ขนาดตัวอักษร

  • font-size
  • font-size

ตอนที่ 1 : ภพต้องมนตร์ : ต้องมนตร์ครั้งที่ 1 [100 PER.]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • 16 เม.ย. 64


สถานที่และชื่อตัวละคร
รวมทั้งยุคสมัยในเรื่องเป็นสิ่งสมมุติและจินตนาการของผู้แต่ง
ขอพี่จ๋าคนอ่านได้โปรดใช้วิจารณญาณ ขอให้สนุกไปกับการอ่านเพื่อความบันเทิงนะฮับ <3 

[YAOI]

ภพต้องมนตร์



ต้องมนตร์ครั้งที่

|1|

[100 PER.]


               “จำไว้ว่าห้ามถอดสร้อยออกจากกาย ให้สวมไว้ในทุกยาม”

            “เพราะเหตุใดลูกต้องสวมมันไว้”

            “เพื่อรักษาชีวิตของเจ้าเอง...ศิรชล”

            “ขอรับ”

 

               เด็กหนุ่มในวัยสิบเจ็ดปีบริบูรณ์น้อมรับคำจากผู้เป็นพ่อแต่โดยดี แม้ภายในใจจะเกิดคำถามมากมาย แต่การถูกเลี้ยงดูให้อยู่ภายใต้กฎระเบียบ ทั้งยังต้องปฏิบัติตามอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้นั้นส่งผลให้ ศิรชลวางตัวอยู่ในขนบปฏิบัติของเมืองมาตลอด ยิ่งอยู่ในฐานะการเป็นนายน้อยหรือลูกของเจ้าเมืองอัมพุ ยิ่งทำให้เขาถูกคาดหวังจากบิดาและประชาชนชาวเมืองว่าจะเติบโตมาเป็นผู้สืบทอดกิจการดูแลเมืองสานต่อไปได้

               สายสร้อยเงินแท้ลายกระดูกงูห้อยจี้ด้วยแท่งเหล็กขนาดเท่านิ้วก้อย มองด้วยตาเปล่าก็เปรียบได้กับสร้อยราคาแพงสำหรับลูกเจ้าขุนมูลนายชนชั้นสูงนิยมสวมใส่กัน ทว่าข้อความจริงที่ลึกเกินกว่าตาเนื้อจะมองเห็นได้คือการลงคาถาปลุกเสกเพื่อสกัดมนตร์ด้านมืดเอาไว้ โดยข้อความจริงเรื่องนี้ผู้สวมใส่เช่นศิรชลหารู้ไม่

               และด้วยการปลูกฝังเลี้ยงดูให้มีสิทธิ์ถามแต่หากได้รับคำตอบแล้วก็มิควรมีข้อสงสัยเพิ่มเติมตามมา คล้ายกับพึงรู้ในสิ่งที่ควรรู้เป็นพอ ต่อให้สงสัยก็ต้องเก็บงำเอาไว้และไม่มีสิทธิ์ไต่ถามให้มากความ

               “อีกสองวันต้องเดินทางไปศึกษามนตร์ยังต่างเมืองแล้ว ไฉนนายน้อยยังนั่งอ่านตำราอยู่อีกขอรับ มิหาเวลาพักผ่อนเพื่อเตรียมออกเดินทางเล่า” ไอ้แจ้ง บ่าวคนสนิทที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันเอ่ยขึ้น

               “เจ้าก็รู้ว่าข้าเลือกทำตามใจตนเองไม่ได้ สิ่งที่อยากทำต่อให้อยากเพียงใดก็หาทำได้ไม่ สิ่งที่ทำได้ก็มีแต่สิ่งที่ข้ามิใคร่อยากทำ” นายน้อยของเมืองอัมพุกล่าวอย่างวางปลง วาจาสำรวมแต่น้ำเสียงทรงพลัง ดวงตาสีอำพันตวัดมองบ่าวคนสนิทเพียงครู่ก่อนหลุบลงมองตัวอักษรในตำราที่วางบนโต๊ะ

               “แต่การเดินทางไปครั้งนี้ นายน้อยจะกระทำตามใจตนบ้างก็มิเสียหายดอกนะขอรับ อย่างไรเสียก็ไกลหูไกลตาพ่อเมืองอยู่ดี บ่าวจักคอยหนุนหลังให้ไม่ว่านายน้อยจะกระทำการใด” ผู้เป็นบ่าวขยับโค้งกระซิบบอกผู้เป็นนาย เพราะทราบดีว่าศิรชลวางตนเป็นแบบอย่างที่ดีมาโดยตลอด ทว่าในการเป็นแบบอย่างที่ดีก็ทำให้สูญเสียช่วงวัยที่ควรเก็บเกี่ยวเอาไว้ เรียกได้ต้องวางตนให้โตกว่าวัยอยู่เสมอ ไม่อาจกระทำการใดตามอำเภอใจเฉกเช่นบุคคลทั่วไป

               ถึงกระนั้นก็ไม่ได้แปลว่านายน้อยแห่งเมืองอัมพุจะมิเคยลักลอบซุกซน...

               ...มีบ้าง แต่ไม่ได้มากมายเกินขอบเขต

               และส่วนใหญ่ศิรชลจะปล่อยตนก็ต่อเมื่ออยู่ห่างไกลบ้านเมืองเท่านั้น การเดินทางไปศึกษาแลกเปลี่ยนศาสตร์และขนบธรรมเนียมยังต่างเมืองจึงเปรียบได้กับการมีอิสระในระยะเวลาสั้น ๆ ไม่จำเป็นต้องวางท่าสุขุม สำรวมทุกย่างก้าว เพราะอยู่ที่นี่แม้กระทั่งจะเผยยิ้มยังต้องซ่อนเก็บอาการเอาไว้

               “จักต้อนให้ข้าผิดระเบียบจารีตของเมืองรึ?” เสียงกระดาษถูกพลิกเปลี่ยนไปยังหน้าใหม่มาพร้อมกับการที่คนเป็นบ่าวนั่งคุกเข่าส่ายหน้าดิก

               “บ่าวไม่กล้าหรอกขอรับ หาได้มีความคิดจะเสี้ยมสอนให้นายน้อยผิดแผกไปจากกฎระเบียบ เพียงแต่ว่า...”

               ไม่รอให้อีกฝ่ายหาเหตุผลมาบอกกล่าว ศิรชลแทรกเอ่ยขึ้น “แค่อยากให้ข้าได้ลองใช้ชีวิตตามวัยอย่างที่ควรจักเป็น ใช่หรือไม่?”

               “ขอรับ” แจ้งพยักหน้า

               “ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ต้องปิดปากให้ดี เพราะไปเมืองพนาครานี้คงมีเรื่องให้ลองมือหลายเรื่องเป็นแน่” น้ำเสียงเย็นเหยียบ อากัปมิรู้ร้อนรู้หนาวขัดแย้งกับนัยน์ตาที่พราวประกายขึ้นน้อย ๆ เจ้าแจ้งที่นั่งคุกเข่าแอบเงยหน้าขึ้นชำเลืองมองผู้เป็นนายที่เบื้องหน้ากำลังอ่านตำรา แต่สีหน้าและแววตาที่ถูกเล่มตำราบดบังอยู่นั้นไม่อาจมองเห็นได้

               เมืองพนางั้นรึ?

               ศิรชลครุ่นคิดระหว่างกวาดสายตาไปตามตัวอักษรในตำรา หากจิตใจกลับเต้นไม่เป็นส่ำเมื่อนึกถึงการไปศึกษายังต่างเมือง คำว่าพนาก็แปลได้ตรงตัวว่าป่า ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของภูมิศาสตร์ ห่างไกลจากเมืองอัมพุหลายร้อยกิโล นายน้อยแห่งเมืองอัมพุที่ตั้งอยู่ทางทิศใต้นั้นมีโอกาสเดินทางไปศึกษาแลกเปลี่ยนศาสตร์และขนบธรรมเนียมแทบจะครบทุกทิศ พบเจอผู้คนจากต่างเมืองที่มาหาความรู้มามากหน้าหลายตา แต่ใช่ว่าจะสามารถคบหาเป็นมิตรได้กับทุกคน บางคนก็ทำได้เพียงพบเพื่อผ่านไป บางคนก็ถือตนเป็นคู่แข่ง บางคนนั้นก็คิดเข้ามาผูกไมตรีเพราะต้องการผลประโยชน์

   พวกเขาเหล่านั้นล้วนแต่เป็นบุคคลชนชั้นระดับเดียวกันกับศิรชล หากไม่เป็นบุตรของเจ้าเมือง ก็มียศศักดิ์และฐานะร่ำรวยที่สามารถจะสานสัมพันธ์กับคนระดับสูงได้

               จะมีก็เพียงบุคคลหนึ่งเท่านั้นที่นายน้อยแห่งเมืองอัมพุให้ความสนใจอยู่เงียบ ๆ  

               ไม่รู้ว่าไปครานี้จักได้พบกับคนผู้นั้นอีกหรือไม่...

