SOTUS S : โซตัส เอส [Yaoi]

ตอนที่ 5 : กฎของคนรักข้อที่ 2 : ปฏิบัติตามหน้าที่ของตนเองไม่ให้บกพร่อง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 24,234
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 118 ครั้ง
    16 ธ.ค. 60


กฎของคนรักข้อที่ 2 : ปฏิบัติตามหน้าที่ของตนเองไม่ให้บกพร่อง

 




ประชุมเชียร์


เด็กปีหนึ่งหลายคนพอได้ยินคำนี้แล้วก็ถึงกับขยาด


บ้างอยู่ๆ ก็ปวดหัวตัวร้อนคล้ายจะเป็นลมเลยต้องขอตัวไปหาหมอ บ้างก็ว่าหมาท้องแก่ที่บ้านใกล้ออกลูกเต็มทีต้องรีบกลับไปดูแล บ้างบังเอิญเจ้าคุณปู่มาเยี่ยมกะทันหันต้องพาท่านออกไปเลี้ยงข้าว


สารพัดข้ออ้างยกเมฆขึ้นมา เพื่อหลีกเลี่ยงกิจกรรมภาคบังคับที่บรรดารุ่นพี่ต่างโฆษณาว่า เป็นกิจกรรมสอนน้องร้องเพลงคณะ สานสัมพันธ์ระหว่างกันเองแบบเฮฮาขำๆ


...ทว่าพอน้องหลวมตัวเข้าไปนั่งได้ครึ่งชั่วโมง ความจริงโหดร้ายก็จะปรากฏ


ประตูทางออกถูกปิดตาย ปีศาจว้ากทั้งหลายถูกปล่อยออกมา ฉับพลันแดนสวรรค์ก็กลายเป็นขุมนรก ด้วยคำสาปตะโกนเหน็บแนมสร้างความกดดัน ก่อนจะมอบเกมลงทัณฑ์ให้เด็กเฟรชชี่ทรมานจนกว่าพวกพี่ๆ จะพอใจ


            จึงไม่แปลกเท่าไร หากจำนวนคนมาเข้าประชุมเชียร์จะเหลือแค่ครึ่งเดียวจากจำนวนนักศึกษาปีหนึ่งทั้งหมด


            ...ยกเว้นเด็กเฟรชชี่ภาควิชาอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ประจำปีนี้ ซึ่งมาเข้าประชุมเชียร์กันเกือบครบทุกคน เป็นที่น่าประหลาดใจแก่ผู้พบเห็น


โดยเฉพาะฝั่งสุภาพสตรีทั้งหลายที่น่าจะไม่ชอบการรับน้องแบบรุนแรง แต่ดูเหมือนสาวๆ จะกระตือรือร้นจูงไม้จูงมือมากันพร้อม นอกจากนี้พอมีใครถาม พวกเธอก็จะปฏิเสธว่า ประชุมเชียร์ของรุ่นพี่ปีนี้ไม่ได้มีการว้ากโหดเหี้ยมใดๆ อย่างที่เข้าใจกัน  


ยิ่งไปกว่านั้นเจ้าของตำแหน่ง เฮดว้าก ยังหล่อเหลา มีเสน่ห์ สมตำแหน่งอดีตเดือนมหาลัยและป็อปปูล่าโหวต แค่ทำหน้านิ่งๆ ก็ยังพาให้หัวใจสั่นจนแอบมองเพลิน แล้วใครเล่าจะอยากพลาดของดีเช่นนี้ไป


วันนี้ก็ไม่ต่างกัน...


เด็กปีหนึ่งภาควิชาอุตสาหการมานั่งอยู่ในห้องประชุมเชียร์อย่างพร้อมเพรียง โดยมีชายหนุ่มสวมเสื้อช็อปสีแดงเดินตรวจตราไปตามแถว ก่อนจะหยุดยืนตรงหน้าน้องผู้หญิงคนหนึ่ง


“คุณช่วยลุกขึ้นด้วยครับ”


เฮดว้ากก้องภพออกคำสั่ง เมื่อจับสังเกตเห็นบางสิ่ง


“ป้ายชื่อของคุณอยู่ที่ไหนครับ”


“ละ...ลืมเอามาค่ะ”


คำตอบของสาวผมบ็อบสั้นไว้หน้าม้า ชวนให้นับถือในความตรงไปตรงมา ถึงจะหลุดอาการเสียงสั่นด้วยความยำเกรงอยู่บ้าง เพราะรู้ดีว่าป้ายชื่อเป็นสิ่งที่พวกพี่ย้ำเตือนตั้งแต่ในวันแรกให้ต้องนำติดตัวมาเข้าประชุมเชียร์ทุกครั้ง


“ถ้าอย่างนั้น คุณช่วยก้าวออกมาข้างหน้าแถวหน่อยครับ”


สาววิศวะกล้าทำก็ต้องกล้ารับ เธอเดินออกมาจากแถว แล้วหยุดยืนหันหน้าไปหาเพื่อนๆ ขณะได้ยินเสียงถามจากเฮดว้าก


ช่วยบอกชื่อกับรหัสของคุณกับเพื่อนๆ ด้วยครับ


ข้าวฟ่าง รหัส 0062 ค่ะ


“ผมมีคำถามอยากถามคุณ กรุณาตอบมาตามจริงด้วยนะครับ”


ทั้งห้องประชุมเงียบกริบ ทุกคนต่างหายใจไม่ทั่วท้อง พลางจินตนาการว่าเพื่อนคนนี้จะโดนคำถามกดดันทำร้ายจิตใจแบบไหน เพื่อให้สำนึกในความรับผิดชอบ


ในที่สุดคำถามที่รอคอยก็ถูกเอ่ยออกมา...


“เวลาว่างคุณชอบทำอะไรครับ?”


ทั้งห้องประชุมเงียบสนิทยิ่งกว่าเดิม ไม่ใช่เพราะความลุ้น...แต่เพราะกำลังอึ้ง


แม้กระทั่งคนถูกถามเองก็มีสีหน้างงๆ แต่พอเห็นเฮดว้ากยังคงรอคำตอบอยู่เลยได้สติ


“อะ...เออ...ชอบดูหนังค่ะ”


“อ้าวเหรอครับ ผมก็ชอบดูหนังเหมือนกันนะ”


 ก้องภพชวนคุยต่อด้วยท่าทีสบายๆ “แล้วชอบดูหนังแนวไหนครับ?”


“แนวไซไฟค่ะ” 


“เหมือนผมเลย”


บทสนทนาราวกับฟังคู่หนุ่มสาวจีบกันในร้านกาแฟ จนทุกคนพาลสับสน แต่แล้วอยู่ๆ เฮดว้ากก็หันหน้ามายิงคำถามกับน้องปีหนึ่งที่นั่งในแถว


“มีใครในนี้ชอบดูหนังแนวไซไฟบ้างไหมครับ ช่วยยกมือหน่อย”


มีมือชูในอากาศ รวมทั้งพวกพี่ๆ ชั้นปีอื่นที่ยืนคุมแถวอยู่ข้างๆ รวมได้จำนวนสิบกว่าคน


ก้องภพหันกลับมาหาเป้าหมายคนเดิมต่อ


“คุณรู้จักคนอื่นๆ ที่ยกมือบ้างไหมครับ”


“ไม่เลยค่ะ”


“...งั้นก็น่าเสียดายนะครับ”


ชายหนุ่มพึมพำ ก่อนหันไปพูดกับน้องปีหนึ่งด้วยเสียงดังฟังชัด


“ผมเคยสั่งให้พวกคุณนำป้ายชื่อมาเข้าประชุมเชียร์ทุกครั้ง เพื่อให้ทุกคนจดจำชื่อของคุณได้ง่ายขึ้น แต่ป้ายที่ห้อยคอพวกคุณมีเขียนแค่ชื่อกับรหัสเอาไว้ มันไม่ได้บอกว่าคุณชอบหรือไม่ชอบอะไร มีความถนัดหรือสนใจในด้านไหน ถ้าคุณห้อยมันไว้เฉยๆ โดยไม่ไปทำความรู้จักกับใคร...ป้ายชื่อพวกนี้ก็คงจะไม่มีประโยชน์”


ห้องประชุมเงียบกริบอีกครั้ง หากคราวนี้เกิดจากทุกคนกำลังใช้ความคิดทบทวนตามมุมมองใหม่ที่เฮดว้ากอธิบาย


...การเข้าประชุมเชียร์ ไม่ได้มีเป้าหมายอยู่ที่ให้รุ่นพี่มาแสดงบารมีกับรุ่นน้อง แต่จุดประสงค์ของมันคือต้องการให้เด็กปีหนึ่งทุกคนมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้าง


เมื่อแรกมาอยู่มหาวิทยาลัย ทุกคนล้วนมาจากคนละทิศคนละทาง แตกแยกจากเพื่อนที่โรงเรียนเก่า เพื่อมาเข้าสังคมใหม่ๆ แน่นอนอาจมีบางคนหากลุ่มที่พอเหมาะกับตนเองได้ยาก


ด้วยเหตุนี้ การที่เราจะพูดได้ว่า ทำความรู้จักใครสักคนหนึ่งนั้น ไม่ใช่เพียงแค่จดจำชื่อหรือรหัสนักศึกษาของเขา แต่เป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนบทสนทนาในแง่มุมอื่นๆ ไปด้วย เพื่อศึกษานิสัยใจคอ ยิ่งได้พบเจอคนที่ชอบอะไรเหมือนๆ กัน ก็จะช่วยสร้างหัวข้อสนทนาต่อเนื่องได้ง่าย และนำไปสู่การสร้างมิตรภาพ


สองปีที่แล้ว...ก้องภพเคยเป็นเด็กเฟรชชี่คนหนึ่งที่ไม่เข้าใจจุดประสงค์ของกิจกรรมเข้าประชุมเชียร์


เขาแค่คิดอยากจะต่อต้านรุ่นพี่ที่สั่งลงโทษรุ่นน้องอย่างไม่สมเหตุสมผล และทำตัวเป็นฮีโร่คอยปกป้องเพื่อนๆ แต่หลังจากนั้น เฮดว้ากปีสามก็เข้ามาสอนบทเรียนให้กับเขาว่า การออกโรงฉายเดี่ยวไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาของทุกอย่าง


เมื่อเราเหลียวมองรอบตัว เราจะพบว่ามีเพื่อนอีกหลายคนคอยให้ความช่วยเหลือ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และพร้อมร่วมมือกัน 


ที่สำคัญ ถ้าเราได้ ทำความรู้จักตัวตนของเพื่อนแต่ละคนให้ลึกลงไป ไม่แน่ว่าเราอาจจะได้ค้นพบสิ่งดีๆ บางอย่างที่หลบซ่อนอยู่


...เช่นเดียวกับเขาที่ได้ รู้จัก ตัวตนจริงๆ ของเฮดว้ากคนนั้น และยิ่งเข้าใจอีกฝ่ายมากขึ้น เมื่อได้มายืนอยู่ในฐานะเฮดว้ากเหมือนกันในวันนี้


ก้องภพหันกลับมาพูดกับเฟรชชี่สาวผมบ็อบอีกครั้ง


“คราวหน้าถ้าคุณจะลืมเอาป้ายชื่อมาอีกก็ไม่เป็นไร...แต่อย่าลืมไปทำความรู้จักกับเพื่อนคนที่ยกมือเมื่อกี๊นะครับ”


