คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

[W-CHA-P] World CHAnge Project

ตอนที่ 6 : Chapter 4: The Point of No Return


     อัพเดท 22 พ.ย. 58
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/ซึ้งกินใจ
Tags: มาเฟีย, พลังจิต, ซาเวียร์
ผู้แต่ง : Chakara A. ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Chakara A. Email : Chakara.Arakahc(แอท)gmail.com
My.iD: http://my.dek-d.com/zelestial
< Review/Vote > Rating : 100% [ 1 mem(s) ]
This month views : 4 Overall : 12,127
327 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 189 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
[W-CHA-P] World CHAnge Project ตอนที่ 6 : Chapter 4: The Point of No Return , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 9 , โพส : 0 , Rating : 0% / 0 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


[W-CHA-P] World CHAnge Project

          Chapter 4: The Point of No Return

 

            ก๊อกๆๆ

            เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างแผ่วเบา แต่เสียงตอบรับจากภายในห้องก็ยังเงียบกริบราวกับภายในไม่มีคนอยู่ เอเดลถอนหายใจออกอย่างเอือมระอาในจังหวะเดียวกับที่ยื่นมือห้ามไม่ให้สาวใช้ที่เข็นรถอาหารเปิดประตูบานนั้นโดยพลการ

            “คุณซิงหง...” เอเดลเรียกอีกครั้ง

            “ขืนนายเสนอหน้าข้ามประตูนั่นเข้ามา อย่าหาว่าฉันไม่เตือน”

            น้ำเสียงโทนกลางๆ ไม่หวานเหมือนทุกทีดังมาจากอีกฟากของประตูห้อง มันชัดเจนจนเดาได้ว่าซิงหงคงอยู่ในสภาพพร้อมรบเต็มที่ เอเดลรวบรวมความกล้าและตัดสินใจไล่คนใช้ข้างตัวให้ถอยห่างออกไปจากแนวประตู แล้วเอื้อมมือไปบิดลูกบิดสีทองให้ประตูเปิดออกอย่างช้าๆ

            ฟุ่บ! ปึก!

            มีดเงินคมๆ ที่ใช้กันบนโต๊ะอาหารลอยเฉียดหน้าของเอเดลไปอย่างหวุดหวิด เขารีบดึงมือของตัวเองที่ล้ำเส้นประตูกลับมาก่อนจะเหลือบมองอีกคนที่อยู่ภายใน ทำไมเขาต้องมาทำตัวเหมือนคนที่ลักลอบเข้าห้องคนอื่นด้วย นี่มันคฤหาสน์เภตราลับฟ้าที่เขาทำงานให้อยู่นะ

            เอเดลเห็นห้องที่ดียิ่งกว่าโรงแรมหรูระดับห้าดาวเป็นอันหมดสภาพเมื่อซิงหงนำผ้าปูที่นอนผืนใหญ่มาผูกเป็นเปลรั้งเอาไว้กับบานหน้าต่างที่มุมหนึ่งของห้อง ร่างบางนั่งห้อยขาอยู่บนนั้นซึ่งสูงจากพื้นเกือบสามเมตร จากชุดคนป่วยสีขาวตัวเดิมวันนี้คนสวยเลือกชุดสีแดงเลือดนกจากบรรดาเสื้อผ้ามากมายที่เอเดลสั่งให้คนใช้นำมันมาไว้ที่ห้องเมื่อคืน แต่ที่น่ากลัวที่สุดคือในมือบอบบางนั่นกลับมีมีดเงินนับสิบเล่มที่แพเรียงเป็นพัดพร้อมจะซัดใส่คนอื่น

            ไปเอาของแบบนั้นมาจากไหน...ทั้งที่เขาคิดว่าลงกลอนห้องดีแล้วแท้ๆ เชียว

            “ผมรู้ว่าคุณโมโหกับเงื่อนไขของเราแต่ว่า...”

            “ฉันบอกแล้วไงว่าฉันไม่สนตำแหน่งชินชิลล่า ที่ฉันเข้าแข่งด้วยก็เพราะอยากให้นายรักษาสัญญาที่ว่าฉันจะขออะไรก็ได้เท่านั้น” ซิงหงยกขาข้างหนึ่งขึ้นไขว่ห้างแล้วไกวเปลผ้าเบาๆ “แต่พอฉันขอว่าอยากจะกลับไปคณะอย่างปลอดภัย พวกนายกลับบอกว่าไม่ได้”

            “ก็ถ้าคุณทำตามเงื่อนไข...”

            “ก็บอกแล้วไงว่าฉันไม่สนตำแหน่งชินชิลล่าน่ะ...”

            “ถ้าอย่างนั้นก็เดินออกจากคฤหาสน์ไปเลยสิ ใครห้ามเอาไว้ล่ะ”

            วิลเลียมพูดตัดบทในทันทีที่เดินมาถึง ชายเรือนผมสีดำสนิทกับนัยน์ตาสีฟ้าอมเทาคนนี้ตามมาสมทบเอเดลทีหลัง เขาไม่มีท่าทีเกรงกลัวซิงหงที่อยู่ในห้องพร้อมอาวุธครบมือเลยแม้แต่น้อย แถมยังก้าวเข้าไปอย่างถือวิสาสะ กลับกันซิงหงต่างหากที่ลดมือของตัวเองลงยามที่อยู่ต่อหน้าชายคนนี้

            หากจะบอกว่ามีใครพลาด...ไม่ใช่ชายที่ชื่อวิลเลียมที่อยู่ตรงหน้าหรอก แต่เป็นซิงหงที่คิดจะใช้ประโยชน์จากการคัดเลือกมากกว่า

 

            ...

            ...เมื่อคืนก่อน...

            “วิลเลียม วีล์ ซาเวียร์”

            “ผู้นำมาเฟียขาวน่ะเหรอ”

            “เจ้าของตำแหน่งไวลด์”

            เนื่องจากห้องโถงใหญ่ที่ใช้คัดเลือกชินชิลล่าเป็นจุดรวมผู้เข้าคัดเลือกทั้งหมด เรื่องที่ว่าบริกรหนุ่มมีเรื่องกับนาเฟรเซียจึงแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว คนที่อยู่ภายนอกเริ่มตีวงแคบเข้ามามากขึ้น แต่ยังคงเว้นระยะห่างจากซิงหงที่ส่งสายตาไม่เป็นมิตรให้กับทุกคนที่เข้าใกล้ชายซึ่งเป็นว่าที่ไวลด์ในอนาคตอันใกล้

            “เข้าใจอะไรผิดแล้วล่ะ ผมเป็นแค่เพื่อนของเอเดล ส่วนคุณไวลด์ตอนนี้กำลังเดินทางกลับจากรับแหวนที่เก็บไว้กับตระกูลโรเชสต้าต่างหาก” บริกรชายที่ได้รับการช่วยเหลือส่งยิ้มอย่างอารมณ์ดี “แค่เสื้อผ้าจะบอกว่าผมเป็นไวลด์ได้ยังไง”

            “นายนี่มัน...”

