ป้องรัก ห่มใจ

ตอนที่ 10 : ถ้าเธอต้องเลือก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 14,510
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 571 ครั้ง
    24 ก.พ. 62

#เปิดเพลง ถ้าเธอต้องเลือก ของ ILLSLICK ฟังไปด้วยนะคะ


10.ถ้าเธอต้องเลือก 

 

                ในการฝึกอาสาสมัครทหารพรานช่วงหลังมานี้จะเป็นการฝึกแบบเต็มรูปแบบทั้งการลาดตระเวน การซุ่มโจมตี การยิงปืน แต่ที่ดูจะเป็นที่ไฮไลท์ของการฝึกก็คงจะเป็นการฝึกการใช้อาวุธที่อาสาสมัครทหารพรานทั้งชายแหละหญิงจะเข้ารับการฝึกและเรียนรู้พร้อมกันโดยมีครูฝึกดูแลอย่างใกล้ชิด ตันหยงที่ถูกปล่อยตัวออกมาแล้วพอเห็นว่าผู้กองกรันณ์กับราชาวดียังดูรักกันดีและหาโอกาสอยู่ด้วยกันบ่อยๆ เธอก็ยิ่งไม่พอใจ แต่ก็เข้าใกล้ราชาวดีไม่ได้เมื่อผู้กองกรันณ์ให้ผู้หมวดนทีมาคอยกันท่าเธอตลอดอีกทั้งผู้พันคีรินทร์ก็มักจะอยู่ประกบน้องสาวตลอดด้วย ในขณะที่ราชาวดีเองก็พยายามรักษาระยะห่างจากตันหยงเพื่อไม่ให้เกิดเรื่องอะไรขึ้นมาอีก

                “เล่นของโหดขนาดนี้เลยหรอเนี่ย” ราชาวดีว่าขึ้นคนเดียวอย่างตื่นๆ เมื่อเห็นผู้กองกรันณ์กำลังสอนอาสาสมัครทหารพรานทุกคนใช้อาวุธต่างๆ โดยเฉพาะ RPG เครื่องยิงจรวจแบบพกพา หรือปืนพิฆาต ตอนแรกก็นึกว่าเขาจะเอามาให้ทุกคนดูและสอนแค่ทฤษฎี แต่ที่ไหนได้เขายังจะให้ยิงอีก ราชาวดียิ่งไม่ค่อยถูกกันกับพวกอาวุธน่ากลัวๆ แบบนี้เสียด้วยสิจึงได้มองซ้ายทีขวาทีเพื่อหาที่ปลอดภัย แน่นอนว่ายิ่งได้อยู่ใกล้พี่ชายเธอก็ยิ่งรู้สึกอุ่นใจมากขึ้น

                “ไปลองยิงซักครั้งในชีวิตมั้ย” นั่น รู้ทั้งรู้ว่าเธอกลัวยังจะมีหน้ามาเสนออีก

                “แก้มจะอยู่คอยดูแลคนเจ็บ”

                “โหย ไม่มีใครเขาป่วยกันแล้ว ยิ่งสาวๆ ยิ่งไม่มีใครอยากป่วย” ผู้พันคีรินทร์ว่าเพราะหลังจากที่อาสาสมัครทหารพรานชายได้ทดลองยิง RPG แล้วก็ร้องเชียร์ให้อาสาสมัครทหารพรานหญิงเข้ามายิงด้วย แน่นอนว่าคนสอนและคอยดูแลความปลอดภัยคือผู้กองรูปหล่อ ครูฝึกขวัญใจของสาวๆ ยิ่งเขาเข้ามาช่วยประคองปืน ช่วยแบกปืนที่มีขนาดหนักร่วม 7 กิโลกรัมขึ้นไหล่ให้เพื่อเตรียมยิงอาสาสมัครทหารพรานหญิงคนนั้นก็ยิ่งเขินเข้าไปใหญ่จนเกิดเสียงโห่เสียงแซวกันอย่างสนุกสนาน

                “มันเป็นหน้าที่ของครูฝึกที่ต้องดูแลความปลอดภัยให้นี่คะ แปลกตรงไหน”

                “เขามีจับมือกันด้วยนะแก้ม” คนชอบแกล้งยุ

                “เขาจับมือเพื่อสอนการจับปืนพี่ภู”

                “ใกล้ชิดกันมากเลยนะ”

                “อ้าว ปืนหนักตั้ง 7 กิโล ใครจะไปแบกไหวกันคะ ขนาดทหารพรานผู้ชายเขายังช่วยประคองเลย”

                “ไม่หึงหน่อยหรอ”

                “ไม่ ยังไม่ได้เป็นอะไรกัน” ถึงจะพูดแบบนั้นก็เถอะ แต่เธอก็อดรู้สึกแปลกๆ ไม่ได้เมื่อเห็นเขาใกล้ชิดผู้หญิงคนอื่น บ้าน่า เรื่องแค่นี้เอง แค่ช่วยสอนยิงปืนแล้วเธอจะไปรู้สึกหวงเขาทำไมกัน

                “แบกไหวมั้ย” เสียงเขาถามอาสาสมัครทหารพรานหญิงที่แบก RPG เอาไว้บนไหล่ เธอจึงพยักหน้าตอบว่าแบกไหว

                “ตั้งใจนะ กดไกปืนได้มั้ย ถ้ากดไม่ไหวเดี๋ยวครูกดให้” เขาดูเป็นห่วงนักเรียนมาก ยิ่งเห็นคนที่แบกปืนกระบอกใหญ่ยืนเซไปมาเพราะความหนักเขาก็ต้องคอยอยู่ใกล้ๆ เอาไว้ จนกระทั่งเสียงปืนดังสนั่นขึ้นพร้อมกับควันสีขาวพวยพุ่งออกมาจากกระบอกปืนเขาจึงรีบเข้าไปรับปืนมาถือเอาไว้เสียเอง ทุกๆ คนที่อยู่ในบริเวณนั้นจึงพากันตบมือให้กับดอกไม้เหล็ก อาสาสมัครทหารพรานหญิงคนที่เพิ่งจะยิง RPG ไปอย่างไม่พลาดเป้าเลยแม้แต่น้อยจนราชาวดีอดรู้สึกทึ่งไม่ได้ แล้วต่อจากนั้นก็มีอาสาสมัครทหารพรานทั้งชายและหญิงอีกหลายคนเข้ามาทดลองยิงกันเพิ่มอีก

                “โอ้โห สาวๆ ชอบกันใหญ่ มีครูฝึกสุดหล่อเทคแคร์ใกล้ชิด” ยัง...ยังจะปั่นไม่เลิกอีก นี่ตกลงเขาเป็นพี่ชายของใครกันแน่ระหว่าเธอกับผู้กองกรันณ์ อวยกันซะเหลือเกินนะ

                “เขาเลิกฝึกกันแล้ว แก้มกลับฐานดีกว่า” เธอว่างอนๆ ผู้พันก่อนจะหันไปเก็บกล่องปฐมพยาบาลให้เรียบร้อย วันนี้ไม่มีใครป่วย แน่สิ มีผู้กองรูปหล่อคอยเทคแคร์ใครจะอยากป่วยกัน น่าหงุดหงิดที่สุดเลย

                “คุณแก้มครับ” ราชาวดีที่กำลังเก็บของอยู่หันมามองเขาทันทีเมื่ออยู่ๆ เขาก็เดินถือ RPG เข้ามาหาเธอ เอามาทำไมกัน เขาไม่รู้รึไงว่าเธอกลัวจะแย่

                “ผู้พันบอกว่าคุณอยากลองยิงดู มา ผมสอนให้” หืม...เธอไปบอกตอนไหนกันว่าอยากยิง แค่เข้าใกล้เธอยังไม่อยากเลย

