ป้องรัก ห่มใจ

ตอนที่ 121 : เอื้อมดาวบนฟ้า (ตอนพิเศษ 49)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 14,306
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 508 ครั้ง
    1 พ.ย. 62

121.เอื้อมดาวบนฟ้า

 

“อานัส ไม่!!!

                ปัง!!!

                ผู้กองนทีนิ่งอึ้งอยู่กับภาพตรงหน้าเมื่อเห็นคนร้ายบนรถกระบะยิงไปที่ร่างของอานัสที่หมดสติอยู่ น้ำตาของเขาไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัวเมื่อมั่นใจว่าผู้เป็นเสมือนน้องชายถูกยิงเข้าที่ลำตัวเต็มๆ ทั้งๆ ที่เขาก็แน่นิ่งไปตั้งแต่โดนแรงของระเบิดแล้ว

                “มึง!!! ไอ้ชาติชั่ว มึงฆ่าน้องกู!!!” ความเสียใจก่อเกิดเป็นความแค้น ผู้กองนทีทำท่าจะพุ่งเข้าไปยิงตอบโต้อีกฝ่ายทันทีแต่ก็ถูกผู้กองจิรพัฒน์ดึงตัวเอาไว้ก่อน หากผู้กองนทียังคุมสติตัวเองไม่ได้แบบนี้ขืนปล่อยเขาไปได้ตายเปล่าแน่ๆ

                “ผู้กอง มีสติหน่อยสิ!!!” เขากระชากคอเสื้อผู้กองนทีขึ้นแล้วตะวาดว่า “ตอนนี้ไม่ใช่เวลาไปแค้นหรือห่วงคนที่ตายไปแล้ว ตอนนี้คนที่ผู้กองควรจะห่วงที่สุดก็คือเด็กๆ และประชาชน รีบพาเด็กๆ ไปหลบในที่ที่ปลอดภัยก่อนเข้าใจมั้ย!!!” ผู้กองจิรพัฒน์เข้าใจดีว่าผู้กองนทีรักแล้วก็ห่วงใยอานัสมากแค่ไหน น้องชายถูกระเบิดและยิงไปต่อหน้าต่อตาแบบนี้ใครจะไปทำใจได้ แต่หากเขาไม่รีบเตือนสติพื้นที่สามจังหวัดชายแดนได้เสียทหารพรานฝีมือการรบเป็นเลิศไปอีกคนแน่

                เมื่อผู้กองจิรพัฒน์เตือนสติเขาแบบนี้ผู้กองนทีก็พยายามตั้งสติตามแล้วมองไปรอบๆ ตัวก็เห็นเด็กนักเรียนกำลังวิ่งหลบกระสุนปืนกันอยู่โดยมีทหาร ตำรวจแล้วก็เหล่าคุณครูช่วยกันพาเด็กๆ วิ่งหนี เมื่อตั้งสติได้และปาดน้ำตาออกแล้วผู้กองนทีก็คว้าปืนจู่โจม M4A1 ขึ้นมาเล็งไปยังคนร้ายที่กำลังกราดยิงเข้ามาทางประตูโรงเรียนอยู่

                ปัง!!! ปัง!!! ปัง!!! ทันทีที่ลั่นไกออกไป คนร้ายที่กำลังกราดยิงอยู่นั้นก็ล้มตึงลงไปกับกระบะรถ เปิดโอกาสให้ทั้งทางทหารพรานและตำรวจพลร่มยิงสวนกลับไปในทันที

                “ผู้กอง ผมจะเข้าไปยิงสกัดพวกมันที่หลังต้นไม้ใหญ่ต้นนั้น ช่วยยิงสกัดพวกมันให้ผมด้วย”

                “ได้” ผู้กองจิรพัฒน์รับคำแล้วยกปืน M16A1 ของตนขึ้นแล้วยิงสกัดคนร้ายที่เหลือเอาไว้เพื่อไม่ให้คนร้ายมีโอกาสยิงสวนกลับมา ผู้กองนทีจึงได้โอกาสวิ่งเข้าไปหลบอยู่ทางด้านหลังของต้นไม้ใหญ่แล้วยิงสวนไปทางคนร้ายซ้ำ ฝ่ายคนร้ายที่เห็นจวนตัวจะสู้กำลังของตำรวจกับทหารไม่ไหวก็ถอดสลักระเบิดในมือออกทันทีแล้วโยนมาทางต้นไม้ที่ผู้กองนทีอยู่

                บึ้ม!!! ผู้กองนทีรีบหาที่กำบังแล้วหมอบลงกับพื้นในทันที ซึ่งพอเห็นเขาเสียจังหวะในการยิงตอบโต้กลับ คนร้ายก็ได้โอกาสเป็นฝ่ายยิงเข้าใส่อีกครั้ง แต่ผู้กองจิรพัฒน์ก็ไม่ยอมให้พวกมันเล่นงานอยู่ฝ่ายเดียวง่ายๆ เขายกปืนขึ้นยิงกลับแล้ววิ่งเข้าไปช่วยประคองผู้กองนทีขึ้น ซึ่งแรงระเบิดทำให้เขารู้สึกมึนไม่น้อย หากยังดีที่ไม่ได้โดนสะเก็ดระเบิดเข้า

                “คุณโอเคมั้ยผู้กอง”

                “เออ ผมโอเค” ผู้กองนทีตอบทั้งๆ ที่ยังมึนๆ อยู่ก่อนจะจับมืออีกฝ่ายลุกขึ้น แล้วผู้กองหนุ่มจากทั้งสองหน่วยรบก็ยกกระบอกปืนของตนขึ้นเล็งไปยังคนร้ายแล้วลั่นไกใส่ฝ่ายคนร้ายพร้อมๆ กัน ยิงกดดันให้คนร้ายไม่สามารถตอบโต้ได้ขณะเดินเข้าไปหาคนร้ายจนใกล้มากขึ้นโดยมีเหล่าลูกน้องทหารพรานและตำรวจพลร่มช่วยกันยิงกดดันฝ่ายคนร้ายเพื่อไม่ให้คนร้ายมีโอกาสตอบโต้กลับด้วย

                “ไอ้พวกหนักแผ่นดิน อยู่ไปก็รกโลก!!!” ทักษะการใช้มีดขั้นสูงที่ฝึกมาจากผู้พันกรันณ์จนชำนาญทำให้ผู้กองนทีดึงมีดเล่มเล็กสำหรับใช้ขว้างใส่คนร้ายออกมา ปลายนิ้วของเขาจับที่มีดเอาไว้อย่างมั่นคงแล้วขว้างมีดในมือเข้าใส่กลางอกของคนร้ายอีกคนอย่างแรงจนมันขาดใจตายในทันที ฝ่ายผู้กองจิรพัฒน์ก็ไม่ยอมน้อยหน้าสาดกระสุนเข้าใส่คนร้ายจนพรุนไปทั้งร่าง คนขับรถของคนร้ายเห็นท่าจะไม่ดีแล้วก็เลยรีบออกตัวรถหลบหนี ผู้กองนทีจึงยิงซ้ำไปที่ล้อของรถกระบะ

                “ตามมันไป!” ผู้กองนทีกับผู้กองจิรพัฒน์สั่งลูกน้องขึ้นมาพร้อมๆ กัน แล้วเหล่าทหารพรานกับตำรวจพลร่มก็ขึ้นมอเตอร์ไซค์ขับตามไล่ล่าคนร้ายต่อ

                “ผู้กองไปกับผม” ผู้กองจิรพัฒน์ตรงไปที่รถมอเตอร์ไซค์อีกคัน และผู้กองนทีก็ไม่รอช้ารีบขึ้นซ้อนท้ายรถของเขาแล้วออกไล่ล่าคนร้ายไปด้วยกัน แต่เพราะรถกระบะของคนร้ายถูกยิงที่ล้อจนยางแตกทำให้คนร้ายควบคุมรถไม่อยู่ และด้วยเพราะออกตัวรถเร็วมากจึงทำให้รถเสียหลักหมุนคว้างไปกับพื้นถนน ผู้กองนทีเลยชูมือขึ้นเป็นสัญญาณบอกทุกคนว่าไม่ให้ตามไปแล้วเมื่อเห็นรถของคนร้ายเสียหลักหมุนคว้างอย่างควบคุมไม่อยู่แล้วพุ่งเข้าไปชนกับต้นไม้ใหญ่อย่างจัง เสียงตัวรถปะทะกับต้นไม้ใหญ่ดังสนั่นราวกับฟ้าลั่น แล้วในชั่วพริบตานั่นเอง

                บึ้ม!!! ตัวรถก็ระเบิดขึ้นในทันทีจนกลุ่มควันไฟพวยพุ่งขึ้นฟ้าจนสว่างไปทั่ว ศพคนร้ายที่ตายอยู่ท้ายกระบะรถเกลื่อนกระจายอยู่เต็มพื้นถนน ส่วนคนขับรถนั้นถูกไฟลุกท่วมไปทั้งร่าง เสียงร้องโหยหวนอย่างทรมานสร้างความเวทนาให้กับผู้พบเห็นได้ไม่น้อย และไม่รู้ว่าจะเข้าไปช่วยเหลืออย่างไรดีเมื่อรู้แก่ใจกันดีอยู่แล้วว่าอย่างไรเสียคนที่ถูกไฟลุกท่วมทั้งตัวแบบนี้ก็ไม่รอดแน่นอน ผู้กองจิรพัฒน์ทนเห็นคนร้ายถูกไฟเผาลุกท่วมไปทั่วร่างแบบนี้ไม่ไหวจึงยกปืนขึ้นเล็งเพื่อจะฆ่าเขา ให้เขาได้ตายไวๆ รอดพ้นจากความทุกข์ทรมานนี้ แต่ในจังหวะที่เขาเล็งจะยิงนั้นผู้กองนทีก็ยึดมือของเขาเอาไว้

