เปลี่ยนนางร้ายเป็นเด็กดีคือมาตราการการเอาตัวรอดของฉันค่ะ!

ตอนที่ 22 : ตอนพิเศษ : วองซ์ กัวเตอร์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,841
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 238 ครั้ง
    29 ต.ค. 61



ฉันชื่อวองซ์ กัวเตอร์ มาจากตระกูลกัวเตอร์ที่โด่งดัง พ่อแม่ของฉันเป็นคนฝรั่งเศสแท้ทำธุรกิจประสบความสำเร็จจนเป็นที่นับหน้าถือตาของคนอื่น เนื่องจากพวกท่านมีสายเลือดชนชั้นสูงที่บริสุทธิ์ทำให้คนอื่น ๆ มักหาข้อผิดพลาดมาตำหนิพวกเราอยู่เสมอ "ดังนั้นจำไว้นะวองซ์การจะเกิดในตระกูลนี้ลูกจะผิดพลาดไม่ได้เป็นอันขาด ผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจจะนำมาซึ่งหายนะแก่ครอบครัว" พ่อของฉันพูดคำนี้มาตั้งแต่จำความได้ พวกท่านรู้ว่าในอนาคตฉันจะต้องถูกแรงกดดันจากตระกูลสายหลักและสายรองถาโถมเข้ามาให้เหน็ดเหนื่อย


ดังนั้นตั้งแต่เด็ก ๆ ฉันจึงพยายามทำทุกอย่างได้ดีมาโดยตลอด การสอบได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่งไม่เคยทำให้พ่อแม่ฉันภาคภูมิใจ การเล่นกีฬาแล้วได้เหรียญทองมาไม่เคยทำให้พวกท่านชื่นชมฉัน ดังนั้นเมื่อวันเวลาผ่านไปฉันจึงคิดว่าเรื่องพวกนี้มันช่างเป็นเรื่องที่ปกติที่ไม่ควรค่าแก่การชมเชย


ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตามพวกท่านได้วางแผนอนาคตให้อย่างเสร็จสรรพ สิ่งที่ฉันต้องทำมีเพียงการเดินไปตามทางที่พวกท่านจัดเรียงไว้ให้


มันช่างง่ายดาย...


ไม่ว่าอะไรก็ดูจะสำเร็จไปเสียหมดจนฉันไม่เคยเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจมันอีกเลย


เวลาได้สอนให้ฉันเติบโต เมื่อย่างเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตในชั้นมัธยมปลาย ยัยนักเรียนที่เข้ามาใหม่ที่ชื่อว่าเบลล์อะไรนั่นก็ดันทำให้ชีวิตที่สมบูรณ์แบบของฉันมีจุดด่างพร้อย!


"ยินดีด้วยนะเบลล์ที่เธอสอบได้ที่หนึ่ง"


เพื่อนต่างแห่แหนมาแสดงความยินดีกับยัยนักเรียนใหม่นั่นมากมาย ฉันได้แต่กำใบข้อสอบในมือแน่น มันเป็นครั้งแรกที่ฉันเกิดความรู้สึกอึดอัดขึ้นในจิตใจ การที่ได้ที่สองทำให้ฉันเริ่มวิตกกังวล ฉันเองก็รู้ว่าถ้าไม่ใช่ที่หนึ่งมันก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเรียนต่อ มันเป็นความรู้สึกที่โดนดูหมิ่น สำหรับคนที่ได้ที่หนึ่งมาตลอดอย่างฉัน คนที่ถูกตัดสินให้ชีวิตขึ้นอยู่กับตัวเลขอย่างฉันมันเป็นอะไรที่รู้สึกเจ็บปวดราวกับเสียหลักในการดำรงชีวิต


