|
บทที่ 16 มังกรมาร หลังจากเร่งฝีเท้าวิ่งผ่านป่าเขาแม่น้ำต่างๆ ยิ่งทะยานร่างไปเรื่อยๆ ไอสังหารมหาศาลได้ทำให้ทั้งหมดถึงกับสั่นสะท้าน... ทุกท่านดูนั่น เสียงของจิวเสินเหมินเอ่ยขึ้นมาทำให้ทุกคนหยุดร่างเอาไว้พร้อมกับมองไปทางที่จิวเสินเหมินชี้.. ท้องฟ้ายามเช้าเริ่มมีสีม่วงคล้ำ ก้อนเมฆเริ่มรวมตัวกัน บางก้อนก็เริ่มเคลื่อนชนกันทำให้เกิดเสียงฟ้าร้อง พร้อมกับกระแสสายฟ้าแลบดังสนั่นไปทั่วท้องผืนป่า สายลมจากที่ไม่มีวี่แววว่าจะอุบัติกลับพากันพัดโหมกระหน่ำอย่างน่ากลัว เจ็ดดาวเรียงตัว!! ลู่ซือหย่งกล่าวแทรกออกมาขณะที่ทุกคนต่างยืนมองดูปรากฏการณ์อันเหนือธรรมชาติแต่เพียงไม่นานหลังจากที่ลู่ซือหย่งเอ่ยมานั้น กลุ่มก้อนเมฆต่างพากันแยกตัวออกเป็นช่องเผยให้เห็นดวงดารานับล้านดวงแต่ที่ชวนหลงไหลคงไม้พ้นดวงดาวเจ็ดดาวงที่เรียงต่อกันคดเคี้ยวไปมาคล้ายอสรพิษ... มีเวลาอีกไม่มากนักที่เจ็ดดาราจะเรียงตัวเป็นเส้นตรงลากผ่านเหนือจรดใต้ เสียงของหวังเสินกู่เอ่ยออกมา เรื่องราวคล้ายจะวุ่นวายมากทีเดียว เรารีบเร่งฝีเท้ากันอีกหน่อย ระยะทางอีกเพียงเล็กน้อย เสียงของลู่ซือหย่งกล่าวออกมา หย่งหลุ่น หยางเจี้ยนเจ้าทั้งสองคอยอยู่ตรงนี้ เซียวเหยาจื่อกล่าวกับศิษย์ของมัน แต่ซือฝุ.. เสียงของหย่งหลุนยังมิทันเอ่ยความเสร็จสิ้น เซียวเหยาจื่อก็แทรกเข้ามาว่า นี่คือคำสั่งของอาจารย์ เจ้าจะปฏิบัติตามหรือไม่ เซียวเหยาจื่อกล่าวเสียงแข็งจนแม้แต่ผู้ยอดยุทธ์ยังต้องตระหนกมีหรือเด็กน้อยสองคนจะกล้าขัด เจ้าทั้งสองอยู่ตรงนี้แหละ รอเอี้ยนชิงและเอี้ยนซีแล้วค่อยไปกับพวกนางก็แล้วกัน ลู่ซือหย่งกล่าวเสริมอีกคน ไร้ซึ่งเสียงอันใดจากเด็กน้อยทั้งสอง แต่ก็พอจะเดาได้ว่าพวกมันจะอยู่รอตรงนี้ ทำให้คนที่เหลือยกเว้นหยวนเฟิงคางที่เซียวเหยาจื่อให้อยู่ดูแลมันทั้งสองนอกนั้นต่างทะยานร่างมุ่งหน้าสู่ถ้ำหมื่นมาร... เพียงไม่นานที่ทั้งหมดต่างทะยานร่างเขข้าสู่ป่าลึก