ป้องรัก ห่มใจ

ตอนที่ 111 : อาถรรพ์ป่า (ตอนพิเศษ 39)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13,284
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 548 ครั้ง
    21 ก.ย. 62

111.อาถรรพ์ป่า

 

            หลังจากที่กลับมาจากการลาดตระเวนบนเทือกเขาตะเว อานัสก็นำทีมลูกน้องมารายงานตัวกับเอกพลที่อาคารอำนวยการ เพราะตอนนี้เป็นช่วงวันหยุดของผู้กองนที เอกพลจึงเข้ามารักษาการที่ฐานแทน ซึ่งผู้กองนทีก็ไว้วางใจในตัวเขามาก ถึงจะแต๋วแตกบ่อยๆ ก็เถอะ แต่เรื่องการทำงานนั้นเอกพลไม่เป็นรองใครเลยจริงๆ พอเห็นอานัสกับทีมลาดตระเวนกลับมากันอย่างปลอดภัยเอกพลก็เบาใจจนนึกอยากจะเข้าไปจุ๊บลูกน้องคนละทีเป็นรางวัล แต่ก็ต้องหักห้ามใจเอาไว้เพราะลูกน้องแต่ละคนนั้นพร้อมที่จะกระทืบเขาได้ทุกเมื่อ

                “ผู้หมวด ผมฝากของเล่นกับขนมไปให้หลานๆ ที่แม่สอด พี่เขยเขาเอาไปด้วยรึเปล่า” อานัสถามหลังจากที่รายงานตัวกับเอกพลเสร็จแล้ว และลูกน้องในทีมก็กลับไปพักผ่อนกันหมดแล้วด้วย

                “เอาไปครบอยู่นะ เจ๊นี่แหละเป็นคนหยิบขึ้นรถเอง ทั้งพวกขนมของหนุ่มๆ ตุ๊กตาของไนเปอร์ ของใช้เด็กอ่อนของนาวิกกับยัยชะนีจิ๋ว พูดถึงแล้วก็อยากเจอแก๊งฟันน้ำนม หล่อได้พ่อมากันทั้งนั้น”

                “หึ! กับเด็กก็ยังไม่เว้น” อานัสว่า ในเวลางานเอกพลคือเจ้านายของเขา แต่พอนอกเวลาราชการเขากับเอกพลเป็นเพื่อนกันด้วยมีอายุไล่เลี่ยไม่ห่างกันมาก

                “อึก อึก ฮื่อออออ” จู่ๆ ก็มีเสียงร้องไห้ของหญิงสาวที่ดังมาจากทางด้านหลังอาคารอำนวยการทำให้อานัสกับเอกพลที่กำลังพูดคุยกันอยู่ถึงกับชะงัก ต่างคนต่างก็ยืนนิ่งหากแต่มือกลับหยิบปืนขึ้นมากันอย่างเตรียมพร้อม เสียงผู้หญิงที่ไหนกันมาร้องไห้แถวนี้ กลางวันแสกๆ เนี่ยนะ

                “ผีชะนีที่ไหนกัน”

                “ผมว่าคนนะ” อานัสว่าก่อนจะถือปืนเดินอ้อมอาคารอำนวยการออกไปโดยมีเอกพลตามไปด้วย ซึ่งพอไปถึงทั้งสองคนก็เห็นหญิงสาวนางหนึ่งกำลังนั่งร้องไห้อยู่อย่างสะอึกสะอื้น น้ำตาร่วงจนหน้าตามอมแมมไปหมด

                “ใครน่ะ” อานัสถาม เก็บปืนลงเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีอาวุธใดๆ ก่อนจะเดินเข้าไปหา แต่แล้วเมื่อหญิงสาวที่นั่งร้องไห้อยู่คนเดียวนั้นหันหน้ามาทางเขาอานัสก็ถอนหายใจออกมาทันที ยัยพริ้ม... เขาเข้าป่าไปลาดตระเวนตั้งหลายวัน นี่เกิดเรื่องอะไรขึ้นรึเปล่าตอนที่เขาไม่อยู่ ทำไมเธอถึงได้มานั่งร้องไห้อยู่ที่นี่ ทุกทีเธอจะมาที่นี่แค่ตอนที่พี่เขยของเขาอยู่ไม่ใช่รึไง

                “โธ่เอ้ย! ตกใจหมดนึกว่าผีชะนีที่ไหนมานั่งร้องไห้อยู่ที่นี่ซะอีก” เอกพลเบะปากใส่ก่อนจะเชิดหน้าเดินหนีไปเพราะรู้สึกไม่ค่อยกินเส้นกันกับพริ้มสักเท่าไหร่ ชอบมาออเซาะผู้กองของเขาตลอด เกลียดนักเชียว

                อานัสมองตามหลังเอกพลไปจนมั่นใจแล้วว่าเอกพลเดินลับไปแล้วจึงได้เดินเข้าในนั่งบนส้นเท้าตรงหน้าหญิงสาวที่ยังคงร้องไห้อยู่ ขนาดเขามานั่งอยู่ตรงนี้เธอก็ยังไม่สนใจเลย ผิดกับทุกทีที่เจอเขาทีไรเป็นต้องวิ่งหนีตลอด

                “นี่ ร้องไห้ทำไม มีใครทำร้ายมารึเปล่า” เขาถาม แต่ใครกันล่ะจะกล้าทำร้ายเธอ ทุกคนในฐานต่างก็รู้กันหมดว่าเธอเป็นถึงลูกสาวผู้การนี่นา

                “คุณบาดเจ็บหรือเป็นอะไรมั้ย”

                “ฮื่อออออ” เอ้า! มาร้องคร่ำครวญอะไรแบบนี้ ถามแล้วทำไมไม่ตอบ

                “นับหนึ่งถึงสามนะ ถ้าคุณไม่ยอมพูดอะไรอีกผมก็จะไปแล้ว เดี๋ยวจะโทรบอกให้พ่อคุณมารับแล้วกัน” เขาตัดสินใจบอกในที่สุดก่อนจะเริ่มนับ “หนึ่ง สอง สาม งั้นผมไปแล้วนะ”

                “เดี๋ยวก่อน” พริ้มรีบเรียกเขาพลางคว้ามือของเขาเอาไว้ด้วยเมื่ออานัสจะเดินจากไป “อยู่เป็นเพื่อนฉันก่อนสิ” เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาทั้งน้ำตาจนดูน่าสงสาร เจอแบบนี้เข้าไปอานัสจะเดินหนีหรือก็ไม่กล้า สุดท้ายก็ต้องมานั่งลงข้างเธอแต่โดยดี

                “เป็นอะไรก็พูดมา ผมมีการมีงานต้องไปทำนะ”

                “อยู่กับฉันซักแป๊บมันจะตายหรอ”

                “เออ!” อานัสตอบแบบขอไปที ทำให้คนที่นั่งอยู่ข้างเขาต้องผลักเขาหนีจนล้มลงไปกับพื้น

                “ถ้าจะตายนักก็ไปเลยไป ไปเลย!!!” พริ้มชี้หน้าว่าเขาแล้วก็ร้องไห้ออกมาอีก ตอนนี้เธอต้องการคนมาเอาใจ ไม่ใช่คนขัดใจ เธอร้องไห้อยู่แบบนี้เขาก็ควรจะปลอบเธอสิ

                “ไปทำไมเลย ไกล ไปแค่สงขลาก็พอแล้วมั้ง”

                “ไอ้จ่าบ้า!!!” พริ้มกรีดเสียงออกมาอีกอย่างไม่พอใจ แต่อานัสกลับหัวเราะออกมาอย่างชอบใจแทนแล้วกลับไปนั่งลงข้างๆ เธออีกครั้ง

                “เอ้า! เป็นอะไรก็ว่ามา” เขาบอกก่อนจะปลดผ้าพันคอสีดำขลิบส้มออกแล้วพับให้เรียบร้อยก่อนจะส่งให้เธอ พริ้มจึงรับไปเช็ดน้ำตาตัวเองพร้อมกับสั่งน้ำมูกใส่อีกจนอานัสต้องทำปากแหยๆ ใส่ อดคิดในใจไม่ได้ว่าเขาไม่น่าส่งผ้าพันคอให้เธอเลย

                “อี๋ นี่จ่าซักผ้าพันคอบ้างมั้ยเนี่ยฮะ ทำไมกลิ่นมันตุๆ แบบนี้” พอสั่งน้ำมูกเสร็จพริ้มก็ปาผ้าพันคอใส่เขาทันที แหยะ

                “อ้าว ก็คนเพิ่งกลับมาจากลาดตระเวน ยังไม่ได้กลับบ้านไปอาบน้ำเลย เนี่ย ไม่ได้อาบน้ำมาสามวันแล้ว”

                “ยี้!!!” พริ้มร้องขึ้นแล้วรีบขยับหนีจากเขาอย่างรังเกียจในขณะที่อานัสกลับแค่ยักไหล่ใส่อย่างไม่สนใจ “สกปรก”

                “นี่ ผมเป็นทหารนะ ผมมีหน้าที่ปกป้องดูแลประเทศไม่ใช่เอาแต่แต่งตัวโก้หรูไปวันๆ ถ้าชอบคนสะอาดนักก็กลับเข้าเมืองไป กลับไปเมืองนอกก็ได้จบนอกมาไม่ใช่หรอ จะมาขลุกอะไรอยู่แต่ที่ฐานทหารพรานแบบนี้ อีกอย่างพี่เขยผมเขาก็ไม่อยู่แล้วยังจะสะเออะมาทำอะไรที่นี่” อานัสคิดว่าพริ้มจะเถียงเขากลับเหมือนอย่างทุกที แต่มาคราวนี้เธอกลับเอาแต่นิ่งเงียบแล้วก็ร้องไห้ออกมาอีกครั้ง พอเห็นแบบนี้อานัสก็พอจะเดาออกแล้วว่าเธอเป็นอะไร

                “ที่ร้องไห้เนี่ย เรื่องพี่เขยผมใช่มั้ย”

                พริ้มพยักหน้าตอบเบาๆ ก่อนจะยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาตาม “เขาไปแม่สอด”

                “แล้วไง ปกติเวลาวันหยุดยาวของเขาเขาก็กลับไปเยี่ยมบ้านที่แม่สอดอยู่แล้ว คุณก็รู้จักเขามาตั้งนานยังไม่ชินอีกรึไง”

                “เขาไม่พาฉันไปด้วย”

                “เขาก็ไม่เคยพาคุณไปไหนมาตั้งแต่แรกแล้วนี่ แล้วทำไมถึงเพิ่งจะมาเสียใจเอาตอนนี้”

                “...แต่เขากลับพาผู้หมวดธารธาราไปด้วย ฉันแอบขับรถตามเขาไป ฉันเห็นเขาไปฉุดลากเอาผู้หมวดขึ้นรถไปกับเขา” พอพริ้มบอก อานัสก็เลยหยิบโทรศัพท์มาเปิดดูเฟสบุคของพี่เขยตัวเองจนได้เห็นเขาลงภาพเมื่อไม่กี่ชั่วโมงนี้นี่เอง ในภาพมันเป็นภาพหมู่ที่มีทุกคนอยู่ด้วย ทั้งครอบครัวผู้พันคีรินทร์ ครอบครัวผู้พันกรันณ์ ครอบครัวของขวัญตาและมีภาพของผู้กองนทีนั่งอยู่ข้างๆ ธารธาราซึ่งบนตักของธารธาราก็มีสไนเปอร์นั่งอยู่ด้วย ภาพนี้ถ่ายที่ฐานทหารพรานที่แม่สอดนี่นา