 

ณ เมืองพนา

               ด้วยเมืองพนานั้นอยู่ทางทิศตะวันตกของภูมิศาสตร์ ขึ้นชื่อว่ามีทรัพย์สินเป็นผืนป่า พื้นดินอุดมสมบูรณ์ไม่ว่าจะปลูกพืชพรรณชนิดใดก็ให้ผลตามต้องการ นอกจากนั้นยังมีสมุนไพรหายากหลายร้อยชนิดไว้เพื่อรักษาโรค เมืองแห่งนี้จึงแทบจะกลายเป็นเขตแดนของหมอยาเลยก็ว่าได้ เพราะไม่ว่าจะเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงเพียงใด ที่เมืองพนาก็มีสมุนไพรสำหรับช่วยรักษาแทบทั้งสิ้น การผูกมิตรไมตรีกับผู้คนทางเมืองนี้จึงเป็นการณ์ดียิ่งนัก ทว่าแม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองป่าสมุนไพร แต่ก็ใช่ว่าผู้คนในเมืองจะสามารถแตะต้องพืชสมุนไพรทุกชนิดได้ เครือตระกูลเจ้าเมืองพนาเท่านั้นที่มีสิทธิ์ครอบครองและรักษาสมุนไพรเหล่านั้นเอาไว้

               และแม้ทิศตะวันตกจะมีผืนป่าล้ำค่า แต่ทิศอื่น ๆ อย่างทิศเหนือซึ่งเป็นเมืองไศล (สะ-ไหล) ก็มีแร่หินที่เป็นทรัพย์เช่นกัน ขณะที่เมืองปราพกซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกนั้นขึ้นชื่อในเรื่องของผลไม้ สามารถนำมาแปรรูปเป็นสินค้าสร้างรายได้ ขณะที่ทิศใต้อย่างเมืองอัมพุนั้นเป็นเจ้าของเกี่ยวกับทิศทางแห่งสายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางใดในทุกทิศก็ล้วนแต่ถือเป็นสิทธิ์ครอบครองของพ่อเมืองอัมพุ ขณะเดียวกันนั้นยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์น้ำนานาชนิด เรียกได้ว่าต่อให้ทุกเมืองจะมีทรัพย์สินขึ้นชื่อเป็นของตน แต่เมืองที่มีอิทธิพลมากสุดคงหนีไม่พ้นเป็นเมืองอัมพุ

               เพราะเป็นเมืองแห่งน้ำที่มีผลต่อการดำรงชีพและการใช้สอยในชีวิตประจำวัน

               น้ำที่จำเป็นต้องกินดื่ม อาบล้างชำระกาย ใช้เพาะปลูกพืชพรรณนานาชนิด หากอากาศจำเป็นต่อการมีชีวิตอยู่ฉันท์ใด น้ำก็มีความสำคัญไม่แพ้กันฉันท์นั้น

               “พี่หนึ่ง ผ้าแพรผืนนี้ข้าขอยืมได้หรือไม่” ภูวาเด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดปีที่มีใบหน้าละหม้ายคล้ายพี่สาวเอ่ยขึ้น สองพี่น้องจากเมืองไศลกำลังเดินทางเข้าสู่เขตเมืองพนา เพียงแต่คำนวณเวลาจากการที่ดวงอาทิตย์คล้อยลาลับฟ้า ทำให้พวกเขาทั้งคู่ต้องหาที่พักแรมกันเสียก่อน

               “ผ้าของสตรีนะ เจ้าจะเอาไปทำสิ่งใดกัน ไม่จำคำที่นายพ่อกับนายแม่พร่ำสอนรึว่าเป็นชายอย่าได้นำอาภรณ์ของหญิงมาใกล้ตัว” มุกไหมกล่าวเตือน น้องชายคนนี้นับวันยิ่งมีความพิเรนทร์เกินงาม เรื่องความซนตามประสาเด็กหนุ่มนั้นยังพอเข้าใจได้ แต่หากซนเกินพอดีจำเป็นต้องกล่าวตักเตือน

               “แต่เดิมเมืองเราไม่ได้มีการแผกแยกอย่างทุกวันนี้ ข้าเคยอ่านบันทึกของสมัยก่อนในห้องหนังสือ สมัยหลายร้อยปีก่อนนั้นน่ะชายหญิงของเมืองไศลมีศักดิ์และสิทธิ์เท่าเทียมกันด้วยซ้ำ ทุกอย่างล้วนวัดกันด้วยความสามารถ หาได้แบ่งแยกหรือกดให้หญิงชายต่างกันเช่นทุกวันนี้ไม่” ภูวาเล่าลอยหน้าลอยตา ถือวิสาสะคว้าถุงสะพายของพี่สาวมาเปิดดูข้าวของ มือเรียวจึงส่งไปฟาดไหล่น้องชายอย่างไม่จริงจัง อยากตำหนิแรง ๆ ก็หาทำได้ไม่ ที่เป็นเช่นนั้นไม่ใช่เพราะภูวาหรือเจ้าสองเกิดมาแล้วทำให้เมืองไศลรุ่งเรือง มีความโชคดีหลังตกอยู่ในคำสาปแช่งมาแปดชั่วรุ่น แต่เพราะมุกไหมไม่เคยมีความคิดจะว่ากล่าวน้องชายอย่างจริงจังเลยสักครั้ง

               แค่จะโกรธข้ามวันยังไม่อาจทำได้ลง

               ส่วนหนึ่งที่ภูวาเป็นเด็กซนและเอาแต่ใจเช่นนี้ก็เป็นผลมาจากการมีพี่สาวเช่นเธอคอยให้ท้าย...

               “ที่นี่ไม่ใช่ไศลบ้านเราเสียหน่อย ขนบใด ๆ ที่ต้องทำ พี่หนึ่งก็ผ่อนให้ข้าบ้างจะเป็นกระไรไป ท่านไม่พูด ข้าไม่พูด นายพ่อกับนายแม่ก็ไม่รู้แล้ว” เด็กหนุ่มยื่นหน้าเข้าไปยิ้มให้พี่สาวอย่างมีเลศนัย ระบายยิ้มกว้างเผยตัวฟันเรียงสวยราวกับเม็ดข้าวโพด มีฟันเขี้ยวเล็กแหลมประดับอยู่สองข้างทั้งซ้ายและขวา

               “เจ้าก็เป็นเช่นนี้เสียทุกครา” มุกไหมส่ายหน้าระอา สวนทางกับการกระทำที่ยกนิ้วชี้เคาะปลายจมูกโด่งของน้องชาย มาเมืองพนาครานี้ไม่มีผู้ติดตามเหมือนตอนไปศึกษายังเมืองอื่น ๆ เหตุเพราะเจ้าเมืองไศลและภรรยามีปัญหาด้านสุขภาพ จำเป็นต้องมีคนช่วยดูแลอย่างใกล้ชิด

               ลำพังการช่วยดูแลทางกายถือเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น

               แต่การมีคนจำนวนมากคอยนั่งบำเพ็ญศีลช่วยถ่ายพลังรักษานั้นก็สำคัญมากเช่นกัน...