ต่างก็ได้ยินเสียงโลหะกระทบกันคาดว่าคงเป็นกระบี่ดังระงมไปทั่วทั้งบริเวณรวมทั้งเสียงปานระเบิดดังออกมาอย่างต่อเนื่องคาดว่าคงมียอดฝีมือต่อสู้กันซึ่งหนึ่งในนั้นคงเป็นอู่หย่งเซิง... ทั้งหมดเมื่อได้ยินเสียงก็เริ่มวิตกกังวลทะยานร่างให้สูงขึ้นทำให้พบกับลานกว้างข้างหน้าและถัดไปอีกร้อยกว่าก้าวมีถ้ำปรากฏแทรกออกมาจากหน้าผาสูงชัน เหล่าแมกไม้ต่างพากันห่อล้อมประตูถ้ำที่ทำมาจากหินศิลาหนักกว่าพันตันเบื้องนอกนั้นปรากฏคนของพรระเทพราชันย์ซึ่งนำด้วย อู่หย่งเซิง ตุลาการทองสองคน ตุลาการเงินสองคน และสตรีชุดแดงที่งดงามปานเทพธิดายืนหายใจหอบคล้ายผ่านการต่อสู้อย่างหักโหม ซึ่งตุลาการทั้งสี่ก็ไม่ได้มีสภาพที่ดีไปกว่ากันมากนักเพราะแต่ละคนนั้นมีรอยขาดของชุดที่สวมอยู่ บางคนถึงกับมีเลือดไหลออกกมามิหยุดจนมันผู้นั้นต้องจี้สกัดจุดห้ามเลือด และผู้ที่ยืนหันหลังเข้าหาถ้ำหมื่นมารนั้นมีผู้หนึ่งที่ยุทธภพไม่มีข่าวคราวของคนผู้นี้ออกมา เพราะไม่มีผู้ใดทราบความว่าคนผู้นี้อยู่ที่ใด ซึ่งก็คือ หนึ่งในห้าสุดยอดยุทธ์แห่งยุค......
ไต้ซือกงเต๋อ ฉายา อรหันต์เดินดิน เสาหลักของเส้าหลินผู้ที่มีวรยุทธ์อันแกร่งกล้าแม้อายุจะล่วงเลยไปถึงร้อยยี่สิบปี ร่างกายนั้นก็ยังสมบูรณ์ เป็นเพียงผู้เดียวในรอบสองร้อยปีที่ฝึกพลังคัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็นถึงขั้นสีขาวซึ่งเป็นขั้นสูงสุดของคัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็นและเป็นผู้สำเร็จ 72 ยอดวิชาแห่งเส้าหลินซ้ำยังฝึกปรือยอดวิชามากมายทั้งฝ่ามือยูไลและคัมภีร์ลังกาอวตารสูตรที่เจ้าอาวาสวัดเส้าหลินคนปัจจุบันเคยใช้เมื่อตุลาการทองเยือนเส้าหลินเมื่อหลายปีก่อนซึ่งเจ้าอาวาสนั้นต้องใช้อานุภาพของมรรคธรรมเสริมถึงจะเปล่งพลังของคัมภีร์ลังกาอวตารสูตรได้... และอีกคนหนึ่งที่ยืนด้านข้างของไต้ซือกงเต๋อนั้นคือบุรุษรูปงามผู้หนึ่งที่ยังคงความสง่าแห่งยอดฝีมือทุกขณะ นับว่าทั้งสองฝีมือสูงส่งสามารถรับมือกับหกคนได้ อามิตาพุทธ...