ป้องรัก ห่มใจ

ตอนที่ 31 : แผนการร้าย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11,897
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 281 ครั้ง
    26 มี.ค. 62


31.แผนการร้าย


                ผู้กองกรันณ์หัวเสียไม่เลิก จะเล่นงานผู้หมวดคณิน ผู้พันคีรินทร์ก็มาเรียกผู้หมวดไปช่วยงานจนเขาไม่มีโอกาสได้ระบายอารมณ์ สุดท้ายก็มาหัวฟัดหัวเหวี่ยงอยู่กับน้องนางไม้ของเขานี่แหละ หงุดหงิดนัก ไม่รู้ว่าขวัญตาไปเอานิสัยก๋ากั่นแบบนั้นมาจากไหน ผู้หญิงสมัยนี้ช่างน่ากลัวจริงๆ รุกผู้ชายก่อนเสียด้วย อย่าว่าแต่น้องสาวเขาเลย ขนาดบางคืนน้องนางไม้ก็ยังเป็นฝ่ายรุกเขาก่อน หรือว่าเขาจะอยู่แต่ในป่านานไปจริงๆ จึงไม่ทันโลก ไม่รู้ว่าสมัยนี้ผู้หญิงเขาเริ่มเป็นฝ่ายล่าแทนการถูกล่าแล้ว

                “พี่รันไม่ไปทำงานล่ะคะ” ตั้งแต่น้องสาวกลับไปก็ตามแต่เธอต้อยๆๆ

                “ไม่มีใครอยากให้พี่ไปทำงานด้วยหรอกตอนนี้”

                “ทำไมล่ะคะ”

                “พี่กำลังอารมณ์ไม่ดี เดี๋ยวได้ไปหงุดหงิดใส่คนอื่นเอา ไว้อารมณ์ดีแล้วค่อยทำงาน” แบบนี้ก็มีด้วย

                “แล้วจะไม่หงุดหงิดใส่แก้มหรอคะ”

                “ขืนหงุดหงิดใส่คืนนี้ก็อดนอนกอดน้องนางไม้สิ” อ้อ! มีประโยชน์แอบแฝงนี่เอง

                “เอาน่าพี่รัน อย่าหงุดหงิดไปเลยค่ะ พี่รันก็รู้จักกับผู้หมวดคณินมานาน เขาเป็นคนสนิทของพี่รันเลยนะคะ แก้มเชื่อนะว่าผู้หมวดเป็นคนดีไว้ใจได้ ได้ผู้หมวดมาเป็นน้องเขยแก้มว่าดีกว่าได้ใครที่ไหนก็ไม่รู้อีกนะคะ”

                “แก้ม พี่กำลังหงุดหงิดนะ ขอร้องล่ะอย่าพูดเรื่องนี้” ว่าแล้วคนหงุดหงิดก็ยิ่งหน้างอเข้าไปใหญ่ เธอก็เลยหยุดเดินแล้วจ้องหน้าเขา

                “ก็เอาสิ ลองดุแก้มดูแล้วจะรู้ว่าจะเป็นไง”

                “อย่ามาลองดีกับพี่นะ”

                “คืนนี้แก้มไม่นอนที่บ้านพี่รันนะ แก้มจะกลับไปนอนกับพี่ภู ไว้พี่รันหายหงุดหงิดแล้วค่อยมาคุยกัน” ว่าแล้วเธอก็เดินถือปิ่นโตไปทางห้องพยาบาลต่อไม่วายคนถูกเมียแกล้งต้องรีบเดินตามเธอต้อยๆๆ ไปอีก

                “โธ่แก้ม แต่งงานแล้วจะกลับไปนอนที่บ้านผู้พันอีกทำไม แต่งงานแล้วต้องอยู่กับผัวสิ”

                “ผัวแก้มหงุดหงิดง่าย เดี๋ยวจะเผลอมาดุแก้มเอา แก้มไม่อยู่ด้วยหรอกค่ะ”

                “พี่ขอโทษ พี่จะไม่ดุแก้มก็ได้ จะไม่หงุดหงิดไม่งอแงใส่ทั้งนั้น นะๆ คืนนี้กลับบ้านไปนอนกับพี่เถอะ หรือถ้าอยากนอนริมน้ำตกต่อก็ได้นะ” เขารีบตามมาง้ออย่างยอมจำนนเธอทุกอย่าง ขอแค่ได้นอนกอดเมียทุกคืนจะให้เอาอะไรมาแลกเขาก็ยอมล่ะ

                “ไม่ดุแก้มแน่นะคะ”

                “แน่นอนอยู่แล้ว” เขารีบบอก ราชาวดีเลยยื่นปิ่นโตอาหารไปให้เขาถือให้

                “ดีค่ะ ถ้าว่างนักก็อยู่เป็นผู้ช่วยแก้มวันนี้ เริ่มจากเอาอาหารเช้าไปให้คนไข้และคนเฝ้าไข้”

คนไข้...ตอนนี้ทั้งห้องพยาบาลคนไข้ก็มีตันหยงแค่คนเดียว คนเฝ้าไข้ก็...

                “เมื่อเช้าผู้หมวดนทีอาสาอยู่เฝ้าไข้คุณตันหยงเพื่อให้แก้มกลับบ้านไปอาบน้ำแต่งตัวแล้วก็กินมื้อเช้าไงคะ แก้มก็เลยต้องเอามื้อเช้ามาให้คนไข้และคนเฝ้าไข้ด้วย” เธอบอกเขา ผู้กองกรันณ์จึงพยักหน้ารับ

                “แต่...ให้พี่เอามื้อเช้าไปให้ตันหยงแก้มไม่หึงหรอ”              

                “แค่เอาข้าวไปให้นี่คะ ไม่ใช่เอาไปป้อน อีกอย่างคุณตันหยงปลื้มพี่รันมาก ได้เห็นหน้าพี่รันคงจะอาการดีขึ้นหายวันหายคืน”

                “ฮั่นแน่ ไหนว่าไม่หึงไง” เขายิ้มล้อเลียนเธอ ราชาวดีจึงผลักเขาหนีอย่างไม่จริงจังนัก

                “ไม่มีใครไม่หวงสามีของตัวเองหรอกค่ะ แต่แก้มแค่เชื่อใจพี่รันก็เท่านั้น”

                “แน่นอน เพราะพี่เป็นคนดี ซื่อสัตย์แล้วก็รักแค่เมียพี่คนเดียวด้วย”

                “อย่ามาปากหวานค่ะ”

                “รู้ได้ยังไงว่าหวาน ไหน มาลองชิมหน่อยซิ” ว่าจบเขาก็ทำท่าจะเข้ามาจูบเธอจริงๆ จนราชาวดีต้องรีบวิ่งหลบจนมาถึงห้องพยาบาลในที่สุด แต่เมื่อมาถึงเธอก็ต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นว่าตอนนี้ตันหยงฟื้นแล้ว และเธอกับผู้หมวดนทีก็เหมือนกับมีเรื่องเคลียร์กับอยู่

                “อุ๊บ!” ผู้กองกรันณ์ที่ตามเธอมารีบเอามือปิดปากเธอเอาไว้แล้วกระซิบบอกให้เธอเงียบเพื่อจะได้แอบฟังคนทั้งสองพูดคุยกัน บางทีมันอาจจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับรอยจูบบนตัวตันหยงก็ได้

                ผู้หมวดนทีที่อยู่เฝ้าไข้ตันหยงในช่วงเช้าดีใจมากที่เห็นเธอฟื้นขึ้นมา อาการของเธอตอนนี้ดูดีกว่าตอนอยู่ในป่ามาก อาการตัวร้อนทุเลาลงบ้างแล้ว เมื่อคืนเขาเห็นว่าทั้งราชาวดีและขวัญตาอยู่ที่นี่กัน ถ้าจะมาเฝ้าไข้ตันหยงก็กลัวว่าจะไม่เหมาะก็เลยรอมาตอนเช้าแทนจนกระทั่งเห็นเธอฟื้นนี่แหละ ซึ่งเขาก็โล่งใจมากที่เธอปลอดภัยเสียที

                “ตันหยง แต่งงานกับผมเถอะนะ ให้โอกาสผมได้ดูแลตันหยงเถอะ” เขาขอเธออีกครั้งหลังจากที่ตันหยงฟื้นจากพิษไข้มาได้สักครู่ใหญ่ๆ แล้ว ยิ่งเห็นเธอป่วยแบบนี้เขาก็ยิ่งอยากดูแลเธอให้ใกล้ชิดกว่านี้

                “ฉันไม่แต่ง ก็บอกแล้วไงว่าเรื่องคืนนั้นให้ลืมมันไปให้หมด” ตันหยงบอกเสียงเรียบ

                “แล้วตันหยงลืมมันได้หรอ” แล้วพอผู้หมวดนทีถามกลับตันหยงก็น้ำตาร่วงออกมาทันที

                “แต่ฉันไม่ได้อยากให้มันเกิดขึ้น...เรื่องคืนนั้นฉันอยากให้เป็นผู้กองมากกว่าไม่ใช่ผู้หมวด มันเป็นแค่ความผิดพลาดเท่านั้น”

                “มันเป็นไปไม่ได้หรอกตันหยง ผู้กองเขาแต่งงานมีเมียแล้วนะ”         

                “ก็แล้วถ้าสักวันเมียของเขาไม่อยู่แล้วล่ะ” ตันหยงถามกลับ เธอมั่นใจว่าจะต้องกำจัดราชาวดีได้แน่ๆ

                “คุณหมายความว่ายังไง คุณจะทำอะไรคุณหมอ”