               เมืองไศลขึ้นชื่อว่าโดนคำสาปมาแล้วแปดรุ่น รุ่นแล้วรุ่นไม่พบวิธีการแก้ไข แม้สภาพความเป็นอยู่เบื้องหน้าของเจ้าเมืองและผู้คนจะดูสุขสบายดี ทว่าเบื้องหลังในทุกคืนพระจันทร์เต็มดวง นายพ่อหรือเจ้าเมืองมักจะมีอาการที่ผิดปกติไป เจ็บปวดทุรนทุรายคล้ายมีดเป็นร้อยเป็นพันทิ่มแทงร่างกาย เจ็บปวดเจียนตายแต่ก็ไม่อาจตายหนีความทรมานเหล่านั้นได้ แม้จะมีเชื้อสายว่าเป็นไสยศาสตร์ขาวแท้ แต่กลับโดนมนตร์ดำเล่นงานราวกับปฏิบัติผิดขนบธรรมเนียมรักษาของเชื้อสาย

               ด้วยเหตุนี้เองทำให้มุกไหมและภูวาเดินทางมาเมืองพนาเพื่อนำสมุนไพรไปรักษาบิดา แม้จุดประสงค์แท้จริงคือการมาศึกษาแลกเปลี่ยนศาสตร์และธรรมเนียม แต่เป้าหมายสำคัญคือการค้นหาสมุนไพรเพื่อช่วยชีวิตบิดา ครั้นจะพึ่งเพียงไสยศาสตร์มนตร์แก้อย่างเดียวก็ไม่อาจล่วงรู้ว่าจะแก้ได้เมื่อไหร่ ฉะนั้นหากมีสิ่งใดในโลกนี้ที่ว่าดีและช่วยบรรเทาความเจ็บปวดของบิดาได้ มุกไหมและภูวาก็ยินดีที่จะทำทั้งนั้น

               “ว่ากันว่าสีแดงเป็นสีมงคล งั้นข้าขอยืมสไบจีบกับผ้าถุงสีแดงของพี่นะ อ้อ! ผ้าคลุมหัวด้วย ข้าคิดว่าคืนนี้ข้าจำเป็นต้องใส่มัน”

               “เจ้าคิดจะทำกระไรของเจ้า หืม ภูวา” มุกไหมขมวดคิ้ว

               “รอยต่อระหว่างเขตเข้าเมืองพนาน่ะขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองผีแม่หม้าย แล้วที่พักที่ข้ากับพี่จะไปพักก็เป็นย่านขึ้นชื่อเชียวนะ” ภูวาให้เหตุผล ระหว่างนั้นก็นำสไบจีบสีแดงชาดมาทาบตัว

               “คนอย่างเจ้าน่ะรึจะกลัวผีสาง”

               “ข้าเป็นชายข้าก็ต้องกลัวสิ ยิ่งยังเป็นหนุ่มวัยละอ่อนแบบนี้ หากถูกผีแม่หม้ายพรากพรหมจรรย์ไปไม่แย่หรอกรึ”

               “ดูพูดจาเข้า” มือเรียวตีบ่าผู้เป็นน้องด้วยความหมั่นไส้ “อย่ากระทำการใดที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเราเชียวนะเจ้าสอง อย่าลืมว่าเรามาที่เมืองพนาด้วยเหตุใด เจ้าจะเล่นสนุกเหมือนอยู่ที่ไศลไม่ได้นะ” เสียงนุ่มกล่าวเตือน คนฟังพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย หากแต่ตอนก้มหน้าลงมองสไบกับผ้าถุงที่นำมาทาบตัวแล้วมุมปากสองข้างยกขึ้นอย่างนึกสนุก

               “ข้ารู้พี่หนึ่ง ทุกคำที่พี่ย้ำน่ะข้าจำได้ขึ้นใจแล้ว”

               “จำแล้วเจ้าก็ทำตามด้วย” มุกไหมยกนิ้วขึ้นชี้หน้าภูวาอย่างย้ำซ้ำ

               “ข้าก็แค่...ป้องกันตัวเท่านั้นเอง ดีกว่ารู้ว่าจะเข้าไปในย่านผีแม่หม้ายแล้วปล่อยเนื้อปล่อยตัว แบบนั้นไม่น่าเป็นห่วงกว่ารึพี่หนึ่ง” สิ้นคำร่างโปร่งก็เร่งฝีเท้าเดินนำหน้าผู้เป็นพี่สาวเข้าไปยังสถานที่ที่เป็นที่พักของคนเดินทาง (หรือในยุคปัจจุบันเรียกได้ว่าเป็นโรงแรมนั่นเอง)

               แม้ทางเมืองไศลจะต้องมีการร่วมมือร่วมใจให้ความช่วยเหลือเจ้าเมืองเพื่อให้พ้นทุกข์เคราะห์จากไสยเวท ทว่านายพ่อและนายแม่ยังให้บ่าวสองคนติดสอยห้อยตามมาเพื่อช่วยดูแลลูกทั้งสองคน มุกไหมกับภูวาทำการเช่าห้องพักคนละห้อง เจ้าของสถานที่พักของคนเดินทางออกความดีใจผ่านสีหน้าที่วันนี้มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการมากกว่าปกติ ด้วยเสื้อผ้าการแต่งกายที่แตกต่างกันของกลุ่มคนแต่ละเมืองทำให้ทราบได้ทันทีว่าพวกเขาเหล่าเดินทางมาเพื่อทำการศึกษากับเมืองพนา

               “โชคดีที่นายน้อยทั้งสองท่านมาทันห้องพักที่ยังเหลืออยู่ เพราะในเขตตัวเมืองตอนนี้แทบไม่มีที่พักว่างรองรับแขกผู้มาเยือน” ชายสูงวัยบอกเล่าก่อนยื่นกุญแจห้องพักส่งให้ภูวา ระหว่างที่นายน้อยหนุ่มยื่นมือไปรับกุญแจนั้น สายตาพลันสังเกตุเห็นว่าเล็บของเจ้าของสถานที่พักทาด้วยสีแดงชาด เมื่อเลื่อนดวงตาหลุบลงต่ำก็พบว่าสีของเล็บเท้าก็ถูกแต้มด้วยสีแดงเฉกเช่นกับเล็บมือ

               ภูวาจึงค่อนข้างมั่นใจว่าสิ่งที่ตนได้รับรู้มาก่อนเดินทางเข้าเขตพนาคงเป็นจริงเข้าให้แล้ว

               เขาได้เข้ามาอยู่ในย่านที่มีผีแม่หม้ายออกอาละวาดเข้าเสียแล้ว...

               ...แต่จะได้เจอกับตัวหรือไม่นั้น คืนนี้คงได้รู้เป็นแน่

               “เราขึ้นไปดูห้องพักกันเถิดพี่หนึ่ง” ภูวาคว้ามือมุกไหมมาจับให้เดินตามขึ้นบันไดไม้เพื่อไปยังห้องพัก โดยมีบ่าวสองคนเดินตามหลังอย่างรู้งาน และแค่เพียงสามก้าวเท้าที่เหยียบขึ้นตามขั้นบันได แขกรายใหม่ได้เดินเข้ามาภายในสถานที่พักเพื่อขอเช่าห้องค้างแรม ดวงตาสีอำพันตวัดขึ้นมองตามเสียงฝีเท้าที่ย่ำขั้นบันได หากแต่ยังไม่ทันจะได้เห็นบุคคลที่เดินอยู่บนชั้นสองเสียงของเจ้าของที่พักก็เอ่ยต้อนรับเขาเข้าพอดี

               ความรู้สึกที่เหมือนใกล้แค่เพียงส่งสายตามองแต่กลับให้ความรู้สึกว่ายังห่างไกลจึงเกิดขึ้นอยู่ลึก ๆ ภายในใจของศิรชล ได้แต่เพียงคิดกับตัวเองว่า...

