ป้องรัก ห่มใจ

ตอนที่ 28 : ป่าระทึกกับขาใหญ่แห่งท่าน้ำนนท์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12,110
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 282 ครั้ง
    20 มี.ค. 62


28.ป่าระทึกกับขาใหญ่แห่งท่าน้ำนนท์


                ร่างบางในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกับผ้าซิ่นผืนสวยสีกรมท่า ไม่ว่าจะมองกี่ครั้งๆ ก็สวยงดงามยิ่งนัก เส้นผมดำยาวสลวยหอมกรุ่นอย่างน่าหลงใหล ดวงหน้าหวานสวยยิ้มแย้มอย่างสุดแสนจะมีความสุขทุกครั้งที่มองสามี ยิ่งเขามองเธอด้วยความสุขไม่ต่างกัน แววตาหวานฉ่ำแบบนี้ราชาวดีก็ยิ่งไม่อยากจะอยู่ห่างเขาไปไหน ทันทีที่ติดกระดุมเสื้อทหารให้เขาเสร็จพร้อมกับผูกผ้าพันคอให้ มือบอบบางก็ยื่นมาไล้แก้มของสามีอย่างแผ่วเบาแสนรัก ก่อนจะหอมแก้มเขาอีกฟอดใหญ่ให้คนที่ถูกเมียหอมแก้มกอดรัดกระชับเธอเข้ามาแนบตัว ลูบไล้สะโพกกลมกลึงสวยและบีบขย้ำอย่างหมั่นเขี้ยวผ่านผ้าซิ่นผืนสวยจนราชาวดีต้องตีอกแกร่งเบาๆ แต่ก็ยอมคลอเคลียอยู่กับเขาในเช้าวันใหม่ริมน้ำตกด้วยไม่อยากจะอยู่ห่างกันแม้เพียงแค่ครึ่งเมตร

                “พี่รันตัวอุ่นๆ นะคะ” เธอบอกพลางอังมือนุ่มไปกับแก้มและลำคอของเขาอย่างห่วงใยเมื่อเขานั่งลงบนโขนหินแล้วอุ้มเอาเธอขึ้นไปนั่งกอดบนตัก

                “สงสัยคืนนี้ต้องงดเอาท์ดอร์แล้วเปลี่ยนมาเป็นซุกอกอุ่นๆ ของน้องนางไม้ในเต้นท์แทนซะแล้วสิ” เขาว่ายิ้มๆ ให้ราชาวดีกรอกตาตาม เมื่อก่อนเธอก็เข้าใจว่าเขาจะทำงานอยู่ในป่ามานานจนชินกับการนอนกลางแจ้งในป่ามากกว่าในบ้าน ไม่รู้ว่าพอมีเมียแล้วจะยังชอบจับเมียกินกลางแจ้งในป่าแบบนี้อีก ยิ่งช่วงหน้าหนาวแบบนี้ มาอยู่ใกล้ๆ น้ำตกกลางป่าแล้วยังจับเธอกินในน้ำอีก จะไม่ป่วยได้ยังไงกัน กลางค่ำกลางคืนก็ไม่รู้จักนอนแล้วยังทำงานหนักตอนกลางวันอีก

                “ถ้าไม่รู้จักดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีน้องนางไม้จะโกรธนะคะ”

                “ไม่เป็นไร น้องนางไม้โกรธแต่พี่ก็ยังมีคุณหมอแก้มแสนใจดีคอยดูแลอยู่ คืนนี้ไม่ซุกอกน้องนางไม้ก็ได้ จะซุกอกน้องหมอแก้มคนสวยแทน” ว่าแล้วก็ฉีกยิ้มแป้น ซุกหน้าเขาหาอกนุ่มอย่างหลงใหลจนราชาวดีแอบยิ้มออกมาแล้วก้มลงมาจูบหน้าผากของเขาเบาๆ

                “งั้นเดี๋ยวหลังมื้อเช้าไปฉีดยาที่ห้องพยาบาลหน่อยนะคะ ช่วงนี้อากาศเย็น กลางป่ากลางเขาแบบนี้จะป่วยเอาได้ง่ายๆ คราวก่อนนู้นเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนก็เป็นไข้หวัดใหญ่กัน”

                “ถึงกับต้องฉีดยาเลยหรอครับ”

                “ใช่ค่ะ ถ้าเป็นไข้หนักระวังจะไม่มีแรงทำงานนะคะ”

                “ทำงานที่ว่าเนี่ย งานที่ฐานหรืองานในเต้นท์กับน้องนางไม้กันแน่” เขายิ้มอย่างล้อเลียน นึกถึงเมื่อคืนนี้แล้วสุขใจเป็นบ้าเมื่อน้องนางไม้ไม่ยอมให้เขาลงจากตัวเธอง่ายๆ เขาก็เลยแกล้งไม่ทำต่อ ซึ่งพอเขาแกล้งหยุดแม่น้องนางไม้กลับขึ้นมาควบเขาเองราวกับเธอเป็นนักกีฬาขี่ม้าระดับเหรียญทองก็ไม่ปาน ประเมินจากสองคืนมานี่เขาว่าอีกหน่อยพยานรักตัวน้อยของเขาได้มาอยู่ในท้องของเธอเร็วๆ นี้แน่

                “ก็...แล้วพี่รันอยากทำงานไหนล่ะคะ”

                “หึ! เรื่องแบบนี้ไม่น่าถาม เมียพี่อร่อยขนาดนี้ก็ต้องงานในเต้นท์อยู่แล้ว”

                “นิสัยไม่ดี ทหารไม่รักหน้าที่”

                “ทำไมจะไม่รัก หน้าที่ของผัวไง รักที่สุดเลยล่ะ” เขาหยอดอีกจนน้องนางไม้ของเขาเขินใหญ่ ก่อนจะวกกลับมาเรื่องการดูแลเขาต่อ

                “เดี๋ยวน้องนางไม้จะฉีดยาลดไข้กับวัคซีนกันไข้หวัดใหญ่ให้นะคะ สองเข็ม” เธอชูสองนิ้วบอกอย่างน่ารัก

                “พี่กินยาแทนก็ได้”

                “ฉีดดีกว่าค่ะ แก้มมือเบารับรองไม่เจ็บ”

                “กินยาดีกว่าน่า”

                “อย่าดื้อกับคุณหมอนะคะ” เธอชี้นิ้วดุ เขาก็เลยทำหน้าเจื๋อนๆ ตอบ ก่อนที่คุณหมอคนสวยจะหัวเราะเขาออกมาทันทีเมื่อได้รู้ความลับอีกอย่างของเขา โถๆๆ พ่อทหารกล้าที่รักของเธอ

                “พี่รันกลัวเข็มหรอคะ”

                “เปล่านะ!” คนกลัวเข็มรีบปฏิเสธหน้าแดง แต่ก็ไม่อาจจะปิดบังคุณหมออย่างเธอได้ เธอจึงยื่นนิ้วมาเขี่ยแก้มของเขาเบาๆ อย่างหยอกล้อ

                “พ่อทหารกล้าของแก้ม ทั้งโหดและดุจนใครๆ เขากลัวกันไปทั่ว มีดปืนระเบิดไม่เคยกลัว แต่กลับมากลัวเข็มฉีดยาอันนิดเดียวเนี่ยนะคะ อ้อ! กลัวผีด้วยอีกอย่าง” ว่าแล้วเธอก็หัวเราะคิกออกมาให้เขาส่งสายตาดุๆ มามองตาม

                “แก้มไม่เห็นจะกลัวเข็มฉีดยาเลย” แน่สิก็เป็นหมอนี่ “ไม่กลัวผีด้วย” แหงล่ะ แม้แต่ศพอาจารย์ใหญ่ก็ผ่ามาแล้วนี่แล้วจะไปกลัวอะไรกัน เขาคิด

                “เอาน่า เข็มที่ห้องพยาบาลเล็กนิดเดียว ไม่เจ็บหรอกค่ะแก้มมือเบา” เธอยื่นมือมาหยิกแก้มเขาอีกเบาๆ ก่อนจะกอดรอบคอเขาเอาไว้แน่นแล้วเอียงดวงหน้าหวานมาซุกแก้มคลอเคลียกับเขาราวกับลูกแมวน้อยแสนขี้อ้อน

                “ได้ ฉีดก็ฉีด แต่ถ้าคุณหมอแก้มมือหนักทำผมเจ็บ ผมจะจับคุณหมอแก้มฉีดยาคืนนะครับ” คนไข้เริ่มขู่เอาคืนเธอ

                “แต่เข็มฉีดยาของผมมันไม่เล็กนะครับ กระบอกก็ยาวด้วยแล้วผมก็มือเบาไม่เป็นอาจจะทำคุณหมอแก้มเจ็บจนคราง เอ้ย! จนร้องออกมาไม่หยุดแบบเมื่อคืนนี้ก็ได้ แล้วก็...ยาของผม นอกจากจะหวานอร่อยจนคุณหมอติดใจแล้ว ยาของผมยังสามารถทำให้มีเด็กมาอยู่ในท้องคุณหมอได้ด้วยนะครับ” เขาโน้มตัวลงมาว่าทำเอาราชาวดีเขินจัดจนต้องรีบเอียงกายหนีให้เขาได้เป็นฝ่ายหัวเราะเธอคืนบ้าง เฮอะ! เข็มฉีดยาของเธอหรือจะสู้เข็มฉีดยาของเขาได้คุณหมอคนสวย เดี๋ยวคืนนี้เขาจะจับเธอฉีดยาให้เธอได้หลงเขาหนักกว่านี้เลยคอยดูสิ

                “พี่รันบ้า แก้มไม่คุยด้วยแล้ว คุยด้วยทีไรวกเข้าเรื่องใต้สะดือทุกที” เธอว่าแล้วดิ้นหนีลงจากตักของเขาจะกลับฐาน แต่เดินหนีได้ไม่ทันไรก็ต้องหวีดร้องออกมาอย่างตกใจเมื่อคนที่คิดจะจับเธอฉีดยาคืนนี้รีบเข้ามาช้อนตัวเธอขึ้นอุ้มทันที แล้วกระชับตัวเธอเอาไว้ในอ้อมแขนแกร่ง

                “อีกหน่อยคงได้อุ้มลูก ตอนนี้อุ้มเมียเป็นการซ้อมอุ้มลูกไปก่อนละกัน” เขาว่า คนที่ถูกอุ้มเลยค้อนเข้าให้ นึกภาพไม่ออกว่าคนกลัวเด็กแบบเขาเวลามีลูกจะเป็นยังไง จะเล่นกับลูกเป็นมั้ยนะ ไม่ใช่ว่าพอลูกแหกปากร้องไห้โยเยเขาจะวิ่งหนีไปไกลเสียก่อนล่ะ