                “พี่ภู!!!” เธอตะโกนเรียกไล่หลัง แต่ก็ดูเหมือนอีกฝ่ายจะทำเป็นไม่ได้ยิน เดินหนีไปเสียดื้อๆ ให้เธอได้แต่มองตามอย่างอาฆาตแค้น หนอย...ชอบดีนักนะจับคู่ให้คนอื่น เดี๋ยวเธอจะจับคู่เขากับยัยหมอเอื้อยเพื่อนของเธอบ้าง แล้วจะยุให้หมอเอื้อยปรามเขาให้อยู่หมัดเลย

                “ไม่เอา ฉันไม่ยิง”

                “ยิงเถอะ”

                “ไม่! อย่าเอาปืนมาใกล้ฉันด้วย หยุด!” เธอยกมือห้าม แต่คนที่รู้ว่าเธอกลัวก็ยิ่งอยากจะแกล้ง เดินถือปืนเข้าไปหาเธอแล้วดึงเธอออกมาจากเต้นท์พยาบาลทันทีให้คนอื่นๆ ที่กำลังจะกลับกันหันมามองอย่างสนใจเมื่อเห็นว่าคุณหมอคนสวยจะลองยิงปืนพิฆาตดูบ้าง ก่อนที่เสียงร้องเชียร์ของทุกคนจะตามมา

                “คุณหมอสู้ๆ คุณหมอสู้ๆ” ยิ่งมีคนเชียร์ราชาวดีก็ยิ่งอยากจะร้องไห้ ร้อยวันพันปีก็ไม่เคยเข้าใกล้ปืนด้วย ยิ่งเป็น RPG ให้เธอปักฉมวกซะยังจะดีกว่า

                “ไม่เอา ฉันกลัว” เธออิดออด ดวงหน้าหวานซีดขึ้นมาทันทีเมื่อมีเจ้าปืนกระบอกใหญ่อยู่ใกล้ขนาดนี้

                “กลัวอะไร ผมอยู่ด้วยทั้งคน ไม่เห็นหรอทุกคนเชียร์กันอยู่ ทหารพรานหญิงก็ยิงกันไปตั้งหลายคนเมื่อกี้นี้”

                “ก็พวกเขาฝึกซ้อมกันมาเยอะนี่ แต่ฉันไม่เคยแม้แต่จะเข้าใกล้”

                “น่า เป็นแฟนทหารกล้าๆ หน่อย” เขาว่าอีกก่อนจะยกปืนขึ้นมาวางบนไหล่บางพร้อมกับเข้ามายืนซ้อนหลังให้ราชาวดีได้แต่หันกลับมามองตาปริบๆ เดี๋ยวนะ! ตอนที่เขาสอนพวกอาสาสมัครทหารพรานหญิงเมื่อกี้นี้เขาไม่ได้ทำแบบนี้ เขาแค่ยืนข้างๆ ช่วยประคองปืน แต่ทำไมพอตาเธอจะยิงเขาถึงได้เข้ามายืนซ้อนหลังแบบนี้ ซ้อนหลังแล้วก็เอื้อมแขนมาข้างหน้าเพื่อจับมือเธอให้วางอยู่บนกระบอกปืนด้วยตำแหน่งที่ถูกต้อง ตอนนี้เลยกลายเป็นว่าเธอยืนอยู่ในอ้อมกอดของเขา ไม่กล้ากระดุกกระดิกแม้แต่น้อยเมื่อเจ้าปืนพิฆาตนี่มันอยู่บนไหล่ของเธอโดยมีเขาช่วยจับประคองจนหลังของเธอชิดอยู่กับแผ่นอกแกร่งของเขา มือข้างที่วางอยู่บนไกปืนมีมือของเขาวางซ้อน ส่วนมืออีกข้างอ้อมผ่านหน้าเธอมาประคองปืน

                “ไม่ต้องกลัว ผมบอกแล้วไง มีผมอยู่ด้วยคุณแก้มจะปลอดภัย เชื่อใจผมนะ” เขาก้มลงมาบอก แก้มของเขากับแก้มของเธออยู่ห่างกันไม่ถึงคืบจนทุกคนที่เชียร์อยู่โห่แซวกันใหญ่กับความใกล้ชิดและการโอบกอดเธอเอาไว้กับอกแบบนี้ เพียงแค่นี้ก็ทำให้ทุกคนรู้แล้วว่าสองหนุ่มสาวเป็นอะไรกัน หลังจากที่พากันสงสัยมานาน

                “เล็งดีๆ นะครับ หนึ่ง สอง สาม!

                ตู้ม!!! เสียงปืนดังสนั่นขึ้นมาอีกครั้ง แต่คนที่เขาบอกให้เล็งเป้าหมายดีๆ กลับหลับตาปี๋เพราะความกลัว ก่อนที่จะมีเสียงตบมือดังขึ้นให้กำลังใจจากทุกๆ คนแต่ราชาวดีกลับไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยนอกจากเสียง วิ้งๆ อยู่ในหูเพราะความดังของเสียงปืน สาวๆ อาสาสมัครทหารพรานหญิงพากันกินแห้วไปตามๆ กันเมื่อรู้ว่าผู้กองรูปหล่อกับคุณหมอแสนใจดีเป็นหวานใจของกันและกัน ถึงว่าสิเห็นอยู่ด้วยกันบ่อยๆ

                ราชาวดีมือสั่นเบาๆ อย่างกลัวๆ แต่ที่มีเหนือสิ่งอื่นใดคือความแค้น ถ้ากลับไปถึงบ้านเมื่อไหร่เธอจะเล่นงานพี่ชายให้หนักเลย กล้าดียังไงถึงมาแกล้งเธอแบบนี้!!!

                ผู้กองกรันณ์มองเธอขำๆ แล้วยกปืนออกจากไหล่บางซึ่งเขาเป็นคนแบกเองเสียมากกว่าเพราะกลัวเธอจะหนัก จนผู้หมวดคณินเข้ามารับเอาปืน RPG จากเขาไปเก็บ น้องนางไม้ของเขาก็ยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิมทำตาปริบๆ อย่างตื่นๆ น่าเอ็นดูยิ่งนัก

                “เก่งมากเลยนะครับ เข้าเป้าพอดี” เขาชม แต่ราชาวดีกลับเอียงคอมองเขากลับเมื่อการได้ยินกลับมาเป็นปกติ จะไม่ให้เข้าเป้าได้ยังไง ก็คนเล็งมันคือเขา เธอแค่ช่วยเขากดไกปืนเท่านั้นเอง

                “ทีหลังไม่เล่นแบบนี้อีกแล้วนะ” เธอว่า ก่อนจะหันไปยิ้มหวานให้กับทุกคนที่เชียร์แล้วเดินกลับไปที่เต้นท์พยาบาลโดยที่ทุกคนเริ่มทยอยกันกลับฐานแล้ว แต่ราชาวดีกลับมานั่งสงบสติจิตใจอยู่ก่อนเพราะยังไม่หายตกใจดี เกิดมาก็จับแต่หนังสือ จู่ๆ ให้เธอมายิงปืนอะไรแบบนี้เธอไม่เป็นลมก็ดีเท่าไหร่แล้ว แล้วพอคนที่สอนเธอยิงปืนเมื่อครู่นี้เดินเข้ามาหาเธอจึงอดค้อนใส่ไม่ได้

                “ลอง HK33 มั้ยครับ” เขาพูดขึ้นมายิ้มๆ คราวนี้จากที่ค้อนๆ อยู่เธอเลยหน้าบึ้งขึ้นมาแทน ยังจะมีหน้ามาชวนเธอยิงปืนต่ออีกหรอ เขาดูหน้าเธอก่อนมั้ยก่อนที่จะชวนน่ะ สีหน้าเธอมันเหมือนกับคนที่สนุกกับการยิงปืนนักรึไง

