SOTUS S : โซตัส เอส [Yaoi]

ตอนที่ 8 : กฎของคนรักข้อที่ 4 : อย่าแบกรับทุกอย่างเพียงลำพัง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 18,005
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 128 ครั้ง
    6 ม.ค. 61


กฎของคนรักข้อที่ 4 : อย่าแบกรับทุกอย่างเพียงลำพัง



 

ถ้าเปรียบงานของบริษัทโอเชี่ยนอิเล็กทริกเป็นคลื่นทะเล ตลอดทั้งสัปดาห์นี้ อาทิตย์ก็คงถูกซึนามิยักษ์ซัดถล่มเข้าใส่จนสำลักน้ำไปหลายอึก


ใจหนึ่งรู้สึกดีที่ไม่ต้องนั่งว่างๆ เหมือนช่วงสัปดาห์แรกๆ ยิ่งพอเขาพยายามตรวจสอบทุกอย่างให้ละเอียดรอบคอบ งานก็เริ่มผิดพลาดน้อยลง จนสามารถขยับไปช่วยแบ่งเบาภาระของคนอื่นได้มากขึ้น


...และนั่นเป็นสาเหตุให้เขามีคำพูดติดปากอยู่หนึ่งคำ


“อาทิตย์ช่วยโทรตามของจากบริษัทแรงโก้ให้ที”


“ได้ครับ”


“นี่เป็นเบอร์โทรติดต่อกับรายการของที่สั่งนะ”


“ได้ครับ”


“แล้วก็อย่าลืมย้ำกับทางนั้นด้วยว่า ต้องส่งสินค้าภายในสิ้นเดือนนี้เท่านั้น”


“ได้ครับ...เออ...แต่พี่จอห์นครับ ในใบนี้พิมพ์ว่า กำหนดส่งของคือวันจันทร์ที่ 1 ไม่ใช่เหรอครับ?”


            อาทิตย์ทักท้วงตามหลัง เมื่อสะดุดตากับรายละเอียดในใบสั่งซื้อฝาสแตนเลสกระติกน้ำร้อนที่ถูกยื่นมาให้


พนักงานรุ่นพี่ไหวไหล่อธิบายด้วยสีหน้าเซ็งๆ


“ก็ใช่ แต่พวกฝ่ายผลิตทวงเร่งกันยิกๆ แล้ว ไม่รู้จะรีบอะไรนักหนา ยังไงเราก็ช่วยโทรไปต่อรองให้หน่อยแล้วกัน”


จอห์นตบไหล่ฝากฝังน้องใหม่ ซึ่งตอนนี้แทบจะกลายเป็นมือขวาส่วนตัวไปเรียบร้อย และแน่นอนมีเพียงคำเดียวที่ผู้ใต้บังคับบัญชาเลือกตอบ


“ได้ครับ”


แต่เมื่อโทรศัพท์ไปตามท้วงของ สิ่งที่ได้รับกลับเป็นในทางตรงข้าม


“ไม่ได้หรอกครับ”


คำปฏิเสธหนักแน่นชัดเจนพาลให้คนฟังใจแป๋ว


...มีคนเคยกล่าวไว้ว่า ฝ่ายจัดซื้อเปรียบเหมือนลูกค้าที่สามารถกุมอำนาจต่อรองกับบริษัทผู้ขายอย่างไรก็ได้  เพราะเหล่าซัพพลายเออร์มักจะยอมตามใจพวกเขาด้วยหลักการ ลูกค้าคือพระเจ้า


แต่อาทิตย์กลับรู้สึกว่าอำนาจของตัวเองหดเล็กกระจิ๋วหลิวลงเรื่อยๆ เมื่อโดนคนจากบริษัทนู้นตอกกลับมา


“กำหนดส่งสินค้าของบริษัทโอเชี่ยนถูกวางไว้แล้วนี่ครับ ถ้ามาขอแทรกคิวอย่างนี้ระบบมันจะเสียหมด ทางผมก็ลำบากเหมือนกันนะครับ”


            ถึงจะบอกกล่าวด้วยความสุภาพ แต่น้ำเสียงแฝงไว้ซึ่งความไม่พอใจราวกับจะตำหนิอ้อมๆ


“ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ครับ ยังไงช่วยเร่งให้ทันภายในสิ้นเดือนนี้ทีนะครับ”


...ถ้าก้มกราบขอร้องผ่านทางโทรศัพท์ได้ เขาคงทำไปแล้ว


ได้ยินปลายสายส่งเสียงถอนหายใจระอาแบบยังไม่กล้ารับปากเต็มร้อย


“ไว้ผมจะเช็คให้ แล้วจะโทรกลับมาแจ้งอีกทีก็แล้วกัน”


“ขอบพระคุณมากครับ!


อาทิตย์รีบพูดด้วยความซาบซึ้ง อย่างน้อยๆ ก็ใจชื้นขึ้นมาอีกนิด


รู้อยู่หรอกว่า...การขอแทรกคิวกะทันหันเป็นเรื่องเสียมารยาทแค่ไหน แต่ในเมื่อมันเป็นงาน ก็มีแต่ต้องก้มหน้าก้มตาทำโดยไม่อาจหลีกเลี่ยง


ภารกิจเคลียร์เสร็จเรียบร้อยไปแล้วหนึ่งอย่าง หากยังไม่ทันได้นั่งพักหายใจให้คลายเหนื่อย คำสั่งใหม่ก็ตามมาต่อเนื่องติดๆ


“อาทิตย์ไปส่งแฟกซ์ให้ที”


คนถูกใช้งานกระเด้งตัวมารับเอกสารใบ PO จากโต๊ะลูกพี่ พร้อมแฟ้มเอกสารอีกหนึ่งตั้งใหญ่


“แล้วเดี๋ยวช่วยตรวจเช็คยอดในแฟ้มพวกนี้ด้วยนะ จะได้ส่งให้บัญชีทำเรื่องเบิก”


“ได้ครับ พี่จอห์น”


เขาตอบรับราวกับหุ่นยนต์อัตโนมัติที่ถูกเซ็ตโปรแกรมไว้ แล้วหอบหิ้วข้าวของกองพะเนินกลับโต๊ะตัวเอง ก่อนจะตั้งหน้าตั้งตาจัดการภารกิจที่เหมือนอะมีบาแตกตัวงอกออกมาเพิ่มเรื่อยๆ ไปทีละอย่าง


เริ่มต้นด้วยการหยิบใบ PO ไปห้องถ่ายเอกสารเพื่อส่งแฟกซ์ ซึ่งรุ่นพี่สาวซีเนียร์ที่นั่งโต๊ะข้างๆ ก็กำลังลุกขึ้นเดินนำหน้าเขาไปในทิศทางเดียวกัน


เอิร์ธมาถึงห้องก่อน เธอเปิดใช้งานเครื่องถ่ายเอกสารอย่างคล่องแคล่ว แต่แล้วอยู่ๆ เครื่องก็ส่งเสียงร้อง ตี๊ด! เป็นสัญญาณว่ากระดาษหมด หากเรื่องแค่นี้ไม่ทำให้พนักงานมืออาชีพสะดุด เธอหันไปเปิดตู้ยกเอาลังใส่กระดาษเอสี่ที่มีน้ำหนักมากขึ้นมาเตรียมแกะห่อ


พอเห็นแบบนี้สุภาพบุรุษวิศวะที่อยู่ร่วมเหตุการณ์เลยไม่มีทางปล่อยเอาไว้


“เดี๋ยวผมเปลี่ยนให้ครับ”


เขารีบแย่งลังกระดาษจากคนซึ่งยังคงตื๊อถืออยู่


“ไม่เป็นไร เดี๋ยวพี่เปลี่ยนเองได้”


“อย่าเลยครับ มันหนัก”