            “พวกเธอสองคนที่สร้างปัญหาน่ะมานี่เลย”

            เอเดลแทรกเข้ามากลางวงก่อนจะสลายกลุ่มคนทั้งหมดโดยให้เหตุผลว่าเป็นเพียงความเข้าใจผิด เพราะไวลด์ตัวจริงนั้นยังอยู่ระหว่างการเดินทางอย่างที่คุณเพื่อนตัวแสบอธิบาย เมื่อพ่อบ้านในคฤหาสน์เข้ามาจัดการสถานการณ์ต่อ เอเดลก็รีบหิ้วปีกตัวการความวุ่นวายทั้งสองไปที่ห้องชั้นบนทันที

            “คุณ! ทำแบบนี้ได้ยังไงครับ ผมตามหาตัวแทบแย่ว่าหายไปไหน”

            วิลเลียมที่ถูกต่อว่าทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาพลางปลดโบหูกระต่ายที่คอโยนลงกับโต๊ะ ดวงตาสีฟ้าอมเทาเสมองไปทางอื่นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าคำเทศน์ที่จะตามมาคงได้แต่เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา

            “ส่วนคุณ! ไปหาเรื่องนาเฟรเซียทั้งที่เขาถือปืนแบบนั้น ถ้าเกิดเจ้าหล่อนยิงถูกคนอื่นขึ้นมาจริงๆ จะว่ายังไง”

            “ให้มันน้อยๆ หน่อยเถอะ ถ้าฉันไม่ลงไปเจ้านายนายนั่นแหละจะกลายเป็นซาก นาเฟรเซียไม่ใช่แค่รับงานสังหารเพราะเรื่องเงิน เธอโดนพวกมาเฟียอื่นขู่อยู่ เพราะฉะนั้นถ้างานนี้เธอไม่ตาย...” ซิงหงกรีดนิ้วชี้ไปทางวิลเลียมอ้างว่าเป็นเพื่อนแค่เพื่อนของเอเดลแล้วแสยะยิ้ม “...นายก็ตาย”

            ทั้งห้องเงียบกริบเพราะไม่มีใครรู้ว่าควรจะเริ่มต้นจากจุดไหน แน่นอนว่าวิลเลียมและเอเดลต่างเข้าใจตรงกันดีว่าซิงหงไม่มีทางเปลี่ยนข้อสรุปของตัวเอง นักโจรกรรมจากคณะมนต์มายาเชื่อสนิทใจว่า เจ้าของตำแหน่งไวลด์ก็คือชายหนุ่มผมดำที่อยู่ตรงหน้าของเธอ มิหนำซ้ำคำโกหกของเอเดลยังโน้มน้าวใจเธอไม่ได้เลยสักนิด

            คนอย่างซิงหงเป็นประเภทเชื่อมั่นในสัญชาตญาณของตัวเองมากกว่าสิ่งอื่นใดอยู่แล้ว

            “...”

            “นายมีอะไรจะพูดอีกไหมเอเดล” วิลเลียมเป็นคนแรกที่ถามขึ้นอย่างเนือยๆ

            เจ้าของชื่ออยากตอบกลับเสียเหลือเกินว่ามีอีกเป็นกระบุง ไหนจะเรื่องที่ว่าวิลเลียมหายหัวไปทำอะไรที่ไหน ไหนจะเรื่องที่ซิงหงกับฮันนาห์ดันกลายเป็นคนคนเดียวกัน และไหนจะความหงุดหงิดจากการที่ตัวเองรู้สึกว่าถูกปั่นหัวอีก แต่ทั้งหมดนั่นก็ทำให้เอเดลได้แต่ตอบอย่างเนือยๆ

            “เชิญคุณพูดเถอะครับ ผมขอนั่งฟังอย่างเดียวดีกว่า แค่นี้ก็ปวดหัวเพราะพวกคุณจะแย่อยู่แล้ว”

            วิลเลียมละสายตาแล้วหันไปมองทางซิงหงช้าๆ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นคนที่อยากได้มาทำงานตำแหน่งชินชิลล่านอกจากในรูปถ่าย รูปร่างสูงโปร่งทว่าดูบอบบาง ใบหน้าสะสวยสมเป็นนักแสดง ทักษะทางร่างกายที่ยอดเยี่ยมกว่าใครหลายคนก็ได้เห็นแล้วตอนที่ต่อสู้กับนาเฟรเซีย ติดก็แต่เรื่องไหวพริบที่เขายังต้องการคำอธิบาย

            “เริ่มยังไงดี ให้ฉันแนะนำตัวอีกรอบดีไหม” วิลเลียมยื่นมือของตัวเองออกไปซึ่งซิงหงก็จับมือนั้นอย่างที่ไม่อยากจะทำนัก “ฉันชื่อวิลเลียม วีล์ ซาเวียร์ เป็นว่าที่ผู้ครองตำแหน่งไวลด์”

            “ว่าที่...”

            “ใช่ เป็นแค่ว่าที่ เพราะฉันยังไม่ได้ทำพิธีสืบทอดแหวนซาเวียร์ เรื่องมากแท้ๆ ทั้งที่สิ่งสำคัญคือเลือดซาเวียร์ในตัวฉันมากกว่า” วิลเลียมหยิบกล่องกำมะหยี่สีขาวที่ภายในว่างเปล่าวางลงบนโต๊ะตรงหน้าซิงหง “ฉันอยากรู้ว่า...เธอ...หาฉันเจอได้ยังไง เอเดลเพิ่งบอกฉันว่าเขาจงใจวางยานอนหลับให้คนป่วยได้พักเต็มที่ แถมฮันนาห์ก็ไม่มีอะไรที่เหมือนซิงหงที่อยู่ตรงหน้าฉันเลยสักนิด”

            “หึ ถ้าฉันบอกก็ไม่เป็นความลับสิ” ซิงหงวางมาดลองเชิงคู่สนทนา

            “เดี๋ยวพอนายทำงานให้ฉัน มันก็ไม่มีความลับระหว่างเราเหมือนกันนั่นแหละ” ดวงตาสีฟ้าของผู้พูดแลดูเข้มขึ้นมาอีกเล็กน้อย

            “...”

            ทั้งห้องเงียบกริบอีกครั้งเมื่อสรรพนามที่วิลเลียมใช้ดูจะไม่ค่อยเข้ากับเจ้าตัวนัก ซิงหงทำเสียงจึกจักในลำคอก่อนจะทิ้งตัวลงที่เก้าอี้บุกำมะหยี่อีกตัวซึ่งว่างอยู่ ดวงตาสีเขียวมะกอกเสมองไปทางอื่นเป็นการอนุญาตทางอ้อมว่าวิลเลียมมีสิทธิ์ที่จะไขข้อสงสัยให้กับเอเดลที่กำลังอึ้งค้างอยู่ ต่อให้เจ้าตัวยังอยากให้มันเป็นความลับก็ตาม

            “นาย...” เอเดลทวนสรรพนามที่ได้ยิน

            วิลเลียมยิ้มอย่างถูกใจกับปฏิกิริยาของเอเดลที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เลขาฯ ของเขาอายุมากกว่าไม่รู้ตั้งกี่ปีจึงยากนักที่จะได้เห็นสีหน้าของเจ้าตัวในยามนี้ โครงหน้าสุขุมด้วยเส้นผมสีน้ำตาลและดวงตาสีเดียวกันกำลังแสดงท่าทีเหมือนหลุดไปอยู่อีกโลก แถมเอามือขึ้นกุมขมับเหมือนเจอปัญหาใหญ่ที่ทำเอาพูดไม่ออก

            ปัญหาที่ว่าคงเป็นปัญหาเรื่องสายตา...คนอย่างเอเดลที่มีประสบการณ์คนนี้ถึงได้โดนภาพสาวงามลวงตาเข้าเต็มๆ

            “ไม่ใช่แค่นายคนเดียวหรอกเอเดล ฉันเองก็เพิ่งรู้ความจริงไม่นานมานี้เหมือนกัน” วิลเลียมพยายามปลอบใจแม้จะรู้สึกสนุกอยู่ในที

            “ตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ”

            “...”