                “ผมล้อเล่น” เขาว่าแล้วก็เข้ามานั่งข้างๆ เธอ แล้วฉีกยิ้มหวานให้อีก

                “ดอกราชาวดีดอกนี้บอบบางมากเหลือเกิน ผมสัญญาเลยนะว่าจะปกป้องดูแลให้ดี จะไม่ยอมให้มีรอยช้ำเลยแม้แต่น้อย” เขาจับมือบางที่ยังสั่งเบาๆ อยู่มากุมเอาไว้ก่อนจะแนบเข้ากับแก้มของเขาเองอย่างแสนรัก ให้คนที่ทำหน้าบึ้งอยู่เขินจัดจนใจเต้นระรัวราวกับว่ามันจะกระเด็นออกมาจากอก

                “ดูแลยากขนาดนี้จะไม่น่าเบื่อน่ารำคาญหรอคะ”

                “ไม่ หน้าที่ดูแลปกป้องผู้หญิงมันเป็นของผู้ชายอยู่แล้ว แล้วผู้ชายอย่างผมก็จะดูแลปกป้องคุณแก้ม ให้คุณแก้มเป็นผู้หญิงที่โชคดีและมีความสุขที่สุดในโลกเลยนะครับ” เขาบอกอย่างหนักแน่นก่อนจะเอื้อมแขนมากอดเธอเอาไว้แนบอกเมื่อคนอื่นๆ กลับไปกันหมดแล้ว ราชาวดีจึงเอียงแก้มนวลซบอกอุ่นอย่างอุ่นใจกับความรักของเขา รู้สึกปลอดภัยทุกครั้งเมื่อยามมีเขาอยู่ใกล้ๆ แบบนี้

 

 

                ในวันพิธีปิดการฝึกอบรมอาสาสมัครทหารพรานใหม่จัดขึ้นที่กรมทหารพรานที่ 35 อำเภอแม่สอด มีผู้หลักผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องมากันเยอะแยะมากมายรวมถึงญาติของเหล่าอาสาสมัครทหารพรานที่มาร่วมแสดงความยินดีในพิธีปิดนี้ด้วย ซึ่งก่อนที่จะมีพิธีปิดก็จะเป็นการแสดงระเบียบวินัยทหาร การใช้อาวุธ การต่อสู้ การแสดงการซุ่มยิง การเข้าจับกุมคนร้ายและการแสดงอื่นๆ ตามที่ทุกคนได้ฝึกกันมาอย่างหนัก ซึ่งการแสดงแต่ละชุดเรียกความสนใจจากผู้ที่เข้าร่วมงานได้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะการแสดงถึงความเข้มแข็งของเหล่าอาสาสมัครทหารพรานหญิงที่ราชาวดีดูจะชอบและตื่นเต้นเป็นพิเศษ ตลอดระยะเวลาการฝึกซ้อมที่ผ่านมาทำให้เธอกับทหารพรานหญิงกลายมาเป็นเพื่อน เป็นพี่และเป็นน้องจนรู้จักกันหมดทุกคนแล้ว นี่เธอยังอดใจหายไม่ได้เลยที่ต่อไปเธอจะไม่ได้เจอทุกคนอีก เพราะฐานปฏิบัติการของผู้กองกรันณ์อยู่ใกล้ชายแดนมากที่สุดและอันตรายที่สุดจึงจำเป็นต้องใช้แต่อาสาสมัครทหารพรานชายเท่านั้นเข้าไปประจำการ

                ต่อจากการแสดงก็เป็นการเดินสวนสนามของเหล่าอาสาสมัครทหารพรานทั้งชายและหญิง สวยหล่อน่าประทับใจทุกคนโดยเฉพาะคนที่เดินนำหน้าขบวนมา...ผู้กองหนุ่มรูปหล่อที่เดินนำเหล่าอาสาสมัครทหารพรานที่ตนฝึกสอนการรบให้เองกับมือเดินนำมาในฐานะของผู้บังคับกองร้อยทหารพราน ซึ่งมีทั้งหมด 4 กองร้อย ส่วนผู้พันคีรินทร์พี่ชายของเธอเป็นคนอ่านรายงานการฝึกซ้อมต่อผู้บังคับการทหารพรานที่นั่งอยู่ในเต้นท์รับรอง ไม่ว่าจะมองไปทางไหนๆ ก็มีแต่ทหารเต็มไปหมด ราชาวดีที่นั่งอยู่ในเต้นท์รับรองด้วยเลยอดเกร็งไม่ได้

                “เป็นอะไรแก้ม นั่งเกร็งเชียว” ผู้พันคีรินทร์เดินเข้ามาหาเธอที่เต้นท์รับรอง แล้วดูสิ มานั่งซะแถวหลังเลยทั้งๆ ที่เธอถูกเชิญให้มาที่นี่ในฐานะของแพทย์หญิงที่คอยดูแลเหล่าอาสาสมัครทหารพรานตลอดระยะเวลาที่มีการฝึกอยู่ที่ฐานปฏิบัติการ ความเก่งของเธอเรื่องที่เธอช่วยชีวิตเจ้าหน้าที่ทหารพรานและตำรวจตระเวนชายแดนทั้งห้านายเป็นที่เล่าลือและพูดถึงไปทั่ว เพราะเจ้าหน้าที่แต่ละนายตอนนั้นมีอาการหนักจนแทบจะไม่รอดชีวิตอยู่แล้ว แต่เธอก็รักษาทุกคนจนหายดีจนได้ ยิ่งรู้ว่าเธอเป็นแพทย์หญิงคนดังและเป็นน้องสาวของผู้พันสุดแกร่งอย่างผู้พันคีรินทร์อีก ใครๆ ก็เลยอยากรู้จักเธอกัน

                “แก้มประหม่า คนเยอะมากเลย” เธอบอกแล้วมองไปทางทหารพรานอีกหลายนายที่แต่งชุดเต็มเครื่องแบบ ปิดหน้าตามิดชิดยืนถือปืนอยู่รอบๆ เต้นท์ด้วยท่าทางน่าเกรงขาม ถึงจะเป็นเพียงแค่การโชว์ถึงความเข้มแข็งทางการทหารก็เถอะ แต่ราชาวดีกลับรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองกำลังอยู่ในหนังสงครามอย่างไรอย่างนั้น ยิ่งทั้งเต้นท์รับรองมีแต่คนแต่งการด้วยชุดทหารพรานสีดำเธอก็ยิ่งรู้สึกประหม่ากับเสื้อกาวน์สั้นสีขาวสะอาดและกระโปรงทรงเอสีดำสั้นเลยเข่าขึ้นมานิดหน่อยของตัวเอง

                “น่าจะใส่สูทสีดำมาจะได้กลมกลืน”

                “ตัวเองเป็นหมอใส่เสื้อกาวน์ก็ถูกแล้ว” ผู้เป็นพี่ชายว่าก่อนจะจูงมือเธอให้ไปนั่งด้วยที่ชุดโซฟาที่เหล่าผู้หลักผู้ใหญ่ของกรมนั่งกันอยู่ด้านหน้า เพราะยศและตำแหน่งของผู้พันคีรินทร์ก็ไม่ได้น้อยหน้าใครทั้งนั้น ตำแหน่งแค่รองผู้บังคับการทหารพรานคนเดียว แทนที่จะต้องเกรงใจใคร หลายๆ คนจึงเป็นฝ่ายเกรงใจเขาแทน

                “อ้าวผู้พัน พาใครมาด้วยกัน หรือว่าจะเป็นคุณหมอที่ใครๆ ในกรมต่างก็พูดถึง” ผู้บังคับการทหารพรานหันมาถามพลางมองคุณหมอคนสวยอย่างชื่นชม ทั้งชื่นชมในความสามารถและความสวยอ่อนหวานน่ามอง

                “แพทย์หญิงราชาวดี วัฒนกุลครับผู้การ เป็นแพทย์อาสาประจำฐานปฏิบัติการที่ทำการฝึกซ้อมทหารใหม่”

                “น้องสาวผู้พันด้วยนี่ ผมได้ยินมา”