ข้าวฟ่างนิ่งอึ้ง เพราะแทนทีจะถูกต่อว่า เฮดว้ากก้องภพกลับสอนให้เธอได้คิด และให้ใส่ใจรายละเอียดของสิ่งที่เธอลืมไปเสียยิ่งกว่าป้ายชื่อ


“อ้อ แล้วก็ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ น้องรหัส 0062 ผมคือพี่รหัสปีสามของคุณ กลับไปนั่งที่ได้แล้วครับ”


มิหนำซ้ำร่างสูงยังเผยข้อมูลอันน่าตกใจ พร้อมทั้งส่งรอยยิ้มและดวงตาอ่อนโยนอย่างสุภาพมาให้อีกด้วย


“ขะ...ขอบคุณค่ะ”


ใบหน้าสาวเฟรชชี่ขึ้นสีจางทันที เธอรีบเดินไปนั่งในแถว จดจำคำสอนและรอยยิ้มของพี่รหัสตนเองไว้ในใจให้แม่น


หลังห้องประชุมเชียร์กลับมาเป็นระเบียบ เฮดว้ากก็เพิ่มเสียงประกาศย้ำเรื่องสำคัญ


“วันศุกร์หน้าจะมีงานกิจกรรมชิงธงรุ่น ขอให้ทุกคนเตรียมตัวมาให้พร้อมด้วยนะครับ...ส่วนวันนี้เลิกประชุมเชียร์ได้ครับ”


           เด็กปีหนึ่งกล่าวขอบคุณ แล้วพากันลุกขึ้นแยกย้ายกลับบ้านกลับหอ ส่วนเหล่าพี่ว้าก แม้จะจบประชุมเชียร์ไปแล้ว แต่พวกเขาจำต้องอยู่โยงสรุปงานกันต่อ


ก้องภพกำลังมองหาที่นั่ง เพื่อเขียนรายงานกิจกรรมของวันนี้ อยู่ๆ ก็มีมือมาตบไหล่จากด้านหลัง พร้อมคำทัก


“ไงไอ้ก้อง เมื่อกี๊หล่อเลยเพื่อนกู พูดซะคมกริบจนกูอยากจะขอยืมมาหั่นผัก”


เอ็ม หนึ่งในสมาชิกทีมว้ากเอ่ยชมคนที่ตัดสินใจแก้ปัญหาได้อย่างยอดเยี่ยม 


“กูว่าเดี๋ยวได้มีคนเอาเรื่องนี้ไปแชร์ลงเฟสอีกแน่เลยว่ะ” 


เพื่อนสนิทคาดเดา เพราะมันไม่ใช่ครั้งแรก


...การจัดกิจกรรมรับน้องของพวกเขาล้วนเต็มไปด้วยไอเดียแปลกใหม่ จนเป็นที่โจษจันทั้งในและนอกคณะวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งส่วนมากต้นกำเนิดของไอเดียเหล่านั้นก็มาจากเฮดว้าก ที่นอกจากหัวใสแล้ว ยังหน้าใสจนกลายเป็นขวัญใจน้องปีหนึ่ง ถึงขนาดมีการสร้างกลุ่ม เฮดว้ากก้องภพ FC’ ขึ้นในเฟซบุ๊ค โพสรูปถ่าย ตารางชีวิต รวมไปถึงคำพูดต่างๆ ที่ใช้ในการประชุมเชียร์แบบละเอียดยิบ  


“เอาไปแชร์ต่อก็ดีแล้ว เผื่ออาจารย์จะได้รู้ว่าเราจัดรับน้องแบบสร้างสรรค์ เขาจะได้ไม่ต้องมาเพ่งเล็งให้เรายกเลิกกิจกรรมเชียร์อีก”


ความจริงปีนี้ท่านอธิการบดีออกคำสั่งห้ามไม่ให้มีการประชุมเชียร์ทั่วทั้งมหาวิทยาลัย แต่พวกเขาร่วมมือกันขอร้อง และรับปากว่าจะไม่มีการใช้ความรุนแรงใดๆ พร้อมกับจะเขียนรายงานวัตถุประสงค์ของทุกกิจกรรมส่งให้คณะอาจารย์ตรวจสอบ ท่านอธิการบดีจึงยอมอนุมัติให้เป็นกรณีพิเศษ


“กูก็ว่างั้น จะให้มาตะโกนว้ากแบบโหดๆ กูก็ทำไม่เป็น”


เอ็มพยักหน้าเห็นด้วย หากมองกันภายนอก บุคลิกของเจ้าตัวคงไม่เหมาะจะเป็นพี่ว้าก แต่สาเหตุที่มารับตำแหน่งนี้ส่วนหนึ่งเพราะถูกก้องภพชวน และอีกส่วนหนึ่งก็เพราะมีเหตุผลอย่างอื่น...


“เอาข้าวมาส่งจ้า!


ข้าวกล่องสองกล่องถูกยื่นมาให้จากเมย์ ผู้สลัดภาพสาวแว่นกลมเปลี่ยนมาใส่คอนแทคเลนส์กลายเป็นเฮดพยาบาลหน้าหวานแห่งปีสาม แต่ความทรงจำสมัยเป็นเฟรชชี่ก็ยังฝังอยู่ในใจ


“เรื่องป้ายชื่อเมื่อกี๊ นึกถึงตอนที่เราอยู่ปีหนึ่งเลยเนอะ...ตอนเราโดนฉีกป้ายชื่อ เรากลัวมากเลยอ่ะ”


“ขอโทษนะ ตอนนั้นมันเริ่ม เพราะเราลืมเอาป้ายชื่อมา”


เอ็มรีบเอ่ยปากสำนึกผิด ความเลินเล่อง่ายๆ กลายเป็นตัวจุดฉนวนทำให้เกิดเหตุการณ์บานปลาย


“ไม่เห็นเป็นไรเลย เรื่องก็ผ่านมาตั้งนานแล้ว...อีกอย่างสุดท้ายก้องก็มาช่วย เอาป้ายชื่อตัวเองมาให้เราแทน ก้องเลยต้องโดนทำโทษหนักกว่าคนอื่นเลย”


“ไม่เกี่ยวหรอก เพราะยังไงเราก็โดนพวกพี่ๆ เขาหมายหัวก่อนหน้านี้อยู่แล้ว”


ก้องภพตอบตามจริง จากวีรกรรมปีนเกลียวหลายต่อหลายครั้งของเขา ไม่แปลกที่จะถูกพวกพี่คอยจ้องหาเรื่อง


“แต่ก็ดีแล้วที่ปีนี้ไม่มีแบบนั้น เราไม่อยากให้น้องปีหนึ่งกลัวพวกเราจนไม่กล้าเข้ามาคุยด้วย”  


เมย์ว่าพร้อมรอยยิ้ม ในฐานะประธานภาควิชาอุตสาหการ เธอเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญที่ช่วยยื่นเรื่องเสนออธิการบดีให้มีการจัดกิจกรรมรับน้องต่อ และคอยเป็นที่ปรึกษาให้กับเพื่อนๆ ในทีม


“งั้นเดี๋ยวเราเอาข้าวไปให้คนอื่นต่อก่อนนะ เออ...มีผลไม้ตรงโต๊ะสวัสดิการด้วย ถ้าไม่อิ่มไปเอาเพิ่มได้นะ


เมย์เดินห่างออกไป และก็คล้ายจะพาหัวใจของใครบางคนตามไปด้วย


“เฮ้ย! ใจลอยไปถึงไหนแล้ว”


ก้องภพเรียกเพื่อนสนิทที่กำลังเหม่อ เพราะตกอยู่ในห้วงแห่งความรัก เขารู้ว่าเอ็มชอบเมย์มาตั้งแต่ปีหนึ่ง แต่ไม่เคยคิดจะกล้าจีบ ปล่อยให้ความสัมพันธ์ดำเนินแบบเพื่อนกันไปเรื่อยๆ


“ชอบก็บอกเขาไปสิ มันจะสามปีแล้วนะ”


พ่อสื่อพยายามเชียร์กระตุ้น แต่คนขี้ป็อดรีบส่ายศีรษะ


“ใครจะไปใจกล้าเหมือนมึง เล่นเปิดตัวเป็นแฟนกับพี่อาทิตย์ตั้งแต่ปีแรก”


เรื่องที่นักศึกษาชายปีหนึ่งสอยเฮดว้ากสุดโหดมาเป็นแฟน ทุกคนต่างพากันช็อก แต่โชคดีที่เพื่อนรอบตัวไม่ได้รังเกียจความสัมพันธ์ในรูปแบบนี้ และเนื่องจากก้องภพไม่ได้ป่าวประกาศว่าคบกับใคร พอเวลาผ่านไป หลายคนในคณะรวมทั้งเด็กเข้าใหม่ จึงยังไม่ค่อยมีใครล่วงรู้ตำนานความรักมหากาพย์ที่เกิดขึ้นระหว่างการรับน้อง


“เฮ้ยก้อง!


เสียงเรียกทำให้เจ้าของชื่อหันไปมองทิว เพื่อนร่วมทีมว้ากอีกหนึ่งคน กำลังตรงเข้ามาถามพร้อมของในมือ


“กูไปเอาธงรุ่นมาแล้วนะ มันต้องซักก่อนไหมวะ หรือจะปล่อยไว้อย่างนี้ดี กูกลัวไม่ขลัง” 


ทิวชูธงผ้าที่ตนเคยได้รับเกียรติให้เป็นผู้ถือธงคนแรกของรุ่น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับกิจกรรมในวันเสาร์หน้า


“เฮ้อ...ธงรุ่นเหรอ ตอนปีแรกๆ ที่เห็นก็ตื่นเต้นดี แต่พอเป็นปีสามก็ชักจะชิน ทุกอย่างมันดูไม่มีอะไรใหม่เลยเนอะ มึงว่าไหม?”


คำพูดปลงๆ ของเอ็มลอยเข้าหู ก้องภพพยักหน้าเห็นด้วย


...เวลาช่างผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว ทั้งตึกคณะ โรงอาหาร ห้องเรียน  ล้วนคุ้นเคยอยู่ในชีวิตประจำวัน จากเมื่อก่อนต้องยกมือไหว้รุ่นพี่ ตอนนี้ก็ต้องเปลี่ยนเป็นมารับไหว้รุ่นน้อง ภายใต้สังคมเล็กๆ แห่งนี้ พวกเขากลายเป็นผู้อยู่ลำดับชั้นบนๆ ไปโดยไม่รู้ตัว


ทว่าภายนอกรั้วมหาวิทยาลัย มีสังคมกว้างใหญ่มากกว่าหลายต่อหลายเท่า ผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นออกไปเผชิญหน้ากับมันโดยไร้ประสบการณ์ ก็คงไม่ต่างอะไรไปจากเด็กเฟรชชี่ที่ต้องมา ทำความรู้จักทุกสิ่งทุกอย่างกันใหม่  


พอคิดถึงตรงนี้แล้ว...