                “อ๋อ เข้าใจละ พี่เขยพาแฟนไปเปิดตัวกับเพื่อนฝูงนี่เอง” อานัสว่ายิ้มๆ ดีใจพี่เขยของตัวเองมีรักครั้งใหม่เสียทีเขาจะได้หมดห่วง ผู้หมวดธารธาราเองก็น่ารักนิสัยดี ลงเอยกันได้ก็ดีแล้ว

                “ฉันรักผู้กองมาก่อนยัยผู้หมวดนั่น ฉันทำดีกับเขาทุกอย่างแต่เขาก็ไม่เคยสนใจฉันเลย จ่ารู้มั้ยว่าเขาบอกฉันว่ายังไง เขาบอกฉันว่าเขารักฉันแบบน้องสาว”

                “ก็ดีแล้วนี่”

                “ดีที่ไหนกัน ฉันไม่ได้อยากเป็นน้องสาวเขานะ ฉันอยากเป็นเมียของเขาต่างหาก!!!” พอพริ้มขึ้นเสียงว่าอานัสก็หันมาจ้องเธออย่างดุๆ ทันที ยัยคุณหนูนี่นิสัยแย่เอาแต่ใจแก้ไม่หาย คิดว่าตัวเองเป็นพระเจ้ารึไงที่อยากจะได้อะไรแล้วก็ต้องได้

                “ก็ผู้ชายเขาไม่เอาแล้วคุณทำอะไรได้ คุณออกจะสวย เรียนจบมาก็สูง พ่อเป็นถึงผู้การจะหาผู้ชายมาเป็นผัวซักคนมันไม่ยากหรอกนะถ้าไม่เรื่องมาก พี่เขยเขาไม่ได้รักคุณ ผมถามหน่อยว่าคุณจะมีความสุขมั้ยถ้าคนที่คุณนอนกอดอยู่ทุกคืนเขาไม่เคยรักคุณเลย แรกๆ คุณอาจจะดีใจที่ได้ครอบครองเขา แต่นานๆ ไปผมรับรองได้เลยว่าคุณจะยิ่งทรมาน ได้ตัวแต่ไม่ได้ใจคุณชอบหรอ”

                นั่นสินะ...ได้ตัวแต่ไม่ได้ใจ ถ้าผู้กองนทีจะรักเธอเขาก็คงรักไปนานแล้ว นี่เธอบกพร่องตรงไหนกันทำไมเขาถึงไม่รักเธอ

                “ฉันผิดอะไร ทำไมผู้กองถึงไม่รักฉัน แต่ทำไมผู้หมวดธารธารา...ผู้กองเพิ่งจะได้เจอผู้หมวดแท้ๆ แต่ทำไมถึงได้รักผู้หมวดง่ายนักล่ะ”

                “ความรักบางทีมันก็ไม่เกี่ยวกับเรื่องเวลาหรอกนะ รักแรกพบมีออกเยอะแยะไป คุณไม่ได้ทำอะไรผิดหรอกคุณแค่ไม่ใช่สำหรับเขาก็เท่านั้น เรื่องอกหักใครๆ เขาก็เคยอกหักทั้งนั้น ทั้งพี่เขย ทั้งผม แต่อกหักแล้วยังไง ต้องมาร้องไห้คร่ำครวญแบบคุณหรอ ทำแล้วได้อะไร ทำแล้วพี่เขยจะหันกลับมาสนใจคุณหรอ ก็เปล่าเลย ถ้าคุณรักพี่เขยจริงคุณก็ควรยินดีกับเขา ควรดีใจที่ได้เห็นคนที่คุณรักมีความสุขสิ”

                “แล้วจะให้ฉันเลิกรักเขาหรอ”

                “คุณไม่ต้องเลิกรักเขาก็ได้ ต่อให้คุณรักเขาไปจนตายก็ไม่มีใครว่าหรือบังคับอะไรคุณได้ ขอแค่คุณไม่ไปทำร้ายหรือทำลายความรักของเขาก็พอแล้ว ผมรู้ว่ารักเขาข้างเดียวมันอาจจะเจ็บ แต่คุณก็ควรมีศักดิ์ศรี คุณก็มีดีของคุณเหมือนกันเข้าใจมั้ย” พริ้มหันมามองหน้าอานัสทันที จ่าอานัสที่เธอเคยมองว่ากวนประสาท เธอไม่คิดเลยว่าเขาจะเข้าใจความรักได้มากมายแบบนี้ เดี๋ยวนะ! เขาบอกว่าเขาเองก็เคยอกหักงั้นหรอ ตั้งแต่เมื่อไหร่กันล่ะ

                “จ่าเคยอกหักหรอ”

                “อ้าว ผมก็คน ก็รักคนอื่นเป็นเหมือนกันนะ”

                “ใครล่ะ สาวคนนั้นน่ะ” จากที่ร้องไห้อยู่ดีๆ พอต้องมาพูดเรื่องของเขาบ้างพริ้มก็อดอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาไม่ได้ อานัสมองหน้าเธอแล้วก็ถอนหายใจออกก่อนจะเบือนหน้าหนี

                “เพื่อนผมเอง คุณน่ะยังดีที่ได้บอกรักพี่เขย แต่ผมสิ จนทุกวันนี้เขาแต่งงานมีลูกแล้วแต่เขาก็ยังไม่เคยรู้เลยว่าผมคิดกับเขามากกว่าเพื่อน แต่ผมก็ทำใจได้นานแล้ว ตอนนี้ผมก็คิดกับเขาแค่เพื่อนเหมือนเดิม เราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน”

                “ปากหมาแบบนี้ใครจะเอาไปทำผัว”

                “เอ้า!” อานัสหันมามองหน้าเธอ เรื่องอะไรมาด่าเขา คนอุตส่าห์เป็นห่วงแล้วมาปลอบ รู้งี้ปล่อยให้ร้องไห้อยู่คนเดียวซะก็ดี “แล้วไง อย่างน้อยผมกับเขาก็ยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันเหมือนเดิม แล้วตอนนี้ผมก็ตัดใจจากเขาได้แล้ว ผมไม่เหมือนคุณนะ แค่ผู้ชายเขาไม่เอาก็มานั่งแหกปากร้องไห้เป็นบ้าอยู่คนเดียว” เขาว่าคืนก่อนจะลุกขึ้นยืน พริ้มก็เลยเบะปากใส่เขา

                “คุณโอเคแล้วใช่มั้ย ถ้าหยุดร้องไห้แล้วก็ดีผมจะได้กลับบ้านพัก อยากอาบน้ำนอนจะแย่แล้ว” แล้วอานัสก็เดินกลับไปที่อาคารอำนวยการเพื่อหยิบกระเป๋าเป้ที่ใช้ในการลาดตระเวนเมื่อก่อนหน้านี้ขึ้นหลัง หลังจากที่บอกลาเอกพลแล้วเขาก็เดินกลับไปที่บ้านพักเพื่อพักผ่อน แล้วพรุ่งนี้จะได้กลับมาเข้าเวรต่อ

                บ้านพักของอานัสที่ฐานเป็นบ้านไม้หลังเล็กๆ ยกพื้นไม่สูงมาก ระเบียงบ้านไม่ได้กว้างมากพอที่จะนั่งได้ เมื่อเข้าไปในบ้านก็จะเป็นมุมเตียงนอนเล็กๆ ทำจากไม้กระดานง่ายๆ อยู่ทางขวามือ ส่วนทางซ้ายมือก็เป็นตู้เสื้อผ้าเก่าๆ สำหรับเก็บเสื้อผ้าและอุปกรณ์อื่นๆ เครื่องใช้ไฟฟ้ามีเพียงแค่พัดลมตั้งโต๊ะ คอมพิวเตอร์โน้ตบุคเก่าๆ เพียงเท่านั้น ชีวิตทหารพรานก็แบบนี้ ไม่ได้สะดวกสบายอะไร บ้านพักก็มีเพียงแค่พอซุกหัวนอน ผนังบ้านก็เป็นแค่ไม้กระดานหลังคามุงสักกะสี เขายังดีที่สอบและเลื่อนยศได้เป็นจ่า เป็นราชการทหารชั้นประทวน แต่อาสาสมัครทหารพรานลูกน้องของเขานี่สิที่น่าเห็นใจ เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกันทุกวัน เงินเดือนก็น้อยนิดไม่คุ้มค่าเหนื่อย มีสาวๆ มากมายมาชอบ เป็นที่สนใจของสาวๆ ที่ชื่นชอบคนในเครื่องแบบก็จริง แต่ถ้าจะหาสาวที่มีรักแท้มอบให้จริงๆ พร้อมที่จะลำบากและเสี่ยงตายไปด้วยกันนั้นขอบอกเลยว่ายาก ไม่ใช่ไม่มี แต่มีน้อยมากจนแทบจะหาไม่เจอ ทหารพรานบางคนทนลำบากไม่ไหว ทั้งเสี่ยงตาย ทั้งถูกแฟนทิ้ง สุดท้ายหมดกำลังใจก็ลาออกไปกันตั้งมาก แต่บางคนอยู่ด้วยใจ ตั้งใจอยากอาสารับใช้ชาติ แม้ต้องลำบากแค่ไหนก็ต้องทน ทหาร...คืออาชีพที่เป็นเสมือนฮีโร่ แต่ใครบ้างจะรับรู้ว่าเบื้องหลังชีวิตของฮีไร่ลำบากกันมากแค่ไหน อย่างตัวเขาเอง จะสบายที่สุดก็คือช่วงวันหยุดที่ได้กลับบ้านไปหาพ่อกับแม่นั่นแหละ ได้กินกับข้าวอร่อยๆ ฝีมือแม่ ได้นอนในบ้านของตัวเองมีพ่อเป็นทั้งที่ปรึกษาและเพื่อนพูดคุย อานัสคิดว่าตัวเองยังโชคดีที่มีบ้านอยู่ในพื้นที่ แต่ลูกน้องทหารพรานของเขาสิ บางคนก็มาจากเหนือ บางคนมาจากอีสาน บางคนมาจากภาคกลาง ต้องพลัดบ้านพลัดถิ่นมาเสี่ยงตายตั้งไกลก็หวังเพียงแค่อยากปกป้องผืนแผ่นดินของตัวเองเอาไว้ จะมีบ้างไหมหนอกำลังใจที่จะส่งลงมาถึงทหารชายแดนอย่างพวกเขา จะมีใครรับรู้บ้างมั้ยว่าคนที่ทำหน้าที่ปกป้องผืนแผ่นดินมีความเป็นอยู่กันยังไง

                “เฮ้อ” ก็ได้เพียงแค่ถอนหายใจออกมาเท่านั้นแหละ อาสามาทำหน้าที่เองแล้วจะไปเรียกร้องอะไรได้ ไม่ไหวก็แค่ลาออกกลับบ้านไปกรีดยางทำสวน แต่ที่ยังไม่ลาออกก็เพราะเขาอยู่ด้วยใจ ที่นี่เป็นบ้านเกิดของเขา ถ้าเขาไม่ปกป้องแล้วใครจะปกป้อง ถ้าเขาถอดใจได้อายเหล่าลูกน้องที่มาจากภูมิภาคอื่นกันพอดี ขนาดคนภาคอื่นๆ ยังอาสาเข้ามาปกป้องชายแดนของที่นี่ แล้วเขาเองที่เป็นคนในพื้นที่จะไม่ปกป้องบ้านของตัวเองได้อย่างไร

