เปลี่ยนนางร้ายเป็นเด็กดีคือมาตราการการเอาตัวรอดของฉันค่ะ!

ตอนที่ 21 : ตอนที่ 20 : ก่อนจะมีครอบครัวสุขสันต์ก็ต้องกำจัดภัยร้ายก่อนสินะ!

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,846
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 212 ครั้ง
    27 ต.ค. 61




    




    "สวัสดี ฉันเป็นพี่ของเธอ โซแซงค์ ฟรังซิแยร์"



    "ชั้นเป็นน้องเธอ เอเซอร์ ฟรังซิแยร์"


    
     พวกเรายื่นมือมาจับทักทายกันนิ่ง



     บรรยากาศระหว่างเราเกิดเป็นความเงียบขึ้นมาอีกครั้ง ดวงตาสีเทาของเอซมองฉันนิ่งในขณะที่ฉันเองก็มองเอซอย่างสำรวจ



     ดูท่าว่าเอซจะไม่ยินยอมให้ฉันเรียกเขาด้วยชื่อเล่น บอกเพียงแต่ว่าเขาชื่อเอเซอร์เท่านั้น ถึงมันจะดูเย่อหยิ่งเกินไปหน่อยแต่มันก็เหมาะสมกับท่าทางชนชั้นสูงของเขาดี



     น้องของฉันนี่มันสุดยอดไปเลย!




      "โซแซงค์จ๊ะ เอซอาจจะยังไม่ชินกับที่นี่ ทำไมไม่พาน้องไปเดินเล่นรอบ ๆ คฤหาสน์ล่ะจ๊ะ" ท่านแม่พูดเปิดทางให้ฉันขนาดนี้มีหรือฉันจะไม่รับมันไว้ ฉันรีบรับคำทันที



     คฤหาสน์ตระกูลฟรังซิแยร์จะมีสวนดอกไม้อยู่หลังบ้าน เมื่อเราเดินออกมาถึง ฉันก็เห็นบนโต๊ะหินอ่อนที่มีเก้าอี้สำหรับสองคนตั้งไว้ ข้างบนโต๊ะมีน้ำชาวางไว้คู่กันพร้อมกับขนมปังบริยอชแสนอร่อย ในขณะที่ฉันกำลังจะนั่งลงเจ้าน้องชายที่มาโผล่ข้างหลังตอนไหนไม่รู้ก็ได้เลื่อนเก้าอี้ออกให้ พอเห็นฉันมองไปที่เขาด้วยความสงสัย เอซก็พูดออกมาด้วยใบหน้าเย่อหยิ่ง



     "มันเป็นมารยาทที่ฝ่ายชายต้องทำอยู่แล้ว"



     ฉันพยักหน้าขอบคุณแล้วนั่งลงทันที เกิดมาไม่เคยเจอใครทำแบบนี้ให้มาก่อนก็ต้องตกใจเป็นธรรมดา ฉันยกชาขึ้นมองกลุ่มควันในชาที่ลอยออกมาแล้วจิบเบา ๆ



     ในขณะนั้นเสียงของเอซก็พูดขึ้น "ชามาคิยาจ แฟรส์"



     ฉันยกยิ้มเบา ๆ ดูท่าเอซก็ดูท่าทางจะมีความรู้ในเรื่องนี้พอสมควร



     เมื่อเอซได้ชิมขนมปังบริยอชก็พึมพำออกมา



     "เข้าคู่กันได้ดี"



     "พี่ก็คิดแบบนั้น"