                “ครับ” ผู้พันคีรินทร์ยิ้มรับ ในฐานะที่เป็นพี่ชายเลี้ยงดูและส่งเสียเธอมาตั้งแต่เด็ก เห็นน้องสาวมีอนาคตที่ดีเป็นที่ชื่นชมของทุกคน คนเป็นพี่อย่างเขาก็รู้สึกว่าตัวเองประสบความสำเร็จในหน้าที่ของพี่ชายแล้ว น้องสาวของเขาเป็นเด็กดีน่ารัก ไม่เคยสร้างปัญหาอะไรให้กับเขา ยิ่งเห็นทุกๆ คนชื่นชมเธอเขาก็ยิ่งภูมิใจนัก อยากจะเอาน้องสาวคนเก่งไปอวดทุกคนเลย

                ราชาวดียกมือขึ้นไหว้ทุกคนที่ผู้พันคีรินทร์แนะนำให้รู้จัก นับว่าเป็นการเปิดโลกอีกด้านของเธอ เมื่อก่อนเธอไม่คุ้นชินกับการเข้าสังคมเลยสักนิด วันๆ ก็อยู่แต่กับหนังสือจนเป็นคนเฉิ่มไม่ทันโลก แต่พอผู้เป็นพี่ชายพามาพบปะผู้คนหลายๆ กลุ่ม สอนให้รู้จักการเข้าสังคมบ้าง เธอก็เลยอดประหม่าไม่ได้ ไม่ยอมอยู่ห่างพี่ชายแม้แต่น้อย

                หลังจากพิธีปิดเสร็จสิ้นลงก็มีงานเลี้ยงให้กับอาสาสมัครทหารพรานทุกนายและญาติ ราชาวดีถูกเหล่าอาสาสมัครทหารพรานหญิงชวนไปถ่ายภาพเป็นที่ระลึกอยู่เสียนานรวมถึงอาสาสมัครทหารพรานชายที่ประทับใจในความสวยและใจดีของเธอด้วย นี่จึงเป็นโอกาสให้เธอกล่าวลาจากเพื่อนใหม่ที่อยู่ด้วยกันมาตลอดสองอาทิตย์ และคิดว่ายังไงก็คงมีโอกาสได้เจอกันอีกแน่ๆ อยู่แล้ว

                “ไปไหนของเขานะ” หลังจากที่แยกตัวออกมา ราชาวดีก็อดหันไปมองหาใครอีกคนไม่ได้ เธอไม่เห็นเขาเลยนับตั้งแต่ที่เดินสวนสนามเสร็จ ผู้หมวดคณินกับผู้หมวดนทีนั่งกินดื่มอยู่ในงานเลี้ยง มีตันหยงนั่งร่วมโต๊ะด้วย พี่ชายของเธอก็นั่งอยู่อีกโต๊ะกับบรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ แล้ว...ผู้กองกรันณ์หายไปไหนกัน

                ราชาวดีเดินออกมาจากส่วนงานเลี้ยงแล้วเดินตามหาเขาผ่านอาคารต่างๆ ภายในกรม จนกระทั่งมาถึงด้านหลังอาคารที่อยู่ติดกับรั้วด้านหลังกรมเธอก็เห็นเขา แต่...เขาไม่ได้อยู่คนเดียว ตอนนี้สีหน้าเขาดูเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัดขณะที่คุยอยู่กับนายทหารท่านหนึ่ง ดูๆ จากเครื่องแบบก็พอจะรู้ได้ว่าเป็นทหารเรือ ชุดเครื่องแบบสีกากีมียศบนบ่าบ่งบอกว่าเป็นพลเรือตรี อายุน่าจะสี่สิบกว่าเห็นจะได้และมีลูกน้องสองคนที่แต่งกายปกปิดหน้าตามิดชิดยืนประกบข้างซ้ายขวาด้วย นี่ทหารเรือยศสูงขนาดนี้มาทำอะไรที่กรมทหารพรานกัน เหมือนจะไม่ได้มีธุระกับคนที่กรมนี้ด้วย ดูท่าน่าจะเป็นธุระของผู้กองกรันณ์คนเดียวมากกว่า ซ้ำนายทหารเรือคนนี้ยังส่งซองเอกสารอะไรบางอย่างให้กับผู้กองกรันณ์อีกด้วย เธอยังไม่ทันจะได้เดินเข้าไปหาพวกเขาเลย พวกเขาทั้งสี่คนก็หันมามองทางเธอเสียก่อน อะไรจะหูไวตาไวกันขนาดนั้น แล้วจู่ๆ ชายสองคนที่ปกปิดใบหน้ามิดชิดทั้งสองคนก็ทำท่าจะเดินเข้ามาหาเธอด้วยแต่ผู้กองกรันณ์ก็รีบยกมือขึ้นห้ามเอาไว้ แล้วเป็นฝ่ายเดินเข้ามาหาเธอเอง

                “คุณแก้มมาทำอะไรที่นี่ครับ” เขาถาม

                “ก็มาตามหาคุณไง ตั้งแต่สวนสนามเสร็จคุณก็หายจ้อย”

                “ห่วงผมหรอ ดีใจจัง” เขายิ้มดีใจขึ้นมาเธอก็เลยค้อนเข้าให้ก่อนที่เขาจะจูงมือเธอเดินกลับไปหานายทหารเรือท่านนั้นพร้อมกับแนะนำเธอ

                “นี่แพทย์หญิงราชาวดีครับ เป็นแพทย์อยู่ที่ฐานของผมแล้วก็...”

                “แฟนผู้กอง” นายทหารเรือท่านนี้พูดยิ้มๆ รวมถึงลูกน้องสองคนข้างหลังด้วย ถึงจะปิดหน้าขนาดนี้แต่ดูๆ จากแววตาแล้วเธอก็รู้ว่าพวกเขากำลังยิ้มอย่างแซวๆ ผู้กองหนุ่มกันอยู่

                “ท่านรู้ได้ยังไงครับ”

                “ดูยากตรงไหนผู้กอง จับมือกันแน่นขนาดนี้ไหนจะแหวนญาติที่นิ้วอีก” พอถูกจับได้ผู้กองกรันณ์ก็ยิ้มรับอย่างไม่ปฏิเสธ ราชาวดีก็เลยยกมือขึ้นไหว้นายทหารเรือท่านนี้ ซึ่งพอมาอยู่ตรงหน้ากันแบบนี้เธอคิดว่าเธอรู้แล้วล่ะนายทหารยศสูงท่านนี้กับลูกน้องอีกสองคนเป็นใคร ที่อกเสื้อด้านซ้ายของนายทหารยศสูงท่านนี้มีเครื่องหมายฉลามเงินคู่เกลียวคลื่น เครื่องหมายของหน่วยซีล...นี่พวกเขามาจากหน่วยซีลหรอ มาทำไมกัน

                “แฟนมาตามแล้วงั้นผู้กองก็ไปเถอะ ไว้ค่อยเจอกัน” นายทหารท่านนี้กล่าว ก่อนจะเดินจากไปพร้อมกับลูกน้อง

                “แฟนสวยน่าอิจฉาจริงเพื่อน” หนึ่งในชายที่ปิดบังใบหน้าว่าก่อนที่เขาจะตบไหล่ผู้กองกรันณ์อย่างสนิทสนมกัน

                “รีบไปเลยไปไม่ต้องมาแซว ไว้เจอกัน” เขาตอบเพื่อนก่อนจะหันกลับมายิ้มให้เธอ ยิ้มแบบกลบเกลื่อนความผิดด้วย ท่าทางเรื่องที่พวกเขาคุยกันจะเป็นความลับ เธอเคยได้ยินมาว่าหน่วยนี้เขาจะทำภารกิจลับกันตลอด หรือว่า...