“มึงไม่กินข้าวเหรอวะก้อง เดี๋ยวมีประชุมต่อนะเว้ย ขนาดกูยืนคุมน้องเฉยๆ ยังโคตรหิวเลย”


เอ็มเตือนขณะกำลังเปิดกล่องข้าวผัดร้อนๆ แต่เฮดว้ากดันลุกขึ้นยืนแทน


“กูขอไปโทรศัพท์แป๊บ”


ก้องภพว่าพลางสาวเท้าไปหาที่เงียบๆ ตรงมุมหนึ่งของห้อง ระหว่างนั้นก็ล้วงมือหยิบสมาร์ตโฟนไล่หารายชื่อ กำลังจะกดโทรออก แต่ก็ชะงักเอาไว้ เมื่อเหลือบไปเห็นของบางสิ่งบนโต๊ะสวัสดิการ เผลอนึกไอเดียหนึ่งขึ้นมาได้กะทันหัน


เขารีบหยิบปากกาเคมีที่วางทิ้งไว้แถวๆ นั้น ก่อนจัดการเปิดโหมดกล้องถ่ายภาพ แล้วแนบข้อความส่งผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์


...ก็ได้แต่หวังว่า ความรู้สึกของเขาจะส่งไปถึงใครคนนั้นแทนกำลังใจ


ให้รู้ไว้ที่ตรงนี้ยังมีคนห่วงใยและ...คิดถึง






 

อาทิตย์กำลังจะกลายร่างเป็น-มนุษย์ล่องหน...ไร้คนคิดถึง


โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในบริษัทโอเชี่ยนอิเล็คทริค


สิบโมงเช้า พนักงานทุกฝ่ายต่างทำงานของตนอย่างเร่งรีบ ราวกับจังหวะเพลงแร็พบีทหนักๆ ยกเว้นพนักงานน้องใหม่แห่งแผนกจัดซื้อ มีเพียงโต๊ะของเขาที่ถูกกล่อมด้วยเพลงวอลซ์สโลว์คล้ายเวลาได้หยุดนิ่ง


ใช่ว่าอาทิตย์ไม่อยากออกไปวาดลวดลายโชว์สเต็ปแสดงฝีมือ แต่หลังจากงานส่งเอกสารที่แผนกบัญชีในวันแรก วันต่อมาก็ไม่มีภารกิจอะไรมอบหมายมาถึงเขาอีกเลย 


สมัยฝึกเทรนโปรอยู่ฝ่ายผลิต อาทิตย์จำได้ว่ามีงานให้ทำหมุนเวียนจนแทบไม่มีเวลาพัก


เขาต้องเดินตรวจเช็คไลน์ผลิตจนเมื่อยขา บางวันก็ต้องถือปากกาไล่จดรายละเอียดการตั้งค่าของเครื่องจักรทั้งโรงงาน แถมยังต้องเค้นสมองคิดคำนวณตัวเลขสถิติหลายสิบหน้า เพื่อวางแผนการผลิตสินค้าให้ได้ออกมามีประสิทธิภาพสูงสุด ท่ามกลางสภาพแวดล้อมอุณหภูมิร้อนอบอ้าว และเครื่องจักรส่งเสียงดังไม่หยุด  กระนั้นเขาก็ยังพร้อมลุยงานอย่างเต็มที่ แล้วยังได้ใช้ความสามารถในวิชาวิศวกรรมศาสตร์ที่ได้ร่ำเรียนมาต่อยอด 


ทว่าเมื่อถูกย้ายมาทำงานในออฟฟิศบนตึกสูง มีแอร์เย็นๆ นั่งโต๊ะสบายๆ ซึ่งใครหลายคนน่าจะชอบ ไม่รู้ทำไมเขากลับรู้สึกว่าตนเองอยู่ผิดที่ผิดทาง


            แต่...จะให้มานั่งเฉยๆ เผาผลาญออกซิเจนของบริษัทเล่นๆ ก็คงไม่ถูกต้องนัก พนักงานใหม่เลยตัดสินใจลุกขึ้นเดินไปเอ่ยปากขอเสียเอง


“พี่จอห์นมีอะไรให้ผมช่วยไหมครับ”


“อ้อ ตอนนี้ยังไม่มีหรอก”


ชายหนุ่มคิ้วเข้มเคาะแป้นพิมพ์อย่างคร่ำเคร่ง ตัวอักษรบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ปรากฏภาษาจีน ดูเหมือนอีกฝ่ายคงกำลังติดต่อชิปปิ้งกับบริษัทต่างชาติ เป็นงานเกินความสามารถของอาทิตย์จะเข้าใจ แต่เขาก็ยังพยายามตื๊อต่อ


“เออ...ไม่มีจริงๆ เหรอครับ งานอะไรก็ได้ ผมทำได้หมด”


พี่จอห์นหยุดมือ คล้ายมีญาณพิเศษสัมผัสได้ว่า ถ้าไม่มอบหมายภารกิจอะไรสักอย่างคงได้มีผีเฝ้าเกาะขอบโต๊ะไม่ยอมไปไหน เจ้าตัวจึงคุ้ยกองเอกสาร ก่อนยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งที่แปะโพสอิทไว้ด้านบนมาให้


“งั้นช่วยส่งแฟกซ์ใบ PO ไปให้บริษัทตามเบอร์ในนี้ทีแล้วกัน”


“ได้ครับ”


อาทิตย์ตอบรับด้วยความกระตือรือร้น ดีใจเป็นล้นพ้นเมื่อในที่สุดก็ได้งานมาทำเสียที


เขารีบถือใบ PO ซึ่งย่อมาจาก ‘Purchase Order’ หรือ ใบสั่งซื้อสินค้า ไปยังห้องถ่ายเอกสาร ซึ่งมีเครื่องส่งแฟกซ์ประจำบริษัทตั้งอยู่


แต่พอมาหยุดอยู่หน้าเครื่องถึงเพิ่งตระหนักความจริงได้หนึ่งอย่าง


...เขาดันไม่รู้วิธีส่งแฟกซ์!


ไม่ใช่เรื่องประหลาดสำหรับโลกในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด เทคโนโลยีถูกพัฒนาไปอย่างก้าวไกลจนมนุษย์เลือกติดต่อสื่อสารผ่านอีเมล์หรือแอพพลิเคชั่นแชทอื่นๆ แทน เพราะมันเป็นหนทางที่สะดวกรวดเร็วกว่า ตอนเรียนมหาวิทยาลัย อาจารย์ยังสั่งงานนักศึกษาผ่านทางเฟซบุ๊คเป็นประจำด้วยซ้ำ เครื่องแฟกซ์จึงเป็นเหมือนอุปกรณ์ต่างมิติในสายตาของเขา


ดวงตาคมพยายามสำรวจมองเครื่องส่งแฟกซ์ที่ดูเหมือนจะใช้งานได้แบบทรีอินวัน ทั้งสามารถแสกน ถ่ายเอกสารและเป็นปรินเตอร์ไปด้วย ทำให้มีปุ่มกดละลานตาเต็มแผงอุปกรณ์ ปุ่มเลข 1-9 ที่อยู่ฝั่งซ้ายดูคุ้นเคยดีอยู่แล้ว แต่ปุ่มเขียวๆ แดงๆ ห้าหกปุ่มทางฝั่งขวานี่สิ...เขาควรจะเริ่มกดจากตรงไหน?


เออ...จะว่าไปเวลาใส่เอกสารควรจะคว่ำหน้ากระดาษที่มีข้อมูล หรือว่าหงายหน้ากระดาษขึ้น?


...แล้วตอนกดส่งแฟกซ์ต้องยกหูโทรศัพท์พร้อมกันด้วยรึเปล่า?


คำถามมากมายพากันดาหน้าโผล่ขึ้นมาในสมอง มิหนำซ้ำแถวๆ นี้ก็ไม่มีคู่มือประกอบการใช้งานวางทิ้งไว้เป็นตัวช่วย อุตส่าห์รับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าทำได้ทุกอย่าง เขาก็อยากจัดการให้มันเสร็จราบรื่น


...เอาว่ะ! ไม่ลองไม่รู้


อาทิตย์หยิบกระดาษหงายหน้าข้อมูลขึ้น แล้วหลับหูหลับตาจิ้มปุ่มสีแดงทันที


ปี๊บ! ปี๊บ!


เครื่องส่งแฟกซ์ส่งเสียงร้องดังลั่นไม่หยุด ราวกับโกรธเกรี้ยวที่ถูกปลุกให้ตื่นแบบผิดวิธี


...โอ้ว ชิท!


อาทิตย์เลิกลั่ก ไม่แน่ใจว่าไปกดโดนปุ่มต้องห้ามอะไร แต่อย่างหนึ่งที่แสนจะแน่ใจก็คือ ถ้าเกิดทำให้เครื่องส่งแฟกซ์บริษัทพังขึ้นมา...เขาต้องชดใช้ค่าเสียหายจนหัวโตชัวร์ๆ!


การต่อสู้ของมนุษย์ชาวบ้านธรรมดากับปีศาจเครื่องส่งแฟกซ์ช่างดูยากเย็น ระหว่างกำลังพยายามหาวิธีแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่นั้น ประตูห้องเอกสารก็เปิดผลัวะออกมา พร้อมเสียงผู้หญิงคุยโทรศัพท์อย่างรีบเร่ง


 “...ได้ค่ะ เดี๋ยวเอิร์ธจะรีบส่งแฟกซ์ไปให้...คอยสักครู่นะคะ”


รุ่นพี่ซีเนียร์หนีบสมาร์ตโฟนติดหูจนแทบกลายเป็นอวัยวะที่สามสิบสาม ส่วนมืออีกข้างกำลังตวัดลายเส้นอะไรยุกยิกบนกระดาษ แต่หมึกค่อยๆ จางลงจนเธอต้องสะบัดปากกาไปพลางเขียนไปพลาง ระหว่างมายืนต่อคิวด้านหลัง


“...รบกวนรอรับเอกสารหน้าเครื่องได้เลยนะคะ...ค่ะๆ...ขอบคุณค่ะ”


เอิร์ธกดวางสายลง แล้วเงยหน้าขมวดคิ้วมองคนที่ยังคงยืนบื้อขวางทาง


“ส่งแฟกซ์ใกล้เสร็จรึยัง พอดีพี่จะใช้ต่อ”


อาทิตย์รีบเบี่ยงกายออกไปด้านข้างอัตโนมัติ พร้อมทั้งพยายามสื่อสารว่าเครื่องแฟกซ์กำลังมีปัญหา


“คือ...ผมจะกดส่ง แต่เครื่องมันยังร้อง...”


            พูดยังไม่ทันจบดี เพียงการกดปุ่มสองสามครั้งของพนักงานมือโปร เสียงร้องโหยหวนของเครื่องก็หยุดลงทันที ก่อนเอิร์ธจะหันไปเห็นดวงตาคู่หนึ่งกระพริบปริบๆ ด้วยความทึ่ง


“นี่เราไม่เคยส่งแฟกซ์มาก่อนเหรอ?”


“เออ...ครับ” เด็กใหม่ยอมรับเจื่อนๆ


“มีเบอร์แฟกซ์ปลายทางแล้วรึยัง?”    