แล้วสุดท้ายฉันก็ได้แต่กลับมานั่งเขวอยู่ในห้องนอนตัวเอง


เมื่อถึงเวลาทานอาหารฉันจึงวางกระดาษแผ่นนั้นลงบนโต๊ะอย่างเงียบ ๆ พวกท่านหยิบไปดูแล้วกราดเกรี้ยวใส่ฉันอย่างที่คิดเอาไว้ ท่านพ่อไม่พูดอะไรเอาแต่นิ่งขรึม ส่วนท่านแม่กลับพูดขึ้นมาเรียบ ๆ ว่า "ลูกมัวแต่เล่นสนุกใช่ไหมถึงเป็นแบบนี้ ลูกลืมคำของแม่แล้วรึไง แม่บอกแล้วไงว่าลูกจะหย่อนยานไม่ได้ ผิดพลาดแค่ครั้งเดียวอาจทำให้ลูกไร้อนาคต พวกญาติชื่นชมลูกมาก แต่ดูท่าทางคราวนี้คงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไปเปิดตัวลูกในวันเกิดปีนี้แล้ว หาอย่างอื่นทำซะ กู้หน้าคืนมาเดี๋ยวนี้"


หลังจากนั้นฉันได้เตือนสติตัวเองให้พยายามมากกว่านี้ เข้มแข็งมากกว่านี้ ฉันเข้าแข่งขันวิชาการทางคณิตศาสตร์ระดับประเทศแล้วก็สามารถเข้าชิงแชมป์จนได้ที่หนึ่งมาครองได้สำเร็จ ภาพของฉันถูกติดอยู่หน้าหนังสือพิมพ์ในฐานะเด็กที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศ


ในที่สุดฉันก็สามารถกู้ศักดิ์ศรีความมั่นใจคืนมาได้อีกครั้ง...


ชีวิตของฉันนับแต่นั้นมาจึงทำอะไรไม่เคยผิดพลาดอีกเลย แม้กระทั้งตอนสร้างครอบครัว ฉันก็ได้แต่งงานกับผู้ชายที่รักฉันมากที่สุด แม้ว่าฉันไม่เคยรักเขาแต่ในเมื่อทุกอย่างเป็นผลพวงมาจากเรื่องของธุรกิจและเขาเองก็ยังรักฉันมาก สำหรับตัวฉันจะแต่งกับใครก็ได้ที่ทำให้ฉันมีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ ฉันไม่เคยคิดเรื่องที่ว่าตัวเองต้องรักหรือไม่รักใครมาก่อน


แล้ววันนั้นก็มาถึง วันที่ฉันท้องลูกคนแรก ฉันที่วาดฝันไว้ว่าต้องการลูกผู้ชายเพื่อมาสืบทอดธุรกิจหลังจากนี้ ถึงขนาดวางแผนอนาคตไว้ตั้งแต่เกิดให้เขากลายเป็นคนที่เพรียบพร้อมสมฐานะ เหมือนดั่งพวกเราทั้งฉันและแฟรงค์ที่สมบูรณ์แบบอย่างน่าชื่นชม แต่ใครจะรู้ว่ามันกลับผิดพลาด ความฝันของฉันพังทลายเพราะเด็กที่จะต้องเกิดออกมาดันเป็นเพศหญิง!


"คุณหมอแน่ใจนะคะ"


"โรงพยาบาลเราไม่เคยทำเรื่องผิดพลาดมาก่อน ขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ"


ยินดีงั้นเหรอ ฉันควรดีใจงั้นเหรอ...


ฉันตกอยู่ในสภาวะเครียดอย่างสมบูรณ์ ทำไมมันจึงเกิดขึ้นกับฉันอีก ความผิดพลาดครั้งใหญ่แบบนี้ ทำไมไม่เป็นเด็กผู้ชายที่จะได้เกิดออกมา!