                “คุณมีภารกิจต้องทำหรอคะ”

                “ภารกิจอะไร” เขาทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ขณะเดินจูงมือเธอกลับไปยังบริเวณที่จัดงานเลี้ยงพร้อมกับซ่อนซองเอกสารที่ได้มาใส่ไว้ภายใต้เสื้อทหารสีดำ

                “ฉันรู้นะ พวกเขามาจากหน่วยซีล”

                “แล้ว...” ยังจะมาแกล้งไขสืออีก

                “ฉันก็เลยคิดว่าคุณต้องไปทำภารกิจน่ะสิ” เธอว่าอย่างหงุดหงิดกับการที่เขาทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แบบนี้ แต่ก็เอาเถอะ เธอเข้าใจว่าหน่วยรบแต่ละหน่วยพวกเขาจะมีภารกิจไม่เหมือนกัน บางภารกิจยิ่งเป็นความลับเท่าไหร่ก็จะยิ่งดี เธอไม่อยากรู้ก็ได้ ขอแค่เขาปลอดภัยกลับมาก็พอ

                “อ้าว ทำไมเงียบไปล่ะครับ ไม่ถามอะไรต่ออีกล่ะ”

                “ภารกิจของคุณเป็นความลับ ฉันไม่ควรรู้แล้วจะต้องถามทำไม” แล้วเธอก็ได้ยินเสียงเขาหัวเราะเบาๆ อย่างชอบใจด้วย ก่อนจะยื่นมือมาหยิกแก้มเธอเบาๆ

                “น่ารัก เข้าใจอะไรง่าย สมกับเป็นแฟนทหารซะจริง”

                “ใครแฟนคุณกัน”

                “ก็น้องนางไม้ไง”

                “ยังไม่ได้เป็นซักหน่อย”

                “สถานะยังไม่ใช่ แต่พฤติกรรมใช่ชัวร์ๆ คนไม่ได้เป็นอะไรกันเขาไม่กอดจูบกันหรอก”

                ตะ...ตาบ้านี่พูดมาหน้าตาเฉย ใครไปกอดจูบกับใครเธอไม่เห็นจะรู้เรื่องเลย คนเขินก็แก้ตัวในใจต่อไป แต่คนแอบมองนี่สิยิ่งยิ้มมีความสุขใหญ่ก่อนจะพาเธอเดินเข้าไปในงานเลี้ยง ซึ่งผู้พันคีรินทร์กวักมือเรียกพวกเขาอยู่ที่โต๊ะด้านหน้าเวทีที่มีการแสดงร้องเพลงโดยเจ้าหน้าที่ทหารพราน

               “หายไปไหนกันมาทั้งสองคน”

                “ไปจู๋จี๋กันมา” ผู้กองหนุ่มพูดขึ้นอย่างไม่เกรงใจแขกร่วมโต๊ะเมื่อเห็นว่าแขกที่ร่วมโต๊ะอยู่นี้เอาแต่มองน้องนางไม้ของเขาอย่างสนใจ นี่ถ้าไม่เห็นว่ายศสูงกว่าพ่อจะด่าเข้าให้

                “ผู้การล่ะครับผู้พัน” เขาหันมาถามเมื่อไม่เห็นผู้บังคับการทหารพรานอยู่ที่นี่ด้วย

                “ไปพบปะญาติๆ อาสาสมัครทหารพราน เดี๋ยวก็มา” ผู้พันคีรินทร์ตอบพลางจัดแจงตักอาหารบนโต๊ะให้กับน้องสาวของเขาอย่างเอาใจ ซึ่งพวกเขานั่งกันอยู่ได้ครู่ใหญ่ๆ ผู้การก็เดินกลับมาพร้อมกับมีใครอีกคนเดินตามมาด้วย

                “ทุกคน ผมมีแขกร่วมโต๊ะจะแนะนำให้รู้จักนะ” ผู้การบอกทุกคนที่ร่วมโต๊ะอาหาร “นี่นายแพทย์ไตรทศ วงศ์ศิลาเป็นแพทย์อาสาจากกรุงเทพฯ ต่อไปจะเข้ามาทำงานที่กรมของเราด้วย”

                ชื่อที่ผู้การแนะนำทำให้ราชาวดีถึงกับชะงัก หัวใจไหวกระตุกวูบจนไม่กล้าแม้แต่จะหันไปมองอีกฝ่าย ทำไมกันล่ะ ทำไมถึงเป็นแบบนี้ ทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่ได้ เธอรู้สึกร้อนผ่าวที่ขอบตา กลืนก้อนสะอื้นลงคอไปแทบจะไม่ได้ยินอะไรแล้วตอนนี้ ไม่ได้ยินเสียงร้องเพลงบนเวที ไม่ได้ยินเสียงทุกคนในโต๊ะหันไปทักทายเขาด้วย

                “สวัสดีครับน้องแก้ม แหม ไม่ทักพี่เลยนะ” มือเรียวขาวอย่างชาวกรุงเชื้อจีนวางมาบนไหล่บางของเธอ คราวนี้ราชาวดีกลับไม่เพียงแต่สะดุ้งแต่มือของเธอยังสั่นเทาอีกด้วย ในขณะที่ผู้พันคีรินทร์รีบปัดมือของหมอหนุ่มออกจากไหล่ของน้องสาวตัวเองอย่างไม่ชอบใจ รู้ดีว่ามันเป็นใคร ไอ้คนที่มันทำให้น้องสาวของเขาคิดสั้นจะฆ่าตัวตายไง

                “อ้าว รู้จักกันด้วยหรอครับ” ผู้การถามด้วยน้ำเสียงยิ้มแย้ม ไม่ได้รับรู้ถึงบรรยากาศที่เริ่มจะตึงเครียดเลย

                “ครับ แพทย์หญิงราชาวดี คนรักของผมเอง” ไตรทศพูดขึ้นเสียงดัง ทำให้ผู้กองกรันณ์ถึงกับฉุนจัดขึ้นมาทันที ทำท่าจะกระโจนเข้าใส่อีกฝ่ายแต่ผู้พันคีรินทร์ก็ดึงเอาไว้เสียก่อน เขาไม่อยากให้มีเรื่องอะไรในงานเลี้ยง ยิ่งต่อหน้าผู้การยิ่งไม่ควรเพราะผู้กองกรันณ์มีคนคอยจับผิดเขาอยู่เยอะ เพราะความโหดอารมณ์ร้อนจนถูกมองว่าเป็นพวกหัวรุนแรงมาจากชายแดนภาคใต้

                “พี่ภู...กลับบ้านกันเถอะค่ะ” ราชาวดีพูดเสียงแผ่วก่อนจะรีบลุกออกจากงานไป ผู้กองกรันณ์จึงรีบตามเธอไปด้วย ให้ไตรทศมองตามเมื่อเพิ่งจะสังเกตเห็นผู้กองหนุ่ม ไอ้คนที่มันบังอาจจะมาแย่งเอาราชาวดีของเขาไป

                “คุณแก้ม” ผู้กองกรันณ์ที่ตามมาเข้ามาคว้ามือเธอเอาไว้เมื่อออกมาจากงานเลี้ยงแล้ว เขาเองก็ตกใจไม่น้อยที่เห็นไอ้สารเลวนั่นมันมาอยู่ที่นี่ ซ้ำยังมีหน้ามาประกาศว่าเป็นคนรักของเธออีก นี่มันตั้งใจจะตามเธอมาชัดๆ คงจะเห็นว่าเธอสวยกว่าเมื่อก่อนมากล่ะสิเลยเกิดเสียดาย ไอ้หน้าตัวเมียเอ้ย!