            ซิงหงเองก็เงี่ยหูฟังคำตอบนั้น ในบรรดาคนที่อยู่ในคณะกายกรรมมนต์มายาของเหม่ยฟาง เขาเป็นคนที่ได้รับความเอาใจใส่เรื่องรูปร่างหน้าตามากเป็นพิเศษเสียด้วยซ้ำ นับเป็นความทุ่มเทที่จะทิ้งสิ่งที่พระเจ้าให้ติดตัวมาตั้งแต่เกิด แม้แต่พวกพี่ๆ ที่อยู่ในคณะ...หลายคนลืมไปแล้วเสียด้วยซ้ำว่าเขาเป็นผู้ชาย แล้วทายาทตระกูลซาเวียร์รู้ความลับข้อที่ว่านั่นได้อย่างไร

            “เมื่อวานหมอที่รักษาแผลให้เขาส่งรายงานขึ้นมา แต่นายดันยุ่งอยู่กับรายชื่อผู้เข้าชิงตำแหน่งเลยไม่ทันเห็นน่ะสิ” ฝ่ายเจ้านายอธิบายชัดเจน

            “แต่คุณก็น่าจะบอก แล้วรายงานนั่นหายไปจากโต๊ะผมได้ยังไง”

            “นายเจอสิแปลก ฉันเผาทิ้งไปแล้ว”

            ผู้นำตระกูลซาเวียร์ส่งยิ้มให้กับซิงหงอย่างเป็นมิตร แต่ชายร่างบางนั้นไม่ได้รู้สึกถึงความบริสุทธิ์ใจขนาดที่จะยอมรับความปรารถนาดีนั่นได้ง่ายๆ สำหรับพวกที่ทำงานหลังม่าน...ความลับที่หลุดไปอยู่ในมือคนอื่นก็หมายถึงความตายที่อาจมาเยือนได้ทุกเมื่อ

            ซิงหงคิดในใจ...หรือเขาจะเป็นฝ่ายหยิบยื่นความตายให้คนที่อยู่อีกฟากก่อนดี

            “...ต้องการอะไรกันแน่” เจ้าของความลับกดเสียงต่ำอย่างไม่ไว้ใจ

            “ฉันถูกใจนายที่ช่วยปิดความลับเรื่องฉัน และจะถูกใจกว่านี้ถ้านายบอกมาว่ารู้ความลับที่ว่าฉันเป็นใครได้ยังไง แม้แต่คนใช้ที่นี่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ” วิลเลียมถามกลับ

            “สัญชาตญาณ”

            คำตอบสั้นๆ นั้นทำเอาชายอีกสองคนที่อยู่ในห้องถึงกับชะงัก วิลเลียมเหยียดยิ้มด้วยความพึงพอใจในขณะที่เอเดลทำสีหน้าเหมือนตัวเองแพ้พนัน ตลอดเวลาที่ผ่านมานั้นคุณสมบัติของชินชิลล่าเป็นที่รู้กันดีว่าต้องยึดรูปร่างและความสามารถรอบด้านในการเป็นตัวแทนของไวลด์ แต่แท้จริงแล้วสัญชาตญาณต่างหากที่เป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดที่ทั้งวิลเลียมและเอเดลต่างไม่เคยพูดถึง เพราะมันช่างเป็นสิ่งที่เลื่อนลอยและหายากยิ่งนัก

            “เล่ารายละเอียดหน่อยสิ”

            “เรื่องอะไรฉันต้องเล่าให้ฟังด้วยล่ะ”

            “เล่ามาเถอะน่า ถ้าฉันคิดจะทำอะไรไม่ดีล่ะก็คงไม่ส่งจดหมายไปให้คุณเหม่ยฟางแต่แรกหรอก” วิลเลียมเน้นเจตนารมณ์ให้ชัดเจน “เธอปฏิเสธเสียงหนักแน่นว่าจะไม่ยอมให้นายมาทำงานกับฉัน และต่อให้ตายก็ไม่คิดจะเปลี่ยนใจ แต่ถ้านายมาที่นี่ได้...แปลว่ามีเรื่องสินะ”

            “หึ นายไม่รู้จักแม่ฉันเลยด้วยซ้ำ”

            “ก็เพิ่งจะติดต่อกันเมื่อครึ่งปีก่อนนี่นา เธอบอกว่าถ้าฉันอยากได้คนจริงๆ เธอจะส่งเด็กคนอื่นมาให้ แต่ฉันไม่เอา...”

            “ทำไม”

            “ฉันอยากได้ตัวนาย”

            “...ทำไมถึงต้องเป็นฉัน” ซิงหงถามอย่างระแวง

            เอเดลที่นั่งอยู่ก็อยากถามแบบเดียวกัน ทำไมถึงต้องเป็นเด็กจากคณะกายกรรมที่ไม่มีประสบการณ์อะไรเลย ทั้งที่มีคนอีกนับไม่ถ้วนที่เหมาะสมและอยากทำงานในตำแหน่งนี้ แต่คำตอบของวิลเลียมกลับดูไม่ค่อยมีเหตุผลมากนัก

            “ฉันรู้สึกว่านายมีคุณสมบัติ...พิเศษ...ที่จะช่วยให้ฉันเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ได้สำเร็จตาม เวิลด์ เชนจ์ โปรเจ็ค (World CHAnge Project) น่ะสิ”

            ซิงหงไม่เข้าใจคำพูดของอีกฝ่าย แต่คำว่า พิเศษ ของวิลเลียมก็ทำให้เขาหายใจไม่ทั่วท้องนัก อีกฝ่ายคงยังไม่รู้ใช่ไหมว่าเขามีความลับอย่างอื่นที่ปิดบังเอาไว้อีก แล้วถ้าจะให้เล่นเป็นมาเฟียอะไรนี่...มันจะเสี่ยงที่สิ่งนั้นเปิดเผยออกมาไหม

            “คุณทราบเรื่องเวิลด์ เชนจ์ โปรเจ็ค ด้วยเหรอครับ” เอเดลขัดจังหวะขึ้นมาด้วยสีหน้าที่ปิดบังความประหลาดใจเอาไว้ไม่อยู่

            “ก็พอจะรู้บ้าง ปู่อยากให้มันสำเร็จไม่ใช่รึไง” วิลเลียมพูดอย่างไม่ใส่ใจนักว่าเขาไปรู้ข้อมูลสำคัญนั่นมาได้ยังไง ไม่สิ...อันที่จริงเขาลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเขารู้ได้ยังไง

            “ไม่ใช่ว่าอยากได้ตัวฉันเพราะแค่ชอบหน้าตาลวงโลกนี่หรอกใช่ไหม” ซิงหงเรียกความสนใจขึ้นมาในทันจนทั้งวิลเลียมและเอเดลหันกลับมาที่เรื่องชินชิลล่า

            “ฉันมีคนที่ชอบอยู่แล้ว นายไม่ใช่แบบที่ฉันสนใจหรอก” วิลเลียมส่งยิ้มกวนประสาทให้

            “ฟังแล้วค่อยสบายใจขึ้นมาหน่อย”

            ซิงหงถูกใจกับคำตอบที่ได้และอารมณ์ดีขึ้นมาอีกนิดเมื่อฝ่ายมาเฟียที่อยู่ในห้องอีกสองคนดูจะให้เกียรติเขาพูดในสิ่งที่อยากจะพูด จังหวะเดียวกันนั้นสาวใช้ในคฤหาสน์ก็นำน้ำชาหอมกรุ่นเข้ามาบริการ ทำให้ริมฝีปากเรียวบางนั่นยอมอธิบายเรื่องราวทั้งหมดเพื่อจะได้จบปัญหาที่คนทั้งสองสงสัยนัก แล้วหลังจากนั้น...หากไปจากที่นี่ได้ก็คงจะดี

 

            มาเฟียฮ่องกงตามล่าฉันมาตั้งแต่เมื่อหลายเดือนก่อน ถึงตอนนี้ก็คงใกล้จะครบปีแล้วล่ะมั้ง

            แม่...ฉันหมายถึงคุณเหม่ยฟางไม่อยากมีปัญหาขณะเปิดการแสดงที่นี่ถึงได้ทิ้งฉันเอาไว้ที่จีน ฉันรู้ว่าอันตรายถ้าปลอมเอกสารเดินทางข้ามประเทศเข้ามาในถิ่นของพวกเมฆาสีนิล แต่ฉันก็แอบตามมาได้ง่ายๆ เหมือนไม่มีปัญหาอะไร จนเมื่อคืนนี้ระหว่างที่จะมีการแสดงฉันถูกพวกมาเฟียฮ่องกงไล่ยิงจนได้แผลอย่างเมื่อคืน คิดว่ากระสุนนั่นคงเป็นกระสุนยาสลบฉันถึงได้นอนหลับยาวขนาดนั้น