                “...แก้มอยากมีลูก อยากให้พี่รันได้คุยกับลูกในท้องแก้มเหมือนคุณกริชกับคุณน้ำอิงบ้าง” เธอบอกเขา “แก้มกำพร้ามาตั้งแต่เด็ก สิ่งหนึ่งที่แก้มใฝ่ฝันคือการมีครอบครัวที่อบอุ่นและสมบูรณ์พร้อม พี่รันทำให้แก้มนะคะ เราจะเป็นคุณพ่อกับคุณแม่ช่วยกันเลี้ยงลูกตัวเล็กๆ แสนน่ารักกัน”

                “แน่นอนครับ ความใฝ่ฝันของแก้มก็เป็นความใฝ่ฝันของพี่ด้วยเหมือนกัน พี่จะสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์ให้แก้มนะ จะทำให้ครอบครัวของเราอบอุ่นที่สุด แต่ถ้ามีลูกชาย ต้องให้เป็นทหารเหมือนพี่นะ” คนอยากเป็นพ่อวางแผนอนาคตให้กับลูกตั้งแต่ตอนเมียยังไม่ท้อง ราชาวดีเลยยิ้มหวานตอบ

                “คุณพ่อรันต้องอย่าดุลูกเหมือนกับดุเหล่าลูกน้องนะคะ”

                “ลูกทหาร ก็ต้องเลี้ยงแบบทหาร”

                “ลูกทหารคนเดียวเมื่อไหร่ ลูกคุณหมอด้วย เราต้องอ่อนโยนถึงจะถูก” เธอว่าแล้วกอดซบแผ่นอกแกร่งของเขาขณะที่เขาอุ้มเธอกลับไปที่ฐานโดยที่ราชาวดีไม่รู้เลยว่าขณะที่เขาอุ้มพาเธอเดินกลับฐาน ในหัวของเขามีแต่แผนการที่เตรียมพร้อมสำหรับการเป็นพ่อคน ถึงแม้ว่าตอนนี้เมียของเขาจะยังไม่ท้อง แต่ตอนนี้เขากลับวางแผนอนาคตของลูกจนลูกเขาได้เป็นทหารระดับนายพลเสียแล้ว

 

                เพราะยังเช้าอยู่ผู้กองกรันณ์ที่ปล่อยน้องสาวให้นอนที่บ้านของเขาคนเดียวก็อดห่วงเธอไม่ได้จึงได้ชวนราชาวดีไปดูขวัญตาเสียหน่อยว่าตอนนี้เธอตื่นแล้วหรือยัง แต่ทว่าเมื่อกลับมาถึงที่บ้านพักกลับไม่พบใครอยู่ที่นี่เลย เตียงนอนถูกเก็บเรียบร้อยอย่างดี ผ้าขนหนูเช็ดตัวยังชื้นอยู่บ่งบอกว่าเธอตื่นมาอาบน้ำแล้ว แต่...เธอไปไหนกันนะ

                “คงไปทานข้าวที่โรงครัวแล้วมั้งคะ” ราชาวดีบอกสามี เขาจึงพยักหน้ารับก่อนจะพาเธอไปยังโรงครัว

                ซึ่งเมื่อมาถึง ยัยตัวแสบที่พวกเขาคิดว่าน่าจะอยู่ที่นี่กลับไม่ได้อยู่ตามที่คาด มีเพียงแค่ทีมลาดตระเวนที่กำลังเตรียมตัวจะออกไปจากฐานเท่านั้นที่อยู่ที่นี่ เหมือนเพิ่งจะกินมื้อเช้ากันเสร็จ บ้างก็เช็คสัมภาระ บ้างก็ตรวจตราดูอาวุธปืน ผู้กองกรันณ์เลยต้องพักเรื่องของขวัญตาเอาไว้ก่อนเมื่อเดินเข้าไปพูดคุยถึงภารกิจลาดตระเวนครั้งนี้กับผู้กองสุรชัย ราชาวดีจึงหันมาทางผู้หมวดนทีที่กำลังเช็คชุดปฐมพยาบาลและยาอยู่

                “ไม่ขาดเหลืออะไรใช่มั้ยคะ”

                “ครับ ยาพร้อมขนาดนี้ต่อให้แขนขาดก็ไม่หวั่น” พ่อหนุ่มนักรักยิ้มหวานให้เมียผู้กองของเขาจนผู้กองกรันณ์ต้องหันมาชักหน้าดุใส่ตามประสาคนหวงเมีย ก่อนจะหันไปชี้แจงแผนที่กับผู้กองสุรชัยต่อ

                “ทำไมคราวนี้ห่อยามีนี่ด้วยครับ” ผู้หมวดนทีชูห่อช็อกโกแล็ตขึ้น ซึ่งราชาวดีซื้อเข้ามาที่ฐานด้วยวันที่เธอขอติดรถกริชชานนท์เข้ามาที่นี่

                “ช็อคโกแล็ตเป็นของหวานที่ให้พลังงานสูงค่ะ ทานง่าย ลาดตระเวนเหนื่อยๆ ลองกินซักคำรับรองค่ะว่าสดชื่น”

                “สดชื่นเพราะมีคุณหมอคอยเป็นห่วงครับ”

                “หมวด! เดี๋ยวเถอะ” คนหวงเมียหันมาดุอีก ผู้หมวดนทีเลยแอบหัวเราะออกมาเบาๆ ที่วันนี้เขาแกล้งผู้กองได้ นี่ถ้าเขาพูดอะไรหวานๆ กับคุณหมอต่ออีกผู้กองได้เข้ามาแหกอกเขาแน่ๆ

                “เห็นว่าลาดตระเวนคราวนี้มีทหารพรานหญิงไปด้วย ของใช้ในห่อนี้จะเป็นของใช้ส่วนตัวของผู้หญิงนะคะ รบกวนผู้หมวดช่วยเอาไปให้เธอด้วย” ไม่บอกผู้หมวดนทีก็รู้ว่าราชาวดีหมายถึงใคร ก็ในทีมลาดตระเวนครั้งนี้มีทหารพรานหญิงอยู่คนเดียวนี่แหละ แล้วดูซิ คุณหมอดีกับเธอขนาดนี้แต่ตันหยงยังจะมีหน้าไปยืนข้างๆ ผู้กองอย่างไม่เกรงใจเมียเขาอีก

                “เขาทำไม่ดีด้วยขนาดนี้ คุณหมอยังจะห่วงเขาอีกหรอครับ”

                “มันเป็นหน้าที่ค่ะ” ราชาวดีตอบ “หน้าที่ของหมอคือดูแลและรักษาคนไข้ เราเลือกปฏิบัติไม่ได้หรอกค่ะ ต่อให้คนไข้เป็นโจรผู้ร้าย หน้าที่ของหมอก็ต้องรักษาเขาอยู่ดี”

                “หัวใจของคุณหมอประเสริฐมากเลยนะครับ ความดีของคุณหมอจะช่วยปกป้องและคุ้มครองคุณหมอแน่นอน”

                “ใครว่า” ผู้กองกรันณ์ว่าขึ้นเมื่อเขารู้สึกขัดหูขัดตาลูกน้องจนต้องเดินเข้ามาโอบไหล่เมียรักของเขาเอาไว้อย่างหวงๆ “ผมต่างหากที่จะเป็นคนปกป้องคุ้มครองคุณหมอ จะหลีเมียผมอีกนานมั้ยหมวด ไม่รู้หรอว่ารักแล้วก็หวงมาก” ประโยคสุดท้ายเขากัดฟันพูดอย่างเอาเรื่องจนผู้หมวดนทีถึงกับเหงื่อซึม รีบยกเป้ขึ้นหลังแทบจะทันที ผู้กองกรันณ์เลยเกี่ยวเอาเอวบางของราชาวดีถอยออกมาเมื่อผู้กองสุรชัยเรียกแถวเหล่าทหารในทีมเพื่อเตรียมการออกเดินทางก่อนที่ทุกคนจะเดินทางออกไปจากฐาน โดยตันหยงที่เดินรั้งท้ายหันกลับมามองผู้กองกรันณ์อีกครั้งอย่างห่วงหาเมื่อเขาไม่เปิดโอกาสให้เธอได้เข้าไปพูดคุยด้วยเลยแม้แต่น้อย ซ้ำภาพสุดท้ายที่เธอหันกลับมามองเขา กลับเห็นเขาเดินโอบไหล่เมียของเขาเดินหนีไปอีกทางแทนจนเจ็บหนึบไปทั้งใจ นี่เขาไม่เห็นถึงความรักของเธอเลยสักนิดหรอ เขาไม่รู้เลยหรืออย่างไรว่าเธอกำลังน้ำตาตกในอยู่ตอนนี้ ถ้าเขาไม่มีเมีย ถ้าไม่มีราชาวดีซักคนก็คงจะดีกว่านี้ ถ้าไม่มีราชาวดีไม่แน่ว่าตอนนี้เขาอาจจะเห็นใจในความรักที่มีมาหลายปีของเธอก็เป็นได้ นี่เธอจะทำยังไงดี จะกำจัดมารหัวใจคนนี้ยังไงดี

 

                “แก้ม พี่ว่ามันแปลกๆ แล้วล่ะ” ผู้กองกรันณ์ว่าขึ้นเมื่อเห็นผู้หมวดคณินเดินออกมาจากคลังอาวุธพร้อมกับอาสาสมัครทหารพรานอีกสามนาย

                “ใจเย็นๆ ก่อนนะคะพี่รัน” ราชาวดีจับมือเขาเอาไว้เมื่อเห็นสีหน้าวิตกของผู้เป็นสามีหลังจากที่เขากับเธอตามหาขวัญตาไปทั่วฐานแล้วแต่ก็ไม่พบ ตอนแรกคิดว่าอยู่กับน้ำอิง แต่เช้านี้น้ำอิงที่ยังมีอาการของคนแพ้ท้องอยู่กริชชานนท์จึงให้เธอนอนพักต่อโดยมีเขาคอยอยู่ดูแล ขวัญตาจึงไม่น่าจะอยู่กับสองสามีภรรยาคู่นี้ ครั้งคิดว่าหรือเธอจะอยู่กับผู้หมวดคณิน ก็ยิ่งไม่ใช่ใหญ่เมื่อผู้หมวดคณินบอกว่าเขาเข้ามาเช็คปืนที่คลังอาวุธแต่เช้าแล้ว

                “ที่บ้านพักก็ไม่มีเลยหรอครับ” ผู้หมวดคณินถามอย่างเป็นห่วงเธอ เพราะพอเขาเห็นว่าเช้าแล้วและมีงานที่ต้องทำจึงรีบมาเข้าเวร แต่เขานอนอยู่หน้าประตูบ้านผู้กองมาทั้งคืน เธอไม่น่าจะหายไปตอนที่เขายังอยู่หรอก

                “เราไปดูที่บ้านมาสองรอบแล้วค่ะผู้หมวด” ราชาวดีตอบเขา

                “เมื่อวานยัยขวัญได้พูดอะไรกับหมวดบ้างมั้ย” พูดงั้นหรอ...เมื่อวานทะเลาะกันเลยแทบจะไม่ได้พูดคุยกันเลยด้วยซ้ำ

                “เห็นพูดกับผู้หมวดนทีเมื่อวานตอนเย็นครับว่าอยากไปดูแม่น้ำเมย” เมื่อวานตอนเช้าเธอก็ขอให้เขาพาไปเหมือนกัน