                “เปล่า ฉันก็พูดไปงั้นๆ แหละ” ตันหยงหลบสายตาเมื่อผู้หมวดนทียังคงจ้องเธออย่างจับผิดไม่เลิก เขาล่ะกลัวใจของเธอนัก กลัวว่าเธอจะทำร้ายคนดีๆ อย่างราชาวดีเข้า

                “ผมจะบอกผู้กอง จะบอกว่าตันหยงเป็นเมียของผมแล้วและผมก็จะแต่งงานกับตันหยงด้วย ตอนนี้ผู้พันก็กลับมาแล้ว เราจะจัดงานแต่งแบบง่ายๆ ขึ้นที่นี่ ไว้เคลียร์งานเสร็จผมจะไปนราธิวาสเพื่อสู่ขอตันหยงกับผู้หลักผู้ใหญ่ให้ถูกต้อง”

                “ไม่ ฉันไม่แต่ง คนที่ฉันอยากแต่งงานด้วยคือผู้กองต่างหาก”

                “แต่ผู้กองเขามีเมียแล้วนะ! และตอนนี้คุณก็เป็นเมียผมแล้วด้วย จะให้ผมปล่อยเมียตัวเองทิ้งผมทำไม่ได้หรอกนะ” ผู้หมวดนทีเริ่มขึ้นเสียงบ้าง แต่ตันหยงก็ยังไม่ยอมรับ ราชาวดีที่แอบฟังได้แต่ใจเต้นระรัวเมื่อได้ยินเรื่องที่คนทั้งคู่พูดคุยกัน ผู้กองกรันณ์ที่ปิดปากเธอเอาไว้จึงค่อยๆ คลายมือออกก่อนที่เขาจะเดินเข้าไปในห้องพยาบาลเสียเอง ทำให้ผู้หมวดนทีกับตันหยงตกใจกันไม่น้อยที่เห็นเขามาอยู่ที่นี่ โดยเฉพาะตันหยง เธอกลัวว่าเขาจะได้ยินเรื่องทั้งหมด ก่อนที่สายตาของเธอจะเบนมายังหญิงสาวอีกคนที่เดินตามผู้กองกรันณ์เข้ามาในห้องพยาบาล เธอล่ะเกลียดผู้หญิงคนนี้นัก

                “นี่แอบไปผิดผีกันในป่าตอนลาดตระเวนหรอ” ผู้กองกรันณ์ถามขึ้นทันที ตันหยงก็ยิ่งร้องไห้ออกมาด้วยความอับอายเมื่อรู้ว่าเขาคงได้ยินทุกอย่างหมดแล้ว

                “...เรื่องมันยาวครับผู้กอง คือว่า...”

                “ผมได้ยินเรื่องที่ผู้หมวดคุยกับตันหยงหมดแล้วล่ะ ผมไม่ว่าอะไรหรอก แต่...” ผู้กองกรันณ์ว่าแล้วจ้องผู้หมวดนทีนิ่งๆ

                “ผมว่าเรื่องแบบนี้ผู้หมวดควรจะรับผิดชอบนะ เป็นลูกผู้ชาย ทำอะไรเอาไว้ก็ต้องรับผิดชอบ เมื่อกี้นี้ผมได้ยินว่ากำลังขอตันหยงแต่งงาน ผู้หมวดทำดีแล้ว เอาสิ ถ้าจะแต่งงานเดี๋ยวผมจะขอให้ผู้พันเป็นผู้ใหญ่ให้ ตอนนี้พี่น้องทหารพรานของเราก็อยู่ที่นี่กันเยอะ ตชด. ก็อยู่ที่นี่เหมือนกัน แขกมีพร้อมแล้ว”

                “ไม่! ตันหยงไม่แต่ง” ตันหยงว่าขึ้น ทำไมเธอจะไม่รู้ว่าเขากำลังหาทางกำจัดเธอออกไปจากชีวิตของเขาโดยการให้เธอแต่งงานกับคนอื่น

                “ผู้หมวดนทีไม่ดีตรงไหนกันตันหยง เขารักคุณมากนะ ผมถามจริงๆ เถอะ คุณสามารถตอบผมได้มั้ยว่านอกจากผู้หมวดนทีแล้วยังจะมีผู้ชายคนไหนที่เขารักคุณ ดีกับคุณได้มากมายขนาดนี้ ผู้ชายที่ดีพร้อม ทั้งรูปร่างหน้าตา หน้าที่การงานก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าใคร ยังจะมีผู้ชายคนไหนอีกที่จะดีได้มากมายเท่ากับเขา”

                “มีสิคะ ก็ผู้กองไง”

                “ไม่ใช่หรอก ผมยังดีไม่พอสำหรับคุณ” ผู้กองกรันณ์ว่า “...เพราะผมไม่ได้รักตันหยง ไม่เคยรักและไม่คิดที่จะรักในเชิงชู้สาวด้วย ผมไม่สามารถดูแลตันหยงได้ในแบบที่ผู้หมวดนทีทำ”

                แล้วก็เกิดความเงียบขึ้นมาทันทีในห้องพยาบาล ตันหยงมองหน้าผู้กองกรันณ์อย่างเจ็บปวดสุดๆ ที่เขาพูดแบบนี้กับเธอตรงๆ แล้วยังเป็นต่อหน้าราชาวดีอีก ตลอดเวลาหลายปีที่เธอมีใจให้เขามันไม่ได้ทำให้เขาเห็นใจในความรักของเธอบ้างเลยหรอ ถ้าเขารักในหน้าที่มากจนไม่คิดที่จะแต่งงานกับใครเธอก็เข้าใจ แต่นี่...เขากลับไปรักและแต่งงานกับผู้หญิงที่เพิ่งจะได้เจอแค่ไม่กี่เดือนเท่านั้นเรื่องนี้เธอยอมรับไม่ได้ ก็แค่ผู้หญิงขี้เหร่ถูกพี่ชายจับเปลี่ยนลุค อกหักจนพยายามจะฆ่าตัวตายหลายครั้ง ผู้หญิงแบบนี้มีค่าอะไรให้รักกันเธอไม่เข้าใจเลย เกลียดนัก เธอเกลียดราชาวดี ไว้รอเธอหายจากอาการป่วยก่อนเถอะราชาวดีได้ไปเป็นเมียไอ้พ่อค้ายาอยู่ฝั่งพม่าแน่!

                “ตันหยงมีอะไรสู้หมอแก้มไม่ได้” เธอถามเขาขึ้นมา “ตลอดเวลาหลายปีที่อยู่นราธิวาส ความรักของตันหยงผู้กองมองไม่เห็นบ้างหรอ ตันหยงพยายามเข้าใจว่าผู้กองอาจจะรักในการเป็นทหารจนไม่คิดที่จะแต่งงานกับใคร ตันหยงก็เลยไม่เคยมองใครอื่นเพื่อจะทำงานอยู่เคียงข้างผู้กองไปตลอดชีวิต แต่พอผู้กองย้ายมาประจำการที่นี่ผู้กองก็เปลี่ยนไป ผู้กองแต่งงานกับผู้หญิงที่เพิ่งจะเจอกันแค่ไม่กี่เดือน ผู้หญิงที่เขาเคยรักผู้ชายคนอื่นมาก่อนจนพยายามจะฆ่าตัวตายเพราะผู้ชายคนนั้น ผู้หญิงแบบนี้หรอมีค่าให้ผู้กองรัก”

                “ใช่” ผู้กองกรันณ์ตอบ “ผมยอมรับว่าตลอดชีวิตนี้ไม่เคยคิดที่จะแต่งงานกับใคร ไม่คิดที่จะหาห่วงมาเพิ่มให้ตัวเองด้วยจนกระทั่งผมได้มาเจอกับภรรยาของผม ผมไม่สนหรอกว่าก่อนที่จะมาเจอผมภรรยาของผมเคยรักใครมาก่อน มันเป็นแค่เรื่องอดีตผมไม่สนใจ ผมสนแค่ว่าตอนนี้ภรรยาของผมเธอรักแค่ผม เราสองคนรักกันและจะสร้างอนาคตไปด้วยกัน เรื่องเวลาที่ได้รู้จักกันก่อนแต่งงานถึงมันจะเป็นแค่ช่วงเวลาไม่กี่เดือน แต่มันก็เป็นไม่กี่เดือนที่มีคุณค่าและน่าจดจำทุกวินาที มากกว่าหลายปีที่ไม่ได้มีอะไรให้จดจำเลย ผมดีใจที่เมื่อหลายเดือนก่อนผมได้เจอกับภรรยาของผม ได้รักและได้ดูแลเธอ เธอคือทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของผมและผมขาดเธอไม่ได้ ผมอยากให้ตันหยงเปลี่ยนความคิดซะใหม่ ทำไมตันหยงถึงไม่รักคนที่เขารักตันหยง ทำไมต้องมาเสียเวลากับผู้ชายที่ไม่เคยเห็นตันหยงอยู่ในสายตา มันมีประโยชน์อะไรกัน มันไม่มีความสุขหรอกนะถ้าเราจะได้ครอบครองเขาแต่หัวใจของเขาเป็นของคนอื่น”