                แต่เขายังไม่ทันจะได้พูดอะไรต่อ ไตรทศก็ตามเข้ามาหาอีกคนยิ่งทำให้ราชาวดีรู้สึกแย่จนผู้กองกรันณ์ต้องเอื้อมแขนมากอดเธอเอาไว้แล้วมองหน้าอีกฝ่ายอย่างเอาเรื่อง เหอะ! พอมาเห็นตัวจริงใกล้ๆ แบบนี้ผู้กองหนุ่มก็ยิ้มเยาะออกมาทันที หมอหนุ่มที่ยืนมองหน้าเขาอยู่นี่ตัวเล็กกว่าเขามาก ดูท่าทางแล้วแค่หมัดเดียวของเขามันก็น็อกไปสามวันสามคืนแล้วล่ะ

                “น้องแก้มจะไปไหน พี่อุตส่าห์มาหาอยู่คุยกับพี่ก่อนสิ” ไตรทศไม่สนใจสีหน้าเหี้ยมๆ ของทหารหนุ่มร่างบึกบึนตรงหน้า เขายังคงเชื่ออยู่ว่ายังไงราชาวดีก็ต้องเลือกเขาอยู่แล้ว

                “...แก้มไม่มีอะไรจะคุย”

                “ทำไมล่ะ แก้มไม่รักพี่แล้วหรอ” ถามมาได้หน้าด้านๆ ผู้กองกรันณ์คิด ไอ้หน้าตัวเมีย ตอนเธอไม่สวยมันก็ทิ้งขว้างเธอ แต่พอเห็นว่าเธอสวยขนาดนี้มันกลับตามมาพูดจาดีๆ ด้วย เลวแบบนี้ไม่ต้องเป็นผู้ชายจะดีกว่ามั้ง

                “พี่อุตส่าห์ยกเลิกงานแต่งเพื่อมาหาแก้มเลยนะ เรากลับมาเป็นเหมือนเดิมได้มั้ยแก้ม พี่ผิดไปแล้ว”

                ยกเลิกแต่งงานแล้วหรอ ราชาวดีไม่อยากจะเชื่อ ก็เขากับกัลยารักกันมากไม่ใช่หรอ ยกเลิกงานแต่งทำไมกันล่ะ เขาเองก็ยังเคยชวนเธอไปร่วมงานแต่งอยู่เลย

                “พี่หมอยกเลิกงานแต่งทำไมคะ แล้วหยาล่ะ พี่หมอทิ้งหยามาหรอ”

                “ใช่ พี่ยอมเลิกกับหยาก็เพื่อแก้มคนเดียวเลยนะ”

                “สารเลว” ผู้กองกรันณ์พูดขึ้น ชีวิตทหารอย่างเขาอยู่กับผู้ชายด้วยกันมามากมายแต่เขาก็ยังไม่เคยจะเห็นผู้ชายคนไหนสารเลวได้เท่ากับไอ้หน้าตัวเมียคนนี้เลย มันทิ้งราชาวดีเพราะมีผู้หญิงอีกคนอยู่แล้ว แต่พอมันเกิดเสียดายราชาวดีมันกลับทิ้งผู้หญิงที่มันกำลังจะแต่งงานด้วยอย่างหน้าด้านๆ ปั่นหัวผู้หญิงเล่นมันสนุกนักรึไง คิดว่ามันเท่ มันน่าภูมิใจนักรึไงที่มีผู้หญิงมารุมรักมากๆ แล้วปั่นทุกคนเล่นแบบนี้ มันไม่ได้รักราชาวดี มันเห็นเธอเป็นเพียงไอเทมที่มันต้องสะสมเอาไว้ให้ได้มากที่สุดเท่านั้น นอกจากราชาวดีกับผู้หญิงที่มันยกเลิกงานแต่งมา เขาเชื่อว่ายังมีผู้หญิงอีกหลายคนที่ถูกมันหลอกให้รัก

                “ขอผมคุยกับแฟนของผมเป็นการส่วนตัวได้มั้ยผู้กอง”

                “แก้มไม่ใช่แฟนของพี่นะ” ราชาวดีว่าขึ้นอย่างเหลืออด เธอรู้สึกเกลียดคำๆ นี้ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนเธออยากได้คำๆ นี้จากปากของเขามาก เธอไม่ปฏิเสธเมื่อผู้กองกรันณ์ทึกทักเอาว่าเธอเป็นแฟนของเขา แต่เธอไม่ชอบเมื่อไตรทศเป็นคนพูดแบบนี้บ้าง ยิ่งพูดต่อหน้าผู้กองกรันณ์เธอยิ่งไม่ชอบเข้าไปใหญ่ เธอไม่ได้ซื่อจนโง่ที่จะไม่รู้ว่าไตรทศมาที่นี่เพื่ออะไร พี่ชายของเธอเคยบอกว่าหากเธอสวยขึ้นมาเมื่อไหร่ ไตรทศจะต้องเสียดายเธอ แต่เธอก็ไม่คิดว่าเขาจะทำถึงขนาดนี้ เขาเกลียดความลำบาก รักความสบายจะตายแล้วเรื่องอะไรจะย้ายมาทำงานแถบชายแดนแบบนี้

                “แก้มจะคุยกับพี่หมอค่ะ” เธอพูดขึ้นหลังจากที่นิ่งคิดอะไรอยู่ได้สักครู่ก่อนจะมองหน้าสบตากับไตรทศเป็นครั้งแรก จนคราวนี้คนที่ต้องนึกหวั่นกลับเป็นผู้กองกรันณ์เสียเอง เขากลัวเหลือเกิน กลัวว่าเธอจะเปลี่ยนใจกลับไปหามัน เขาไม่ยอมหรอก ถึงเธอจะกลับไปหามันแต่มันก็ต้องทำเธอช้ำใจอีกจนได้

                “ไม่ คุณแก้ม” เขาดึงมือเธอเอาไว้ แต่ราชาวดีกลับดึงมือเขาออกแล้วเดินนำไตรทศไปยังใต้ต้นไม้ใหญ่ห่างออกไป ทำให้ไตรทศได้ใจหันมายิ้มเยาะเขาคืนบ้างจนเขานึกอยากจะบีบคอมันให้ตายคามือเสียเดี๋ยวนี้

                “ไปซะผู้กอง น้องแก้มเขาไม่สนคุณหรอก” ไตรทศว่าแล้วรีบเดินเข้าไปหาราชาวดีทันทีด้วยความลำพองใจ ราชาวดีรักเขามาก ยังไงเสียเธอก็จะไม่มีวันตัดใจจากเขาได้หรอกและเขาก็จะไม่ปล่อยเธอไปเช่นกันด้วย

                “แก้มล่ะรัน” ผู้พันคีรินทร์ที่เพิ่งจะออกมาจากงานเลี้ยงถามขึ้น แล้วเขาก็เห็นผู้กองหนุ่มยืนซึมขณะหันหน้าไปมองยังราชาวดีกับไตรทศที่กำลังพูดคุยกันอยู่ เขาล่ะเกลียดนักสายตาที่ไอ้หมอเวรนั่นมันมองน้องสาวของเขา มันส่อแววเจ้าชู้อย่างเห็นได้ชัดเลย

                “พวกเขาขอไปเคลียร์กัน...คุณแก้มคงอยากจะกลับไปหามันเพราะมันบอกว่ายกเลิกงานแต่งไปแล้ว”

                “จะบ้าหรอ” ผู้พันคีรินทร์ว่า “ฉันไม่ยอมหรอก ไอ้เวรนี่มันเคยฆ่ายัยแก้มมาแล้วฉันไม่ยอมให้มันแตะต้องน้องฉันได้หรอก อีกอย่างยัยแก้มก็หายโง่แล้ว ยัยแก้มไม่มีทางกลับไปหามันแน่”

                “ถ้าไม่อยากกลับไปแล้วจะไปคุยกับมันทำไม ผู้พัน...ถ้าคุณแก้มเลือกมัน...ผมจะเลิกเป็นทหารพรานแล้วกลับเข้าหน่วยซีลตามเดิม พอแล้ว พอกันที...”

