JUSTICE2

ตอนที่ 4 : ตอนที่4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    21 ก.ค. 60

พริบตาเดียว สวนสวยๆ ของเธอก็กลับกลายเป็นสนามรบขนาดใหญ่ไปซะได้ ใครจะไปรู้ว่าเพื่อนเก่าทั้งหลายแหล่จะมารวมตัวกันวันนี้

ถ้าไม่ได้ยินเสียงโครมครามเสียก่อน ป่านนี้คงมีการฆ่าแกงกันเกิดขึ้นแล้วแน่ๆ เฮ้อ เป็นไปอย่างที่คิดไม่มีผิด ยังดีนะ ที่ตัวบ้านไม่ได้รับความเสียหายมากนัก

ณิกานต์กุมขมับกับเรื่องวุ่นๆ ที่เธอไม่ได้ก่อ เธอเดินตรงไปหาวาเนสซ่า จับชีพจรที่เต้นสม่ำเสมอของเพื่อน

โล่งใจที่หล่อนยังไม่ตาย เธอเลยอุ้มวาเนสซ่าขึ้นไปวางบนม้านั่งให้เรียบร้อย

แล้วหันไปพยามปรับสภาพดินที่เป็นเนินไร้ระเบียบอยู่นานสองนาน เหมือนจะยากกว่าทุกที เพราะรากไม้และระเบิดไฟมันทำลายเป็นวงบริเวณกว้าง ใครเห็นคงนึกว่าอุกกาบาตตก สร้างงานให้คนจัดตกแต่งสวนอีกไม่น้อย

“เนส” ณิกานต์แตะแขนเพื่อนให้รู้สึกตัว

“เฮือก!

วาเนสซ่าสะดุ้งสุดตัว ลุกขึ้นนั่งหันซ้ายหันขวา มองหาต้นเหตุที่ทำให้ตัวเองนอนไม่ได้สติ

“ฉันไม่ได้ฝันใช่มั้ยกานต์ แล้วหล่อนอยู่ไหน” ไม่วายยังพยามมองหาคู่กรณี

“ไม่เอาน่า อย่าทะเลาะกันเลย” พวกหล่อนทะเลาะกันบ้านฉันพังเปล่าๆ อยากจะบอกออกไปแบบนั้นอยู่หรอก กลัวว่าเพื่อนๆ ทั้งหลายจะน้อยใจเอา

“หล่อนเกือบฆ่าฉันแล้วนะกานต์ คนอันตรายแบบนี้เอามาอยู่ในบ้านไม่ได้นะ” วาเนสซ่ารนรานกวาดตาไปรอบๆ กลัวว่าศัตรูจะโผล่มากะทันหัน

“แต่เนสหาเรื่องเค้าก่อนนี่ แล้วจัสมินเค้าก็ไม่ค่อยชอบไฟ เค้ามานี่เพื่อช่วยกานต์เลยนะ”

“ฉันแค่ทดสอบเฉยๆ นะกานต์ ไม่นึกว่า....”

“ไม่นึกว่าจะแพ้ใช่มั้ยล่ะ เอาน่า นานเท่าไหร่แล้วที่เนสไม่เคยแพ้ วันนี้ถือว่าเป็นวันดีที่ไม่น่าเบื่อก็แล้วกัน” ณิกานต์หว่านล้อม ด้วยรู้ว่าวาเนสซ่าชอบหาเรื่องกับคนที่มีพลัง

พอรู้ว่าอีกฝ่ายไม่เก่งเท่าไหร่ก็เหนื่อยหน่าย แต่ครานี้เธอแอบเห็นประกายที่อยู่ในแววตา ถึงปากหล่อนจะบอกว่ากลัว แต่ลึกๆ คงนึกสนุกไม่น้อยที่รู้สึกเหมือนมีขวากหนามผุดขึ้นมาบนทางเดินราบเรียบน่าเบื่อ

“....” ใบหน้าขาวซีดก้มลง จนต่อคำพูดเพื่อน มันก็จริงที่เธอรู้สึกกลัว ก็แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ทว่าความตื่นเต้นนั้นยังคงอยู่ นานแล้วที่ไม่เคยรู้สึกหวาดกลัว นานแค่ไหนกันกับความจืดชืด วาเนสซ่าค่อยๆ เผยรอยยิ้มขึ้นบนใบหน้า