                ได้ฟังคำพูดของสามีแบบนี้ราชาวดีก็ยิ่งรู้ว่าเธอรักคนไม่ผิด เธอมันงี่เง่านักที่หลงไปบูชาความรักบ้าๆ กับพี่หมอไตรทศอยู่ได้ตั้งนาน ตอนนี้ตันหยงเองก็ไม่ต่างอะไรกับเธอเมื่อหลายเดือนก่อน เธอแอบรักพี่หมอมานานแต่เขาก็ไม่เคยสนใจเธอ ถึงขั้นเธอจะฆ่าตัวตายแต่เขาก็ไม่เคยรับรู้และสนใจจนกระทั่งเธอได้มาเจอกับผู้กองกรันณ์ เธอยอมรับว่าตอนแรกๆ เธอไม่ได้รักเขาเลย เธอรักใครคนอื่นในขณะที่เขารักเธอและคอยตามดูแลเธอจนเธอให้โอกาสเขา การได้เปลี่ยนใจกลับมารักคนที่เขารักเรามันจึงทำให้เธอมีความสุขมาได้อย่างทุกวันนี้ แล้วตันหยงล่ะจะทำได้บ้างมั้ย จะยอมเปลี่ยนใจกลับมารักคนที่เขารักเธออย่างผู้หมวดนทีได้รึเปล่า ถ้าตันหยงทำได้เธอเชื่อว่าตันหยงจะต้องเป็นผู้หญิงที่มีความสุขมากแน่ๆ

                “...ก็ได้ ถ้าผู้กองพูดมาจนขนาดนี้แล้ว” ตันหยงที่เงียบอยู่นานว่าขึ้น “ถ้าผู้กองอยากให้ตันหยงแต่งงานนักตันหยงก็จะแต่ง เอาแบบที่ผู้หมวดนทีว่า จัดงานแต่งที่นี่แบบง่ายๆ ไว้กลับนราธิวาสเมื่อไหร่ค่อยแต่งใหม่ตามประเพณี”

                ผู้หมวดนทีที่นั่งหน้าหงอยอยู่เงยหน้าขึ้นมามองเธอทันทีเมื่อมีความหวัง ถึงตอนนี้เธอจะยังไม่รักเขา แต่เขาก็เชื่อว่าสักวันความดีของเขามันจะทำให้เธอใจอ่อนได้

                “ฉันกำลังจะแต่งงานกับผู้ชายคนอื่น...คุณหมอดีใจมั้ยคะที่ต่อไปจะไม่มีใครมาแย่งผัวของคุณหมออีกแล้ว” ตันหยงยังไม่วายหันมาทางราชาวดีที่ยืนเงียบอยู่ด้านหลังของสามี แต่ถูกถามมาแบบนี้แล้วราชาวดีจะตอบอย่างไรดีล่ะ ก็ตันหยงประชดเธอซะขนาดนี้นี่นา

                “ค่ะ ฉันดีใจ” เธอพูดออกมา “เพราะฉันเชื่อนะคะว่าการที่เรารักคนที่เขารักเราน่ะมันมีความสุขที่สุดแล้ว ก็อย่างที่คุณตันหยงว่า เมื่อก่อนฉันเคยรักใครคนอื่นและฉันก็ไม่ได้รักผู้กองเลยแม้แต่น้อย แต่เพราะความดีและความจริงใจที่ผู้กองมีให้ฉันค่ะ ฉันถึงได้ให้โอกาสเขาและรักเขาในที่สุดจนตอนนี้...ผู้กองกรันณ์คือทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของฉันแล้ว ฉันเชื่อนะคะว่าถ้าคุณตันหยงลองให้โอกาสผู้หมวดนทีบ้าง คุณตันหยงจะต้องหลงรักในความดีและความจริงใจของเขาแน่นอนค่ะ”

                “พูดง่ายดีนะหมอ”

                “ค่ะ พูดง่าย แต่ทำมันคงยาก ขนาดฉันไม่ใช่คนที่เข้มแข็งและแข็งแกร่งได้อย่างคุณตันหยงฉันยังทำได้เลยค่ะ แล้วคนที่ทั้งกล้าหาญแล้วก็เข้มแข็งอย่างคุณตันหยงทำไมถึงจะทำไม่ได้กันคะ” ราชาวดีกึ่งว่ากึ่งท้าทายให้ตันหยงได้จ้องเธอนิ่ง ไม่คิดว่านังหมอตัวดีนี่มันจะปากดีอยู่ไม่น้อย กล้าท้าทายคนอย่างเธอด้วย คิดหรอว่าการที่เธอยอมแต่งงานกับผู้หมวดนทีแล้วเรื่องทุกอย่างมันจะจบ ผู้กองกรันณ์...ถ้าเธอไม่ได้ราชาวดีก็อย่าหวังว่าจะได้เหมือนกัน!!!

 

                “เฮ้อ!!!” ราชาวดีถอนหายใจออกมาแรงๆ ขณะนั่งอยู่ที่บันไดหน้าบ้านผู้พันคีรินทร์ในเวลาหลังเลิกงาน พอมาคิดเรื่องของตันหยงแล้วก็กลุ้มอกกลุ้มใจนัก ไม่ใช่ว่ากลุ้มเพราะกลัวพี่รันของเธอจะถูกแย่งไปหรอก แต่เธอกลัวใจของตันหยงมากกว่าเมื่อตันหยงดูท่าจะไม่ยอมปล่อยวางง่ายๆ และหนักใจแทนผู้หมวดนทีด้วย เขาคงจะเจ็บปวดไม่น้อยที่ว่าที่เจ้าสาวของเขาไม่ได้รักเขาเลย แต่ตันหยงจะแต่งงานกับเขาเพราะความผิดพลาดและเพื่อประชดผู้กองกรันณ์ เหมือนเรื่องทุกอย่างมันจะไม่เกี่ยวข้องกับเธอแต่เธอก็อดรู้สึกว่ามันเกี่ยวข้องด้วยกลายๆ ยังไงก็ไม่รู้

                “เฮ้อ!!!” ว่าแล้วก็ถอนหายใจออกมาอีกจนคนที่นั่งประกอบปืนอยู่ที่ระเบียงบ้านหันมามอง เพราะตั้งแต่เลิกงานมาน้องสาวของเขาก็กลับมาที่บ้าน อาบน้ำอาบท่าอยู่ที่บ้านของเขา ใช้ชีวิตเหมือนกับเมื่อก่อนที่จะแต่งงาน

                “เป็นอะไรถอนหายใจไม่หยุด มีเรื่องอะไรให้กลุ้มอกกลุ้มใจนักหนา” ผู้พันคินทร์ถาม

                “แก้มเบื่อ”

                “เบื่อ...เบื่ออะไร อย่าบอกนะว่าเบื่อผัวตัวเองแล้ว”

                “ใช่”

                “ระวังไอ้รันมันมาได้ยินเข้า” ผู้พันคีรินทร์เตือนเพราะตอนนี้ผู้กองกรันณ์อยู่ที่ฐาน กำลังคัดเลือกทีมลาดตระเวนเข้าไปลาดตระเวนอีกครั้งอยู่โดยคราวนี้จะหาทางโจมตีแสนดาให้ได้ “แล้วนี่อะไร ทำไมกลับมาที่นี่อีก แต่งงานแล้วก็ไปอยู่ที่บ้านผัวตัวเองสิ อย่ามาทำตัวเป็นลูกแหง่ติดพี่แบบนี้นะ”

                “อย่ามาไล่แก้มนะ” เธอหันมาว่าเขา “ก็พี่ภูหายหน้าหายตาไปทำงานตั้งหลายวันแก้มก็คิดถึงน่ะสิ แก้มก็อยากอยู่กับพี่ภูบ้างไม่ได้หรอ แก้มอยู่กับพี่ภู เป็นน้องพี่ภูมาตั้งยี่สิบกว่าปีนะ ยังไงแก้มก็ผูกพันกับพี่ภูมากกว่าพี่รันอยู่แล้ว” ว่าแล้วเธอก็เข้าไปนั่งกอดแขนพี่ชายอย่างออดอ้อน ผู้พันคีรินทร์จึงเอาสันปืนเคาะศีรษะเธอเบาๆ

                “พี่เป็นทหารนะ พี่ก็ต้องออกไปทำหน้าที่ของพี่ จะให้อยู่บ้านเลี้ยงน้องตลอดก็ไม่ใช่เรื่อง แล้วเราก็เหมือนกัน แต่งงานแล้วก็ควรจะอยู่บ้านดูแลผัว ไม่ใช่มาทำตัวติดพี่อยู่แบบนี้”

                “โธ่ แก้มก็แค่มีเรื่องอึดอัดใจนิดหน่อยก็เลยมาหาพื้นที่หายใจให้โล่งหน่อยก็เท่านั้น”

                “อึดอัดเรื่องอะไร เรื่องตันหยงน่ะหรอ”

                “ค่ะ แต่ไม่ใช่เพราะเรื่องหึงหวงหรอกนะคะ แก้มเชื่อใจพี่รันเสมอ แต่ว่า...ไม่รู้สิ มันก็ไม่ใช่เรื่องของแก้มซักหน่อยแต่ทำไมแก้มถึงได้อึดอัดก็ไม่รู้ แก้มรู้สึกว่าที่คุณตันหยงยอมแต่งงานกับผู้หมวดนที เหมือนเธอจะมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงอยู่ด้วย อีกอย่างก็สงสารผู้หมวดนทีด้วย เขาคงเจ็บปวดน่าดู”

                “เรื่องความรักมันไม่เข้าใครออกใครหรอก ตันหยงเป็นคนไม่ยอมปล่อยวางอะไรง่ายๆ ถ้าแก้มไม่สบายใจงั้นก็อยู่ห่างๆ ตันหยงเอาไว้ก็แล้วกัน ตัวก็เล็กกว่าเขา ต่อสู้อะไรกับเขาก็ไม่เป็น พยายามอย่าอยู่ใกล้ตันหยงให้มากเข้าใจมั้ย”

                “เข้าใจค่ะ แก้มก็ไม่ได้อยากจะอยู่ใกล้เขานักหรอก ตอนนี้อาการป่วยเขาก็ดีขึ้นแล้ว ไว้คุณตันหยงหายดีแก้มค่อยถอยออกห่าง ตอนนี้ยังต้องทำหน้าที่หมออยู่ จะละเลยหน้าที่ไม่ได้เด็ดขาด”

                “ดีมาก รู้จักหน้าที่ของตัวเอง แบบนี้สิค่อยเป็นหมอที่น่ารัก” ผู้พันคีรินทร์ลูบผมน้องสาวอย่างเอ็นดู ราชาวดีก็เลยลุกขึ้นยืนอีกครั้ง

                “งั้นแก้มไปอ่านหนังสือก่อนนะ ถ้าเงียบไปแปลว่าแก้มหลับพี่ภูไม่ต้องไปปลุกล่ะ” ว่าจบเธอก็เดินเข้าบ้านไปยังห้องนอนของตัวเอง ผู้พันคีรินทร์ที่เพิ่งจะนึกอะไรออกเลยต้องเรียกเธอตามหลัง

                “แก้ม!!! จะมานอนที่นี่ได้ยังไง แล้วไอ้รันล่ะ!