คุณแฟรงค์รับรู้ถึงอาการของฉัน เขาเรียกหมอมาตรวจที่บ้านและหมอก็ได้บอกเรื่องที่น่าตื่นตกใจให้ฉันทราบ


"คุณวองซ์ควรจะเปิดใจยอมรับบ้างนะครับว่าบางทีคนเราก็ต้องมีเรื่องผิดพลาดบ้าง ในโลกนี้ไม่มีใครที่จะสมบูรณ์แบบไปได้ซะทุกอย่างหรอกนะครับ"


"คุณวองซ์เป็นอะไรกันแน่ครับคุณหมอ" แฟรงค์กอดฉันไว้ในขณะที่ถามคุณหมอเสียงเรียบ สายตาของเขาเต็มไปด้วยความสุขุม แรงกระชับที่อ้อมแขนทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยอย่างน่าประหลาด มันทำให้รู้ว่าต่อให้ฉันจะกลายเป็นอะไรก็ตามเขาก็จะไม่มีวันทอดทิ้งฉันไปเด็ดขาด


"คุณวองซ์เป็นโรคคลั่งความสมบูรณ์แบบหรือเรียกง่าย ๆ ว่าเธอมีความเป็นเพอร์เฟคชั่นนิสต์อยู่ในตัวสูงมากครับ ในกรณีแบบนี้หากคุณวองซ์ทำอะไรผิดพลาด แม้ในสายตาคนอื่นจะเห็นว่ามันเป็นเรื่องปกติแต่เธอจะไม่ยอมรับและวิตกกังวลจนกลายเป็นการย้ำคิดย้ำทำว่าเหตุใด ทำไม และเพราะอะไร ดังนั้นสิ่งที่คุณวองซ์ต้องทำคือการกล้าที่จะเผชิญหน้ากับความผิดพลาดและยอมรับในผลของการกระทำ คนที่เป็นแบบนี้ส่วนมากจะมีความกลัวสูงมากกว่าคนปกติ คุณแฟรงค์และคุณวองซ์ต้องเปิดใจพูดคุยกันคอยให้กำลังใจกันและกัน ยอมรับซึ่งกันและกัน อาการถึงจะดีขึ้นครับ"


"ขอโทษนะแฟรงค์แต่ฉันไม่สามารถห้ามตัวเองได้เลย มันรู้สึกขัดใจและเสียสูญน่ะ"


"ไม่เป็นไรนะคุณวองซ์ ผมอยากมีลูกผู้หญิงมานานแล้ว ต่อให้เป็นผู้ชายหรือผู้หญิงผมก็รักทั้งนั้น"


"แต่ว่าตระกูลของคุณต้องการเด็กผู้ชาย!"


"ไม่ใช่ของผม" แฟรงค์กุมมือฉันไว้แล้วพูดเสียงอ่อนโยน "แต่เป็นของเรา"


ตั้งแต่นั้นฉันก็ได้ให้กำเนิดลูกคนแรกท่ามกลางคืนที่เต็มไปด้วยเปลวไฟ เสียงเด็กหวีดร้องเพราะควันไฟทำให้หายใจไม่ออก ฉันได้แต่ร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว มันแปลกมากที่อยู่ดี ๆ ฉันกลับไม่ได้กลัวตายอย่างที่คิด สิ่งที่ฉันกลัวที่สุดตอนนี้คือการที่เด็กคนนี้จะต้องมาตายไปพร้อมกับฉัน ลูกของฉันควรจะมีอนาคตที่ดีกว่านี้ เธอยังต้องแต่งงานและรอให้ฉันส่งเธอเข้าสู่งานวิวาห์ ฉันได้แต่โอบกอดลูกของฉันไว้แล้วใช้แผ่นหลังบังเศษไฟที่มันปะทุลงมาใกล้ ๆ


ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ที่หมดสติไป เมื่อตื่นขึ้นมาอีกทีกลับเห็นมือของฉันที่ถูกแฟรงค์กอบกุมไว้ ใบหน้าเขานิ่งขรึมอย่างคนที่ใช้ความคิด ฉันจำได้ว่าตอนนั้นตัวเองขาดสติขนาดไหน ฉันพร่ำหาแต่ลูก ฉันกลัวจริง ๆ ว่าเธอจะไม่รอด