            หึ พวกนายต้องขอบคุณเจ้าของกระสุนนั่นที่ทำให้มีโอกาสได้รู้ความลับของฉันนั่นแหละ

            เมื่อเช้าตอนที่นายเอาอาหารกับยาเข้ามาให้ฉันก็ไม่ไว้ใจแต่แรกอยู่แล้ว ถึงได้ลงไม้ลงมือกับคนใช้ที่นายทิ้งไว้ให้แล้วหนีออกไปทางหน้าต่าง ที่จริงมันก็เดาไม่ยากหรอกว่าถ้าที่นี่เป็นเขตปกครองพิเศษซาเวียร์จริงระบบรักษาความปลอดภัยจะแน่นหนาขนาดไหน ประตูไม้นั่นก็คงจะล็อคอัตโนมัติเผื่อคนในเกิดนึกอยากจะออกไปข้างนอก แล้วที่สวนด้านนอกก็ต้องมีกล้องวงจรปิดให้พรึ่บไปหมด

            สำคัญคือระบบรักษาความปลอดภัยด้านนอกของนายกลับไม่ค่อยเน้นคนเฝ้าเท่าไหร่ ฉันเลยลอบกลับเข้ามาในคฤหาสน์เพื่อจัดการกับห้องควบคุมกล้องวงจรปิดเพื่อที่จะหาทางหนีออกไปจากที่นี่ แต่ดันเห็นไอ้พวกที่ไล่ยิงฉันเมื่อวานดักรอกันหน้าสลอนอยู่ข้างนอกนั่นเต็มไปหมด

            ทางเดียวที่จะหนีออกไปได้โดยไม่ถูกยิงตายเอาซะก่อนก็มีแต่ต้องปลอมตัว ฉันก็เลยแอบลอบเข้าห้องผู้สมัครตำแหน่งชินชิลล่าคนอื่นๆ บางคนก็พกของมีประโยชน์มาด้วยตั้งเยอะ ทั้งวิกผมสีดำ ชุดราตรี รองเท้าส้นสูง แล้วก็อาศัยเครื่องสำอางกับทำผมอีกนิดหน่อยมันก็ไม่ได้ปลอมตัวลำบากอะไรนักหรอก

            ถึงตอนที่ฉันแต่งตัวเสร็จประตูคฤหาสน์ทุกด้านดันล็อคด้วยระบบรักษาความปลอดภัยเพราะว่าพวกนายเริ่มการทดสอบ ฉันก็ไม่มีที่ไปเลยได้แต่วนเวียนอยู่ในห้องโถงนั่นตอนที่นายประกาศเริ่มงาน ก็ว่าจะหาตัวเจ้าของคฤหาสน์กับใครบางคนที่จงใจวางยาฉันนั่นแหละ เพราะแบบนี้ฉันเลยต้องดึงเอาชื่อปลอมฮันนาห์ขึ้นมาใช้ คงต้องขอบคุณแม่พยายามยัดภาษารัสเซียใส่หัวฉันตอนไปเปิดการแสดงร่วมปีที่นั่นตอนเด็กๆ ล่ะนะ

            ระหว่างที่นายกำลังคัดเลือกอะไรนั่น ฉันสังเกตเห็นชายเสื้อเชิ้ตที่หลุดออกมาจากกางเกงคนใช้คนหนึ่งในบรรดาเจ็ดคนที่เดินแจกกล่องแหวน ไม่มีทางอยู่แล้วที่คนรับใช้ของคฤหาสน์ระดับนี้จะไม่ระวังเรื่องพรรค์นั้น แถมคนอื่นๆ ดูเหมือนจะเกรงใจว่านายเป็นมากกว่าคนใช้ และคนบางคนก็ไม่รู้ว่านายเป็นใคร มิหนำซ้ำที่สังเกตได้ง่ายที่สุดคือโทนสีของกางเกงนายไม่เข้าชุดกับคนอื่นๆ

            นั่นแหละที่สัญชาตญาณฉันบอกว่านายผิดปกติ ไม่ใช่แค่นั้น...แต่ลาติโน่กับนาเฟรเซียก็ตามหาตัวไวลด์มากกว่าอยากจะหาแหวนเสียอีก

            ฉันเดาไม่ออกว่านายเป็นใคร ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองมางานนี้ทำไม ตลอดเวลาที่คนอื่นตามหาแหวนนั่นกันยกใหญ่ ฉันที่ทำงานโจรกรรมเป็นหลักก็รู้อยู่แล้วว่าแหวนทุกวงที่แจกในงานเป็นของปลอม แทนที่จะเอาเวลาไปวิ่งวุ่นหาของที่ไม่รู้ว่ามันคืออะไรหรือว่าอยู่ที่ไหน...ฉันก็เดินหลอกถามข้อมูลจากคนอื่นไปเรื่อยนั่นแหละ

            ถึงได้รู้จากลาติโน่ว่านาเฟรเซียรับงานลอบสังหารไวลด์ ติดก็แต่เจ้าหล่อนยังไม่รู้ว่านายหน้าตาเป็นยังไง

            ฉันย้อนกลับไปที่ห้องพักเพราะว่าหานายไม่เจอ หวังว่าถ้าเป็นซิงหงแล้วล่ะก็คงจะตามหาตัวนายได้ง่ายขึ้นในฐานะของคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทดสอบ แล้วก็เจอกับเลขาฯ ของนายเขาพอดี เขาอยากให้ฉันทำงานสังกัดชินชิลล่า ยังไม่ทันจะคุยกันเสร็จเสียงปืนก็ดังขึ้น

            นาเฟรเซียคงตั้งใจหาเรื่อง ถึงจะไม่มั่นใจว่านายใช่ไวลด์หรือไม่ แต่ถ้าเหตุปืนลั่นนั่นฆ่าใครตายสักคน สำหรับโลกหลังม่านแล้วมันก็เหมือนฆ่าแมลงสักตัวนั่นแหละ

 

            “นาเฟรเซียไม่ได้ตั้งใจหาเรื่องหรอก ฉันตั้งใจคว่ำถาดใส่หัวเจ้าหล่อนจริงๆ นั่นแหละ”

            วิลเลียมยกชาขึ้นจิบกับบิสกิตที่อยู่ในจาน แต่คำชี้แจงนั่นทำเอาเอเดลถึงกับเส้นความอดทนขาดผึง!

            “ผมว่าแล้วเชียวว่าอย่างนาเฟรเซียจะสติแตกได้ยังไง ที่แท้คุณไปหาเรื่องเขาก่อนจริงๆ ด้วย”

            “ก็เห็นนายมั่นใจนักหนาว่าเธอเป็นมืออาชีพ ฉันเลยลองงานเธอหน่อยไง กับอีแค่น้ำหกใส่ถ้ามีสมองจริงก็ไม่น่าจะสติแตกหรอกจริงไหม”

            “คุณนี่มัน!

            “นาเฟรเซียมีครอบครัวอุปถัมภ์ที่เจ้าตัวพยายามปกปิดพวกหลังม่าน เมื่อเดือนก่อนพวกมาเฟียแถบยุโรปจับพวกนั้นเอาไว้ใช้ขู่นาเฟรเซียให้ทำงานลอบสังหารนาย” ซิงหงแทรกขึ้นก่อนจะยกชาขึ้นจิบอย่างใจเย็น “เป็นฉันก็ทำแบบเดียวกัน เผลอๆ นายจะได้ตายจริง”

            สีหน้าของว่าที่ตำแหน่งไวลด์เปลี่ยนไปในทันที จากดูขี้เล่นกลายเป็นจริงจังและไม่สนใจที่ซิงหงประชดเลยแม้แต่น้อย คิ้วเข้มๆ ทั้งสองขมวดเข้าหากันเหมือนคนเจอปัญหาที่ไม่ชอบใจนักก่อนจะออกคำสั่งกับเอเดล

            “จัดการเรื่องนี้ด้วยนะ ฉันไม่ชอบพวกเล่นสกปรก” วิลเลียมว่าสั้นๆ

            “แค่ช่วยหรือว่า...”