                “พี่ภูควรห่วงน้องสาวมากกว่าน้องเขยของตัวเองนะคะ” เธอร้องตอบมาก่อนที่เสียงปิดประตูจะดังขึ้น ผู้พันคีรินทร์เลยได้แต่ถอนหายใจออกมา

                “มีผัวแล้วยังทำตัวเหมือนเด็ก ไอ้รันออกเวรมาได้มาตามหาเมียแน่ๆ”

 

                แล้วก็เป็นอย่างที่ผู้พันคีรินทร์คิด ทันที่ที่ออกเวรคนเมียหายก็วิ่งหน้าตาตื่นมาที่บ้านพักของเขาทันทีเพราะก่อนหน้านี้เขากลับไปที่บ้านพักแล้วไม่เห็นราชาวดีอยู่ที่นั่น ที่ห้องพยาบาลก็ไม่อยู่ สถานการณ์ยิ่งไม่ค่อยน่าไว้ใจเขาก็เลยกลัวไปเรื่อยจนต้องวิ่งมาหาพี่เมียที่บ้านนี่แหละ

                “พี่ภู! เห็นเมียผมมั้ยพี่” เขาถามปนเสียงหอบ ผู้พันคีรินทน์ที่ยังนั่งเช็คอาวุธปืนทั้งหลายแหล่อยู่ที่ระเบียงหน้าบ้านจึงพยักหน้าตอบ

                “อยู่ในบ้านนู่น” เขาตอบทั้งๆ ที่ยังขัดปืนอยู่ ซึ่งพอรู้ว่าเธออยู่ที่นี่ผู้กองกรันณ์จึงค่อยโล่งใจหน่อย นอกจากเขาก็มีแค่ผู้พันคีรินทร์อีกคนเท่านั้นที่เขามั่นใจว่าหากราชาวดีอยู่ด้วยแล้วเธอจะปลอดภัย

                “แก้มมันไม่สบายใจเรื่องตันหยงน่ะเลยยังไม่อยากกลับบ้านไปอยู่กับแก” ผู้พันว่าขึ้น ผู้กองกรันณ์ที่กำลังจะเดินเข้าบ้านไปเลยชะงักก่อนจะเข้ามาหาเขาแทน

                “พี่ภู เชื่อใจผมสิพี่...”

                “เออ ฉันเชื่อใจแก แก้มก็เชื่อใจแก ใครๆ ก็เชื่อใจแกทั้งนั้นแหละ แต่เชื่อใจกับสบายใจมันต่างกัน ไอ้เรื่องเชื่อใจและเข้าใจน่ะมันมีให้กันอยู่แล้วแน่ๆ แต่ถามว่าสบายใจมั้ยมันไม่มีใครสบายใจได้หรอก กลับกัน แกลองคิดเอาว่าถ้าเปลี่ยนจากตันหยงเป็นไตรทศแกจะสบายใจมั้ย แกก็รู้อยู่แก่ใจว่าแก้มรักแก เลือกแกแล้ว แต่ถ้ามีไตรทศมาอยู่ใกล้ๆ แกจะรู้สึกยังไง”

                ก็จริงอย่างที่ผู้พันว่า...ถึงแม้ตอนนี้น้องนางไม้ของเขาจะเกลียดไตรทศ แต่คนเคยรักกัน ถ้าไตรทศมาอยู่ใกล้ๆ เธอเขาก็ไม่สบายใจ

                “อืม ผมเข้าใจแล้วพี่” เขาพยักหน้ารับ “ผมจะพยายามไม่ทำให้น้องแก้มคิดมากหรอกนะ”

                “มันเรื่องของแกสองคนผัวเมีย ฉันไม่อยากจะยุ่ง เคลียร์กันเอาเอง”

                “ครับ”

                “แล้วเรื่องของแสนดาที่เข้ามาป้วนเปี้ยนแถวนี้ล่ะ เป็นยังไงบ้าง” พอผู้พันถามถึงเรื่องนี้ คราวนี้ผู้กองกรันณ์ก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ หรือว่าถึงเวลาแล้วที่เขาต้องบอกความจริงกับผู้พัน อย่างน้อยถ้าผู้พันรู้เรื่องนี้เขาก็จะได้ช่วยดูแลราชาวดีด้วย

                “พี่ภู ผมมีความลับอะไรบางอย่างจะบอกพี่” น้ำเสียงที่เคร่งเครียดของผู้กองกรันณ์ทำให้ผู้พันคีรินทร์วางปืนในมือลงทันทีแล้วมองหน้าเขานิ่ง ความลับอะไรกันที่ทำให้น้องเขยเขาไม่สบายใจแบบนี้

                “คราวก่อนที่แสนดาถูกจับได้ริมฝั่งแม่น้ำเมยแล้วเป็นข่าวใหญ่โตน่ะ...เป็นผมเอง ผมกับทีมซีลเป็นคนจับมันได้”

                “อะไรนะ!” ผู้พันคีรินทร์ว่า ก็รู้อยู่หรอกว่าน้องเขยตนมีอีกหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ แต่เขาก็ไม่คิดว่าหนึ่งในภารกิจลับจะเป็นการจับกุมตัวแสนดา

                “ผมเป็นหัวหน้าทีมในการเข้าไปจับกุม ระหว่างที่ไล่ล่าแสนดาแล้วผมพลาดถูกมันจำหน้าได้ขึ้นมามันก็เลยอาฆาตแค้นผม มันขู่จะตามไล่ล่ารวมถึงทำร้ายคนที่ผมรักด้วย”

                “งั้นที่มันมาป้วนเปี้ยวแถวนี้ก็เพื่อตามล่าแกใช่มั้ย”

                “ใช่ มันคงสืบจนรู้แล้วว่าผมเป็นทหารพรานอยู่ที่นี่ อย่างคืนแต่งงานที่ฐานถูกลอบโจมตีก็ฝีมือมัน มันตั้งใจสร้างสถานการณ์เพื่อแกล้งไม่ให้ผมได้เข้าหอ”

                “ถ้ามันรู้ขนาดว่าแกแต่งงานวันนั้น งั้นแกก็ไม่ใช่เป้าหมายเดียวของมันหรอกใช่มั้ย” ผู้พันคีรินทร์เริ่มเข้าใจอะไรมากขึ้นแล้ว เรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องของผู้กองกรันณ์คนเดียวเสียแล้ว แต่ว่ามันยังเกี่ยวกับน้องสาวของเขาด้วย

                “มันรู้แล้วว่าจุดอ่อนเดียวของผมก็คือเมีย เพราะแบบนี้ไงผมถึงให้น้องแก้มอยู่ห่างจากผมไม่ได้”

                ผู้พันคีรินทร์ขมวดคิ้วมุ่ยทันทีเมื่อมองเข้าไปในบ้านตัวเอง แบบนี้ก็เท่ากับว่าน้องสาวของเขากำลังตกเป็นเป้างั้นสิ เกิดมาเป็นเมียทหารเขาก็นึกว่าน้องสาวของเขาจะปลอดภัยเสียอีก นี่อะไร ดันได้ผัวเป็นหน่วยรบพิเศษมีคนร้ายจ้องจะแก้แค้น นี่เขาคิดถูกหรือคิดผิดกันเนี่ยที่เชียร์ให้สองคนนี้รักกัน เขาก็เห็นว่าไอ้น้องเขยนี่มันเป็นคนดี เป็นทหารที่ดี ซื่อสัตย์ในหน้าที่ แต่เพราะงานของมันแท้ๆ ทำเอาน้องสาวเขาซวยไปด้วย

                “ย้ายแก้มกลับไปที่กรุงเทพฯ ได้มั้ย”

                น้องแก้มไม่ยอมไปหรอกพี่ อีกอย่าง...อยู่ใกล้ผมแล้วผมอุ่นใจกว่า ถ้าต้องอยู่ห่างกันแล้วติดต่อกันไม่ได้ผมจะยิ่งมีห่วงมากกว่านี้ นี่แค่หายตัวกลับมาที่บ้านพี่นี่ผมก็ใจหายใจคว่ำแล้ว” ผู้กองกรันณ์บอก ผู้พันคีรินทร์เองก็เห็นว่าตอนนี้ราชาวดีกำลังติดสามีของเธอมาก การจะไปแยกเธอออกจากผู้กองกรันณ์ก็เท่ากับทรมานหัวใจของเธอเสียเปล่าๆ

                “เฮ้อ! คิดถูกหรือคิดผิดเนี่ยที่ยกให้เป็นเมียแก”