“ยิ้มได้แล้วนะ ยังไงก็พยามอย่าไปกวนจัสมินเค้าอีกล่ะ กานต์ไม่รับปากว่าจะเข้าห้ามทันมั้ย อีกอย่าง สวนกานต์พังไปเป็นแถบละเนี่ย” แม้ว่าณิกานต์จะพูดยังไงอีกคนก็ยังคงหัวเราะ หล่อนดูจะตลกที่เธอหน้างอ

“กานต์มีเงินเยอะแยะ สร้างใหม่ก็ได้....หล่อนชื่อจัสมินใช่มั้ย ฉันขอไปเจอหน่อยสิ” พูดแล้วก็ลุกขึ้นเดินเริงร่าไปทันที

เฮ้อ ให้มันได้อย่างนี้สิ.... ขอเถิดอย่าได้มีอะไรวุ่นวายแบบเมื่อครู่ในตัวบ้านเล้ยยยย ถึงเงินจะมีมาซ่อมแซม แต่ใครเล่าอยากให้บ้านพัง

 

“เธอจะนอนตรงนั้นจริงเหรอ” น้ำเสียงตื่นเต้นนั้นแสดงออกอย่างปิดไม่มิด ไม่รู้คนถามหรือคนพูดกันแน่ที่เตรียมตั้งท่าระวังอย่างไม่ไว้ใจ ทว่าก็เป็นฝั่งคนถามเองล่ะนะ ที่ยื่นหน้าเสนอเข้าไปใกล้โพรงต้นไม้ขนาดย่อมนั่นก่อน

“ช่วยอยู่ให้ห่างฉันเถอะ ฉันไม่ค่อยถูกกับความร้อน” จัสมินเอ่ยอย่างเยือกเย็น และแสดงออกถึงความตรงไปตรงมาเป็นที่สุด ทว่าก็อ้อมหน่อยหนึ่งตรงคำว่าไม่ถูกกับความร้อน แท้ที่จริงจะบอกว่าไม่ถูกกับเธอก็ดูกระไร

“ณิกานต์บอกว่าเธอเข้าใจพวกมัน” คนถามยังไม่หยุดอาการอยากรู้อยากเห็น

หล่อนเดินเข้ามานั่งในโพรงไม้ แต่ไม่นั่งเปล่า เพราะวาดนิ้วร้อนแรงไปตามผนังของเปลือกไม้ สลักเป็นลวดลายต่างๆ พร้อมลงชื่อไว้เสร็จสรรพ

“พวกมันเจ็บได้ด้วยเหรอ ต้นไม้เนี่ยนะ” วาเนสซ่าแปะฝ่ามือที่ร้อนของเธอข้างๆ รูปภาพ กลายเป็นจิตรกรรมฝาผนังขนาดย่อม

“นี่ ไม่ตอบฉันจริงๆ เหรอ” คนถามยังคงมองนั่นทีนี่ที ราวกับไม่ค่อยเชื่อสายตาตัวเองที่เห็นบ้านต้นไม้ถูกสร้างขึ้นไม่นานนี้เอง

ความเงียบนั้นค่อยๆ ครอบคลุมบรรยากาศที่ไร้ซึ่งคำตอบ วาเนสซ่าเลยหยุดถามแล้วหันไปมองผู้ที่นั่งนิ่งอยู่ตรงมุมห้อง หล่อนไม่แม้แต่จะขยับ เพียงแค่ส่งสายตามองมายังเธอ มันคล้ายกับแววตาเชิงห้ามปรามบวกกับความดุร้ายที่แฝงไว้ด้วยอารมณ์โกรธ เธอเลยวางมือที่ไม่อยู่สุขขนาบไว้ข้างตัวแล้วนั่งตัวตรง

“ฉันอยู่บนโลกนี้มานานแล้ว เพราะอยู่ดีๆ พลังนี่ก็เข้ามา ตะ แต่ไม่เคยเห็นใครที่เข้าใจ พวกพืชเลย....” เธอเริ่มจะเล่าเรื่องแต่ดันเล่าได้ตะกุกตะกักเพราะกิ่งไม้ที่เริ่มเลื้อยมาจากไหนไม่รู้พันข้างตัว ทำให้ต้องหยุดคำพูด