            “ช่วยพวกนั้นออกมาก่อน แล้วถ้าพวกมาเฟียนั่นอยู่ในกลุ่มพันธมิตรก็ตัดรายชื่อออกไปเลย” ฝ่ายเจ้านายเอ่ยเสียงจริงจัง “แล้วหลังจากนั้นก็ปล่อยนาเฟรเซียไปด้วย”

            “คุณยังไม่ได้สืบทอดตำแหน่งไวลด์อย่างเป็นทางการเลยนะครับ แล้วจะให้ใช้อำนาจของซาเวียร์...” เอลเดลเงียบไปทันทีเมื่อสบตากับวิลเลียม

            “บารมีตัวฉันเองในฐานะหลานของไวลด์รุ่นก่อนก็มากพอแล้ว เอาเป็นว่าทำยังไงก็ได้ให้เรื่องนี้เงียบที่สุด แต่ถ้าไม่ได้...ฉันจะบังคับใช้สนธิสัญญาซาเวียร์ ยังไงซะเรื่องที่พวกนั้นจงใจวางแผนฆ่าฉันที่เป็นผู้สืบทอดมันก็มากพอเป็นสาเหตุอยู่แล้ว”

            “แค่เรื่องของคนไม่กี่คน คุณจะใช้สนธิสัญญาซาเวียร์ได้ยังไง มีหวังได้เป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ”

            “ก็ทำให้เรื่องเงียบที่สุดสิ”

            “คุณเอาจริงใช่ไหมครับ”

            “เอาจริงสิ”

            น้ำเสียงเจ้าของตำแหน่งของไวลด์ดูสุขุมผิดปกติ แม้ว่าใบหน้านั้นจะไม่ได้จริงจังสักเท่าไหร่ก็ตาม นั่นทำให้เอเดลถอนหายใจยาวเหมือนอายุลดหายไปอีกปีก่อนที่จะหยิบแว่นขึ้นมาใส่เพื่อไล่ดูรายชื่อจากสมุดบันทึกเล่มโตที่พกติดตัวไปไหนมาไหนด้วย

            “ผมจะพยายามจัดการเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด ส่วนคุณตกลงเรื่องตำแหน่งชินชิลล่าให้ได้ก็แล้วกันนะครับ”

            หลังจากที่เอเดลค้นเจอรายชื่อก็รีบขอตัวออกจากห้องไปโดยไวเพื่อจัดการปัญหาใหม่ที่เจ้านายเขาเพิ่งจะสร้างมันขึ้นมา สีหน้าของเลขาฯ ที่อายุเยอะกว่าวิลเลียมอยู่มากดูจะหงุดหงิดไม่น้อย แต่เขาก็ไม่ได้แย้งความคิดของวิลเลียมเลยแม้แต่นิดเดียว

            “จะเป็นคนดีเกินไปหน่อยล่ะมั้ง”

            เสียงของซิงหงที่ดังมาจากเก้าอี้ข้างๆ เรียกความสนใจของวิลเลียมให้หันกลับไปมอง ชายร่างบางในชุดคนป่วยสีขาวดูจะนึกเหยียดอยู่ในใจน้อยๆ ว่าคนที่เป็นมาเฟียซึ่งครองอำนาจมหาศาลไม่น่าจะต้องยอมลดตัวมาช่วยนักฆ่าที่ตั้งใจสังหารตัวเอง

            “ถ้านาเฟรเซียรับงานนี้เพราะเงิน ฉันจะไม่แยแสต่อให้มีอีกกี่คนต้องตาย และความเสียใจจากการความสูญเสียบุคคุลอันเป็นที่รักก็ควรจะตกเป็นของเธอนั่นแหละ ไม่ใช่ฉัน...”

            “...”

            “แต่ถ้าเธอถูกบังคับให้ทำโดยที่ไม่มีทางเลือก อันนั้นมันขัดกับกฎของซาเวียร์อยู่แล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันรับไม่ได้ เธอยู่ในสถานการณ์ที่...ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีทางเลือกหรอกนะ...”

            ซิงหงไม่ได้พูดจิกกัดอีกฝ่ายกลับเหมือนที่ทำเป็นปกติ หากคำพูดเหล่านั้นเป็นความจริงที่ออกมาจากใจก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจิตใจของชายตรงหน้าได้รับการสั่งสอนให้ยึดติดกับกฎมากแค่ไหน เผลอๆ...อาจจะมากเกินกว่าการเป็นมาเฟียเสียด้วยซ้ำไป แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ซิงหงใจอ่อนขึ้นมาได้

            “นายบอกเอาไว้ว่าถ้าฉันหาของที่เป็นภารกิจเจอ จะให้ทุกอย่างตามที่ขอ” ซิงหงรีบเปลี่ยนมาทวงสัญญาในทันที “ฉันอยากให้นายทำยังไงก็ได้ แต่ให้ผู้ชายที่ชื่อต้าหวางนั่นเลิกตามล่าฉันสักที”

            “จริงๆ แล้วนายยังไม่ผ่านการคัดเลือกอย่างสมบูรณ์ คงไม่มีสิทธิ์มาเรียกร้องอะไรจากฉันหรอก”

            “ว่าไงนะ”

            “ฉันพูดคำไหนคำนั้น ที่บอกว่าให้หาของในกล่องแหวนน่ะ นัยหนึ่งฉันหมายถึงให้หาฉันให้เจอเพราะเราจะได้ตกลงกัน ฉันอยากให้นายขโมยแหวนของตระกูลซาเวียร์จริงๆ เพียงแต่ตอนนี้มันไม่ได้อยู่ที่นี่เท่านั้นเอง”

            “หมายความว่ายังไง ก็นายบอกว่าของที่ให้หา...”

            “ฉันบอกว่าอยู่ในกล่อง ถ้าจะมีอะไรที่ผิดไปจากข้อมูลก็คือมันไม่ได้อยู่ในคฤหาสน์นั่นแหละ แต่ตอนนี้กล่องนั่นยังมาไม่ถึงที่นี่ คืนวันพรุ่งนี้ตระกูลโรเชสต้าถึงจะนำแหวนผู้นำซาเวียร์มาให้ฉันที่ไม่บินไปรับตำแหน่งที่สวิสเซอร์แลนด์เหมือนที่ตกลงกันไว้ นายถึงได้รอดตายจากต้าหวางเพราะจังหวะที่ฉันมาที่นี่พอดิบพอดี”

            “นายนี่มัน...”

            “ปัญหาคือฉันไม่ไว้ใจพวกเขา ต่อให้ได้ชื่อว่าเป็นพันธมิตรเก่าแก่ของซาเวียร์ก็ตาม สำหรับนายการโจรกรรมในครั้งนี้ต่างหากที่ถือเป็นการทดลองงานตำแหน่งชินชิลล่าที่แท้จริง ถ้าทำไม่ได้...อย่าหวังจะให้ฉันทำตามข้อเสนอนั่นเลย”

            รอยยิ้มดั่งปีศาจปรากฏขึ้นบนใบหน้าเข้มๆ ของวิลเลียม ซิงหงรู้สึกของขึ้นมาในทันทีที่รู้ว่าสิ่งที่ทำมาทั้งหมดสูญเปล่า เขายังไม่เข้าใกล้คำว่าจุดเริ่มต้นเลยด้วยซ้ำ

            “งั้นก็เรื่องของนาย ฉันไม่สนตำแหน่งชินชิลล่าอะไรนั่นแต่แรกอยู่แล้ว!” คนพูดกระแทกเสียงดัง

            “ทำงานให้ฉันในฐานะชินชิลล่าจนกว่าเวิลด์ เชนจ์ โปรเจ็ค จะสำเร็จ ถึงตอนนั้นฉันรับประกันได้ว่าคนที่ชื่อต้าหวางจะไม่มายุ่งกับนายอีก ตราบใดที่นายไม่อยากจะไปยุ่งกับเขา”

            “ทำไมฉันจะต้องรับข้อเสนอนั่นแล้วยอมให้นายมาล่ามโซ่ฉันด้วยไม่ทราบ” เสียงกะพรวนที่ข้อเท้าดังเป็นจังหวะที่ร่างบางขยับตัว

            “แล้วแต่นาย ฉันบอกไปแล้วนี่...ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีทางเลือกหรอกนะ...”

           

            เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในอดีตเป็นสาเหตุที่ทำให้ซิงหงยังอยู่ในสภาพอารมณ์เสียมาตั้งแต่เมื่อคืน เขาอยากได้คำอธิบายที่กระจ่างกว่านี้จากปากเจ้าของคฤหาสน์เภตราลับฟ้า แต่วิลเลียมกลับพูดสั้นๆ ไม่มากมายไปกว่านั้น

            อยู่เพื่อที่จะทำงานให้กับเขา หรือจากไปโดยที่ไม่รู้ว่ามีอะไรรออยู่ภายนอก

            สิ่งเดียวที่ซิงหงไม่เข้าใจก็คือ...ทั้งที่เขาโกรธมากขนาดนี้ ทำไมอีกฝ่ายถึงยังอยู่รอดปลอดภัยโดยไร้บาดแผล และแม้แต่กระทั่งตอนนี้วิลเลียมก็ก้าวเข้ามาในห้องโดยที่ไม่มีความรู้สึกเกรงกลัวมีดในมือเขาเลยสักนิด ทั้งที่ถ้าแค่พลั้งมือ...อีกฝ่ายคงตายได้ง่ายๆ

            “ถ้าอย่างนั้นก็เดินออกจากคฤหาสน์ไปเลยสิ ใครห้ามเอาไว้ล่ะ”

            คำพูดของผู้ครองตำแหน่งไวลด์เมื่อวานนี้แทงใจดำร่างบางในชุดผ้าแพรสีแดงสด ไม่มีใครห้ามเขาไว้ทั้งนั้น แต่พอเขาลองเดินปะปนกับพวกผู้เข้าแข่งขันที่เอเดลอนุญาตให้กลับบ้านได้ เขาก็เจอเข้ากับพวกชายชุดดำที่ยืนรออยู่ด้านนอกรั้วคฤหาสน์ แถมพวกนั้นยังจ้องเขาเป็นตาเดียว

            ขืนเดินออกไปสิ เขาคงได้โดนยิงพรุนทั้งตัว!

            “ว่ายังไง นายเดินออกไปฉันก็ไม่ว่า แล้วจะมาถือมีดขู่คนในบ้านฉันให้มันได้อะไรขึ้นมา” วิลเลียมถามขึ้นอีกครั้ง

            “นายบังคับฉัน...”

            “ฉันเปล่า นายมีทางเลือก แต่ไม่กล้าเลือกที่จะไปต่างหาก”

            “ใครจะหนีไปได้เล่า ถ้าจะมีน้ำใจอย่างน้อยครั้งนี้ช่วยไล่พวกนั้นหน่อยไม่ได้รึไง” ซิงหงประชดเสียงสูง

            “เสียใจ ฉันไม่คิดจะช่วยใครฟรีๆ หรอกนะ”

            ติ๊ดๆๆ

            เสียงมือถือของเอเดลดังขึ้นในขณะที่วิลเลียมยังคงเถียงกับซิงหงอย่างต่อเนื่อง หรือจะพูดให้ถูกก็คือซิงหงเริ่มสูญเสียความเยือกเย็นมากขึ้นทุกทีโดยที่ความตั้งใจของวิลเลียมไม่สั่นคลอนเลยแม้แต่น้อย ฝ่ายเลขาฯ รับสายก่อนจะตั้งใจฟังเสียงของคู่สนทนา

            “ขอโทษที่ต้องขัดจังหวะครับ คุณวิลเลียม...มีคนที่คุณต้องคุยด้วยครับ”

            “ถ้าเป็นตระกูลโรเชสต้าล่ะก็บอกเขาไปเลยว่าฉันไม่เปลี่ยนที่นัด” วิลเลียมเตรียมนั่งที่ชุดรับแขกตรงมุมห้อง

            “ไม่ใช่ตระกูลโรเชสต้าครับ คุณหวาง เซิ่นอวิ๋น ผู้นำกลุ่มเมฆาสีนิลต้องการคุยกับคุณ”

            ชื่อนั้นแทบทำเอาซิงหงถึงกับสติแตก แต่พอเขาจะเข้าไปแย่งมือถือในมือของเอเดล วิลเลียมกลับคว้ามันไว้ได้เสียก่อนแล้วชี้นิ้วเป็นเชิงสั่งให้ซิงหงลงไปนั่งฟังแต่โดยดี ซึ่งซิงหงเองก็ทำอะไรไม่ได้เมื่อเอเดลมองมาอย่างกลัวว่าเขาจะบุกเข้าไปทำร้ายวิลเลียม

            “ยินดีที่ได้คุยกับคุณ...ต้าหวาง”

            วิลเลียมยกมือถือขึ้นแนบหูแล้วพูดด้วยภาษาอังกฤษชัดถ้อยชัดคำ แถมยังเรียกอีกฝ่ายด้วยชื่อที่รู้จักกันดีในฮ่องกง

            ต้าหวางเป็นสมญานามที่ใช้เรียกหัวหน้ามาเฟียฮ่องกงในรุ่นก่อน และแน่นอน...ลูกชายที่เพิ่งขึ้นมารับตำแหน่งได้ไม่ถึงสิบปีก็คงจะดำเนินรอยตามผู้เป็นพ่อภายในระยะเวลาไม่นานนัก

            “ต้องขอโทษที่ไม่ได้ต้อนรับคุณในฐานะเจ้าบ้าน...คุณไวลด์” เสียงที่ปลายสายสุขุมนุ่มลึกแต่ทระนงอยู่ในที

            “ไม่เป็นไร แต่ถ้าเรียกผมว่าวิลเลียม ผมจะรู้สึกดีมากกว่า”

            เจ้าของคฤหาสน์พูดเสียงดังชัดเจนในขณะที่ทั้งห้องเงียบกริบ ซิงหงยิ่งได้ยินบทสนทนาจากฝ่ายวิลเลียมเพียงฝ่ายเดียวก็ยิ่งรู้สึกสงสัย และความสงสัยนั้นก็ทวีคูณเมื่อวิลเลียมเลือกสรรคำที่มีความหมายลึกซึ้งเพื่อพูดกับคนที่อยู่ปลายทาง

            “คุณวิลเลียม ผมขอไม่อ้อมค้อมเลยก็แล้วกัน คุณมีของที่ผมอยากได้อยู่ในบ้านของคุณ”

            “ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ...ของที่คุณอยากได้มันวิ่งเข้ามาอยู่ในเขตปกครองพิเศษซาเวียร์ ใช่ไหมครับ” วิลเลียมเผยรอยยิ้มชั่วร้ายขณะหันมามองทางซิงหงที่สีหน้าไม่ค่อยดีนัก

            “แน่นอนว่าผมไม่อยากมีปัญหากับมาเฟียขาว เมฆาสีนิลยังคงเคารพสนธิสัญญาซาเวียร์ แต่ผมมีเรื่องต้องสะสางกับเด็กคนนั้น”

            “คุณพูดเหมือนกับเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างคุณกับเขา ทำไม...เพราะว่าเขาทำงานลอบสังหารคุณเมื่อสามปีก่อนน่ะเหรอ”

            “เขาไม่ได้แค่พยายามฆ่า แต่สร้างปัญหาอะไรไว้อีกมาก”

            “ปัญหา...ปัญหาอะไรที่ทำให้คุณอยากได้ตัวเขาขนาดนี้”