                “ไม่ต้องผู้กอง ไอ้ชาติชั่วสารเลวพวกนี้มันไม่สมควรได้ตายดีหรอก ไอ้โจรใจบาปหยาบช้า กราดยิงเข้าไปในโรงเรียนที่เต็มไปด้วยเด็กตัวเล็กๆ มากมาย จิตใจของพวกมันต่ำยิ่งกว่าหมาแมวซะอีก ปล่อยให้มันตายอย่างทรมานนี่แหละดีแล้ว สมน้ำหน้ามัน ไอ้พวกนรกส่งมาเกิด!” น้ำเสียงของผู้กองนทีแข็งกร้าวและสะใจจนเกิดรอยยิ้มขึ้นที่มุมปาก สายตาคมมองคนร้ายที่กำลังค่อยๆ ตายอย่างทรมานแข็งกร้าว ไม่ได้มีความหวั่นหรือเมตตาใดๆ ต่อคนร้ายตรงหน้า ใบหน้าคมของหนุ่มเมืองเหนือฉายรัศมีอำมหิตอย่างที่ผู้กองจิรพัฒน์ไม่เคยเห็นมาก่อน ความทะเล้นขี้เล่นก็ไม่ได้มีให้เห็นราวกับว่านี่ไม่ใช่ผู้กองนทีคนเดิม เขาก็เคยได้ยินมาอยู่หรอกว่าผู้กองนทีเป็นหนึ่งในกลุ่มทหารพรานที่เป็นนักรบฝีมือดี สนิทกับผู้พันคีรินทร์และผู้พันกรันณ์ นักรบฝีมือดีของกองทัพ ตอนแรกก็นึกว่าจะรบเก่งอย่างเดียว ที่ไหนได้หัวใจยังเย็นชาและไม่มีคำว่าเมตตาหรือปรานีต่อคนร้ายอีก ทหารพรานแก๊งนี้นี่เป็นแบบนี้หมดทุกคนรึเปล่านะ

 

                ณ อาคารผู้โดยสารขาออก หลังจากที่เช็คอินเรียบร้อยแล้วพริ้มก็มานั่งรอผู้เป็นพ่อก่อนถึงเวลาขึ้นเครื่อง หลังจากที่อาการเจ็บป่วยของเธอดีขึ้นพอที่จะเดินทางได้แล้วพริ้มก็ตัดสินใจเลื่อนวันเดินทางก่อนกำหนดเพราะกลัวว่าอานัสจะตามหาเธอเจอ ทหารพรานลูกน้องของผู้เป็นพ่อบอกเธอว่าอานัสกำลังตามหาเธอไปทั่วนราธิวาสเลย แต่ความเสียใจและน้อยใจทำให้เธอไม่อยากจะเจอเขาอีก ภาพตอนที่เขาออกปากไล่เธอ ทำร้ายเธอจนเกือบแท้งลูกมันเป็นความทรงจำที่แย่ยิ่งกว่าคืนนั้นเสียอีก คืนนั้นมันเกิดขึ้นเพราะความเมาขาดสติและเธอก็เป็นฝ่ายผิดเหมือนกันเรื่องนี้เธอยอมรับ แต่ตอนที่เขาไล่เธอ ทำร้ายเธอเขามีสติอยู่ครบถ้วน ที่เขาตามหาเธอ จะขอโทษเธอคงเพราะเขารู้สึกผิดต่อเธอมากกว่า ถ้าเขารักเธอจริงเขาคงไม่ตัดใจจากเธอและมีคนใหม่ได้เร็วขนาดนี้หรอก ในเมื่อเขาไล่เธอแล้ว เธอก็จะไปจากเขา ลูกในท้องเกิดขึ้นมาด้วยความผิดพลาดและไม่ได้ตั้งใจ ดังนั้นการที่เขาไม่รู้และไม่ต้องรับผิดชอบนั่นแหละมันถูกแล้ว ในเมื่อเธอเป็นฝ่ายผิดมาตั้งแต่แรกเธอก็จะยอมรับผลของมันเอง ลูกแค่คนเดียวเธอเลี้ยงได้แน่นอน

                “เราจะไปเที่ยวอเมริกากันนะ แม่จะพาตัวเล็กไปเที่ยวที่สวยๆ ให้ทั่วเลย” เธอลูบท้องตัวเองเบาๆ พร้อมกับยิ้มขมขื่นในโชคชะตา ก่อนที่เสียงของใครคนหนึ่งจะดังขึ้น

                “พริ้ม” ผู้การเศรษฐาเดินเข้ามาหาเธอด้วยสีหน้าไม่ค่อยจะสู้ดีเพราะความใจหาย ถึงแม้ลูกสาวคนนี้จะรั้นและเอาแต่ใจไปบ้างแต่หัวอกของคนเป็นพ่อ เมื่อลูกจะจากไปอยู่ในที่ที่ไกลแสนไกลผู้การเศรษฐาก็อดรู้สึกใจหายไม่ได้ เคยได้เห็นหน้ากันทุกวันแต่ต่อไปก็คงจะไม่ได้เจอกันอีกหลายปี

                “พ่อรออยู่ที่ร้านกาแฟตั้งนาน ทำไมถึงมานั่งอยู่คนเดียวแบบนี้ล่ะลูก” ท่านเอ่ยถามเมื่อเห็นสีหน้าหงอยๆ ของเธอพลางนั่งลงข้างๆ ซึ่งต่างจากตอนที่พริ้มไปเรียนปริญญาตรีที่อเมริกาคราวก่อน ตอนนั้นดูเธอจะร่าเริงและตื่นเต้นที่จะได้ไปมากกว่านี้ หลายวันก่อนเหมือนเธอจะไม่สบาย แต่พอถามเธอก็บอกแค่ว่าเป็นไข้และปวดท้อง ท้องเสียเท่านั้นท่านก็เลยไม่ได้ซักต่อแล้วไปราชการที่ยะลา เพิ่งรู้เมื่อคืนนี้นี่เองว่าเธอเลื่อนการเดินทางมาเป็นวันนี้ท่านเลยต้องรีบมาส่ง เพราะจากกันคราวนี้คงอีกหลายปีกว่าเธอจะกลับมา

                “พริ้ม...พริ้มมีเรื่องให้ต้องคิดค่ะ” เธอตอบเสียงแผ่วก่อนจะหันมากอดผู้เป็นพ่อเอาไว้แน่น ถ้าถามใจเธอจริงๆ เธอก็ไม่ได้อยากจะไปไกลถึงเมืองนอกเมืองนาเลย ตอนแรกเธอเพียงแค่อยากหลบหน้าอานัส แต่ตอนนี้...เธอไปเพราะเขาไล่

                “คุณพ่อรักพริ้มมั้ยคะ”

                “เด็กโง่ ถามอะไรแบบนี้” ผู้การเศรษฐาตอบพลางกอดและลูบศีรษะของเธอเบาๆ อย่างอ่อนโยนและแสนรัก “ไม่มีพ่อที่ไหนไม่รักลูกหรอกนะ ยิ่งเป็นลูกสาวคนเดียวของพ่อแบบนี้ รู้มั้ยว่าพ่อทั้งรักทั้งหวงเลย ยิ่งจะไปไกลจากอกพ่อแบบนี้พ่อก็ยิ่งใจหาย พ่อรู้ลูกว่าพ่ออาจจะไม่ได้เป็นพ่อที่ดีซักเท่าไหร่ แต่พ่อก็รักพริ้มที่สุดในชีวิตเลยนะ อเมริกาอยู่ตั้งไกล อีกหลายปีกว่าพริ้มจะกลับมาหาพ่อ ใจจริงพ่อก็ไม่ได้อยากให้ไปเลย เรียนต่อที่บ้านเราก็ได้ ที่พ่อยอมให้ไปก็เห็นแก่อนาคตของพริ้มนะ สิ่งไหนก็ตามที่ทำแล้วมันดีต่อพริ้มพ่อก็อยากจะให้พริ้มได้ในสิ่งที่ดีที่สุด”

                พริ้มน้ำตาซึมกับความรักความห่วงใยที่ผู้เป็นพ่อมีให้ เป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่เธอได้กอดพ่อและฟังพ่อบอกรักอย่างนี้

                “สมมติว่าคุณพ่อกับคุณแม่ไม่ได้รักกัน แต่เพราะความเมาเลยทำให้มีพริ้มขึ้นมา คุณพ่อจะยังรักพริ้มอยู่มั้ยคะ”

                “หืม...ถามอะไรแบบนี้ พ่อกับแม่ไม่ได้เมาจนมีพริ้มซักหน่อย เรารักกันถึงได้แต่งงานกันจนมีพริ้ม ถึงแม้ตอนนี้เราจะแยกทางกันแล้วแต่พ่อก็พูดได้เต็มปากนะว่าพ่อยังรักแม่ของพริ้มอยู่ แต่...ด้วยปัญหาที่เกิดขึ้น ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้อยู่เป็นครอบครัวที่พร้อมหน้ากัน แต่พ่อกับแม่ก็รักพริ้มมากที่สุดนะลูก” ผู้การเศรษฐาผละเธอออกจากอ้อมกอดแล้วเช็ดน้ำตาให้

                “พริ้มก็แค่สมมติ สมมติไงคะคุณพ่อว่าถ้าคุณพ่อกับคุณแม่เมาจนมีพริ้ม คุณพ่อจะรักพริ้มแบบนี้มั้ย”

                “รักสิลูก” ท่านยิ้มตอบพลางโคลงศีรษะของเธอไปมา “ไม่ว่ายังไงพริ้มก็เป็นลูกของพ่อ ถึงแม้จะเกิดเพราะความเมาหรือไม่ได้สติ แต่พริ้มก็เป็นเลือดเนื้อของพ่อ นอกจากพ่อจะรักพริ้มแล้วพ่อยังภูมิใจด้วยอีกนะว่าในฐานะของผู้ชายคนหนึ่งพ่อก็สามารถมีลูกและเป็นพ่อคนได้เหมือนกับคนอื่นเขา ยิ่งลูกสาวสวยน่ารักแบบนี้ยิ่งทั้งรักทั้งหวงเลยนะ ตั้งใจทำให้เกิดมารึเปล่าไม่รู้ รู้แค่ว่าตอนนี้ทั้งรักทั้งหวงเลยนะ ว่าแต่...ถามพ่อแบบนี้มีอะไรรึเปล่า หาเรื่องอ้อนจะไม่ไปอเมริการหรือว่าจะขอค่าขนมเพิ่ม” พริ้มยิ้มทั้งน้ำตาแล้วก็ส่ายหน้าตอบก่อนจะกอดผู้เป็นพ่อเอาไว้อีกครั้ง