"ลูกเราปลอดภัยดี ขอบคุณพระเจ้าที่คุณยังไม่ตาย ขอบคุณที่ยังไม่มีใครตาย" เขากอดฉันไว้แน่นแล้วฝังจมูกไว้ตรงซอกคอฉัน เมื่อผละออกมาฉันจึงได้เห็นขอบตาที่แดงของเขา แฟรงค์เหมือนผ่านคืนวันที่ต้องทุกข์ระทมมาอย่างเดียวดาย ฉันอยากจะขอโทษเขาจริง ๆ ที่ต้องทำให้หวาดกลัวอยู่เพียงคนเดียว สุดท้ายจึงได้แต่กอดเขาไว้แน่นพูดได้เพียงแค่คำเดียว


"ขอบคุณ"

 

วันเวลาที่ผ่านไป ฉันและแฟรงค์หมกตัวอยู่แต่กับงาน แม้พวกเราอยากจะมีเวลาให้ลูกแต่เพราะลูกยังเด็กมากแค่ปีเดียว เราไม่สามารถมานั่งมองลูกคลานไปคลานมาทุกวันได้ สุดท้ายจึงต้องฝากฝังให้คุณชาร์วิลเป็นคนดูแล


ในวันนั้นตอนที่ไปฝรั่งเศสเพื่อพบญาติพร้อมแฟรงค์ฉันจึงได้รู้ตัวว่าท้องลูกคนที่สอง คราวนี้ถึงฉันจะไม่แอบหวังอะไรมากแต่ในใจลึก ๆ ก็ยังอยากให้เป็นเด็กผู้ชายอยู่ดี สุดท้ายเพราะแฟรงค์เกรงใจในตระกูลของเอลูซองที่ดูแลพ่อของแฟรงค์ดีตลอดมา พวกเขาต้องการเห็นหน้าหลานพร้อมกัน ฉันจึงได้แต่รั้งคลอดรออยู่ที่นี่


เพราะท้องที่เริ่มโตขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้แฟรงค์ต้องรับผิดชอบงานของฉันเพิ่มขึ้นด้วย ฉันที่ต้องรอคลอดอยู่ที่นี่กับแฟรงค์ที่ทำงานจนสายตัวแทบขาดทำให้ไม่มีเวลากลับไปหาโซแซงค์อีกเลย


ไม่นานเมื่อครรภ์ใหญ่ขึ้นคุณหมอก็แสดงความยินดีกับเรา ฉันได้ลูกผู้ชายสมใจ ในวินาทีนั้นดั่งกับว่าเป้าหมายทุกอย่างของฉันได้สำเร็จลุล่วง


ตระกูลเอลูซองดูแปลกประหลาดเข้าทุกวัน พวกเขารั้งเด็กเอาไว้กับตัวเอง บอกให้ฉันไม่ต้องห่วง เอซอยู่ที่นี่ยังมีคนดูแลดีกว่ากลับบ้านแล้วไม่มีใคร โซแซงค์เองก็พึ่งมีอายุได้ขวบเดียว หากมีเอซไปเพิ่มคุณชาร์วิลคงหัวหมุนไม่ต้องทำอะไรกันพอดี อยู่ที่นี่ยังมีพวกเขาคอยเลี้ยงดูคอยเล่นด้วย ตระกูลเอลูซองเป็นพี่เลี้ยงเด็กให้กับตระกูลฟรังซิแยร์มาทุกยุคทุกสมัยฉันจึงวางใจที่จะฝากฝังให้พวกเขาดูแล


ทว่าใครจะรู้ว่าสิ่งที่ฉันตัดสินใจกลับผิดพลาด ในวันหนึ่งขณะที่ฉันกลับไปหาเอซ ฉันกลับเห็นโมลิน่ากำลังตีมือเอซจนแดงช้ำ ในหัวอกคนเป็นแม่เมื่อเห็นลูกถูกคนอื่นรังแกจึงรู้สึกโมโห ฉันดึงเอซเข้ามากอดแล้วด่ายัยแก่ด้วยเสียงที่ดังมากกว่าปกติ


"หวังว่าฉันจะได้คำอธิบายที่ดีพอสำหรับเรื่องนี้!"


"เอซไม่ตั้งใจเรียน ฉันแค่สั่งสอนมันจะผิดตรงไหน!"