     พวกเราพยักหน้าตามอย่างเห็นด้วยพร้อมกัน ฉันมองสวนดอกไม้ด้านหน้า สายลมแผ่วเบาพัดมาให้พอหายร้อน บรรยากาศในตอนนี้เรียกได้ว่าสงบร่มรื่นเป็นอย่างมากแตกต่างจากคิวโชวที่วุ่นวายอย่างสิ้นเชิง ฉันมองดอกไม้หลากสีสันตรงหน้าแล้วเผลอถอนหายใจ การมีตารางเรียนที่แสนจะรัดตัวทำให้ฉันต้องวุ่นวายกับมันไปสักพัก เกิดเป็นคุณหนูตระกูลไม่ใช่ว่าจะสุขสบายอย่างที่ใครคิด คนภายนอกเพียงมองว่าเพราะร่ำรวยจึงเก่งกาจแต่หารู้ไม่ว่ากว่าจะเรียนรู้ได้แต่ละสิ่งมันต้องแลกมาด้วยความมุมานะอดทนขนาดไหน ยิ่งคิดก็ยิ่งเหนื่อยใจ เมื่อไหร่ฉันจะว่างนะ อยากปลูกต้นไม้จัง



      "ได้ข่าวว่าพี่เรียนเปียโนด้วยนี่"



     "อืม งานโรงเรียนน่ะ"



     "ถ้าว่างผมจะไปดู"



     "ไม่ต้องมาหรอก"



     "ทำไมล่ะ"



     เอซมองหน้าฉันนิ่ง เขาถามอย่างสงสัยในขณะที่ฉันมองไปที่สวนดอกไม้ที่มีสีสันงดงามแล้วพูดอย่างตรงไปตรงมา



     "พี่เล่นได้แย่"



     "ฝึกไปเดี๋ยวก็เก่งเองน่า"



     คำพูดที่ดูเหมือนคำปลอบใจแบบเด็ก ๆ ทำให้ฉันซาบซึ้งในใจ เอซเงียบไปสักพัก เขาดูท่าทางจะขบคิดอะไรบ้างอย่างก่อนจะถามขึ้นอีกครั้ง



     "แล้วช่วงปกติพี่ทำอะไร"



     ช่วงปกติงั้นเหรอ... ฉันเหม่อลอยมองท้องฟ้า ตอนนี้เป็นเวลาบ่ายสอง หากไม่มีเรื่องของเอซช่วงเวลานี้ฉันน่าจะยังอยู่ที่โรงเรียนล่ะมั้ง ฉันนิ่งคิดเล็กน้อยแล้วตอบออกไป



     "เรียนน่ะ"



     "เรียนอะไร"



     "เรียนหนังสือสิ" ฉันอดยิ้มออกมาไม่ได้



      "แล้วเธอล่ะ" คราวนี้ฉันถามเอซกลับบ้าง ในขณะที่อยู่ฝรั่งเศสเจ้าน้องชายของฉันก่อนหน้านี้ได้ทำอะไรมาบ้างนะ



     "ก็คงเรียน" เอซตอบออกมาอย่างง่าย ๆ



     "เรียนอะไร"



     "เรียนหนังสือสิ"


     "ย้อนเหรอ" ฉันหัวเราะอย่างฉุน ๆ แล้วมุ้ยหน้า "สี่ขวบน่ะนะ?"



     "ปรับพื้นฐานที่บ้าน"



     อ่อ...



     ฉันพยักหน้าอย่างเข้าใจ พวกเราจ้องหน้ากันนิ่งเมื่อบทสนทนาจบลง เอาเถอะเด็กอายุสี่ห้าขวบก็คงไม่มีกิจกรรมอะไรให้ทำมากหรอก เอซอายุห่างกับฉันหนึ่งปี เขาดูเป็นเด็กที่ยอมรับอะไรได้ง่าย ๆ แล้วก็ดูท่าทางจะรักท่านแม่มาก ๆ


     แล้วท่านหญิงโมลิน่าล่ะ...


     ฉันรู้สึกสงสัยแต่ก็ไม่กล้าถามออกไป การเติบโตขึ้นมาแบบนี้ทำให้ฉันรู้ว่ายิ่งรู้น้อยยิ่งปลอดภัยกับตัวเองมากกว่า


     พวกเรานั่งกินลมชมวิวกันอยู่พักหนึ่งคุณวัวก็มาตาม "นายท่านให้มาตามไปร่วมรับประทานอาหารเย็นครับ"



     ฉันมองดูเวลาในโทรศัพท์ อืม... มันช่างน่าตกใจจริง ๆ ที่พวกเรานั่งกันอยู่ได้ตั้งครึ่งค่อนวัน เอซลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินมาด้านหลังฉันที่กำลังลุกขึ้น