                อานัสออกไปอาบน้ำ ซึ่งมีบ่ออาบน้ำรวมของเหล่าทหารพรานอยู่ด้านหลังบ้านพักที่ตั้งเรียงรายกันอยู่ ทหารยศน้อยอย่างเขาจะให้ไปมีบ้านพักหลังใหญ่อยู่สบายอย่างผู้กองนทีหรือเอกพลได้อย่างไร ถึงแม้ผู้กองนทีจะบอกให้เขาไปพักอยู่ด้วยกันก็เถอะ แต่เขาก็ไม่ไปเอง เขาไม่อยากถูกมองว่าเป็นเด็กเส้น เป็นน้องชายผู้บังคับกองร้อย อย่างยศตำแหน่งของเขาในขณะนี้เขาก็ได้มาด้วยความสามารถของตัวเองล้วนๆ ทหารอย่างเขาต้องมีศักดิ์ศรี อีกอย่าง...ถ้าตันหยงรู้ พี่สาวของเขาก็คงจะภูมิใจในตัวเขาอย่างแน่นอน

                เมื่ออาบน้ำเสร็จอานัสก็เดินนุ่งผ้าขนหนูกลับมาที่บ้านพักและมีผ้าขนหนูผืนเล็กอีกผืนคล้องไหล่ น้ำท่าก็อาบเรียบร้อยแล้ว ก่อนนอนต้มบะหมี่กินซักซองอย่างง่ายๆ ก็พอแล้วมั้ง เขาคิดก่อนที่จะเปิดประตูบ้านออก

                “เฮ้ย!!!” ทันทีที่เปิดประตูบ้านออกอานัสก็ถึงกับร้องเสียงหลงเมื่อเห็นว่ามีใครคนหนึ่งเข้ามาอยู่ในบ้านพักของเขา นี่มันอะไรกันวะเนี่ยยัยนี่

                “คุณพริ้ม!” อานัสตกใจยิ่งกว่าเห็นโจรผู้ร้ายเสียอีก ให้ตายเถอะ ถ้ามีใครรู้เข้าว่าลูกสาวผู้การมาอยู่กับเขาในบ้านพักนะ อานัสเอ้ย! มึงตายแน่ๆ “คุณมาทำอะไรที่นี่”

                “นี่บ้านพักจ่าหรอ ซอมซ่อจัง” พริ้มไม่ได้สนใจที่จะตอบคำถามเขา หากแต่เธอยังคงเดินสำรวจไปรอบๆ บ้านพักที่เดินแค่ไม่กี่ก้าวก็ทั่วแล้ว

                “ออกไป” เมื่อเจ้าของบ้านไล่เธอก็ยังคงไม่สนใจอีก ซ้ำยังเดินไปนั่งที่ปลายเตียงของเขาพลางหยิบคอมพิวเตอร์โน้ตบุคของเขามาเปิด

                “อุ๊ย! อยากรู้จักมีโน้ตบุคไว้ทำไม ทหารโสดขาดเมีย ขาดผู้หญิง เอ...เขาดูอะไรกันน้า” ยิ่งเธอพูดแบบนี้อานัสก็ยิ่งไม่พอใจ แล้วดูสิ เรื่องอะไรใส่รองเท้าส้นสูงเข้ามาเดินในบ้านของเขากัน คนอุตส่าห์ปัดกวาดจนสะอาดดีแล้ว

                “ออกไปคุณพริ้ม เป็นสาวเป็นนางมาอยู่ในห้องนอนกับผู้ชายสองต่อสองแบบนี้ใช้ได้ที่ไหนกันฮะ”

                “ห้องนอน!” พริ้มทวนคำพูดของเขาก่อนจะมองไปรอบๆ บ้านพักแล้วเบ้ปากใส่อีกครั้ง “จ่าเรียกเพิงผุๆ นี่ว่าห้องนอนหรอ คุณภาพชีวิต...”

                “คุณภาพชีวิตแบบนี้แล้วมันทำไม” ตกลงเธอตั้งใจจะมาดูถูกเขาใช่มั้ย “ทหารชายแดนทุกคนมันก็อยู่ลำบากกันแบบนี้นี่แหละ คุณสิ เป็นถึงลูกสาวผู้การ มีบ้านอยู่สุขสบายแทนที่จะเห็นใจ ให้กำลังใจทหารอย่างพวกเรา นี่คุณยังมีหน้ามาดูถูกคนที่เขาเสี่ยงชีวิตเพื่อปกป้องรักษาบ้านเมืองให้คุณอยู่อีกหรอ”

                “โอ๊ย! ฉันก็ยังไม่ได้ว่าอะไรมากนี่ทำไมต้องว่ากันขนาดนี้ด้วย” เธอโวยเขากลับก่อนจะเดินไปหยิบข้าวของมากมายที่ซื้อมามาวางเอาไว้ที่พื้นกลางบ้านของเขา อานัสก็เลยได้แต่มองตามเมื่อเห็นว่าข้าวของที่เธอเอามานั้นคือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พร้อมกับกับแกล้ม

                “มาดื่มเป็นเพื่อนฉันหน่อยสิ”

                “ไม่ เอาของพวกนี้ออกไปจากบ้านพักของผม”

                “จ่าออกเวรแล้วไม่ใช่รึไง”

                “มันไม่เกี่ยวกับออกเวรหรอก แต่เหล้ามันคือของต้องห้าม นี่มันสถานที่ราชการนะแล้วอีกไม่นานก็จะค่ำแล้วทำไมคุณถึงยังไม่กลับบ้านอีก”

                “ก็เพราะมันจะค่ำแล้วไงฉันถึงไม่กลับ ใครจะไปกล้าเสี่ยงขับรถคนเดียวในสถานการณ์แบบนี้ตอนกลางคืน ฉันโทรบอกคุณพ่อแล้วว่าจะค้างที่นี่กับพวกพยาบาลทหาร”

                “งั้นคุณก็ควรไปที่บ้านพักของทีมแพทย์ได้แล้ว”

                “เรื่องอะไร” ว่าจบพริ้มก็จัดการหยิบขวดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ออกมาพร้อมกับแกะห่อขนมด้วย อานัสที่ยังอยู่ในชุดผ้าขนหนูผืนเดียวเลยได้แต่มองตามอย่างขัดใจ นี่ขนาดเขาแต่งตัวแบบนี้เธอยังไม่กลัวเขาอีกหรอเนี่ย

                “กลับไปซะคุณพริ้ม ไม่งั้นผมจะวิทยุไปเรียกคนอื่นมาลากคุณออกไป” ว่าแล้วก็เดินไปหยิบวิทยุสื่อสารเตรียมจะเรียกเพื่อนๆ ให้มาลากยัยบ้านี่ออกไป แต่พริ้มกลับปรายตาขึ้นมามองเขาอย่างเอาเรื่องแทน

                “ถ้าจ่าไล่ฉันอีกหรือตามคนมาจับฉัน ฉันจะฟ้องคุณพ่อว่าจ่าฉุดฉันมาปล้ำที่บ้าน หึ! เลือกเอาว่าจะเอายังไง ฉันเป็นผู้หญิง ฉันเสียหายยังไงทุกคนก็ต้องเข้าข้างฉันอยู่แล้ว”

                “ผมก็จะบอกว่าคุณมาอ่อยผมเองเหมือนกัน”

                “ใครจะเชื่อจ่ากันก็ในเมื่อทุกคนรู้กันหมดว่าฉันรักผู้กอง ฉันจะมาอ่อยจ่าทำไม”

                “ก็แล้วคุณมาที่นี่ทำไมกันล่ะ แค่จะกินเหล้ามันหาเพื่อนกินด้วยยากตรงไหน”

                “ก็ตรงที่ในที่นี้มีแค่ฉันกับจ่าไงที่เป็นคนอกหัก คนอกหักมักจะเข้าใจกันไม่ใช่หรอฉันก็เลยอยากมาชวนจ่ากินเหล้า มาปรับทุกข์” พริ้มบอกถึงเหตุผลที่เธอมาที่นี่ก่อนจะรินเหล้าใส่แก้วแล้วยกขึ้นกระดก “ฉันก็แค่อยากดื่ม จะได้ลืมเรื่องที่มันทำให้ฉันเจ็บ หน้าด้านหน้าทนจีบผู้ชายก่อนมาตั้งนาน สุดท้ายเขาก็ไม่เอา!” น้ำเสียงของเธอมีแต่ความเจ็บแค้นหากแต่หยดน้ำตาที่ร่วงลงมากลับทำให้อานัสไม่กล้าไล่เธออีก

                เขาเดินอ้อมไปทางด้านหลังของเธอก่อนจะหยิบกางเกงนอนขายาวมาใส่แล้วก็ตามด้วยเสื้อกล้ามสีดำแล้วจึงกลับมานั่งลงข้างๆ เธอ ซึ่งพอเขานั่งลงพริ้มก็ส่งแก้วเหล้ามาให้ เขาก็เลยรับมาแล้วยกขึ้นดื่มตามเธอ

                “ถ้าจะดื่มก็ดื่มได้ แต่ห้ามเมาเด็ดขาดนะรู้มั้ย รีบกินให้เสร็จซะผมจะได้ไปส่งที่ฝั่งบ้านพักของทีมแพทย์”

                “รู้แล้วน่า” พริ้มหันมามองเขาอย่างรำคาญ เขาอายุมากกว่าเธอแค่ไม่กี่ปีแต่กลับทำเป็นสั่งนู่นสั่งนี่ราวกับเป็นพ่อ เมื่อก่อนก็ขัดขวางเธอไม่ให้ได้เข้าใกล้วผู้กองนทีตลอด กวนประสาทก็ที่หนึ่ง ทั้งฐานนี้นอกจากผู้กองนทีแล้วคนที่เธอกล้าเข้าหาที่สุดก็คือเขานี่แหละ ถ้าจะให้ไปคุยกับเอกพลคงไม่ไหว เดี๋ยวได้ตบกันตายคาฐานซะเปล่าๆ

 

                แอลกอฮอล์คือเครื่องดื่มเปลี่ยนนิสัยและตัวทำลายสติ เมื่อคนอกหักสองคนได้มานั่งดื่มด้วยกันและปรับทุกข์กันไปมา จากที่ไม่ค่อยถูกกันกลับกลายเป็นว่าคุยกันถูกคอจนสนิทชิดเชื้อกันราวกับเป็นเพื่อนรักเพื่อนตายกันมาแสนนาน พริ้มที่เมาตั้งนานแล้วแต่ก็ไม่ยอมหยุดดื่มเอียงกายลงซบไหล่ของชายหนุ่มที่เมาไม่ต่างกันจนประคองสติตัวเองแทบจะไม่อยู่ พอร่างบางเอียงกายมาซบไหล่เขาก็ก้มลงมามองเธอจนได้เห็นแก้มนวลที่แดงปลั่งด้วยฤทธิ์ความเมา ขนตายาวงอนก็แลดูสวยนัก เขาไม่เคยมองว่าเธอสวยมากอย่างนี้มาก่อนเลย เขายอมรับว่าแอบมีความรู้สึกดีๆ ให้เธอ แต่ก็ไม่กล้าเรียกว่าความรักเพราะคู่กัดกันอย่างเขาและเธอหรือจะรู้สึกรักกันได้ บ้าไปแล้ว

                “จ่า...ฉันสวยมั้ย” พริ้มหลับตาถามเสียงยานคางจนแทบจะฟังไม่รู้เรื่อง อานัสที่กำลังมองหน้าเธออยู่ก็เลยพยักหน้าตอบ

                “สวย”

                “ถ้าสวยแล้วทำไมผู้กองถึงไม่รัก”

                “เพราะเขาไม่ได้รักคนที่ความสวย”

                “แล้วจ่าล่ะ รักใครที่ความสวยรึเปล่า”

