ค้าวัยกลางคนนี้ก็หันมายิ้มให้เธอด้วย เป็นอีกความรู้หนึ่งของราชาวดีเลยว่าสามีของเธอนั้นสามารถพูดภาษาท้องถิ่นของที่นี่ได้ ก็คงจะเป็นเพราะเขาเคยทำงานที่นี่มาหลายปี อย่าว่าแต่แม่ค้าขายขนมคนนี้เลย หลายๆ คนในตลาดก็หันมามองเขาด้วยคล้ายกับว่าเคยรู้จักกันมาก่อน

                “แก้ม นี่คุณน้าอานีนา เป็นแม่ค้าขายขนมที่ตลาดนี้” ผู้กองกรันณ์หันมาบอกเธอ ราชาวดีจึงรีบยกมือขึ้นไหว้สวัสดีหญิงวัยกลางคนด้วยความเคยชิน หญิงคนนี้จึงยิ้มให้เธออย่างเอ็นดู

                “ต้องจับมือกันแล้วแตะมาที่อก” ผู้กองกรันณ์กระซิบบอกเธอถึงวิธีการทักทาย ราชาวดีจึงยิ้มเก้อๆ ก่อนจะทำใหม่โดยการจับมือหญิงวัยกลางคนคนนี้แล้วแตะมาที่อกตัวเอง

                “ไหว้ทักทายเฉยๆ ก็ได้ค่ะ” หญิงวัยกลางคนพูดสำเนียงแปร่งๆ เพื่อให้ราชาวดีฟังออก แต่ยังไม่ทันจะได้พูดคุยอะไรกันอีกเลยผู้กองกรันณ์ก็หันไปเห็นหญิงสาวคนหนึ่งกำลังเดินออกมาจากร้านขายขนม และหญิงสาวคนนั้นก็มองมายังเขาอย่างอึ้งๆ ด้วย

                “แก้ม เราไปกันเถอะ” ว่าแล้วเขาก็รีบจูงมือราชาวดีเดินหนีออกมาทันทีเหมือนคนมีความผิดให้ราชาวดีได้แต่มองเขาอย่างไม่เข้าใจว่าเขาพาเธอหนีอะไร หรือว่า...จะมีอะไรเกี่ยวกับหญิงสาวคนที่เดินออกมาจากร้านขนมกันนะ

                “หนีแฟนเก่าหรอคะ” เธอถามขึ้นเมื่อเขาพาเธอเดินออกมาไกลจากร้านขนมแล้ว พอถูกถามแบบนี้คนมีความผิดติดตัวก็ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ขึ้นมาทันที

                “เปล่า ไม่ใช่แฟน”

                “แล้วหนีทำไมคะ”

                “ไม่อยากเจอ”

                “กลัวเขารู้หรอคะว่ามีเมียแล้ว”

                “ป่านนี้เขาคงรู้แล้วแหละ” ผู้กองกรันณ์ตอบแล้วเอื้อมมือมาโอบไหล่ราชาวดีเอาไว้ไม่ยอมให้เธอห่างตัว

                “เขาเป็นลูกสาวคุณน้าอานีนา เมื่อกี้นี้พี่บอกคุณน้าอานีนาไปว่าพี่แต่งงานมีเมียแล้ว”

                “อ๋อ แม่ยายเก่า”

                “ก็บอกว่าไม่ใช่ยังไงเล่า” เขาว่าอย่างร้อนตัวราชาวดีที่ตีหน้านิ่งเลยหัวเราะคิกออกมา

                “เพิ่งเคยเห็นผู้กองกรันณ์ทำหน้าตาแบบนี้ เหมือนผู้ร้ายมีความผิดติดตัว” เธอว่าแล้วเดินดูตลาดต่อ เขาจึงรีบตามมาจับมือเธอเอาไว้แน่นอีกครั้ง

                “ไม่หึงพี่หรอ”

                “ก็บอกแล้วไงคะว่าแก้มไม่สนใจหรอกว่าเมื่อก่อนพี่รันจะเป็นยังไง ตอนนี้พี่รันเป็นสามีของแก้ม แล้วพี่รันก็มีเพียงแค่แก้มเท่านั้น”

                “เด็กดีของพี่”

                “อย่าเพิ่งชมเลยค่ะเพราะถ้าจับได้ว่าพี่รันนอกใจเด็กดีคนนี้ เด็กดีคนนี้อาจจะไม่ใช่เด็กดีของพี่รันอีกต่อไป”