                “อ้าวพี่ ทำไมพูดแบบนี้ล่ะ” ผู้กองกรันณ์ว่าอย่างไม่พอใจ ผู้พันคีรินทร์จึงหันกลับมาสนใจปืนของตัวเองต่อก่อนจะพูดขึ้นมา

                “เอาเป็นว่าช่วงนี้ฉันจะพยายามอยู่ฐานให้นานๆ ละกัน ไว้แกจะออกไปลาดตระเวนหรือทำภารกิจอะไรของแกก็ค่อยบอกฉัน ฉันจะได้ให้แก้มมาอยู่ที่นี่ ถ้าให้อยู่ที่บ้านพักของแกคนเดียวฉันเป็นห่วง น้องคนนี้ฉันรักเหมือนลูก ยังไงซะฉันก็ไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมันมาทำร้ายน้องฉันหรอก” ผู้พันว่าแล้วเล็งปืนในมือออกไปนอกบ้านที่เริ่มจะมืดขึ้นทุกทีแล้วก่อนจะปรายตามาทางน้องเขยอีก “เมียแกอยู่ในห้องนอนนู่น จะพากลับบ้านก็ตามใจหรือถ้าจะนอนกันที่นี่...ก็อย่าเสียงดังกันให้มาก เกรงใจเจ้าของบ้านด้วย”

                “ครับผม” ผู้กองกรันณ์ยิ้มออกมาเมื่อรู้ว่าผู้พันคีรินทร์หมายถึงเรื่องอะไรก่อนจะลุกขึ้นยืน “ขอบคุณมากนะครับพี่ภูที่จะช่วยดูแลน้องแก้มให้ผม”

                “ขอบคุณทำไม ยัยแก้มเป็นน้องฉันนะ ฉันก็ต้องดูแลน้องฉันอยู่แล้วมั้ย” ผู้พันว่าแล้วก็หยิบปืนอีกกระบอกของตัวเองขึ้นมาเช็ดทำความสะอาดต่อ ผู้กองกรันณ์จึงเดินเข้าบ้านเพื่อกลับไปหาน้องนางไม้ของเขา ผู้พันนะผู้พัน ชอบจริงนะวางมาดพี่เมียเบ่งใส่เขาเนี่ย แต่งงานมาจนขนาดนี้แล้วยังไม่เลิกเบ่งใส่น้องเขยอย่างเขาอีก เฮ้อ!

                ภายในบ้านเงียบเชียบ แต่ก็สว่างด้วยแสงจากตะเกียงเจ้าพายุที่คาดว่าผู้พันคีรินทร์คงเข้ามาจุดตะเกียงให้น้องสาว ผู้กองกรันณ์ผลักประตูห้องนอนของน้องนางไม้ออกแล้วก็ต้องแอบขำเบาๆ เมื่อเห็นสภาพเมียรักของเขาตอนนี้ น้องนางไม้แสนสวยของเขากำลังหลับอยู่บนเตียงนอนสีขาว ข้างๆ กายเธอมีหนังสือตำรามากมายถูกกางออกไว้ เธอฟุบหลับคาหนังสือตำราแพทย์ ในมือยังคงถือปากกาเอาไว้อยู่ โธ่แม่หนอนหนังสือตัวน้อยของเขา นี่อ่านหนังสือยังไงมาหลับคาหนังสือแบบนี้ เขาคิด ก่อนจะค่อยๆ หยิบหนังสือแต่ละเล่มไปเก็บที่ชั้นหนังสือตามเดิม รวมถึงดึงเอาปากกาออกจากมือของเธอด้วย จะว่าไปตั้งแต่หลังแต่งงานมานี่เขาก็ยังไม่เคยเห็นเธออ่านหนังสืออีกเลย ว่างจากงานก็อยู่กับเขา มีจับหนังสือบ้างก็ตอนติวหนังสือให้ขวัญตาแต่หลักๆ ก็แทบจะไม่ได้อ่านหนังสือเลย นี่คงจะคิดถึงหนังสือมากล่ะสิถึงได้มานอนกอดหนังสือหลับอยู่ที่นี่

                พอเก็บหนังสือออกจากเตียงเสร็จเขาก็ขึ้นไปนอนบนเตียงกับเธอทันทีก่อนจะค่อยๆ เอื้อมแขนดึงเอาเธอเข้ามากอดเอาไว้แนบอก แต่ก็ทำให้ราชาวดีสะดุ้งตื่นตกใจจะกรีดร้องออกมาทันทีเมื่อคิดว่าเขาเป็นคนแปลกหน้า

                “กรี...อุ๊บ!

                “นี่พี่เอง” เขารีบบอกเมื่อเอามือปิดปากเธอได้ทัน ผู้พันยิ่งกำลังจับปืนอยู่ เดี๋ยวได้แตกตื่นเอาปืนมายิงน้องเขยอย่างเขาไส้ไหลกันพอดี

                “พี่รัน...ตกใจหมดเลย เล่นอะไรก็ไม่รู้” เธอว่าแล้วตีอกเขาไปหนึ่งทีข้อหาทำให้เธอตกใจกลัวคิดว่าเขาจะเป็นคนร้ายเสียอีก

                “แล้วทีแก้มล่ะ หนีมานอนที่บ้านผู้พัน รู้มั้ยว่าพี่ตกใจแค่ไหนที่กลับบ้านพักไปแล้วเมียหาย” เขาดุคืน ราชาวดีก็เลยเงียบ นอนแน่นิ่งให้เขากอดก่อนที่มือเล็กๆ จะเริ่มลูบไล้มาที่อกแกร่งผ่านเสื้อทหารของเขาและแววตาเย้ายวนจนผู้กองกรันณ์ต้องรีบตะปบมือเล็กๆ ของเธอเอาไว้

                “หิวพี่หรอครับ” เขากระซิบถาม ราชาวดีจึงดึงมือของเขาที่จับมือเธอเอาไว้มาจูบ ก่อนที่เธอจะเอื้อมตัวขึ้นไปจูบที่ซอกคอของเขาแล้วดูดเบาๆ ด้วยจนเขาแทบกลั้นหายใจตามเมื่อถูกเมียรุกก่อนอีกแล้ว

                “กลับบ้านเราดีกว่านะ อยู่ที่นี่แล้วทำอะไรไม่ถนัดเลยผู้พันอยู่เป็นก้างขวางคอ”

                “แก้มยังไม่เคยนอนที่บ้านพักพี่รันเลย” เธอกระซิบบอกเมื่อเขาช้อนตัวเธอขึ้นอุ้มจากที่นอน

                “งั้นก็เริ่มคืนนี้เลย บ้านพักพี่บรรยากาศดีมากเลยนะ แล้วแก้มจะชอบ”

                “บ้า” ราชาวดีหน้าแดงจัดขึ้นมาเมื่อถูกสามีอุ้มออกมาจากห้องนอนก่อนจะออกมาที่ระเบียงบ้าน ให้ผู้พันคีรินทร์ที่นั่งทำความสะอาดปืนนับสิบกระบอกของตัวเองหันมามองตามเมื่อเห็นไอ้น้องเขยตัวดีมันอุ้มน้องสาวของเขาออกมาจากบ้าน

                “ผมพาเมียกลับบ้านนะพี่ภู แล้วจะทำหลานน่ารักๆ ให้ช่วยเลี้ยง” ไอ้น้องเขยตัวดีบอกก่อนจะอุ้มเอาราชาวดีกลับไปที่บ้านพักของมันที่อยู่ไม่ไกลกันมากจนเขาหมั่นไส้มันนัก ไม่คิดมาก่อนเลยว่ามันจะเป็นคนที่หื่นจัดขนาดนี้ เห็นนิ่งๆ ขรึมๆ เหี้ยมๆ พอมีเมียแล้วจะหลงเมียหนัก เฮอะ!

 

                อาการของตันหยงเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีคุณหมอฝีมือดีคอยดูแลรวมถึงบุรุษพยาบาลอย่างผูหมวดนทีอีก ราชาวดีที่อยู่ห้องพยาบาลด้วยกันอดสังเกตผู้หมวดหนุ่มไม่ได้ ผู้หมวดนทีไม่เหมือนผู้หมวดคณินเพราะเขาเป็นคนที่ร่าเริงกว่า ช่างพูดกว่าตามประสาพ่อหนุ่มนักรัก แต่ว่าหลังกลับจากลาดตระเวนมาคราวนั้นเขาก็ดูเงียบขรึมขึ้น ถึงจะยังดูยิ้มแย้มได้แต่แววตาก็เศร้านัก พอๆ กับตันหยงที่ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจา แต่ถึงเธอจะบอกว่าไม่ได้รักผู้หมวดนที ราชาวดีก็ไม่เห็นว่าเธอจะดูรังเกียจอะไรเขาเลย ตรงกันข้าม เธอยังพูดจาดีกับเขา แอบมองเขาด้วยรอยยิ้ม ผู้หมวดนทีแสนดีขนาดนี้เธอว่าตันหยงก็ต้องมีใจอ่อนบ้างแหละ เพียงแต่เธอยังไม่รู้ใจตัวเองและยังฝังใจอยู่กับผู้กองกรันณ์อยู่