                “เปล่า”

                “แล้ว...นอกจากเพื่อนของจ่า จ่าจะรักคนอื่นได้อีกมั้ย” ลำแขนเล็กๆ เอื้อมขึ้นมากอดรอบคออานัสเอาไว้พร้อมกับร่างบางที่ขยับเข้ามาอิงแอบจนแนบชิด กลิ่นหอมจากน้ำหอมชั้นดีทำให้อานัสที่ไม่มีสติอะไรแล้วเพราะความเมาค่อยๆ ก้มลงมาหาเธอ ซึ่งก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่พริ้มเงยหน้าขึ้นสบตาเขาพอดีทำให้ปลายจมูกแทบจรดกัน

                “ได้...ถ้าคนๆ นั้นเป็นคุณ” เขาตอบก่อนที่จะค่อยๆ โน้มตัวลงมาหาแล้วจูบอย่างแผ่วเบาที่ริมฝีปากของพริ้ม หญิงสาวที่เมาและประคองสติไม่อยู่เช่นกันแต่ก็รับรู้ได้ถึงความอบอุ่นจึงยอมให้เขาจูบอย่างว่าง่าย สองแขนที่กอดรอบคออานัสเอาไว้ค่อยๆ ลูบไล้ไหล่และต้นคอของเขาอย่างยั่วเย้า เผยอปากให้เรียวลิ้นร้อนๆ ของชายหนุ่มตรงหน้าสอดเข้ามากวาดลิ้มชินความหอมหวาน ชุดเดรสสายเดี่ยวสั้นสีน้ำเงินค่อยๆ ถูกรั้งลงมากองอยู่ที่เอวบางและบราเกาะอกตัวน้อยด้านในก็ถูกปลดตามออกมาด้วย ความเมาทำให้ความทรงจำทุกๆ อย่างค่อนข้างเลือนราง แต่ความเมาก็ทำให้คนทั้งคู่กล้าที่จะทำอะไรที่มันมากไปกว่านี้ ร่างบางจึงถูกอุ้มขึ้นไปนอนลงบนเตียงนอนเล็กๆ ส่วนของกระโปรงชุดเดรสถูกดันขึ้นไปกองอยู่ที่เอว พริ้มหลับตานิ่งอย่างถูกใจในสัมผัสที่แสนวาบหวาม ในหัวตอนนี้คิดอะไรไม่ออกนอกจากรู้สึกเพียงแค่ว่า...ชอบ ชอบสัมผัสนี้ ชอบที่เขาซุกไซ้ที่ซอกคอของเธอ ชอบเมื่อยามที่เขาครอบครองทรวงอกทั้งสองเต้า ชอบที่เนื้อนวลจุดอ่อนไหวของร่างกายถูกรุกเร้าจนต้องแยกเรียวขาทั้งสองข้างออกเพื่อให้ได้รับสัมผัสจากเขาให้มากขึ้น

                “อ๊า!!!” เมื่อสองกายสอดประสานเป็นหนึ่งเดียวกันแม้จะเจ็บสักเพียงใดแต่สองแขนของพริ้มก็ยังคงกอดรัดเขาเอาไว้แน่น บิดกายไปมาอยู่ใต้ร่างของเขาด้วยความทรมานเพราะความเสียวซาบซ่าน วินาทีนี้เธอไม่เสียดายความสาวเลยแม้แต่น้อย เพราะสัมผัสของอานัสมันทำให้เธอมีความสุข สุข...จนยอมให้เขาได้เชยชมอย่างไม่มีสติ

 

                สองวันที่ได้มาอยู่ที่ฐานทหารพรานที่แม่สอด ถึงแม้ธารธาราและผู้กองนทีจะสารภาพรักซึ่งกันและกันแล้วแต่ก็ยังไม่เคยได้มีเวลาอยู่ด้วยกันตามลำพังเสียที ที่เธอและเขาได้มาที่แม่สอดก็ด้วยเพราะเป็นวันหยุด ในขณะที่ผู้พันคีรินทร์ ผู้พันกรันณ์ ผู้กองคณิน ราชาวดีและขวัญตายังคงต้องเข้าเวรทำงานกันตามปกติ หมอเอื้อยที่ไม่ได้มีหน้าที่อะไรที่ฐานเลยต้องอยู่เป็นพี่เลี้ยงให้กับลูกๆ หลานๆ ทุกคน แต่แค่ดูแลนาวิกกับมารีนหมอเอื้อยก็แทบไม่มีเวลาทำอย่างอื่นแล้ว ดังนั้นลูกหลานที่โตแล้วอย่างสองแฝด รีคอนและสไนเปอร์ก็เลยเล่นซุกซนกันตามประสา และเรื่องที่ทั้งสี่คนพี่น้องชอบป่วนกันที่สุดก็คือการเกาะติดคุณอานที ไม่ว่าคุณอาจะอยู่ที่ไหนสี่คนพี่น้องก็จะตามติดจนเขากลายเป็นพี่เลี้ยงเด็กไปโดยปริยาย มีหลานๆ อยู่ด้วยแบบนี้แล้วผู้กองนทีจะมีเวลาจู๋จี๋กับคนรักได้อย่างไร

                “ซ้าย ซ้ายหน่อย นู่นๆๆ มันไปนู่นแล้ว” เสียงผู้กองนทีบอกสองแฝดกับรีคอนขณะที่กำลังสอนหลานชายจับปลาในลำธาร ซึ่งธารธาราก็เพิ่งจะได้รู้นี่แหละว่านอกจากเขาจะเป็นทหารพรานแล้วก็ยังเป็นพรานล่าสัตว์และจับปลาฝีมือเยี่ยมอีกด้วย

                ตอนนี้สภาพของเด็กชายทั้งสามคนคือเปียกกันไปทั้งตัว จับปลาก็ว่าสนุกแล้ว ยิ่งได้มาเล่นน้ำด้วยยิ่งสนุกไปใหญ่ เพราะพ่อรันสั่งห้ามเอาไว้ว่าห้ามไปว่ายน้ำเล่นกันตามลำพัง แต่พอคุณอานทีบอกว่าจะมาคอยดูแล เด็กๆ ที่ชอบว่ายน้ำกันอยู่แล้วเลยได้เล่นน้ำกันอย่างสนุก ในขณะที่สาวน้อยเพียงคนเดียวอย่างสไนเปอร์กลับเกาะติดคุณอาธารธาราหนึบตามประสาเด็กเห่อคุณอาผู้หญิงคนใหม่สมกับที่อยากให้คุณอานทีมีคุณอาผู้หญิงให้มาตั้งนาน ยิ่งคุณอาธารธาราใจดีและรักเด็กอยู่แล้ว พอถูกคุณอาตามใจนิดๆ หน่อยๆ สาวน้อยก็ยิ่งไม่อยากอยู่ห่างจากคุณอา

                “คุณอาอยากเห็นน้ำตกมั้ยคะ ที่นี่มีน้ำตกสวยๆ ด้วยนะคะ” สไนเปอร์ถามหลังจากที่เบื่อการดูเหล่าพี่ชายจับปลาแล้ว

                “น้ำตกหรอคะ” หรือจะเป็นน้ำตกอาถรรพ์ที่ใครๆ ต่างก็พูดถึงกัน

                “ค่ะ ไปกันเถอะนะ ไนเปอร์อยากไป” ธารธารายังไม่ทันจะได้ตอบรับเลยสไนเปอร์ก็จูงมือเธอไปที่ชายป่าหลังบ้านพักของผู้พันคีรินทร์แล้ว ซึ่งป่าแถบนี้ก็ไม่ได้รกอะไรมากมายและมีทางเดินเล็กๆ ทอดผ่านป่าเข้าไป ยิ่งเมื่อใกล้ถึงน้ำตกที่ว่าก็เริ่มมีดอกไม้ป่าหนาตามากขึ้น สไนเปอร์ดูจะชื่นชอบที่นี่เป็นอย่างมาก ไม่ได้มีความรู้สึกกลัวผืนป่าแห่งนี้เลยแม้แต่น้อย ในขณะที่ธารธารากลับรู้สึกว่าป่าแถบนี้เริ่มเงียบลงไปทุกทีๆ แล้ว

                “ถึงแล้วค่า” สาวน้อยร้องบอกเธอก่อนจะวิ่งเล่นไปมาตามต้นไม้ใหญ่ ธารธาราถึงกับเบิกตากว้างกับภาพน้ำตกเบื้องหน้า นี่เป็นน้ำตกที่สวยที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมาเลย น้ำตกเล็กๆ ไม่สูงมาก เบื้องล่างคือสระน้ำสีฟ้าใสราวกับสระว่ายน้ำในโรงแรมหรู น้ำสีฟ้าใสนี้ใสมากจนสามารถมองเห็นพื้นทรายด้านล่าง รอบๆ น้ำตกและสระน้ำมีดอกไม้ป่าสีสันสดใสขึ้นอยู่มากมาย ช่างเป็นภาพธรรมชาติที่สวยอะไรแบบนี้ สระน้ำใสสีฟ้าตัดกับสีเขียวของพืชไม้และดอกไม้สีต่างๆ นี่น่ะหรอน้ำตกอาถรรพ์ที่ว่า

“ไนเปอร์ ไนเปอร์อยู่ไหนลูก” ธารธาราร้องเรียกหาสไนเปอร์ทันทีเมื่อเพิ่งจะรู้ตัวว่าหลานสาวตัวน้อยไม่ได้อยู่กับเธอด้วย “ไนเปอร์อยู่ไหนคะ ออกมาหาอาเร็วๆ ลูก” ธารธาราเริ่มออกเดินตามหาหลาน เมื่อกี้นี้ยังเห็นวิ่งไปกอดต้นไม้ใหญ่อยู่เลย จะว่าลงเล่นน้ำก็ไม่น่าจะใช่

                “ไนเปอร์”

                “ไนเปอร์อยู่นี่คะคุณอา ไนเปอร์อยู่นี่” เสียงใสๆ ดังมาจากด้านหลังต้นไม้ใหญ่ทางด้านซ้ายมือ ธารธาราจึงวิ่งเข้าไปหา แต่ทว่าเมื่อเธอวิ่งไปที่ต้นไม้ใหญ่แล้วกลับไม่เห็นสไนเปอร์เลย

                “ไนเปอร์ หนูอยู่ไหน”

                “ทางนี้ค่ะ คุณอามาหาไนเปอร์เร็ว” คราวนี้เสียงมาจากทางด้านหลังของเธอ แต่ครั้นพอเธอวิ่งเข้าไปหาอีกกลับไม่พบเห็นใครเลย แค่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนเดียวไม่น่าจะวิ่งได้เร็วขนาดนี้นี่

                “คุณอาขา ไนเปอร์อยู่นี่”

                “ไนเปอร์อยู่ทางนี้ค่ะ”

                “คุณอามาหาไนเปอร์เร็วๆ สิคะ”

                ธารธาราถึงกับขนลุกซู่ขึ้นมา กลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ ได้แต่ยืนนิ่งอยู่กับที่ น้ำตกอาถรรพ์...เธอเข้าใจแล้วว่าทำไมถึงได้เป็นน้ำตกอาถรรพ์ เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงได้ไม่มีใครกล้ามาที่นี่เพราะเสียงของสไนเปอร์เมื่อครู่นี้ดังมาจากทุกทิศเลย เสียงที่เรียกเธอเป็นเสียงของสไนเปอร์ก็จริง แต่ดังแบบนี้เหมือนกับมีสไนเปอร์อยู่มากกว่าหนึ่งคน ผีป่าผีเขาหรืออย่างไร ทำไมถึงได้มาหลอกเธอกลางวันแสกๆ แบบนี้ แล้วสไนเปอร์ตัวจริงล่ะอยู่ที่ไหน