                “แล้วเด็กดีจะทำอะไร”

                “ฆ่าอนาคอนด้าของพี่รันจนสูญพันธุ์” เธอตอบหน้าตาย แต่เขากลับรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ จนเสียวท้องน้อยวูบวาบ

                “พี่รัน แก้มหิวแล้วค่ะ หาอะไรกินกันเถอะ”

                อะไรนะ! จะมาหิวเขาอะไรตอนนี้ กลางตลาดเนี่ยนะ

                “พี่ว่าไว้ค่อยกลับไปกินที่บ้านก็ได้”

                “ไม่เอาแก้มจะกินตอนนี้ แก้มหิว”

                “แต่นี่มันกลางตลาดนะแก้ม เราจะมาเอาท์ดอร์ที่นี่ไม่ได้” เขาแย้งจนราชาวดีที่กำลังมองหาร้านอาหารต้องหันมามองเขาทำตาปริบๆ แก้มนวลแดงระเรื่อขึ้นมาทันทีเมื่อรู้ว่าเขาคิดไปถึงเรื่องอะไร

                “ทำไมในหัวพี่รันถึงมีแต่เรื่องแบบนี้คะ”

                “แล้วแก้มล่ะ มาหิวอะไรกลางตลาดแบบนี้”

                “อ้าว ก็แก้มหิวข้าวนี่ มาหิวข้าวที่ตลาดน่ะถูกแล้ว พี่รันสิคิดไปถึงเรื่องอะไร” เธอกอดอกว่า ทำให้คนเป็นสามีถึงกับยิ้มเก้อๆ ออกมาทันที อะไรนะ หิวข้าวงั้นหรอ ก็พูดถึงอนาคอนด้าของเขาอยู่ดีๆ เขาก็นึกว่าเธอจะหิวอย่างอื่นน่ะสิ

                “เออ...งั้นเดี๋ยวพี่พาไปหาอะไรอร่อยๆ แถวนี้กินนะ” เขาบอกทั้งๆ ที่หน้าแดงจัดก่อนจะรีบจูงมือเธอไปยังร้านอาหารเจ้าประจำที่เคยมากินบ่อยๆ แหม ตกใจหมด นึกว่าจะต้องรีบกลับบ้านไปป้อนอะไรอย่างอื่นให้เมียกินแทนข้าวซะแล้วสิ 


******************************************************************************************

แหมพี่รัน ในหัวนี่มีแต่เรื่องแบบนี้นะ คนอะไรหื่นจริงๆ


ตอนหน้าพี่รันได้บู๊เดือดอีกแล้ว อย่าลืมมาเอาใจช่วยพี่รันกันนะคะ


ใครคิดถึงท่านขวัญตา เดี๋ยวก็ได้เจอกันแล้วนะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 301 ครั้ง

2,198 ความคิดเห็น

  1. #1292 Jellydolphin (@Jellydolphin) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2562 / 16:21
    ท่าจะโจทย์เยอะจริง
    #1292
    0
  2. #528 น้ามมม (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2562 / 15:35

    5555พี่รันคิดไรเนี่ย แก้มแค่หิวข้าว

    #528
    0
  3. #131 Nagina Meen (@meenniemeen) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 14 มีนาคม 2562 / 06:51
    แอดเป็นไปได้ไหม​ เราอยากให้แอดแต่งเรื่องขวัญตาต่อ
    #131
    2
    • #131-1 (@-palmmy-) (จากตอนที่ 40)
      14 มีนาคม 2562 / 07:59
      เรื่องขวัญตาจะจบในเรื่องนี้แหละค่ะ ไม่แยกเล่มเพราะตั้งใจให้เป็นคู่รองในเรื่อง
      #131-1
    • #131-2 Nagina Meen (@meenniemeen) (จากตอนที่ 40)
      14 มีนาคม 2562 / 12:20
      เสียดายจัง
      #131-2
  4. #130 เหมย (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 14 มีนาคม 2562 / 03:06

    ท่านขวัญตา ชอบนาง ถึงนางจะมีแฟนแก่ไปหน่อย

    ติ่งเกาหลีขนาดแท้ ไอดอลเลยละ ท่านขวัญตาแห่งท่าน้ำนนท์ 555

    #130
    0