                “ตอนนี้ไม่มีอาการไข้แล้ว แต่ว่าก็ควรจะพักฟื้นร่างกายอีกหน่อยอย่าเพิ่งทำงานหนักนะคะ” ราชาวดีบอกคนไข้หน้าดุของตัวเอง “ส่วนแผลที่ถูกยิงก็ดีขึ้นเยอะเลยนะคะ ฉันตกแต่งบาดแผลให้สวยเลย รับรองค่ะว่าหายดีแล้วจะไม่มีรอยแผลเป็นแน่นอน หลังคุณตันหยงจะยังสวยเรียบเนียนเหมือนเดิมค่ะ” ศัลยแพทย์ชื่อดังของประเทศรับรองขนาดนี้ ผู้หมวดนทีที่อยู่ฟังอาการของตันหยงด้วยก็รีบพยักหน้ายืนยันว่าเธอพูดจริงทันที เพราะขนาดแผลที่ถูกด้ามปืนฟาดตรงหางคิ้วเขาคราวนั้นตอนนี้ก็ไม่มีรอยแผลเป็นเลย ทั้งๆ ที่การรักษาก็ทำเหมือนหมอคนอื่นๆ ไม่รู้ว่าราชาวดีไปเอามนต์วิเศษมาจากที่ไหนถึงได้เสกให้รอยแผลเป็นหายไปได้ น้องนางไม้ของผู้กองนี่ช่างศักดิ์สิทธิ์จริง       ๆ

                “เรียบร้อยแล้วใช่มั้ย”

                “ค่ะ” คนเป็นหมอยิ้มตอบคนไข้อย่างภูมิใจในผลงานของตัวเอง ราชาวดีมักจะมีความสุขและภูมิใจเสมอเมื่อยามได้ดูแลคนไข้ของตัวเองอย่างเต็มที่และสามารถรักษาคนไข้ทุกคนได้ เธอก็หวังว่าตันหยงจะเห็นถึงความจริงใจของเธอบ้าง

                “ดี ถ้าเรียบร้อยแล้วฉันจะได้ออกไปจากที่นี่ซักที อึดอัดเป็นบ้า” ว่าจบคนไข้ก็ลุกขึ้นอย่างรวดเร็วและไม่สนใจเลยว่าจะทำเก้าอี้ล้มก่อนจะเดินออกไปจากห้องพยาบาลราวกับรังเกียจที่นี่ คนเป็นหมอได้แต่นั่งอึ้งๆ ถือถุงยาในมือค้างจนผู้พันคีรินทร์ที่นั่งเงียบๆ อยู่อีกฟากของห้องพยาบาลอดขำน้องสาวตัวเองไม่ได้ที่ถือถุงยาเก้อ ส่วนคนไข้เดินหน้าเหวี่ยงออกไปไกลแล้ว

                “ขอโทษนะครับคุณหมอ ผมขอโทษแทนตันหยงด้วย” เป็นผู้หมวดนทีที่รีบก้มหัวแล้วก้มหัวอีกขอโทษเธอพลางเก็บเก้าอี้ให้เรียบร้อย

                “ไม่เป็นไรค่ะ แต่ว่ายา...” ราชาวดีหันมามองยาในมือตัวเอง “ผู้หมวดเอาไปให้คุณตันหยงแทนละกันนะคะ” เธอว่าก่อนจะจัดการเขียนกำกับยาแต่ละถุงว่าต้องกินกี่เม็ด เวลาไหนบ้างแล้วจึงส่งให้ผู้หมวดนที

                “ขอโทษอีกครั้งนะครับคุณหมอ อย่าถือสาตันหยงเลยนะครับ”

                “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันเข้าใจ” ราชาวดียิ้มเจื๋อนๆ ตอบ ผู้หมวดนทีที่รับยาจากเธอแทนตันหยงแล้วจึงขอตัวตามเธอออกไป คุณหมอที่ไม่มีคนไข้แล้วเลยถอนหายใจยาวออกมา

                “เฮ้อ!!! หมดเรื่องหมดราวซักที”

                “ถอนหายใจแบบนี้ระวังแก่เร็ว” ผู้พันคีรินทร์ลุกขึ้นเดินมาหาเธอ ในมือของเขามีห่อวิตามินซี 50 มิลลิกรัมอยู่ด้วย กินวิตามินซีเป็นเด็กไปได้

                “คุณน้ำอิงเคยเล่าให้ฟังว่าตอนรักษาเสือในป่าเธอจะใช้ยาสลบกับเสือ แล้วพอรักษาเสร็จก็ต้องหาที่หลบ รอให้เสือฟื้น ซึ่งพอเสือตัวนั้นฟื้นมันก็จะกลับไปเป็นผู้ล่าในป่าต่อ”

                “พูดแบบนี้จะสื่ออะไร” คนที่กินวิตามินซีเด็กถามขึ้น

                “คุณตันหยงเหมือนเสือค่ะ ตอนป่วยก็ไม่มีพิษมีภัยอะไร แต่พอหายดีก็กลับไปเป็นเสือผู้ล่าแสนดุเหมือนเดิม” ได้ฟังคำเปรียบเทียบซื่อๆ ของน้องสาวผู้พันคีรินทร์ก็หัวเราะออกมาอีก นี่แต่งงานมีผัวแล้วยังซื่อไม่เปลี่ยนอีกน้องสาวเขา แล้วแบบนี้จะไม่ให้เขาห่วงเธอได้ยังไงกัน

                “เมื่อไหร่พี่ภูจะเลิกขโมยวิตามินซีไปกินซักทีคะ” เธออดถามไม่ได้เมื่อเขาแกะห่อวิตามินซีกลิ่นสับปะรดออกมากินอีก

                “เห็นเขาว่ากินวิตามินซีแล้วจะช่วยไม่ให้เป็นหวัดได้ ตอนนี้ไข้หวัดใหญ่กำลังระบาดก็ต้องกินกันเอาไว้ เออ แต่ว่ากลิ่นส้มอร่อยกว่านะ แต่กลิ่นสับปะรดนี่ไม่ไหว” ขโมยกินแล้วยังมาบ่นอีกคนอะไร

                “มันก็ใช่ค่ะว่าวิตามินซีเนี่ยกันไข้หวัดได้ แต่ต้องเป็นวิตามินซี 500 มิลลิกรัมค่ะ อย่างที่พี่ภูกินอยู่เนี่ยมันเป็นวิตามินซี 50 มิลลิกรัม ให้เด็กกินกันเลือดออกตามไรฟัน แล้วเขาก็ไม่ให้กินเป็นขนมแบบนี้ เวลาที่ควรกินคือหลังมื้ออาหารทันทีหรือกินไปพร้อมอาหารมื้อหลักเพราะร่างกายจะดูดซึมสารอาหารได้ดีกว่า” เธอว่าก่อนจะเดินไปที่ตู้ยาแล้วหยิบขวดวิตามินซีขนาด 500 มิลลิกรัมออกมาหกขวด แล้วยื่นไปให้ผู้เป็นพี่ชายสองขวด

                “ตอนกลับเข้าฐานมาแก้มซื้อวิตามินซีเข้ามาให้พี่ภูด้วย แบ่งกันคนละสองขวด พี่ภู พี่รันกับแก้ม กินวันละเม็ดพอนะคะ”

                “เดี๋ยว แล้วทำไมวิตามินซีของเราขวดไม่เห็นเหมือนของพี่กับไอ้รันล่ะ” ขวดของเธอมีรูปผลไม้และภาพนางแบบผู้หญิงสวยๆ ด้วย

                “อ๋อ ของพวกพี่กินบำรุงร่างกาย ของแก้มกินบำรุงผิว ถึงจะอยู่ในป่าแบบนี้แต่เป็นผู้หญิงก็อย่าหยุดสวยนะ เนี่ย คุณน้ำอิงที่เป็นถึงอดีตดาราดังยังกินยี่ห้อเดียวกับแก้มเลย”

                “อ๋อ ระหว่างที่คุณน้ำอิงอยู่ที่นี่ก็คงจะคุยกันแต่เรื่องความสวยความงามใช่มั้ย”

                “ใช่สิ ใครจะอยากกลับไปเป็นยัยเพิ้งเชยๆ ใส่แว่นหนาแบบนั้นอีก” เธอว่า “ยิ่งมีสาวมาชอบพี่รันต้องยิ่งห้ามหยุดสวย”

                “ประสาท” ผู้พันคีรินทร์ว่า ความรักมันทำให้คนเปลี่ยนไปได้มากจริงๆ รู้สึกว่าตั้งแต่แต่งงานมานี่ราชาวดีจะยิ่งดูแลตัวเองดีขึ้นเยอะ ดูสวยวันสวยคืนเลยล่ะ มิน่าล่ะไอ้รันมันหลงจนโงหัวไม่ขึ้น

                “ผู้พัน!!!” นั่นไง ตายยากจริงๆ พอนึกถึงก็โผล่หัวมาเลย แต่...สีหน้ามันดูตื่นๆ ชอบกล

                “มีอะไร” ผู้พันคีรินทร์ถามขึ้นเมื่อเห็นน้องเขยยืนหอบอยู่ตรงหน้า ก่อนที่ผู้หมวดไกรจักรกับอาสาสมัครทหารพรานอีกนายจะหิ้วปีก ตชด. นายหนึ่งเข้ามาในห้องพยาบาลในสภาพเลือดท่วมกาย ราชาวดีจึงรีบเข้าไปดูคนเจ็บทันที

                “ถูกยิงมาครับหมอแก้ม” ผู้หมวดไกรจักรบอกเธออย่างตื่นตระหนกที่เห็นเพื่อนของตัวเองนอนเลือดท่วมตัวอยู่แบบนี้

                “ถอดเสื้อคนไข้ออกค่ะ ฉันจะดูอาการให้” ราชาวดีวิ่งวุ่นไปหยิบอุปกรณ์ผ่าตัดมาทันทีพร้อมกับยาก่อนจะรีบเข้ามาให้ออกซิเจนคนไข้ ผู้หมวดไกรจักรจึงจัดการถอดเครื่องแบบตำรวจตระเวนชายแดนของเพื่อนเขาออก