“ถึงกานต์จะขอไม่ให้ฉันทำร้ายเธอ แต่ถ้าเธอยังไม่ออกห่างจากฉันแล้วล่ะก็ ฉันคงต้องขัดใจกานต์สักหน่อยแล้ว” คนพูดไม่พูดเปล่า แววตาเขียวมรกตของหล่อนเริ่มเปล่งประกาย วาเนสซ่าเพิ่งจะรู้สึกว่าตัวเองหวาดกลัวจริงๆ ก็คราวนี้

“ดะ เดี๋ยวสิ ฉะ ฉันแค่อยา ก....”

กิ่งไม้เลื้อยพันรอบตัวอุดปากคนที่พยามจะพูด เธอดิ้นๆ ทว่าไม่กล้าจะใช้ไฟเผาพวกมัน ด้วยรู้ดีว่าทำแบบนั้นไม่ช่วยอะไร พวกมันยังงอกใหม่ราวกับพืชที่หิวกระหาย

“ฉันจะให้โอกาสเธอครั้งสุดท้าย จะออกไปให้ห่างจากฉัน หรือจะยอมตายอยู่ตรงนี้” จัสมินถามแต่ก็ลืมไปเสียสนิทว่ากิ่งไม้ปิดปากหล่อนไว้อยู่

“เธอจะออกไปมั้ย” วาจานั้นคล้ายคำสั่งเด็ดขาด ทว่าความดื้อด้านยังคงมีอยู่เต็มพิกัด วาเนสซ่าส่ายหน้าเป็นคำตอบ ผลก็คือรากไม้ค่อยๆ รัดคอแน่น แต่มือยังคงเป็นอิสระ เธอเลยยื่นมือออกไปทางผู้ที่สั่งกิ่งไม้พวกนั้น ค่อยๆ แบมือออกช้าๆ

“เฮ้อ!

จัสมินถอนหายใจ ไม่เข้าใจความคิดอีกฝ่ายเลยจริงๆ ทั้งเธอยังไม่ต้องการจะฆ่าใคร แต่ก็ไม่ยอมเช่นกันหากต้องอยู่ใกล้ไฟ

หลังจากสัมผัสและรับรู้เรื่องราวของเจ้าหล่อนอยู่ครู่หนึ่งจึงค่อยๆ คลายรากไม้ออกให้อีกคนได้หืดหอบเอาอากาศเข้าปอด หล่อนเล่าเรื่องราวของตัวเองผ่านการสัมผัสทางมือ เพื่ออะไรล่ะ เธอไม่ได้อยากจะรู้เสียหน่อย ทั้งความเหงา ความเดียวดายกับชีวิตลำพัง และหัวใจที่แตกสลายเมื่อคนรักเดินจาก

“ต้องการอะไร” เป็นคำที่จัสมินเอ่ยหลังจากรู้เรื่องราวบางส่วนของวาเนสซ่า

“แบบที่ฉันได้จากกานต์” วาเนสซ่าตอบไปตรงๆ เช่นกัน

“ฉันไม่ใช่กานต์  และฉันเกลียดไฟ....”

“ฉันจะพยามไม่เผาพวกต้นไม้ก็ได้ เป็นเพื่อนกับฉันเถอะ” ประกายตานั้นลุกโชติช่วง เจ้าหล่อนไม่ได้โกหกสักนิดกับคำขอเป็นเพื่อนนั้น มันอาจดูวุ่นวายไปสักหน่อย แต่ลึกๆ จัสมินก็ใจอ่อนกับความคิดนี้

“ไม่ต้องตอนนี้ก็ได้ แค่เธอเปิดใจ....ไฟบางทีก็ให้ความอบอุ่นได้นะ ไม่ใช่เผาผลาญอย่างเดียวซะเมื่อไหร่” วาเนสซ่ายิ้ม

ความร้อนจากตัวหล่อนค่อยๆ หายไปแล้ว นั่นก็ทำให้จัสมินใจเย็นลงได้เยอะ

“ฉันจะลองคิดดู....”