               หากมีบุญนำพาวาสนาช่วยส่ง จะได้พบช้าหรือเร็วก็ย่อมได้พบกันอยู่ดี

                             

ช่วงย่ำค่ำหรือยามที่ 1 (เวลา 18 นาฬิกาถึง 21 นาฬิกา)

 

               ภูวาและมุกไหมแยกย้ายกันเข้าห้องพักของตน โดยพี่สาวอยู่กับบ่าวผู้หญิง ส่วนนายน้อยหนุ่มอยู่กับบ่าวคนสนิทที่เป็นผู้ชาย แม้จะพักกันคนละห้องแต่ทั้งสองพี่น้องใช้เวลาในช่วงย่ำค่ำไปกับการสวดมนต์ไหว้พระให้ผู้เป็นพ่อหายจากอาการเจ็บปวดทรมานที่เป็นมาตลอดหลายสิบปี และเพราะคืนนี้เป็นคืนพระจันทร์เต็มดวง ความเจ็บปวดภายในร่างกายที่แสนสาหัสนั้นย่อมต้องเกิดกับเจ้าเมืองไศลอย่างแน่นอน ลูกสาวและลูกชายจึงพยายามทำทุกหนทางเพื่อหวังให้อาการร้ายที่นายพ่อเป็นอยู่หายไปเสียที

               “คิดอะไรอยู่หรือขอรับ?” เสียงทุ้มของบ่าวคนสนิทนามว่า หินเอ่ยถามเมื่อนายน้อยของตนเอาแต่นั่งจ้องหน้าตัวเองผ่านกระจกเงาบานใหญ่ หลังจากสวดมนต์ไหว้พระเสร็จแทนที่จะใช้เวลาเข้านอนพักผ่อน แต่กลับนั่งหลังตรงพินิจพิเคราะห์เสื้อผ้าและใบหน้าตัวเองอยู่นานสองนาน

               “ข้าถามจริง ๆ เลยนะหิน ตั้งแต่เจ้าเข้ามาในเขตพนา ไม่สิ! เข้ามาในที่พักแห่งนี้ เจ้ารู้สึกว่ามีสิ่งใดที่แปลกตาบ้างหรือไม่”

               เจ้าหินมีสีหน้าครุ่นคิด หัวคิ้วย่นเข้าหากันหน่อย ๆ ก่อนตอบนายน้อย “ผู้ชายส่วนมากแต้มสีเล็บขอรับ บ้างก็นุ่งชุดผ้ายาว ๆ คล้ายทรงผ้าถุงของผู้หญิง แต่หากมองดี ๆ จะรู้ว่าผ้านุ่งนั่นเป็นกางเกงขอรับ”

               “ใช่ไหมล่ะ” ภูวาดีดนิ้วดังเปาะเมื่อเจ้าหินก็เห็นตรงกัน ก่อนตนจะออกความเห็น “ทีแรกข้าคิดว่าชุดผ้านุ่งของคนพนาคงจะสวมใส่กันเช่นนี้ แต่บ่าวในที่ทำงานที่พักแห่งนี้ก็แต่งกายสมเป็นชาย สวมเพียงผ้าขาวม้าหรือไม่ก็โจงกระเบนเท่านั้น แต่คนที่ค่อนข้างมีฐานะหรือคนที่มาเข้าพักที่นี่ หากเป็นคนอื่นเมืองอื่นจะแต่งกายตามพื้นเมือง แต่ข้าสังเกตุได้ว่าชายชาวพนาจะสวมผ้านุ่งคล้ายผู้หญิง”

               “หากเป็นที่ไศลคงดูไม่ปกตินะขอรับ เพราะชายจะไม่แต่งกายเหมือนหญิง แต่สำหรับที่นี่บ่าวว่าอาจเป็นปกติของพวกเขาก็เป็นได้”

               “ไม่” นายน้อยหนุ่มส่ายหน้า “ข้าว่ามันผิดปกติ ข้าจำได้ว่านายพ่อมีเพื่อนเป็นชาวพนา เขาเคยไปเยี่ยมเยียนนายพ่อกับนายแม่ของข้า และที่สำคัญชายไม่ได้แต่งตัวเช่นที่พวกเราเห็น”

               “บ่าวโง่เขลา ไม่อาจเข้าใจในสิ่งที่นายน้อยต้องการสื่อ” เจ้าหินสารภาพ แม้จะพอรู้เรื่องเกี่ยวกับผีแม่หม้ายในเขตดินแดนของเมืองพนา แต่ไม่กล้าแสดงความเห็นหรือทำเป็นรู้ตีตนเสมอเจ้านาย

               “เจ้าไม่ได้โง่หรอกนะ หากไม่รู้ย่อมไม่ได้ความว่าโง่เสมอไป ไม่มีใครรู้ไปทุกอย่างหรอกเจ้าหิน” ภูวาบอก บ่าวผู้นี้เป็นคนฉลาดพอตัว เพียงแต่มักถ่อมตนอยู่เสมอ มักคิดแต่ว่าหากเอ่ยอะไรที่ดูจะรู้มากกว่าเจ้านายไปมันเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะ ด้วยสถานะของความเป็นนายและบ่าวมักมีข้อจำกัดเช่นนี้เสมอ

               ผู้เป็นนายจะออกความเห็นหรือทำเช่นไรก็ได้

               แต่ผู้เป็นบ่าวมีหน้าที่คอยดูแลรับใช้เจ้านายให้ดีเป็นพอ อย่าทำตนอวดฉลาดแม้จะรู้มากสักเท่าไหร่ก็ตาม

               “ช่างเถอะ” นายน้อยหน้าหวานบอกปัด ถอนหายใจเล็กน้อยก่อนเอียงตัวกระซิบบอกในสิ่งที่จะกระทำในค่ำคืนนี้

               “นายน้อยขอรับ” เจ้าหินมีสีหน้าตื่นตกใจ ไหล่สองข้างห่อลงอย่างปลงไม่ตก ขณะที่ภูวานั้นยิ้มกริ่มชอบใจทั้งยังยื่นมือไปตบบ่าบ่าวคนสนิทดังปุ ๆ

               “จะทำหรือไม่นั่นข้าแล้วแต่เจ้า แต่ความตั้งใจที่ข้าจะทำนั้น ข้าไม่เปลี่ยนใจแน่นอน”

               “นายน้อย”

               “คนอย่างข้าอยากรู้สิ่งใดย่อมต้องรู้ให้ได้ เจ้าอย่ากังวลให้มันมากนักเลย คนอย่างข้าไม่ได้ไร้ฝีมือถึงขั้นจะเอาตัวเองไม่รอดหรอกนะ วางใจเถอะ”

    เจ้าหินจำต้องพยักหน้ายินยอม เพราะเติบโตมาด้วยกันกับนายน้อยผู้นี้ มีหรือจะไม่รู้อิทธิฤทธิ์ความดื้อรั้นและความซุกซน ตอนอยู่เมืองไศลยังมีนายพ่อนายแม่คอยจับตาและห้ามปรามอยู่บ้าง พอพ้นเขตออกมาต่างเมืองทำให้ภูวารู้สึกราวกับติดปีกบิน คนสนิทที่มีศักดิ์เป็นเพียงบ่าวรับใช้จะออกปากห้ามกระไรได้ ที่ทำได้มีแต่ต้องจำยอมและคอยเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด

               “มาเร็วเข้า ช่วยข้าแต่งตัวหน่อย” ผ้าสไบจีบสีขาวถูกพาดเข้าตัวก่อนที่เจ้าหินจะช่วยจัดทรงสวมอย่างเก้กัง ทั้งนายทั้งบ่าวต่างเป็นชายทั้งคู่ การต้องมานุ่งเสื้อผ้าสตรีจึงไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาชำนาญ “มันแบนเรียบเสียจนเหมือนข้าไม่มีความเจริญเติบโตสมเป็นหญิงเลยแฮะ” ภูวาวางสองมือทาบอกของตัวเอง ทอดตามองการแต่งกายแล้วนึกขัน คำที่คนในเมืองไศลเอ่ยกันว่าเขาและมุกไหมหน้าตาละหม้ายคล้ายกันนั้นไม่มีผิดไปเลย ยิ่งนายน้อยหนุ่มสวมอาภรณ์ของพี่สาวเช่นนี้ยิ่งเสมือนกับถอดแบบมุกไหมออกมา

               หากพี่หนึ่งกับนายแม่มาเห็นเข้าคงต้องลมจับเป็นแน่...