                “จริงด้วย” ราชาวดีเหมือนกับเพิ่งจะนึกอะไรได้ “น้องขวัญพูดมาตลอดเลยค่ะพี่รันว่าอยากไปดูแม่น้ำเมย เมื่อวานก็ฟังผู้หมวดนทีเล่าเรื่องเกี่ยวกับแม่น้ำเมยให้ฟังตั้งมากมาย หรือว่าน้องขวัญจะไปที่แม่น้ำเมยกันคะ”

                คนเป็นพี่ถึงกลับเครียดขึ้นมาในทันใด นี่ขวัญตาเห็นที่นี่เป็นอะไรกัน สวนสนุกรึยังไงที่อยากจะไปไหนตามใจชอบก็ไปแบบนี้ เธอไม่เข้าใจคำว่าชายแดนหรอ ซ้ำที่ฐานของเขาก็เพิ่งจะถูกลอบโจมตีมา แสนดามันจ้องจะเล่นงานเขาอยู่ตลอด ถ้ามันรู้ว่าเขาเป็นทหารพราน รู้ว่าเขาแต่งงานมีเมีย แล้วทำไมมันถึงจะไม่รู้ด้วยเล่าว่าเขามีพ่อแม่กับน้องสาวด้วย ยัยเด็กตัวแสบ นี่อย่าให้เจอตัวเชียวนะคราวนี้จะต้องลงโทษให้เข็ดเลย

                “เดี๋ยวผมไปตามหาให้เองครับผู้กอง” ผู้หมวดคณินอาสาเพราะร้อนใจไม่ต่างกันที่จู่ๆ เธอก็มาหายไปแบบนี้ ซ้ำเมื่อคืนนี้ก็ทะเลาะกันกับเขาอีกแล้ว เขารู้ว่าผู้กองกรันณ์เป็นห่วงน้องสาวจนอยากจะออกไปตามหาเอง แต่ตอนนี้ฐานจะขาดผู้บังคับบัญชาไม่ได้

                “อย่าไปคนเดียวหมวด”

                “ไม่เป็นครับ ผม...”

                “ก็บอกว่าอย่าไปคนเดียวไง!” ผู้กองกรันณ์ว่าขึ้นอย่างหงุดหงิดอันเนื่องมาจากการที่ขวัญตาหายไปนี่แหละ เขาไม่อยากให้ลูกน้องฝีมือดีคนสนิทของเขาต้องออกไปที่ชายแดนคนเดียวในสถานการณ์เช่นนี้ มันอันตรายเกินไป

                “เอาคนไปช่วยตามหาด้วย เจอตัวแล้วรีบพากลับมาหาผม ยัยเด็กตัวแสบ...กลับมาพ่อจะตีให้ขาลายเลย” เขาอาฆาตน้องสาวจนผู้หมวดหนุ่มอดกลัวแทนขวัญตาไม่ได้ ลำพังก่อเรื่องยุ่งที่ฐานผู้กองกรันณ์ก็เอือมแล้ว แล้วนี่ยังมาแอบหนีไปเที่ยวเล่นในป่าอีก อย่าว่าแต่ผู้กองจะโกรธเลย เป็นเขา เขาก็โกรธ

 

ในขณะที่ทุกคนในฐานกำลังเป็นห่วงเธอ แต่คนที่ถูกเป็นห่วงกลับไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเพราะความตั้งใจของตัวเองยังไม่สมหวังนั่นก็คือการไปดูแม่น้ำเมย ยิ่งเมื่อวานได้ฟังผู้หมวดเล่าถึงความสวยงามของแม่น้ำเมยเธอก็ยิ่งอยากมาดู แต่ครั้งจะรอให้ผู้หมวดนทีว่างจากงานแล้วพามาดูก็เห็นทีจะไม่ทันการเพราะเขาต้องไปลาดตระเวนหลายวัน กว่าจะกลับมาที่ฐานเธอก็คงกลับกรุงเทพฯ ไปแล้ว หรือถ้าจะหวังให้ผู้หมวดคณินพาเธอมาน่ะหรอ ไม่มีทางซะหรอกเมื่อเช้าเธอตื่นมาก็ไม่เจอเขาแล้ว ไม่รู้ว่าเขากลับไปตอนไหน หรือบางทีอาจจะกลับไปตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้วก็ได้ มาหลอกให้เธออุ่นใจแล้วก็หนีกลับไปนอนที่บ้านตามเดิม

ขวัญตาเดินเลียบลำธารที่ฐานมาเรื่อยๆ เพราะรู้ว่าลำธารที่ฐานจะไหลลงสู่แม่น้ำเมย ซึ่งถ้าเธอเดินตามลำธารไปเรื่อยๆ อย่างไรเสียก็ต้องไปเจอกับแม่น้ำเมยอยู่แล้วแน่ๆ ร่างบางสวมกางเกงขายาว รองเท้าผ้าใบคู่เก่ง สวมเสื้อกล้ามแล้วมีเสื้อเชิ้ตสีเขียวเข้มทับ ผูกชายเสื้อเอาไว้ด้วยกันจนดูทะมัดทะแมงและกลมกลืนกับผืนป่าแล้วก็สวมหมวกแก๊ปทหารพรานที่แอบหยิบของผู้กองกรันณ์มาใส่ นอกจากนี้เธอยังมีกล้องถ่ายภาพมาด้วยพร้อมกับกระเป๋าเสบียงสะพายหลัง แค่นี้ก็ไม่ต้องห่วงอะไรแล้วแหละ วิชาการเอาตัวรอดในป่าก็มีในระดับหนึ่งเพราะคุณลุงของเธอสอนให้ บางทีตามท่านนายพลปภพไปที่ค่ายทหาร ดูการฝึกทหารก็เลยพอจะได้วิชามาบ้าง

                “ให้ตายสิ ถ้ามีอินเตอร์เน็ตนี่จะเจ๋งมาก จะปักหมุดมันเอาไว้ซะเลย” เธอหยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นมาส่อง อย่าว่าแต่อินเตอร์เน็ตเลย ตอนนี้แม้แต่แบตฯ ก็แทบจะไม่มีอยู่แล้ว ขวัญตาเลยได้แต่ถอนหายใจออกมาก่อนจะเดินทางต่อเลียบลำธารไป ซึ่งบางช่วงของลำธารก็กว้างและบางช่วงลำธารก็แคบจนน่าใจหายจนอดคิดไม่ได้ว่าหรือลำธารจะสิ้นสุดลงแค่ตรงนี้ แต่พอเดินต่อไปก็เจอกับลำธารสายเดิมที่ซึมเซาะผืนดินอันชุ่มชื่นออกมา แรกๆ ธรรมชาติของป่าดิบแล้งก็สวยและแปลกหูแปลกตาเด็กสาวดีอยู่หรอก แต่ว่าเมื่อเริ่มเดินไปเรื่อยๆ ผืนป่ากลับหนาทึบขึ้น ลำธารที่ไหลเอื่อยๆ กลางแจ้งตอนนี้กลับไหลเซาะเข้าไปในผืนป่าหนาทึก ต้นไม้น้อยใหญ่ต่างก็แย่งกันขึ้น ยืดลำต้นให้สูงเพื่อรับการสังเคราะห์แสงจากดวงอาทิตย์ เสียงชะนีป่าร้องมาแต่ไกลแต่ก็ยังไม่น่าตกใจเท่ากับเสียงคำรามของสัตว์หน้าตาคล้ายแมว

                “สะ...เสือหรอ” เด็กสาวถึงกับหน้าซีด เพียงแค่เห็นพุ่มไม้เบื้องหน้าขยับไหวก็ตัดสินใจวิ่งหนีแบบไม่คิดชีวิตแล้ว ไม่สนใจแล้วว่าลำธารมันจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน รู้แค่เพียงว่าต้องเอาชีวิตรอดให้ได้เท่านั้น ซึ่งกว่าจะมารู้ตัวอีกทีเธอก็พลัดหลงเข้ามาในป่าลึกเสียแล้ว ไม่มีลำธาร ไม่มีทางด่านให้เดิน ภูมิประเทศที่เธออยู่ตอนนี้เป็นเนินขึ้นเขาลูกใหญ่ มีสายหมอกหนาปกคลุม ผืนป่าจากป่าดิบแล้งเมื่อครู่ตอนนี้กลายมาเป็นเขตป่าดิบชื้นไปแล้วเรียบร้อย เสียงสัตว์ที่ได้ยินตอนนี้มีเพียงแค่นกป่าร้องเท่านั้น นกเงือกตัวใหญ่แสนสวยบินโฉบข้ามศีรษะของเธอไปทำเอาเด็กสาวอดตื่นเต้นไม่ได้เพราะรู้ดีว่านกชนิดนี้ไม่ได้หาดูได้ง่ายๆ และนกเงือกยังเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าอีก แต่ตื่นเต้นกับนกเงือกได้ไม่นานก็ต้องกลับมาเครียดอีกครั้งเมื่อตอนนี้เธอหลงป่าแล้วแน่ๆ เบื้องหน้าเธอตอนนี้คือหุบเขาขนาดใหญ่ที่ปกคลุมด้วยต้นไม้หนาทึบ เบื้องหลังคือภูเขาสูงให้ปีนขึ้นไป แต่จากดูๆ สภาพของป่าตอนนี้แล้วเธอคงไม่เดินลงไปที่หุบเขาแน่ๆ ไม่รู้ว่าข้างล่างนั้นจะมีอะไร

                “พี่รัน...ช่วยขวัญด้วย” คนแรกที่นึกถึงก็คือผู้เป็นพี่ชาย ว่ากันว่าทหารพรานคือทหารที่ชำนาญในพื้นที่ป่าเขาและถนัดในด้านการรบเป็นอย่างมาก หวังว่าตอนนี้เขาจะรู้แล้วนะว่าเธอแอบหนีมาเที่ยวเล่น หวังว่าเขาจะแกะรอยตามหาเธอได้นะ ก็ใครจะไปรู้ว่าในป่าของจริงมันจะน่ากลัวขนาดนี้ เคยไปเดินป่าที่เขาใหญ่มาแล้วก็นึกว่ามันจะเหมือนกัน แต่ที่เขาใหญ่ที่เธอไปเส้นทางที่เดินมันเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่มีเจ้าหน้าที่ทำเส้นทางเอาไว้ให้ชัดเจน แต่ป่าที่นี่เป็นป่าที่อยู่ติดกับชายแดน ใครจะบ้ามาทำเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติถึงที่นี่กัน แล้วนี่เธอจะไปทางไหนดี ตอนนี้ก็จะบ่ายโมงแล้วด้วยสิ บรรยากาศของที่นี่กับที่ฐานช่างแตกต่างกันนัก ที่ฐานยังมีลานโล่งแจ้งให้เห็นเดือนเห็นตะวัน จนบางทีแดดยามบ่ายก็ทำเอาร้อนจนเหงื่อซึม แต่ที่นี่...อย่าว่าแต่แดดเลย แม้แต่ท้องฟ้าก็แทบจะมองไม่เห็นด้วยสายหมอกหนาที่ปกคลุม