โมลิน่าดูแปลกประหลาด แววตาของเธอมันไม่ปกติ ฉันจึงได้รู้ธาตุแท้ของคนตระกูลนี้


"กับออสตินฉันก็ทำแบบนี้ แล้วเขาก็ได้กลายเป็นคนที่เพรียบพร้อมสมบูรณ์แบบสมฐานะฟรังซิแยร์!"


ในตอนนั้นฉันไม่สามารถหาคำพูดใด ๆ ที่ดีได้อีกแล้วนอกจากคำว่า 'บ้าไปแล้ว'


เอซพึ่งจะอายุสี่ขวบ เขาไม่ควรต้องมาเจอกับอะไรแบบนี้


"หลีกทางซะคุณโมลิน่า อย่าให้ฉันต้องตัดขาดกับตระกูลคุณ!"


ฉันพูดเสียงเด็ดขาดแต่สิ่งที่ทำให้ฉันหยุดชะงักคลายอารมณ์โกรธเกรี้ยวตัวเองลงก็คือมือเล็ก ๆ ของเอซที่แดงช้ำ เขากอดคอฉันแน่นซุกหน้าลงพูดด้วยเสียงเด็ดเดี่ยว


"ขอเวลาให้ผมอีกหน่อยนะครับ ผมสงสารคุณย่า"


"เอซ..."


ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงได้สงสารยัยแก่สติเฟื่องคนนี้ ฉันมองหน้าเอซสบสายตาสีเทาที่เหมือนแฟรงค์ เห็นความเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวที่โตเกินอายุของเขาทำให้ฉันพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ


"แม่ผิดเองที่ทำให้ลูกต้องมาเจอกับอะไรแบบนี้"


"ให้เวลาผมอีกสักหน่อยนะครับ แล้วผมจะกลับไป"


ฉันได้แต่กอดคอลูกชายแน่น เขาตัวเล็กแค่นี้แต่กลับเติบโตขึ้นมาก


ฉันกลับบ้านมาคิดเงียบ ๆ ไม่อยากให้เขาสูญเสียวัยเด็กไปมากกว่านี้จึงได้เอาเรื่องนี้ไปปรึกษาแฟรงค์ เขาเองก็ถอนหายใจได้แต่บอกว่าคงต้องตัดขาดกันสักทีแม้ว่าหลังจากนี้ชื่อเสียงของฟรังซิแยร์จะติดลบมากแค่ไหนก็ตาม "โชคดีที่ท่านหญิงมัมฟรูส์ตกลงที่จะช่วยอีกแรง เขาคงเห็นใจโซแซงค์อยากให้เจอน้องเร็ว ๆ ทำไงได้ท่านหญิงมัมฟรูส์ไม่มีลูก ทั้งรักทั้งหลงขนาดนั้นก็ไม่แปลกล่ะนะ"


นั่นสินะ... ฉันเองยังแอบเห็นหล่อนชอบซื้อชามาฝากทุกครั้งที่มาสอนแถมยังมีคำเตือนบอกว่าเด็กดื่มบ่อย ๆ ไม่ดีเดี๋ยวท้องผูก ข้อความที่เขียนอย่างจงใจแบบนั้นคงซื้อมาให้โซแซงค์ชัด ๆ !


เสียก็แต่หลังจากนี้พวกเราคงไม่ได้ไปที่ฝรั่งเศสอีกแล้ว บ้านเกิดของพวกเรา เอลูซองยิ่งใหญ่ในฝรั่งเศส พวกเราจะชิงตัวเด็กมาคงถูกคำใส่ร้ายกลับขาวเป็นดำจนตระกูลแปดเปื้อน ใครใช้ให้เอลูซองดูแลแต่ลูกหลานเชื้อพระวงศ์ล่ะ ถึงแม้จะไร้อำนาจแต่กลับมีคนสนับสนุนอยู่มากมาย ฉันจึงค่อย ๆ กดดัน เป็นฝ่ายเชื้อเชิญให้โมลิน่ามาที่ถิ่นของฟรังซิแยร์และจัดการตัดจบแบบรวดรัดน่าจะดีกว่า ฉันคิดไว้แบบนั้น ยังไงเอลูซองกับเตอกีลอยส์ก็ไม่ถูกกันอยู่แล้ว แบบนั้นก็ดีเลยทีเดียวการตัดขาดแบบนี้น่ะ