                “ไนเปอร์ ไนเปอร์อยู่ที่ไหนลูก” เธอร้องเรียกหาหลานอีก แต่เสียงที่ดังตอบกลับมากลับเป็นเสียงหัวเราะของเด็กผู้หญิงจนเธอนึกอยากจะรีบวิ่งออกไปจากที่นี่ หากไม่ติดว่าต้องพาหลานกลับไปด้วย ใครจะกล้าทิ้งสไนเปอร์เอาไว้ที่นี่คนเดียวกัน ถ้าสไนเปอร์ตกน้ำตกท่าไปจะทำยังไง สาวน้อยยิ่งเป็นขวัญใจของทุกคนอยู่ หมอแก้มหลงลูกสาวคนนี้มากในขณะที่ผู้พันกรันณ์มีสไนเปอร์เป็นแก้วตาดวงใจ ถ้าเธอทำลูกสาวของคนอื่นหายเธอได้ตายแน่ๆ

                “ไนเปอร์...” ธารธาราเรียกออกมาเสียงแผ่ว พลันสายตาก็หันไปเห็นพุ่มดอกราชาวดีอยู่ที่ริมสระน้ำอีกด้าน พุ่มดอกราชาวดีแสนสวยออกดอกเต็มต้น และโน้มกิ่งก้านลงไปในน้ำด้วย ทำไมต้นราชาวดีถึงมาขึ้นอยู่ที่นี่กัน ต้นราชาวดีผู้คนนิยมปลูกประดับตามบ้านเรือนนี่นา แล้วทำไมถึงมาขึ้นอยู่กลางป่าได้

                ธารธาราพยายามทำใจกล้าขณะเดินเข้าไปที่พุ่งดอกราชาวดีอย่างช้าๆ จนได้เห็นว่าพุ่มดอกราชาวดีกำลังขยับไหวไปมา ครั้นพอก้มลงมองมาที่ใต้พุ่มดอกราชาวดีเธอก็ต้องถอนหายใจออกมาเมื่อเห็นว่าขณะนี้สไนเปอร์กำลังนั่งเก็บดอกราชาวดีอยู่ มือน้อยๆ ค่อยๆ เด็ดดอกราชาวดีใส่หมวกใบเล็กๆ ของตัวเองก่อนจะหันมายิ้มแฉ่นให้คุณอา แต่พอธารธาราเดินเข้าไปหาสไนเปอร์อีกเธอก็ต้องชะงักเมื่อเห็นบางสิ่งนอนขดตัวข้างๆ สาวน้อย งูจงอางตัวใหญ่อย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนมีดวงตาสีแดงสดจนน่ากลัว ตอนแรกเธอคิดว่างูจงอางตัวนี้อาจจะมาทำร้ายสไนเปอร์ แต่เปล่าเลย งูจงอางตัวนี้กลับเพียงแค่ขดตัวนอนนิ่งอยู่ข้างๆ สไนเปอร์และกำลังจ้องมองมาทางเธอเหมือนกับมาคอยเฝ้าดูแลสไนเปอร์มากกว่า ขนาดสไนเปอร์ทำดอกราชาวดีร่วงใส่งูตัวนี้ก็ยังไม่ขยับตัวเลย

                “ไนเปอร์...กะ...กลับบ้านกันเถอะลูก”

                “ไนเปอร์ขอเก็บดอกไม้ไปฝากแม่แก้มก่อนนะคะ แม่แก้มของไนเปอร์ชอบ” เสียงใสๆ ดังตอบออกมาอย่างไม่รู้เลยว่าคุณอากำลังกลัวมากแค่ไหน แต่จะเข้าไปอุ้มหลานมาก็ทำไม่ได้เพราะงูจงอางตัวดูท่าว่าจะหวงสไนเปอร์มาก

                “กลับเถอะนะคะ ได้ดอกไม้เยอะแล้ว เดี๋ยววันหลังไนเปอร์ค่อยชวนแม่แก้มมาเก็บใหม่นะ”

                “คุณอาไม่ชอบที่นี่หรอคะ ไนเปอร์ชอบที่นี่มากเลยนะ เมื่อเช้าพ่อรันกับแม่แก้มก็พาไนเปอร์กับพี่ซีล พี่เรนเจอร์มาว่ายน้ำเล่นที่นี่ แม่แก้มยังทำมงกุฎดอกราชาวดีให้ไนเปอร์อยู่เลยค่ะ แต่พี่เรนเจอร์ก็มาเอามงกุฎของไนเปอร์ไป ไนเปอร์จะให้แม่แก้มทำให้ใหม่” แก้มป่องๆ งอง้ำอย่างงอนพี่ชายที่มาแย่งมงกุฎของตัวเองไป ธารธาราล่ะอยากจะเข้าไปช่วยสไนเปอร์เก็บดอกไม้นักจะได้กลับกันเร็วๆ แต่เพราะมีงูจงอางนอนขวางอยู่เธอก็เลยไม่กล้า

                “อาว่าใกล้ได้เวลามื้อเที่ยงแล้ว เรากลับไปหม่ำข้าวกันดีมั้ยคะ เอ...แม่แก้มของไนเปอร์จะทำอะไรให้ทานกันน้า ถ้าไปช้านี่พี่ซีล พี่เรนเจอร์กับพี่รีคอนจะกินหมดก่อนรึเปล่า ป่านนี้คงกำลังแย่งกันกอดอ้อนแม่แก้มแล้วนะคะ”

                ได้ผล เมื่อเอาเรื่องนี้มาล่อสไนเปอร์ก็รีบมุดตัวออกมาจากพุ่มดอกราชาวดีทันที เรื่องไหนๆ ก็ยอมได้ แต่จะไม่ยอมให้ใครมากอดมาอ้อนแม่แก้มเกินหน้าเกินตาเด็ดขาด สำหรับแม่แก้มแล้วไนเปอร์ต้องเป็นที่หนึ่ง

                “งั้นกลับไปหาแม่แก้มกันค่ะ” พอหลานเดินเข้ามาหาธารธาราก็รีบอุ้มสไนเปอร์ขึ้นทันทีแล้วพาสาวน้อยออกไปจากที่นี่ แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะหันกลับไปมองงูจงอางตัวนั้นอีกครั้ง ซึ่งพอเธอหันกลับไปมองก็เห็นว่างูจงอางตัวนั้นค่อยๆ เลื้อยจากไปและหายไปในน้ำตก นี่มันอะไรกันเรื่องแปลกประหลาดแบบนี้ ที่นี่มีอาถรรพ์จริงๆ ด้วย แล้วทำไมกัน ทำไมถึงได้มีแต่ครอบครัวของผู้พันกรันณ์เท่านั้นถึงจะมาที่นี่ได้

                ธารธาราโล่งใจเป็นอย่างมากเมื่ออุ้มสไนเปอร์กลับมาที่บ้านพักของผู้พันคีรินทร์ได้สำเร็จ นี่ถ้าเธอเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ทุกคนฟังจะมีใครเชื่อเธอมั้ยว่าเธอได้พบเจอกับอะไรมา ส่วนสไนเปอร์ก็ไม่ได้พูดอะไรกับเธอนอกจากร้องเพลงไปมาตามประสาเด็ก เธอไม่น่าอยากจะไปดูน้ำตกที่ว่านั่งเลย ให้ตายสิ

                “อ้าว ผู้หมวดกับไนเปอร์ไปไหนกันมาคะ” ราชาวดีที่นั่งดูผู้พันกรันณ์กำลังย่างปลาอยู่กับเรนเจอร์และรีคอนหันมาถาม แต่ธารธาราที่ยังไม่หายตกใจกับเหตุการณ์เมื่อก่อนหน้านั้นกลับสะดุ้งตกใจอย่างสุดตัวก่อนจะค่อยๆ วางสไนเปอร์ลง สาวน้อยก็เลยวิ่งเข้าไปกอดแม่แก้มของตนพร้อมกับหมวกใบเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยดอกราชาวดีแสนหอมกรุ่น

                “เป็นอะไรรึเปล่า ทำไมทำหน้าตกใจแบบนี้” ผู้กองนทีที่กำลังจัดการกับปลาที่จับมาได้อยู่กับซีลต้องละมือแล้วเดินเข้ามาหาเธอ ธารธาราหน้าตาซีดเผือดมาก ผู้กองหนุ่มเห็นเธอเดินไปทางด้านหลังบ้านของผู้พันคีรินทร์กับสไนเปอร์ หายไปอยู่ตั้งนานแล้วทำไมถึงได้กลับมาด้วยสีหน้าแบบนี้ ในขณะที่สไนเปอร์กลับเข้าไปอ้อนแม่ตามปกติ

                “แม่แก้มขา ไนเปอร์เก็บดอกไม้มาฝากแม่แก้มด้วยนะคะ แม่แก้มชอบมั้ย”

                “ชอบสิคะ” ราชาวดีอุ้มลูกขึ้นไปนั่งกอดบนตักแล้วก็ก้มลงมาหอมแก้มลูกสาวอย่างแสนรัก “ดอกไม้ที่ไนเปอร์เก็บมาสวยที่สุดเลย ขอบคุณนะคะ” เสียงสองแม่ลูกพูดคุยคลอเคลียกันทำให้ผู้กองนทีต้องหันไปมองดอกไม้ที่ว่า...ดอกราชาวดี ดอกไม้ชนิดนี้ทั้งฐานมีอยู่ที่เดียวเท่านั้น

                “คุณไปน้ำตกอาถรรพ์มาใช่มั้ย” สิ้นคำถามของเขาธารธาราก็เข้าไปกอดเขาเอาไว้แน่นทันที อาถรรพ์ของน้ำตกยังรุนแรงไม่เคยจากหาย แม้แต่เขาเองก็ยังไม่กล้าไป นี่เธอคงจะไปเจออะไรที่น่ากลัวมากๆ มาล่ะสิ

                “ไม่เป็นไรนะ ไม่มีอะไรหรอก” เขากอดปลอบขวัญเธอก่อนจะหันไปมองทางสองแม่ลูกที่ยังคงกอดกันอยู่ จะว่าไปก็ดูเหมือนนางไม้แม่ลูกจริงๆ นะเนี่ย

                หลังจากมื้อเที่ยง เด็กๆ ที่เล่นสนุกกันตั้งแต่เช้าก็ได้เวลานอนกลางวันกัน แล้วพอเด็กๆ หลับผู้กองนทีก็ถามถึงเรื่องที่เกิดขึ้นที่น้ำตกอาถรรพ์จากธารธาราทันทีเมื่อเห็นว่าเธอหายตกใจกลัวแล้ว ซึ่งธารธาราก็เล่าให้เขาฟังอย่างไม่มีปิดบังว่าเธอเจอกับอะไรที่นั่นบ้าง ตอนเล่าเธอก็เล่าให้ผู้กองนทีฟังคนเดียวที่ระเบียงบ้าน แต่คนอื่นๆ นี่สิคงสงสัยกันก็เลยมาแอบฟังด้วย

                “เหมือนกับมีสไนเปอร์หลายๆ คนมาร้องเรียกหาคุณงั้นหรอ” ผู้กองนทีทวนก่อนจะมองไปทางหลานสาวที่กำลังหลับอุตุอยู่บนเบาะนอนสีขมชูข้างๆ พี่ชายและมีราชาวดีคอยนั่งเฝ้าลูบหลังกล่อมให้นอน

                “ฉันไม่ได้หูฝาดแน่ๆ จนฉันตามหาหลานเจอก็เห็นสไนเปอร์นั่งเก็บดอกราชาวดีอยู่แล้วก็มีงูนอนเฝ้าสไนเปอร์อยู่ด้วย”

                “งูจงอางตัวใหญ่ตาสีแดงใช่มั้ยครับ” ผู้กองคณินที่แอบฟังอยู่เผลอถามขึ้นมาเพราะหากเป็นงูตัวนี้เขาเองก็เคยเห็นที่น้ำตก ธารธาราจึงพยักหน้าตอบ

                “แต่งูตัวนั้นไม่ได้ทำอะไรสไนเปอร์เลยนะคะ งูตัวนั้นดูเชื่องมากๆ เหมือนกับแค่มานอนเฝ้า...”