                “ผู้ชายทุกคนเขาจะคิดแบบนี้เหมือนคุณพ่อรึเปล่าคะ”

                “หมามันก็ยังรักลูกเลยนะ ถ้าไม่เลวมากจนหน้าตัวเมีย ยังไงซะผู้ชายคนนั้นเขาก็ต้องรักลูกของตัวเองอยู่แล้ว”

                “จริงหรอคะ”

                “แน่นอน พ่อเป็นผู้ชายแล้วก็เป็นพ่อคนแล้ว พ่อรู้ดี”

                ไม่ว่าเขาจะรักลูกในท้องของเธอรึเปล่า แต่ในเมื่อเธอตัดสินใจที่จะไปจากเขาแล้วเธอก็จะต้องไปให้ได้ ทุกอย่างมันสายเกินไปแล้วล่ะ ถึงเขาจะรักลูกให้ตายยังไงแต่ความจริงที่ว่าเขามีผู้หญิงคนอื่นแนบกายตลอดมันก็ทำให้เธอไม่อาจเปลี่ยนใจกลับมาหาเขาได้ เธอไม่อยากให้ลูกของเธอต้องมาเห็นอะไรอย่างที่เธอเคยเห็น เห็นพ่อมีผู้หญิงคนอื่นนอกจากแม่แนบกายมากมาย ถ้าจะต้องเป็นแบบนั้นสู้อย่าให้ลูกต้องมีพ่อแบบนี้ยังจะดีกว่า

                เมื่อได้เวลาผู้การเศรษฐาก็มาส่งพริ้มถึงหน้าประตูทางออกสำหรับไปขึ้นเครื่อง ท่านเบาใจเมื่อได้รู้ว่าหลังจากที่พริ้มเดินทางถึงอเมริกาแล้วอดีตภรรยาของท่านจะเดินทางไปดูแลพริ้มต่อที่อเมริกา อีกทั้งพริ้มก็เคยเรียนอยู่ที่นั่นและมีเพื่อนฝูงมากมายท่านจึงคลายความกังวลลงได้บ้าง

                “ไปถึงที่นู่นแล้วโทรกลับมาบอกพ่อด้วยนะลูก ไว้ว่างจากราชการแล้วพ่อจะไปเยี่ยม” ท่านบอกเมื่อพริ้มหันมากอดท่านอีกครั้งก่อนจะไปขึ้นเครื่อง แล้วในระหว่างที่สองพ่อลูกกำลังลากันอยู่นั้นลูกน้องทหารพรานที่ติดตามผู้การเศรษฐามาก็วิ่งเข้ามาหาอย่างรีบร้อนจนผู้คนหันมามองกันอย่างสงสัยว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น

                “ผู้การครับ เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นกับทีมทหารพรานของผู้กองนทีกับทีมตำรวจพลร่มของผู้กองจิรพัฒน์ครับ”

                “เรื่องอะไร” ผู้การเศรษฐาคลายกอดจากพริ้มแล้วหันมาถาม สีหน้าตื่นตะหนกของลูกน้องทำให้ท่านรู้ว่าต้องเป็นเรื่องใหญ่มากจริงๆ วันนี้ผู้กองนทีนำกำลังลูกน้องไปดูแลความปลอดภัยที่โรงเรียนในอำเภอร่วมกับทีมตำรวจพลร่มนี่

                “มีคนร้ายวางระเบิดโรงเรียนที่ผู้กองนทีไปดูแลรักษาความปลอดภัยแล้วก็มีการยิงปะทะกันอยู่นานเลยครับ ตอนนี้ผู้พันสุรชัยเข้าไปคุมพื้นที่เอาไว้เบื้องต้นแล้ว เด็กๆ และชาวบ้านปลอดภัยกันดีแต่ว่า...เออ...จ่าอานัสโดนระเบิดเข้าอย่างจังครับ แล้วคนร้ายมันก็ยิงซ้ำอีก ผมคิดว่าไม่น่าจะรอดครับ ตอนนี้ผู้กองนทีกับทีมแพทย์ทหารพาส่งโรงพยาบาลแล้ว”

                “อะไรนะ!!!” เรื่องที่ได้รับการรายงานทำให้ผู้การเศรษฐาร้องออกมาอย่างลืมตัว นี่มันเกิดเรื่องนี้ขึ้นได้ยังไงกัน ในโรงเรียนที่เต็มไปด้วยเด็กๆ ครูแล้วก็ชาวบ้าน ทั้งทหารตำรวจอยู่กันเยอะแยะแต่พวกมันก็ยังกล้าลงมือราวกับจะท้าทายเจ้าหน้าที่

                “คะ...ใครนะคะ ใครกันที่ถูกระเบิด” พริ้มถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แห้งผาก หัวใจหล่นลงไปอยู่ที่ตาตุ่มและรู้สึกร้อนผ่าวที่ขอบดวงตา เธอได้ยินชื่อผิดไปใช่มั้ย

                “จ่าอานัสครับคุณพริ้ม จ่าอานัสน้องชายผู้กองนที”

                “พริ้ม! ผู้การเศรษฐารีบรับตัวพริ้มเอาไว้เมื่อเธออ่อนแรงทรุดลงไปกับพื้น จนท่านต้องกอดประคองแล้วช้อนอุ้มพาเธอไปนั่งที่ม้านั่งโดยมีเจ้าหน้าที่ของทางสนามบินเข้ามาช่วยดูอาการพร้อมกับอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้น แล้วในขณะที่เธอเป็นลมจนต้องมีการปฐมพยาบาลนั้นเสียงการรายงานข่าวในทีวีที่ผู้โดยสารคนหนึ่งดูจากสมาร์ทโฟนของตนก็ดังขึ้น ซึ่งเป็นการรายงานข่าวด่วนถึงเหตุลอบวางระเบิดและการปะทะของเจ้าหน้าที่และคนร้าย ซึ่งจากการรายงานข่าวมีรายงานชื่อผู้บาดเจ็บสาหัสด้วยว่าคืออานัส พริ้มที่ค่อยๆ ได้สติขึ้นมาถึงกับน้ำตาร่วงร้องไห้ออกมาในทันที

                “พริ้ม เป็นยังไงบ้างลูก” อยู่ๆ ก็เป็นลมไป พอได้สติขึ้นมาเธอก็เอาแต่ร้องไห้จนหน้าตาซีดเซียวไปหมด “กลับบ้านเราก่อนนะลูก พริ้มเพิ่งหายป่วยแล้วยังเป็นแบบนี้อีกพ่อไม่อยากให้เดินทางไกล”

                “ไม่ พริ้มจะไป คุณพ่อพริ้มจะไปโรงพยาบาล” เธอเขย่าแขนผู้เป็นพ่อไปมาทั้งน้ำตา ตอนนี้เธอไม่อยากไปที่ไหนแล้ว ที่ที่เธออยากไปมากที่สุดก็คือโรงพยาบาล เธอจะไปหาเขา เธออยากเจอเขา

                “โรงพยาบาล...”

                “ผู้กองพาจ่าอานัสไปที่โรงพยาบาลไม่ใช่หรอคะ พริ้มอยากไปโรงพยาบาลนั้น” ผู้การเศรษฐาเข้าใจว่าที่เธอเป็นลมคงเพราะตกใจกับข่าวและเป็นห่วงผู้กองนทีมาก ดังนั้นท่านจึงยกเลิกการเดินทางของพริ้มแล้วพาเธอไปโรงพยาบาลทันที ซึ่งท่านคิดว่าการที่พาเธอไปโรงพยาบาลก็ดีเหมือนกันเพราะสุขภาพร่ายกายของเธอช่วงนี้ดูไม่ค่อยสู้ดีเลย ไว้ท่านไปส่งเธอที่โรงพยาบาลแล้วค่อยไปดูสถานการณ์ในที่เกิดเหตุต่อ

 

                “ผู้กองคะ ทำใจดีๆ แล้วก็ตั้งสติก่อนเถอะนะคะ” ธารธาราบอกเขาอย่างอ่อนโยนขณะนั่งอยู่ที่ระเบียงหน้าห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลหลังจากส่งตัวอานัสมาที่นี่ ซึ่งตลอดเวลาที่นั่งอยู่ด้วยกันธารธาราก็กอดและปลอบใจเขาตลอด ร่างสูงนั่งซึมและไม่ยอมพูดจาใดๆ นานๆ ทีเขาถึงจะหันมามองทางเธอก่อนที่จะดึงเอาเธอไปกอดเอาไว้อย่างขอกำลังใจ

                “เขาเป็นเหมือนน้องชายแท้ๆ ของพี่ เป็นเด็กดีแล้วก็เชื่อฟังพี่ทุกอย่าง ทั้งๆ ที่พี่รับปากกับตันหยงแล้วว่าจะช่วยดูแลอานัสให้ดีแต่อานัสก็ยัง...แล้วแบบนี้พี่จะกล้าสู้หน้าตันหยงที่อีกโลกได้ยังไง”

                “ผู้หมวดตันหยงเธอต้องเข้าใจผู้กองค่ะ เรื่องแบบนี้มันย่อมเกิดขึ้นได้อยู่แล้วกับอาชีพของพวกเรานะคะ”

                “แต่พี่ก็ยังทำใจยอมรับไม่ได้อยู่ดี พี่ไม่กล้าแม้แต่จะโทรไปบอกพ่อกับแม่ว่าอานัส...นี่พี่จะทำยังไงดี” ผู้กองนทีกระชับกอดธารธาราเอาไว้แน่น ยิ่งเห็นผู้กองจิรพัฒน์เดินเข้ามาหาเขาก็ยิ่งกอดเธอให้แน่นขึ้นโดยที่เธอเองที่ลูบหลังปลอบใจเขาอยู่อย่างห่วงใย เพราะเมื่อมีการนำอานัสมาที่โรงพยาบาล หน้าที่การจัดการทุกอย่างจึงเป็นของหมอและพยาบาลประจำที่นี่ เธอก็เลยได้โอกาสมาอยู่เป็นเพื่อนผู้กองนที ส่วนทางเหตุการณ์ต่างๆ ในโรงเรียนตอนนี้มีเจ้าหน้าที่อีกชุดไปประจำการดูแลแล้ว โชคดีที่ชาวบ้าน คุณครูและเด็กๆ ไม่ได้มีใครเป็นอะไร ไม่อย่างนั้นคงได้เป็นรื่องราวใหญ่โตกว่านี้ แต่การที่โรงเรียนซึ่งเต็มไปด้วยเด็กๆ ถูกโจมตีแบบนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่เลวร้ายมากๆ แม้แต่เด็กบริสุทธิ์ก็ยังทำร้ายได้ลงคอ ไม่มีมนุษย์ผู้เจริญแล้วที่ไหนเขาทำกันแบบนี้หรอก

                “ผู้กองก็แค่บอกไปตามความจริง คุณลุงกับคุณป้าท่านก็คงจะเข้าใจและทำใจได้ค่ะ”

                “แต่พี่ไม่กล้า ธาราก็เห็นนี่ว่าอานัสเป็นยังไงบ้างตอนนี้”

                “ก็เพราะว่าเห็นไงคะฉันถึงอยากให้ผู้กองแจ้งข่าวนี้กับทางคุณพ่อคุณแม่ของจ่า ยังไงเราก็ไม่อาจปิดเรื่องนี้ได้หรอกนะคะ”

                “แต่ว่า...”