                “งั้นก็อยู่ก่อน” ผู้พันคีรินทร์พูดขึ้นเมื่อเขาจะเดินหนีออกมา “อยู่ฟังยัยแก้มพูดจากปากก่อนว่าจะเอายังไง ยังไงฉันก็ยังมั่นใจในตัวน้องสาวที่ฉันเลี้ยงมากับมืออยู่” สีหน้าของผู้พันนิ่งแต่แน่วแน่ น้องสาวของเขาทั้งคน ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าตอนนี้เธอรักใคร หัวใจของเธอตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว เปลี่ยนจากไตรทศมาเป็นไอ้รุ่นน้องบ้าเลือดคนนี้ของเขาต่างหาก

                ไตรทศได้แต่มองหญิงสาวตรงหน้าอย่างพอใจ สวย...เธอสวยอะไรอย่างนี้ ผิวกายขาวอมชมพูยิ่งโดนแดนยิ่งผุดผ่อง ดวงหน้าหวานสวยหยดย้อย ดวงตากลมโตหวานสวย ขนยายาวงอนเป็นแพ คิ้วเข้มเล็กรับกับดวงตา จมูกเรียวเล็กแล้วก็ริมฝีปากบางแดงระเรื่ออย่างเป็นธรรมชาติ ให้ตายเถอะ ทำไมเธอสวยแบบนี้กัน ยัยเด็กเพิ้งแสนเชยกลายมาเป็นนางฟ้านางสวรรค์ได้ยังไงกัน

                “แก้ม...” เขายื่นมือจะแตะลงมาที่แก้มนวลแต่ราชาวดีกลับถอยหนี ที่นี่คือกรมทหาร มีนายทหารมากมายอยู่ที่นี่เธอไม่กลัวอะไรทั้งนั้น เพื่อนๆ อาสาสมัครทหารพรานของเธอก็ยังอยู่แถวๆ นี้ด้วย ไตรทศไม่มีทางทำอะไรเธอได้หรอก

                “ทำไมหนีมาอยู่ที่นี่ไม่อยากกลับไปทำงานกับพี่แล้วหรอ ที่นี่มันลำบากมากนะแก้ม ไม่เจริญเหมือนที่กรุงเทพฯ เลยสักนิด แก้มย้ายกลับไปกับพี่นะ” เขาเริ่มพูดขึ้น

                “กลับไปกับพี่ในฐานะแฟนของพี่ แก้มรักพี่ แก้มอยากเป็นแฟนของพี่ไม่ใช่หรอ วันนี้พี่มารับแก้มกลับแล้วไง”

                “พี่หมอคะ” ราชาวดีพูดขึ้น เมื่อก่อนเธอคิดว่าหากได้เจอกับเขาอีกเธอคงจะใจอ่อนกับเขา โผเข้ากอดเขาด้วยความรัก ความคิดถึง แต่พอเอาเข้าจริงๆ เธอกลับไม่อยากจะอยู่ใกล้เขาเลยแม้แต่น้อย เขาไม่เคยเห็นค่าของเธอ จนตอนนี้ก็ยังไม่เห็น สิ่งที่เขาเห็นมีเพียงแค่ความสวยงามภายนอกเท่านั้น

                “กรุณาอย่าเข้าใจผิดค่ะ ที่แก้มยอมมาคุยกับพี่แก้มไม่ได้หวังจะมาคุยเพื่อปรับความเข้าใจ แต่แก้มมาคุยกับพี่เพื่อจะบอกว่าแก้มจะอยู่ที่นี่ค่ะ” เธอกำมือเล็กๆ เอาไว้แน่นแล้วพูดออกมาเสียงดังฟังชัด เธอเป็นลูกของทหารกล้า เป็นน้องสาวของทหารกล้า เธอก็ควรจะกล้าหาญกล้าเผชิญหน้ากับเขาด้วยเช่นกัน

                “เรื่องของเรามันไม่มีทางเป็นไปได้อีกแล้วค่ะ แก้มคนเดิมที่พี่เคยรู้จักได้ตายไปตั้งแต่วันที่พี่ปฏิเสธความรักจากแก้มแล้ว แก้มไม่ใช่แพทย์หญิงคนดังที่อยู่กรุงเทพฯ แต่แก้มคือแพทย์อาสาประจำกรมทหารพราน พี่หมอกลับไปแต่งงานกับหยาเถอะนะคะ แก้มไม่ได้มีความรักหรือความรู้สึกดีๆ ให้กับพี่อีกแล้ว แม้แต่ความเป็นพี่น้องแก้มก็ให้พี่ไม่ได้” เพราะไม่มีพี่ชายที่ไหนจะฆ่าน้องสาวให้ตายได้เหมือนกับที่เขาเคยทำหรอก แต่เธอโชคดีที่รอดชีวิตมาได้ เธอจะไม่กลับไปเป็นตุ๊กตาของสะสมให้กับเขาอีกแล้ว

                “ให้ทุกอย่างมันเป็นแบบนี้แหละค่ะดีแล้ว พี่ก็ใช้ชีวิตของพี่ที่กรุงเทพฯ ไป ส่วนแก้ม แก้มได้เริ่มต้นชีวิตใหม่อยู่ที่นี่แล้ว ที่นี่คือบ้านของแก้มค่ะ”

                “แก้มยังโกรธพี่อยู่ใช่มั้ย แก้มยังรักพี่อยู่ แต่ที่แก้มพูดมาก็เพราะว่าแก้ม...”

                “แก้มไม่ได้รักพี่แล้ว กลับไปเถอะค่ะแล้วอย่ามายุ่งกับแก้มอีก” เธอย้ำอีกรอบก่อนจะเดินหนีออกมาด้วยหัวใจที่เต้นระรัว เธอทำได้ ใช่ เธอทำได้ เธอตัดใจจากพี่หมอได้แล้วจริงๆ และเธอก็ไม่เสียใจกับสิ่งที่ทำลงไปด้วย เธอไม่เคยรู้สึกว่าตัดสินใจถูกต้องแล้วแบบนี้มาก่อน เขาไม่เคยเห็นค่าของเธอแล้วเธอจะกลับไปหาเขาอีกทำไม ขนาดกัลยาคู่หมั้นที่เขาคบหามาตั้งหลายปีเขายังทิ้งเธอได้ทั้งๆ ที่กำลังจะแต่งงานกัน แล้วเธอล่ะ เธอไม่เคยคบกับเขา เธอถูกเขาเมินมาตลอดหลายปีแต่พอเห็นเธอเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนเขากลับเกิดเสียดายเธอขึ้นมา นี่หากว่าเธอไม่สวยเขาก็คงจะไม่ทำถึงขนาดนี้หรอกนะ

                ราชาวดีเดินกลับมาหาผู้กองกรันณ์และผู้พันคีรินทร์ที่ได้แต่ยืนรอเธออยู่ห่างๆ ยิ่งเธอเดินเข้ามาใกล้คนทั้งสองเธอก็ยิ่งอุ่นใจ สุขใจจนมั่นใจแล้วว่าสิ่งที่ตัวเองเลือกมันถูกต้องที่สุดแล้ว ในขณะที่ไตรทศได้แต่มองตามเธออย่างไม่พอใจ ชีวิตนี้ไม่เคยมีผู้หญิงที่ไหนกล้าปฏิเสธเขา แล้วยัยเด็กนี่กล้าดียังไงถึงหักหน้าเขาแบบนี้ คิดว่าสวยขึ้นแล้วจะหยิ่งทำให้ตัวเองดูแพงขึ้นหรอ เธอรู้จักเขาน้อยไปราชาวดี

                “แก้ม” เขาเดินตามเธอมาอย่างไม่นึกกลัวนายทหารทั้งสองที่ยืนรอเธออยู่ เขาคิดว่าราชาวดีคงจะเรียกร้องความสนใจจากเขา เขาทิ้งเธอ ทำเธอเจ็บเธอก็แค่อยากเอาคืนเขาเท่านั้น แต่ใจจริงแล้วเขาเชื่อว่าเธอยังรักเขาอยู่ เธอยังรักและต้องการเขา เขาเชื่อแบบนี้ แค่ผู้หญิงงอนเขารับมือได้อยู่แล้ว

                “พี่ไม่เชื่อที่แก้มพูดหรอก แก้มยังรักพี่อยู่ต่างหาก แก้มแค่โกรธที่พี่เคยทิ้งแก้มก็เท่านั้น”

                เหอะ! มันไปเอาความมั่นใจมาจากไหน ผู้พันคีรินทร์คิด

                “หรือแก้มจะบอกพี่ว่าแก้มรักมัน” ไตรทศมองเหยียดผู้กองหนุ่มอย่างไม่รู้ตัวว่าคนที่เขากำลังเหยียดคือตัวอันตรายที่สุดที่ไม่มีใครคิดอยากจะลองดีด้วย