สุดท้ายเอิร์ธก็พ่ายแพ้แรงดื้อดึง ทำได้แค่ยืนมองหนุ่มรุ่นน้องแกะห่อกระดาษ แล้วเติมมันลงในเครื่องถ่ายเอกสารจนใช้การได้


“เรียบร้อยแล้วครับ”


“ขอบใจจ้ะ”


กำลังเตรียมยืดอกกะตอบแบบแมนๆว่า ไม่เป็นไรครับ แค่นี้เองสบายมากหากยังไม่ทันอ้าปากก็มีประโยคสวนขึ้นมา


“...แต่คราวหลังไม่ต้องมายุ่งเรื่องของคนอื่นจะดีกว่านะ”


...เอ๊ะ? ทำไมรู้สึกเหมือนถูกตำหนิอ้อมๆ แบบที่เพิ่งโดนมายังไงชอบกล


อาทิตย์กำลังตีความสิ่งที่ได้ยินด้วยอาการสับสน รู้ตัวอีกทีพี่เอิร์ธก็ถ่ายเอกสารเสร็จ แล้วปล่อยเขาไว้ในห้องกับใบสั่งซื้อที่ยังไม่ได้ส่งแฟกซ์


...ไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าตนเองทำอะไรผิดไปตรงไหน หรือเทศกาลรับน้องใหม่ในที่ทำงานยังไม่จบสิ้น


แม้จะผ่านมาหลายสัปดาห์แล้ว เขาก็ยังรู้สึกว่าตนเองมีช่องว่างห่างจากคนอื่นๆ โดยเฉพาะคุณเจ๊สาวแกร่งแห่งแผนกจัดซื้อ ทั้งๆ ที่อุตส่าห์พยายามขยันตั้งใจช่วยงาน เพราะอยากจะสนิทสนมกับเพื่อนร่วมแผนกให้มากกว่านี้แท้ๆ แต่ดูจะเป็นเรื่องยากเกินหวังสินะ...


คนเหนื่อยใจห่อไหล่ด้วยความสลดหดหู่


พอความคิดติดลบ ก็คล้ายพลังงานทั้งหมดจะถูกถ่วงให้ร่วงลงไปตาม มีวิธีเดียวที่จะเรียกพลังให้ฟื้นกลับคืนมาได้


...รถต้องเติมน้ำมันฉันใด อาทิตย์ก็ต้องเติมนมเย็นฉันนั้น!






           

            ช่วงพักเที่ยง ชายหนุ่มเลยเผ่นออกนอกบริษัท ตั้งใจอยากเปลี่ยนบรรยากาศหาข้าวกินนอกโรงอาหารบ้าง


แต่สงสัยคงจะคิดผิด เพราะพอตรงไปยังร้านขายน้ำปั่นเจ้าเดียวในละแวกนี้ ก็พบว่ามีลูกค้ามุงรอซื้ออยู่เต็มไปหมด เขาเลยต้องจดรายการใส่กระดาษเอาไว้ แล้วยืนรอ


            ใช้เวลาพักใหญ่ ใกล้จะถึงคิวเต็มที ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงทักจากด้านหลัง


“อ้าว อาทิตย์มาซื้อน้ำเหรอ?...เออ ฝากด้วยดิพี่ขอชาเขียวปั่นแก้วหนึ่ง”


พี่จอห์นว่าพลางล้วงมือหยิบกระเป๋าตังค์ ก่อนมุ่นหัวคิ้ว


“พี่ไม่มีแบงค์ย่อยเลยว่ะ ฝากออกค่าน้ำไปก่อนแล้วกัน เสร็จแล้วช่วยเอาขึ้นมาที่ออฟฟิศเลยนะ”


            รู้สึกเหมือนโดนกรรมตามสนองชอบกลกับการขอแทรกคิวกระทันหัน แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากรับปาก...


“ได้ครับ”


สุดท้ายก็ต้องเอากระดาษมาเขียนรายการเพิ่ม แล้วยืนรอต่อ ส่วนเครื่องดื่มที่สั่งไปแรกๆ ก็วนมาถึงคิวพอดี 


“นมเย็นได้แล้วค่ะ”


เขาเอื้อมมือไปรับแก้วเครื่องดื่มสีชมพูหวาน แต่...


“อ่ะ ไม่ใช่ของน้องนะ...ของน้องผู้หญิงคนนี้จ้ะ”


พี่คนขายพยักพเยิดไปยังคนที่ยืนอยู่ข้างหลัง พอหันไปมองก็ต้องตกใจ เพราะเจ้าของคือเพื่อนร่วมงานโต๊ะข้างๆ


“ชอบกินนมเย็นเหรอเรา?”


เอิร์ธทักขึ้นมาตรงๆ ขณะรับแก้วเครื่องดื่มมาถือไว้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย


“คะ..ครับ”


เป็นอาทิตย์เสียอีกที่ทำหน้าเจื่อน ไม่รู้จะโดนหัวเราะรึเปล่าที่ดันมาชอบกินเครื่องดื่มสีหวานไม่เหมาะกับตนเอง ตอนเป็นเฮดว้ากเขาเลยพยายามเลี่ยงไม่กินมันต่อหน้าเด็กปีหนึ่ง


แต่ผิดคาด...อีกฝ่ายดันเห็นเป็นเรื่องปกติ


“พี่ก็ชอบกินนมเย็นนะ ยิ่งตอนรู้สึกเหนื่อยๆ มันทำให้สดชื่นดี...แล้วเราล่ะ?”


ไม่คิดว่าจะถูกถามในประเด็นนี้ อาทิตย์เลยต้องย้อนความทรงจำให้คำตอบ


“คือ...ตอนเด็กๆ ที่โรงเรียนผมมีนมแจกอยู่แค่สองรสครับ เป็นนมรสสตอเบอรี่กับนมรสช็อกโกแลต แต่ผมเคยกินนมรสช็อกโกแลตแล้วท้องเสีย...ตั้งแต่นั้นผมก็เลยเลือกกินแต่นมรสสตอเบอรี่ แล้วก็เลยชินกับนมสีชมพูมาจนถึงตอนนี้น่ะครับ”


            ที่มาซึ่งเขาไม่เคยบอกกับใครมาก่อน หลายคนอาจจะคิดว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นที่แตกต่าง ไม่เว้นแม้กระทั่งเอิร์ธ


            “แปลกดีนะ คนส่วนใหญ่เขาเริ่มกินเพราะความชอบ แต่เรากินเพราะความชิน”


“คงเพราะตอนนั้นมีแค่ตัวเลือกเดียวด้วยแหละครับ แล้วพอกินไปกินมาผมก็ดันชอบนมชมพูจริงๆ”


เอิร์ธพยักหน้าเข้าใจ “อืม ถ้าชอบนมชมพูจากเรื่องนี้ก็ดีแล้วล่ะ...”