                หยดน้ำตาใสๆ ของเด็กน้อยเริ่มออกมาคลอเมื่อพยายามเดินหาทางออกไปจากป่าแห่งนี้ อย่างน้อยก็ขอให้เธอลำน้ำก่อนเถอะ ถ้าเธอเจอน้ำ เธอก็จะได้เดินตามธารน้ำไปเพราะเชื่อว่ามันจะต้องไปบรรจบกันที่ไหนซักที่ เธอยังไม่อยากตายอย่างอนาจอยู่ที่นี่ ในยามที่กลัวจนขาดสติแบบนี้ วิชาการดำรงชีวิตในป่าที่เคยเรียนรู้มาจากค่ายทหารของท่านนายพลปภพก็ถูกลืมเลือนจนหมดสิ้น ขวัญตาเดินวนและย้ำอยู่ที่เดิม ป่าหวายป่าเดิมนี้เธอเดินผ่านมาเป็นสิบๆ รอบได้แล้วมั้ง ไม่ว่าจะเปลี่ยนเส้นทางไปด้านไหนแต่สุดท้ายก็จะกลับมาที่เดิมเสมอคล้ายกับเขาวงกต ร้องไห้ก็แล้ว ส่งเสียงร้องให้คนช่วยก็แล้ว ยกมือขึ้นไหว้เจ้าป่าเจ้าเขาก็แล้วแต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลยจนเวลาล่วงเลยมาถึงห้าโมงเย็น แต่ห้าโมงเย็นในหน้าหนาวกลับมืดเร็วกว่าปกติ ยิ่งอยู่ในป่าทึบแบบนี้ยิ่งมืดแทบจะสนิท ขวัญตาไม่มีไฟฉายหรืออะไรที่ใช้ให้แสงสว่างได้เลย โทรศัพท์มือถือมีแบตอยู่แค่ยี่สิบเปอร์เซ็นเท่านั้นเลยตั้งใจจะเก็บเอาไว้ใช้ในยามจำเป็น เสบียงที่เตรียมมาก็ไม่ได้มากมายอะไร ตอนนี้มีเพียงแค่ส้มสองลูกกับมันฝรั่งทอดกรอบหนึ่งห่อเท่านั้น น้ำอึกสุดท้ายก็เพิ่งจะหมดไปเมื่อช่วงบ่าย ไม่คิดเลยว่าแค่อยากมาดูแม่น้ำเมยเรื่องมันจะบานปลายไปขนาดนี้

                ด้วยความอ่อนแรงทำให้ขวัญตานั่งลงพักที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ยกมือขึ้นบีบนวดขาตัวเองที่เมื่อก่อนหน้านี้สะดุดรากไม้ล้มจนข้อเท้าพลิก แต่เธอก็ฝืนเดินต่ออยู่นานจนตอนนี้มันเริ่มปูดบวมอย่างน่ากลัวแล้ว ความมืดที่เริ่มปกคลุมมองเห็นทุกอย่างอย่างเลือนราง หูแว่วได้ยินเสียงไปสารพัดทั้งเสียงหัวเราะของผู้คน เสียงคล้ายกับมีคนเดินไปมาเยอะแยะอยู่รอบตัวเธอไปหมดแต่ก็มองไม่เห็น เด็กสาวที่กลัวสิ่งลี้ลับอยู่แล้วยิ่งหดตัวเข้ากับต้นไม้ใหญ่ ร่างบางร้องไห้ออกมาอย่างสะอึกสะอื้นด้วยความหวาดกลัว คิดถึงคุณลุงกับคุณป้าที่เลี้ยงตนมาเสมือนลูกในไส้ คิดถึงพี่ชายกับพี่สะใภ้ คิดถึงเพื่อนๆ ที่โรงเรียน คิดถึงทุกๆ คนที่เธอคงจะไม่ได้เจอพวกเขาอีกแล้ว เธอกำลังจะตายอยู่ในป่าคนเดียวใช่มั้ย เพราะความดื้อซนของเธอคนเดียวแท้ๆ เลยถึงต้องเป็นแบบนี้

                “พ่อจ๋า แม่จ๋า...ช่วยขวัญด้วย ขวัญกลัว” มือเล็กๆ ยกขึ้นปาดน้ำตาร้องไห้หาพ่อกับแม่ผู้ล่วงลับ หวังว่าพวกเขาจะช่วยคุ้มครองเธอ ถ้าหากเธอรอดออกไปจากที่นี่ได้เธอจะไม่ดื้อไม่ซนอีก จะเชื่อฟังพี่ชายกับพี่สะใภ้ให้มากกว่านี้ จะเป็นเด็กดีตั้งใจเรียนด้วย ขอเถอะนะ ขอให้มีคนมาช่วยเธอด้วย ขอให้เธอได้เจอกับทีมลาดตระเวนทีมไหนก็ได้ จะเป็นทหารพราน ตชด. หรือเจ้าหน้าที่ป่าไม้ก็ได้ ใครก็ได้ช่วยมาลาดตระเวนแถวนี้ที

                แกร่บ! แกร่บ! เสียงคล้ายกับฝีเท้าของคนดังขึ้นมาอีกแล้ว ผีป่าผีพรายจะเอาเธอไปอยู่ด้วยให้ได้ใช่มั้ย ขวัญตารีบลุกขึ้นยืนทันทีด้วยความหวาดกลัวแล้วมองหาที่มาของเสียงอีกครั้ง คราวนี้เสียงฝีเท้าเงียบไป แต่เสียงที่ดังตามมากลับเป็นเสียงหัวเราะของหญิงสาวและเสียงผู้คนมากมายซุบซิบกันเบาๆ อยู่รอบตัวเธอ หูแว่ว เธอต้องหูแว่วไปเองแน่ๆ

                ฟ่อ!!! ตื่นกลัวกับเสียงประหลาดอยู่แล้ว แล้วยิ่งจะพยุงตัวเองหนีออกไปจากที่นี่กลับต้องมาเจอกับอสรพิษตัวสีดำเป็นมันเลื่อมเบื้องหน้าชูคอแผ่แม่เบี้ยอย่างเต็มที่อีก มันเป็นงูเห่าที่ตัวใหญ่ที่สุดเท่าที่ขวัญตาเคยเห็นมาเลย งูที่เติบโตขึ้นมาตามธรรมชาติของผืนป่าแบบนี้มักจะอุดมสมบูรณ์กว่างูเห่าที่เธอเคยเห็นทั่วไปตามสวนสัตว์

                “ฮือ...อย่าเข้ามานะไอ้งูบ้า!” เธอกลัวจนตัวสั่น แต่ยิ่งเธอขยับตัวงูเห่าที่มีพฤติกรรมจับสิ่งที่เคลื่อนไหวก็ยิ่งเคลื่อนตัวเข้ามาหาเธอ ขวัญตาน้ำตาไหลพรากด้วยความหวาดกลัวอย่างสุดๆ คิดว่าตัวเองคงจะต้องตายเพราะพิษงูอยู่ที่นี่แน่ๆ เมื่องูเห่าชูคอขึ้นสูงแล้วแผ่แม่เบี้ยอย่างน่ากลัวก่อนที่มันจะเลื้อยเข้ามาหาเธอและจะฉก ขวัญตาจึงหลับตาปี๋

                หมับ!!! แต่ทว่าจู่ๆ ก็มีมือของใครสักคนยื่นเข้ามาจับที่คอของงูเอาไว้อย่างรวดเร็ว มือแกร่งกดหัวงูลงไปกับพื้นเพื่อป้องกันการพ่นพิษ มีดพกเล่มใหญ่ถูกดึงออกมาก่อนที่เขาจะฟันคองูเห่าจนขาดในจุดที่ปลอดภัยจากต่อมพิษตามประสบการณ์ที่ได้เรียนมาและพบเจอ ร่างสูงโยนซากงูที่ตายไปทิ้งลงกับพื้นแล้วเตะหัวงูไปไกลเพราะถึงแม้จะถูกตัดหัวแต่ปฏิกิริยาของส่วนหัวงูและพิษก็ยังคงอยู่ เขาหันมามองเด็กสาวที่ยืนร้องไห้จนตัวสั่นอยู่เบื้องหน้าด้วยความหวาดกลัว เป็นห่วงแทบแย่...เขาคิดและหอบไม่หายจากการวิ่งเข้ามาหาเธอแล้วรีบจัดการกับงูตัวนี้ก่อนที่มันจะกัดเธอเข้า

                “ปลอดภัยแล้ว” เขาบอก ขวัญตาที่ยังคงหลับตาปี๋อยู่แทบจะไม่อยากเชื่อเลยว่าจะได้ยินเสียงนี้อีก เสียงที่คุ้นเคยแบบนี้เธอจำได้ดี ครั้งพอลืมตาขึ้นมองเธอก็ยิ่งน้ำตาไหล ไม่คิดว่าเขาจะอยู่ที่นี่ ยืนอยู่ตรงหน้าเธอนี่แล้ว เธอไม่ได้ฝันไปใช่มั้ย คนตรงหน้าไม่ใช่ภาพหลอนจริงๆ ใช่มั้ย

                “...ผู้หมวดคณิน” เธอเรียกเขาขึ้นก่อนจะรีบโผเข้าไปกอดอีกฝ่ายเอาไว้แน่นแล้วร้องไห้ออกมาเสียงดังจนคนที่ถูกเธอโผเข้ามากอดต้องกอดเธอเอาไว้แน่นแนบอกของเขา

                “ฮือ...หนูกลัว หนูกลัว ต่อไปจะไม่ดื้อไม่ซนอีกแล้ว หนูกลัวช่วยหนูด้วยนะ” สรรพนามที่เปลี่ยนไปทำให้เธอน่าเอ็นดูยิ่งกว่าเก่าผู้หมวดคณินจึงลูบหลังเธอเบาๆ อย่างปลอบขวัญ

                “ขวัญเอ้ยขวัญมา ขวัญปลอดภัยแล้วนะ พี่มาช่วยขวัญแล้ว” น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนกว่าทุกที ขวัญตาก็ยิ่งกอดเขาแน่น ซุกหน้ากับอกแกร่งไม่ยอมผละออกจากเขาง่ายๆ ผู้หมวดคณินก็เลยกอดเธอนิ่งอยู่เช่นนั้น เมื่อความห่วงใยทำให้กำแพงที่เขาพยายามจะก่อล้มพังลงไม่เป็นท่า เขาเป็นห่วงเธอแทบตายตอนที่แกะรอยออกตามหา กลัวอันตรายจากป่าก็ส่วนหนึ่ง กลัวอันตรายจากโจรผู้ร้ายก็ส่วนหนึ่งจนต้องกระจายกำลังกันออกตามหากับเจ้าหน้าที่อาสาสมัครทหารพรานอีกสิบนาย เขาไม่เคยรู้สึกเป็นห่วงใครได้เท่านี้มาก่อนเลย ถ้าเธอเป็นอะไรไปเขาคงรู้สึกผิดไปจนตายแน่ๆ