                “มันจะไปยากอะไรผู้กองแค่การโทรไปบอกพ่อกับแม่ของจ่าว่าจ่าถูกระเบิดกับโดนยิง แต่รอดตายปาฏิหาริย์ โดนสะเก็ดระเบิดนิดหน่อยที่แขน สามสี่วันแผลก็แห้งหายดี ส่วนที่ถูกยิงน่ะ กระสุนปืนฝังเข้าเสื้อเกราะกันกระสุนตรงช่วงอกเต็มๆ ก็เลยจุกทำให้หมดสติไปก็เท่านั้น แต่ตอนนี้ปลอดภัยดีแล้ว พักคืนเดียวก็กลับบ้านได้” ชัชพลว่าขึ้นหลังจากที่ขัดหูขัดตาอยู่นาน นี่ไม่มีใครดูออกเหมือนเขาเลยรึยังไงกันว่าผู้กองนทีแกล้งดราม่าเพื่อที่จะได้หลอกกอดธารธารา ยิ่งได้กอดเธอต่อหน้าผู้กองจิรพัฒน์เขาก็ยิ่งได้ใจ พอเห็นว่าธารธาราโอ๋เอาใจเข้าหน่อยก็ยิ่งทำเป็นซึมอย่างกับอานัสตายไปแล้วยังไงยังงั้น

                “อ้าว จ่าปลอดภัยดีหรอครับ” ผู้กองจิรพัฒน์ถามขึ้นเพราะเขาเพิ่งจะตามมาที่โรงพยาบาล ก็ตอนพาส่งตัวมาเห็นหมดสติเลือดไหลท่วมตัวเลย เขาก็นึกว่าจะไม่รอดซะแล้วสิ ยิ่งเห็นผู้กองนทีซึมแล้วก็ทำท่าจะร้องไห้อยู่ตลอดเวลาเขาก็นึกว่าอานัสถ้าไม่ตายก็คงพิการซะแล้ว

                “รอดตายปฏิหาริย์ครับ ที่เลือดออกเพราะโดนสะเก็ดระเบิดเข้า แต่พอล้างแผลแล้วแผลเล็กมากๆ ครับ ไม่ได้เป็นอะไรมากเลย พรุ่งนี้ก็น่าจะกลับบ้านได้”

                “อ้าว แล้วผู้กองจะดราม่าทำไมกันคะ” ธารธาราเองก็เพิ่งจะรู้อาการของอานัสแล้วผละคนที่กอดเธอเอาไว้แน่นออก ก่อนหน้านี้เธอเห็นผู้กองนทีกับชัชพลเข้าไปพูดคุยกับหมอประจำโรงพยาบาลเรื่องอาการของอานัส แล้วพอออกมาหาเธอเขาก็ซึมอยู่ตั้งนานเธอก็นึกว่าอานัสจะเป็นอะไรไปน่ะสิ ก็เลือดท่วมตัวซะขนาดนั้น “จ่าอานัสเขาปลอดภัยดีแล้วนี่คะ”

                “ก็...ก็ผมตกใจนี่” ว่าแล้วคนตกใจก็กอดธารธาราเอาไว้แน่นอีกครั้งจนชัชพลต้องเบือนหน้าหนี เหอะ! เจ้าเล่ห์แกล้งดราม่าเพื่ออ้อนให้เมียโอ๋เนี่ยนะ ปัญญาอ่อน

                “ธารา งั้นก็อยู่ดูแลผู้กองนทีไปนะ ท่าจะอาการหนัก แต่ถ้าควบคุมอาการไม่อยู่ล่ะก็...ลากเข้าห้องดับจิตได้เลย” ว่าแล้วชัชพลก็เดินออกไปกับผู้กองจิรพัฒน์ ตอนต่อสู้กับคนร้ายล่ะโหดอย่างกับอะไรดี แต่พอได้อยู่กับเมียนี่เปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลย

                พอชัชพลกับผู้กองจิรพัฒน์ออกไปแล้วธารธาราก็ผลักคนที่กอดเธออยู่ออก อึดอัดจะแย่ นี่เขาไม่คิดว่าเธอจะอายเป็นเลยรึยังไงกัน ทั้งประกาศไปว่าเธอเป็นเมียเขาบ้างล่ะ ร้องเพลงจีบบ้างล่ะแล้วนี่ยังจะมากอดเธอต่อหน้าคนอื่นอีก เธอรึก็นึกว่าร้องไห้เสียใจกับอาการของน้องชาย ที่ไหนได้ หาเรื่องแกล้งดราม่าอ้อนเธอต่างหากล่ะ ร้ายจริงๆ ทำคนอื่นเขาเข้าใจผิดกันหมด

                “ปล่อยได้แล้วค่ะผู้กอง ฉันอึดอัดนะ” เธอผลักเขาหนี แต่พอเขาไม่ยอมถอยห่างออกจากเธอง่ายๆ ธารธาราก็เลยชักปืนออกมาจ่อเขาทันทีจนผู้กองนทีแทบจะถอยหนีจากเธอไม่ทัน

                “พะ...พูดกันดีๆ ก็ได้”

                “คนแบบผู้กองต้องคุยกับลูกตะกั่วเท่านั้นค่ะถึงจะคุยกันดีๆ ได้” เธอยังคงเล็งปืนใส่เขาอยู่อย่างเหนื่อยใจ นับวันยิ่งกะล่อนหนัก

                “โทรไปแจ้งคุณพ่อกับคุณแม่ของจ่าได้แล้วค่ะ เดี๋ยวพวกท่านดูข่าวจากทีวีแล้วจะตกใจเอา”

                “จ้าๆๆ” ปืนจ่อหน้าขนาดนี้ใครจะกล้าไปกะล่อนขัดใจต่อได้อีก แต่พอผู้กองนทีจะหยิบโทรศัพท์ออกมาเสียงโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้นมาเสียก่อน ซึ่งพอดูเบอร์แล้วเขาก็ต้องขมวดคิ้วใส่ เบอร์โทรของพริ้มนี่นา เธอยังไม่ได้ไปอเมริกาหรอกใช่มั้ย

                “ครับคุณพริ้ม” พอเขารับสายธารธาราก็มองหน้าเขานิ่งอีกทันทีเมื่อได้ยินเขาเอ่ยชื่อพริ้มออกมา

                “อานัสหรอครับ เออ...คุณพริ้มทำใจดีๆ เอาไว้นะครับ” ผู้กองนทีบอกแล้วทำเสียงเครียด “อานัสเขา...อาการไม่สู้ดีเลยครับ หมอบอกว่าให้ทำใจ นี่ผมก็กำลังจะโทรไปแจ้งข่าวกับพ่อแม่ของเขาอยู่”

                “หืม” ธารธาราเอียงคอฟังเขาพูดสาย ทำไมเขาไปโกหกพริ้มแบบนั้นกันล่ะ

                “ถ้าคุณพริ้มยังไม่ได้ไปเมืองนอกผมว่าคุณพริ้มก็น่าจะมาดูใจเขาเป็นครั้งสุดท้ายหน่อยนะครับ ที่เขาโดนระเบิดหนักแบบนี้ก็เพราะตอนที่เขาถูกระเบิดเขากำลังจะไปตามหาคุณพริ้มที่สนามบิน เขาตามหาคุณพริ้มมาหลายวันมากแล้วครับ กินไม่ได้นอนไม่หลับเลย ถ้าได้เจอคุณพริ้มอีกครั้งผมว่าเขาคงจะไปอย่างหมดห่วงแล้วจริงๆ แล้ว...อ้าว คุณพริ้ม คุณพริ้มครับ!” สายโทรศัพท์ถูกตัดไปดื้อๆ ซึ่งพาวางสายจากพริ้มแล้วผู้กองนทีก็หัวเราะออกมาเบาๆ ทันทีกับแผนของเขา งานนี้อานัสไม่ต้องไปตามง้อพริ้มแล้ว เดี๋ยวพริ้มจะมาให้เขาง้อเองถึงที่

                “ทำไมไปโกหกคุณพริ้มแบบนั้นล่ะคะ” ธารธาราถามเขาขึ้นเมื่อเขากลับมานั่งลงข้างๆ เธอ ดูไม่ได้รู้สึกอะไรกับการโกหกคนอื่นแบบนี้เลย

                “เอาน่า เดี๋ยวก็รู้เองแหละ” เขายิ้มบอกเธอจนธารธาราอดค้อนใส่ไม่ได้ ไม่รู้ว่ามีแผนจะทำอะไรอีก

 

                แม้จะห่วงลูกสาวยังไง แต่เวลานี้ผู้การเศรษฐาก็ต้องเอาเรื่องงานมาก่อน ทันทีที่ท่านพาพริ้มมาที่โรงพยาบาลและฝากให้ผู้กองนทีกับธารธาราช่วยดูแลเธอให้ท่านก็รีบเดินทางต่อไปยังโรงเรียนที่เกิดเหตุทันที ธารธาราเห็นว่าพริ้มเหมือนจะไม่สบายและรู้ว่าร่างกายของเธอยังไม่แข็งแรงดีจากการตกเลือดจึงได้เข้ามาช่วยประคองพริ้มเอาไว้ หน้าตาของพริ้มซีดเซียวและร้องไห้ออกมาเมื่อมาถึงห้องฉุกเฉิน และทันทีที่เห็นผู้กองนทีเธอก็รีบเข้าไปหาเขาทันทีจนผู้กองนทีต้องช่วยประคองเธอเอาไว้อีกคน เขาไม่คิดว่าเธอจะร้องไห้เสียใจหนักขนาดนี้

                “เขา...”