     "อะไร" ฉันรีบมองหาแมลงด้านหลังเพราะคิดว่าเอซจะเอาแมลงออกให้แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่เพราะเอซพูดขึ้นด้วยเสียงเรียบนิ่งตามแบบฉบับของเขา


     "เปล่า"



     ที่แท้เขาเลื่อนเก้าอี้ออกให้ เมื่อเห็นฉันมองมาทางเขาอย่างสงสัยเขาก็พูดด้วยใบหน้าเย่อหยิ่ง ดวงตาสีเทาเป็นประกายนิ่งเรียบ



     "มันเป็นมารยาทที่ฝ่ายชายต้องทำให้อยู่แล้ว"



     "อืม"



     เป็นน้องที่ดีจริง ๆ



     ฉันกับเอซมาถึงที่โต๊ะอาหาร ทุกคนนั่งกันอยู่อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา เมื่อเห็นดังนั้นตัวฉันก็รีบเดินเข้าไปนั่งข้างท่านแม่ส่วนเอซก็เข้าไปนั่งข้าง ๆ ฝั่งท่านหญิงโมลิน่า

 

     ท่านหญิงมองมาทางเอซแล้วยกยิ้มถามขึ้นอย่างมีนัยยะ วันนี้รู้สึกบรรยากาศในห้องอาหารตลบอบอวลไปด้วยฝันร้ายชวนหัวลุกแปลก ๆ



     "เป็นยังไงบ้าง ดีไหมเอซ... ที่นี่น่ะ"



     ฉันมองท่านหญิงโมลิน่าแล้วตั้งให้เป็นเป้าหมายหมายเลขหนึ่งที่จะต้องเข้าไปสนิทสนมด้วยให้ได้



     เอซพยักหน้าอย่างพึงพอใจให้ท่านหญิงโมลิน่า



     "ดีกว่าที่คิดอีกครับ"



     "หวังว่าหลานคงไม่ได้ถูกใครแถวนี้รังแกมาหรอกนะ"



     ว่าพลางปรายตามาทางฉันจนเริ่มเหงื่อตกในใจ ดูท่าว่าแม้ฉันจะอยู่เงียบ ๆ ท่านหญิงโมลิน่าก็ยังคงไม่ยอมปล่อยฉันไป ฉันเริ่มลังเลระหว่างการที่จะเข้าไปทำตัวสนิมสนมหรือจะเลือกหาวิธีการให้ท่านหญิงโมลิน่าออกจากบ้านไปเลยจะดีกว่านะ


     แต่แบบนั้นเอซจะเสียใจหรือเปล่านะ? ฉันเหลือมองเจ้าน้องชายตัวเล็กที่นั่งทานอาหารด้วยท่าทางนิ่งเงียบดูสุภาพจนน่าตกใจ



     ยิ่งคิดยิ่งเหงื่อตก ไม่มีทางที่เอซจะทิ้งท่านหญิงโมลิน่าได้ลงหรอก ฉันเริ่มคิดถึงท่านหญิงมัมฟรูส์ขึ้นมาทันทีทันใด ดูยังไงท่านหญิงมัมฟรูส์ก็อ่อนโยนกว่าเห็น ๆ !



     "ถ้าหลานอึดอัดใจหลานสามารถกลับบ้านพร้อมย่าได้เสมอนะ ครอบครัวนี้ไม่เคยต้องการหลานหลานก็รู้นี่"



     ท่านหญิงโมลิน่ายังคงอ้อมล้อมเอซอย่างต่อเนื่องจนรู้สึกว่าเริ่มจะมีใครแถวนี้แผ่รังสีสังหารออกมาอย่างต่อเนื่อง



     ฉันที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ท่านแม่รู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ มันเป็นความรู้สึกที่ว่าหากเผลอตัวแม้แต่นิดเดียวก็สามารถตายได้ในทันที!



     วันนี้มันวันอะไรกันคะเนี้ย?