ก่อนจะเปลี่ยนเป็นพูดด้วยน้ำเสียงแฝงนัยบางอย่าง


“...แต่กับเรื่องงานน่ะ เราไม่ได้มีแค่ตัวเลือกเดียว ถ้าไม่ชอบหรือไม่ไหวจริงๆ เราก็มีทางเลือกอื่นอีก อย่าทำแค่เพราะรู้สึกเคยชินกับมัน”


            ประโยคย้ำเตือนละม้ายคล้ายกับตอนที่อยู่ในห้องเอกสาร กระนั้นพอทบทวนดูดีๆ แล้ว มันไม่ใช่คำตำหนิ แต่เป็นคำเรียกสติให้ได้คิด และเขาก็เริ่มค่อยๆ เข้าใจในความหมายที่รุ่นพี่ต้องการจะสื่อ


            “นมเย็นได้แล้วค่ะ”


เสียงจากพี่คนขายส่งเครื่องดื่มตามคิว อาทิตย์กำลังจะล้วงกระเป๋าตังค์หยิบเงินออกมาจ่าย


“ไม่ต้องพี่เลี้ยงเอง”


มือเรียวยื่นแบงค์ตัดหน้าไปพร้อมเสียงห้าม และไม่ใช่เพียงแค่นมเย็น ยังรวมไปถึงชาเขียวปั่นของพี่จอห์นด้วย


“ขอบคุณครับพี่เอิร์ธ”


อาทิตย์พูดด้วยความรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ...ทั้งเรื่องเลี้ยงค่าเครื่องดื่ม และเรื่องคำชี้แนะอันเป็นประโยชน์


คุณเจ๊สาวแกร่งส่งรอยยิ้มตอบกลับมา ก่อนเจ้าตัวจะเดินขึ้นตึกออฟฟิศไป


บางที...ที่เคยคิดว่าไม่มีทางสนิทกับเพื่อนร่วมงานในแผนกจัดซื้อ เขาอาจกำลังคิดผิดไปก็ได้


            อาทิตย์ยกแก้วนมเย็นขึ้นมาดูด


...รสชาติของมันช่วยให้รู้สึกสดชื่น และหายเหนื่อยได้ทั้งกายและใจ







 

            ก้องภพยกแก้วกาแฟขึ้นมาดูด


...รสชาติของมันไม่ได้ช่วยให้รู้สึกสดชื่นขึ้น ซ้ำยังทำให้เหนื่อยหน่ายใจยิ่งกว่าเดิม เพราะปัญหาใหญ่ที่ยังแก้ไม่ตก


            “หรือว่าต้องยกเลิกงานรับน้องที่ทะเลจริงๆ วะ กูกะจะไปคลายเครียดหลังสอบเสร็จสักหน่อย หมดหวังเลยกู”


ดวงตาของเอ็มเหม่อลอยด้วยความหมดอาลัยตายอยาก ระหว่างเดินกลับไปยังตึกคณะ หลังได้รับแจ้งมาว่าทางมหาวิทยาลัยประกาศงดกิจกรรมรับน้องนอกสถานที่ เลยทำให้ธรรมเนียมประจำทุกปีของคณะวิศวกรรมศาสตร์อาจสิ้นสุดลงในรุ่นนี้


            “เออ...แต่ไม่ต้องห่วงนะ กูว่ากูคงจะอยู่ที่คณะอีกยาว คงได้เล่าตำนานรับน้องที่ทะเลให้รุ่นต่อๆ ไปฟังแน่ๆ”


            เอ็มพูดปลงๆ อย่างคนเห็นสัจธรรมว่า ไม่น่าจะรอดไปจากเงื้อมือของวิชากลศาสตร์ที่พร้อมปลิดชีวิตให้พวกเขาต้องตกซ้ำชั้นเป็นปู่เฝ้าคณะ


            “มึงก็เวอร์ไป จะเรื่องไหนมันก็ต้องมีวิธีผ่านไปได้ทั้งนั้น”


“เด็กหวังเกียรตินิยมอันดับหนึ่งอย่างมึงก็พูดได้นี่หว่า แต่อย่างกูเนี่ยต้องพึ่งโชคล้วนๆ มึงช่วยคิดหน่อยดิว่ากูต้องบนหัวหมูกี่หัววะถึงจะผ่าน”


ดวงตาเหม่อๆ เปลี่ยนไปมองขึ้นบนฟ้าราวกับจะพยายามหาเทวดาสักองค์เป็นที่ยึดเหนี่ยว โดยไม่ทันสังเกตว่าข้างล่างกำลังจะชนกับน้องผู้หญิงคนหนึ่งที่หอบหิ้วถุงใส่เอกสารมาเต็มสองมือ จนเซมาปะทะก้องภพซึ่งประคองไว้ได้พอดี


“เป็นอะไรไหมครับข้าวฟ่าง”


            ร่างสูงถามเสียงสุภาพกับน้องรหัสตนเอง


            “มะ...ไม่เป็นไรค่ะ”


            คนถูกโอบเอวตอบตะกุกตะกัก ใบหน้าขึ้นสีเรื่อ รีบผละออกจากอกของเฮดว้าก แต่ด้วยความที่มือยังคงหิ้วถุงใส่เอกสารซึ่งอัดไว้แน่น เลยทำให้เกือบเสียการทรงตัวอีกรอบ


            “ระวังนะครับ ถือไหวรึเปล่า ให้พี่ช่วยไหม”  


            “ไหวคะ สบายมากค่ะ”


            ดูเหมือนเธอจะตั้งสติได้แล้วเลยกลับเข้าสู่สมดุลตัวเอง แม้จะยังดูขัดๆ เขินๆ ก็ตาม


“ชีทอะไรเหรอครับ ทำไมถึงเยอะขนาดนี้”


“อ้อ ชีทติวสอบวิชาแคลคูลัสค่ะ เดี๋ยวพี่ปีสองจะมาช่วยติวให้”


            ยังโชคดีที่เหลือธรรมเนียมประจำสำหรับเด็กคณะวิศวะอีกหนึ่งอย่างให้ได้สืบสานต่อ ก้องภพจึงส่งคำแนะนำให้กับรุ่นน้องเหมือนที่เขาเคยได้รับมาจากรุ่นพี่


“ข้อสอบแคล อาจารย์ชอบออกตรงพื้นที่ใต้กราฟ ไปดูมาเยอะๆ นะ”


หล่อ ฉลาด แถมยังมีน้ำใจ...สมกับเป็นคนที่เหล่าบรรดาสาวน้อยสาวใหญ่คอยแอบปลื้ม


“ขะ...ขอบคุณมากค่ะ เดี๋ยวข้าวฟ่างเอาชีทไปให้เพื่อนก่อนนะคะ”


ร่างบางพยายามบังคับไม่ให้หัวใจตนเองเต้นรัว หากมันก็ยังแอบเผยออกมาในน้ำเสียงสั่นๆ ก่อนเธอจะรีบขอตัวเดินห่างออกไป


เหตุการณ์ทั้งหมดตกอยู่ในสายตาของเอ็มซึ่งตั้งข้อสังเกต...


“กูว่าน้องเขาชอบมึง”


“คงไม่หรอกมั้ง”


“กูว่าชัวร์”


“แต่ยังไงกูก็มีตัวจริงอยู่แล้ว”


คำยืนยันอย่างมั่นคงโดยไม่สะดุดหรือออกอาการไขว้เขว จนคนแซวต้องเบ้หน้าหมั่นไส้


“เออใช่ซี๊...แม่งอิจฉาว่ะ ของกูเนี่ยตัวสำรองยังเป็นได้รึเปล่าก็ไม่รู้”


“ก็รีบทำคะแนนเข้าสิ” ก้องภพแนะนำ


หากเพื่อนสนิทกลับทอดสายตาเหม่อมองฟ้าอีกรอบ แถมคราวนี้มาพร้อมการระบายลมหายใจ นัยว่ามันเป็นเรื่องที่ต้องหวังพึ่งชะตาลิขิตมากกว่าทุกๆ เรื่อง


“ถ้ามันมีผลคะแนนออกมาให้ดูเลย กูก็อยากเห็นเหมือนกันว่ะ...เผื่อกูจะได้รู้ว่าที่ผ่านมาได้แต้มหรือโดนหักแต้มตรงไหนบ้าง แล้วต้องพยายามอีกเท่าไรถึงจะได้คะแนนเต็ม”


ถ้อยความนี้สะกิดใจให้ก้องภพได้คิดย้อนกลับไปเมื่อสัปดาห์ก่อน


...หลังเสร็จสิ้นพิธีบายศรี พี่อาทิตย์ก็รีบร้อนขอตัวกลับไปทันที แม้เจ้าตัวจะบอกเขาว่าสบายดี แต่เสื้อผ้าที่เลอะเทอะเป็นก็หลักฐานชัดเจนว่า คงเผชิญเรื่องยากลำบากในการทำงานไม่ใช่น้อย  ทั้งๆ ที่เป็นแบบนั้น อีกฝ่ายก็ยังคงอุตส่าห์มาหาโดยไม่ปริปากบ่น


...แล้วตัวเขาเองล่ะ ได้ทำอะไรเพื่อพี่อาทิตย์บ้างแล้วรึยัง?