            “เขามีของที่ผมต้องการ รายละเอียดอื่นๆ ผมคงบอกไม่ได้ หวังว่าคุณจะเข้าใจและถ้าจะกรุณา...” ต้าหวางทิ้งจังหวะ

            “คุณรู้รึยังว่าเขากำลังจะเข้ารับตำแหน่งชินชิลล่า และถ้าเขาทำงานให้ซาเวียร์เมื่อไหร่ ชาจะมีสิทธินอกอาณาเขตเทียบเท่ากับไวลด์เหมือนเป็นสนธิสัญญาซาเวียร์ที่เดินได้ นั่นแปลว่า...คุณจะแตะต้องเขาไม่ได้อีกเลย”

            คำอธิบายนั้นไม่ใช่ว่าวิลเลียมตั้งใจพูดให้ต้าหวางฟังเพียงคนเดียว แต่ยังรวมถึงซิงหงที่ค่อยๆ ลุกขึ้นมายืนประจันหน้ากับเขาอยู่ด้วย คำว่า กำลังจะรับตำแหน่ง มีความหมายเป็นนัยๆ ว่า ยังไม่ได้รับตำแหน่ง เพราะฉะนั้นหากจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงก็ย่อมเกิดขึ้นได้

            “ผมไม่อยากเป็นศัตรูกับคุณ ถึงเมฆาสีนิลจะไม่ได้ลงนามเป็นพันธมิตรเต็มตัวกับซาเวียร์ แต่เราก็ไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อน”

            “แต่เรากำลังจะมาบาดหมางกันเพราะคนคนเดียว เขามีของสำคัญของคุณอยู่...หรือว่าตัวเขาสำคัญกันแน่ครับ” วิลเลียมพยายามไล่ต้อนอีกฝ่าย “แต่อาจจะเป็นโชคดีของคุณก็ได้นะ เขาดูไม่ค่อยสนใจตำแหน่งชินชิลล่าสักเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นถ้าข้อเสนอคุณน่าสนใจกว่าล่ะก็...”

            “...สนธิสัญญาซาเวียร์ยังเข้าไม่ถึงตลาดมืดฮ่องกง ถ้าคุณส่งตัวเขาให้คนของผมที่อยู่นอกคฤหาสน์ ผมจะยกสิทธิ์สมาชิกกิตติมศักดิ์ให้คุณ” ต้าหวางตอบชัดถ้อยชัดคำราวกับเตรียมข้อเสนอนนั้นมาตั้งแต่ต้น

            ว่าที่ผู้ครองตำแหน่งไวลด์ยิ้มเยาะอย่างได้ใจ เขาไม่รู้หรอกว่าในอดีตซิงหงเคยไปทำอะไรเอาไว้ แต่จากบทสนทนาสั้นๆ เพียงไม่กี่นาทีก็ทำให้เขามั่นใจได้ว่าต้าหวางคงจะกัดหนุ่มน้อยนักฆ่าตรงหน้าเขาไม่ปล่อยแน่ๆ นี่เป็นโอกาสดีที่เขาจะต่อรองให้ถึงที่สุด

            “สมาชิกกิตติมศักดิ์ของตลาดมืดฮ่องกงก็ไม่เลวร้ายหรอกครับ แต่โดยมาซาเวียร์ก็ไม่ค่อยใช้บริการตลาดมืดอยู่แล้ว ผมเลยไม่รู้จะเอาของที่คุณเสนอให้มาใช้ประโยชน์ยังไง”

            ซิงหงแทบอยากจะเอามีดมาแทงคนที่เพิ่งพูดสักทีสองที วิลเลียมจงใจพูดช้าๆ ชัดๆ ให้เขาได้ยิน ทำเป็นเลี่ยงโน่นเลี่ยงนี่ แต่ที่จริงแล้วก็คือยพายามกดดันให้เขารับตำแหน่งชินชิลล่า แล้วถ้าข้อเสนอของต้าหวางเกิดถูกใจไอ้เจ้านายบ้าๆ นี่ขึ้นมาล่ะก็ยุ่งแน่

            “สิทธิ์ปกครองตลาดมืดฮ่องกงเทียบเท่าเมฆาสีนิล ถ้าคุณพอใจกับข้อเสนอนี้ ผมก็พร้อมที่จะลงนามในสนธิสัญญาซาเวียร์ทันที”

            ข้อเสนอถัดมาทำให้วิลเลียมถึงกับพูดไม่ออก เขาเปลี่ยนสีหน้าจากขี้เล่นเป็นจริงจังในทันทีจนเอเดลและซิงหงรู้สึกได้ ดวงตาสีฟ้าปนเทาดูเข้มขึ้นอีกเล็กน้อยก่อนจะทวนข้อเสนอนั้นชัดๆ ในใจแทบจะไม่สนแล้วด้วยซ้ำว่าซิงหงจะมีน้ำหนักต่อรองเขาได้อีกไหม

            “คุณรู้ไหมครับว่าสิทธิ์ปกครองตลาดมืดฮ่องกงเป็นอำนาจต่อรองสูงสุดที่คุณมี พ่อของคุณพยายามปฏิเสธการลงนามในสนธิสัญญาซาเวียร์มาโดยตลอด แต่นี่คุณกลับบอกว่าจะให้ผมมีสิทธิ์เทียบเท่าเมฆาสีนิล คิดให้ดีก่อนตอบอีกครั้งนะครับ ข้อเสนอนี้...ผมเองก็ไม่ใช่ว่าไม่สนหรอก”

            “ผมยังยืนยัน...”

            “ตกลง! ฉันเป็นชินชิลล่าอะไรนั่นก็ได้! แค่นี้ก็พอใช่ไหมล่ะ”

            เสียงที่ดังแทรกบทสนทนาขึ้นมาทำให้วิลเลียมรู้สึกลำบากใจมากยิ่งขึ้น ซิงหงกำลังหอบเบาๆ หลังจากตะโกนขึ้นมาในเสี้ยววินาทีด้วยการตัดสินใจที่ทำให้เจ้าตัวอยากกัดลิ้นตาย ก็แน่ล่ะ...ถ้าได้ยินคำพูดที่เหมือนนับเวลาถอยหลังแบบนั้นใครจะนิ่งนอนใจอยู่ได้

            “ขอเวลาสักครู่นะครับ” วิลเลียมบอกคนที่อยู่ปลายสายก่อนจะหันไปทางซิงหง “ก็ไหนตอนแรกบอกว่าไม่อยากเป็นชินชิลล่าไม่ใช่รึไง”

            “นายบอกว่าฉันมีทางเลือก ตอนนี้ฉันก็เลือกที่จะทำงานให้แล้วไงล่ะ อย่าจับฉันส่งไปให้ไอ้มาเฟียโรคจิตนั่นเชียวนะ!” ซิงหงพูดเสียงดังโดยที่ไม่ได้สนใจเลยว่าปลายสายจะได้ยินหรือไม่

            “แล้วทำไมไม่พูดให้เร็วกว่านี้ล่ะ รู้ไหมว่าเขาเสนออะไรให้ฉันน่ะ”

            “เรื่องของนายสิ! จะเลือกฉันให้ได้ตำแหน่งชินชิลล่า หรือว่าจะเลือกไอ้โรคจิตนั่นเพื่อสิทธิ์ปกครองตลาดมืดฮ่องกง นายเลือกเอาเองก็แล้วกัน”

            ซิงหงทำหน้ามุ่ยทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้กำมะหยี่เพราะเหนื่อยที่จะต้องต่อปากต่อคำ เขาคิดว่าถ้าเป็นชินชิลล่าแล้วรอดพ้นจากการถูกตามล่าได้ย่อมดีกว่านั่งเฉยๆ แล้วให้ต้าหวางมาลากตัวไปแน่นอน และหากเจ้าของคฤหาสน์ตรงหน้าตัดสินใจรับข้อเสนอไอ้มาเฟียโรคจิตนั่นล่ะก็เขาจะหาทางหนีออกไปจากที่นี่จนได้อยู่ดี ถึงแม้จะเสี่ยงกับการต้องถูกจับก็เถอะ