ประสกอู่ ท่านกำลังทำให้ความชั่วร้ายครอบงำจิตใจท่านอยู่ โปรดละวางอาวุธเดินทางแห่งพุทธะนับว่าประเสริฐยิ่ง เสียงของไต้ซือกงเต๋อดังขึ้นมา ฮ่าๆๆ เจ้าโล้นเฒ่า มีฝีมอแค่ไหนก็แสดงออกมาไม่งั้นอย่าหวังว่าจะขัดขวางข้าได้ อู่หย่งเซิงเอ่ยวาจาออกมา อามิตาพุทธ แม้อาตมาจะมีฝีมืออันต่ำต้อย แต่เชื่อได้เลยว่าประสกทั้งหลายอย่าหมายได้เข้าไปข้างในถ้ำเด็ดขาด ไต้ซือกงเต๋อเอ่ยออกมา หึ หลวงจีนเฒ่าดูซิ ว่าวันนี้ข้าจะใครจะอยู่ใครจะม้วย สิ้นเสียงอู่หย่งเซิง ร่างของอู่หย่งเซิงพลันพุ่งเข้าหาไต้ซือกงเต๋อแต่ก็ต้องชะงักลงเพราะลู่ซือหย่งเข้ามาขวางเอาไว้พร้อมทั้งเซียวเหยาจื่อและประมุขตระกูลทั้งสอง ถ้าเทียบตามกำลังดูแล้วนับว่าฝ่ายธรรมมะมีทุนเทียบเท่ากันได้กับฝ่ายอธรรม เพราะนอกจากสุดยอดยุทธ์แห่งยุคอรหันต์เดินดินแล้วยังมีลู่ซือหย่ง เซียวเหยาจื่อ ประมุขทั้งสองและบุรุษรูปงามอีกผู้หนึ่งนับรวมแล้วหกชีวิต แต่ถ้าเทียบกำลังโดยนัยแล้วฝ่ายธรรมมะอาจเหนือกว่าก็ได้เพราะอู่หย่งเซิงและสมุนมิอาจฝ่าเข้าไปในถ้ำได้แม้อีกฝ่ายจะมีเพียงสองคนและยิ่งตอนนี้ธรรมมะก็มีจำนวนคนที่มากขึ้นและแต่ละคนนั้นสามารถพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินได้เลยทีเดียว.... คารวะไต้ซือ เสียงของสองประมุขดังขึ้นพร้อมกับคำนับต่อไต้ซือกงเต๋อ อามิตาพุทธ..นับว่าสวรรค์ยังให้ถ้ำหมื่นมารมิอาจมีผู้บุกลุกได้ เสียงของไต้ซือกงเต๋อเอ่ยกลับ พี่สาม!! เสียงของบุรุษรูปงามเอ่ยขึ้นมาเมื่อเห็นว่าผู้ที่มานั้นมีศิษย์พี่ของมันด้วยซึ่งก็คือลู่ซือหย่ง น้องหก เจ้าสบายดีหรือไม่? ลู่ซืออหย่งเอ่ยทักศิษย์น้องตน บุรุษรูปงามที่ชร่วมต่อสู้กับไต้ซือกงเต๋อนั้นคือศิษย์คนที่หกของจ้าวตำหนักเอี้ยน มีนามว่า ซุ่ยหยาง ... ดี ดี มากันให้หมดวันนี้ข้าจะสังหารมิให้ผู้ใดเหลือรอดออกไปได้ อู่หย่งเซิงกล่าวออกมา เพียงเท่านี้มันเร่งเร้าพลังมากมายอย่างที่แม้แต่ไต้ซือกงเต๋อต้องตระหนก พลังจากคนเพียงคนเดียวสามารถกดดันคนทั้งหมดแม้แต่ตุลาการเองก็ต้องหันมามองผู้เป็นประมุขพรรคของตน แม้จะเป็นตุลาการทองแต่มันก็นึกอยู่เสมอว่าฝีมือประมุขและมันนั้นถ้าจะแตกต่างกันคงแตกต่างกันคงไม่เกินสามขั้น แต่เท่าที่เห็นตอนนี้มันมิอาจคาดเดาฝีมือที่เก็บงำของอู่หย่งเซิงได้ กระแสพลังยุทธ์หมุนควงเป็นเกลียวขนาดเล็กหกเกลียวแต่ส่งสภาวะมหาศาลออกมา