“ไม่ต้องคิดแล้ว เสียเวลา ตกลงเราเป็นเพื่อนกันนะ” วาเนสซ่ามัดมือชก แล้วกระโดดออกจากห้องนอนโพรงไม้ หล่อนไม่ลืมที่จะกระซิบกับต้นไม้ ซึ่งจัสมินเองก็ได้ยิน

“ขอโทษนะ ยกโทษให้ฉันด้วย บอกเค้าทีว่าฉันไม่ได้ตั้งใจ.... อย่าดุนักเลย ฉันกลัวแล้ว” วาเนสซ่าลูบต้นไม้ใหญ่สองสามทีแล้วเดินออกไปทางน้ำตก ไม่วายละลายกระจกบ้านเป็นวง ก่อนจะมุดออกไปนอกบ้าน กระโดดตูมลงในสระน้ำ แหวกว่ายเล่นคลายความร้อน

 

หลังจากแล่นรถเข้ามาจอดในตัวบ้าน เธอก็เห็นความวุ่นวายหย่อมใหญ่ในสวนที่เคยสวยงาม พื้นดินสภาพเป็นแอ่งขนาดกว้าง บ้านที่ทะลุเป็นโพรง ความเสียหายนี้ทำให้ชนินทรรีบวิ่งลงจากรถ ตรงเข้าตัวบ้านทันที

“กานต์ กานต์อยู่ไหน กานต์” เธอเรียกซะดังก้องไปทั่วห้องโถง วิ่งรวดเร็วตรงไปยังห้องที่ณิกานต์มักจะขลุกตัวอยู่แต่ก็ไม่เจอ ในใจนั้นร้อนลุ่ม แค่ไม่กี่ชั่วโมงที่ออกบ้านไป มันเกิดความวุ่นวายแบบนี้ได้ยังไงกัน แล้วณิกานต์ปลอดภัยดีมั้ย คำถามนี้ทำให้เธอต้องวิ่งวนจนทั่ว

ในที่สุดก็เจอะเข้ากับณิกานต์ที่ปรากฏตัวในสวนไม่ไกลนัก หล่อนกำลังพยามจะปรับพื้นดินให้ราบเสมอกัน เห็นดังนั้นเธอจึงถอนหายใจเฮือกใหญ่

“อยู่นี่เอง หาซะทั่วบ้านเลย”

ชนินทรเดินเข้าไปยืนข้างณิกานต์ ดึงแขนหล่อนมาบีบไว้ให้รู้ว่าคนที่ตามหานั้นยังมีตัวตนอยู่

“อะไรกัน ร้อนรนเชียว” ณิกานต์ปาดเหงื่อที่ผุดเต็มใบหน้าให้อีกคน

“เปล่า แค่กลัวว่าจะหากานต์ไม่เจอน่ะ....ว่าแต่นี่มันเกิดบ้าอะไรเนี่ย”

พูดจบก็ตาเหลือกกับสิ่งที่ผุดออกมาจากก้อนดิน รากพืชขนาดมหึมา ข้างๆ ก็มีรากที่ไหม้เกรียมร่วงโรยอยู่

“เหอะๆ กานต์ว่าคงต้องรื้อสวนนี่ใหม่แล้วล่ะ แต่ก่อนอื่นช่วยกานต์จัดการย้ายรากไม้พวกนี้ทีสินิน”

แล้วสายลมก็พัดปั่นรากพืชให้ร่วงหล่น พร้อมๆ กับผืนดินที่ทยอยฝังกลบทีละนิด

ใช้เวลาอยู่นานพื้นที่ทั้งหมดก็กลายเป็นสภาพที่ไม่น่าจะมีใครรู้ว่าเกิดสิ่งผิดปกติขึ้น กระนั้นความเสียหายยังพังเป็นแถบอยู่ดี จำต้องจ้างคนมาจัดตกแต่งเพิ่ม

“จัสมินมาแล้วเหรอ” ชนินทรทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้แกะสลัก ขจัดรากไม้พวกนี้กินแรงใช่เล่น

“ใช่ มาถึงก็ดันเจอกับเนสก่อนเลย ออกมาอย่างที่เห็นนี่แหละ” ณิกานต์ชี้ไปยังตัวบ้านที่ไหม้เป็นรูกว้าง มีบางช่วงที่ไฟยังลุกติดอยู่ แต่ไม่อาจลามได้เพราะส่วนนั้นเป็นฉนวนกันไฟ

“นินมาไม่ทันดู แล้วผลเป็นยังไง” ชนินทรเอียงคอถาม

“เดาสิ”

“เนสชนะอีกตามเคย ยัยhot นี่ไม่รู้จักแพ้บ้างรึไงกัน” เธอส่ายหน้าระอาเมื่อมองไปยังโซนบ้านที่ถูกเผา

“ครั้งนี้ผิดจ้ะ เนสเกือบตายถ้ากานต์ไม่ออกมาห้าม ยังดีที่จัสมินไม่ใช่พวกโหดร้ายเท่าไหร่ ป่านนี้คงเข้าไปคุยกันอย่างสันติแล้วล่ะมั๊ง ไม่งั้นคงได้ยินเสียงตูมตามในตัวบ้านอีกแน่”

“อ่าว มิวล่ะ” ชนินทรหันมาถามทันที

“ไม่โดนลูกหลงหรอก เมื่อกี้ยังวิ่งมาบอกว่าจะให้แม่บ้านนำของที่จัสมินต้องการไปให้” ณิกานต์เอนตัวพิงกับเก้าอี้

“หลับตรงนี้คงไม่เป็นไรใช่มั้ย ขี้เกียจเดินเข้าบ้าน”

ชนินทรค่อยๆ ทิ้งตัวลงหนุนตักณิกานต์ บิดขี้เกียจแล้วปิดตาลงช้าๆ อย่างกับว่าเหนื่อยที่ต้องกำจัดรากไม้พวกนั้น แต่ไม่ใช่เลย ทำไมณิกานต์จะไม่รู้

“ไม่สบายใจเหรอ ถ้าเรื่องนั้นเรามีเนสคอยช่วยนะ อีกอย่างทำไมนินไม่บอกไปตรงๆ เลยล่ะ” ณิกานต์ลูบผมชนินทรเล่น

“ยัยนั่นไม่เชื่อฉัน หาว่าฉันไล่ หาว่าฉันเกลียดขี้หน้าบ้างล่ะ คนอุตส่าห์เป็นห่วง” คำว่าเป็นห่วงเบาหวิวออกมาจากปากชนินทร ทว่าณิกานต์ได้ยินจึงคลี่ยิ้มออกมาอย่างคนรู้ทัน

“หายากนะเนี่ย ที่นินจะทิ้งเกมส์แสนสนุกออกไปตามประกบใครสักคน” ณิกานต์หัวเราะเบาๆ

“ก็กานต์ขอไม่ใช่เหรอ”

ชนินทรดึงมือณิกานต์ที่หยุดลูบผม มาแปะไว้ที่หัวเหมือนเดิม ทำให้อีกคนต้องลูบต่ออย่างอดขำไม่ได้

“งั้นมั๊ง แต่กานต์จำไม่ได้แล้วนา เหมือนจะบอกเนส แต่เนสว่าไม่น่าห่วงนี่” ณิกานต์แกล้งลืม กลัวว่าคนที่นอนอยู่จะยิ่งปากแข็งกว่าเก่า

“ไม่รู้ล่ะ ช่างเค้าเถอะ นินหลับดีกว่า” พูดจบก็ปิดตาลง พลางคิดไปถึงใครอีกคนที่ยังไม่กลับบ้านสักที ไม่รู้ว่าหล่อนจะไปไหนต่อ รู้งี้ลากกลับมาด้วยเลย แต่กลัวว่าหากบังคับกันมากเกินไป เธอจะเจอเข้ากับสายตาไม่เป็นมิตรนั่นอีก แล้วสิ่งนั้นก็สร้างความเศร้าใจลึกๆ อย่างบอกไม่ถูก

“อ้าว หมอพราวมาแล้วเหรอ....ทางนั้นไหม้อยู่ ยังไงก็ย้ายมาด้านนี้สักพักนะ ฉันให้แม่บ้านจัดห้องให้แล้ว” ณิกานต์ยิ้มให้กับคนที่เดินเข้ามาในตัวบ้าน แล้วก็ยืนงงกับรูกำแพงไม้โซนที่หล่อนอยู่