                “อยู่ข้างในครับ” ผู้กองนทีตอบก่อนที่เธอจะถามจบเสียอีก พริ้มกำลำแขนแกร่งเอาไว้แน่นอย่างพยายามทำใจเตรียมรับกับความเจ็บปวดและความสูญเสีย เธอหลับตาลงเพื่อไล่หยาดน้ำตาออกแล้วจึงเดินเข้าไปยังห้องฉุกเฉินที่หมออนุญาตให้เข้าไปได้ ผู้กองนทีก็เลยต้องตามประกบเธออย่างใกล้ชิดด้วยความห่วงใย เห็นแบบนี้แล้วธารธาราก็ยิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่ เธอคิดว่าพริ้มจะเป็นห่วงผู้กองนทีมากซะอีก แต่นี่อะไร พอเจอหน้าเขาพริ้มกลับไม่ยอมถามอะไรถึงเขาเลย ดูท่าว่าเธอจะเป็นห่วงอานัสมากกว่าผู้กองนทีเสียอีก

 

                ผู้กองนทีพาพริ้มเข้ามาหาอานัสที่นอนหลับตาอยู่บนเตียงคนไข้ก่อนที่เขาจะเดินเลี่ยงออกมาหลบหลังม่านเพื่อให้พริ้มได้อยู่กับอานัสตามลำพัง พริ้มยืนมองร่างสูงที่นอนหมดสติอยู่บนเตียงคนไข้ด้วยความรู้สึกที่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้น เธอไม่เคยกลัวการสูญเสียแบบนี้มาก่อนเลย แค่ไอ้จ่าบ้า ทำไมเธอถึงต้องกลัวว่าเขาจะตายแบบนี้ด้วย ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนออกจะเกลียดแสนเกลียด ทั้งๆ ที่เคยคิดว่าหากเขาตายไปซะได้ก็คงจะดี แต่นี่...พอรู้ว่าเขากำลังจะจากเธอไปจริงๆ ทำไมเธอถึงไม่รู้สึกดีใจเลยล่ะ

                “...จ่า...จ่ากำลังจะตายจริงๆ หรอ” เธอเอ่ยถามคนที่หมดสติอยู่ด้วยเสียงสะอื้นแล้วสำรวจร่างกายของเขาที่ยังคงสวมกางเกงทหารพรานสีดำอยู่แต่เปลือยแผ่นอกที่อุดมไปด้วยมัดกล้ามแน่นๆ ที่แขนมีร่องรอยของสะเก็ดระเบิด ที่กลางแผ่นอกเป็นรอยช้ำจากการถูกยิง ศีรษะก็มีผ้าพันแผลพันเอาไว้ ตามเนื้อตัวยังมีร่องรอยของเลือดเลอะติดอยู่บ่งบอกให้รู้ว่าก่อนหน้านี้เลือดคงจะไหลอาบท่วมกายของเขา เห็นแบบนี้แล้วพริ้มก็ยิ่งใจไม่ดี เธอค่อยๆ ยื่นมือไปจับที่แขนของเขาอย่างแผ่วเบาเพราะกลัวว่าเขาจะเจ็บก่อนจะกุมมือของเขาเอาไว้

                “ฟื้นขึ้นมาสิ ฟื้นขึ้นมานะอย่าเพิ่งทิ้งฉันไป จ่าบอกว่ารักฉันไม่ใช่หรอ ถ้ารักฉัน อยากอยู่ดูแลฉันจ่าก็ต้องอยู่กับฉันก่อนสิ อย่าเพิ่งตายนะ ฮื่อออ อย่าตายนะไอ้จ่าบ้า!” พริ้มเขย่าแขนของเขาไปมา จะปลุกอานัสให้ฟื้นให้ได้ แต่อานัสก็ยังคงนอนแน่นิ่งราวกับไม่รับรู้ใดๆ ความกลัวการสูญเสียยิ่งทำให้พริ้มร้องไห้ออกมาอย่างหนักก่อนจะโน้มตัวลงไปกอดอานัสและซบอยู่กับอกของเขา ไม่เอาแล้ว เธอไม่อยากให้เป็นอย่างนี้เลย เธอยอมรับก็ได้ว่าจริงๆ แล้วเธอไม่ได้เกลียดเขาเลย เธอไม่เคยรังเกียจเขา เพียงแต่เธอหยิ่งในความเป็นคุณหนูของตัวเองมากไปก็เท่านั้น เธอคิดอยู่ตลอดว่าเธอนั้นเกิดมาสูงส่งกว่าเขา เธอน่าจะคู่ควรกับคนระดับเดียวกันจนหลงลืมไปว่าค่าของคนมันไม่ได้วัดกันที่ยศหรือฐานะ มันจะมีค่าอะไรถ้าเขายศสูงแต่เขาไม่ได้รักเธอ เหมือนอย่างพ่อของเธอที่เป็นถึงผู้บังคับการแต่พ่อก็ยังทำให้แม่ของเธอเสียใจจนต้องเลิกรากัน แม้แต่ผู้กองนทีก็ให้เธอได้เพียงแค่ความเป็นพี่ชายและน้องสาว จริงๆ แล้วคนที่เธอต้องการจริงๆ ไม่ใช่คนที่มียศหรือฐานะที่สูงส่ง เธอต้องการเพียงแค่คนที่รักเธอด้วยใจจริงเท่านั้น เพราะแบบนี้ไงพออานัสเลิกตามตื้อเธอแล้วเธอถึงได้รู้สึกไม่คุ้นชิน เธอยังคงอยากให้เขาตามตื้อเธอต่อและไม่ต้องการให้ผู้หญิงที่ไหนมาเข้าใกล้เขา

                “จ่า...จ่าอย่าเพิ่งตายนะ จ่าไม่อยากอยู่รออุ้มลูกก่อนหรอ จ่ารู้มั้ยว่าเรื่องที่เกิดขึ้นคืนนั้นมันทำให้ฉันท้อง...ฉันกำลังท้องลูกของจ่าอยู่นะแล้วจ่าจะใจร้ายทิ้งฉันกับลูกได้ลงคอหรอ” พอเธอบอกเรื่องลูกกับเขา พริ้มก็สังเกตเห็นว่าที่หางตาของอานัสมีหยดน้ำตาค่อยๆ ซึมออกมาทั้งๆ ที่เขายังหมดสติอยู่

                “จ่ารู้มั้ยว่าฉันเสียใจมากแค่ไหนที่เห็นจ่าอยู่กับผู้หญิงคนอื่น จ่าไล่ฉันหนี ผลักฉันอย่างแรงจนฉันตกเลือดเกือบจะเสียลูกไป ฉันคิดว่าจ่าไม่ต้องการฉันกับลูกแล้ว จ่าเกลียดพวกเราแม่ลูกแล้วฉันก็เลยจะออกไปจากชีวิตของจ่าตามที่จ่าไล่ ตั้งใจว่าจะไปเมืองนอกแล้วไม่กลับมาที่นี่อีก ตั้งใจว่าจะเลี้ยงลูกคนเดียวยังดีกว่าให้จ่ามารับผิดชอบโดยที่จ่าไม่ต้องการฉันแล้ว แต่พอฉันรู้ว่าจ่ากำลังจะจากฉันไป...ฉันก็ไม่อาจทำใจได้ จ่าจะเกลียดฉันต่อก็ได้แต่ฉันไม่อยากจะให้จ่าตาย ถ้าจ่าฟื้นจ่าจะไล่ฉันไปเหมือนเดิมฉันก็จะไป ขอแค่ฉันได้รู้ว่าจ่าปลอดภัยดีฉันก็พอใจแล้ว อย่างน้อยฉันก็อยากให้จ่ามีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อที่ว่าพอลูกโตขึ้นมาเขาจะยังได้เห็นหน้าพ่อของเขา...ฉันขอโทษที่เคยดูถูกแล้วต่อว่าจ่าตั้งมากมาย มันจะสายไปมั้ยถ้าฉันจะบอกว่าฉันรักจ่า ฉันอยากให้จ่าอยู่ดูแลฉันกับลูก ยศหรือฐานะอะไรตอนนี้ฉันไม่ต้องการอีกแล้ว สิ่งเดียวที่ฉันต้องการก็คือความรัก” ในระหว่างที่กำลังร้องไห้ซบอกอานัสอยู่นั้น คนที่นอนหมดสติอยู่บนเตียงก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้นเมื่อไม่อาจแกล้งหมดสติได้อีกต่อไป ความจริงแล้วเขาไม่ได้หมดสติ หากแต่พี่เขยเดินเข้ามาบอกเขาว่าพริ้มกำลังจะมาหาเขา ให้เขาทำทีว่าหมดสติไปก่อนเพื่อรอฟังความในใจจากเธอ และสิ่งที่เขาได้ยินมันก็ทำให้เขาน้ำตาซึมออกมา ดีใจจนหัวใจมันพองโตจนลืมความเจ็บปวดทางร่างกายไปหมดสิ้น เรื่องแรกที่เขาดีใจก็คือได้รู้ว่าพริ้มกำลังท้อง เขากำลังจะได้เป็นพ่อคนเหมือนคนอื่นๆ แล้วและอีกเรื่องที่เขาดีใจก็คือพริ้มบอกว่ารักเขา เธอรักไอ้จ่าบ้าคนนี้ของเธอแล้ว เพื่อแลกกับความรักจากเธอ เธอจะเรียกเขาว่าไอ้จ่าบ้าไปตลอดชีวิตแบบนี้เขาก็ยอม