                “ต้องรีบผ่าเอากระสุนออกมาด่วนเลยค่ะ คนไข้จะช็อคแล้ว ผู้หมวดคะ มาช่วยเป็นลูกมือให้ทีค่ะ” เธอหันไปบอกผู้หมวดคณินกับผู้หมวดนทีที่ตามเข้ามา เพราะทั้งสองคนเคยเป็นผู้ช่วยผ่าตัดให้เธอมาแล้วนับว่ามีประสบการณ์ที่สุด            

                “เพื่อนผมจะหายใช่มั้ยครับคุณหมอแก้ม เขามีเมียกำลังรออยู่ที่บ้าน ลูกก็เพิ่งคลอดได้ไม่ถึงเดือน คุณหมอต้องช่วยเขาให้ได้นะครับ” ผู้หมวดไกรจักรบอก ราชาวดีจึงพยักหน้ารับ ผู้พันคีรินทร์เลยเข้ามาดึงตัวผู้หมวดไกรจักรออกไปก่อนเพื่อไม่ให้เขากดดันราชาวดีจนเกินไป เช่นเดียวกันกับที่ผู้กองกรันณ์เข้ามาเป็นลูกมือให้กับน้องนางไม้ของเขาด้วย

                “ถูกยิงตอนลาดตระเวนใช่มั้ยคะ” ราชาวดีหันมาถามสามี เพราะจำได้ว่า ตชด. นายนี้คือทีมลาดตระเวนที่เพิ่งออกไปจากฐานเมื่อวันก่อน

                “ใช่ พวกเดิมกับที่เล่นงานทีมของผู้หมวดนที”

                “ไอ้แสนดา!” ผู้หมวดนทีพูดชื่อหัวหน้าของพวกมันออกมาอย่างเจ็บใจ แต่มันกลับทำให้ราชาวดีที่ถือมีดผ่าตัดอยู่ชะงักไป เมื่อกี้นี้เขาว่าใครนะ แสนดาอย่างนั้นหรอ

                “พ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่จากพม่า ตอนนี้มันข้ามมาฝั่งไทยแล้ว” ผู้กองกรันณ์บอกเธออีก เขารู้ว่าที่เธอชะงักไปเมื่อครู่นี้คงเพราะรู้ว่ามันคือเพื่อนของเธอเมื่อตอนไปเป็นแพทย์ฝึกหัดอยู่ที่เชียงราย และอีกไม่กี่วันเขาก็จะนำทีมออกไปไล่ล่ามันด้วย เขาจะไม่อยู่เฉยๆ ให้มันมาเล่นสงครามประสาทแบบนี้กับเขาฝ่ายเดียวหรอก

                ถึงจะเอะใจกับชื่อของแสนดา แต่ราชาวดีก็ต้องตั้งสติให้ดีๆ เพื่อจดจ่ออยู่กับการรักษาคนไข้ที่อาการไม่ค่อยจะสู้ดีสักเท่าไหร่ แต่เธอก็ต้องพยายามทำให้เต็มที่เพราะ ตชด.นายนี้ยังมีครอบครัวที่รออยู่ ลูกของเขาเพิ่งคลอด เธอไม่อยากให้มีเด็กที่ไหนต้องกำพร้าอีกแล้ว เพราะฉะนั้นเธอจะต้องช่วยชีวิตของเขาเอาไว้ให้ได้

                “คุณหมอครับ ผมว่าเขาคงไม่รอด” ผู้หมวดนทีบอกเมื่อเห็นสภาพบาดแผล เกิดมาก็เพิ่งจะเคยเห็นอวัยวะภายในของมนุษย์จะๆ แบบนี้ ถึงเขาจะเป็นทหารสู้รบมาเยอะ เห็นคนตายมาก็มาก แต่มาเห็นอะไรแบบนี้เขาก็อดกลัวขึ้นมาไม่ได้ อย่าว่าแต่เขาเลย ขนาดผู้หมวดคณินกับผู้กองแท้ๆ ยังถึงกับพากันเหงื่อตก จะเห็นมีก็แต่ราชาวดีนี่แหละที่เธอยังคงนิ่งไม่ได้มีท่าทีจะกลัวอะไรกับภาพตรงหน้าเลย

                “อย่างที่ผู้หมวดนทีว่านะครับ ผมว่าเราบอกข่าวร้ายกับผู้หมวดไกรจักรเถอะ” แม้แต่ผู้หมวดคณินก็ยังอ่อนใจกับบาดแผลของเพื่อนร่วมอุดมการณ์

                “แก้มรักษาเขาได้” ราชาวดีพูด เธอไม่ได้บอกผู้หมวดทั้งสอง แต่เธอบอกกับตัวเอง “แก้มเป็นหมอ แก้มรักษาได้” เธอพูดผ่านแมสปิดหน้าเบาๆ แล้วคีบกระสุนปืนสองนัดออกมาจากช่องท้องคนไข้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะผ่าตัดใหญ่ในสภาพที่มีเครื่องมือเครื่องใช้อยู่อย่างจำกัด ไฟฟ้าก็ไม่มีจนต้องใช้กระแสไฟจากแบตเตอรี่ที่เก็บเอาไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน ในขณะที่ผู้หมวดทั้งสองเริ่มถอดใจแล้วเมื่อคิดว่า ตชด. นายนี้ต้องไม่รอดแน่ๆ แต่ก็ยังคงเป็นลูกมือที่ดีให้กับราชาวดี จนเวลาล่วงเลยจากช่วงสายจนเย็นย่ำ มือบอบบางของคุณหมอก็ค่อยๆ บรรจงเย็บปิดบาดแผลคนไข้ของเธออย่างเบามือ ก่อนจะตรวจเช็คร่างกายคนไข้อีกทีพร้อมกับถุงน้ำเกลือและเลือดที่ได้รับการบริจาคจากเพื่อนทหารพรานที่มีเลือดกรุ๊ปเดียวกับคนไข้

                “เขา...ปลอดภัยแล้วค่ะ” ราชาวดีว่าเสียงแผ่วเมื่อถอดถุงมือผ่าตัดออกก่อนจะทรุดลงไปนั่งที่เก้าอี้จนผู้กองกรันณ์ต้องรีบกอดประคองเธอเอาไว้ ผ่าตัดใหญ่แบบนี้ทีไรเธอเป็นต้องเหนื่อยจนหมดแรงทุกที เขาว่าเธอคงจะกดดันไม่น้อย ไหนจะต้องมาเห็นภาพอวัยวะภายในของคนแบบนี้นานๆ อีก การผ่าตัดหลายชั่วโมงแบบนี้ต้องใช้ความอดทนที่สูงมากๆ เขาล่ะนับถือหมออย่างเธอจริงๆ

                “อะไรนะ...ปลอดภัยงั้นหรอหมวด แต่สภาพก่อนหน้านี้มันไม่ใช่แบบนี้นะ” ผู้หมวดนทีอดหันมากระซิบถามเพื่อนคู่หูไม่ได้

                “ผมไม่ใช่หมอนะจะได้ไปรู้ ถ้าคุณหมอเธอบอกว่าปลอดภัยก็คือปลอดภัยสิ”

                “ไม่น่าเชื่อ! น้องนางไม้ของผู้กองเป็นหมอเทวดาจริงๆ เป็นนางไม้ที่ศักดิ์สิทธิ์มาก”

                ถึงจะเหนื่อยล้าแค่ไหน แต่เพียงได้กำลังใจจากสามีสุดที่รักราชาวดีก็ยังคงยิ้มออกมาได้ ก่อนที่ผู้หมวดไกรจักรกับผู้พันคีรินทร์จะเดินเข้ามาในฉากกั้นเมื่อเห็นว่าการรักษาเสร็จสิ้นแล้ว

                “ผู้หมวดกึกก้องปลอดภัยแล้วครับ” ผู้กองกรันณ์รายงานทั้งสองคนแทนคุณหมอที่เขากำลังกอดประคองเอาไว้อยู่ ผู้หมวดไกรจักรถึงกับน้ำตาคลอออกมาขณะเดินมาดูอาการของเพื่อนคู่หูตัวเอง ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทและเป็นคู่หูของเขามาตั้งแต่สมัยเรียนนายร้อยตำรวจแล้ว

                “ผมคิดว่าเขาคงจะไม่รอดแน่ๆ เพราะเหมือนเขาจะไปตั้งแต่ตอนอยู่ในป่าแล้ว ความจริงคนที่จะถูกยิงคือผมต่างหาก แต่เขาก็เข้ามาช่วยผมเอาไว้ อย่างตอนที่คุณหมอผ่าตัดอยู่ผมก็ได้แต่คิดหาคำพูดที่จะไปแจ้งข่าวร้ายกับลูกเมียของเขา คุณหมอ...คุณหมอทำได้ยังไงกัน คุณหมอชุบชีวิตคนที่ใกล้จะตายขึ้นมาได้ยังไง ขอบคุณจริงๆ ครับ ขอบคุณคุณหมอมากนะครับที่ช่วยชีวิตเพื่อนผมเอาไว้ได้ แล้วผมก็ไม่ต้องรู้สึกผิดไปตลอดชีวิตด้วย” ผู้หมวดไกรจักรขอบคุณเธอทั้งตาแดงๆ อย่างซาบซึ้งใจสุดๆ เขาไม่เคยเจอหมอที่เก่งแบบนี้มาก่อนเลย ไม่คิดว่านอกจากเธอจะสวยแล้วยังเก่งได้มากมายแบบนี้อีก