เขาพยักหน้าหงึกหงักรีบยื่นโพสอิทออกมาโชว์


“ดูพี่ส่งแล้วจำไว้นะ”


นักเรียนวิชาส่งแฟกซ์ 101 รีบจับตามองอาจารย์ที่กำลังสอนภาคปฏิบัติด้วยการส่งเอกสารของตัวเอง เริ่มจากพลิกหน้าที่มีข้อมูลคว่ำลงใส่ในเครื่อง แล้วจึงกดปุ่มสีเขียวเป็นสัญญาณ Start ตามด้วยหมายเลขโทรศัพท์สิบหลัก ปิดท้ายด้วยการกดปุ่มเขียวอีกทีเพื่อ Send เครื่องแฟกซ์ที่ไม่ยอมเชื่อฟังก็ค่อยๆ ดูดกระดาษเข้าไปตามคำสั่งเหมือนสัตว์เชื่องๆ


ขั้นตอนง่ายกว่าที่คิดไว้เยอะ แต่อาทิตย์ก็ยังไม่วายสงสัย


“พี่เอิร์ธครับ ทำไมออฟฟิศเราถึงยังต้องส่งแฟกซ์แทนที่จะใช้อีเมล์ล่ะครับ?”


“เป็นนโยบายของบริษัทน่ะ แล้วก็...”


มือเรียวใช้ปากกาเคาะไปตรงชื่อท้ายเอกสารที่เธอเพิ่งเขียนไปเมื่อครู่


“ส่วนสำคัญที่สุดในเอกสารจัดซื้อก็คือลายเซ็นกำกับ ถ้าส่งอีเมล์ไปก็จะไม่มีหลักฐานตรงนี้”


...อ้อ...เข้าใจแล้ว


เคยได้ยินมาว่าระบบราชการบางแห่งก็ยังต้องใช้วิธีส่งแฟกซ์ยืนยัน บริษัทโอเชี่ยนอิเล็คทริกแม้จะเป็นบริษัทเอกชน แต่ธรรมเนียมการทำงานก็ย่อมแตกต่างกันไปตามแต่ละสถานที่ ตัวเขาเองเมื่อเข้าเมืองตาหลิ่วแล้วก็ต้องหลิ่วตาตาม


ยิ่งไปกว่านั้น...อาทิตย์ยังรู้สึกดีใจที่ได้เรียนรู้งานจากรุ่นพี่เพิ่มเติม


เขายอมรับว่า งานด้านเอกสารเป็นจุดอ่อนตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย พวกวิชาที่เน้นการปฏิบัติเขากวาด A มาเรียบ ส่วนวิชาที่ต้องทำรายงานเปเปอร์ เขามักโยนให้น็อตช่วยเช็คตรวจทาน เพราะครั้งหนึ่ง เขาเคยโดนอาจารย์ส่งงานคืน ด้วยเหตุผลว่าใส่บรรณานุกรมผิด


อย่างไรก็ตาม อาทิตย์เชื่อว่าตนเองมีประสบการณ์ที่น่าจะมาใช้ประโยชน์ทดแทนกันได้ เมื่อเขาเหลือบไปเห็นของบางอย่างถูกลืมไว้ใกล้เครื่องส่งแฟกซ์


“พี่เอิร์ธครับ ปากกา”


“มันเขียนไม่ติดแล้ว ทิ้งไปได้เลย”


แม้จะได้รับคำตอบง่ายๆ หากเขาสังเกตว่าไส้ในหมึกสีน้ำเงินยังมีเหลือค้างไว้อยู่เกือบครึ่ง จึงอดแนะนำตามประสาเด็กวิศวะไม่ได้ 


“ถ้าลองเอาปากกาไปจุ่มน้ำร้อนสักห้าวิ แล้วเอาไปจุ่มน้ำเย็นดูอีกที มันอาจจะกลับมาเขียนได้อีกนะครับ”


ไม่รู้ตรงไหนของประโยคทำให้สีหน้าของเอิร์ธนิ่งไป ซ้ำยังตอบด้วยน้ำเสียงติดจะเย็นชากว่าปกติ  


“ช่างมันเถอะ...เปลี่ยนใหม่ง่ายกว่า”


ก่อนหญิงสาวจะเดินออกจากห้องถ่ายเอกสารไป


ไม่ใช่แค่ปากกาที่ถูกทิ้ง...แต่เอิร์ธยังทิ้งหนุ่มวิศวกร และความหวังดีกองลงไว้ที่พื้นอีกด้วย


...อุตส่าห์ดีใจว่ารุ่นพี่ยอมสอนงานให้ หรือขั้นตอนการรับน้องใหม่ยังไม่จบสิ้น เขาเลยไม่ถูกยอมรับให้เป็นหนึ่งในทีมแผนกจัดซื้อเสียที


นึกแล้วก็เผลอเอาไปเปรียบเทียบกับขั้นตอนการชิงธงภาควิชา กว่าเขาจะถูกพวกพี่ๆ ยอมรับรุ่นได้ก็ต้องผ่านด่านทดสอบหฤโหดมากมาย เพื่อเป็นการพิสูจน์ตัวเองเหมือนกัน


และด่านทดสอบต่อไปก็มาถึงเร็วเกินคาด...


เพราะหลังนำใบสั่งซื้อที่ส่งแฟกซ์เรียบร้อยกลับไปให้พี่จอห์น ผู้จัดการดนัยก็กวักมือเรียกเขาไปยังโต๊ะภายในห้องกระจกใส พร้อมกับมอบหมายงานสำคัญ


“อาทิตย์ เดี๋ยวคุณช่วยทำใบออเดอร์สั่งซื้ออุปกรณ์สำนักงานตามรายการนี้ทีนะ”


ในแฟ้มเอกสารที่ยื่นมาให้ มีรายการสั่งซื้ออุปกรณ์สำนักงาน จำพวกกระดาษเอสี่ห้าสิบรีม ปากกาหนึ่งพันแท่ง (อืม...เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมพี่เอิร์ธถึงโยนปากกาทิ้งถังขยะง่ายๆ) ลูกแมกซ์หนึ่งร้อยกล่อง รวมไปถึงไม้กวาด น้ำยาขัดห้องน้ำ สายฉีดชำระ


ดูเป็นงานจุกจิกคล้ายคุณแม่ซื้อของเข้าบ้าน แถมไม่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใดๆ แต่เพราะนี่เป็นงานจัดซื้อจริงๆ จังๆ เป็นครั้งแรก เขาเลยรู้สึกตื่นเต้นมากกว่าจะเกี่ยง


“ราคาตามใบ PO เดิมเลยแล้วกัน ทำได้ใช่ไหม?”


ผู้จัดการดนัยถามย้ำอีกครั้ง ซึ่งเขาก็ตอบรับด้วยความมั่นใจ


“ได้ครับผม!


คราวนี้แหละ...วิศวกรจัดซื้ออย่างเขาจะพิสูจน์ฝีมือให้เห็นเอง!


อาทิตย์ถือแฟ้มเอกสารอย่างทะนุทนอม ราวกับเป็นเอกสารท็อปซีเคร็ต เดินกลับมายังโต๊ะ ก่อนเริ่มต้นพิมพ์จำนวนตัวเลขสั่งของลงในแบบฟอร์มออเดอร์ของบริษัททีละรายการอย่างตั้งใจ

 






จวบจนเวลาล่วงเลยไปถึงพักเที่ยง พนักงานทุกคนต่างทยอยลงไปกันเกือบหมดออฟฟิศ 


“น้องอาทิตย์ยังไม่ลงไปพักอีกเหรอ กินข้าวไม่ตรงเวลา เดี๋ยวเป็นโรคกระเพาะนะ”


พี่ส้มโอแวะทักระหว่างเดินผ่านเตรียมลงไปทานข้าวกลางวัน


“ผมเหลือสั่งปรินท์ก็เสร็จแล้วครับ” เขาหันไปตอบ พลางเลื่อนเมาท์เพื่อกดเซฟงาน


“แหม...ขยันแบบนี้น่าให้รางวัล เออ...นี่ชอบกินไข่ม้วนไหม พี่ทำเองเลยนะ ลองชิมดูสิ”


เพิ่งสังเกตว่าอีกฝ่ายถือกล่องอาหารติดมือมาด้วย พี่ส้มโอวางมันไว้บนโต๊ะทำงานของเขา แล้วเปิดฝากล่องให้เห็นอาหารที่จัดวางสวยงามเหมือนเบนโตะญี่ปุ่น มีข้าวปั้นรูปหมีกับกระต่ายตกแต่งด้วยสาหร่ายอย่างน่ารักแสดงให้เห็นถึงความเป็นแม่ศรีเรือน


“โห พี่ทำเองหมดเลยเหรอครับ” อาทิตย์พูดชมอย่างตื่นตา  


“ตอนนี้พี่กำลังพยายามรักษาหุ่นอยู่ เลยทำข้าวกล่องแคลลอรี่ต่ำมากินเองน่ะ”


ส้มโอใช้ส้อมจิ้มไข่ม้วนปรุงรสอ่อนๆ ขึ้นมายื่นให้รุ่นน้องอย่างภูมิใจ 


“อ่ะๆ อ้าปาก เดี๋ยวพี่ป้อนให้ พี่ตื่นตีห้ามาทำเองเลยนะ”


หากไข่ม้วนชิ้นใหญ่ยังไม่ทันถึงจุดหมาย มันก็ดันร่วงหล่นจากส้อมลงบนโต๊ะทำงานเสียก่อน


“อุ๊ย! ขอโทษจ้ะ... ทิชชู่ๆ...”


สาวหมวยลนลานหากระดาษมาเช็ดเศษไข่ ซึ่งกระเด็นเลอะไปถึงข้างๆ คีย์บอร์ด


อาทิตย์เหลือบไปเห็นกล่องทิชชู่วางบนโต๊ะติดกัน ตอนนี้พี่เอิร์ธไม่อยู่ เขาเลยขอยืมมาใช้ก่อน หวังว่าคงไม่โดนโกรธกันทีหลัง


“เดี๋ยวผมเช็ดให้เองครับ”


เขาจัดการทำความสะอาดโต๊ะจนเรียบร้อย ส่วนพี่ส้มโอก็พยายามขอแก้ตัวอีกรอบ


“เอาชิ้นใหม่อีกไหม”


“อา...ผมให้พี่ส้มโอกินดีกว่าครับ เดี๋ยวไม่มีแรงทำงาน”


ถึงอาหารในกล่องจะถูกจัดวางไว้น่าทาน แต่เขาสังเกตได้ว่ามันมีปริมาณน้อย อย่างไข่ม้วนก็เหลืออยู่แค่ชิ้นสุดท้าย


พอเห็นอาทิตย์ปฏิเสธ ส้มโอก็เลยยอมรามือ


“ก็ได้จ้ะ...แล้วรีบๆ ตามลงมานะ เดี๋ยวเวลาพักจะหมดซะก่อน”


พี่เลขาไม่ลืมย้ำก่อนเดินลงลิฟต์ไปยังโรงอาหาร ในแผนกจัดซื้อจึงเหลือแค่พนักงานใหม่อยู่เพียงลำพัง  


ความจริงเขาเองก็รู้สึกว่ากระเพาะเริ่มประท้วงเตือนนิดๆ เลยรีบกดปรินท์งาน แล้วส่งเอกสารไปวางไว้ที่หน้าโต๊ะผู้จัดการดนัย


ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนเรียบร้อยไร้ข้อผิดพลาด


...เห็นไหม คนเราไม่ได้เก่งมาตั้งแต่เกิด แต่เขาก็มีศักยภาพพร้อมที่จะพัฒนาอยู่เหมือนกันเฟร้ย!