     ฉันคิดถึงท่านหญิงมัมฟรูส์จนอยากจะโทรไปหา บรรยากาศที่กดดันระหว่างสองฝ่ายเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นมาเรื่อย ๆ และในที่สุดท่านแม่ก็แง้มริมฝีปากเป็นฝ่ายเปิดศึกก่อนในทันที



     "ดิฉันคิดว่าลูกชายของดิฉันมีคำตอบอยู่ในใจแล้วล่ะค่ะ คงไม่ต้องคอยให้ท่านหญิงมาคอยบอกกล่าวแทนแล้วหรอกนะคะ"



     สั้น ๆ อย่าเจ๋อ!



     "แต่บางทีคนเป็นแม่ก็อาจจะสำคัญตัวผิดไป เด็กน่ะถ้าหากได้อยู่กับใครมาตั้งแต่เกิดก็รักคนนั้นมากนั่นแหละค่ะ แม่ที่ไม่มีเวลาให้ลูกก็ไม่ต้องมาอ้างสิทธิ์หรอกนะคะ"



     ง่าย ๆ หล่อนไม่มีความคุณสมบัติความเป็นแม่และดิฉันก็เลี้ยงเอซมาตั้งแต่แรกแล้ว!



     "เฮอะ! ดิฉันคิดว่าเราคงต้องคุยเรื่องนี้อย่างเป็นทางการแล้วกระมังคะท่านหญิงโมลิน่า เอลูซอง"



     "คิดจะข่มขู่กันงั้นเหรอคะ"



     "แหม๋ ๆ กับชนชั้นเช่นท่านหญิงกับบรรดาศักดิ์ของตระกูลฝ่ายดิฉันอย่าเรียกว่าข่มขู่เลยจะดีกว่านะคะ หากนับรวมทางต้นตระกูลบรรพบุรุษที่มีสายเลือดไหลเวียนอยู่ในตัวโซแซงค์และเอซก็ไม่รู้ว่าสูงกว่าเอลูซองตั้งกี่เท่าต่อกี่เท่า"



     "กล้าเหยียดกันงั้นสินะ!"



      ท่านหญิงโมลิน่ากัดฟันโกรธในขณะที่ท่านแม่ลุกขึ้นวางมือเท้าโต๊ะแล้วใช้สายตาทรงอำนาจตอบกลับไป



     "ก่อนหน้านี้ถือว่าดิฉันใจดีมามากแล้วกับการกระทำที่ได้คืบจะเอาศอกของท่านหญิง หลังจากนี้จะช่วยกรุณากลับไปดี ๆ หรือจะรอให้ตระกูลที่เหลือแต่ชื่อเสียงของท่านหญิงมาตามกลับก็เลือกทางเดินชีวิตตัวเองให้ดี ๆ นะคะ"



     ความหมายสั้น ๆ คือ ดิฉันคุมตัวคนในบ้านหล่อนไว้หมดแล้ว! กลับไปซะเจ้าตัวก่อกวน!



     ฉันที่ใจสั่นระริกอยู่ข้างท่านแม่มองสบตากับเอซอย่างขอความช่วยเหลือ เอซยักไหล่เบา ๆ อย่างคนที่เห็นเรื่องแบบนี้มาจนชินชา เจ้าน้องชายตัวน้อยต้องอึดอัดมากมายขนาดไหนนะหากต้องมาอยู่ในสงครามประสาทนี้ทุกวัน



     นั่นสินะ... แม้แต่ในสถานการณ์แบบนี้จะมีประโยชน์อะไรหากไปห้าม ยังไงเรื่องแบบนี้มันก็ต้องเกิดขึ้นอยู่วันยังค่ำฉันที่มารับรู้เหตุการณ์ร่วมด้วยก็ต้องนั่งเกร็งไปจนจบสินะ



     อา... ชีวิตฉัน!



     ท่านหญิงมัมฟรูส์ คิดถึงจังเลย!



     "กลับไปเถอะค่ะ แล้วถือเสียว่าตระกูลฟรังซิแยร์จะไม่เอาเรื่องเอาราวใด ๆ ที่ท่านหญิงโมลิน่าคิดจะมาก่อความวุ่นวายในครั้งนี้"



     "พวกเธอผิดคำสัญญากับออสติน!"