                “หาหนูเจอได้ยังไง” ขวัญตาที่หยุดร้องไห้แล้วผละออกจากอกแกร่งมายืนเช็ดน้ำตาปอยๆ อยู่ตรงหน้าเขา

                “ทหารพรานเก่งกว่าที่คิดอีกนะ” เขายิ้มบอกอย่างอ่อนโยน

                “ใช่ พี่รันเก่ง” เดี๋ยวนะ! เขาต่างหากที่สมควรได้รับคำชม ไม่ใช่ผู้กองที่ตอนนี้ยังติดเมียไม่เลิก

                “หนูอยากกลับบ้าน อยากไปหาพี่รันกับพี่หมอแก้มแล้ว” เด็กน้อยเริ่มงอแงขึ้นมาอีก ผู้หมวดคณินจึงมองไปรอบๆ ตัว ก่อนจะหยิบวิทยุสื่อสารออกมาเพื่อแจ้งให้ทุกคนที่ตามหาขวัญตาอยู่รู้ว่าเขาเจอเธอแล้ว และให้ทุกคนหาที่พักแรมกันก่อนพรุ่งนี้เช้าค่อยเดินทางกลับฐานกัน

                “เดินป่าตอนกลางคืน ถ้าเลือกได้ก็อย่าเดินมันอันตราย เราคงต้องหาที่พักกันก่อนคืนนี้”

                “ไม่เอา จะกลับไปหาพี่รัน ขาเจ็บต้องให้พี่หมอแก้มดูให้” เธอชี้มาที่ข้อเท้าตัวเอง ผู้หมวดคณินจึงหยิบไฟฉายออกมาแล้วส่องดูข้อเท้าที่บวมเป่งของเธอและช้ำมากด้วยตอนนี้

                “ยิ่งเจ็บตัวก็ยิ่งต้องพัก เดินไหวมั้ย” เขาถามอีกเธอจึงส่ายหน้าตอบ

                “จะขี่หลังหรือจะให้อุ้ม”

                ห๋า ขวัญตาทำหน้าเลิกลั่ก ไม่อยากจะเลือกซักทางจนคนที่ถามต้องตัดสินใจเองแล้วช้อนตัวเธอขึ้นอุ้มเอาไว้ในอ้อมแขน ขวัญตาก็เลยรีบเอามือยันแผ่นอกแกร่งของเขาเอาไว้เมื่อไม่ชินกับสัมผัสจากเพศตรงข้าม

                “เคยมีแฟนไม่ใช่หรอ แค่นี้ทำไมต้องกลัว” เขาแกล้งถามยิ้มๆ เธอเลยค้อนเข้าให้

                “เป็นแฟนมั้ยไม่ใช่ผัว จะได้มาแตะเนื้อต้องตัวกัน”

                “เป็นแฟนก็ทำได้มากพอๆ กับผัวแหละ” เขาบอกกึ่งสอน แต่ขวัญตากลับทำเบือนหน้าหนีแล้วพูดออกมาเบาๆ

                “มากสุดก็แค่กอดกับจับมือ” เออ จะเลิกกันก็ไม่แปลกหรอกถ้าเป็นแฟนกันแล้วทำได้แค่นี้ เขารึก็นึกว่าจะไปไกลกันจนถึงดาวอังคารแล้ว ถึงว่าสิยังทำตัวเป็นเด็กไม่เลิก

                “งั้นก็คิดว่าพี่เป็นผู้กองละกัน”

                “...จินตนาการไม่ออก”

                “ทำไม”

                “พี่รันหล่อกว่านี้เยอะ”

                เขาเปลี่ยนใจเหวี่ยงเธอลงไปในหุบเขาตอนนี้จะทันมั้ยนะ ยัยเด็กนี่ปากคอช่างเราะร้ายนัก

                ผู้หมวดคณินพาขวัญตามาพักที่เพิงหิน อย่างน้อยก็พอจะกันน้ำค้างได้ในระดับหนึ่งทำให้ขวัญตาได้เห็นการดำรงชีวิตในป่าแบบขนาดแท้จากประสบการณ์ทางการทหารพรานของเขา ผู้หมวดคณินจัดการก่อไฟได้อย่างชำนาญ เป้ทหารสีดำของเขามีชุดหม้อสนามเตรียมพร้อม และเขาก็นำมันมาหุงข้าว มีอาหารแห้งอย่างปลากระป๋องและเนื้อแดดเดียวทอดที่เขาน่าจะห่อมาจากที่ฐาน และ...

                “เดี๋ยวนะ นั่นผู้หมวดจะทำอะไรน่ะ” เธอถามขึ้นทันทีเมื่อเห็นว่างูเห่าตัวที่เขาจัดการไปเมื่อก่อนตอนนี้เขากำลังถลกหนังมันออกอยู่

                “เคยกินมั้ย”

                “อี๋!” เธอทำท่าขนลุกขนพอง ผู้หมวดหนุ่มเลยหัวเราะออกมา

                “ผู้กองนี่เซียนกว่านี้อีกนะ เชือดคอเสร็จก็กินเลือดมันต่อเลย รู้มั้ยว่าเลือดงูใช้ดื่มแทนน้ำได้”

                “ยอมขาดน้ำตายดีกว่า” ขวัญตาว่าแล้วกอดกระติกน้ำของเขาเอาไว้แน่นเมื่อเห็นเขาจัดการโรยเกลือไปที่เนื้องูแล้วเอาไปย่าง

                “เวลาออกป่าแบบนี้มันเลือกกินไม่ได้หรอก จับสัตว์อะไรได้ก็ต้องเอามากินประทังชีวิต ต้องรู้ว่าต้นไม้ต้นไหนใช้เป็นยาได้ พืชชนิดไหนกินได้หรือไม่ได้ เรื่องแบบนี้ทหารต้องฝึกกันทุกคน” ผู้หมวดคณินบอกแล้วใช้มีดของเขาตัดเถาวัลย์ใกล้ๆ มายื่นให้ขวัญตา ซึ่งที่ปลายด้านหนึ่งมีน้ำหยดออกมาด้วย

                “ต้องรู้จักหาแหล่งน้ำได้ด้วย ถ้าหาไม่ได้ก็กินเลือดงูแทน” เขาบอกอีกแล้วตัดเถาวัลย์มาอีกท่อนก่อนจะยกขึ้นดื่มน้ำที่หยดออกมา ขวัญตาจึงลองทำตามเขาดู มันเป็นน้ำรสชาติฝาดๆ ได้กลิ่นของไม้ชัดเจน

                “ไม่เห็นอร่อยเลย”

                “ไม่ใช่น้ำอัดลมนะจะได้หวานซ่าชื่นใจ” เขาว่า “ให้กินเพื่อประทังอาการขาดน้ำ ไม่ใช่กินเป็นเครื่องดื่ม”

                ขวัญตาก็เพิ่งจะรู้นี่แหละว่าพวกทหารเขาอยู่กินกันยังไงในป่า

                “หิวรึยัง” เขาถามอีก แต่ว่าข้าวยังไม่สุกเลยตอนนี้ “รอพี่อยู่นี่นะ เดี๋ยวมา เมื่อกี้นี้เจอกล้วยป่าอยู่”

                เดี๋ยวนะ! กล้วยป่างั้นหรอ นี่เขาเป็นทาซานรึยังไงกันถึงได้คล่องแคล่วนักเวลาอยู่ในป่าแบบนี้ รู้สึกว่าเขาจะใช้ชีวิตในป่าได้ดีกว่าในเมืองซะอีก พอๆ กับพี่ชายเธอเลยที่มีอาการตื่นๆ เงอะๆ งะๆ เวลาเดินห้าง

                ผู้หมวดคณินหายไปได้สักครู่ใหญ่ๆ เขาก็แบกเครือกล้วยกลับมาหาเธอ ที่ผลสุกมีรอยสัตว์กัดแทะอยู่ด้วย เห็นแบบนี้แล้วกินได้ชัวร์ เพราะถ้าสัตว์กินได้ คนก็ต้องกินได้ เขาหักกล้วยที่สุกแล้วมาให้เธอสี่ห้าใบ ขวัญตาจึงรับมามองอย่างสำรวจ ความหิวและความต้องการของหวานของร่างกายทำให้เธอจัดการปอกเปลือกแล้วกัดเข้าไปเต็มคำ

                “อ๊ะ!!!” เธอสะดุ้งตัวแล้วยกมือขึ้นมาจับแก้มตัวเองเอาไว้ทันทีเมื่อรู้สึกว่ากัดถูกอะไรแข็งๆ เข้าให้ ดีนะที่เธอกัดไม่แรงมาก ไม่งั้นเจ็บฟันแน่ๆ

                “อ้อ ลืมบอกว่ากล้วยป่ามีเมล็ด อย่าลืมคายทิ้งด้วยล่ะ” เขาว่าขึ้นเมื่อเห็นสีหน้าแหยๆ อย่างตลกของเธอ ก่อนจะกินกล้วยป่าโชว์แล้วคายเมล็ดกลมๆ สีดำออกมา ซึ่งกล้วยแต่ละใบมีเมล็ดไม่ใช่น้อยๆ เลยล่ะ

                “ไม่อร่อย กินยาก”

                “งั้นก็รอกินงูเห่าย่าง”

                นี่เขาจะแกล้งเธอรึเปล่ากันล่ะเนี่ย ดูแต่ละอย่างที่ให้เธอกินสิ

                แล้วไม่นานมื้อเย็นก็เริ่มขึ้นเมื่อข้าวสุก คนที่หิวข้าวจัดเลยตักข้าวคำโตกินกับเนื้อทอดและปลากระป๋อง ไม่เคยรู้สึกว่าข้าวมื้อไหนจะอร่อยได้เท่านี้มาก่อนเลย นี่ดีแค่ไหนที่เขาตามหาเธอจนเจอ ถึงแม้ว่าเขาจะทำตัวเป็นวัยทองทั้งๆ ที่ยังหนุ่ม เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายแต่ขวัญตาก็เชื่อว่าไว้ใจและพึ่งพาเขาได้เสมอ ถ้าไม่นับทหารที่ผ่านการฝึกอะไรๆ มามากมายแบบนี้จะมีใครบ้างที่สามารถจัดการกับงูเห่าตัวใหญ่ได้ด้วยมือเปล่า ซ้ำยังเอามันมาทำเป็นมื้อเย็นได้อีก ไหนจะสอนวิธีหาแหล่งน้ำจากเถาวัลย์แล้วยังไปหากล้วยป่ามาให้เธอกินรองท้องได้อีก หรือแม้แต่ที่พักที่เขาเลือกคืนนี้ก็ยังดูปลอดภัยไม่มีการรบกวนจากสัตว์ป่าอย่างแน่นอน การได้มาเจอและรู้จักกับเขานับว่าเป็นโชคดีเหลือเกิน

                “ขอบคุณนะที่ตามหาฉันจนเจอ” เธอบอกคนที่นั่งกินข้าวอยู่ข้างๆ

                “ไม่เรียกแทนตัวเองว่าหนูแล้วหรอ”