หากความสัมพันธ์สามารถวัดผลได้เป็นคะแนนจริง


ก้องภพก็อยากจะรู้ว่า...เขาเป็นคนรักที่ดีสำหรับพี่อาทิตย์ได้มากสักแค่ไหนกัน


“ขืนกูเอาเรื่องที่ไม่ได้รับน้องนอกสถานที่ไปบอกกับเมย์ มีหวังคะแนนได้ลดลงอีกแน่ๆ”


เด็กติดเกมส์สีหน้าสลด คาดเดาไปเรียบร้อยแล้วว่า แต้มหัวใจของคนที่ตนตามจีบคงลดขั้นน้อยกว่าเดิม เพราะประธานภาคผู้ทุ่มเทให้กิจกรรมรับน้องคงจะผิดหวัง แต่กลับโดนตำแหน่งรองประธานห้ามเอาไว้


            “อย่าเพิ่งบอก กูว่าจะลองทำตามธรรมเนียมดูก่อน”


“ฮะ!? มึงจะแหกกฎแอบไปรับน้องนอกสถานที่กันเองเหรอ” เอ็มว่าทึ่งๆ


“เปล่า...กูไม่ได้หมายถึงธรรมเนียมนั้น”


ก้องภพรีบแก้ไขความเข้าใจผิด เพราะคณะวิศวกรรมศาสตร์ยังเหลืออีกธรรมเนียมหนึ่ง


...อะไรที่ยากเกินความสามารถก็ต้องให้รุ่นพี่ช่วยติว!






 

            หอพักของอาทิตย์อยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยค่อนข้างไกล พอเลิกเรียนในตอนสี่โมงเย็น ก้องภพจึงรีบมุ่งหน้ามาหาทันที กระนั้นเขาก็ต้องเผชิญกับการจราจรติดขัดอยู่เป็นนาน พนักงานออฟฟิศที่ต้องใช้ชีวิตท่ามกลางเรื่องเหล่านี้ทุกๆ วัน คงจะเสียเวลาบนท้องถนนไม่น้อย แทนที่จะได้รีบกลับไปพักผ่อนกัน


            นึกเห็นใจในความเหนื่อยยาก และยิ่งทำให้เขารู้สึกเป็นห่วงคนที่ไม่ค่อยชอบดูแลตัวเองเข้าไปใหญ่ จนอยากจะพบเจอหน้าอีกฝ่ายเร็วๆ


            ผมรออยู่หน้าหอแล้วนะครับ


            อันที่จริง ก้องภพพิมพ์ไลน์แจ้งพี่อาทิตย์ไปตั้งแต่หลังคุยกับเอ็มเสร็จ เป็นการด่วนตัดสินใจปุบปับโดยไม่ได้นัดหมายล่วงหน้า แน่นอนว่าต้องถูกโวยวายกลับมาเป็นกระบุง แต่สุดท้ายเขาก็ได้รับการยินยอมจากคำตอบสั้นๆ


กำลังไป รออีกสิบห้านาที


เช็คนาฬิกาตอนนี้เป็นเวลาเกือบหกโมงเย็น ใต้หอพักกึ่งแมนชั่นเริ่มมีทั้งคนวัยทำงาน และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยใกล้ๆ ทยอยกันแสกนบัตรผ่านประตูขึ้นลิฟต์กลับห้อง ร่างสูงสวมเสื้อช็อปที่ยังเดินป้วนเปี้ยนอยู่อย่างโดดเดี่ยวเลยดูแปลกแยกออกมา จนคุณป้าผู้ดูแลหอต้องเข้ามาสอบถาม


“มาดูห้องรึเปล่าจ๊ะ?”


“เปล่าครับ พอดีมารอคนน่ะครับ”


จะบอกว่ามารอแฟนตรงๆ ก็แอบจะเกรงใจผู้หลักผู้ใหญ่ไปสักนิด


            “อ้อ งั้นมานั่งรอตรงนี้ก่อนก็ได้นะ”


ผู้ดูแลหอพักเอื้อเฟื้อน้ำใจพยักเพยิดไปยังเก้าอี้ที่วางอยู่ใต้บอร์ดติดโฆษณาให้เช่าห้อง เขาเลยเตรียมปลดกระเป๋าสะพาย วางถุงใส่ของที่ซื้อมาฝาก หากยังไม่ทันนั่งก็ได้ยินเสียงเรียกจากด้านหลัง


            “ก้องภพ”


คนที่บอกให้รอสิบห้านาที แต่เพียงแค่ห้านาทีก็มาปรากฏกายตรงหน้าจนสร้างความแปลกใจ    


“พี่อาทิตย์มาเร็วจังเลยนะครับ”


หนุ่มออฟฟิศมุ่นหัวคิ้วเข้าหากัน ราวกับมันเป็นคำทักทายแรกเจอโง่ๆ


...ก็จะไม่ให้เร็วได้ยังไง ในเมื่อเขากระโดดลงจากรถเมล์กลางทาง เพราะรถมันติดไม่ขยับไปไหน เลยเลือกโบกวินมอเตอร์ไซต์ แล้วบอกให้พี่วินสวมวิญญาณเด็กแว้นซิ่งเต็มสปีด โดยมีสก๊อยอย่างเขาเกาะหนึบเป็นตุ๊กแก ลุ้นปาดซ้ายปาดขวาจนกลัวว่าจะได้ไปเฝ้ายมบาลก่อนวัยอันควร 


อุตส่าห์ลำบากรีบเดินทางมา อาทิตย์จึงได้แต่เอ่ยด้วยน้ำเสียงตึงๆ


“ถ้าอยากจะนั่งรออยู่ตรงนั้นให้นานกว่านี้ก็ตามใจ”


กล่าวจบก็เดินหันหลังแสกนบัตรผ่านประตูเข้าหอพักทันควัน


ก้องภพเลยต้องรีบหอบของตามขึ้นลิฟต์ไปติดๆ ระหว่างรอให้ถึงชั้นห้าก็เริ่มปฏิบัติการง้อ


“ขอโทษครับ ผมรู้ว่าตัวเองมากะทันหัน...แต่ผมเคยบอกแล้วว่าอยากจะมาหาพี่อาทิตย์บ้าง ผมไม่อยากให้พี่ต้องเหนื่อยมาหาผมฝ่ายเดียว”


งานหยอด งานถนัด หมาป่าเจ้าเล่ห์รู้ดีว่าจะทำอย่างไรให้คนโกรธใจอ่อน แถมมีลูกเล่นด้วยการทิ้งเสียงถามอ้อนๆ


 “...หรือพี่อาทิตย์ไม่อยากเจอผมเหรอครับ?”


เจอไม้นี้เข้าไปก็ต้องยอมแพ้...