อาทิตย์นึกกระหยิ่มยิ้มย่อง ลงไปพักกินข้าวเที่ยงอย่างสบายอกสบายใจ 


โดยหารู้ไม่ว่าเบื้องหลังบททดสอบนั้นไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด...







 

ในช่วงบ่าย ชายหนุ่มก็ถูกผู้จัดการดนัยเรียกไปที่โต๊ะอีกครั้ง


“อาทิตย์มาทางนี้หน่อย”


            เขาเดินเข้าห้องกระจกใสเดิมๆ แต่มวลความเยือกเย็นกลับมีมากกว่าปกติ อาจเป็นเพราะฝ่ายหัวหน้าไม่ได้ออกคำสั่งใดๆ แต่กลายเป็นคำถามแสนประหลาด


“คุณคิดว่าปากกาหนึ่งแท่งกว่าหมึกจะหมด ต้องใช้เวลานานเท่าไร”


แม้จะยังงงๆ หากเด็กจบวิศวะก็ตอบตามการคาดคะเน


“ถ้าใช้เขียนประจำก็คงใช้เวลาประมาณหนึ่งถึงสองเดือนครับ ...อ้อ แต่ถ้าใช้ไม่ถึง แล้วคิดว่าหมึกหมด พี่ดนัยลองเอาปากกาไปจุ่มน้ำร้อนสักห้าวิ แล้วเอาไปจุ่มน้ำเย็นดูอีกที มันอาจจะกลับมาเขียนติดเหมือนเดิมก็ได้นะครับ”


...เป็นไงล่ะ สมกับเป็นคนดีศรีสยาม มีน้ำใจแถมข้อมูลไปให้เพิ่มเหมือนที่เคยบอกกับพี่เอิร์ธอีกต่างหาก 


โชคดีที่คราวนี้คนฟังยิ้มตอบรับ “ขอบใจสำหรับคำแนะนำนะ”


แต่โชคร้ายที่คำถามของอีกฝ่ายยังไม่จบ


“เมื่อกี๊คุณตอบว่า ปากกาหนึ่งแท่งกว่าหมึกจะหมดต้องใช้เวลาเขียนหนึ่งถึงสองเดือนใช่ไหม”


“ใช่ครับ” อาทิตย์พยักหน้ายืนยัน


“แล้วถ้าอย่างนั้นปากกาหนึ่งหมื่นแท่ง ต้องใช้เวลานานเท่าไร”


            ใบออเดอร์ที่เขาเป็นคนดำเนินเรื่องถูกหยิบมาวางไว้บนโต๊ะ มีรอยวงกลมสีแดงขีดให้เห็นจุดผิดพลาดขนาดใหญ่


...รายการสั่งปากกาจำนวน 1,000 แท่ง กลายเป็น 10,000 แท่ง เนื่องจากเลขศูนย์พิมพ์ต่อท้ายเกินมาหนึ่งตัว


วิศวกรจัดซื้อเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง


เฮ้ย!...เขาพิมพ์ยอดสั่งซื้อเกินจำนวนมาได้ยังไงกัน ทั้งๆ ที่คิดว่าตัวเองตรวจสอบมาดีแล้ว


ลองย้อนทบทวนหาสาเหตุ มันอาจจะเกิดจากตอนเขาเช็ดทำความสะอาดแป้นพิมพ์เลอะไข่ม้วน หรือเพราะเขาคีย์ข้อมูลพลาดไปเองตั้งแต่แรก หรือเป็นอุบัติเหตุสุดวิสัยอื่นๆ


ทว่าท้ายที่สุด จำนวนตัวเลขปากกาหนึ่งหมื่นแท่งก็โชว์หราอยู่หน้าเอกสาร และมันเป็นความรับผิดชอบของเขา 


“ผมขอโทษครับ เพราะผมไม่รอบคอบเอง”


ผู้จัดการดนัยถอนหายใจ พูดเปรยในฐานะคนอาบน้ำร้อนมาก่อน


“ผมรู้ว่าคุณเรียนวิศวะมาคงคุ้นเคยกับงานผลิตมากกว่า แต่งานเอกสารก็เป็นงานสำคัญ ถ้าเราไม่ใส่ใจกับมันจนเกิดข้อผิดพลาด บริษัทก็จะเกิดความเสียหาย...งานจัดซื้อไม่ใช่งานง่ายๆ หรอกนะ”


พนักงานใหม่ก้มหน้ารับคำสอน นึกอยากจะเขกกะโหลกตนเองแรงๆ


...มึงนี่มันโง่จริงๆ ไอ้อาทิตย์เอ้ย! มัวแต่อยากพิสูจน์ฝีมือ ลำพองใจจนประมาทเลินเล่อ แล้วเป็นไงล่ะ สมน้ำหน้านัก!


“แต่ผมถือว่านี่เป็นครั้งแรก คราวหน้าก็ระวังหน่อยแล้วกัน”


“ครับ”


            อาทิตย์ตระหนักถึงความอ่อนหัดในประสบการณ์ของตัวเอง เดินคอตกลากขากลับมายังโต๊ะที่สะอาดเอี่ยมอ่องกว่าของใครๆ


ต่างจากคนอื่นที่กำลังสาละวนกับการทำงานกันวุ่นวาย ขนาดปลากัดในโหลแก้ว มันยังว่ายไปมาอย่างคึกคัก เหมือนเต้นตามจังหวะอันเร่าร้อนของเหล่ามนุษย์ออฟฟิศ


...ส่วนเพลงประกอบเอ็มวีชีวิตของนายอาทิตย์น่ะเหรอ?


            เขาเชื่อว่ามันต้องเป็นเพลงที่เศร้าโศกสลดที่สุดในออฟฟิศอย่างแน่นอน






 

ตะวันลับขอบฟ้า สิ้นสุดการทำงานวันที่สอง อาทิตย์กลับถึงหอพักด้วยอาการเหนื่อยล้า


...ไอ้ร่างกายน่ะไม่เท่าไร แต่หัวใจนี่สิ มันหมดแรงยังไงบอกไม่ถูก  รู้สึกตัวเองช่างไร้ประโยชน์ หรือเขาคงไม่เหมาะกับงานจัดซื้อจริงๆ


ขอย้ายแผนกกลับไปฝ่ายผลิตดีไหมนะ ไหนๆ บริษัทโอเชี่ยนก็เป็นโรงงานประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ คงพอมีตำแหน่งวิศวกรฝ่ายผลิตว่างอยู่บ้าง จะให้เป็นแค่ผู้ช่วยเล็กๆ ก็ยังดี


แต่ถ้าเกิดถูกปฏิเสธขึ้นมาอีก ก็คงเหลือแค่ทางเลือกเดียว...


ลาออก


คำธรรมดาสองคำ พูดง่ายแต่ทำยาก


ถึงแม้อาทิตย์จะเป็นลูกชายเพียงคนเดียว และฐานะทางบ้านไม่ได้ลำบากอะไร แต่เขาอยากจะหาเงินจากน้ำพักน้ำแรงตนเองโดยไม่รบกวนพ่อแม่


ฉะนั้น ต่อให้เป็นตายร้ายดียังไงก็ต้องอดทนไว้ ยิ่งพอกวาดตามองไปรอบห้อง เห็นพัดลม ทีวี ตู้เย็น ก็คล้ายจะได้ยินเสียงจากข้าวของเครื่องใช้ตะโกนออกมาดังๆ ว่า


มึงออกไม่ได้ ถ้าออกแล้วจะเอาอะไรแดก!’


โครก!


ขนาดกระเพาะก็ยังร้องย้ำเตือนรัวๆ แสดงความเห็นด้วย แต่ตอนนี้เขากำลังนอนพักสบายไม่อยากขยับลุกไปไหน ในห้องพอมีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเหลืออยู่ คงต้องเอามากินประทังชีวิตไปก่อน


คิดอย่างคนขี้เกียจได้ไม่ทันไร สุดท้ายก็ต้องโงหัวขึ้นมาจากหมอน เมื่อสัมผัสถึงแรงสั่นเบาๆ จากสมาร์ตโฟน


แอพพลิเคชั่นไลน์เด้งแจ้งเตือนข้อความเข้า มันถูกส่งมาจากผู้ใช้โปรไฟล์เป็นรูปเกียร์สีน้ำตาลที่ไม่เคยเปลี่ยนตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ปีหนึ่ง และแน่นอนเจ้าของเกียร์แท้จริงก็คือเขา


อาทิตย์รีบกดเปิด ข้อความแรกปรากฏขึ้นมา


ยื่นมือออกมาข้างหน้าสิครับ


งงกับคำสั่งแสนประหลาด แต่แล้วเขาก็เปลี่ยนเป็นเข้าใจในทันที หลังสิ่งที่ส่งตามมาเป็นรูปภาพรูปหนึ่ง


...ส้มสี่ใบ มีรอยปากกาวาดเป็นดวงตาและรอยยิ้ม


อาทิตย์จำได้ดีว่ามันหมายถึงอะไร




 

“ทำไมถึงเอาส้มมาให้ผมล่ะครับ?”


หลังจากคบกัน มีวันหนึ่งที่อยู่ๆ ก้องภพก็รื้อฟื้นเรื่องพวกนี้ขึ้นมา


“ตอนนั้นพี่จะปล่อยพวกผมไปเลยก็ได้ แต่ก็ยังเรียกให้กลับมาเอาส้ม”


“จะถามทำไม?”


“ก็แค่อยากรู้ครับ พี่อาทิตย์รู้ไหมไอ้เอ็มมันกลัวแทบตาย นึกว่าจะโดนสั่งลงโทษให้วิดพื้นแล้ว”


“อ้อ ตอนนั้นผมควรสั่งวิดพื้นแทนสินะ”


“เอาดีๆ สิครับ”


“ก็...ผมเห็นพวกคุณดูเหนื่อยๆ ส้มมันมีวิตามิน ช่วยบำรุงร่างกายให้หายเหนื่อยได้น่ะ”


“จริงเหรอครับ?”