               “ไม่รวบผมหรือขอรับ” บ่าวคนสนิทออกปากถามอย่างลืมตัว เพราะชายเมืองไศลนั้นไว้ผมยาว แต่จะต้องรวบเกล้าเส้นผมเอาไว้ จะปล่อยสยายก็ต่อเมื่อยามนอนเท่านั้น ผิดกับผู้หญิงของไศลที่ปล่อยผมยาวสยายเป็นเรื่องปกติ แต่จะทำต่างทรงไปนั้นก็ขึ้นอยู่กับเทศกาลหรือยามมีงานสำคัญ

               “หากรวบผม ผีแม่หม้ายก็ต้องรู้สิว่าข้าเป็นชาย เจ้าไม่เห็นรึว่าชายพนาผมสั้นกันทั้งเมือง ถึงกับสวมผ้าโพกสีฉูดฉาดเพื่อหลอกล่อให้ผีสับสนว่าเป็นชายหรือหญิงกันแน่”

               “บ่าวลืมไปเลยขอรับ” เจ้าหินกล่าวคอตก ขณะที่ภูวายืนกอดอกสำรวจชุดของมุกไหมที่อยู่บนร่างกายของตนเอง ไม่มีอะไรที่คล้ายพี่หนึ่งเลยนอกจากใบหน้าติดหวาน รูปร่างยิ่งแล้วใหญ่ หุ่นพี่หนึ่งมีทรวดทรงตามแบบของสาววัยแรกแย้ม นายน้อยสองนั้นหรือสูงโปร่งกว่าพี่สาวตั้งหลายคืบ มีดีแค่ช่วงเอวที่บางคอดก็เท่านั้นที่เมื่อสวมสไบกับผ้านุ่งแล้วดูเนียนตาว่าเป็นสตรีได้อยู่

               “ข้าแอบลักชาดทาปากของนายแม่มาด้วย” กระดาษสีแดงกุหลาบเข้มถูชูขึ้นมาอวดอย่างภาคภูมิใจ เพราะสีทาปากของมุกไหมนั้นสีอ่อนเกินไปจนแทบจะเป็นสีเดียวกันกับสีริมฝีปาก ภูวาคิดว่าหากจะต้องแปลงโฉมทั้งทีควรทำให้จริงจังไปเลย เขาศึกษาวิธีการใช้เครื่องประทินโฉมพวกนี้มาจากแม่และพี่สาว อาศัยการสังเกตุและจดจำว่าทำเช่นไรก่อนนำมาปฏิบัติในการณ์นี้

               กระดาษสีชาดถูกยกเข้ามาจรดยังริมฝีปากก่อนเจ้าตัวจะเม้มกลีบปากลงบนกระดาษเพื่อให้สีติด ด้วยความเป็นชายทำให้กะน้ำหนักไม่ถูก เผลอเม้มปากแรงเกินไปจนสีเปรอะขอบริมฝีปาก แต่นั่นหาใช่อุปสรรคไม่เพราะภูวาแค่แสร้งแปลงโฉมเพื่อทดสอบการปรากฏตัวของผีแม่หม้ายในย่านนี้เท่านั้น

               เขาเป็นชายจำต้องเป็นงดงามเช่นชาย ความงามแบบผู้หญิงก็ให้เป็นในแบบเฉพาะของผู้หญิงเถิด

               ไอ้ที่แสร้งแต่งตัวในวันนี้ก็ดูจะเกินขอบเขตความเป็นชายของเมืองไศลเกินไปแล้วด้วยซ้ำ...

               เมื่อเข้าช่วงยามสอง (เวลาสามทุ่มไปจนถึงเที่ยงคืน) ความเงียบสงัดของค่ำคืนเริ่มแปรเปลี่ยนถึงสิ่งผิดปกติ อากาศเริ่มเย็นลงทั้งที่ช่วงนี้เป็นฤดูร้อน เสียงลมพัดแรงจนหน้าต่างไม้ของห้องที่พักสั่นตามแรงลม หมาเริ่มส่งเสียงหอนเกรียวชวนให้ขนไรอ่อนตั้งชัน หากในย่านนี้มีคนขวัญอ่อนอาศัยอยู่คงทำให้ตื่นผวาไม่น้อย เพราะถึงบรรยากาศจะดูเหมือนปกติดีและที่หมาหอนก็อาจสืบเนื่องมาจากคืนนี้เป็นคืนวันพระใหญ่ คงเห็นผีสางเร่รอนเป็นเรื่องธรรมดา

               แต่สำหรับคนที่พอมีวิชาไสยเวทติดตัวนั้นทราบดีว่าสถานการณ์ในคืนนี้เริ่มไม่ปกติ...

               เสียงฝีเท้าเดินย่ำลงบนพื้นไม้ดังพอให้ภูวาและเจ้าหินที่อยู่ในห้องพักได้ยิน นายน้อยหนุ่มในอาภรณ์ของพี่สาวแสร้งนอนหลับอยู่บนเตียง โดยข้างกันเจ้าหินนอนอยู่ด้วย โดยปกติแล้วนายกับบ่าวจะไม่นอนสูงเทียมกัน แต่เหตุที่ต้องเป็นเช่นคืนนี้เพราะภูวาอยากรู้ว่าจะมีภูตผีปรากฏตามคำล่ำลือหรือไม่

               กลิ่นหอมอ่อน ๆ คล้ายน้ำอบที่ผู้หญิงชอบใช้โชยมาแตะปลายจมูกของนายน้อยหนุ่มและบ่าวคนสนิท ก่อนที่เสียงฝีเท้าจะดังเข้ามาใกล้ราวกับสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์นั้นพาตนเข้ามาใกล้พวกเขาสองคน ภูวาและเจ้าหินแสร้งทำเป็นนอนหลับสนิท โดยความจริงทำเพียงแค่นอนหลับตาและปรับจังหวะลมหายใจให้สม่ำเสมอเท่านั้น เข้าทำนองว่าแกล้งหลอกผีเพื่อล่อให้ผีมาหยอก

               “งามมาก งามเช่นนี้เหมาะแล้วกับท่านชายของภูติเรา” น้ำเสียงเย็นเหยียบเอ่ยขึ้นเมื่อเคลื่อนร่างมานอนตะแคงตัวเท้าคางมองภูวา เธอยกฝ่ามือขาวซีดที่มีเล็บทั้งห้าแหลมยาวลูบไล้ต้นแขนของภูวา เสียงหัวเราะเล็กแหลมอย่างมีจริตดังข้างหูของภูวา อารมณ์ของผีสาวคล้ายกับอยากหยอกเย้ามากกว่าจะทำร้าย ดวงตาของผีสาวไล่พินิจพิจารณารูปลักษณ์ของภูวาในชุดสไบจีบสีขาวกับผ้านุ่งสีแดง

               เพียงไม่กี่อึดใจผีสาวจึงเปลี่ยนเป้าหมายมาที่เจ้าหินที่นอนข้างกันกับภูวา ผีสาวในชุดผ้าแดงกรุยกรายกำลังคร่อมอยู่ด้านบนของเจ้าหิน วางฝ่ามือลูบไล้ใบหน้าคมคายของชายผู้เป็นบ่าว ในความคิดของเธอนั้นพบชายมามากหน้าหลายตา ขอแค่เป็นชายก็เพียงพอต่อการสูบเอาพลังชีวิตของพวกเขามาต่อลมวิญญาณของเธอ เพียงแต่กับชายผู้นี้มีบางอย่างที่ทำให้รู้สึกว่าควรละเว้นและเล่นสนุกอะไรด้วยเสียหน่อย

               “คนต่างเมืองจริง ๆ ด้วย ถึงได้ไม่รู้จักป้องกันตนเช่นนี้ ข้านั้นถูกใจท่านยิ่งนัก” ผีสาวจงใจเอ่ยให้เจ้าหินได้ยิน ก่อนที่เธอจะไล้มือลงบนแผงอกกำยำเปลือยเปล่าของชายหนุ่ม กรีดปลายเล็บแหลมยามลงผ่านหน้าท้องแกร่งและมาหยุดยังผ้านุ่งโจงกระเบน จงใจเลื่อนฝ่ามือสัมผัสกับความเป็นชายผ่านเนื้อผ้า และนั่นก็ทำให้เจ้าหินลืมตาโพล่งขึ้นด้วยความตกใจ

               “น่าไม่อาย” เจ้าหินต่อว่าทำให้ผีสาวหัวเราะร่าด้วยความชอบใจ ทั้งยังพุ่งหน้าเข้ามาหอมแก้มชายหนุ่ม

               “ไยต้องอายเล่า ในเมื่อข้าชอบ ข้าว่าการที่ข้ามีเจตนาชัดเจนเช่นนี้มันก็ดีอยู่แล้ว”

               “ไปเสียที ผีกับคนอยู่ด้วยกันไม่ได้ เจ้าเลิกทำเช่นนี้เถิด มันบาปและเจ้าจะไม่ได้ไปผุดไปเกิด ต่อให้เจ้าชอบผู้ชายทั้งโลก นำพวกเขาไปเป็นสามีในโลกของเจ้า แต่นั่นไม่ใช่ความรักและเจ้าก็จะพบแต่ความสุขปลอม ๆ หากเจ้าต้องการความรักและคนรักที่แท้จริง จงปล่อยวางเสียเถิดและไปสู่สุคติ” หินเกลี้ยกล่อมตามประสาคนยึดมั่นในคุณธรรม ใช้ธรรมะในชีวิตประจำวัน แต่สำหรับผีสาวแล้วนั้นชายต่างเมืองคนนี้ช่างไร้เดียงสาเสียจริง

               คนรักงั้นรึ?