                “ผู้หมวดไม่ต้องกลัวหรอกครับ นั่นน่ะงูเจ้าที่ เขามีหน้าที่อารักษ์ขานางไม้ ถ้าไม่ได้คิดร้ายกับนางไม้งูนั่นก็ไม่ทำอะไรเราหรอก”

                “งมงาย” ผู้พันกรันณ์ว่าน้องเขย “งูอะไร ผีอะไร ผมกับแก้มไปที่นั่นทุกวันไม่เห็นจะมีอะไรแปลกประหลาดเลย เมื่อเช้านี้ก็พาลูกไปว่ายน้ำเล่นมาตั้งนานสองนานก็ไม่เห็นจะมีอะไร ผู้หมวดตาฝาดรึเปล่าครับ”

                “แหม ทั้งฐานเนี่ยเขาก็รู้กันหมดแหละว่าที่น้ำตกมีอะไรแปลกๆ อยู่ ก็มีแค่บ้านมึงบ้านเดียวนี่แหละไอ้รันที่ไปที่นั่นแล้วไม่เจออะไร ห้อยพระดีล่ะสิท่า” ผู้พันคีรินทร์ว่าพลางไกวเปลลูกชายคนเล็กไปมา ผู้พันกรันณ์ก็เลยหันไปยิ้มให้พี่เมียอย่างเขินๆ

                “ไม่ได้ห้อยพระครับ คือ...ไม่ได้ห้อยไม่ได้ใส่อะไรเลย” คำว่าไม่ได้ใส่อะไรเลยของเขาทำให้ราชาวดีที่กล่อมลูกๆ นอนอยู่เงียบๆ หน้าแดงขึ้นมา ผู้พันคีรินทร์เห็นแล้วก็อดเบ้ปากใส่ไม่ได้ ลูกสามแล้วนี่ยังไม่เลิกเอาท์ดอร์กันอีกหรอเนี่ย  

                “ผมขอยืนยันนะครับว่าที่น้ำตกไม่ได้มีอะไรน่ากลัวเลย ผี เจ้าที่หรืออะไรน่ะไม่มีทั้งนั้นแหละ ที่นั่นน่ะมีแต่นางไม้ แล้วนางไม้ก็ถูกผมจับทำเมียจนมีลูกแล้ว ที่นั่นไม่ได้มีอะไรน่ากลัวจริงๆ” คนมีนางไม้เป็นเมียหันมายิ้มหวานให้น้องนางไม้แสนสวยของตัวเองก่อนจะเอื้อมแขนไปกอดเธอเอาไว้อย่างรักล้นใจจนใครๆ ต้องพากันเบะปากใส่ หมั่นไส้คนได้เมียเป็นนางไม้แสนสวย

                “นี่ แก้มเป็นคนนะคะ ทุกคนเลิกพูดเหมือนแก้มเป็นนางไม้จริงๆ ซักทีเถอะ แก้มเป็นคนมีเลือดเนื้อปกติอย่างมนุษย์ทั่วไปไม่ใช่นางไม้อะไรทั้งนั้น พี่รันน่ะชอบพูดจนแก้มชักจะเขว เริ่มจะคิดว่าตัวเองเป็นนางไม้จริงๆ แล้วนะ” ราชาวดีหันมาว่าสามี

                “ไม่มีคนธรรมดาที่ไหนเขาสวยเกินหน้าเกินตาคนอื่นแบบนี้หรอก ทั้งสวย ทั้งแก่ไม่เป็น นางไม้ชัดๆ”

                “พี่รันบ้า!” ว่าแล้วผู้พันกรันณ์ก็ถูกตีเข้าให้ข้อหาเพ้อเจ้อ ก่อนจะยอมสงบปากสงบคำแล้วช่วยน้องนางไม้ของเขากล่อมลูกนอน ผู้กองนทีก็เลยหันมากอดธารธาราเอาไว้อย่างปลอบขวัญเธออีกครั้ง

 

                เพราะเรื่องที่พบเจอมันเกินจะอธิบายสุดท้ายธารธาราก็นอนไม่หลับจนต้องออกมานั่งรับลมอยู่ที่ระเบียงบ้านผู้พันคีรินทร์ พรุ่งนี้ก็จะต้องกลับออกไปจากฐานแล้ว ผู้กองนทีจะไปเยี่ยมครอบครัวของเขาที่ในตัวเมืองแล้วอีกไม่กี่วันก็จะกลับนราธิวาส แค่ไม่กี่เดือนที่เธอได้ไปทำงานอยู่ที่นั่น แม้จะต้องพบเจอกับเหตุการณ์ความรุนแรงบ้างแต่หัวใจของเธอก็มีความสุขทุกครั้งเมื่อยามได้แอบมองผู้กองนที ทั้งยามที่เขาออกไปปฏิบัติงาน ยามที่เขาคุมเหล่าลูกน้องฝึกซ้อมการรบ จนตอนนี้...เธอกับเขากลายมาเป็นคู่รักของกันและกันแล้ว

                “นอนไม่หลับหรอครับ” พอนึกถึงปุ๊กเขาก็เข้ามาหาปั๊บทันที ธารธาราจึงหยุดไล้แหวนญาติที่นิ้วของตัวเองแล้วหันมามองตาม คืนนี้ผู้กองนทีไม่ได้ผูกเปลนอนที่ระเบียงบ้านเหมือนอย่างคืนก่อน หากแต่เขาเอาเต็นท์นอนไปกางนอนที่ริมลำธาร เธอเห็นเต็นท์เขาดับไฟจนมืดก็นึกว่าเขาจะเข้านอนแล้วเสียอีก

                “ค่ะ นอนไม่หลับ” เธอตอบเมื่อเขาเข้ามานั่งใกล้ๆ “เรื่องที่เจอวันนี้มันยังทำให้ฉันกลัวไม่หายเลยค่ะ ยิ่งมาเจอคุณหมอแก้มฉันก็ยิ่งกลัวเธอ แล้วแบบนี้จะให้ฉันนอนหลับในห้องนอนเก่าของเธอได้ยังไง”

                “กลัวคุณหมอแก้ม” ผู้กองนทีทวนก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ “กลัวอะไรกันครับ ไม่เห็นมีอะไรน่ากลัวเลย คุณหมอแก้มออกจะสวย ใจดี พิษสงอะไรก็ไม่มี ต่อสู้อะไรก็ไม่เป็น แล้วทหารพรานหญิงที่ผ่านสนามรบมาแล้วอย่างคุณจะไปกลัวคุณหมอแก้มทำไมกัน”

                “ฉันไม่ได้หมายถึงกลัวแบบนั้นค่ะ ฉันแค่ลองๆ คิดตามที่ทุกคนว่า คุณหมอแก้มเธอคงเป็นนางไม้จริงๆ นะคะผีป่าผีเขาถึงได้ตามคุ้มครอง แม้แต่สไนเปอร์ เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ แต่กลับนั่งอยู่ข้างงูจงอางตัวใหญ่ได้อย่างไม่เกรงกลัวอะไรเลย เป็นใครใครก็ต้องคิดแบบนี้กันทั้งนั้นแหละ”

                “คุณหมอแก้มไม่ใช่นางไม้อะไรหรอกครับ ผู้พันแค่แซวเมียตัวเองเล่น ส่วนเรื่องที่สไนเปอร์ไม่กลัวงู...หึ! ผู้หมวดรู้จักหลานสาวของผมน้อยไป ในบรรดาลูกทั้งสามคนมีแค่สไนเปอร์นี่แหละที่ได้เลือดพ่อมาเยอะที่สุด เห็นเป็นเด็กผู้หญิงใสๆ แบ๊วๆ แต่จริงๆ แล้วสไนเปอร์เป็นเด็กที่มีหัวใจกล้าแข็งเหมือนพ่อมากๆ ไม่เคยเกรงกลัวอะไร เวลาเพื่อนที่โรงเรียนจะมาแกล้งเขาก็จัดการเล่นงานเพื่อนจนจะเป็นนักเลงขาใหญ่คุมโรงเรียนอยู่แล้ว ส่วนเรื่องที่งูไม่ทำอะไรสไนเปอร์...เออ...”

                “แม้แต่ผู้กองก็ตอบเรื่องนี้ไม่ได้ใช่มั้ยคะ”

                “ก็...” มันผิดวิสัยของงูจริงๆ นั่นแหละ งูจงอางเป็นสัตว์ดุร้าย ยากที่จะเชื่องได้ ยิ่งเป็นงูป่าไม่ใช่งูเลี้ยงยิ่งเชื่องไม่เป็น เรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก ถ้าเกิดงูตัวนั้นมันทำร้ายหลานของเขาป่านนี้สไนเปอร์จะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้ แต่นี่อย่าว่าแต่จะถูกงูทำร้ายเลย แม้แต่รอยข่วนเล็กๆ ก็ไม่มี ความหวาดกลัวหรือตกใจอะไรก็ไม่มีให้เห็น เมื่อตอนหัวค่ำก็ยังวิ่งเล่นอย่างร่าเริงอยู่กับพี่ๆ พอง่วงแล้วก็อ้อนพ่อกับแม่ไปนอน นางไม้น้อยของอา ท่าทางจะศักดิ์สิทธิ์มากจริงๆ

                “ผมว่าเราอย่าคุยเรื่องนี้กันดีกว่านะ นางไม้จะมีจริงหรือไม่มีจริง ที่น้ำตกจะมีอะไรก็แล้วแต่แต่มันก็ไม่ได้มีผลอะไรกับเราหรอก เราเป็นทหาร เราคิดดีทำดี ไม่มีผีหรือเจ้าป่าเจ้าเขาที่ไหนจะไม่ให้ความคุ้มครอง เดี๋ยวพรุ่งนี้เราก็จะออกไปจากที่นี่แล้ว ผู้หมวดจะเข้านอนเลยมั้ย”

                “ยังก่อนค่ะ ฉันยังไม่ง่วง เอาไว้ให้ง่วงๆ จนตาจะปิดแล้วค่อยเข้าไปนอนจะได้หลับง่ายๆ ไม่ต้องคิดอะไรที่มันน่ากลัวๆ” เธออดขนลุกไม่ได้จนผู้กองนทีต้องหัวเราะออกมาอีก

                “กลัวแม้กระทั่งห้องนอนคุณหมอแก้มเนี่ยนะ โธ่ กลัวทำไมกัน ป่านนี้คุณหมอแก้มคงนอนกอดลูกกอดผัวหลับฝันดีอยู่ที่บ้านผู้พันนู่น”

                “ผู้กองไม่ได้เจอแบบฉัน ผู้กองก็พูดได้สิคะ” เธอค้อนใส่เขา แต่ผู้กองนทีก็ยังหัวเราะออกมาไม่หยุดก่อนจะลุกขึ้นยืน