                “จะเรียกยังไงก็เรื่องของฉัน” เธอว่างอนๆ เขาก็เลยยิ้มเยาะออกมาแล้วตักเนื้อทอดให้เธออีก

                “ผู้หมวดนี่เก่งเนาะ ถ้าหลงป่าคงไม่ตายง่ายๆ จัดการกับงูมือเปล่าก็ได้ นี่ถ้าเสือมาคงจะจับเสือหักคอได้ด้วยใช่มั้ย”

                “เข้าป่าใครเขาให้พูดถึงเสือ แล้วนี่ตกลงแอบมาเที่ยวป่าเนี่ยมาทำอะไร รู้มั้ยว่าผู้กองโกรธมากแค่ไหน”

                “เมื่อวานพี่ผู้หมวดนทีพูดถึงแม่น้ำเมยว่าสวยมากก็เลยอยากมาดู”

                “ไปฟังอะไรหมวดนทีให้มาก ขี้โม้ก็ที่หนึ่ง แม่น้ำเมยมันก็เหมือนกับแม่น้ำทั่วๆ ไปน่ะแหละไม่ได้มีอะไรพิเศษหรอก อีกฝั่งก็พม่า พวกโจรผู้ร้ายตามชายแดนก็เยอะ นี่ดีนะที่เจอแค่งู ถ้าเจอโจรด้วยล่ะ ยิ่งเป็นผู้หญิงด้วยมันอันตรายนะเข้าใจมั้ย ดีไม่ดีถูกจับไปขายซ่องแถบชายแดนจะทำยังไงฮะ”

                “ก็อยู่เฉยๆ รอให้ผู้หมวดมาช่วยไง ผู้หมวดเก่ง”

                “ชีวิตจริงมันไม่ได้มีพระเอกขี่ม้าขาวมาช่วยตลอดเวลาหรอกนะ เกิดพลาดพลั้งไปก็ตกนรกทั้งเป็นเลย”

                “อย่าพูดอะไรที่มันน่ากลัวแบบนั้นสิ”

                “ถ้ากลัวก็อย่าทำแบบนี้อีกเข้าใจมั้ย หายตัวมาเนี่ยคนอื่นเขาวุ่นวายไปทั้งฐาน กลับไปโดยผู้กองหวดขาลายแน่ๆ”

                “ผู้หมวดก็ช่วยพูดกับพี่รันให้หน่อยสิ ฉันยังเด็ก ฉันไม่รู้เรื่อง นะๆๆ น้าผู้หมวดน้า ผู้หมวดรูปหล่อใจดี อย่าให้พี่รันตีฉันนะ พลีสสสสสส ขอร้องล่ะ” เธอเขย่าแขนเขาไปมาแล้วอ้อนขออย่างน่ารัก ทำให้คนที่ถูกอ้อนต้องรีบเบือนหน้าหนีเพื่อซ่อนรอยยิ้มของตัวเองเอาไว้

                “เดี๋ยวเลี้ยงขนมเลยเอ้า!

                “เป็นเด็กเป็นเล็กอย่าริติดสินบนเจ้าหน้าที่”

                “โธ่” ขวัญตาครวญก่อนจะยิ้มเจ้าเล่ห์ให้เขาแล้วอ้อนเสียงหวาน

                “นะคะพี่คณินขา อย่าให้พี่รันตีหนูเลยนะคะ น้า พี่คณินรูปหล่อใจดี” เสียงหวานๆ กับถ้อยคำที่เอ่ยเรียกต่างออกไปจากทุกทีจนผู้หมวดคณินหันมาจ้องสบตากับเธอ ยิ้มออกมาอย่างรู้สึกชอบที่ถูกเรียกว่าพี่แบบนี้ ยัยตัวแสบแสนยุ่งของเขา

                “พี่คณินช่วยหนูหน่อยนะคะ น้า” มือแกร่งยื่นมาไล้แก้มนวลเบาๆ อย่างแสนรัก ยิ่งเธออ้อนหัวใจของเขาก็ยิ่งเต้นเร่าอย่างปรารถนาเธอก่อนที่เขาจะโน้มตัวลงมาหาเธอใกล้ๆ แล้วใกล้เข้ามาอีกก่อนที่จะ...

                “นะคะพี่คณิน...อุ๊บ!!!” ขวัญตาถึงกับตาเหลือกทันที จากที่คิดว่าเขาจะจูบเธอ แต่เขากลับยัดเนื้องูเห่าย่างชิ้นใหญ่เข้าปากเธอเต็มๆ แล้วยืดตัวออกห่างจากเธอแต่ก็ยังเอามือปิดปากเธอเอาไว้แน่นเพื่อบังคับให้เธอกินเนื้องูเห่าลงไป จะคายทิ้งก็ไม่ได้เพราะเขาปิดปากเธอเอาไว้แน่น ขวัญตาก็เลยกลั้นใจกลืนเนื้องูเห่าลงคอไป

                “ไอ้ผู้หมวดบ้า!!!

                “ฮ่าๆๆ” เธอโกรธจัดร้องด่าออกมาทันทีเมื่อเขาปล่อยมือออกจากปากแล้ว ผู้หมวดคณินเลยหัวเราะออกมาลั่นป่าอย่างชอบใจที่แกล้งเธอได้

                “เป็นเด็กเป็นเล็กจำเอาไว้นะ ทีหลังอย่ามาอ้อนผู้ชายแบบนี้ ยิ่งอยู่ด้วยกันสองต่อสองยิ่งห้ามทำมันอันตรายรู้มั้ย แล้วอ้อนแบบนี้ เรียกผู้ชายเสียงหวานแบบนี้เกิดเจอพวกบ้ากามเข้าให้จะทำยังไง” แล้วก็จัดการสั่งสอนเข้าให้ ต่อไปจะได้ไม่ทำแบบนี้อีก มันอันตราย

                “ผู้หมวดตายด้านหรอ”

                “เปล่า ก็อย่างที่เคยบอก เด็กแบบนี้ต่อให้แก้ผ้าให้ดูก็ไม่มีอารมณ์ ไว้โตเป็นสาวซักห้าหกปีก่อนค่อยมาอ้อนพี่ใหม่ละกันนะ”

                ได้ฟังแล้วขวัญตาก็โกรธและเจ็บใจนัก นี่ถ้าไม่เห็นว่าเขาอุตส่าห์บุกป่าฝ่าดงเข้ามาช่วยเธอถึงที่นี่ และเป็นที่พึ่งเดียวของเธอนะ แม่จะอาละวาทให้หนักกว่าตอนอยู่ที่ฐานเลย

                “อ้อ เปิดเทอมแล้วอย่าลืมไปเล่าให้เพื่อนที่โรงเรียนฟังด้วยนะว่าได้กินเนื้องูเห่าแล้ว เป็นไง อร่อยมั้ย” เขายิ้มเยาะเธอซ้ำอีกอย่างสะใจที่แกล้งเธอได้ ขวัญตาเลยเบ้ปากใส่ แต่จะว่าไปเนื้องูมันก็รสชาติดีเหมือนกันแฮะ นี่ถ้าไม่บอกว่าเป็นเนื้องู ฉีกเป็นชิ้นๆ มาให้เธอกิน เธอคงกินเกลี้ยงแน่ๆ

                “กลับฐานไปจะเอาคืนให้เข็ดเลย”

                “ไหนว่าจะเป็นเด็กดีไม่ดื้อไม่ซนแล้วไง” เขาชี้นิ้วทวงคำพูดของเธอ ขวัญตาก็เลยเชิดหน้าใส่อีกแล้วกินข้าวต่อจนอิ่ม

                ตอนนี้ความมืดเข้ามาครอบคลุมพื้นที่จนมองฝ่าความมืดออกไปแทบจะไม่เห็น แสงสว่างเดียวมาจากกองไฟที่ก่อไล่ความหนาวอยู่นอกเพิงหิน ร่างบางนั่งขดตัวอยู่บนฟลายชีท เพราะมีเพิงหินช่วยกันน้ำค้างในป่าให้แล้วผู้หมวดคณินจึงเอาฟลายชีทมาปูนอนแทนเพราะก่อนออกมาจากฐานเขาก็ลืมคิดถึงเรื่องที่หลับที่นอน คิดว่าน่าจะเจอเธอก่อนค่ำ แต่ที่ไหนได้เธอกลับหลงป่าอ้อมมาที่เขาอีกลูก ดีหน่อยที่ผู้กองกรันณ์เคยสอนการแกะรอยในป่ามาให้เขาจนชำนาญแล้วเขาจึงตามตัวเธอจนพบ อุปกรณ์เครื่องนอนหลักๆ ที่ติดเป้ทหารสีดำของเขาก็มีฟลายชีทกันน้ำค้างกับเปลสนามและผ้าห่ม แต่ว่าได้แค่นี้ดูดีนักแล้วล่ะ

                “หนาวมากมั้ย” เขาหันมาถามเธอขณะสุมไฟในแรงขึ้น เพราะนอกจากจะช่วยขับไล่ความหนาวได้บ้างแล้วยังสามารถไล่สัตว์ป่าไม่ให้เข้ามาใกล้ได้ด้วย ขวัญตาขดตัวนิ่ง แม้จะมีผ้าห่มผืนบางแต่ก็ไม่ใช่ช่วยอะไร ยิ่งเป็นหน้าหนาวแบบนี้ในป่ายิ่งเย็นยะเยือกจนฟันกระทบกัน ผู้หมวดคณินจึงเข้ามานั่งบนฟลายชีทกับเธอก่อนจะเอื้อมแขนมาโอบรอบตัวเธอเอาไว้

                “อยากกลับบ้าน” เธอบอกเขา ความทรมานจากความหนาวทำให้คิดถึงบ้าน คิดถึงเตียงนอนนุ่มๆ กับผ้าห่มหนาๆ หรือจะเป็นบ้านพักของผู้กองกรันณ์ที่ฐานก็ได้

                “ไม่อยากดูแม่น้ำเมยแล้วหรอ”

                “...หนาว” ร่างบางสั่นระริกอย่างน่าสงสาร ยัยตัวแสบหมดฤทธิ์ลงไปอย่างง่ายดาย ไม่เก่งอีกแล้ว ผู้หมวดคณินจึงถอดผ้าพันคอของเขาออกก่อนจะเอามาพันที่คอเล็กๆ ให้เธอแทนเพราะคอเป็นส่วนที่เปราะบางเมื่อต้องอากาศหนาว จากนั้นก็ถอดเสื้อทหารแขนยาวของตัวเองออกแล้วเอามาคลุมร่างบางเอาไว้อีกที ขวัญตาเลยได้แต่เงยหน้าขึ้นมามองเขาเมื่อตอนนี้เขาสวมเพียงแค่เสื้อยืดทหารสีดำเท่านั้น

                “ผู้หมวดไม่หนาวหรอ”