“จริงสิ ถ้าไม่เชื่อคุณลองไปวิ่งรอบสนามสักสิบรอบ แล้วผมจะซื้อส้มมาสิบโลให้คุณกินเอง”


“ไม่ต้องก็ได้ครับ ผมเชื่อแล้ว เพราะตอนนั้นผมก็หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเลย...แถมส้มสี่ลูกนั้นก็ หวานมากด้วยครับ”


ประโยคสุดท้ายมีสายตาวิบวับส่งมายืนยันความหวานว่ามีมากแค่ไหน




 

...ไอ้เด็กแสบ ยิ่งคบกันก็ยิ่งชักจะเอาใหญ่ พอเปิดช่องเข้าหน่อยก็ขยันมาหยอดเขาได้ทุกวัน ไม่ต่างไปจากตอนตีฝีปากกันสมัยรับน้อง


จริงด้วยสินะ...ตอนเขาเป็นเฮดว้าก แรกๆ ก็คิดว่าตัวเองคงทำไม่ไหว เพราะไหนจะตื่นเช้ามาฝึกหนัก แล้วยังอยู่โยงประชุมวางแผนดึกดื่นทุกคืน แถมยังต้องรับมือกับเด็กกวนประสาทชอบแกล้งให้เขาหลุดมาดบ่อยๆ แต่ท้ายที่สุด เขาก็สามารถทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจนผ่านพ้นมาได้


           เหลือบตามองผลส้มในหน้าจอสมาร์ตโฟนอีกครั้ง อาจเป็นความจริงที่ว่าส้มทำให้หายเหนื่อย เพราะเขารู้สึกถึงแรงฮึดมากกว่าเก่า กำลังใจกึ่งสำเร็จ(จาก)รูป เติมพลังได้รวดเร็วมากกว่าอาหารชนิดไหนๆ


อาทิตย์จึงตัดสินใจพิมพ์ตัวอักษรส่งกลับไปบ้าง


ไม่ใช่คำตอบ...แต่เป็นคำสั่งตามสไตล์อดีตเฮดว้าก


พรุ่งนี้คุณว่างไหม เราไปเดทกัน






 

สถานที่นัดเดทมักแบ่งออกเป็นไม่กี่ประเภทตามไลฟ์สไตล์ของแต่ละคู่รัก


ห้างสรรพสินค้าอาจเป็นตัวเลือกของสายช็อป ถ้าสายชอบกินคงตระเวนอยู่ตามร้านอาหาร ส่วนสายสุขภาพอาจชวนกันไปปั่นจักรยานเล่นในสวนสาธารณะ


แต่สำหรับสถานที่นัดเดทของคู่หนุ่มวิศวะ...พวกเขาดันมาจบลงตรง  ร้านหนังสือ


ตามปกติแล้ว อาทิตย์ไม่ใช่คนเข้าร้านหนังสือบ่อยนัก ยกเว้นร้านหนังสือการ์ตูนข้างมหาลัย ซึ่งสมัยเรียนเขาเป็นถึงสมาชิกระดับวีไอพี


หากวันนี้ตอนเย็นหลังเลิกงาน เขากลับเลือกนัดเจอก้องภพในร้านหนังสือขนาดใหญ่กลางเมือง แถมยังมุ่งมั่นตั้งใจไล่สายตาอ่านชื่อปกทีละเล่ม ก้มๆ เงยๆ ตามชั้นอยู่หลายครั้งราวกับกำลังตามล่าหาขุมทรัพย์ที่ถูกซ่อนไว้ จนคู่นัดเดทต้องทักด้วยความสงสัย


“พี่อาทิตย์หาหนังสืออะไรอยู่เหรอครับ”


“ก็พวกหนังสือเกี่ยวกับงานที่ทำน่ะ”


ตอบไปโดยยังคงพลิกหน้ากระดาษเปิดอ่านคร่าวๆ ก่อนส่งหนังสือที่ถูกใจมาให้ผู้ช่วยซึ่งยืนว่างๆ


“อ่ะ เล่มนี้...แล้วก็เล่มนี้ด้วย..ฝากถือหน่อย”


ก้องภพรับหนังสือขนาดไซต์ต่างกันสามเล่ม แล้วก็ต้องมุ่นหัวคิ้วหลังอ่านตัวอักษรบนหน้าปก เงยหน้าถามอย่างข้องใจอีกครั้ง


 “ที่พี่อาทิตย์เลือกหนังสือ การจัดการโลจิสติกส์ ผมเข้าใจนะครับ แต่หนังสือ ลดน้ำหนักง่ายๆ ทำได้ในทันที มันเกี่ยวกับงานที่ทำด้วยเหรอครับ” 


“ก็มันจำเป็น”


“แล้วหนังสือ คู่มือวิธีเลี้ยงปลากัดนี่ล่ะครับ”


“เออ...นั่นก็จำเป็นเหมือนกัน”


คำตอบไม่ได้ช่วยเคลียร์ข้อสงสัย ซ้ำหนังสือที่เลือกมาดูสะเปะสะปะไปหมด ก้องภพเดาไม่ได้ว่าพี่อาทิตย์ใช้เกณฑ์ในการตัดสินยังไง แต่ที่เดาได้แน่ๆ ก็คือ วันนี้เขาคงต้องวนเวียนอยู่ในร้านหนังสืออีกนาน


ตอนมีไลน์ชวนไปเดท เขาก็อุตส่าห์วาดฝันไว้ว่าจะได้ไปนั่งกินข้าวท่ามกลางแสงไฟ ดูหนังรอบดึก หรือไปเที่ยวส่วนตัวกันสองต่อสอง หากภาพที่หวังไม่ได้ใกล้เคียงกับความจริงแม้แต่น้อย


ทว่าถึงอย่างไรก้องภพก็ไม่เคยคิดเบื่อการเดทสไตล์เฮดว้ากวิศวะในรูปแบบนี้ เพราะเขามักจะค้นพบมุมโรแมนติกของอีกฝ่ายได้เสมอๆ


...ดูอย่างสีหน้าคร่ำเคร่งที่กำลังจดจ่อกับหนังสือ ซึ่งนานๆ ทีจะได้เห็น ซ้ำเจ้าตัวยังหันมาขอความช่วยเหลือด้วยโทนเสียงอ่อนกว่าปกติ


“ก้อง...ช่วยหาหนังสือเกี่ยวกับวิธีสร้างความสัมพันธ์ของคนหน่อยได้ไหม?”


“วิธีสร้างความสัมพันธ์ของคน? พี่อาทิตย์จะหาไปทำไมเหรอครับ เอ๊ะ? หรือว่าที่ทำงานมีคนมาจีบพี่อาทิตย์!


ตุบ!


หนังสือเล่มหนึ่งร่วงลงจากพื้น ราวกับคนถือมือไม้อ่อนกะทันหัน พร้อมคำปฏิเสธจินตนาการอันเล่อเลิศเกินเหตุทันควัน


“จะไปมีได้ยังไงเล่า!


“ดีแล้วครับ” ก้องภพยิ้มจางแบบคนโล่งอก พลางก้มลงเก็บหนังสือมายื่นให้ “นี่ครับ”


“ขอบใจ” อาทิตย์กำลังจะเอื้อมหยิบ แต่กลายเป็นว่าถูกคว้าจับมือเอาไว้จนสะดุ้ง


“เฮ้ย!


เผลอลืมตัวอุทานเสียงดัง โชคดีที่พวกเขายืนอยู่ในมุมหนังสือจิตวิทยา ซึ่งไม่ค่อยมีใครผ่านมา เลยยังไม่ตกเป็นเป้าสายตาของลูกค้าในร้าน


คนตกใจรีบกระซิบสั่งเสียงดุ


“ปล่อย!


“ทำไมล่ะครับ?”


“ก็นี่มันในร้านหนังสือ”


“ไม่เห็นมีใครมองสักหน่อยนี่ครับ”


“มันอยู่ในที่สาธารณะ ถ้าอยากจับก็กลับไปจับที่หอสิเว้ย!


“งั้นเราก็รีบกลับหอกันเถอะครับ”


“ไอ้..!


เป็นอีกครั้งที่ไม่รู้จะสรรหาอะไรมาด่าคนเจ้าเล่ห์


...ไม่ต้องระวังคนอื่นมาจีบหรอก เพราะตัวอันตรายที่สุดก็อยู่ตรงหน้านี้แล้ว


สุดท้ายอาทิตย์เลยต้องเป็นฝ่ายยอมจำนนเลือกพบกันครึ่งทาง


“เออๆ ก็ได้ แต่ผมหิว แวะหาอะไรกินก่อนแล้วค่อยกลับหอ โอเคไหม?”


ก้องภพคลี่ยิ้มพอใจในข้อเสนอ หดหูและหางของหมาป่าตัวร้ายเก็บกลับคืน แล้วปล่อยมือลูกแกะที่ถูกพันธนาการไว้ให้เป็นอิสระ 


เหยื่อผู้รอดชีวิตเลยรีบคว้าหนังสือทั้งหมดตรงลิ่วไปยังเคาท์เตอร์คิดเงินด้วยท่าทีฮึดฮัด พลางนึกในใจว่าจะเลือกร้านอาหารไกลๆ เพื่อยืดเวลากลับหอให้มากที่สุด!

 






ถึงจะตั้งใจไว้แบบนั้น...พวกเขาดันมาลงเอยที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเจ้าประจำ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากห้างสรรพสินค้าไปเพียงแค่นั่งรถเมล์สามป้าย


แต่พอเดินทางมาถึงกลับพบกระดาษเขียนอักษรตัวโตๆ แปะอยู่หน้าประตูเหล็กบานเลื่อนว่า เซ้งด่วน


            เฮ้ย! ร้านปิดได้ยังไง มาทุกทีก็ยังเห็นขายดีลูกค้านั่งโต๊ะเต็มตลอด


คำตอบนี้ยากเกินคาดเดา


บางทีร้านอาจมีรายได้ไม่ดีจริงๆ หรือในทางตรงข้าม ร้านอาจได้รับกำไรเข้าเป้าทะลุยอดเลยต้องย้ายทำเลขยายสาขา หรือไม่แน่เจ้าของร้านอาจเบื่อลวกเส้นก๋วยเตี๋ยวแล้ว เลยเกษียณตัวเองไปปลูกต้นไม้อยู่ต่างจังหวัดกับลูกหลานแทน


มีหลากหลายเหตุผลสำหรับข้อสรุป ทว่าเหตุผลเดียวที่ทำให้ก้องภพรู้สึกใจหาย


...นั่นก็คือสถานที่ที่มีความทรงจำระหว่างเขาและพี่อาทิตย์ได้ลดน้อยลงไปอีกหนึ่งอย่าง


ไม่แน่ใจว่าพี่อาทิตย์จะคิดเหมือนกันไหม เจ้าตัวจึงสีหน้าแสดงความผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด แต่หลักๆ น่าจะเป็นเพราะประเด็นอื่น


“อุตส่าห์ตั้งใจจะมากินบะหมี่หมูตุ๋นต้มยำสักหน่อย แถวบริษัทไม่มีเจ้าอร่อยเลย แล้วแบบนี้จะไปหากินได้จากที่ไหน”


หนุ่มออฟฟิศคร่ำครวญประหนึ่งพลัดพรากจากของรัก


ก้องภพเลยรีบกู้สถานการณ์เหลียวมองรอบๆ จนเจอป้ายร้านขายก๋วยเตี๋ยวอยู่ในซอยลึกเข้าไปไม่ไกล


ร้านนั้นก็ดูน่าจะโอเคนะครับ ลองไปกินกันดูไหม


ข้าวเที่ยงในโรงอาหารบริษัทย่อยหมดไปนานแล้ว แถมยังเสียพลังงานในการเดินเลือกซื้อหนังสือ จนกระเพาะเริ่มประท้วงส่งเสียงดังโครกคราก


ไปก็ไป


อาทิตย์จึงตัดสินใจเลยตามเลย


ร้านตั้งอยู่ในคูหาตึกแถวค่อนข้างซ่อมซ่อ คาดว่าคงเปิดมานานไม่ต่ำกว่าสิบปีโดยไม่ได้รับการรีโนเวทปรับปรุง หม้อต้มเหลือน้ำซุปอยู่ไม่ถึงครึ่ง เครื่องก๋วยเตี๋ยวในตู้กระจกจัดวางระเกะระกะ เก้าอี้ในร้านว่างเปล่าไร้คนจับจองดูโหวงเหวง ไม่มั่นใจว่าร้านเปิดอยู่หรือใกล้จะเจ๊ง