    ความรักงั้นรึ?

               มีแต่ความหลอกลวงทั้งนั้น เพราะเช่นนี้ทำให้เธอไม่สามารถหลุดพ้นไปได้ จึงเลือกเส้นทางที่จะเป็นอยู่เช่นทุกวันนี้

               “ข้าไม่ต้องการสิ่งใด เพราะตอนนี้ข้าถูกใจเจ้า และข้าเชื่อว่าเราจะรักกันได้” สิ้นคำผีสาวก็เข้าประชิดตัวของเจ้าหินและพาหายตัวไปในทันทีที่ภูวาลืมตาขึ้นมา มีเพียงเสียงแว่ว ๆ ของบ่าวที่ดังผ่านสายลมมาขอความช่วยเหลือจากภูวา

               นายน้อยหนุ่มในชุดของพี่สาวผุดลุกจากที่นอนและเร่งฝีเท้าออกมาจากห้องทันที เสียงกระดิ่งข้อเท้าที่มอบให้บ่าวคนสนิทสวมติดตัวไว้ดังส่งสัญญาณบอกทิศทางว่าเจ้าตัวกำลังอยู่ทางไหน ภูวาวิ่งตึงตังอย่างลืมตัวไปว่าสวมใส่อาภรณ์สตรี ขณะเดียวกันเขาไม่ลืมที่จะสวมผ้าคลุมศีรษะมาด้วย เมื่อวิ่งมาหยุดยังทางลงบันไดแล้วทำให้ต้องเปลี่ยนความคิดในการวิ่งเพื่อย่นเวลาให้ตามตัวบ่าวได้เร็วขึ้น ภูวาปีนขึ้นราวระเบียงของชั้นที่พักและกระโดดลงมาตามสูตรของคนที่มีไสยเวท ทุกอย่างเหมือนจะราบรื่นไปได้ด้วยดี

               ติดก็ตรงที่...

               ยังไม่ทันที่ฝ่าเท้าของภูวาจะแตะถึงบนพื้น ใครบางคนที่ภูวาไม่ทันได้สังเกตว่าจะอยู่แถวนี้กลับกำลังยื่นสองแขนมารองรับร่างของเขาเอาไว้ จากที่จะต้องเร่งรีบตามตัวเจ้าหินกับผีสาวตนนั้นไป กลายเป็นต้องมาเสียเวลาตื่นตระหนกกับการได้พบใครบาง

               “เจ้า”  น้ำเสียงทุ้มติดริมฝีปากเอ่ยขึ้นเมื่อรับร่างของภูวามาแนบกาย เพียงแค่สายตาทั้งสองคู่สบประสานเข้าด้วยกัน เวลานั้นราวกับทุกอย่างหยุดเคลื่อนไหว ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายเต้นแรงขึ้นพิกล ความรู้สึกที่คล้ายกับคะนึงหาเนิ่นนานและบัดนี้ก็ถึงคราวสิ้นสุดลง

               ราวกับว่ามีบุญนำพาให้ได้มาพานพบกัน...

               “ขอบน้ำใจเจ้ามาก แต่ตอนนี้ข้าไม่มีเวลาแล้ว” ภูวายกสองมือดันช่วงอกของอีกฝ่าย ดีดสองขาของตนให้ยืนลงบนพื้น แม้จะเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดที่ได้พบกับคนตรงหน้า แต่ช่วงเวลานี้มีสิ่งสำคัญหลักเป็นชีวิตของบ่าวทั้งคน เสียงกระดิ่งข้อเท้าของเจ้าหินกลืนหายไปกับสายลม นายน้อยแห่งเมืองไศลไม่อาจวางใจได้เลย

               “ข้าไปกับเจ้า” ศิรชลออกปากทำเอาภูวาหน้าฉงน

               “รู้หรือว่าข้าจักไปที่ใด อีกอย่างสิ่งที่เจ้าเห็นมันไม่ใช่อย่างเจ้าคิดหรอกนะ” ความหมายของนายน้อยเมืองไศลนั้นเข้าใจว่าอีกฝ่ายคิดว่าตนเป็นสตรี อาจด้วยเพราะความหลงใหลในรูปโฉมหรืออะไรก็ตามที่ดลใจให้คนตรงหน้าอยากติดสอยห้อยตามไปด้วย

               “แล้วเจ้ารู้หรือว่าข้าคิดสิ่งใด? เห็นอย่างไรแล้วเห็นอะไร หรือเห็นแล้วคิดเยี่ยงไร เจ้าอ่านความคิดข้าออกงั้นรึ” ศิรชลโน้มหน้าลงถามด้วยน้ำเสียงกวน ๆ ก่อนเป็นฝ่ายพลิกตัวเดินนำหน้าภูวาออกมา ทำเอาคนแปลงโฉมเป็นสตรีในค่ำนี้ต้องเร่งฝีเท้ากึ่งวิ่งตามให้ทัน คล้อยหลังนั้นก็ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันไปพลาง

               “กวนอารมณ์เสียจริง รอสะสางกับผีเสร็จก่อนเถอะ ข้าหมายหัวเจ้าไว้แล้ว”

               เพียงก้าวเท้าพ้นสถานที่พักแรม บรรยากาศโดยรอบแตกต่างจากตอนกลางวันราวกับเป็นเมืองร้าง บ้านเรือนละแวกใกล้เคียงปิดเงียบราวกับไร้คนพักอาศัย มีสายลมพัดมากระทบผิวกายเป็นระยะ แม้จะไม่ใช่ลมแรงเท่าไรนัก หากก็เต็มไปด้วยไอเย็นยะเยือกชวนให้ขนไรอ่อนในกายตั้งชัน ทว่าสองนายน้อยที่ค่อนข้างขวัญกล้า ทั้งยังมีวิชาไสยเวทติดตัวกันทั้งคู่ไม่ได้ตื่นตระหนกกับบรรยากาศวังเวงที่เผชิญอยู่แม้แต่น้อย

               “เสียงกระดิ่งมาจากทิศตะวันออก” ภูวากล่าวหลังเพ่งญาณทิพย์หาตัวบ่าวคนสนิท แม้ในญาณจะไม่ได้เห็นตัวตนชัดเจนนัก แต่ทิศทางของการมีอยู่นั้นไม่ผิดแน่

               “งั้นไป” ศิรชลพยักหน้าและเคลื่อนตัวไปยังทิศดังกล่าว ระหว่างเร่งฝีเท้าไปนั้นทั้งสองคนต่างมีคำถามเกิดขึ้นต่ออีกฝ่ายไม่น้อย เพียงแต่สถานการณ์ไม่เอื้อต่อการพูดคุย จึงทำได้เพียงลอบส่งสายตามองกันและกันอย่างไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัว

               ...คุ้นเคยยิ่งนัก

               ยิ่งได้มาอยู่ใกล้ยิ่งรู้สึกราวกับผูกพันกันมาเนิ่นนาน...