                “งั้นไปนอนที่เต็นท์กับผมละกันอย่านอนที่นี่เลย เผื่อท่านรองกับคุณหมอเอื้อยจะทำลูกสาวกันเราจะได้ไม่เป็นก้างขวางคอพวกเขา”

                “บ้าสิ รีคอนกับนาวิกก็อยู่”

                “มืดๆ แบบนี้เด็กไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรหรอก เจ้าแฝดยังเล่าให้ผมฟังเลยว่าพ่อตัวเองชอบขึ้นไปนอนทับแม่ตอนดึกๆ ดื่นๆ ผู้พันก็ช่างเข้าใจโกหกลูก บอกว่าตัวเองกลัวผีก็เลยต้องไปนอนทับบนตัวเมีย เด็กๆ ก็เชื่อแบบนั้นจริงๆ” เรื่องนินทาเจ้านายขอให้บอก โดยเฉพาะเรื่องที่เจ้านายจู๋จี๋กันกับเมีย

                ธารธาราได้แต่ส่ายหน้าให้เขาแต่ก็ยอมเดินลงจากบ้านไปที่เต็นท์นอนของเขาจริงๆ แต่กว่าจะรู้ตัวว่าถูกผู้กองนทีลวงให้มานอนด้วยเธอก็ถอนตัวไม่ทันเสียแล้ว

                “ผมเป็นแฟนผู้หมวดนะ อย่ามองเหมือนผมเป็นยักษ์เป็นมารสิ” เขาว่าขณะปิดประตูเต็นท์แล้วเปิดไฟจากหลอดไฟเล็กๆ ที่ชาร์ตแบ็ตเอาไว้จนเต็นท์นอนขนาดสองคนนอนสว่างขึ้นมาทันที

                “ฉันว่าฉันกลับไปนอนที่ห้องคุณหมอแก้มตามเดิมดีกว่า”

                “ระวังผีที่น้ำตกตามมาขอนอนด้วยนะ” เท่านั้นแหละ พอเขาพูดแบบนี้ธารธาราที่กำลังจะเปิดประตูเต็นท์ก็ต้องเปลี่ยนใจกลับมานั่งในเต็นท์กับเขาตามเดิม แล้วดูชุดนอนของเขาสิ สวมแค่กางเกงนอนเปลือยแผ่นอก ไม่หนาวรึยังไงกันอากาศคืนนี้ยิ่งเย็นๆ อยู่ แล้วดูสิ...เนื้อตัวของเขามีแต่รอยแผลเป็น สมกับเป็นนักรบฝีมือดี ร่องรอยจากการต่อสู้ยังคงมีอยู่ให้เห็นเป็นที่ระลึก

                “ถ้ากลัวผีมากจะซบอกผมนอนก็ได้นะ เนี่ย เดี๋ยวให้นอนลูบซิกแพ็คฟรีๆ เลยเอ้า” ว่าแล้วก็ตบแผ่นอกแกร่งของตัวเองยั่วสาวจนธารธาราต้องหันหน้าหนี ร้อนผ่าวไปทั่วทั้งตัวแล้วตอนนี้โดยเฉพาะที่ใบหน้า

                “บ้า ใครจะไปซบ ผู้ชายมือสองของมีตำหนิรึเปล่าก็ไม่รู้”

                “นั่นสิ ถ้าอยากรู้คุณพยาบาลคนสวยก็ต้องมาสำรวจด้วยตัวเองนะผมว่า อ่า...ความจริงจะเรียกว่าผู้ชายมือสองก็ไม่ถูก ก่อนจะมาเจอผู้หมวดก็ผ่านมาหลายมืออยู่พอควร”

                “สำส่อน”

                “นี่ ผมป้องกันเป็นนะไม่ต้องห่วง”

                “ทำไมถึงกล้าพูดเรื่องในอดีตกับฉันแบบนี้คะ ไม่กลัวฉันรังเกียจผู้กองหรอ”

                “ผมก็ไม่ใช่คนอายุน้อยๆ แล้วนะ ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ เรื่องพวกนี้มันเป็นเรื่องธรรมชาติถึงผมไม่บอกผู้หมวดก็คงรู้เองอยู่แล้ว ผมไม่ใช่หนุ่มน้อยวัยแรกรักที่จะได้เคอะเขินไปหมดทุกเรื่อง อะไรเคยก็บอกว่าเคย รักก็คือรัก อยากได้ก็คืออยากได้ วัยอย่างผมจะให้มาอ้อมค้อมอยู่ไปทำไม ผมรักผู้หมวด ผมอยากได้ผู้หมวดเป็นเมีย ผมอยากมีลูก ผมรู้สึกแบบนี้ผมก็พูดออกมา เพราะที่ผ่านมาที่ผมไม่กล้าพูดผมกลัวว่าผู้หมวดจะไม่เชื่อใจในความรักของผม ผมกลัวว่าผู้หมวดจะเข้าใจว่าผมเอาผู้หมวดมาแทนที่ของตันหยง ซึ่งมันไม่ใช่เลย ตันหยงก็ส่วนตันหยง ผู้หมวดก็ส่วนผู้หมวด ผมอาจจะเคยรักตันหยงมากแต่ตอนนี้ผมอยากจะให้ผู้หมวดรู้ว่าผมรักผู้หมวด ผมอยากเป็นคู่ชีวิตของผู้หมวด ผมอยากสร้างครอบครัวที่อบอุ่นกับผู้หมวดนะครับ” เขายื่นมือมากุมมือของธารธาราเอาไว้แน่น ได้ฟังเขาพูดแบบนี้เธอเองก็รู้สึกดีเหมือนกัน เธอชอบความรักแบบนี้ ความรักแบบผู้ใหญ่ ความรักที่มาพร้อมกับเหตุและผลไม่ใช่เพียงแค่อารมณ์เหมือนอย่างเด็กๆ

                “ต่อไปเรียกผมว่าพี่นทีนะ เรียกผู้กองมันดูห่างเหินกันยังไงก็ไม่รู้ มันไม่เหมือนคู่รักกันเลยแต่มันเหมือนเจ้านายกับลูกน้องกันมากกว่า”

                “สมภารกินไก่วัด” ธารธาราว่ายิ้มๆ เขาจึงขยับเข้ามาจุ๊บปากเธอเบาๆ

                “แล้วไก่จะยอมให้สมภารกินมั้ยล่ะ” ธารธาราเขินหนักมากที่เขาจุ๊บเธอเมื่อกี้นี้ นี่มัน...จูบแรกของเธอเลยนะ

                “ผู้กอง...”

                “ไม่เอา ก็บอกว่าให้เรียกพี่ว่าพี่นทีไง พี่อายุเยอะกว่าตั้งหลายปีนะ” สองแขนแกร่งกอดรัดเธอเอาไว้แน่น ธารธาราก็ยิ่งใจหายใจคว่ำ ทั้งกลัวทั้งตื่นเต้นไปหมดจนแทบจะไม่กล้าสบตาเขาแล้วเมื่อใบหน้าคมเข้มก้มลงมาจูบที่แก้มของเธอและคลอเคลียอยู่แต่ที่แก้ม

                “ถ้าไม่กล้าเรียกพี่ว่าพี่นที...จะเรียกพี่ว่าที่รักก็ได้นะ เรียกพี่จ๋าแบบยัยขวัญเรียกผัวก็ได้”

                “...ไม่เอา น้องขวัญเขายังเด็ก เขาเรียกแบบนั้นมันดูน่ารักกว่าฉันเรียกนะคะ”

                “จะเรียกอะไรก็เรียก แต่ไม่ให้เรียกว่าผู้กอง ผู้กองน่ะเอาไว้เรียกแค่ตอนทำงานเท่านั้น”

                แล้วจะให้เธอเรียกเขาว่าอะไรกันล่ะ แค่เรียกพี่ก็เขินจะแย่อยู่แล้ว แต่จะเรียกด้วยชื่ออื่นๆ แบบวัยรุ่นเขาเรียกกันมันก็คงจะดูเด็กไป

                “...เรียกพี่นทีก็ได้ค่ะ”

                “แค่พี่นทีหรอ”

                “หรือจะให้เรียกตาแก่” เท่านั้นแหละ ผู้กองนทีก็รู้เลยว่าเวรกรรมมีจริง เมื่อก่อนแซวผู้กองคณินมาเยอะเวลาที่ขวัญตาเรียกเขาว่าตาแก่วัยทอง พอมาโดนคนรักเรียกแบบนี้เสียเองถึงกับจุกเลยทีเดียว

                “เรียกพี่นทีนั่นแหละดีแล้ว” เรียกแบบนี้นี่แหละปลอดภัยที่สุด ไม่ขายหน้าใครๆ ด้วย

                ธารธาราซบหน้าลงกับอกแกร่งอย่างมีความสุข สงสัยพรนางไม้ของเขาคงจะศักดิ์สิทธิ์จริง ตอนอยู่นราธิวาสความรักของเขาและเธอพัฒนายากเหลือเกิน แต่ว่าพอมาอยู่ที่นี่ เธอก็รับรักเขาอย่างง่ายดายซ้ำยังมาเรียกเขาว่าพี่อีก พรุ่งนี้ได้กลับออกไปจากฐานก็ดีแล้ว ขืนให้อยู่ต่อความรักมันได้พัฒนาไปไกลกว่านี้แน่ๆ

                “พี่นทีกับธารธารา คู่รักแห่งสายน้ำเลยนะเราสองคนเนี่ย” ผู้กองนทีบอกแล้วก้มลงมาจูบแก้มเธออีกเบาๆ จนเมื่อธารธาราเผลอเงยหน้าขึ้นสบตาเขา เขาก็ประทับจูบมาที่ริมฝีปากของเธอในทันทีอย่างไม่ทันให้เธอได้ตั้งตัว ริมฝีปากของเธอถูกบดขยี้และดูดเม้มราวกับเขาจะกลืนกินเธอไปทั้งตัวจนเธอเริ่มอ่อนแรงเขาก็ประคองเธอลงไปนอนกับที่นอนนุ่มแล้วจึงตามขึ้นมานั่งคร่อมทับเธอเอาไว้ ริมฝีปากร้อนๆ ไม่ว่าจะจูบโลมเลียไปยังส่วนไหนๆ บนกายเธอก็มีแต่ความร้อนเร่าจนธารธาราสะท้านไปทั้งกายใจ ยิ่งเขาสอดลิ้นเข้ามาเกี่ยวตวัดกับลิ้นของเธอธารธาราก็ยิ่งหายใจติดขัดไปหมด หากแต่ใจกลับยินยอมพร้อมให้เขาได้จูบอย่างว่าง่ายด้วยเพราะรักเพียงคำเดียว

                “พี่นที...เดี๋ยว เดี๋ยวก่อนค่ะ” ธารธารารีบยกมือขึ้นห้ามเมื่อเขาถอดเสื้อยืดใส่นอนของเธอออกจนเหลือเพียงแค่บราสีครีมตัวสวยเท่านั้นที่โอบอุ้มปกปิดสองเต้าคู่อวบสวยเอาไว้

                “ห้ามพี่ทำไม”

                “คืนนี้...ทำไม่ได้ค่ะ” เธอบอกอย่างเขินอายสุดๆ เพราะเพิ่งจะนึกอะไรขึ้นมาได้ เธอไม่ได้รังเกียจเขา หากเขาต้องการเธอก็พร้อมที่จะเป็นของเขา ทุกๆ สัมผัสของเขามันยิ่งทำให้เธอหลงใหล แต่ว่า...