อาทิตย์คลายความหงุดหงิดลงเล็กน้อย พลางอ้างเหตุผล


“ก็ไม่ใช่อย่างนั้น แต่คราวหลังจะมาก็บอกกันล่วงหน้าบ้าง อย่าโผล่มาแบบนี้อีก ห้องผมยังไม่ได้เก็บ รกจะตาย”


            “ไม่เห็นเป็นไรเลยครับ”


            ก้องภพไม่ถือสา ด้วยรู้นิสัยคนไร้ระเบียบมาตั้งแต่สมัยเรียน


แต่พอเปิดประตูห้อง 508 เข้าไปจริงๆ สภาพด้านในก็ทำเอาเผลอยืนทึ่ง


            ...เสื้อผ้าที่ใส่แล้วสุมรวมกันล้นตะกร้าจนลามมากองบนพื้น หนังสือกระดาษเอกสารวางระเกะระกะเต็มโต๊ะ ผ้าปูเตียงยับยู่ยี่ หมอนกระจายไปคนละทิศ ในตู้เต็มไปด้วยแพ็คบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง หอยลายกระป๋อง แถมยังมีถุงเปล่าจากร้านสะดวกซื้อที่ใช้แล้วยัดซ้อนกันลวกๆ เป็นสิบๆ ใบ


            นิยามของผู้ใช้ห้องนี้มีสองอย่างคือ


...เอาไว้แค่ซุกหัวนอน หรือ ประสบภัยธรรมชาติจนต้องตุนข้าวสารอาหารแห้งไว้ยังชีพ


            “เห็นไหมล่ะ ผมบอกแล้วว่ามันรก ช่วงนี้ยุ่งๆ ขนาดผ้ายังไม่มีเวลาไปซักจนจะไม่เหลือใส่อยู่แล้ว”


           วิศวกรจัดซื้อผู้แสนขยันกับงานที่ออฟฟิศ แต่กับงานที่บ้านน่ะมันเป็นอีกเรื่อง


“งั้นผมเอาลงไปซักให้ไหมครับ”


            “ไม่ต้องหรอก ผมจัดการเอง”


อาทิตย์รีบยัดเสื้อผ้าใช้แล้วที่หล่นออกมานอกตะกร้าให้ดูสะอาดตาขึ้น หวังกู่ภาพลักษณ์อันแสนซกมกของตัวเอง เมื่อเทียบกับฝ่ายที่ห้องมักจะเรียบร้อยอยู่เสมอ มิหนำซ้ำยังทำตัวเป็นพ่อศรีเรือน เมื่อสายตาคมบังเอิญเหลือบไปเห็นของในมือแขกที่มาเยี่ยม


“นั่นถุงอะไรเหรอ?”


            “อ้อ ผมเอาของเพิ่มพลังมาให้”


ก้องภพหยิบกล่องข้าวในถุงมาเปิด กลิ่นหอมของเมนูโปรดจากร้านเจ้าประจำหน้ามหาวิทยาลัยลอยฟุ้งมาเตะจมูก


“แท่น แท๊น...ข้าวผัดกระเพราไข่ตุ๋นครับ”


            “แล้วไหนไข่ตุ๋น? เห็นแต่ข้าวผัดกระเพราเปล่าๆ”


คนถูกถามล้วงเข้าไปในถุงอีกใบ หยิบไข่ไก่ขึ้นมาชูให้เห็น


อาทิตย์เบิกตากว้าง


“อย่าบอกนะว่าจะทำเอง  ไหนเคยบอกว่าขนาดไข่เจียวยังทอดไหม้เลยไง”


“ผมศึกษาในเว็บมาแล้วครับ ใช้แค่ไมโครเวฟง่ายๆ แต่ของผมจะดัดแปลงสูตรนิดหน่อย ใส่เครื่องเยอะๆ ให้เป็นไข่ตุ๋นทรงเครื่อง รับรองเลยว่าพี่ต้องไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนแน่ๆ”


ไม่รู้ว่าควรจะขำหรือซาบซึ้งดี ที่เห็นท่าทางจริงจังของเด็กวิศวะในเสื้อช็อปกำลังจะกลายร่างเป็นพ่อครัวหัวป่าก์ แต่ในเมื่อตั้งใจมาขนาดนี้แล้ว เขาก็ไม่อยากขัด


“จะให้ช่วยไหม”


“พี่อาทิตย์เอาผ้าลงไปซักดีกว่าครับ”


“คร้าบๆ”


เจ้าของห้องขานรับ รู้สึกคล้ายโดนแม่สั่งใช้งานยังไงบอกไม่ถูก แต่ก็ดีที่เขาจะได้มีเวลาจัดการเก็บกวาดห้องให้เรียบร้อย


การทำความสะอาดจึงดำเนินไปควบคู่กับเสียงก๊อกแก๊กของการทำอาหาร


กระทั่งผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง...


“เสร็จแล้วครับ”


ในที่สุดพ่อครัวก็วางชามใบย่อมบรรจุไข่ตุ๋น ซึ่งใส่ส่วนประกอบทั้งปูอัด ข้าวโพด แครอท ถั่วลันเตา และเพราะความสารพัดเครื่องของมันจึงทำให้หน้าตาดูบูดๆ เบี้ยวๆ กว่าไข่ตุ๋นเนื้อเนียนตามปกติ


“อืม...ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนจริงๆ ด้วย”


อาทิตย์พูดแซวโดยไม่คิดจะเก็บอาการขำเล็กๆ อย่างออกนอกหน้า


“ลองชิมก่อนสิครับ มันอาจจะอร่อยก็ได้”


ก้องภพยังคงไม่ยอมแพ้ยื่นช้อนมาให้  มองอีกฝ่ายรับไปตักไข่ตุ๋นเนื้อนุ่มเข้าปากท่ามกลางความลุ้น


“เป็นไงครับ”


“จืด...”


คนชิมคอมเมนต์สั้นๆ ตรงไปตรงมา ในเมื่อพ่อครัวไม่ชอบรสจัดจ้าน แถมยังไร้ประสบการณ์ทำอาหาร จะหวังให้รสชาติดีเลิศระดับมิชชินลินสตาร์สามดาวคงเป็นไปไม่ได้


“ถ้าไม่อร่อย พี่อาทิตย์จะไม่กินก็ได้นะครับ”


ใบหน้าหล่อเหลาเศร้าสลดลงไปทันที เตรียมยกชามไข่ตุ๋นออกห่าง หากก็โดนช้อนปริศนามาตีมือ


“จะเอาไปไหน”


อาทิตย์รีบดึงชามกลับ ย้อนถามเพื่อให้ทำความเข้าใจเสียใหม่


“...ผมพูดเหรอว่ามันไม่อร่อย แล้วผมพูดเหรอว่าจะไม่กิน”


ว่าจบ เจ้าตัวก็เปิดกล่องข้าวผัดกระเพราทานคู่กับไข่ตุ๋นทรงเครื่องจ้วงเอาๆ แล้วยังเงยหน้าถามคนที่มัวแต่มองอึ้ง


“อ้าวไม่กินล่ะ?”


“กินครับ”


ก้องภพรีบตักไข่ตุ๋นพร้อมรอยยิ้มเปี่ยมไปด้วยความดีใจ ไม่เสียแรงที่ใช้เวลาตลอดช่วงบ่ายศึกษาวิธีการทำอาหารแบบง่ายๆ จากในโซเชี่ยลอยู่หลายเว็บ


หลังจากนั้นพวกเขาสองคนก็เริ่มต้นกินข้าวไปพร้อมกับการเปิดหัวข้อพูดคุย


“เออ พี่อาทิตย์ครับ...ตอนนี้รุ่นผมกำลังเจอปัญหาถูกสั่งห้ามไม่ให้ไปรับน้องนอกสถานที่น่ะครับ”


“อ้อ เรื่องปกติ ทางมหาลัยก็ห่วงความปลอดภัยของเด็กๆ นั่นแหละ รุ่นผมก็เจอ”


“แล้วพี่ทำยังไงถึงได้รับการอนุมัติล่ะครับ”


“อืม...ตอนนั้นก็ตื้ออาจารย์อยู่หลายวัน แล้วก็ต้องรับปากว่าจะไม่มีการรับน้องรุนแรง ส่วนกิจกรรมที่จัดก็เพิ่มการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ให้น้องๆ ได้เรียนรู้เข้าไปด้วย รุ่นคุณก็เลยต้องแวะที่สวนสมุนไพรกันก่อนไง จำได้ไหม?”