               ศิรชลและภูวาเกิดความรู้สึกเช่นนี้อยู่กับตัวในยามที่พวกเขากำลังมุ่งหน้าเข้าป่าซึ่งอยู่ห่างจากสถานที่พักแรมหลายสิบก้าว แม้จะเคยร่วมเรียนแลกเปลี่ยนด้วยกันมาหลายเมือง หากแต่นายน้อยของเมืองอัมพุกลับไม่ค่อยเจรจากับผู้ใดเป็นพิเศษ ต่อให้สนใจก็จะทำเพียงแค่ลอบมองอยู่เงียบ ๆ เท่านั้น ประเภทที่หวังจะเข้ามาเชื่อมสัมพันธ์อย่างเปิดเผยยิ่งตัดทิ้งไปได้เลย ศิรชลไม่แม้แต่จะชายตาแลด้วยซ้ำ

               ด้านภูวาที่ถึงจะเป็นคนช่างเจรจา ปรับตัวเข้ากับคนอื่นได้อย่างง่ายดาย แต่กับศิรชลแล้วนั้นกลับไม่ได้อยู่ในความสนใจเท่าไรนัก เพราะบุคลิกที่ค่อนข้างวางท่า ดูยากที่จะเชื่อมไมตรีทำให้ภูวามองแค่ตาแล้วปล่อยผ่านไป แค่รับรู้ว่าเป็นใครแค่นั้นก็พอ ไม่มีใครคาดคิดว่าทั้งคู่จะมีวันที่ได้มาใกล้ชิดกันด้วยสถานการณ์เช่นนี้

               “ข้าว่าข้าไม่หาเรื่องให้เจ้าลำบากดีกว่า” ภูวายั้งขึ้นระหว่างที่พวกเขาก้าวเท้าเข้ามาในป่า ศิรชลชำเลืองมองก่อนทำหูทวนลม ขยับริมฝีปากโต้สวนเพื่อไม่ให้มีข้อแย้ง

    “บ่าวของข้าถูกลักพาตัวมา”

               “บ่าวของเจ้างั้นรึ?”

               “อืม”

               “ข้าก็นึกว่าเจ้าหน้ามืดตามัว นึกอยากทำตัวเป็นคนดีปกป้องคนงามเสียอีก” ประโยคหลังนั้นค่อนแขวะกึ่งนึกขันกับตัวเอง แม้นไม่มั่นใจว่าการแปลงโฉมครั้งนี้จะพิสดารในสายตาผู้พบเห็นหรือไม่ แต่หากพูดถึงความรูปงามตามแบบของตัวเองแล้วไซร้ไม่มีคำพูดไหนเป็นเท็จ

               “คนงามนั้นข้าหาได้พบไม่ ที่พบก็มีเพียงแต่ลิงทโมน” น้ำคำเต็มไปด้วยอารมณ์ขัน มุมปากยกโค้งขึ้น อีกทั้งนัยน์ตายังเรียวรีไปด้วย ภูวาชักไม่มั่นใจแล้วว่าคนใกล้ตัวคนนี้เป็นคนเดียวกับที่ชอบวางมาดปั้นหน้าขรึมอยู่ตลอดวัน มองผิวเผินแล้วนั้นศิรชลรูปงามก็จริง เมื่อเทียบกับภูวาแล้วถือว่างามคนละแบบ

               ศิรชลรูปร่างสูงโปร่ง ไหล่ผาย แผ่นหลังตั้งตรง ท่วงท่างามสง่าตามแบบฉบับของนายน้อยแห่งเมืองอัมพุ ใบหน้าคมคายเป็นเอกลักษณ์ คิ้วเข้มรับกับดวงตาสีอำพัน จมูกโด่งตรงเป็นสันเข้ากันดีกับริมฝีปากรูปกระจับ ถือเป็นชายผู้มีรูปลักษณ์งามที่สุดในอัมพุแล้วก็ว่าได้ ขณะที่ภูวานั้นรูปร่างจะเล็กกว่านิดหน่อย ทว่าท่าทางสง่างามไม่แพ้กัน เสียตรงยังมีบุคลิกซุกซนมากไปหน่อย ในส่วนของใบหน้านั้นเรียวเล็กจนแทบมีขนาดเท่าฝ่ามือเดียว มีเส้นคิ้วดกเรียงยาว ดวงตาสวยราวกับดวงตาของลูกกวางทั้งยังรับกันได้ดีกับแพรขนตางอนยาว จมูกโด่งพอเหมาะรับกับริมฝีปากสีอ่อนได้เป็นอย่างดี ในเมืองไศลนั้นภูวาถือเป็นคนที่มีทั้งชายและหญิงหมายตาอยู่มากเอาเรื่อง

               ติดก็ตรงที่เจ้าตัวไม่ได้ให้ความสนใจในเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ยังคงติดเล่นสนุกประหนึ่งกับคนที่ไม่รีบโต...

               “ไม่คิดเลยจริง ๆ ว่าเจ้าจะเป็นคนเช่นนี้” ภูวาบ่นอย่างเหลือทน รั้งผ้าโพกศีรษะให้ร่นลงมาคลุมไหล่ การเดินเข้าป่าโดยสวมผ้านุ่งของพี่สาวนั้นไม่ใช่เรื่องสมควรทำ และคงไม่มีทางที่เขาจะนึกพิเรนทร์เอาชุดของมุกไหมมาสวมใส่อีกแน่ ๆ เกิดเป็นชายก็มีหลายเรื่องที่ทำให้ไม่สบายจักแย่อยู่แล้ว ไม่นึกว่าผู้หญิงจะพบกับความลำบากทุกย่างก้าวเช่นนี้

               “ข้าเป็นเช่นไร?”

               “...” คนถูกถามหยุดฝีเท้าและถอนหายใจออกมา วางสายตามองศิรชลตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนโคลงศีรษะเบา ๆ

    “ว่าอย่างไร หืม”

               “คราแรกนึกว่าจะเป็นพวกทองไม่รู้ร้อน ไม่คิดว่าจะเป็นคนปากเก่งทั้งยังกวนให้ข้ามีอารมณ์เยี่ยงนี้”

               “งั้นรึ” ถามพลางลอบหัวเราะในลำคอ ทำอีกฝ่ายหงุดหงิดจนควันแทบพุ่งออกจากหัว ไหนว่าคนเมืองอัมพุรักสงบ พูดน้อยไม่สร้างความยียวนไว้แก่ใคร แต่ที่ภูวาพบกลับตรงกันข้าม ศิรชลผ่าเหล่าผ่ากอจนแทบไม่เหลือคราบนายน้อยมาดนิ่งขรึมยามร่ำเรียนไว้เลย

               เนื้อแท้เป็นคนเช่นนี้หรอกรึ!

               “นายน้อยขอรับ / นายน้อยขอรับ” เสียงเรียกขานขึ้นพร้อมกันเมื่อพบเจ้านายของตน เจ้าแจ้งและเจ้าหินถูกจับมัดไว้กับต้นไม้ โดยท่อนบนปราศจากอาภรณ์ดีที่ท่อนล่างยังมีโจงกระเบนติดกายอยู่ ทว่าสีชาดทาปากที่ประทับตามช่วงตัวก็บ่งบอกถึงการถูกผีแม่หม้ายเล่นสนุกด้วยเอาเรื่อง

               “คิก ๆ” เสียงหัวเราะเล็กแหลมมีจริตดังขึ้นก่อนผีแม่หม้ายตนดังกล่าวจะปรากฏกายต่อหน้าทุกคน ภูวายกสองแขนขึ้นกอดอก ใช้ลิ้นดันกระพุ้งแก้มและทอดสายตามองลูกไม้ของผีตรงหน้า อยากรู้นักว่าจะเล่นละครฉากใดให้ดู เจอผีมานับไม่ถ้วนแถมแต่ละตนยังมีฤทธิ์ไม่ซ้ำกัน ทว่าจุดประสงค์หลักคงหนีไม่พ้นการเรียกร้องในสิ่งที่ตัวเองต้องการ

               ร้องขอให้ทำบุญให้

               สูบพลัง

               หรือไม่ก็เอาชีวิต

               วิธีแก้ปัญหาของคนมีไสยวิชาติดตัวคือขับไล่ไปให้พ้นหรือไม่ก็กำจัดทิ้งให้สิ้นซาก...