                “ไม่เป็นไรค่ะ มันเป็นหน้าที่ของหมอ ฉันมาเป็นแพทย์อาสาที่นี่ก็เพื่อช่วยเหลือทุกคน ฉันยินดีค่ะ” เธอยิ้มบอก ผู้กองกรันณ์จึงก้มลงมาจูบเบาๆ ที่หน้าผากของเธอเป็นรางวัลสำหรับคนเก่ง

                “คนเก่งของพี่” เขายิ้มอย่างภูมิใจในตัวเธอแล้วกอดเธอเอาไว้แนบอก แบบนี้ยิ่งเพิ่มกำลังใจให้ราชาวดีมากขึ้นไปอีก

                “ผู้กองเป็นผู้ชายที่โชคดีที่สุดในโลกเลยนะครับรู้มั้ย ผู้หญิงแสนดีและเก่งแบบนี้หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว” ผู้หมวดไกรจักรชื่นชม เห็นคนทั้งคู่รักกันแบบนี้เขายิ่งรู้สึกว่าพวกเขาช่างเหมาะสมกันนัก ผู้ชายก็รบเก่งมีหน้าที่กำจัดคนเลวให้ออกไปจากแผ่นดิน หญิงสาวก็เป็นหมอที่เก่งมากๆ มีหน้าที่เพื่อรักษาชีวิตของคน แม้เป้าหมายในอาชีพจะต่างกันแต่พวกเขาก็รักกันได้

                “ใช่ น้องนางไม้ของผมเก่ง” เขายิ้มอย่างยินดีในคำชม ผู้พันคีรินทร์เลยกระแอมขึ้น

                “เรื่องนี้ต้องชมผมผู้หมวด” เขาหันไปทางผู้หมวดไกรจักร “ที่เป็นหมอเก่งและแสนดีแบบนี้ก็เพราะผมเป็นคนส่งเสียเลี้ยงดู ที่สวยขนาดนี้ก็เพราะผมจับเปลี่ยนลุคจากยัยเพิ้งแสนเชยมาเป็นสาวสวย ผู้กองรันณ์แค่มาชุปมือเปิบผลงานชิ้นโบว์แดงของผมไป” แล้วงานแย่งเอาหน้ากันก็มา ราชาวดีจึงหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วก็ยิ่งหัวเราะออกมาอีกเมื่อได้ยินผู้เป็นพี่ชายหันไปทางผู้หมวดคณินกับผู้หมวดนที

                “ผู้หมวดทั้งสองเป็นผู้ช่วยคุณหมอได้เก่งมาก พรุ่งนี้เช้าผมจะเลี้ยงขอบคุณด้วยเมนูสุดพิเศษละกันนะ”

                “เมนูอะไรครับผู้พัน” ผู้หมวดทั้งสองรีบถาม ผู้พันคีรินทร์จึงยิ้มตอบ

                “พะโล้เครื่องในหมู ไส้ ม้าม ตับ ปอดและหัวใจแบบไม่อั้นแล้วก็ปีกไก่น้ำแดง” พอได้ฟังชื่อเมนูผู้หมวดทั้งสองก็ทำท่าผะอืดผะอมขึ้นมาทันที เพราะเมนูเหล่านี้มันทำให้เขาอดคิดถึงช่วงเวลาผ่าตัดไม่ได้

                “เลี้ยงขอบคุณผู้กองด้วยนะ ชอบกินตับไม่ใช่หรอ” เท่านั้นแหละ คนที่กอดเมียอยู่ก็ถึงกับหน้าซีด ลมตีท้องขึ้นมาก่อนจะรีบผละออกจากเมียรักไปสำรอกของเก่าออกทันทีพร้อมกับผู้หมวดทั้งสองให้ผู้พันคีรินทร์กับผู้หมวดไกรจักรพากันหัวเราะใหญ่ ราชาวดีเลยค้อนให้คนทั้งคู่ที่พวกเขามาแกล้งพี่รันของเธอแบบนี้ ว่าแต่...ปีกไก่น้ำแดงหรอ ของโปรดเธอซะด้วยสิ พรุ่งนี้จะได้กินจริงๆ มั้ยน้า คุณหมอผู้ชินแล้วกับทุกสภาพของคนไข้เริ่มนึกถึงเมนูต่างๆ ที่อยากกิน ใครพูดถึงของกินอะไรก็อยากกินไปหมดเลยช่วงนี้

 

                ในระหว่างที่ทุกคนรวมตัวกันอยู่ที่ห้องพยาบาล ท่ามกลางความมืดร่างบางของหญิงสาวอีกคนก็แอบย่องไปที่ด้านหลังฐานและเดินลัดเลาะเข้าไปในป่าทึบอย่างระแวดระวัง แต่ถึงจะพบเจอเพื่อนทหารพรานด้วยกันก็ไม่มีใครสงสัยอะไรเธอหรอก แค่เธอบอกไปว่ามาหาที่ถ่ายท้องทุกคนก็เข้าใจกันแล้ว เสียงนกกลางคืนร้องดังออกมาจากแนวพุ่งไม้ใหญ่หลังโขดหิน ทำให้ตันหยงรีบเดินเข้าไปหาก่อนที่มือแกร่งของใครคนหนึ่งจะยื่นมาปิดปากเธอเอาไว้แล้วดันตัวเธอไปจนชิดกับโขดหินใหญ่

                “นี่ฉันเอง” ตันหยงว่า มือของแสนดาจึงค่อยๆ ผละออกจากเธอ

                “ทำไมหายไปตั้งหลายวัน” แสนดาถามขึ้นทันทีเพราะรอจนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้สัญญาณตอบรับจากตันหยงมาซักที

                “ฉันป่วย ลุกไม่ขึ้น”

                “ฉันก็นึกว่าเธอจะหักหลังฉันซะอีก”

                “ถึงฉันจะไม่เห็นด้วยกับงานผิดกฎหมายที่แกทำ แต่มีแค่เรื่องนี้เท่านั้นที่ฉันจำเป็นต้องพึ่งแก ฉันอยากกำจัดนังหมอนั่น” ตันหยงว่า ยิ่งวันนี้เธอเห็นทั้งผู้กอง แล้วก็พวกผู้หมวดทุกคนไปขลุกอยู่แต่ที่ห้องพยายาลเธอก็ยิ่งไม่ชอบใจ คิดว่าราชาวดีอ่อยหนุ่มๆ ทุกคนไปหาโดยที่ไม่รู้เลยว่าพวกเขาไปช่วยกันรักษาคนเจ็บต่างหาก

                “แน่นอน ฉันจะช่วยเธอเองคนสวย ไหน ว่าแผนมาซิ” แสนดาบอก ตันหยงจึงพยักหน้าให้

                “ตอนเช้ามืดนี้แกไปจุดไฟเผาเต้นท์ที่พักของพวก ตชด. ซะ ยิงปืนซักหน่อยแค่ให้คนในฐานปั่นป่วนว่ามีคนลอบเข้ามา ทหารทุกคนจะพากันไปเฝ้าคลังอาวุธและส่วนที่เหลือจะออกไล่ล่าหาคนร้าย แล้วฉันจะหลอกนังหมอนั่นออกมาหาแกเอง ที่ชายป่าฟากนู้นจะมีน้ำตกอยู่ ทุกคนในฐานเรียกว่าน้ำตกอาถรรพ์ แกไปรอที่นั่นละกันแล้วฉันจะล่อมันไปหาแกเอง แล้วทีนี้แกก็รีบพามันออกไปจากฝั่งไทยซะ”

                “โอ้โห แผนการใช้ได้นะเนี่ย ฉลาดๆ แบบนี้ไม่คิดจะมาร่วมงานกันหน่อยหรอ”

                “ฉันบอกแกแล้วไงว่าฉันจะกำจัดแค่นังหมอราชาวดี คนอย่างฉันไม่มีทางขายชาติแน่นอน” ตันหยงว่า เลือดทหารยังเต็มเปรี่ยม แสนดาจึงแสยะยิ้มและพยักหน้ารับ หึ! นังโง่ คิดหรอว่าคนอย่างแสนดาจะต้องการแค่คุณหมอคนสวยเท่านั้น รู้จักคนอย่างแสนดาน้อยไปซะแล้ว ไว้ได้ตัวคุณหมอคนสวยมาก่อนจะเขาจะลงมือย่ำยีเธอต่อหน้าไอ้ผู้กองให้มันคลั่งจนขาดใจตายไปเลยคอยดูสิ

***********************************************************************************
ตัวร้ายเริ่มเปิดฉากวางแผนกันแล้ว น้องนางไม้กำลังตกอยู่ในอันตราย 
จะมีใครมาช่วยได้มั้ยน้อ ตอนหน้ามาลุ้นกันค่ะ


ในตอนต่อๆ ไปรีดทุกท่านคิดว่าจะรักแสนดากับตันหยงลงมั้ยคะ (เป็นคำถามที่น่าจะรู้คำตอบอยู่แล้วเนาะ 555)
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 281 ครั้ง

2,267 ความคิดเห็น

  1. #1478 Army-Thaigirl (@Army-Thaigirl) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2562 / 16:08
    รำคาญตันหยง อินี่น่าโดนตบให้ตายคามือ ตั้งนานละ
    #1478
    0
  2. #1218 Jellydolphin (@Jellydolphin) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2562 / 16:18
    ตันหยงก็แค่ผู้หญิงที่อิจฉาอยากให้ผู้ชายสนใจตัวเองให้ตัวเองเป็นจุดเด่นแค่นั้นแหละ
    #1218
    0
  3. #521 น้ามมม (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2562 / 08:26

    เกลียดตันหยง อย่าให้คู่หมวดนทีเลยๆ

    #521
    0