                “...คุณพริ้ม...” เขาเรียกเธอเสียงแผ่ว แม้จะปลอดภัยดีและไม่ได้เป็นอะไรมากแต่แรงจากการถูกยิงที่อกก็ทำให้เขายังคงจุกแน่นและเจ็บหน้าอกอยู่

                เสียงเรียกของเขาทำให้พริ้มค่อยๆ ผละออกจากอกเขาอย่างลืมตัวว่าเธออาจจะทำให้เขาเจ็บ  พอเห็นว่าเขากำลังนอนมองเธออยู่และน้ำตาไหลเช่นเดียวกันเธอก็รีบยื่นมือไปปาดน้ำตาออกให้เขา อานัสจึงรีบกุมมือของเธอเอาไว้แน่น

                “คุณพริ้มกลับมาหาผมแล้ว...อย่าหนีผมไปไหนอีกนะ” เขาขอร้อง ตอนที่รู้ว่าเธอกำลังจะไปเมืองนอกมันเหมือนหัวใจทั้งดวงของเขากำลังถูกคมมีดนับพันทิ่มแทง บาดแผลจากระเบิดหรือการถูกยิงไม่เจ็บเท่ากับการที่เขากำลังจะเสียเธอไปเลย แม้แต่วินาทีสุดท้ายก่อนจะหมดสติไปเขาก็ยังคิดถึงแต่เธอ และแทบไม่อยากจะเชื่อว่าเธอจะเปลี่ยนใจกลับมาหาเขาพร้อมกับข่าวดีแบบนี้

                “ผมรักคุณพริ้ม ผมไม่เคยเกลียดคุณพริ้มเลย ผมรักคุณพริ้มมากจริงๆ นะครับ” อานัสไม่อาจกลั้นน้ำตาได้ขณะบอกรักเธอจนพริ้มต้องก้มลงมากอดเขาเอาไว้อีกแล้วร้องไห้ออกมาเช่นเดียวกัน

                “...จ่าเป็นยังไงบ้าง เจ็บตรงไหนรึเปล่า จ่าต้องหายนะ จ่าอย่าทิ้งฉันไปนะ” พริ้มสำรวจเนื้อตัวของเขาอีกครั้งอย่างห่วงใย มันเป็นความห่วงใยแรกที่อานัสได้รับจากเธอจนต้องจับกุมมือของเธอเอาไว้ไม่ยอมปล่อยเพราะกลัวว่าหากเขาปล่อยมือเธอแล้วเธอจะหนีเขาไปอีก

                “ผมไม่ทิ้งคุณพริ้มไปไหนหรอกนะ ผมจะอยู่ดูแลคุณพริ้มของผม พรุ่งนี้ผมก็กลับบ้านได้แล้ว”

                “ก็ไหนผู้กองบอกว่าจ่ากำลังจะตายไง ผู้กองบอกให้ฉันรีบมาดูใจจ่า” พอได้ยินแบบนี้อานัสก็ยิ้มออกมาทั้งน้ำตาทันทีกับแผนของพี่เขย เรื่องของตัวเองยังจะเอาตัวไม่รอด ยังมีใจมาวางแผนง้อเมียให้คนอื่นอีก ผู้กองนทีไม่สมควรเป็นพี่เขยของเขาหรอก ผู้กองนทีน่าจะเป็นพี่ชายแท้ๆ ของเขามากกว่า

                “คุณพริ้มถูกพี่เขยหลอกแล้วล่ะครับ”

                “ฮะ” พริ้มหยุดร้องไห้แทบจะในทันทีแล้วปาดน้ำตาออกก่อนจะมองไปรอบๆ ตัวเพื่อหาผู้กองนที แต่เมื่อไม่เจอเธอถึงหันกลับมาทางอานัสอีกครั้ง

                “ระเบิดที่คนร้ายใช้เป็นระเบิดที่ทำขึ้นมาเองเพื่อใช้สร้างสถานการณ์เฉยๆ แรงระเบิดเลยไม่รุนแรงมาก แล้วที่พวกคนร้ายกราดยิงเข้ามาในโรงเรียนก็เพื่อข่มขู่และท้าทายเจ้าหน้าที่เพื่อให้รู้ว่าพวกมันไม่ได้กลัวพวกเราเลย แม้แต่เด็กเล็กๆ พวกมันก็ไม่สนใจ ตอนถูกระเบิดผมก็เลยไม่ได้เป็นอะไรมาก ส่วนที่ถูกยิง คงเป็นเคราะห์ดีของผมที่ใส่เสื้อเกราะเอาไว้ ไม่อย่างนั้นผมก็คงตายคาที่ไปแล้ว แต่แรงที่ถูกยิงก็ทำเอาผมเจ็บร้าวไปทั้งตัวจนขยับตัวมากไม่ได้ แต่อีกสามสี่วันก็คงจะทุเลาลงอยู่ครับ” เมื่ออานัสบอกอาการที่แท้จริงของเขาให้พริ้มฟัง พริ้มก็ค่อยเบาใจขึ้นมาหน่อยที่รู้ว่าเขาไม่ได้เป็นอะไรมากแล้ว แต่เธอก็อดโกรธผู้กองนทีไม่ได้ มาโกหกอะไรเธอแบบนี้กัน เธอเกือบหัวใจวายตายแล้วมั้ย

                “ถ้าฉันเจอผู้กองอีกนะ จะขอตีแรงๆ ซักที” อานัสขำกับท่าทีโกรธจะเอาเรื่องผู้กองนทีของเธอ เขามองเธอนิ่งอย่างแสนรักและดีใจที่เธอกลับมาหาเขา จากที่คิดว่าจะไม่ได้เจอหน้ากันอีกแล้ว นี่เขายังไม่อยากจะเชื่อเลยว่านี่จะเป็นความจริง หรือว่าเขากำลังฝันไปกันนะ

                “อยู่กับผมนะครับ ผมจะบอกผู้การเรื่องของเรา ผมอยากแต่งงานกับคุณพริ้ม”

                “อยากแต่งงานกับฉัน...แล้วที่ไล่ฉันไปตอนนั้นล่ะ”

                “จ่าจนๆ อย่างผมกลัวว่าจะไม่มีปัญญาดูแลคุณพริ้มให้สุขสบาย ผมไม่อยากทำให้คุณพริ้มลำบากแล้วก็อับอายที่เป็นเมียจ่าอย่างผมผมก็เลยต้องไล่คุณพริ้มไป เพื่อให้คุณพริ้มได้มีชีวิตใหม่ที่ดีกว่าอยู่กับผม”

                “ถ้าอย่างนั้นแล้วทำไมตอนนี้ถึงอยากจะให้ฉันอยู่ด้วยล่ะ”

                “...เพราะผมยังไม่เลวพอที่จะทอดทิ้งลูกเมียของตัวเองได้” ว่าแล้วอานัสก็ยื่นมือมาแตะที่หน้าท้องของเธอ “ยิ่งผมได้รู้ว่าผมเกือบจะเสียขาไปด้วยน้ำมือของผมเองผมก็ยิ่งละอายใจนัก ผมไม่ได้อยากแต่งงานกับคุณพริ้มเพียงเพราะแค่อยากรับผิดชอบคุณพริ้มกับลูก แต่ผมอยากแต่งงานกับคุณพริ้มเพราะว่าผมรักคุณพริ้มกับลูก อยากสร้างครอบครัวไปด้วยกัน คุณพริ้มให้โอกาสผมนะครับ ผมสัญญาว่าจะดูแลคุณพริ้มกับลูกให้ดี ถึงคุณพริ้มจะสูงส่งกว่าผมมากแค่ไหนผมก็จะปีนขึ้นไปหาคุณพริ้มให้ได้ ผมจะตั้งใจทำงาน จะปรับปรุงและพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นกว่าเดิม ขอเวลาผมอีกไม่เกินห้าปีแล้วจ่าคนนี้จะว่าเป็นร้อยตรียืนเคียงข้างคุณพริ้มให้ได้ ผมจะไม่ให้คุณพริ้มต้องน้อยหน้าใคร ผมจะสู้เพื่อคุณพริ้มกับลูกนะครับ”

                พริ้มมองหน้าสบตากับเขาแล้วก็ต้องปาดน้ำตาออกให้ตัวเองและเขา รู้สึกผิดที่เมื่อก่อนเธอเคยดูถูกเขาไป

                “ฉันขอโทษนะที่เคยดูถูกจ่า แต่ตอนนี้ฉันไม่ได้คิดเหมือนเดิมอีกแล้ว ถึงจ่าจะยังคงเป็นจ่าอานัสคนเดิมแบบนี้ฉันก็ไม่ว่าอะไร เป็นเมียจ่าที่รักฉันจริงดีกว่าเป็นเมียผู้พันหรือนายพลที่ไม่เคยมีความจริงใจให้ ดูอย่างคุณพ่อฉันสิ ยศสูงมากแค่ไหนแต่สุดท้ายท่านก็ไม่ได้มีแค่คุณแม่คนเดียว จ่าจะยศอะไรฉันก็ไม่สนหรอกนะ ขอแค่จ่ารักฉัน ไม่ทรยศฉันกับลูกแค่นี้ก็พอแล้ว” ประสบการณ์ต่างๆ มันสอนอะไรๆ ให้พริ้มมาเยอะพอควรที่จะคิดอะไรได้ เธอเพิ่งจะได้รู้ว่าจริงๆ แล้วเธอต้องการเพียงแค่ความรักมากกว่ายศถาบรรดาศักดิ์เสียอีก

                “ผมจะไม่มีวันทรยศต่อคุณพริ้มเด็ดขาด ผมจะไม่ทำให้คุณพริ้มเสียใจอีกแล้วนะครับ แต่ผมก็ยังคงยืนยันคำเดิมนะว่าผมจะไม่ดึงเอาคุณพริ้มลงมาหาผม แต่ผมจะเป็นคนปีนขึ้นไปหาคุณพริ้มให้ได้ ผมจะไม่ให้คุณพริ้มกับท่านผู้การต้องขายหน้าใคร”