               ศิรชลพนมมือขึ้นท่องสวดคาถาตามที่เคยร่ำเรียนมาอย่างไม่รอดูท่าทีของผีแม่หม้าย เขาไม่ใช่คนคิดลังเลหรือชอบรอดูสถานการณ์แต่อย่างใด อะไรที่ลงมือเพื่อให้หมดปัญหาไปได้ก็จะลงมือทำทันที

               “นายน้อยเจ้าคะอย่าใจร้อนนักเลย ข้าไม่ได้มีเจตนาจะเอาชีวิตบ่าวของพวกท่าน ที่พาตัวพวกเขาก็เพราะอยากเล่นสนุกด้วยเท่านั้น” ผีแม่หม้ายเอ่ยเสียงเรียบ ไร้เล่ห์เหลี่ยม กลับกันยังมีท่าทางนอบน้อมเมื่ออยู่ต่อหน้าศิรชล ภูวาจึงยื่นมือไปแตะข้อศอกคนข้างกายให้ละจากการกระทำดังกล่าวลง

               “ฟังนางก่อนก็ไม่เสียหายอันใดนะ”

               “เจ้านี่มันซื่อหรือเขลากันแน่นะ” คำกล่าวดังว่าทำเอาภูวาถลึงตาใส่ หากไม่ติดว่าสวมผ้านุ่งสตรีอยู่คงได้ยกฝ่าเท้ายันเข้าสักที

               “เจ้านี่มันก็มีเส้นคั่นระหว่างเก่งกับอวดฉลาดเหมือนกันนั่นล่ะ”

               “เหมือนดังคำบอกเล่าไม่มีผิด” ผีแม่หม้ายสาวยิ้มขัน ทำให้ศิรชลกับภูวาคลายการต่อปากลงและให้ความสนใจกับผีสาวตรงหน้า “เห็นทีคงจะจริงดังที่ผู้คนเล่าต่อปากกันมาว่าเข้าสู่รุ่นเก้า จากร้ายจะกลายเป็นดี มืดมนกลายเป็นขาวสว่าง”

               “พล่ามสิ่งใดของเจ้า นายน้อยอย่าไปฟังนังผีเจ้าเล่ห์ตนนี้นะขอรับ เร่งจัดการเสียเถิด” เจ้าหินโพล่งขึ้นขัดจังหวะ แต่นั่นก็ไม่มีผลให้ผีแม่หม้ายหยุดกล่าววาจา

               “เดิมทีข้าอยู่ก็เพื่อรอคนรักของข้า คำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ว่าจะกลับมานั้นเป็นสิ่งที่ยังฉุดรั้งให้ข้ายังอยู่ตรงนี้”

               “แต่สิ่งที่เจ้าทำหาใช่สิ่งที่ถูกต้อง” ศิรชลบอก

               “นายน้อยกล่าวถูก ข้ารู้ดีว่าสิ่งที่ทำมันไม่ถูกต้อง แต่ข้าไม่อาจตัดใจลืมคำสัญญาที่คนรักมีต่อข้าได้ ข้ารู้ดีว่ามันทรมาน แต่ข้าก็ยังเลือกที่จะอยู่แบบนี้เพื่อรอเขา ต่อให้ต้องทำสิ่งที่ผิดไปมากมายแค่ไหนข้าก็ทำได้ ขอแค่เพียงได้พบเขาอีกสักครั้ง”

               “ความรักกับคำสัญญานี่เป็นเสมือนโซ่ตรวนดี ๆ นี่เอง ทั้งน่ากลัวและดูเข้าใจยากเสียจริง” ภูวาบ่นอย่างคนที่เข้าไม่ถึงเรื่องราวพรรค์นี้ แม้เขาจะอายุยังน้อยแต่ก็พบเจอกับผู้คนที่เกี่ยวข้องเรื่องความรักมาไม่น้อย สมหวังบ้าง ผิดหวังบ้าง เป็นทุกข์ถึงขั้นจะตายเพราะสิ่งนี้เลยก็มี

               ไม่รู้จะโทษว่าความรักเป็นสาเหตุของการเสียสติหรือโทษที่คนใช้ความรักทำเรื่องที่ไม่ถูกไม่ควรมากกว่ากัน...


 

..............................

#ภพต้องมนตร์

TALK

          มาพบกันครั้งนี้กับแนวพีเรียดไทยๆ โรแมนติกดราม่าและมีไสยศาสตร์(?)ด้วยนะต๊ะ หวึ่งไม่ค่อยแม่นยำกับการใช้ภาษาสมัยก่อนเท่าไหร่นัก (ถ้าประโยคไหนอ่านแล้วดูสมัยใหม่ไปสามารถทักท้วงกันได้นะคะ) แต่ก็จะพยายามเขียนออกมาให้ดีที่สุดค่ะ ฝากเรื่องนี้ไว้ในอ้อมใจของพี่จ๋าคนอ่านด้วยน้า จากนี้ไปพวกเรามาเริ่มต้นเดินทางไปด้วยกันกับนายน้อยศิรชลและนายน้อยภูวากันนะฮับ <3

5/8/2563 
          หวึ่งหายไปนานเลยเนื่องจากมีภาระงานเยอะแยะล้นมือเลยฮับ แต่ตอนนี้กลับมาแล้วน้าาาา หวังว่าพี่จ๋าคนอ่านจะยังอยู่ด้วยกันและคอยเป็นกำลังใจให้กันไปจนจบเรื่องเลยน้าาาาา <3

2/9/2563

          กลับมาอัปแล้วค้าบบบบบ นานๆ มาทีแต่ก็ไม่ได้ทิ้งน้าาาา มาช้าก็ดีกว่าไม่มาเนอะ คิดถึงพี่จ๋าคนอ่านมาก ๆ เลยยยยยยย 

    




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 59 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

26 ความคิดเห็น

  1. #22 philipthomp19y7 (จากตอนที่ 1)
    4 ก.พ. 64 / 20:58 น.

    ชั้นชอบภาษาและเพลงประกอบบบบบ

    #22
    0
  2. #21 chuichi (จากตอนที่ 1)
    8 ก.ย. 63 / 16:20 น.
    ก่อนจะให้ร้ายกลายเป็นดี ก็ต้องตีกันก่อนนะคะ 5555
    #21
    0
  3. #20 sulfer (จากตอนที่ 1)
    5 ก.ย. 63 / 08:02 น.
    เรื่องที่ผีแม่หม้ายบอกว่าเล่าต่อกันมาคืออะไรนะ
    #20
    0
  4. #19 sulfer (จากตอนที่ 1)
    5 ก.ย. 63 / 08:02 น.
    เรื่องที่ผีแม่หม้ายบอกว่าเล่าต่อกันมาคืออะไรนะ
    #19
    0
  5. #18 PoP. (จากตอนที่ 1)
    2 ก.ย. 63 / 21:14 น.
    ยัยน้องภูวาคือสุดแสบซนนนที่สุดแล้ว
    #18
    0
  6. #17 jj1994 (จากตอนที่ 1)
    13 ส.ค. 63 / 09:35 น.
    เจอกันแล้ววววว
    #17
    0
  7. #16 amikosr (จากตอนที่ 1)
    6 ส.ค. 63 / 07:02 น.
    เย้ คุณหวึ่งกลับมาแน้ว
    #16
    0
  8. #15 chuichi (จากตอนที่ 1)
    5 ส.ค. 63 / 16:13 น.
    เอ้า ไปตกใส่ใครละคะเนี่ย 555
    #15
    0
  9. #14 Hukbam02 (จากตอนที่ 1)
    14 มิ.ย. 63 / 21:47 น.
    แงงงง อยากใหเจอกันยิ่งนัก รอนะค้าาา
    #14
    0
  10. #13 PURIN. (จากตอนที่ 1)
    13 มิ.ย. 63 / 09:47 น.
    เพิ่งได้อ่านแนวแบบไทยๆขนาดนี้ แงงงง เปลี่ยนบรรยากาศมากเลยค้าบบ หนูภูวาต้องแสบซนมากแน่ๆ ต้องมีคนปราบบบบ
    #13
    0
  11. #12 chuichi (จากตอนที่ 1)
    13 มิ.ย. 63 / 01:06 น.
    เราคิดถึงการอ่านนิยายแบบนี้มากๆเลค่ะ
    ตั้งแต่มีจอย ทั้งนักเขียนนักอ่านแทบไม่เหลือ TT TT
    เป็นกำลังใจให้นะคะ คุณหนูเล็กดูจะซนน่าดูเลย 55
    #12
    0