“จำได้ครับ”


“นั่นแหละ ลองหาสถานที่ส่งเสริมการศึกษาแบบนี้ดู บอกอาจารย์ไปว่ารุ่นคุณประทับใจ เลยอยากให้น้องปีหนึ่งได้มาเจอประสบการณ์แบบเดียวกัน เพราะน้องปีหนึ่งหลายคนคงไม่มีโอกาสได้มาเห็น แล้วมันก็เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ด้วย”


...คิดถูกจริงๆ ที่มาปรึกษาคนคนนี้


ข้อแนะนำดีๆ จากอดีตเฮดว้ากช่วยให้ก้องภพเห็นทางสว่าง จนเริ่มมีความหวังขึ้นมา นอกจากนั้นก็ยังมีความหวังอีกหนึ่งอย่าง


“แล้วพี่จะไปรับน้องด้วยรึเปล่าครับ พวกผมน่าจะจัดกันหลังสอบเสร็จช่วงเสาร์อาทิตย์ใกล้สิ้นเดือน”


ช้อนที่ตักไข่ตุ๋นชะงักลงไปเล็กน้อย


“ยังไม่แน่ใจ...พอดีช่วงนี้งานผมยุ่งๆ”


แม้จะผิดหวังอยู่บ้าง แต่ก้องภพก็ไม่คิดจะตื๊อต่อ ด้วยรู้ดีว่าอีกฝ่ายมีหน้าที่การงานต้องรับผิดชอบมากแค่ไหน


“ผมเข้าใจครับ ยังไงพี่อาทิตย์ก็อย่าหักโหมมากนะครับ”


คนฟังพะงกศีรษะพร้อมกับกวาดข้าวกระเพราไข่ตุ๋นคำสุดท้ายเข้าปาก


“ผ้าในเครื่องคงได้แล้วมั้ง”


มื้ออาหารจบลงอย่างรวดเร็วพร้อมๆ กับที่ได้เวลาลงไปเอาผ้าพอดี


อาทิตย์ลงไปหิ้วตะกร้าผ้าขึ้นมา ครั้นเปิดประตูห้องก็พบว่าก้องภพกำลังล้างชามที่ใส่ไข่ตุ๋น และเก็บกวาดกล่องข้าวไปทิ้งขยะจนสะอาดเรียบร้อย เตรียมรอช่วยเขาตากผ้าตรงระเบียงด้านนอก ซึ่งมีขนาดพื้นที่ค่อนข้างคับแคบ 


ผู้ชายสองคนเลยต้องยืนตากผ้าเก้ๆ กังๆ บนราวแขวนที่ดูท่าจะไม่พอ เนื่องจากมีปริมาณผ้ามหาศาล ยังดีที่ลมเย็นๆ ในยามค่ำคืนพัดผ่อนมาพอให้อากาศได้สดชื้น


ขณะกำลังตากผ้าด้วยความเพลินเพลิน อาทิตย์กลับรู้สึกเหมือนโดนแมลงตัวโตขยับยุกยิกอยู่ตรงท้ายทอย พอเอื้อมไปตะปบก็คว้าบางอย่างได้


“เฮ้ย! ทำอะไร”


ในมือก้องภพถือแมลงไม้หนีบผ้าตัวใหญ่ที่กำลังหนีบกินผมของเขา


“อยู่นิ่งๆ สิครับ ถ้าพี่อาทิตย์ผมยาวกว่านี้จะได้หนีบได้เหมือนเมื่อก่อนไงครับ”


“หยุดเลยนะโว้ย!


เขาร้องโวยวาย นึกอยากจะหันเอาไม้หนีบผ้าไปหนีบอีกฝ่ายคืนบ้าง หากพอเอี้ยวตัวกลับมาต้องเผลอหยุดมือหลังได้ยินคำถาม 


“คืนนี้ขอผมนอนที่นี่ได้ไหมครับ”


เป็นการขอแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ดวงตาที่สบมองมานั้นเต็มไปด้วยความจริงจัง


“พรุ่งนี้ไม่มีเรียนเช้าเหรอ”


“ผมมีเรียนบ่ายพอดีเลยครับ”


“เหมือนวางแผนมาล่วงหน้าแล้วเลยนะ”


นัยน์ตาจริงจังนั้นเสหลบไปทางอื่นอย่างคนปิดบังแผนการเอาไว้ไม่มิด แต่ต่อให้รู้ทันฝ่ายถูกขอก็ไม่คิดปฏิเสธ


“ตามใจ ถือซะว่าเป็นค่ามื้อเย็นก็แล้วกัน”


พอได้รับอนุญาตร่างสูงก็ยิ้มกว้าง นับว่าไข่ตุ๋นทรงเครื่องเป็นการลงทุนที่คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม


พวกเขาใช้เวลาตากผ้า จัดห้อง ดูโทรทัศน์ อาบน้ำ ไปจนกระทั่งเตรียมตัวเข้านอน


“ปิดไฟแล้วนะ”


อาทิตย์ดับสวิตช์เดินฝ่าความมืดกลับมายังเตียงฝั่งตัวเอง เพียงแค่ทอดกายก็ได้รับแรงกอดจากด้านหลัง พร้อมคำกระซิบเบาๆ


“ฝันร้ายนะครับ”


...เฮ้ย!? ทำไมมาแช่งกันแบบนี้ พูดผิดรึเปล่า?


“มันต้องบอกว่าฝันดีไม่ใช่เหรอ”


“ฝันร้ายน่ะถูกแล้วครับ...เผื่อผมจะได้เข้าไปช่วยพี่ในฝัน”


นั่นไง...ถูกจีบเข้าอีกจนได้ แต่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีถ้อยคำหวานก็พาให้หัวใจเขาสั่นไหวได้เสมอ


“เออ ฝันร้ายเหมือนกัน”


อาทิตย์อวยพรกลับคืน แล้วหลับตาลง ซึมซับไอละมุนจากอ้อมกอดอุ่นอันอ่อนโยน


...ขอแค่นี้ ไม่ต้องมีอะไรเป็นพิเศษ แค่ได้ใช้ชีวิตธรรมดาที่เรียบง่าย อยู่ด้วยกันแล้วรู้สึกอบอุ่นใจเท่านั้นก็เพียงพอ


และคืนนี้ก็เป็นอีกหนึ่งคืนที่คู่รักสองคนนอนหลับสนิทจวบจนถึงเช้า







 

“พระอาทิตย์ครับ!...พระอาทิตย์!...”


            คนงัวเงียเหลือบมองเห็นแสงสว่างอยู่ปลายตา นึกรำคาญในใจกับเสียงโวยวายอยู่ข้างหู


...แสงจ้าขนาดนี้ก็ต้องเป็นพระอาทิตย์อยู่แล้ว จะตื่นเต้นตกใจอะไรนักหนา


            กำลังจะม้วนตัวมุดในผ้าห่มกลับไปนอนสบายๆ อีกรอบ แต่เสียงจอแจก็ไม่ยอมหยุด ซ้ำยังชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ


“พี่อาทิตย์!...พี่อาทิตย์สายแล้วนะครับ!


            เท่านั่นแหละ คนบนเตียงก็กระเด้งลุกขึ้นมาทันควัน คว้าสมาร์ตโฟนขึ้นมาดูเวลา ตัวเลข 8:30 ที่ปรากฏบนหน้าจอยิ่งเรียกให้ตาสว่าง


            “เฮ้ย! ก้องภพทำไมคุณไม่ปลุกผม!