                “จะแต่งงานกับฉัน เคลียร์เรื่องผู้หญิงของจ่าแล้วรึยัง ฉันจะบอกให้นะว่าฉันขี้หึงมาก เห็นท้องอยู่แบบนี้แต่ถ้ามีใครมายุ่งกับจ่าอีกล่ะก็แม่จะตบให้ตายไปเลย” ว่าแล้วก็โบกมือทำท่าตบกลางอากาศให้อานัสดู แต่ดูจากคราวก่อนที่เธอไปตบผู้หญิงที่เขาจ้างให้มาเล่นละครหลอกเขาก็ฟันธงได้ทันทีว่าเธอคงเอาจริงแน่ๆ และเขาขอยอมรับเลยว่าเธอมือหนักมากจริงๆ

                “ผู้หญิงที่ไหนกัน นอกจากคุณพริ้มผมไม่เคยมีใครเลยนะ” เขาดึงเอาพริ้มเข้ามาหาอีก “ผมคิดว่าคุณพริ้มคงจะรังเกียจผมมากและคงกลัวว่าผมจะไปตามตื้ออีก เพื่อความสบายใจของคุณพริ้มผมก็เลยจ้างสาวๆ ให้แกล้งมานอนกับผม แต่ความจริงแล้วผมไม่เคยนอนกับพวกเขาจริงๆ นะครับ ผมแค่อยากทำให้คุณพริ้มสบายใจว่าผมมีคนอื่นแล้ว ต่อไปผมจะไม่มายุ่งกับคุณพริ้มอีก แต่ผมก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่ผมทำมันจะทำให้คุณพริ้มเสียใจ ต่อไปผมจะไม่แกล้งคุณพริ้มแบบนี้อีกแล้วนะครับ ผมขอโทษนะที่วันนั้นผมไล่คุณพริ้มแล้วก็ยังทำร้ายคุณพริ้มจนลูกของเราเกือบเป็นอันตราย ผมยอมรับผิดทุกอย่าง คุณพริ้มจะลงโทษผมยังไงก็ได้”

                จ้างผู้หญิงมาเพื่อเล่นละครหลอกเธอเนี่ยนะ จะว่าไปผู้กองนทีก็เคยบอกเธอเหมือนกันว่าเขาจ้างผู้หญิงพวกนั้นมา

                “จ่ายอมปล่อยฉันไปทั้งๆ ที่จ่าก็รักฉันงั้นหรอ”

                “ก็อยู่กับผมแล้วคุณพริ้มไม่มีความสุข ไม่มีอนาคตนี่ครับ ผมยอมเจ็บได้ขอแค่คนที่ผมรักมีความสุขก็พอ”

                “น้ำเน่า” พริ้มว่าแล้วยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาตัวเองออก อานัสจึงค่อยๆ ลุกขึ้นโดยมีเธอช่วยประคอง แต่พอเขาลุกขึ้นนั่งได้แล้วสองแขนแกร่งก็กอดรัดเธอเอาไว้ในทันทีแล้วซบใบหน้าลงมาที่ซอกคอหอมกรุ่น

                “อยู่กับผมนะ ผมจะพิสูจน์ตัวเองเพื่อคุณพริ้ม ให้โอกาสผมนะครับ”

                พริ้มหลับตาลงกับคำขอของเขา รู้สึกว่าอ้อมกอดของเขามันอบอุ่นไปจนถึงหัวใจของเธอเลย สิ่งที่เธอต้องการมากที่สุดมีเพียงแค่นี้ แค่ความรักไม่ใช่ยศตำแหน่งหรือเงินทองมากมายอะไร ไม่ว่าเขาจะเป็นจ่าอานัสหรือร้อยตรีอานัส แต่สำหรับเธอเขาคือคนที่มอบความรักที่เธอโหยหาให้และเธอก็ยินดีมอบความรักตอบให้กับเขา สองแขนเล็กๆ ยอมกอดอานัสด้วยความเต็มใจเป็นครั้งแรก ซึ่งพอเธอกอดเขาอานัสก็ยิ่งกระชับกอดให้แน่นขึ้นตามไปด้วย

                “ฉันไม่เคยให้โอกาสใครง่ายๆ หรอกนะ” พริ้มบอกยิ้มๆ แล้วผละเขาออก

                “ถ้าอยากได้โอกาสจ่าต้องไปบอกเรื่องของเราให้คุณพ่อรู้ก่อน”

                “ได้สิครับ”

                “ถ้ารอดตายจากด่านของคุณพ่อแล้วก็ไปล่าหัวเสือมาให้ได้ คุณพ่อของฉันมีเพื่อนรุ่นน้องเป็นครูฝึกหลักสูตรเรนเจอร์ เดี๋ยวจะให้คุณพ่อบอกครูฝึกให้ว่าต้องเทรนจ่าให้หนัก เอ้ย! ให้ดีๆ โทษฐานที่จ่าทำฉันกับลูกร้องไห้”

                “หนักแค่ไหนก็ได้ ผมจะขอสู้ตายเพื่อคุณพริ้มกับลูก ผมจะล่าหัวเสือมาฝากคุณพริ้มกับลูกให้ได้นะครับ” อานัสยิ้มแป้นอย่างมีความสุขแล้วซบหน้าลงมากับอกนุ่มของเธอ ไม่ว่าจะอะไรเขาก็ยอมหมดทุกอย่าง เพื่อคนที่เขารักเขายอมได้ กำลังใจดีขนาดนี้จะหัวเสือ หัวสิงห์ที่ไหนเขาก็ล่าได้สบายๆ อยู่แล้ว

                “ฉันจะไม่ไปเรียนที่ต่างประเทศแล้ว แต่จะเรียนต่อที่เมืองไทยนี่แหละ ถ้าไปเรียนต่างประเทศพอคลอดลูกแล้วเดี๋ยวไม่มีคนช่วยเลี้ยง ฉันจะเรียนที่นี่เพื่อที่ว่าจ่าจะได้ช่วยฉันเลี้ยงลูกไง จ่าต้องซักผ้าอ้อม อาบน้ำให้ลูก โอ๋ลูกเวลาลูกร้อง กล่อมลูกนอนด้วย”

                “อ้าว แล้วคุณพริ้มล่ะ”

                “ฉันมีหน้าที่คลอดกับป้อนนมลูกแล้วก็นั่งสวยๆ ดูจ่าเลี้ยงลูกไงตกลงมั้ย ถ้าไม่ตกลงงั้นฉันจะไปอเมริกาแล้วไม่กลับมาหาจ่าอีกนะ”

                “ครับๆๆ ยอมแล้ว ผมยอมคุณพริ้มทุกอย่าง ผมเลี้ยงลูกเองก็ได้”

                “ดีมาก แบบนี้สิน่ารัก” พริ้มลูบศีรษะของเขาเบาๆ อย่างพอใจจนอานัสแอบค้อนใส่ ได้ทีนี่วางท่าเตรียมข่มเขาทันทีเลย เธออายุน้อยกว่าเขาอีกนะเรื่องอะไรมาลูบหัวเขาเป็นหมาน้อยแบบนี้

                “ผมเลี้ยงลูกให้แล้วคุณพริ้มก็ต้องรักผมให้มากๆ นะ หน้าที่โอ๋ลูกเป็นของผม แต่หน้าที่โอ๋ผมน่ะคุณพริ้มต้องทำ”

                แก้มนวลแดงระเรื่อขึ้นมา เป็นคู่กัดกันอยู่ดีๆ ยังไม่ทันจะจีบเป็นแฟนกันเลยก็ข้ามขั้นตอนเป็นผัวเมียกันจนมีลูกซะแล้ว พอถูกอานัสอ้อนใส่แบบนี้พริ้มก็ทำตัวไม่ถูกเลยทีเดียว เคยแต่ตามตื้อผู้กองนทีแต่ยังไม่เคยถูกใครตามจีบเลย พออานัสมาอ้อนแบบนี้ก็ทำเอาพริ้มถึงกับไปไม่เป็น

                “จ่า ลูกคนนี้ถึงแม้ว่าจะเกิดมาเพราะความไม่ได้ตั้งใจของเราแต่เราจะรักเขาให้มากๆ นะ ฉันไม่อยากให้ลูกเป็นเหมือนฉันที่บ้านแตกตั้งแต่เด็ก พ่อไปทางแม่ไปทาง จ่ารักฉันกับลูกให้มากๆ นะ ฉันอยากมีครอบครัวที่อบอุ่นพร้อมหน้า”

                “ครับ ผมจะสร้างครอบครัวที่อบอุ่นให้คุณพริ้มกับลูก”

                “เรายังไม่เคยเป็นแฟนกันเลย งั้น...จ่าจีบฉันเป็นแฟนใหม่ได้มั้ย”

                “ผมจะจีบคุณพริ้มทุกวันครับ ต่อให้อยู่ด้วยกันจนแก่เฒ่ามีลูกมีหลานแล้วผมก็จะไม่เลิกจีบคุณพริ้ม ผมจะทำให้คุณพริ้มมีความสุขที่สุดเลยนะ” คำรับปากจากอานัสยิ่งทำให้พริ้มยิ้มออกมาอย่างมีความสุขแล้วกอดเขาอีก การเปิดใจและยอมรับในสิ่งที่หัวใจของเธอต้องการมันสร้างความสุขให้เธอได้อย่างมากมายจริงๆ และเธอก็ไม่อายแล้วถ้าจะต้องควงแขนอานัสในฐานะของคนรักและบอกกับใครๆ ว่าเขาคือพ่อของลูกเธอ

                “โอ๊ย!” อานัสร้องออกมาอย่างเจ็บปวดเมื่อกอดพริ้มอยู่ดีๆ เธอก็หยิกเขาเข้าให้ “คุณพริ้มหยิกผมทำไม”

                “ก็เอาคืนที่จ่าเคยไล่ฉัน ทำร้ายฉันกับลูกไง ไหนจะเรื่องจ้างผู้หญิงมาเล่นละครตบตาฉันอีก กำลังเดี้ยงอยู่แบบนี้นี่แหละต้องเอาคืนให้เข็ด อ้อ! เมื่อกี้นี้จ่าแกล้งหลับด้วยใช่มั้ย แกล้งหลับฟังฉันคร่ำครวญร้องไห้อยู่ได้ตั้งนานสองนาน แบบนี้ต้องทบต้นทบดอก” ว่าแล้วพริ้มก็แกล้งหยิกเขาโดยที่อานัสได้แต่ยกมือขึ้นป้องตัวเองเป็นพัลวัน หากแต่เขากลับทั้งยิ้มและหัวเราะออกมาอย่างมีความสุขที่ถูกเธอแกล้งแบบนี้ เขาไม่ได้เห็นรอยยิ้มแสนสดใสของเธอแบบนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ ตอนนี้เขาเดี้ยงอยู่อย่างที่เธอว่า เขาจะยอมเป็นฝ่ายถูกแกล้งก่อนก็ได้ ไว้เขาอาการดีขึ้นก่อนเถอะเขาจะแกล้งเธอคืนบ้าง จะทั้งแกล้งแล้วก็หาโอกาสต่อแขนต่อขาให้ลูกด้วย แค่คิดก็มีความสุขนักแล้ว