     เมื่อยกเหตุผลอะไรออกมาไม่ได้ท่านหญิงก็เหมือนจะหาคำสัญญาอะไรบางอย่างมาอ้าง ว่าแต่ออสตินนี่คือใครกันคะ เพียงแค่ท่านหญิงโมลิน่าพูดคำนี้ขึ้นมาทั้งท่านพ่อท่านแม่ก็กำมือแน่นอย่างโมโหร้ายได้ขนาดนั้น


     "ดิฉันยังยืนยันคำเดิม กลับไปซะเถอะค่ะก่อนที่ดิฉันจะโมโหไปมากกว่านี้"


     "ถ้าออสตินยังอยู่พวกเธอไม่มีสิทธิ์ได้มาวางอำนาจใหญ่โตเช่นนี้หรอก!"


     "เป็นเพียงหญิงสาวแต่ไม่รู้จักเจียมตัว"


     "ถ้าออสตินไม่ตายเขาจะต้องดูแลเอลูซองได้ดีกว่าพวกเธอเป็นร้อยเท่า"


     "ออสตินรู้ว่าจะต้องมีวันนี้เขาถึงได้มอบเอซมาให้ฉัน แล้วเธอจะมาแย่งชิงอ้างสิทธิ์กีดกันฉันอย่างหน้าด้าน ๆ ได้ยังไง!"


     คำพูดบาดลึกเข้าไปถึงจิตใจคนฟังทุกคน ใบหน้าท่านแม่แม้จะไม่แววสะทกสะท้านแต่สองมือกลับกำแน่นราวคนที่พร้อมจะระเบิดออกมาได้ตลอดเวลา



     "หากออสตินยัง..."


    
     ฉันเริ่มกลัวจริง ๆ ว่าท่านแม่จะ...


    
     ปัง!



     "พอสักที!"


    
     ทนไม่ไหว...



     ท่านแม่ระเบิดอารมณ์ออกมาในที่สุด เสียงมือที่กระแทกโต๊ะดังโครมคราม ฉันแอบสะดุ้งแต่ก็ไม่กล้าหลุดแม้แต่เสียงคำอุทานลอดไรฟันออกมาให้ได้ยิน อารมณ์แต่ละคนหนักหน่วงรุนแรงกันทั้งนั้นแล้วจะให้ฉันทำยังไงได้เล่า! ท่านแม่สูดหายใจสงบสติอารมณ์แล้วเริ่มพูดขึ้นเสียงเรียบ



     "สิ่งที่เอลูซองยืดหยัดได้จนถึงทุกวันนี้ล้วนมาจากสถานะแต่เก่าก่อน หลังจากท่านชายออสตินตายไปเราก็รับปากเสมอมาไม่ได้ก้าวก่ายและปกป้องมาโดยตลอด แต่การล้ำเส้นโดยคิดจะตัดเชื้อสายต้นตระกูลของฟรังซิแยร์ออกไปแบบนี้ไม่คิดว่าใจกล้าเกินไปหน่อยเหรอคะ"



     ท่านแม่พูดออกมาอย่างหมดเปลือก ต่อให้คนโง่ที่สุดก็ยังเข้าใจทันทีว่าทำไมท่านแม่ถึงโมโหได้ถึงขนาดนั้น


     ท่านหญิงโมลิน่าเป็นแม่นมคนสนิทของท่านชายออสติน ส่วนท่านชายออสตินเป็นใครนั้นให้ฉันเดาแล้วน่าจะเป็นปู่ของฉันเอง ท่านปู่ตายแล้วแต่ก่อนตายก็เคยให้คำมั่นสัญญากับท่านหญิงโมลิน่าว่าฟรังซิแยร์จะปกปักษ์รักษาเอลูซองให้ดีที่สุด จากที่ฉันคิดคร่าว ๆ มีความน่าจะเป็นอยู่พอสมควรที่จะเป็นไปตามนั้น ส่วนเรื่องอื่นก็สุดจะรู้ได้เพราะดูท่าแล้วจะค่อนข้างซับซ้อนพอตัว


     อึ๋ย... วงการชนชั้นสูงนี่มันอยู่ยากยิ่งกว่าวงการบันเทิงซะอีก!