 

"แม่ครับ นี่ใครเหรอครับ?" เอซถามขึ้นในขณะที่พวกเรากำลังนั่งเล่นอยู่ในสวนหลังบ้าน โมลิน่าจับตาดูเราอยู่ห่าง ๆ ฉันไม่อยากทิ้งลูกอยู่กับคนบ้าจึงได้มาหาเขาทุกวันเท่าที่จะทำได้ ถามเอซเองก็หลายครั้งให้เขากลับไปแต่เขากลับยืนยันว่าขอเวลาอีกสักนิด และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เขาชูโทรศัพท์ตัวเองขึ้นให้ฉันดู


ในภาพเป็นคนที่คุ้นเคยแต่ค่อนข้างแปลกตา ฉันมองเด็กในภาพนิ่งแล้วอยู่ดี ๆ น้ำตาก็ไหลออกมา


"แม่ร้องไห้ทำไมเหรอครับ?"


"เปล่าหรอก แม่แค่คิดถึงน่ะ" ฉันมองภาพในจอโทรศัพท์ เธอกำลังนั่งอยู่คนเดียวในสวนหลังบ้าน ภายในภาพมีเพียงแค่เธอที่นั่งนิ่งอยู่คนเดียว


"เด็กคนนี้เหรอครับ?"


"เอซสัญญากับแม่ได้ไหม"


"สัญญา?" เขาดูสับสนไม่เข้าใจในสิ่งที่ฉันพูด


"สัญญาว่าจะต้องปกป้องพี่ของเราด้วยชีวิต ดูแลพี่ของเราให้เหมือนกับที่เราดูแลคนที่เรารัก"


"ผมไม่เข้าใจ พี่ของผม? ผมไม่ใช่ลูกของแม่คนเดียวเหรอครับ?"


"เอซสัญญากับแม่ได้ไหม"


ฉันจ้องไปเด็กชายตรงหน้า ในตอนแรกฉันคาดหวังที่จะให้ลูกคนแรกของฉันเป็นเด็กผู้ชายเพราะเขาจะได้ปกป้องครอบครัวและดูแลธุรกิจทุกอย่างได้อย่างราบรื่น แต่ในเมื่อเด็กที่เกิดออกมากลายเป็นผู้หญิงฉันจึงได้หวาดกลัวอยู่ทุกวี่วันว่าเธอจะต้องมีจุดจบที่ไม่ได้สวยงามเหมือนกับฉัน ชีวิตของฉันที่เกิดขึ้นมาไม่เคยได้เลือกอะไรด้วยตนเองเลยสักอย่าง ฉันหวังเพียงว่าลูกของฉันหากเป็นน้องสาวที่มีพี่ชายคอยดูแลอาจจะสามารถเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองได้ ฉันไม่รู้ว่าตัวเองจะอยู่ดูแลพวกเขาได้อีกนานแค่ไหน ฉันแค่หวังว่าลูกของฉันจะมีชีวิตที่ดีไม่ถูกทำลายชีวิตในวัยเด็กอย่างคนอื่น ๆ


แต่ในเมื่อฉันไม่สามารถเลือกได้ฉันจึงได้แต่ฝากฝังให้เอซทำทุกอย่างแทนฉัน


ฉันหวังให้เขารักพี่สาวของเขาให้มากกว่าคนที่เขารัก เพื่อในวันหนึ่งโซแซงค์จะได้มีความสุขไม่ต้องทนจากสภาวะกดดันทุกอย่างเหมือนแม่ของเธอ


"ผมสัญญา"


แม้ว่าเขาจะสับสนแต่เขาก็ให้คำสัญญาต่อฉัน มันทำให้ฉันเจ็บปวดใจที่จะต้องให้เขาเสียสละตัวเองเพื่อพี่สาวของเขา


"เอซไม่เกลียดแม่ใช่ไหม"


"ผมไม่เคยเกลียดแม่"


แม้ว่าแม่จะไม่มีเวลาให้ลูก?