            อย่างไรเสีย...เขาก็อยู่ในจุดที่จะถอยกลับไม่ได้อีกแล้ว

            “ขอโทษที่ทำให้เสียเวลาครับต้าหวาง” วิลเลียมยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหูอีกครั้ง

            “ผมยังยืนยันข้อเสนอเดิม อย่างที่เด็กคนนั้นว่า...ที่เหลือเป็นการตัดสินใจของคุณ” น้ำเสียงของต้าหวางดูไม่ร้อนใจนัก

            วิลเลียมครุ่นคิดกับตัวเองคนเดียว งานของซาเวียร์เป็นภาระอันยิ่งใหญ่ที่เขามิอาจปฏิเสธ แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือเวิล์ดเชนจ์ โปรเจ็ค ที่เขาจะปล่อยให้ผู้เหมาะสมกับตำแหน่งชินชิลล่าคนนี้หลุดลอยไปไม่ได้ อะไรบางอย่างในใจบอกเขาว่า เขาต้องทำมันให้สำเร็จ ไม่ว่าจะต้องแลกมาด้วยอะไรก็ตาม

            “ขอโทษด้วยนะครับ แต่ผมอยากได้เขามาเป็นชินชิลล่าจริงๆ คงต้องปฏิเสธข้อเสนอของคุณ” คำตอบของวิลเลียมทำเอาซิงหงหายใจได้อย่างโล่งอก

            “...เขา...อยู่ตรงนั้นใช่ไหมครับ”

            “ครับ” วิลเลียมเหล่ตามองไปทางซิงหง

            “ผมขอคุย...ไม่สิ ผมฝากบอกเขาด้วยละกันครับ เลยเวลาที่ขอไว้มามากแล้ว คิดว่าจะหนีไปได้อีกนานสักแค่ไหนกัน แค่นี้ล่ะครับ ดีใจที่ได้คุยกับคุณ หวังว่าถ้ามีโอกาสหน้าผมจะได้ต้อนรับคุณให้ดีกว่านี้...คุณว่าที่ผู้ครองตำแหน่งไวลด์”

            วิลเลียมยังไม่มีโอกาสได้บอกลาอีกฝ่ายสายโทรศัพท์ก็ตัดไปเสียเฉยๆ อากัปกิริยานั้นบอกเป็นนัยๆ ว่าต้าหวางไม่พอใจคำตอบที่ได้นัก หากจะว่ากันตามตรงก็คงเสียน้ำใจมากอยู่หรอก หัวหน้าเมฆาสีนิลคนนี้ต้องทำใจนานขนาดไหนถึงจะกัดฟันพูดออกมาได้ว่าจะมอบสิทธิการปกครองตลาดมืดฮ่องกงให้ ที่ไม่ตัดความสัมพันธ์กับซาเวียร์ก็นับว่าดีแค่ไหนแล้ว

            ทว่าน้ำเสียงของต้าหวางนั้น...ดูโล่งและหนักใจในคราเดียวกันอย่างแยกไม่ออก

            “เขาฝากมาบอกนายว่า เลยเวลาที่ขอไว้มามากแล้ว คิดว่าจะหนีไปได้อีกนานสักแค่ไหนกัน ฟังแล้วเข้าใจไหมว่าเรื่องอะไร”

            “ฉัน...ไม่มีเรื่องอะไรกับคนพรรค์นั้นสักหน่อย”

            “จริงน่ะเหรอ”

            “บอกว่าจริงก็จริงสิ”

            วิลเลียมชั่งใจว่าจะเชื่อคำพูดของเจ้าของตำแหน่งชินชิลล่าดีหรือไม่ แต่พอมองเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย เขาก็มองไม่เห็นแววตาของคนโกหกเลยแม้แต่น้อย จะมีก็แต่ความไม่มั่นใจที่สังเกตได้อย่างชัดเจน

            “นายมีเรื่องอะไรปิดบังฉันอยู่รึเปล่า” ฝ่ายเจ้านายคาดคั้น “ตอนนี้นายทำงานให้ฉัน ถ้ามีความลับอะไรที่มันจะกระทบกับงานล่ะก็รีบๆ คายออกมาเดี๋ยวนี้เลย”

            “ก็บอกว่าไม่มี...ล่ะมั้งนะ”

            “ถ้านายไม่บอก ฉันจะจับโยนส่งให้ต้าหวาง”

            “เออ บอกก็ได้ ฉันจำเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้าสามปีนี้ไม่ได้ พอใจรึยัง” ซิงหงตอบชัดถอยชัดคำแล้วสะบัดหน้าหนีไปทางอื่น

            คำตอบนั้นทำให้วิลเลียมอึ้งค้างเป็นรอบที่สอง...แถมอาการหนักว่าครั้งแรกเสียด้วย เขานึกอยากจะโทรกลับไปหาต้าหวางอีกครั้งถ้าทำได้โดยไม่เสียศักดิ์ศรี  แน่สิ! เขาน่าจะรับข้อเสนอนั่น แทนที่จะรับคนความจำเสื่อมมาทำงานตำแหน่งชินชิลล่า!


Talks

            เขียนเรื่องนี้ไป จะว่าเหนื่อยก็เหนื่อยนะคะ เพราะว่าเป็นเรื่องที่ตัวละครค่อนข้างอวดฉลาดกันพอสมควร (คนเขียนรู้สึกโง่ไปในทันที) แล้วปมก็จะเยอะมากกกกก มากจนซีรีไรท์เรื่องนี้จะรอบที่ 4 ละ หวังว่าจะเป็นรอบสุดท้าย เพราะคงไม่รีไรท์อีกแล้ว อยากให้จบ (จบเถอะ //ก้มกราบ มันอย่างกับนิยายอาถรรพ์ ความขี้เกียจสาปส่งให้เขียนไม่จบสักทีหลายปีแล้วเนี่ย)

            หลังจากที่ซีปรับเรื่องนี้มาอยู่หมวด บู๊/แอ็คชั่น เพราะคิดไปเองว่า เออ ทั้งเรื่องมันก็เน้นฉากปะทะกันเนอะ แต่ไปๆ มาๆ ซีก็ว่ายังไม่เข้าพล็อตแก่นหลักสักที ซีเลยว่าอาจจะย้ายหมวดอีกรอบค่ะ แต่จะย้ายไปอยู่หมวดไหน เดี๋ยวเอาให้ระบบมันเปิดให้ซีย้ายก่อนค่อยว่ากัน เห็นเขาว่าย้ายได้แค่เดือนละครั้ง

            ซีเองก็ยังไม่แน่ใจเลยว่าที่เขียนมันแนวไหน มันดูงงๆ (ถ้าใครเคยตามอ่านมาก่อนอาจจะรู้สึกได้) มันจะเหมือนรัก มีบู๊ มีปริศนา มีความสัมพันธ์ในอดีต มีการหักเหลี่ยมเฉือนคม สาบานว่าถ้ามีหมวดเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ นี่แหละใช่เลย แต่ในเมื่อมันไม่มี...เอาเถอะ ตามเวรตามกรรมละกัน แต่บู๊/แอ็คชั่นคงไม่ใช่ มันไม่ได้เกรี้ยวกราดไฟท์กันทุกตอนขนาดนั้น

            วันนี้มาลงช้าต้องขอโทษด้วยนะคะ ซีติดปฏิบัติภารกิจจริงๆ แต่ก็ยังอยากลงเรื่องนี้สัปดาห์ละครั้งอยู่ดี (กำลังพยายามสร้างวินัยค่ะ) เลยว่าต่อให้อัพดึก ยังไงก็ควรอัพล่ะนะ

 

ชกร

15.11.22



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
[W-CHA-P] World CHAnge Project ตอนที่ 6 : Chapter 4: The Point of No Return , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 9 , โพส : 0 , Rating : 0% / 0 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

"หนังสือสดใหม่ ประจำเดือน สิงหาคม 2559"

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android