                “ทำไมถึงทำไม่ได้”

                “ธารา เออ...ธาราเป็นประจำเดือนค่ะ”

                “ฮะ!” ผู้กองนทีถึงกับร้องออกมาอย่างเซ็งๆ คนกำลังฟิน มาเป็นประจำเดือนเอาอะไรวันนี้เล่า ปัดโธ่!!!

                “ไม่ได้โกหกพี่ใช่มั้ย”

                “จะดูมั้ยล่ะคะ”

                “มะ...ไม่ดูก็ได้” เขารีบยกมือห้ามก่อนจะถอนหายใจออกมาแล้วล้มตัวลงไปนอนซุกอกนุ่มของเธอแทน โอ๊ย! เมียคนนี้กว่าจะได้มาทำไมอุปสรรคมันถึงได้เยอะแบบนี้นักวะเนี่ย เขาคิด หากแต่มือกลับอ้อมไปปลดตะขอบราด้านหลังของเธอออก ธารธาราที่คิดว่าทุกอย่างกำลังจะจบลงอย่างสงบแล้วกลับต้องครางเสียงหวานออกมาเมื่อเขาดึงบราของเธออกแล้วก้มลงมาครอบครองสองเต้าอวบของเธอ ปลายลิ้นร้อนๆ ชื้นๆ ปาดเลียยอดอกสีหวานของเธอทำเอาเธอเสียวใจแทบขาด เขาปาดลิ้นเลียจนสองเต้าของเธอเปียกและชูชันท้าทายสัมผัสจากเขาก่อนที่เขาจะก้มลงมาดูดที่ยอดอกของเธออีกอย่างแรง

                “อื้มมมม” ร่างบางแอ่นอกเข้าหาเขาอย่างไม่รู้ตัว ดวงตาคู่สวยหลับพริ้มและครางตอบรับสัมผัสจากเขาอย่างมีความสุข ถึงแม้คืนนี้เธอกับเขาจะยังไม่ได้แนบรักรวมกายใจเป็นหนึ่ง แต่เพียงแค่นี้มันก็ทำให้เธอรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของเขาแล้ว ตอนนี้เขาอาจจะยังจับเธอกินแบบจริงๆ จังๆ ไม่ได้ แต่ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า...เธอคงหนีเขาไม่รอดจริงๆ

                หมอเอื้อยที่ตื่นขึ้นมาให้นมนาวิกกลางดึกอดหันไปมองนอกหน้าต่างห้องนอนไม่ได้เมื่อเห็นเต็นท์นอนของผู้กองนทีที่กางอยู่ริมลำธารเปิดไฟจ้าอยู่ด้านใน แต่ด้วยภายในเต็นท์มันสว่างกว่าด้านนอก คนที่อยู่ในความมืดเลยสามารถมองเห็นเงาภายในเต็นท์ได้อย่างชัดเจน และหมอเอื้อยก็เห็นเต็มๆ ตาด้วยว่าเงาของร่างคนสองคนในเต็นท์กำลังพลอดรักกันอยู่ และคนที่อยู่กับผู้กองนทีก็คงจะไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นธารธารา

                “อะไรกัน แอบมองคนอื่นเขาจู๋จี๋กันระวังจะเป็นตากุ้งยิงนะ” ผู้พันคีรินทร์ว่าพลางขยับเข้ามานั่งข้างเมียรักของตัวเองแล้วมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยอีกคน หมอเอื้อยก็เลยหันมาทางสามี

                “ก่อนจะว่าคนอื่น ดูสภาพตัวเองก่อนดีมั้ยคะ” เธอปรายตามองสามีที่อยู่ในสภาพเปลือยล่อนจ้อน ถ้านาวิกไม่ร้องจะกินนมซะก่อนเขาก็คงจะขย้ำเธอไปนานแล้ว

                “อิ่มรึยังเนี่ยหืม ขัดจังหวะจริง” เขาแสร้งหันมาว่าลูกชายคนเล็กกลบเกลื่อน แต่นาวิกก็ไม่ได้สนใจพ่อภูของตัวเองเพราะตอนนี้นมอร่อยๆ กับอกอุ่นๆ ของแม่เอื้อยคือฟินที่สุดแล้ว

                “น่ารักจริง” ผู้พันคีรินทร์พูดขึ้นมาอีกขณะมองดูลูกชายกินนม แล้วจึงเงยหน้าขึ้นมามองสบตากับหมอเอื้อย “ไม่มีลูกสาวก็ไม่เป็นไรเนาะ เพราะไม่ว่าจะเป็นลูกสาวหรือลูกชาย ลูกของเราสองคนก็น่ารักที่สุดอยู่แล้ว ฉันรักเมียจ๋าของฉัน รักลูกของฉันที่สุดเลย”

                “ฉันก็รักผู้พันนะคะ รักผัวขาที่สุดเหมือนกัน”

                “จริงอ่ะ ถ้ารักผัวขางั้นป้องนมผัวขาบ้างสิ”

                “ไม่ได้ ลูกกินอยู่ อย่ามาแย่งนมลูกกินนะผู้พัน”

                “ใครว่าผัวขาแย่ง ลูกต่างหากที่มาแย่งนมพ่อกิน รีบๆ กิน รีบๆ ไปนอนกับพี่รีคอนได้แล้ว พ่อจะได้กินแม่เอื้อยของเราบ้าง” แต่ยิ่งบอกแบบนี้นาวิกก็ยิ่งดูดนมช้าเหมือนจะถ่วงเวลาแกล้งพ่อภู ทำให้คนเป็นพ่อที่หิวแม่เอื้อยสุดๆ ได้แต่หาอะไรทำรออย่างใจเย็น

                “...พี่ภู...”

                “หืม...ได้ลูกสองแล้วเพิ่งจะมาเรียกว่าพี่ภูเนี่ยนะ” ผู้พันคีรินทร์ที่กำลังซุกไซ้เนินอกอีกข้างของเธอว่า

                “ก็อยากลองเรียกแบบอื่นบ้าง ทำไม เรียกไม่ได้หรอคะ”

                “เอาสิ เรียกเลย งั้นคืนนี้ไม่ต้องครางว่าผัวขาแล้วนะ ครางว่าพี่ภูแทนละกัน”

                “เรียกทั้งพี่ภู ทั้งผัวขาได้มั้ยคะ”

                “เอาที่สบายใจเลยเมียจ๋า” พอเขาบอกแบบนี้หมอเอื้อยก็หัวเราะคิดคักออกมา แขนข้างหนึ่งกอดประคองลูกน้อยกินนมก็จริง หากแต่มืออีกข้างกลับยื่นมาลูบไล้ความแข็งแกร่งของสามีให้ยิ่งตื่นตัวมากขึ้น

                “รอลูกกินนมอิ่มก่อนนะผัวขา รับรองว่าคืนนี้เราจะสนุกกันกว่าคู่ที่อยู่ในเต็นท์ ผู้หมวดเขาออกไปนอนนอกบ้านแล้ว เดี๋ยวนี้เมียจ๋าจะจัดให้ผัวขาเต็มที่เลย”

                “ยัยแรดน้อย” ว่าจบผู้พันคีรินทร์ก็ก้มลงไปจูบภรรยาสุดแซ่บของตัวเอง ไว้รอนาวิกกินนมอิ่มก่อนเถอะพ่อจะขย้ำไม่ให้มีแรงเดินเลย เขาคิด แล้วกอดทั้งเมียทั้งลูกน้อยเอาไว้ และภาวนาขอให้รีคอนน้อยหลับสนิททั้งคืนด้วยเถอะ


***********************************************************************************

มาช้า มาดึก แต่ฟินฝุดๆ เด้อจ้า งานนี้มีฟินกันหลานคู่เลย อิๆ

***************************

แล้วเจอกันตอนหน้าน้าาาาาาาาาา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 548 ครั้ง

2,198 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 24 สิงหาคม 2562 / 10:38
    จะผิดมั้ย ที่อยากอ่านของไนเปอร์อ่ะ ยิ่งได้ความโหดมาจากพ่อ ยิ่งอยากอ่านน
    #1456
    1
  2. #1455 rattanawaleeoaj (@rattanawaleeoaj) (จากตอนที่ 111)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2562 / 03:25
    ชักจะคิดถึงผู้หมวดคเชน. ตอนขับรถผ่านสถานีเรือรัตนวาปี5555
    #1455
    1
  3. #1454 LinSlurpee (@SlurpyLin) (จากตอนที่ 111)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2562 / 02:08
    อานัสต้องโดนแน่ๆเลย
    #1454
    0
  4. #1453 นุ้ย (จากตอนที่ 111)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2562 / 22:56

    โอ๊ย ฟินไปหลายคู่จริงๆ สมกับอยู่ในป่าอาถรรย์

    #1453
    0
  5. #1452 YaiMooMam_ELF (@mam_jang33) (จากตอนที่ 111)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2562 / 19:28
    ระเบิดลงอานัสแน่นอนน!! ไรท์หาคู่ให้เจ๊เอกี้ด้วยนะคะ กลัวเจ๊แกเหงา 555
    #1452
    0
  6. #1451 jjvgikv (@jjvgikv) (จากตอนที่ 111)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2562 / 17:59
    ชอบคู่อานัสจัง
    #1451
    0
  7. #1450 KAI (จากตอนที่ 111)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2562 / 12:31

    สงสารอานัสที่สุด แต่เจ้เอกี้น่าสงสารกว่าหรืเปล่าละ

    #1450
    0
  8. #1449 tui12345 (@tui12345) (จากตอนที่ 111)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2562 / 09:01

    อานัสก็มีคู่กะเค้าด้วยย

    อยากเห็นคู่เจ๊เอกี้

    #1449
    0
  9. #1448 rphimmat942 (@rphimmat942) (จากตอนที่ 111)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2562 / 08:59
    ไร้ท์จ๋าวันนี้มาฟินๆๆทุกคู่เลยแต่ยังขาดอีกสองคู่นะคะจัดหน่อยนะไร้ทีขอแบบแซบเลยจัดหนัก
    #1448
    0
  10. #1447 eve (จากตอนที่ 111)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2562 / 08:53

    ฟินกันทุกคู่ แต่ผู้กองน่าสงสารที่สุด ... อิอิ

    #1447
    0
  11. #1446 novasi (@chocola-novasi) (จากตอนที่ 111)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2562 / 08:24

    อยากวาร์ปไปตอนต่อไปมากไรท์
    #1446
    0
  12. #1445 เฉิงหนิงต้า (@KaekaiUreka) (จากตอนที่ 111)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2562 / 08:02

    มันมีความฟินแฝงอยู่ในทุกคู่
    #1445
    0
  13. #1444 Being Bee BUMBLEBEE (@limitedpream) (จากตอนที่ 111)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2562 / 06:53
    หนึ่งเดียวที่ไม่รอดคือ อานัส!!! สงสาร55555
    #1444
    0
  14. #1443 Poppylovely123 (@Poppylovely123) (จากตอนที่ 111)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2562 / 06:44
    ความหื่นนั้นนนนน
    #1443
    0
  15. #1442 พัสวี โพธิ์อยู่ (@bum7715) (จากตอนที่ 111)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2562 / 06:37
    สมการรอคอย
    #1442
    0
  16. #1440 ondara (@ondara) (จากตอนที่ 111)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2562 / 04:08
    เป็นครอบครัวเดียวกันครบแล้ว
    #1440
    0
  17. #1439 ปูโพธาราม (@souwanee) (จากตอนที่ 111)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2562 / 02:45
    อานัสโดนฆ่าตายคาฐานแน่5555
    #1439
    1
  18. #1438 lunlapaitua (@toxicjing) (จากตอนที่ 111)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2562 / 02:12
    ยอมใจแต่ละคู่เลยจ้าาาา
    #1438
    4