                “ชินแล้ว” เขาตอบก่อนจะประคองเธอขึ้นมานั่งบนตักแล้วกอดเธอเอาไว้แน่นแนบอกเพื่อส่งมอบความอบอุ่นของร่างกายให้ ขวัญตาที่หนาวจนแทบจะทนไม่ได้จึงไม่ได้ปฏิเสธ ยิ่งอกแกร่งมีไออุ่นขนาดนี้เธอก็ไม่รอช้าที่จะเข้าไปซุกเอาไว้ทันที แขนเล็กๆ กอดร่างสูงเอาไว้แน่นจนผิวกายแนบกันไปทุกสัดส่วน

                “ผู้หมวดอย่าทิ้งฉันนะ”

                “ไม่ทิ้ง” เขาตอบ กระชับอ้อมกอดขึ้นเพื่อให้เธออุ่นใจ รวมถึงใจของเขาด้วยที่กำลังอบอุ่นไม่ต่างกัน ผิวกายนุ่มนิ่มของเด็กสาวชวนให้น่าหลงใหล แต่ถึงจะน่าหลงใหลและปรารถนาอย่างไรความเป็นสุภาพบุรุษก็ต้องมาก่อนเสมอ

                “ในป่ามีผีมั้ย” เธอถามเขาขึ้นมาอีก

                “เข้าป่าอย่าพูดเรื่องนี้”

                “ก็ตอนก่อนที่ผู้หมวดจะมาฉันได้ยินเสียงคนพูดคุยกันนี่ ทั้งเสียงคนเดิน เสียงหัวเราะ เสียงกระซิบกัน มันดังเหมือนกับว่าพวกเขาอยู่ข้างๆ ฉัน ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง เด็ก คนแก่มีหมดเลย ฉันไม่ได้หูแว่วนะ”

                “...ไม่มีอะไรหรอก ตอนนี้ก็มีพี่อยู่เป็นเพื่อนแล้วไงไม่ต้องกลัว” เรื่องราวลี้ลับเหล่านี้ใช่ว่าเขาจะไม่เคยเจอ แต่ชายชาติทหารอย่างเขา ทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ อาสารับใช้ชาติเป็นข้าราชการที่ดี ไม่เคยทำเรื่องเลวร้ายเขาเชื่อแน่ว่าความดีที่เขาทำมาจะช่วยคุ้มครองตัวเขาให้แคล้วคลาดจากภัยต่างๆ ได้ นอกจากฆ่าเหล่าคนร้ายเขาก็ไม่เคยก่อกรรมหนักอะไรแล้วภูตผีหรือสิ่งลี้ลับใดๆ จะทำอะไรเขาได้  

เขาไม่ได้เติบโตมาในครอบครัวที่สมบูรณ์พร้อม พ่อของเขาเป็นทหารและตายในหน้าที่เหมือนกับพ่อของผู้พันคีรินทร์และราชาวดี ส่วนแม่ เมื่อขาดคนให้พึ่งพาก็ได้สามีใหม่เป็นคนต่างชาติ พอแต่งงานแล้วก็บินไปอยู่อเมริกากับสามีใหม่ ทิ้งเขาเอาไว้ที่เมืองไทยคนเดียวเพื่อปกปิดไม่ให้สามีใหม่รู้ว่าเคยมีลูกมาก่อน ตั้งแต่เด็กมาเขาก็เลยอยู่ในความดูแลของหลวงลุงซึ่งเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่วัดป่าเล็กๆ ในจังหวัดขอนแก่นมาโดยตลอด หากยังดีที่ผู้เป็นแม่นึกถึงส่งเงินค่าเลี้ยงดูมาให้ทุกเดือน เขาจึงไม่ต่างอะไรกับเด็กกำพร้าที่โตมาในวัดและได้ธรรมะช่วยขัดเกลาจิตใจอยู่เสมอ ก่อนจะสอบเข้าเรียนเตรียมทหารและเข้าเรียนที่โรงเรียนนายร้อยได้ ซึ่งส่วนหนึ่งก็เพราะอยากเป็นทหารกล้าเหมือนกันกับผู้เป็นพ่อ และอีกส่วน...ก็เพื่อพิสูจน์ให้แม่ของเขาได้เห็นว่าเขาสามารถมีอนาคตที่ดีได้ถึงแม้จะไม่มีแม่คอยดูแลมาตั้งแต่เด็ก ในวันที่เขาสำเร็จการศึกษาและได้รับพระราชทานกระบี่นายร้อย นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาได้เจอแม่ในรอบหลายปีนับตั้งแต่วันที่แม่ทิ้งเขาไป และมันก็คงจะเป็นครั้งสุดท้ายด้วยเพราะหลังจากนั้นมาแม่ก็ไม่เคยกลับมาเมืองไทยอีกเลย นานๆ ครั้งเขาถึงจะได้ข่าวผ่านทางโซเชียลและรู้ว่าเขามีน้องชายต่างพ่อด้วยซึ่งนี้อายุก็ประมาณขวัญตาเห็นจะได้ แต่เขาก็ไม่เคยนึกน้อยใจในโชคชะตา ธรรมะที่หลวงลุงพร่ำสอนทำให้เขาเข้าใจชีวิตมากขึ้นและอีกส่วนก็คือได้เพื่อนที่ดีอย่างผู้หมวดนทีอยู่เคียงข้าง มีรุ่นพี่ที่ดีอย่างผู้กองกรันณ์คอยให้คำปรึกษาและช่วยเหลือ เขาจึงไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองขาดหรือมีปมด้อยแต่อย่างใด หากแต่เขากลับมีความสุขกับชีวิตเสมอ และความสุขของเขาก็คือการได้เป็นทหารรับใช้ชาติ

“ถ้าเปิดเทอมแล้วก็คงไม่ได้เจอผู้หมวดอีก” เขาก้มลงมามองเด็กสาว “ผู้หมวดจะได้ไปกรุงเทพฯ บ้างมั้ย”

“คงยาก”

                “โทรคุยกันก็ไม่ได้งั้นสิ ไม่มีสัญญาณโรศัพท์นี่ งั้นใช้นกพิราบสื่อสารได้มั้ย”

                “นี่มันยุคสมัยไหนแล้ว”

                “นั่นสิ ยุคสมัยไหนแล้ว แค่เอาเสาสัญญาณโทรศัพท์มาตั้งในป่าชายแดนแค่นี้ยากตรงไหน” ขวัญตาอดฉุนออกมาไม่ได้จนคนที่กอดเธออยู่หัวเราะออกมาเบาๆ กับความคิดเด็กๆ ของเธอ

                “ไว้พี่เข้ากรุงเทพฯ เมื่อไหร่จะไปเยี่ยมละกัน”

                “ไปวันเสาร์ อาทิตย์นะ ถ้าไปวันธรรมดาคงไม่ได้เจอ ติดเรียน”

                “ไปหาที่โรงเรียนได้มั้ย”

                “ทำไม อยากไปดูอาณาจักรแห่งท่าน้ำนนท์ของท่านขวัญตาคนนี้หรอ ท่านขวัญตามีลูกสมุนเยอะนะจะบอกให้” เธอผละออกจากอ้อมกอดของเขามาโม้ต่อ

                “นักเลงเด็กน่ากลัวตรงไหน”

                “ขอให้มาจริงเถอะ เดี๋ยวนักเลงเด็กจะเล่นงานทหารพรานให้ดู” แล้วเธอก็กลับมาซุกอกเขาตามเดิมให้เขาหัวเราะตามอีก พูดแบบนี้ชักอยากจะไปเห็นอาณาจักรของเธอจริงๆ ซะแล้วสิ

                “...ตอนนี้อย่าเพิ่งมีแฟนนะ ไว้รออีกห้าปีพี่จะไปจีบ” เขาตัดสินใจพูดขึ้น ขวัญตาที่กำลังจะเคลิ้มหลับเลยถึงกับตาสว่างขึ้นมาทันที นี่เขาพูดเล่นหรือพูดจริงกัน

                “งั้นห้าปีนี้อย่าเพิ่งถูกผู้ร้ายที่ไหนฆ่าตายซะก่อนล่ะ” เธอคิดว่าเขาพูดเล่นก็เลยเล่นด้วย ทำให้คนที่กอดเธอเอาไว้อยู่หยิกแก้มเธอเข้าให้

                “เด็กปากเสีย”

                “เจ็บนะ!” เธอโวยขึ้นแล้วปัดมือเขาออกจากแก้มตัวเอง หยิกมาได้ตาแก่บ้านี่

                “ตกลงแล้วนะว่าจะไม่มีแฟน ต้องรอห้าปีก่อนเดี๋ยวพี่ไปจีบ” ผู้หมวดคณินว่าขึ้นอีก คราวนี้ขวัญตาเลยผละออกมาจากอกอุ่นแล้วหรี่ตาจ้องหน้าเขาอย่างจับพิรุธว่าเขาแกล้งรึเปล่า

                “พูดจริงหรือพูดเล่นเนี่ย”

                “แล้วจะพูดเล่นให้ได้อะไรขึ้นมา”

                “ผู้หมวดชอบฉันหรอ” เธอถามโต้งๆ อีกฝ่ายถึงกับหน้าเรื่อสีขึ้นมาทันทีทันใดเมื่อกำลังถูกเด็กจับผิดอยู่

                “ว่าไง ตกลงมั้ยห้าปี แล้วพี่จะไปจีบ” เขาถามแต่ไม่ยอมตอบเธอว่าเขาชอบเธอมั้ย ยัยเด็กโง่! ถ้าไม่ชอบแล้วจะขอจีบหรอ

                “โหย คิดยากแฮะได้แฟนคราวลุง”

                “น้อยๆ หน่อย พี่อายุน้อยกว่าผู้กองกรันณ์อีกนะ”

                “ไม่เรียกคุณปู่ก็ดีเท่าไหร่แล้ว” ขวัญตาหรี่ตาเบ้ปากว่า แต่หัวใจกลับเต้นโครมคราม อดยอมรับไม่ได้ว่าดีใจและสุขใจมากแค่ไหนที่ได้ยินเขาบอกว่าจะขอจีบ

                “แล้วทำไมไม่จีบตอนนี้เลยล่ะ”

                “ยังเด็กอยู่”

จะจีบสาวยังมาเรื่องมากอีกตาแก่นี่ ขวัญตาคิดแล้วหันมามองเขาอีกทีเพื่อประเมิน อืม...หล่อน้อยกว่าพี่รัน แต่ถ้าไม่เทียบกับพี่รันก็เรียกได้ว่าหล่อสุดๆ อันนี้ผ่าน หน้าที่การงานก็ดี ผ่าน มีความเป็นผู้นำสูงและพึ่งพาได้ อันนี้ก็ผ่าน นิสัยดีเป็นสุภาพบุรุษ นี่ก็ผ่าน เป็นคนดีมั้ย อืม...ถ้าเป็นคนที่พี่รันยอมรับและเชื่อใจสุดๆ จนได้เป็นลูกน้องคนสนิทแบบนี้เขาก็น่าจะโอเค อันนี้ให้ผ่าน เจ้าชู้มั้ย อันนี้ไม่รู้ เรื่องอายุคงไม่เป็นไร เอาไงดีล่ะ