เฮียคนขายหน้าตาไม่รับแขกอายุรุ่นราวคราวพ่อกำลังเช็ดทำความสะอาดเขียง พอเห็นสองหนุ่มที่ยืนลังเลก็ส่งเสียงเรียก


ที่ร้านยังพอเหลือของอยู่ จะกินอะไรก็สั่งมาได้เลย


มีบะหมี่ต้มยำหมูตุ๋นรึเปล่าครับ


อาทิตย์เสี่ยงถามหาแบบไม่คาดหวัง หมูตุ๋นเป็นส่วนประกอบซึ่งค่อนข้างปรุงยากเพราะต้องใช้เวลาเคี่ยวนาน บางร้านจึงเลือกใช้หมูสับหรือหมูชิ้นตามสูตรที่แตกต่างกันไป แต่ร้านที่ดูขาดๆ เกินๆ นี้กลับยังมีเมนูในฝัน


เอาธรรมดาหรือพิเศษ


ถ้าหิวเบอร์หนักขนาดนี้ ปกติเขาคงสั่งพิเศษไปแล้ว แต่เพราะยังไม่มั่นใจเลยต้องเลือกแบบเพลย์เซฟ


ธรรมดาก็พอครับ


ส่วนใครอีกคนก็ใช้วิธีตัดสินรสชาติตามความคุ้นเคย


ผมขอเส้นเล็กลูกชิ้นน้ำใสครับ


เฮียพยักหน้า เช็ดมือกับผ้าคาดเอวลวกๆ แล้วร้องบอกลูกค้าให้บริการตัวเอง


ไปนั่งก่อน น้ำแข็งกับแก้วอยู่ข้างหลัง


พวกเขาจึงพากันเดินเข้าร้านเลือกโต๊ะนั่ง ภายในดูสะอาดสะอ้านกว่าที่คิด ถึงจะเปิดไฟค่อนข้างสลัวอยู่สักหน่อยคงเพราะท้องฟ้าเริ่มมืดลงแล้ว


ใช้เวลาไม่นานก๋วยเตี๋ยวสองชามก็มาเสิร์ฟ


น้ำซุปต้มยำสีน้ำตาลอ่อนมองแล้วรสชาติอาจไม่จัดจ้านตามสไตล์ที่ชอบ และพอตักซดเข้าปากก็ผิดหวังดั่งคาด เผลออดไม่ได้ที่จะนำเอาไปเปรียบเทียบ


...ว่าแล้ว บะหมี่ต้มยำหมูตุ๋นเจ้าไหนก็ไม่อร่อยเท่ากับเจ้านั้นหรอก


            นึกเสียดายในใจขึ้นมาอีกรอบ แต่ไหนๆ ก็สั่งมาแล้วคงทำได้แค่ปรับรสชาติให้ถูกใจด้วยตัวเอง เขากำลังจะเปิดเถาเครื่องปรุงตักพริกป่นมาเติม แต่กลับถูกเสียงห้ามเอาไว้


            เดี๋ยวก่อนครับ ชามนี้ของพี่อาทิตย์ต่างหาก


            ก้องภพดึงชามเส้นเล็กลูกชิ้นน้ำใสเลื่อนสลับกับชามบะหมี่หมูตุ๋น คล้ายจงใจสร้างเหตุการณ์เดจาวู


            มุกนี้คุ้นๆ นะ


            อาทิตย์ส่งเสียงระอา ด้วยสีหน้ากึ่งเบื่อหน่าย


...ภาษารักของคู่ที่คบกันนานๆ มีคำหนึ่งที่เรียกว่า หมดโปรโมชั่นหมายถึง เมื่อคู่รักผ่านช่วงเวลาหวานหอมของความสัมพันธ์ ความใส่ใจที่มีให้กันและกันก็จะค่อยๆ ลดน้อยลงไป รวมทั้งอาการใจเต้นตึกตักก็เริ่มเปลี่ยนเป็นคุ้นชินทีละน้อยจนไม่เหลืออะไรให้แปลกใหม่


ยิ่งผนวกกับความหิว ยิ่งช่วยลดทอนโมเมนต์รำลึกแสนหวานไปสองเท่า


ไม่เอา ผมไม่เปลี่ยน


ทำท่าจะดึงชามกลับ แต่ก้องภพก็ยังดื้อแพ่ง


ลองดูสิครับ ผมไม่ได้แกล้งพี่อาทิตย์หรอก


            ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร หากพอสบนัยน์ตาที่สื่อนัยว่าไม่ได้โกหก อาทิตย์ก็คร้านจะต่อความ หยิบช้อนตักน้ำซุปขึ้นชิม แล้วก็ต้องเบ้หน้า เมื่อลิ้นสัมผัสว่ารสชาติอ่อนจางไม่ต่างจากน้ำเปล่า


            ไหนบอกไม่ได้แกล้งไง 


            ลองกินลูกชิ้นดูก่อนสิครับ


            ไม่ลองเว้ย!


คำปฏิเสธเสียงดังทำให้เฮียเจ้าของร้านเหลือบสายตาดุมาเพ่งเล็ง คนโวยวายเลยต้องรีบสงบปากยิ้มเจื่อนๆ แล้วคีบลูกชิ้นกินอย่างเสียไม่ได้


            ปรากฏว่าลูกชิ้นหมูรสชาติดีอย่างเหลือเชื่อ แม้ขนาดจะเล็กกว่าปกติ แต่ไม่มีส่วนผสมของแป้งจึงเคี้ยวได้หนึบหนับราวกับใช้เวลานวดและปรุงมาอย่างดี ทำเอาเผลอหลุดปากชม


โห ลูกชิ้นโครตอร่อย เนื้อแน่นเด้งดีด้วย


            ลูกชิ้นเจ้านี้ร้านคงทำเอง ดูสิครับมีป้ายราคาขายลูกชิ้นแยกด้วย


            ก้องภพเสริมข้อมูล ชี้แผ่นกระดาษเล็กๆ แปะอยู่ตรงกำแพงเหนือศีรษะพวกเขา ระบุราคาลูกชิ้นหมูแบบซื้อเหมากิโล แถมยังมีทั้งคอลัมน์ตัดจากหนังสือพิมพ์ และป้ายประกาศจากรายการชวนชิมติดเรียงกันลึกเข้าไปถึงด้านใน เป็นหลักฐานการันตีว่าร้านนี้มีลูกชิ้นเป็นของเด็ดจริงๆ


            งั้นพี่อาทิตย์กินชามนั้นไปนะครับ


            คนเสียสละเลือกชามบะหมี่หมูตุ๋นต้มยำที่ใส่ลูกชิ้นเพียงสองลูก


อาทิตย์รีบปราม ไม่ต้องหรอก บอกแล้วอย่าเล่นมุกซ้ำ


ก่อนจะหันไปทางหน้าร้านร้องสั่งเมนูเพิ่ม


            เฮียครับ ขอลูกชิ้นแยกอีกห้าสิบบาท


แล้วหันกลับมาพูดลอยๆ ด้วยน้ำเสียงกวนๆ


ของโปรดใครก็ช่วยกินด้วยล่ะ 


ก้องภพส่ายศีรษะยิ้มน้อยๆ กับนิสัยเดิมๆ ของพี่อาทิตย์


...มุกใหม่ตรงไหนกัน ในเมื่อพี่อาทิตย์ก็เป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้ว ยังคงปากร้ายใจดีไม่เคยเปลี่ยน ...อันที่จริงตัวเขาเองก็มีสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน


งั้นผมเล่นมุกใหม่ก็ได้


ก้องภพเกริ่น ขณะลูกชิ้นร้อนๆ ควันฉุยมาเสิร์ฟถึงโต๊ะ ฝ่ายคนฟังเลิกคิ้วอยากรู้ระหว่างคีบลูกชิ้นเตรียมใส่ปาก


มุกอะไร?”


แล้วอาทิตย์ก็ตระหนักได้ในนาทีนั้นว่า ช่วงเวลาโปรโมชั่นของพวกเขายังไม่มีวันหมด หลังได้ยินประโยคจีบจนหัวใจเกือบหยุดเต้น


ไม่ว่าอะไรจะเปลี่ยน แต่พี่อาทิตย์ก็ยังทำตัวให้ผมหลงรักได้เหมือนเดิมทุกทีครับ


“ก้องภพ!


องค์เฮดว้ากลงกะทันหัน เผลอตะโกนเสียงดัง แถมยังปล่อยลูกชิ้นหล่นจากตะเกียบกลิ้งตกพื้นจนเจ้าของร้านตวัดดวงตาคมกริบมามองอีกรอบ  ลูกค้าที่ยังไม่อยากโดนไล่เลยต้องรีบคีบลูกชิ้นลูกใหม่เข้าปากสร้างภาพว่าอร่อยสุดซึ้ง แต่ก็ยังไม่วายส่งสายตาเคืองแค้นไปหาคนขี้แกล้งเป็นครั้งที่สองของวัน


หากก้องภพไม่มีทีท่าทุกข์ร้อน ยังคงคีบบะหมี่ต้มยำหมูตุ๋นกินเงียบๆ


...รู้อยู่แล้วว่าพี่อาทิตย์ไม่ค่อยชอบทำอะไรหวานๆ ยิ่งโดยเฉพาะต่อหน้าคนเยอะๆ แต่เขาก็ไม่เคยห้ามตัวเองได้สักที ถึงจะโดนหงุดหงิดในภายหลัง แต่แค่เสี้ยววินาทีที่ได้เห็นสีหน้าเจือความเขินเล็กๆ นั่น พอรู้ตัวอีกทีก็เผลอแกล้งไปซะแล้ว


...ขอโทษนะครับพี่อาทิตย์ มันช่วยไม่ได้จริงๆ


เพราะไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี...นิสัย แกล้งคนที่ตัวเองชอบ ก็ไม่เคยเปลี่ยนไปจากตัวเขาเลย





 

แต่ในตอนจบ สวรรค์ย่อมไม่เข้าข้างฝ่ายอธรรม


คนขี้แกล้งเลยโดนลงโทษหมดสิทธิจับมือตามสัญญา เพราะสองมือของอาทิตย์ดันเลือกจับหนังสือแทน


แม้จะเป็นภาพชินตาของก้องภพ ที่เห็นคนรักนอนพักอยู่บนเตียงในห้องเขา แต่ก็ยังอดนึกขำไม่ได้ เมื่อสังเกตว่าคิ้วสองข้างของอีกฝ่ายขมวดผูกกัน อ่านหนังสือคู่มือเลี้ยงปลากัดอย่างเคร่งเครียดจริงจัง คล้ายจะมีสอบไฟนอลวันพรุ่งนี้


ถึงเขาจะยังไม่รู้ว่าปลากัดเกี่ยวข้องกับงานจัดซื้อยังไง แต่จากหนังสือหลายเล่มที่อีกฝ่ายหยิบมาศึกษาเพิ่มเติม ก็พอเดาได้ว่างานที่ทำคงลำบากไม่น้อย


“ถ้าเหนื่อยก็พักบ้างนะครับ อย่าหักโหมเกินไป ผมเป็นห่วง”


ต่อให้เป็นเครื่องจักรก็ต้องมีเวลาหยุดพัก แต่ยอดมนุษย์เงินเดือนคนนี้กลับยังมีแรงเหลือเฟือ


“อ้อ ไม่เป็นไรหรอก แค่อ่านหนังสือเองสบายอยู่แล้ว... เออ แล้วคุณล่ะ? รับน้องเป็นยังไงบ้าง ใกล้ถึงวันชิงธงแล้วไม่ใช่เหรอ?”