 

                พริ้มกับอานัสหยอกล้อแกล้งกันจนพยาบาลต้องเข้ามาดุเพราะยังอยู่ในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลอยู่ก่อนที่ทั้งสองคนจะยอมสงบศึกแล้วก็กอดปรับความเข้าใจกันเบาๆ ทุกการกระทำและคำพูดของพริ้มกับอานัสนั้นธารธาราได้เห็นและได้ยินทั้งหมด ตอนนี้เธอรู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมากเหมือนกับยกเอาภูเขาหลายๆ ลูกออกจากอกเมื่อได้รู้ว่าพ่อของลูกในท้องพริ้มคือใคร ผู้กองนทีหลุดออกจากการเป็นผู้ต้องสงสัยที่เธอแอบกล่าวหาเขาในทันที เมื่อความจริงทุกอย่างกระจ่างรอยยิ้มหวานๆ ก็แย้มออกมาได้อีกครั้ง

                “จ่าอานัสกับคุณพริ้มรักกันหรอเนี่ย โธ่ เราก็หลงเข้าใจผู้กองผิดอยู่ตั้งนาน” เธอยกมือขึ้นทาบอกแล้วพูดออกมาเบาๆ ก่อนที่ใครคนหนึ่งจะว่าขึ้น

                “อ๋อ ที่ทำงอนๆ พี่แล้วก็ไม่ให้พี่เข้าใกล้เนี่ยเพราะเข้าใจพี่ผิดเรื่องคุณพริ้มนี่เอง ไหนบอกว่าไม่ได้โกรธ ไม่ได้งอนพี่เรื่องนี้ไง” ผู้กองนทีกอดอกว่าเธออย่างเอาเรื่อง ถึงว่าสิตั้งแต่ที่เธอรู้ว่าพริ้มท้องเขาก็จีบเธอ ง้อเธอยากมากขึ้น ที่แท้ก็มโนคิดเองเออเองแล้วก็มาทำเมินเขาอยู่คนเดียว

                “เจ็บใจเป็นบ้า”

                “เจ็บใจที่ฉันเข้าใจผู้กองผิดหรอคะ”

                “เจ็บใจอานัสสิ ไม่เห็นหรอตอนนี้มันได้ทั้งลูกทั้งเมียแซงหน้าพี่ไปแล้ว ออกตัวทีหลังเราแท้ๆ แต่ดันแซงหน้าไปซะได้ ผู้การรู้เรื่องนี้เมื่อไหร่ขอให้ถูกยิงไส้ไหล เพี้ยง!” ว่าแล้วก็ยกมือขึ้นไหว้ท่วมหัวเพื่อแช่งน้องชายตัวเอง ธารธาราเลยได้แต่มองเขาอย่างขำๆ รู้สึกมีความสุขที่ความจริงคลี่คลายแล้วและเธอก็สามารถกลับมายิ้มให้เขาได้อย่างสนิทใจเหมือนเดิม

                “ก็ผู้กองเล่นออกตัวแรงเกินหน้าเกินตาคนอื่นไงคะ ออกตัวแรงไปก็เลยแหกโค้งกลางทางซะก่อน จ่าเขามาช้าๆ นิ่มๆ เขาก็เลยแซงหน้าไปได้”

                “แต่ตอนนี้พี่พร้อมออกตัวอีกรอบแล้วนะ อานัสมันอยากแซงก็ให้มันแซงไป เดี๋ยวพี่จะตามมันไปติดๆ แบบจ่อก้นมันเลย”

                “ยังไงคะ”

                “อยากรู้หรอ”

                “ค่ะ”

                “เดี๋ยวก็รู้ แล้วคืนนี้เจอกันคนสวย” ว่าแล้วก็ยิ้มกริ่มก่อนจะฉกหอมแก้มเธอแรงๆ ทีหนึ่งแล้ววิ่งออกไปจากห้องฉุกเฉินปล่อยให้ธารธาราได้แต่ยกมือขึ้นลูบแก้มตัวเองเบาๆ อย่างเขินๆ แก้มนวลแดงก่ำและเผลอยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว เล่นออกตัวแรงอีกรอบแบบนี้คืนนี้เธอไม่ปลอดภัยแน่ๆ สงสัยคืนนี้คงต้องหาที่ลี้ภัยซะแล้วสิ


*************************************************************

- ทะเลาะกันกับผู้กองจิรพัฒน์ตั้งนาน แต่พอถึงเวลารบกลับรบเข้าขากันดีเหลือเกิน ชอบๆๆ

- ยินดีต้อนรับเข้าชมรมทาสเมียอีกคนนะอานัส

- และ...ครั้งนี้ผู้กองนทีจะแหกโค้งอีกรึเปล่ารอลุ้นเอาเด้อ ใกล้จบแล้ว

(มีใครถูกผู้กองนทีหลอกดราม่าใส่บ้าง อิๆ)

*****************************

ตอนนี้มาช้ามากๆ ต้องขออภัยค่ะ ภารกิจไรท์เยอะมาก เพลียหลับก่อนตลอด เป็นโรคงานรุมเร้าค่ะ 

แต่ก็ขอบคุณนะคะที่เฝ้ารอจนเจอกันในวันนี้ ขอบคุณมากๆ ค่ะ

(ไรท์อาจมาช้านะคะ แต่สัญญาว่าจะไม่หายจ้อยไปแน่นอนค่ะ)

***************************

เจอกันตอนหน้าเน้อ (จะพยายามมาให้เร็วขึ้น)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 508 ครั้ง

2,198 ความคิดเห็น

  1. #1840 254958pin (@254958pin) (จากตอนที่ 121)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2562 / 11:22
    รอๆไรท์อยู่นะคะ
    รีบๆมานะคะคิดถึงแล้ว
    #1840
    0
  2. #1838 onpapa_na (@onpapa) (จากตอนที่ 121)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2562 / 22:23
    โล่งใจเลย นึกว่าอานัสจะตายซะแล้ว
    #1838
    0
  3. #1834 20172537 (@20172537) (จากตอนที่ 121)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2562 / 16:51
    อยากให้มีคู่ของผู้กองคเชนทร์บ้างจัง ชอบมากนิยายเรื่องนี้
    #1834
    1
  4. #1833 kar1965 (@karfile1965) (จากตอนที่ 121)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2562 / 12:19

    เล่นเอาใจหล่นๆๆๆนะไรท์ๆๆชิๆๆ

    #1833
    1
  5. วันที่ 3 ตุลาคม 2562 / 00:14
    สนุกมากๆ รักนิยายเรื่องนี้มากๆ ตั้งแต่อ่านนิยายมา ชอบเรื่องนี้มากที่สุด ขอบคุณนะคะ ที่แต่งนิยายดีดีแบบนี้
    #1832
    1
  6. #1831 Sasipim3947 (@Sasipim3947) (จากตอนที่ 121)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2562 / 13:42

    อานัสเธอแพ้ตั้งแต่เริ่มแล้วละ5555
    #1831
    1
  7. #1830 086410 (@086410) (จากตอนที่ 121)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2562 / 12:44

    จะรอค่ะ
    #1830
    0
  8. #1829 เฉิงหนิงต้า (@KaekaiUreka) (จากตอนที่ 121)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2562 / 11:40

    รักสุดเลยเรื่องนี้น่ะ..
    #1829
    0
  9. #1827 Musa Sp (@klauypt) (จากตอนที่ 121)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2562 / 10:28
    อยากได้เป็นเล่มมมจังเลยค่าา
    #1827
    1
  10. #1826 ตะวัน (จากตอนที่ 121)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2562 / 09:37
    ขอบคุณไรท์มากค่ะ ที่ไม่ปล่อยให้ค้างงงง ไม่ปิดกั้นเรื่อง ขอบคุณที่มอบความสุขให้รีดค่ะ
    #1826
    1
  11. #1824 tui12345 (@tui12345) (จากตอนที่ 121)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2562 / 08:36

    สนุกม้ากก ติดงอมแงม ส่องทู้กวัน

    ขอคู่เจ๊เอกี้ ด้วยนะคะไรท์ พลีสสสส

    ขอบคุณนะคะที่เขียนนิยายสนุกๆๆ มาให้อ่าน

    #1824
    1
  12. #1823 rattanawaleeoaj (@rattanawaleeoaj) (จากตอนที่ 121)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2562 / 08:34
    ว่าแล้วอานัสต้องเข้าขมรมกลัวเมียฮาๆๆๆๆ
    #1823
    1
  13. #1822 Kpaweena_7 (@Kpaweena_7) (จากตอนที่ 121)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2562 / 08:18
    รักษาสุขภาพนะไรท์ ตั้งตารอกันต่อไป สนุกมากจ้า
    #1822
    1
  14. #1821 mayumiiko (@mayumiiko) (จากตอนที่ 121)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2562 / 06:29
    ดีต่อใจ​ ต่อไปก็รอลุ้นผู้กองต่อจะตามคู่อื่นเขาไม่ทันแล้ว​ สู้ๆนะผู้กองนที
    #1821
    1
  15. #1820 aorr1860 (@aorr1860) (จากตอนที่ 121)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2562 / 05:55
    โอ๊ย หนักหน่วง ครบทุกรส
    #1820
    1
  16. #1819 ondara (@ondara) (จากตอนที่ 121)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2562 / 05:50
    กว่าจะดีกัน เกือบตาย
    #1819
    1
  17. #1818 ปูโพธาราม (@souwanee) (จากตอนที่ 121)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2562 / 04:56
    ผู้แผนเยอะเกิ๊น มันน่านัก
    #1818
    1