     ในขณะที่ท่านหญิงโมลิน่ากำลังจะตอบกลับเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ไม่รู้ว่าปลายสายพูดอะไรกับท่านหญิงโมลิน่า หล่อนถึงได้หน้าซีดตาขาวทำท่าทางจะเป็นลมขึ้นมากะทันหัน



     "มันจะมากเกินไปแล้วนะคุณวองซ์!"



     ท่านหญิงโมลิน่าตะคอกด้วยความโกรธเกรี้ยวเดินเข้ามาหาท่านแม่ด้วยท่าทางซวนเซคล้ายจะล้มอยู่หลายหน ฉันสังเกตเห็นว่าเอซนิ่งมาก เขาเหมือนไม่ได้รับรู้เหตุการณ์ใด ๆ ตรงหน้า หันไปทานข้าวด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง ส่วนหญิงชราก็มองไปทางเอซอย่างต้องการคำตอบ



     "กลับไปกับย่าเถอะ ถ้าคนพวกนี้ไม่ต้องการหลานไม่เป็นไร ย่าต้องการ!" 



     ท่านแม่เองก็พูดเสียงเข้ม



     "เอซ!"



     ฉันอยู่ตรงนี้ก็ยังรู้สึกกดดันแทนเอซเลยด้วยซ้ำ เส้นผมสีทองเงยขึ้นมาเล็กน้อย นัยน์ตาสีเทามองไปทางท่านหญิงโมลิน่าอย่างเห็นใจอย่างปิดไม่มิด เสียงของเขาเรียบนิ่งแต่ภายใต้ความเรียบนิ่งยังมีอารมณ์โศกเศร้าแฝงอยู่



     "มันหมดเวลาภาพความฝันของเราแล้วครับคุณย่า"



     "กรุณากลับไปเถอะค่ะ" ท่านแม่พูดด้วยเสียงเรียบนิ่งไม่แม้แต่จะปลายตามอง เธอยกมือขึ้นทันใดนั้นพวกบอดี้การ์ดสิบกว่าคนก็มายืนเรียงแถวราวกับรอสแตนด์บายไว้นานแล้ว



     พวกบอดี้การ์ดเข้ามาเชิญท่านหญิงโมลิน่าออกไป ปากของหล่อนตะโกนโอดครวญราวกับคนบ้าคลั่งในขณะที่ท่านแม่นั่งลงอย่างเงียบ ๆ ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ในใจ



     เป็นเวลาเนิ่นนานเมื่อทุกอย่างสงบลงท่านพ่อที่ไม่มีบทมานานก็ได้พูดขึ้นว่า



     "มันจบเร็วเกินไปหรือเปล่าแล้วที่ทำเรื่องลาหยุดให้โซแซงค์ตั้งหนึ่งเดือนล่ะคุณวองซ์?"



     ท่านแม่หันมาลูบหัวฉันแล้วมองไปทางเอซด้วยรอยยิ้ม



     "ก็วันครอบครัวไงคะ"



     เอ๋! นี่มันเรื่องอะไรกันเนี้ย! ทำไมถึงทุกคนถึงทำเหมือนรู้เรื่องกันอยู่แล้วล่ะคะแล้วฉันล่ะ! ฉันก็ต้องการคำอธิบายในเรื่องนี้เหมือนกันนะ!



     ช้าก่อน!


    
     แม้ฉันจะรู้สึกสงสัยแต่ก็ไม่กล้าถามออกไป การเติบโตขึ้นมาแบบนี้ทำให้ฉันรู้ว่ายิ่งรู้น้อยยิ่งปลอดภัยกับตัวเองมากกว่า


     แต่ถึงกระนั้น...



     นี่มันเรื่องอะไรกันคะ ทำไมทุกคนถึงทำตัวได้อย่างปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแบบนี้ เอซนั่นย่านายเลยนะ! เจ้าเด็กเอซ! พูดอะไรออกมาบ้างสิคะ!