                “ทหารป่าบ้านๆ แบบนี้มันมีอะไรดี ความสุขสบายก็มีให้แก้มไม่ได้ เชิดหน้าชูตาก็ไม่ได้ซักนิดแล้วแก้มยังจะเลือกมันอีกหรอ” สิ่งที่ไตรทศว่าขึ้นยิ่งทำให้ราชาวดีเห็นธาตุแท้ของเขามากขึ้น เขายังเหมือนเดิม ยังคิดว่าตัวเองอยู่เหนือคนอื่นทั้งๆ ที่เขาก็ไม่ได้มีอะไรจะดีเด่นไปกว่าหลายๆ คนที่เขาเคยดูถูกเลย เธอที่ยืนอยู่ตรงกลางระหว่างเขากับผู้กองกรันณ์ได้แต่มองเขานิ่ง พอมีสติหลุดออกมาจากอำนาจรักของเขาเมื่อหลายปีก่อนได้มันก็ทำให้เธอเห็นอะไรๆ อีกเยอะโดยเฉพาะความคิดแย่ๆ ของเขา ถ้าเขาจะคิดแบบนั้น ดูถูกคนอื่นต่อหน้าได้อย่างหน้าตาเฉยแบบนี้เธอก็ยิ่งเข้าใกล้เขาอีกไม่ได้ ความคิดของเขากับเธอมันสวนทางกัน ดีแล้วแหละที่วันนั้นเขาปฏิเสธความรักจากเธอ

                ราชาวดีไม่สนใจฟังที่ไตรทศพูด แต่เธอกลับเดินหนีเขาแล้วเข้าไปจับมือแกร่งของใครอีกคนเอาไว้แทน ผู้กองหนุ่มที่ทำท่าจะกระโจนเข้าไปเล่นงานไตรทศถึงกับต้องหยุดชะงักเมื่อมือเล็กๆ บอบบางยื่นเข้ามาจับมือของเขาเอาไว้แน่นพร้อมกับรอยยิ้มหวานๆ ที่ส่งมาให้เขาด้วย นี่เธอ...เธอเลือกเขาอย่างนั้นหรอ

                “...น้องนางไม้...”

                “เรากลับบ้านกันเถอะนะคะผู้กอง พี่ภู” เธอหันมายิ้มหวานให้ผู้พันคีรินทร์ด้วยอีกคน ให้เขารับยิ้มตอบ ต้องแบบนี้สิน้องสาวเขา เธอฉลาดขึ้นเยอะและ...เลือกได้ดี

                “ครับ เรากลับกันเถอะ” ผู้กองกรันณ์กระชับมือบางเอาไว้แน่นด้วยหัวใจที่พองโต สุดแสนจะดีใจจนลืมโกรธจะเอาเรื่องไตรทศไปเสียสนิทเมื่อมือเล็กๆ อีกข้างยื่นมากอดแขนของเขาเอาไว้ด้วย

                “เดี๋ยวก่อนค่ะ” เธอว่าขึ้นเมื่อเขาจะพาเธอกลับบ้าน เธอยังคงจับมือและกอดแขนเขาเอาไว้ขณะที่หันกลับไปหาไตรทศ

                “พี่หมอ...รู้แล้วนะคะว่าแก้มเลือกอะไร และเลือกใคร” เธอชูมือข้างที่มีแหวนญาติที่นิ้วนางข้างซ้ายให้ไตรทศดูก่อนจะกลับมาจับมือกับเจ้าของแหวนเอาไว้เช่นเดิมแล้วเดินออกมาทิ้งให้ไตรทศได้แต่มองตามอย่างเจ็บใจ และอาฆาตเธอ คิดว่าเป็นถึงน้องสาวผู้พันแล้วเขาจะกลัวพี่ชายเธอหรอ แล้วเราจะได้เห็นดีกันราชาวดี เธออย่าคิดว่าฉันจะยอมปล่อยให้เธอมีความสุขกับไอ้ผู้กองนี่แล้วหยามหน้าฉัน แล้วเธอจะต้องเสียใจที่เลือกอะไรแบบนี้!

 

                ผู้กองหนุ่มยิ้มหน้าบานอย่างมีความสุขจนเหล่าทหารที่อยู่ในกรมหันมามองกันอย่างสงสัยว่าเขามีความสุขอะไรนักหนา คิดกันว่าความสุขของเขาคงจะเกิดจากคุณหมอคนสวยข้างกายเขาตอนนี้แน่ๆ เห็นจับมือกันแน่นไม่ยอมห่างกันไปไหนเลย แล้วนี่จะไปไหนกัน งานเลี้ยงยังไม่เลิกก็จะกลับกันแล้วหรอ

                “รู้ใช่มั้ยว่าถ้าเลือกที่จะวางมือเอาไว้ในมือของผมแล้ว ผมจะไม่มีวันปล่อย” เขาถามขึ้น รู้สึกภูมิใจ ดีใจนักที่เห็นเธอเดินหนีไตรทศแล้วมาจับมือเขาเอาไว้แทน

                “เพราะรู้ไงคะว่าคุณจะไม่ปล่อยถึงได้เลือกมาจับมือคุณเอาไว้...จับแล้วห้ามปล่อยไปตลอดชีวิตนะคะ”

                “ต่อให้ตายผมก็ไม่ปล่อย” เขายิ้มหวานให้เธออีก ให้ราชาวดียิ้มตามแล้วตีแขนเขาเบาๆ อย่างเขินอายเมื่อเขาเล่นโน้มตัวลงมาพูดกับเธอจนใกล้ให้ใครอีกคนยืนกอดอกพิงรถทำหน้าเซ็งๆ ใส่

                “จะจู่จี๋กันอีกนานมั้ย จะกลับมั้ยบ้าน” เขาถามขึ้นก่อนที่จะโยนกุญแจรถของตัวเองให้ผู้กองกรันณ์ อีกฝ่ายจึงรีบรับเอาไว้เพราะเมื่อเช้านี้พวกเขามารถคันเดียวกัน

                “แกขับรถไอ้รัน ส่วนเรา ไปนั่งเบาะหลัง” เขาสั่งน้องสาวอีกเมื่อเห็นเธอทำท่าจะขึ้นไปนั่งที่เบาะด้านหน้าข้างคนขับ หญิงสาวเลยทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ใส่แต่ก็ยอมย้ายที่นั่งแต่โดยดี ผู้พันคีรินทร์จึงเป็นฝ่ายขึ้นไปนั่งเบาะข้างคนขับแทน ผู้กองกรันณ์เลยได้แต่แอบอมยิ้มให้กับคนหวงน้องสาว ขนาดยอมให้เขาจีบน้องสาวแล้วยังจะตามมาหวงไม่เลิกอีก นี่ตกลงเป็นพี่ชายหรือเป็นพ่อกันแน่ล่ะเนี่ย


**********************************************************************************************************************

หมอแก้ม เธอเลือกได้ดีมาก

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 571 ครั้ง

2,198 ความคิดเห็น

  1. #1507 Mamjaa (@Mamjaa) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2562 / 16:33

    น่าจะเอาไตรทศไปซ่อมสักครั้งนะ

    #1507
    1
  2. #1110 Jellydolphin (@Jellydolphin) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2562 / 09:12
    แก้มตาสว่างแล้ว
    #1110
    0
  3. #486 น้ามมม (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2562 / 12:35

    พี่ภู 5555 แกล้งน้องเขย

    #486
    0
  4. #478 Medsaiby (@Medsaiby) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 / 23:09

    รักเรื่องนี้ที่สุด มีความละมุนในทุกๆตอน

    #478
    0
  5. #21 usaonly (@usaonly) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 / 07:55

    ทั้งน้องแก้ม และพี่รัน มีคนตามมาก่อกวนใจทั้งสองฝั่งเลย แต่รักแท้ย่อมชนะทุกอุปสรรคค่ะ *_*

    #21
    0