แม้ว่าแม่จะไม่มีเวลาให้ผม...


พวกเรานิ่งเงียบอยู่สักพัก เอซก็กระตุกชายเสื้อฉันเบา ๆ "แม่ครับ เล่าเรื่องของพี่สาวให้ผมฟังหน่อยสิครับ"


ฉันไม่สามารถทนทานกับดวงตาใสซื่อของเขาได้จึงทำได้เพียงกอดเขาไว้แล้วพูดเรื่องที่ผ่านมาให้เขาฟัง วันนั้นมันเปรียบเสมือนดั่งความฝัน ฉันไม่เคยนึกว่าตัวเองจะมีช่วงเวลาที่ใกล้ชิดกับลูกได้ขนาดนี้ แม้จะมีความสุขจากการเห็นครอบครัวมั่นคงขึ้นยังไม่เท่ากับรอยยิ้มของลูกเพียงครั้งเดียว


หลายเดือนที่ผ่านไปอยู่ดี ๆ ในกลุ่มแชทของศิษย์เก่าคิวโชวก็มีข้อความเด้งขึ้น...


มันเป็นภาพของเด็กสาวผมสีดำที่มีดวงตากลมโตเย่อหยิ่งและไฝใต้ตาเม็ดเล็ก ๆ ที่ใครเห็นก็ต้องอุทานว่าว้าว งานดีจัง!


นั่นมันลูกฉันไม่ใช่เรอะ!


ฉันที่กำลังทำงานอยู่ในบริษัทแทบจะกลิ้งตกจากโต๊ะทำงานทันที เมื่อมองดูคนที่ส่งมาก็ยิ่งทำให้ฉันกำโทรศัพท์นิ่งหางตากระตุกอย่างห้ามไม่อยู่


"ยัยนั่น!"


ยัยคนที่เป็นนักเรียนใหม่ คนที่มีหน้าอกหน้าใจมากกว่าฉันหน่อยนึงแล้วคิดว่าจะทำอะไรก็ได้เหรอคะ ยัยคนที่สอบได้ที่หนึ่งทำให้ฉันกินไม่ได้นอนไม่หลับไปทั้งคืน ยัยคนที่ทำให้ฉันต้องหักโหมตัวเองเพื่อไปสอบแข่งขันวิชาการคณิตศาสตร์เพื่อกู้ศักดิ์ศรีคืนมา


ยัยนั่นที่เป็นสาเหตุทำให้ฉันมีจุดด่างพร้อยในชีวิต!

 

ในกลุ่มแชทมีแต่คนส่งข้อความชื่นชมมาเป็นจำนวนมาก "ดีใจด้วยนะเบลล์ ลูกของเธอน่ารักจังเลย ฉันอยากหยิกแก้มจัง!" หรือไม่ก็ "เหมือนตุ๊กตาจัง ขอเอาไปนอนกอดคืนหนึ่งได้ไหม" และยัยเบลล์ก็พิมพ์ตอบมาว่า "ไม่ได้! คนนี้หวง!"


อะไรนะ!


ลูกฉันไปเป็นลูกเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ห๊ะ! หวงออกหน้าออกตาทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เป็นสายเลือดตัวเองแท้ ๆ ดีจังเลยนะคะ!


ฉันเปิดเสียงแชททันที "ขอโทษนะนั่นลูกฉัน!" พอตอบกลับไปด้วยเสียงแบบนั้นทุกคนก็รีบเงียบสลายหายไปเป็นอากาศธาตุทันที สุดท้ายฉันจึงรีบเก็บข้าวของกลับบ้านไปหาโซแซงค์


ทำไมมีแต่คนแย่งลูกฉันกันจังนะ เอซก็โมลิน่า นี่ยังมาโซแซงค์ที่ยัยเบลล์คิดจะยึดกลับบ้านไปทุกวี่ทุกวันอีก!