     แล้วทันใดนั้นราวกับเอซล่วงรู้ความในใจของฉัน เขาเงยหน้าขึ้นพูดว่า



     "ท่านแม่ครับ พี่ผมเล่นเปียโนห่วยจริงเหรอ"



     ไม่ใช่เรื่องนั้นสิ!



     เดี๋ยวนะ!



     เมื่อกี้นายกล้าว่าพี่สาวคนนี้ว่าเล่นเปียโนห่วยงั้นเหรอ!


     ดวงตาฉันลุกโชนไปด้วยเปลวไฟ รู้สึกเกิดแรงฮึดอยากจะฝึกซ้อมขึ้นมาแปลก ๆ !














_________________________________





     ท่านแม่เป็นทุกอย่างให้ครอบครัวแล้ว...


  ส่วนท่านพ่อนั้นอยู่ในม่านหมอกยังไม่รอวันเผยตัว...


  ทำไมแต่งไปแต่งมากราฟมันเริ่มขึ้น ๆ ลง ๆ แบบนี้มันผิดคอนเซ็ป! ผิดคอนเซ็ปชัด ๆ !


   ปล. เรื่องนี้ไม่ได้มีลับลมคมในอะไรทั้งนั้นหรอก ไม่เชื่อลองอ่านไปเรื่อย ๆ สิ จริง ๆ นะ จริ๊ง ๆ


     :)



     เอาล่ะตอนพิเศษใกล้มาถึงแล้ว เลือกท่านแม่กันสินะ จริงหรือจ๊ะ เอางั้นหรือจ๊ะ อ๊ะไม่เป็นไรเราให้เวลาตัดสินใจถึงพรุ่งนี้


     เพราะงั้นพรุ่งนี้.... งด



     หัวเราะด้วยความสะใจ





    






ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 212 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

281 ความคิดเห็น

  1. #228 Papat22 (@bow-228) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2561 / 12:59

    รอบทท่านแม่//ดีใจกับเอซที่กลับมาอยู่กับครอบครัวอีกครั้ง
    #228
    0
  2. #227 Kittttttttie (@studentgroup153) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2561 / 23:21
    รู้สึกค้างๆคาๆ ทำไมไม่เฉลยให้หมดด นางเอกไม่อยากรู้แต่เราอยากก
    #227
    0
  3. วันที่ 27 ตุลาคม 2561 / 22:30
    เอส...เจ้าเด็กร้ายกาจ!!!
    #226
    0
  4. #224 NobuSana (@Aum2107) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2561 / 21:35
    ยังอยู่ใน"วันนี้"อยู่ รอดไปนะไรท์ ถ้าไม่ลงกะว่าจะไป ระเบิดบ้านไรท์อยู่เลย~~~
    #224
    1
  5. วันที่ 27 ตุลาคม 2561 / 21:19
    ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นย่าเป็นยาย แต่จริงๆก็แค่คนนอก มีสิทธิอะไรเอาลูกเขาไปเลี้ยงตั้งหลายปีเนี่ย
    #223
    1
  6. #222 sanggiro741 (@sanggiro741) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2561 / 21:18
    wtf!!! ปล่อยให้อยากแล้วจากไปหรอไรต์TcT #หนูโซแซงค์เอ่ยไม่-เรื่องแบบนี้นะดีแล้ว555
    #222
    1
    • #222-1 อคีตา (@growzaza123) (จากตอนที่ 21)
      27 ตุลาคม 2561 / 22:04
      ใช่แล้ว โซแซงค์เป็นตัวละครเพียงหนึ่งเดียวที่จะทำให้เรื่องนี้สงบราบเรียบได้ ส่วนคนอื่น... กู๋ไม่กลับแล้ว 555
      #222-1
  7. #221 please2201 (@please2201) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2561 / 21:14
    ไรท์เ-้ยมมม!!!!!! แต่เอสก็ดีเหมือนกัน ความในใจไรงี้แต่... ไรท์เ-้ยม!!!!
    #221
    1