“ฉันขอที่เงียบๆ ก็พอ”

แพรวพราวเหลือบตามองชนินทรที่หลับอยู่ในเสี้ยววินาที ก่อนจะเข้าไปในตัวบ้านด้านที่ยังปกติดี

“เค้ามองนินด้วยนะ” ณิกานต์ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมชนินทรต้องแกล้งหลับเอาเป็นเอาตาย ทั้งๆ ที่ท่านอนนี้ไม่น่าจะหลับได้สบายเลยสักนิด

“ช่างปะไร” ชนินทรไม่อาจรับรู้ได้ถึงความรู้สึกนึกคิดของแพรวพราว หล่อนควบคุมอารมณ์ได้ดีเกินคาด นั่นยิ่งเป็นเหตุให้คนที่นอนอยู่จำต้องแกล้งหลับ แล้วก็ร้อนรนจนต้องลุกขึ้นนั่งเสียเองเมื่อณิกานต์บอกว่าหล่อนมองมาที่เธอ มันจะสื่อถึงอะไรนะ ทำไมถึงอ่านไม่ออกเลยจริงๆ

“โถๆ นินผู้น่าสงสาร อยากรู้ก็ไปถามเลยสิ” พูดจบก็ลูบหัวเหมือนกลั่นแกล้งชนินทร แล้วก็หัวเพราะเบาๆ คล้ายกับแหย่คนคิดมากได้สำเร็จ

“ไมต้องหัวเราะเลย กานต์เองก็อ่านยัยพราวไม่ได้ใช่มั้ยล่ะ ยัยนั่นชักจะร้ายเกินไปละ”

“อ่านไม่ได้ แต่กานต์เข้าใจไง ไม่เหมือนนินนะ ที่ไม่พยามเข้าใจ”

ณิกานต์ยิ้มแล้วส่ายหน้า ชนินทรไม่อยากจะโดนคนที่รู้จักกันมานานอ่านเธอออกไปมากกว่านี้ เลยเดินงุดๆ ไปพักในบ้านดีกว่า แต่ก่อนจะไปนั้น

“เห็นผู้กองภัทรแวบๆ ที่ร้านกาแฟด้วย เหมือนมีเรื่องให้รีบไปต่อ แต่ฉันจับใจความได้ไม่มาก คดีนั้นน่ากลัวอยู่นา ไม่ลองตามไปดูหน่อยล่ะ”

ชนินทรหันมาบอกณิกานต์ ด้วยทุกเรื่องทั้งสองมักจะเล่าสู่กันฟังเสมอ โดยเฉพาะเรื่องที่ตามสืบคดี และก็เรื่องทั่วๆ ไป ไม่มีเรื่องอะไรที่ต้องปิดบังกัน

จะมีก็แค่บางเรื่องเท่านั้นที่ณิกานต์ไม่ได้บอกชนินทร เพราะไม่อาจรับประกันได้ว่าหล่อนจะโกรธจนบุกไปฆ่าผู้กองภัทรเลยรึเปล่า

“เดี๋ยวฉันตามไปดู”

ณิกานต์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูทันที เธอแอบติดเครื่องส่งสัญญาณจุดเล็กๆ ไว้ที่ตัวรถกระบะของผู้กอง หล่อนคงยังไม่รู้ เพราะดูท่ารถคันนั้นไม่น่าจะได้ล้างทำความสะอาดสักเท่าไหร่นัก

จุดสัญญาณนั้นค่อยๆ ไกลตัวเมืองไปทีละนิด เธอจึงตัดสินใจออกรถตามไปในทันที ด้วยรู้ว่าอำนาจหน้าที่ของผู้กองนั้นไม่ได้ครอบคลุมถึงสถานที่ๆ กำลังจะไป

แล้วทำไมต้องโดนโยนงานตรงส่วนนั้นให้ด้วย หรือจะมีเหตุน่าวิตก ขออย่าให้มันเป็นอย่างนั้นเลย

........................
ลงไว้อีกที่นึงนะจ๊ะ
kwanoi.blogspot.com
........................

0 ความคิดเห็น