ลูกฉันไม่ใช่ไข่ทองคำนะ จะแย่งอะไรกันนักหนา!


อยากได้ก็ทำกันเองสิยะ!

 

 

 

 

 

 

_______________________________

 

โธ๋ ๆ งานก็ต้องทำ ลูกก็ต้องไปแย่งคืน มีใครน่าสงสารไปกว่าคุณวองซ์อีกไหมคะ

 

ในเรื่องคุณวองซ์เป็นคนจำพวกเพอร์เฟคชั่นนิสต์ คือคนที่ยึดติดกับความสมบูรณ์แบบ ด้วยสภาพแวดล้อมครอบครัวทำให้ผิดพลาดไม่ได้แม้แต่ก้าวเดียว ดังนั้นคำว่า 'เบลล์' จึงกลายเป็นความฝังใจของนาง

 

ตอนนี้ทำให้เห็นว่าคุณแม่ต้องหวาดระแวงกลัวลูกจะสูญหายได้ทุกวี่วัน 555 

 

การงานที่รัดตัวยังไม่เท่าไข่ทองคำที่หายไป...

 

อีหนูเอ้ย... ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย มีคนจ้องตาเป็นมัน~

 

ไหนจะคุณหมีอีก อุ๊ปส์... 

 

ไม่น่าสปอย

 

:)

 

(หมายเหตุ : เพราะอยู่ในมุมมองท่านแม่ทำให้เห็นแต่ในมุมมองท่านแม่ หากอยากรู้ของคนอื่นหรือเหตุการณ์ท่านแม่ต่อ ๆ ไปต้องรอต่อไปอีกสิบตอนนะ โฮะๆ )

 

 




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 238 ครั้ง

281 ความคิดเห็น

  1. #240 Dar699699 (@Dar699699) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2561 / 12:14

    อยากเห็นในมุมของคุณหมีบ้างจัง55
    #240
    0
  2. #239 bat224 (@bat224) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2561 / 19:21
    มาต่อเร็วๆน้า~~~~
    #239
    0
  3. #238 kkkamonrudee (@kkkamonrudee) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2561 / 16:27

    ฮือ ไม่เอาคนขับรถเบอร์2เป็นพระเอกได้ม้ายย TT แก่เกิน /::/
    #238
    0
  4. #236 uๅuะ~* (@sweetmafia) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2561 / 01:06
    สรุปว่ายัยเบลนี่แค่มโนว่าโซแชงเป็นลูกใช่ไมคะ
    #236
    1
    • #236-1 อคีตา (@growzaza123) (จากตอนที่ 22)
      30 ตุลาคม 2561 / 08:49
      ใช่จ้า ส่วนทำไมถึงอยากได้ต้องรอติดตามในพาร์ทของนาง
      #236-1
  5. #234 0993653897 (@0993653897) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2561 / 20:07
    ชอบบบบบบบ
    #234
    0
  6. #233 Miss.L (@1818hibarikyoya) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2561 / 19:17
    อยากเห็นมุมมองที่ท่านแม่มีต่อโซแซงช่วงที่นางเอาแต่หมกตัวในห้องหนังสือก่อนหน้านี้จัง สู้ๆนะคะ สนุกดี
    #233
    0
  7. #232 เจ้าต้นไทร (@tamonwan_2546) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2561 / 19:01
    ควรสงสารหรือขำดี โอ้ยยยย คุณแม่55555
    #232
    0
  8. #231 ㅡ sunmoon (@kimsmell1) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2561 / 18:59
    เราควรขำหรือสงสารคุณเเม่ก่อนดี อยู่ๆก็มีคนเเอบอ้างว่าเป็นเเม่ของลูกตัวเองเฉย55555555
    #231
    0
  9. วันที่ 29 ตุลาคม 2561 / 18:58
    คุนแม่!!~ 555554 น่ารักค่ะๆ
    #230
    0
  10. #229 Papat22 (@bow-228) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2561 / 18:39

    คุณแม่
    #229
    0