            “ผมปลุกไปหลายรอบแล้วครับ แต่พี่ไม่ยอมตื่น”


ผู้รับผิดชอบหน้าที่เอ่ยด้วยความอ่อนใจ นึกถึงคราวก่อนตอนมาค้างหอเขาก็เป็นแบบนี้ เลยเป็นสาเหตุให้พี่อาทิตย์ไปทำงานสาย


รู้ว่าอีกฝ่ายค่อนข้างขี้เซาและตื่นยากจึงต้องเลือกหอพักที่อยู่ห่างจากบริษัทไม่มากนัก แต่ถึงกระนั้นการจราจรในช่วงเวลาเร่งด่วนก็ไม่ต่างจากการเสี่ยงโชควัดดวง ไม่มีอะไรการันตีว่าจะทันหรือไม่ทัน


พนักงานออฟฟิศเลยรีบวิ่งไปอาบน้ำแต่งตัวด้วยความเร็วทุบสถิติ คว้ากระเป๋า แล้วเผ่นไปสวมถุงเท้าเตรียมออกนอกห้อง


“พี่อาทิตย์ไม่กินอะไรสักหน่อยเหรอครับ”


“คงไม่ทันแล้ว เออ...ถ้าคุณจะออกไปก็ช่วยล็อกประตูให้ด้วยแล้วกัน”


สั่งรวดเดียวจบ ก่อนจะเอื้อมมือไปหมุนลูกบิด โดยมีเสียงก้องภพพูดให้กำลังใจไล่หลัง


            “ตั้งใจทำงานนะครับ”


            แล้วพวกเขาก็ลากันง่ายๆ เพียงเท่านี้...


            หนุ่มวิศวะถอนหายใจอยู่ในห้องของคนรักเพียงลำพัง มองออกไปนอกระเบียงที่ยังคงมีเสื้อผ้าตากทิ้งไว้ ท้องฟ้าวันนี้เมฆครึ้มกว่าปกติ


ถ้าเป็นเมื่อก่อน ทุกครั้งเวลาฝนตก เขาก็มักจะคอยดูเสื้อผ้าที่ตากไว้ห้องฝั่งตรงข้าม และก็จะโทรเตือนพี่อาทิตย์ซึ่งชอบซักผ้าตอนดึกๆ ให้เก็บเข้ามาเป็นประจำ แต่พออยู่ไกลกัน โอกาสที่จะคอยดูแลก็ลดน้อยลงไปด้วย


            ...อยากจะดูแลพี่อาทิตย์เพิ่มขึ้นกว่านี้อีกสักนิดก็ยังดี


หากก็เป็นสิ่งที่ก้องภพได้แต่คิดอยู่ในใจ







 


            อาทิตย์มาถึงออฟฟิศแสกนบัตรเข้างานได้ทันเวลาเฉียดฉิว


ขณะนั่งพักหายใจอยู่ตรงโต๊ะตัวเองพลางนึกขอบคุณสวรรค์ที่ช่วยให้รอดตาย ด้านฝั่งนรกคงจะกลัวน้อยใจเลยรีบตามมาเยี่ยมเยียนติดๆ


“อาทิตย์ตกลงของจากบริษัทแรงโก้ได้สิ้นเดือนนี้ใช่ไหม”


พี่จอห์นเดินตามมาทวงถามถึงโต๊ะ เขาเลยต้องรายงานตามความจริง


“ทางนั้นจะโทรมาแจ้งอีกทีครับ”


“เฮ้ย! ได้ยังไงกัน พี่บอกแล้วไงว่ามันเป็นงานด่วน เดี๋ยวจะขึ้นไลน์ผลิตไม่ทัน เราโทรไปเช็คอีกรอบได้ไหม”


ปกติมนุษย์ได้ครับจะมีตัวเลือกแค่คำตอบเดียว แต่เพราะได้รับคำแนะนำจากพี่เอิร์ธ เขาจึงไม่กล้าพูดแบบทุกที ที่สำคัญ เขารู้ว่าบริษัทแรงโก้คงไม่แฮปปี้เท่าไรที่โดนเร่งให้ส่งของยิกๆ เหมือนถูกเจ้าพ่อตามทวงหนี้


“คือ...”


ขณะกำลังแสดงสีหน้าลำบากใจ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นขัดจังหวะ พร้อมกับข่าวดีที่รอคอย


“ของจะส่งให้ได้เร็วสุดเป็นภายในวันเสาร์ที่ 30 นะครับ”


“ได้จริงๆ เหรอครับ! ขอบพระคุณมากๆ ครับ!


อาทิตย์ดีใจจนแทบจะมุดโทรศัพท์เข้าไปกระโดดกอดฝ่ายที่ยอมช่วยเหลือ


พอวางสายเสร็จก็รีบหันไปแจ้งพี่จอห์นอย่างตื่นเต้น แทนที่จะร่วมยินดีไปด้วย เจ้าพ่อเทคโนโลยีกลับหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาสไลด์เปิดแอพพลิเคชั่นตรวจดูตารางงานของตัวเอง


“วันเสาร์ที่ 30 เหรอ? วันนั้นพี่ติดธุระด้วยสิ เพื่อนพี่จะบินมาจากปักกิ่ง ยังไงฝากเราช่วยดูให้ทีแล้วกัน...เออ แล้วก็ฝากไปบอกทางฝ่ายผลิตด้วยนะ จะได้มีคนอยู่รับของ”


ร่ายคำสั่งยาวเป็นชุดพร้อมกับการตบบ่าฝากฝังตามสไตล์ด้วยความเคยชิน หากครั้งนี้อาทิตย์ไม่ยอมปฏิบัติตัวให้ชินเหมือนเก่า


“แต่ว่า...”


            “จอห์น เรื่องบิลที่จะตั้งงบเบิกเช็คเสร็จเรียบร้อยแล้วรึยัง”


เสียงเรียกจากผู้จัดการดนัย ทำให้คนโดนตามตัวต้องผละออกจากโต๊ะแยกย้ายกลับไปทำหน้าที่ โดยทิ้งอีกหนึ่งหน้าที่ให้รุ่นน้องไปสานต่อเอาเองตามลำพัง


...เป็นอันถูกมัดมือชกไปเรียบร้อยแล้วสินะ


ต่อให้ไม่พูดคำว่า ได้ครับ แต่ท้ายสุดเขาก็จำต้องปฏิบัติตามภารกิจที่ดูเหมือนจะเป็นภาระจริงๆ มากขึ้นทุกทีอย่างเลี่ยงไม่ได้อยู่ดี







 

ภายในโรงงานไลน์ผลิตส่งเสียงอึกทึก ทั้งจากการทำงานของคนและเครื่องจักรจำนวนมาก มองเผินๆ เหมือนจะเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย แต่ถ้าสังเกตดูดีๆ จะพบว่าทุกกระบวนการผลิตถูกวางแผนไว้อย่างเป็นระบบ ด้วยฝีมือของวิศวกร ผู้คิดคำนวณขั้นตอนอย่างรอบคอบให้ก่อเกิดศักยภาพได้สูงสุด


และหนึ่งในทีมวิศวกรมากความสามารถ ก็คือชายหนุ่มไว้เคราแพะเซอร์ๆ ซึ่งยิ้มทักทายทันทีที่เห็นเขา


“แอบอู้งานแวะมาเที่ยวที่นี่เหรออาทิตย์”


“ไม่ได้แอบอู้ครับพี่หยง ผมจะมาแจ้งว่าฝาแสตนเลสของกระติกน้ำร้อนจากบริษัทแรงโก้จะมาวันเสาร์ที่ 30 น่ะครับ”


            “วันเสาร์ที่ 30 เลยเหรอ? ทำไมถึงนานขนาดนั้น”


            “คือ...ผมพยายามโทรไปเร่งแล้ว แต่ทางนั้นให้ได้เท่านี้จริงๆ ครับ”


            “เร่ง?”


หยงเลิกคิ้วงง จนเขาต้องทวนย้ำความทรงจำ


“ก็กำหนดส่งมันต้องเป็นต้นเดือนไงครับ”


หากคราวนี้อาทิตย์กลับต้องเป็นฝ่ายนิ่งอึ้งแทน เมื่อได้รับฟังเบื้องหลังที่แท้จริง


“แต่พี่ยื่นเรื่องสั่งฝาสแตนเลสไปตั้งแต่สองสัปดาห์ก่อนแล้วนะ”


...สั่งไปตั้งแต่สองสัปดาห์ก่อนแล้วงั้นเหรอ? ถ้างั้นทำไมใบสั่งซื้อถึงกำหนดส่งช้าขนาดนั้น


...นี่มันหมายความว่ายังไงกัน?