“ครับ วันศุกร์หน้านี้แล้ว พี่อาทิตย์ว่างรึเปล่าครับ? ผมอยากให้พี่มาดูวันชิงธงด้วย”


“ได้สิ ผมเองก็อยากเห็นเหมือนกันว่ารุ่นคุณจะใช้วิธีไหน”


“พวกผมยังประชุมกันอยู่เลยครับ แต่ก็ยังหาข้อสรุปกันไม่ได้สักที”


ในฐานะเฮดว้าก ก้องภพอยากจะสร้างสรรค์กิจกรรมที่น่าประทับใจเหมือนที่รุ่นตัวเองได้เจอ จำได้ว่าพวกเขาต้องรวมพลังกันฝ่าฝัน อาศัยความสามัคคี และความเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อค้นหาความหมายในแต่ละตัวอักษรของ SOTUS จนในที่สุดก็ได้ธงรุ่นมาครอบครองอย่างภาคภูมิใจ


รู้สึกนับถือพวกพี่ๆ เจ้าของไอเดียที่คิดด่านทดสอบนี้ขึ้นมา ซึ่งหนึ่งในนั้นก็ไม่พ้นหัวหน้าทีมว้ากที่ให้คำแนะนำเพิ่มเติม


“ถ้าจะเลือกใช้วิธีอะไรก็อย่าลืมปรับให้เข้ากับเด็กรุ่นคุณด้วยล่ะ...ไอ้รูปแบบที่เน้นขนบ SOTUS เก่าๆ มันก็ดี แต่ถ้าไม่เปลี่ยนให้มันเข้ายุคเข้าสมัย น้องที่ไหนจะอยากมาเข้าร่วม...คุณต้องจำไว้ด้วยว่า กิจกรรมนี้เราจัดขึ้นเพื่อใคร”


ข้อความจากรุ่นพี่เป็นคำแนะนำที่ดีให้ก้องภพคิดได้


            นั่นสินะ...คนที่จะได้รับประโยชน์จากกิจกรรมรับน้องมากที่สุดก็คือเด็กปีหนึ่ง ถ้าเริ่มต้นหาวิธีโดยคำนึงถึงน้องเป็นหลักก็น่าจะพอเห็นรูปแบบกิจกรรมได้ชัดเจนขึ้น...เพราะถ้าไม่มีน้อง ก็คงไม่มีเฮดว้ากเช่นกัน...


เขาเกือบจะหลงลืมจุดประสงค์สำคัญไป แต่ใครบางคนยังคงไม่ละเลยมัน แม้จะปลดจากตำแหน่งไปนานแล้ว


สำหรับเขา...ไม่ว่าเมื่อไร พี่อาทิตย์ก็ยังเป็นเฮดว้ากที่สุดยอดเสมอ


            อยากตั้งเป้าหมายพิสูจน์ตัวเองให้ได้ในแบบนั้นบ้าง ก้องภพเลยหันไปปรึกษาไอเดียที่เพิ่งนึกได้สดๆ ร้อนๆ


“พี่อาทิตย์ครับ ถ้าเกิดว่าผมใช้วิธีชิงธงแบบ...”


ไม่จำเป็นต้องอธิบายต่อจนจบ เพราะคนตอบหลับสนิทไปเรียบร้อย


ดวงตาร่างสูงทอดมองคนรักอย่างอ่อนใจ ก่อนจะดึงหนังสือคู่มือเลี้ยงปลากัด ซึ่งยังคาอยู่ในมืออีกฝ่ายมาเก็บ แล้วค่อยๆ ห่มผ้าให้


...พี่อาทิตย์คงเหนื่อย


ต่อให้ไม่เล่าเรื่องงานให้ฟัง เขาก็ยังสังเกตเห็นเค้าความอ่อนล้าจางๆ


ช่วงระยะเวลาสองปี...พวกเขาต่างรู้จักตัวตนของกันและกันมากขึ้น


พี่อาทิตย์ไม่เคยเรียกร้องเพิ่มเติม ยังคงรักศักดิ์ศรีและเข้มแข็ง จนบางครั้งเขาก็กลายเป็นแฟนที่แทบไม่ค่อยได้ช่วยพึ่งพิงอะไร


อย่างน้อยๆ ก็อยากจะคอยดูแลอยู่ข้างๆ สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้จึงมีเพียงก้มลงบอก ฝันดีนะครับ กับคนรักเท่านั้น


ช่วงระยะเวลาสองปี...มีทั้งเรื่องที่เปลี่ยนไป และเรื่องที่ไม่เคยเปลี่ยน


แต่ขอให้วันพรุ่งนี้...ความรักของพวกเขาจะยังคงเป็นหนึ่งในเรื่องที่ยังมั่นคงอยู่เหมือนเดิม


 

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


               TBC






ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 118 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

426 ความคิดเห็น

  1. #421 Wan_L_ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2561 / 23:14

    พี่พลอยสุดยอดมากค่ะ
    #421
    0
  2. #395 ppnponn (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 20 มกราคม 2561 / 12:47
    โอยยย น่ารักมากค่าาา เขินตัวแตก ก่องภพก็ขยันหยอด.. พี่อาทิตย์ก็ยังเป็นพี่อาทิตย์ เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยยย เท่เหมือนเดิมมมมม เข้มแข็ง รักศักดิ์ศรี เป็นรุ่นพี่ที่น่ารักเสมอ แล้วก็แพ้ทางเด็กตลอดเลยยยย ขอบคุณนะคะ น่ารักมาก อ่านแล้วยิ้มตามเลย
    #395
    0
  3. #303 Tarn (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2560 / 00:56
    ก้องขยันหยอดจริงๆ มีช่องว่างตนงไหน เปฝ็นต้องหาโอกาสหยอดอุ่นตลอดเลยนะ เรียนจบแล้วไปเปิดร้านขนมพวกขนมครก ทองหยอดถ้าจะดีเนอะก้อง
    #303
    0
  4. #299 creamsarang (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2560 / 13:46
    งือออออน่ารักอ่ะ ชอบจังเลย ก้องภพก็ขยันหยอดไปอีก55555555
    #299
    0
  5. #298 ::Rabbit Hole:: (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2560 / 21:48
    เพราะอดใจไม่ไหวจนต้องกลับมาอ่านฮื่อ นี้มันแบบละมุนอ่ะ
    #298
    0
  6. #297 Friendship_Lee (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2560 / 17:53
    อดจับมือพี่อาทิตย์เพราะเล่นมุขหวานเลี่ยน แต่สุดท้ายก็ได้มาอยู่ด้วยกันเนาะ หวานไม่สงสารรนโสดเลย
    #297
    0
  7. #296 Siridream13 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2560 / 19:34
    ฮือออ น่าร้ากกกก อยากเห็นวิธีเลี้ยงปลากัดของพี่อาทิตย์แล้วสิ
    #296
    0
  8. #294 Parnko0422 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2560 / 14:05
    ก้องภพน่ารักจัง
    #294
    0
  9. #290 Sci' Swiftiez (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2560 / 01:59
    เนื้อหาส่วนที่ทำงานเครียดๆอ่า กลัวแล้ววแต่ช่วงท้ายคือละมุนมากกกก
    #290
    0
  10. #289 งึมงำ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2560 / 01:27
    ตกลงเอ็มคู่กับเมย์เหมือนในซีรีย์แน่นอนใช่ไหมคะ?
    #289
    0
  11. #288 Tain_LSM (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2560 / 00:33
    อบอุ่นในหัวใจจัง
    #288
    0
  12. #287 LT43_MarkBam (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2560 / 00:22
    ไม่แกล้งแฟนแล้วจะให้แกล้งใคร555 น่ารักกก
    #287
    0
  13. #285 nuying88 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2560 / 23:53
    ขอบคุณค่า
    #285
    0
  14. #284 just_gift (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2560 / 23:20
    ก้องภพแกล้งพี่อาทิตย์ซะน่ารักเชียว
    #284
    0
  15. #283 apiinify (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2560 / 22:47
    ชอบพาร์ทที่ทำงานของอาทิตย์
    เรื่องส่งแฟกซ์กะถ่ายเอกสารนี่คืองานที่เด็กจบใหม่ต้องผ่านให้ได้ เพราะไม่มีสอนในมหาวิทยาลัย แต่เป็นงานที่ช่วงชีวิตทำงานแรกต้องทำบ่อยมากๆๆๆ
    #283
    0
  16. #282 kanyaom (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2560 / 22:38
    ฮือออ ก้องภพละมุนมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ที่สุดในโลก นักหยอดนัมเบอร์วัน คนขายขนมครกระดับจักรวาล เขินไปหมดแล้วค่ะ พอมาอยู่กับคนแบบพี่อาทิตย์เลยยิ่งละมุมกว่าเดิมไปอีก เดิมในส่วนของกันและกัน ... ตอนที่พี่อาทิตย์หันมาเรียกก้องนี่ก็ใจสั่นเหมือนกันนะคะ ฮือออ จัย เขาเรียกก้องแล้วมัน ฮือออ ไม่รู้ อธิบายไม่ถูก เขินนน ...ลุคพี่อาทิตย์ภาคนี้กลับไปเหมือนเด็กปีหนึ่งอีกครั้ง เลยดูกลายเป็นเด็กแสบๆที่โดนเมิน ทำอะไรไม่ได้ก็ได้แต่บ่นในใจ ทำให้เห็นมุมที่น่ารักๆอีกแบบของพี่อาทิตย์ อยู่มาปีที่สองก็เหมือนได้ลึกลงไปกับเขา ได้รู้จักกันมากขึ้น ชอบมากๆเลยค่ะ ถึงจะสั่งหนังสือแล้ว แต่เราก็ยังจะรอตอนต่อไปนะคะ
    #282
    0
  17. #281 พู่กันกับสีน้ำ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2560 / 21:46
    รอนะคะ
    #281
    0
  18. #280 เลขาYM (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2560 / 21:32
    โอ๊ยยยย ก้องภพละมุนมากกกก ไม่แปลกใจหรอกถ้าข้าวฟ่างจะหลงรัก พี่อาทิตย์สู้ๆนะคะ
    #280
    0
  19. #279 Chandra and Clover (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2560 / 21:16
    รอค่ะงื้อออออ
    #279
    0
  20. #278 SOUL (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2560 / 21:15
    น่ารักกกกกกก อ่านแล้วยิ้มตามตลอดเลย ><
    #278
    0
  21. #277 นมเย็นสีฟ้า (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2560 / 21:08
    เล็กน้อยแต่ยิ่งใหญ่ อ่อนโยนแต่มั่นคง นิยามความรักของทั้งคู่คือแบบนี้จริงๆค่ะ ฮือ
    #277
    0
  22. #276 พิคไฟล์ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2560 / 21:04
    ฟินนนนนน
    #276
    0
  23. #275 ดนยา (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2560 / 20:59
    สงสารพี่อาทิตย์จัง
    #275
    0
  24. #274 pornnapanok9 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2560 / 20:51
    รอตอนต่อไปคร้าาา
    #274
    0
  25. #273 roykam (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2560 / 20:51
    ก้องภพน่ารักที่สุดดดดด
    #273
    0