                “...ไปขอพี่รันก่อนนะ”

                “ถ้าจะไปขอผู้กองก่อนก็ปฏิเสธเถอะ” ผู้กองหวงน้องขนาดนั้นเรื่องอะไรจะยอมให้เขาไปจีบเธอกัน

                “ฮ่าๆๆ ไว้จะกลับกรุงเทพฯ แล้วจะให้คำตอบละกัน ตอนนี้ขอแกล้งคนแก่ให้หนำใจก่อน”

                “ร้ายนักนะ”

                “คนมันสวยช่วยไม่ได้”

                “ยัยเด็กขี้โม้”

                “โม้อะไร ถ้าไม่สวยผู้หมวดจะขอจีบหรอ ฮ่าๆๆ” ผู้หมวดคณินเริ่มจะรู้สึกว่าเขาพลาดซะแล้วสิ พลาดที่ไปแสดงความรู้สึกก่อนยัยตัวแสบเลยได้ใจใหญ่ เฮอะ! แล้วเขาจะทำให้เธอรู้ว่ารักคนแก่มันอบอุ่นมากแค่ไหน

 

                รุ่งเช้าผู้หมวดคณินไม่ได้พาขวัญตากลับไปที่ฐานทันทีอย่างที่เด็กสาวคิด หากแต่เขากลับประคองพาเธอเดินลัดเลาะภูเขาไปเรื่อยๆ จนขวัญตาเห็นลำธารน้ำอีกครั้ง ป่าทึบเมื่อวานนี้เริ่มโปร่งมากขึ้น และพอพ้นชายป่าออกมาด้านหลังภูเขา ภาพเบื้องหน้าก็ทำให้ขวัญตาอดตื่นตาตื่นใจไม่ได้กับแม่น้ำเบื้องหน้า ลำน้ำเมยอันเป็นจุดสิ้นสุดเขตแดนภาคตะวันตกของไทยและเป็นพรมแดนธรรมชาติกั้นสองประเทศเอาไว้ ด้วยในหน้าหนาวทำให้แม่น้ำเมยที่เคยเอ่อนองตลิ่งจนบางครั้งก็ล้นขึ้นมาท่วมขังตอนนี้เริ่มแห้งขอดลงบ้างจนเห็นเนินทรายเป็นวงกว้าง ขวัญตาที่ตื่นเต้นกับแม่น้ำเมยรีบวิ่งลงไปที่เนินทรายทันทีอย่างลืมเจ็บขาที่พลิกเมื่อวาน ในขณะที่ผู้หมวดคณินกลับกระชับปืน HK33 เอาไว้แน่นแล้วสอดส่องมองไปรอบๆ อย่างระแวดระวังหลังจากที่เขาให้ขวัญตาสัญญาแล้วว่าจะไม่ส่งเสียงดังเด็ดขาด อันที่จริงแล้วแม่น้ำเมยที่เป็นจุดท่องเที่ยวก็มีอยู่ และมีสะพานข้ามแม่น้ำเมยเป็นสะพานมิตรภาพไทย-พม่าด้วย หากแต่แม่น้ำเมยในจุดที่เขาพาขวัญตามาไม่ใช่จุดที่เปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวและผู้คนทั่วไป แต่ที่นี่เป็นจุดอับและเสี่ยงกับพวกกองกำลังติดอาวุธและผู้ร้ายทั้งจากฝั่งไทยและฝั่งพม่า เขาจึงไม่ค่อยจะไว้ใจในสถานการณ์สักเท่าไหร คิดว่าแค่พาขวัญตามาดูแม่น้ำเมยอย่างที่เธอต้องการเพียงสักครู่เท่านั้นก็น่าจะไม่เป็นไร

                “ผู้หมวดๆ มาถ่ายรูปให้หน่อย” เธอบอกเขาพลางส่งกล้องให้ คนที่ถือปืนอยู่เลยต้องลดปืนลงมาถ่ายภาพให้เธอ ด้วยหวังว่ารีบถ่ายภาพจะได้รีบออกไปจากพื้นที่เสี่ยงนี้ให้ไวๆ

                “หูย ทรายไม่เห็นสวยอย่างที่พี่ผู้หมวดนทีว่าเลย เฮอะ! ขี้โม้จริงๆ ด้วย” เด็กสาวว่าใครอีกคนที่ไม่ได้อยู่ด้วย จนผู้หมวดคณินคิดว่าป่านนี้คู่หูของเขาคงจามแล้วจามอีกล่ะที่ถูกต่อว่าลับหลังแบบนี้

                “ให้เวลาอีกสิบนาที รีบๆ ชื่นชมกับแม่น้ำเมยซะแล้วจะได้กลับฐานกัน”

                “โหย” ขวัญตาครวญออกมาเมื่อเห็นอีกฝ่ายดูนาฬิกาแล้วก็ดูระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา ถือปืนเอาไว้เตรียมพร้อมตลอดด้วย

                “ไม่มีอะไรหรอกผู้หมวดวันนี้ ขอเล่นน้ำก่อนไม่ได้หรอ”

                “ไม่ได้ ถ้าอยากเล่นน้ำในแม่น้ำเมยค่อยไปเล่นตรงจุดที่เขาเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยงนู่น ไม่ใช่ในพื้นที่สัญจรของพวกลักลอบขนของผิดกฎหมาย”

                “แต่ว่า...”

                “ตอนนี้เหลืออีกเจ็ดนาที” ผู้หมวดหนุ่มว่าแล้วส่งขวดน้ำพลาสติกที่ติดเป้มาให้เธอ “กรอกเอาน้ำในแม่น้ำเมยใส่ขวดไปบูชาต่อที่กรุงเทพฯ ก็ได้นะ”

                “เออดี” เขาแค่ประชด แต่เธอกลับทำจริงๆ รีบเอาขวดพลาสติกไปกรอกน้ำในแม่น้ำเมยมาจนเกือบเต็มตามด้วยกรอกทรายใส่อีกก่อนจะปิดฝาให้เรียบร้อย จากนั้นก็กวักน้ำในแม่น้ำมาล้างหน้าล้างตาอย่างสดชื่น ผู้หมวดคณินจึงกวักน้ำในแม่น้ำขึ้นมาพรมใส่ศีรษะเธอด้วย

                “โอม ขอให้เป็นเด็กดี ขอให้เรียนเก่ง ขอให้สุขภาพแข็งแรง เพี้ยง!” เขาว่า ตามด้วยลูบผมเธออีกที ขวัญตาเลยส่งสายตามองบนมาให้เขา

                “ไม่ใช่น้ำมนต์ที่วัดนะผู้หมวด”

                “อ้าว ก็เห็นยอมเสี่ยงตายเพื่อจะมาดูแม่น้ำเมยให้ได้ก็ต้องให้ศีลให้พรกันหน่อยล่ะ ไง รู้สึกสดชื่นขึ้นรึยัง”

                “เชอะ!

                “เหลืออีกสามนาที”

                “ถ้าจะเหลือเวลาแค่นี้งั้นก็กลับเถอะ” เธอว่าอย่างเซ็งๆ คิดว่าจะต้องมาดูแม่น้ำเมยอีกให้ได้ แต่คงจะเป็นจุดที่เปิดให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวกันแหละเพื่อความปลอดภัย จากนั้นก็เก็บขวดบรรจุแม่น้ำเมยใส่ประเป๋าแล้วพยุงขาเจ็บของตัวเองเดินย้อนกลับเข้าป่าตามทางเดิมที่เดินมา ผู้หมวดคณินจึงหักกิ่งใบไม้ใกล้ๆ มาแล้วเอามาใช้ลบร่องรอยเท้าบนพื้นทรายเพื่ออำพรางร่องรอยของพวกเขาเอาไว้ก่อนจะพาขวัญตากลับเข้าป่าไปรวมกับเจ้าหน้าที่อาสาสมัครทหารพรานนายอื่นๆ ที่จุดนัดหมายเพื่อกลับฐาน  

ซึ่งพอคล้อยหลังเขาไปได้สักครู่ใหญ่ๆ ก็ปรากฏเรือของใครคนหนึ่งเข้ามาจอดเทียบท่าที่ชายหาดนี้ ร่างสูงที่เดินลงมาจากเรือมีลูกสมุนถืออาวุธครบมือมาด้วยสิบกว่าคน ใบหน้าที่เคยหล่อเหลาตอนนี้กลับมีรอยแผลเป็นบากอยู่ที่แก้มอย่างเห็นได้ชัด ผมยาวที่เคยมัดรวบเรียบร้อยตอนนี้ปล่อยสยายอย่างไม่สนใจแต่กลับทำให้เขาแลดูเต็มไปด้วยอำนาจมากมาย

                “ไอ้ผู้กอง...มึงเตรียมอกแตกตายได้เลย” แสนดาว่า แล้วเดินนำเหล่าลูกน้องเข้าป่า หากแต่เป็นคนละเส้นทางกับที่ผู้หมวดคณินและขวัญตาไป เมื่อเขามีแผนที่เตรียมการณ์มาแล้วในใจ


**********************************************************************************************

ยินดีต้อนรับแสนดาสู่ฝั่งไทยจ้า



ปล. มาดึก ดีกว่าไม่มีเนาะ

ปล.2   ตอนนี้ไรท์เปื่อย เอ้ย! ป่วย เป็นไข้หวัด สมองมึนๆ งงๆ อาจมีพิมพ์ตก หรือบางสำนวนอาจแปลกๆ ไปบ้างนะคะ ยังไงก็อย่าลืมเม้นเป็นกำลังใจให้คนเปื่อย เอ้ย! คนป่วยมีแรงสู้กับไข้หวัดแล้วเขียนตอนต่อๆ ไปด้วยน้า

ปล.3     ที่เปื่อยเนี่ย ไม่ได้อยากถูกพี่รันฉีดยาให้หรอกนะ จริงจิ้ง!!!


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 282 ครั้ง

2,199 ความคิดเห็น

  1. #1215 Jellydolphin (@Jellydolphin) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2562 / 13:42
    ตอนนี้ไม่ชอบขวัญตามากๆ ไม่มีขอบเขตการดื้อเลยไม่สำนึกผิดสักนิด
    #1215
    0
  2. #516 น้ามมม (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2562 / 16:02

    ตัวร้ายมาแล้วววว

    #516
    0
  3. #65 yrlly (@yrlly) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562 / 09:18

    ชอบหมวคนิณแล้วรออ่านจร้า

    #65
    0
  4. #64 Pinkpii (@Pinkpii) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 / 15:44
    อยากอ่านรุ่นหมวดคณิณทีนที><
    #64
    0
  5. #63 noochtyba (@noochty) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 / 07:23
    ตอนพรมน้ำมนต์เอ้ยน้ำเมย ต้องหมวดคณิณไม่ใช่หมวดนทีนะไรท์ ปล.หายป่วยไวๆนาไรท์
    #63
    1
  6. #62 Nagina Meen (@meenniemeen) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 / 02:35
    รอแอดทุกวันเลย
    #62
    0