หนุ่มวิศวกรหัวไวคงคาดเดาอาการมึนงงของคู่สนทนาได้ จึงปะติดปะต่อที่มาที่ไปให้ฟัง


“นายก็รู้ว่าก่อนไลน์ผลิตจะเปิด พี่ต้องเช็คสต็อกทุกอย่างล่วงหน้าเตรียมไว้ให้พร้อม เลยสั่งพวกวัสดุกระติกน้ำไฟฟ้ากับฝ่ายจัดซื้อไปตั้งนานแล้ว เมื่อวานอุปกรณ์อื่นๆ ก็ทยอยมาส่ง ขาดก็แค่ฝาสแตนเลสเนี่ยแหละ พี่ก็เลยโทรขึ้นไปตาม”


อาทิตย์ค่อยๆ ฉุกใจคิด


ใช่...เขาเคยฝึกเทรนโปรในฝ่ายผลิตย่อมรู้ดีว่า ของในสต็อกจะต้องถูกเช็คเตรียมไว้อย่างละเอียดถี่ถ้วน เพราะเมื่อเปิดไลน์ผลิตแล้ว วิศวกรจะได้สามารถควบคุมให้สินค้าออกมาตามจำนวนเป้าหมายที่วางแผนไว้ในแต่ละวัน นี่คือกระบวนการทำงานที่วิศวกรผลิตต้องทำหน้าที่รับผิดชอบ


...ถ้าอย่างนั้นอะไรคือกระบวนการทำงานที่ต้องรับผิดชอบของวิศวกรจัดซื้อ?


สีหน้าของเขาคงเต็มไปด้วยความสับสน พี่หยงเลยต้องพูดปลอบให้กำลังใจ



“เอาเถอะ...ของมาวันเสาร์ก็ยังพอทันอยู่ งานที่ต้องสื่อสารกันหลายคน ก็คงอาจจะมีเรื่องเข้าใจผิดกันบ้าง ถ้าเกิดปัญหาอะไรก็ช่วยแก้กันไป...เราน่ะไม่ใช่ซูเปอร์ฮีโร่ที่จะทำได้หมดทุกอย่างคนเดียวซะหน่อย”


...เราไม่ใช่ซูเปอร์ฮีโร่ที่จะทำได้หมดทุกอย่างคนเดียว


เหมือนเขาคุ้นเคยกับประโยคนี้-จากที่ไหนสักแห่งมาก่อน


...ที่นี่ไม่ต้องการฮีโร่!...แล้วเพื่อนคุณต้องนั่งรอให้คุณช่วยอยู่คนเดียวรึไง!..


คำพูดที่เคยกล่าวไว้ในอดีตย้อนกลับมาทิ่มแทงตัวเองจนบาดลึก


อาทิตย์ได้แต่คิดทบทวนถึงเรื่องนี้ ระหว่างการทำงานตลอดทั้งวัน







 

เมฆที่อึมครึ้มแต่เช้า เทฝนกระหน่ำในช่วงเย็นตอนเลิกงาน กว่าอาทิตย์จะใช้เวลากลับถึงหอก็เลยเวลาทานข้าวเย็นมาพักใหญ่


หิวจนท้องกิ่ว แถมผ้าที่อุตส่าห์ตากไว้ก็ดันเก็บไม่ทันอีก


ทั้งที่เตรียมใจไว้เรียบร้อย แต่พอไขประตูเปิดห้องตัวเอง เขากลับพบกองเสื้อผ้าสะอาดถูกรีดพับเป็นระเบียบ ไม่เพียงแค่นั้น ในตู้เย็นยังเห็นไข่ตุ๋นหน้าตาบูดๆ เบี้ยวๆ หนึ่งชามเตรียมรออุ่นพร้อมทานได้ในทันที


...ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าใครเป็นคนทำให้


อาทิตย์จึงเลือกกินไข่ตุ๋นทรงเครื่องเป็นมื้อเย็น พอตักเข้าปากรสชาติแสนคุ้นเคยก็ติดอยู่ในใจ


นานแล้วที่เขาไม่ได้ทานอาหารปรุงเสร็จใหม่ๆ ทุกๆ วันเขาต้องพึ่งแต่อาหารสำเร็จรูป...เย็นชืด...ไร้ชีวิตชีวา...เทียบไม่ได้เลยกับความรู้สึกอุ่นซ่านของไข่ตุ๋นร้อนๆ ที่ซึมลึกถึงในใจ


...จืดที่ไหนกันเล่า อร่อยมากๆ เลยต่างหาก


ทว่าน่าเสียดาย...


ตอนนี้พ่อครัวคนเก่งที่เคยปรามาสฝีมือไว้...กลับไม่ได้อยู่ตรงหน้าให้พูดให้ฟัง



 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


               TBC





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 128 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

426 ความคิดเห็น

  1. #398 ppnponn (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 20 มกราคม 2561 / 13:31
    ชอบสองคนนี้ ตรงที่คอยดูแลกันไปดูแลกันมา เป็นห่วงกันไปเป็นห่วงกันมานี่แหละ.. วันนี้ไม่ต้องกินอาหารแห้งแล้วนะ พี่อาทิตย์ ^^
    #398
    0
  2. #386 Friendship_Lee (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 7 มกราคม 2561 / 21:47
    พี่อาทิตย์อย่าให้เขาเอาเปรียบซิ ก้องภพหยอดเก่งเกิ้น ใจละลาย
    #386
    0
  3. #384 Sutthida0211 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 7 มกราคม 2561 / 00:28
    อยากจะไปเผาบ้านอิพี่จอห์นมาก เห็นแก่ตัวอะ
    #384
    0
  4. #379 nuying88 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 6 มกราคม 2561 / 21:35
    ฮื้อออ ไม่ชอบพี่จอห์นมาก ๆ ทำไงให้ทุกคนรู้นิสัยจริง ๆ. อ่า ออกไปจากบริษัทไป คนเห็นแก่ตัว
    #379
    0
  5. #378 nuying88 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 6 มกราคม 2561 / 21:33
    ฮื้อออ ไม่ชอบพี่จอห์นมาก ๆ ทำไงให้ทุกคนรู้นิสัยจริง ๆ. อ่า ออกไปจากบริษัทไป คนเห็นแก่ตัว
    #378
    0
  6. #374 phrimyy (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 6 มกราคม 2561 / 20:30
    สาสารงื้อออ💓💓💓
    #374
    0
  7. #370 0988090306 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 6 มกราคม 2561 / 17:55
    พี่อาทิตย์สู้ๆ
    #370
    0
  8. #367 apiinify (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 6 มกราคม 2561 / 16:24
    อาทิตย์สู้ๆนะลูก คนแบบอิพี่จอร์นเนี่ยต้องอย่ายอม
    #367
    0
  9. #365 nnlovemp (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 6 มกราคม 2561 / 15:16
    สงสารพี่อาทิตย์
    ลำใยข้าวฟ่าง
    ใจบางตอนเขา2คนสวีทกัน
    ได้หลายอารมณ์จริงๆ-.,-
    #365
    0
  10. #363 พิคไฟล์ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 6 มกราคม 2561 / 14:45
    สงสารอาทิตย์
    #363
    0
  11. #359 RJWU (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 6 มกราคม 2561 / 14:23
    งือออ ~~~~~
    #359
    0
  12. #356 just_gift (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 6 มกราคม 2561 / 14:01
    พี่อาทิตย์สู้ๆ
    #356
    0
  13. #354 Inakura (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 6 มกราคม 2561 / 13:56
    สงสารพี่อาทิตย์จุง~~~~
    #354
    0