เกลียวทั้งหมดหมุนกลางอากาศจากนั้นเกิดเสียงเค้นจากปากของอู่หย่งเซิงทีหนึ่ง จากนั้นเกลียวที่หมุนอยู่นั้นเหมือนเกาทัณฑ์ที่ง้างสุดแรงแล้วแล่นออกโจมตีศัตรู เสียงผ่าอากาศดังจนคล้ายระเบิด การเสียดสีที่รุนแรงและความเร็วของมันทำให้เกิดประกายไฟแลบออกมา นับว่าเป็นภาพที่สร้างความตื่นตาได้ทีเดียว ใบไม้ลุกเป็นไฟลามไปทั่วทั้งบริเวณ บ้างก็เหี่ยวแห้งล้มตายลง ฝ่ายธรรมะมิอาจดูแคลนเกลียวพลังขนาดเล็กที่พุ่งออกมาดั่งเกาทัณฑ์สายฟ้านี้ได้ ต่างก็ใช้ลมปราณที่มีเร่งเร้าสร้างพลังเข้าต้านเอาไว้ ตูม...เสียงดังปานกัมปนาทของเกลียวพลังที่กระทบกับอีกฝ่ายพร้อมกัน พลังของมันนับว่ามหาศาลถึงกับทำให้พื้นดินสั่นสะเทือน ปากถ้ำสั่นไหวดัง คลืน... หินผาเริ่มขานรับต่อพลังอำนาจนี้เสียงของเหล่าเจ้าเวหาทั้งหลายบินคล้ายหนีตาย แม้แต่อินทรียักษ์ทั้งสามยังมิอาจทนทานต่อพลังนี้ถึงกับบินให้สูงขึ้นเพื่อหลบให้พ้นเสียงนี้ ไต้ซือกงเต๋อยังคงสงบนิ่งเช่นเดิมมือข้างขวายกออกเบื้องหน้าปรากฏสีแดงเต็มฝ่ามือ สักพักรอยแดงนั้นก็จางลง เซียวเหยาจื่อนั้นก็นับว่าฝีมือสูงส่งไร้อาการบาดเจ็บอีกทั้งยังปรากฏโล่โลหะสีดำนิลซึ่งเดิมมันคือกระบี่สีดำแต่ไม่รู้ว่าทำไมตอนนี้ถึงได้กลายเป็นโล่ป้องกันชั้นเยี่ยมได้ อู่หย่งเซิงก็นับว่าเป็นยอดฝีมือแม้ร่างจะสั่นไหวเพียงนิดแต่ก็ยังคงรักษาสภาพให้นิ่งได้ในเวลาไม่นานเช่นเดียวกับซุ่ยหยาง ส่วนสองประมุขนั้นเลือดไหลออกมาจากมุมปากแต่ก็ยังรักษาสภาพให้ยืนได้อย่างมั่นคง อามิตาพุทธ..ประสกอู่ฝีมือล้ำเลิศ สมแล้วที่ชาวยุทธ์ต่างขนานนามว่า เทพราชันย์ไร้พ่าย ฝีมือท่านนั้นสามารถเทียบเคียงหรืออาจจะสูงล้ำกว่าอู่หย่งหวู่ บิดาท่านได้ ไต้ซือกงเต๋อกล่าว หึ ไม่ต้องกล่าววาจาให้มากความ ถ้าท่านยังขัดขวางข้าเช่นนี้ ข้าคงมิอาจทำเช่นไรได้นอกจากสังหารพวกท่านให้หมดสิ้น จากนั้นเกิดความเงียบขึ้นจนแม้แต่สายลมพัดพาเอาใบไม้ลอยขึ้นสู่อากาศยังได้ยินเสียงนั้น แต่แล้วจู่เสียงของคนมากมายดังขึ้นมาสร้างความสนใจให้แก่คนเหล่านี้มากนัก แต่แล้วต้นเหตุของเสียงก็ปรากฏออกมา นั่นคือเหล่าบรรดาชาวยุทธ์มากมายทั้งพรรคพิรุณโปรยปรายที่ตามมาสมทบ หมู่ตึกสายฟ้า พรรคหมัดเหล็กที่ตามมาสมทบอู่หย่งเซิง รวมทั้งเส้าหลิน หมู่ตึกหิมะแดง อารามพิสุทธิ์ พรรคฟ้าดินและพรรคธรรมส่องสวรรค์ที่ตามมาดูถ้ำหมื่นมารและตำหนักหยก.... เมื่อเหล่าชาวยุทธ์จากค่ายสำนักต่างๆมาถึง ต่างก็นิ่งอึ่งกับสิ่งที่เห็นเพราะสภาพของสถานที่แห่งนี้ไม่ต่างกับสนามรบเพราะพื้นดินต่างพังทลาย กลุ่มควันที่เกิดจากการลุกไหม้ของต้นหญ้าได้ลอยขึ้นสู่ที่สูงก่อเป็นม่านหมอกสีขาวกระจายไปทั่วบริเวณ ผู้คนต่างพากันยืนล้อมเป็นวงกลมขนาดใหญ่มีเพียงเส้าหลินที่ต่างพากันกล่าวคำสรรเสริญออกมา นั่นเป็นเพราะได้พบเจอบุคคลที่อยากเจอมานานนั่นคือ ไต้ซือกงเต๋อ อามิตาพุทธ... ก่อนที่ไต้ซือฝ่าไห่จะได้กล่าวอะไรออกไป เสียงของไต้ซือกงเต๋อก็แทรกขัดขึ้นมาก่อน มรรคธรรมยังบริสุทธิ์อยู่หรือไม่ ยามนี้เจ้าอาวาสยังคงให้มรรคธรรมสถิตร่างอยู่ เพียงแต่มรรคธรรมเริ่มแสดงพลังออกมามากขึ้น อามิตาพุทธ... ฮ่าๆๆๆ ใกล้ถึงเวลาที่เจ็ดดาราจะเรียงตัวพลังแห่งธรรมชาติยากจะต้าน แม้แต่ผู้ทำนายฟ้าก็มิอาจเปลี่ยนแปลงอันใดได้ เสียงของอู่หย่งเซิงได้ทำให้ผู้คนแหงนหน้ามองท้องฟ้าในยามนี้ ท้องฟ้าจากทอแสงแห่งตะวันครานี้ในยามเที่ยงแสงแห่งตะวันกลับถูกกลุ่มเมฆหมอกปิดกั้นเผยให้เห็นเพียงช่องโหว่กลางท้องฟ้า ทะลุผ่านไปยังนอกโลกเห็นเจ็ดดาราทอแสงสว่างไสว เกือบเรียงตัวเป็นแนวเดียวกันสร้างความตื่นเต้นกับผู้คนมากมาย.... ผู้แซ่อู่ อย่ากระทำการละเมิดกฎบรรพชนไปมากกว่านี้เลย ถ้าท่านหยุดตั้งแต่ตอนนี้ ข้าจะไม่ถือสาเรื่องราวที่ผ่านมา จิวเสินเหมินกล่าวออกมา ฮ่าๆๆๆ...... เสียงหัวเราะของอู่หย่งเซิง เดิมคล้ายหัวเราะเพียงเพราะคำพูดของจิวเสินเหมิน แต่เมื่อมันหัวเราะไปเรื่อยๆ เสียงแห่งยมราชได้แผ่กระจายเข้าทำร้ายผู้อ่อนแออย่างโหดเหี้ยม คลื่นพลังเสียงได้เข้าแทรกตามโสตประสาทบางคนถึงกับคลุ้มคลั่ง บางคนถึงขั้นเลือดไหลออกทวารทั้งเจ็ดตายอย่างอนาถ ผู้ที่พอมีฝีมือก็ขับลมปราณต้านเอาไว้ ประมุขอู่...เพื่อไม่ให้ผู้ใดล้มตาย ข้าเซียวเหยาจื่อขอทราบวิชาอันแข็งแกร่งของท่านเป็นไร เซียวเหยาจื่อกล่าวเพียงเท่านี้ โล่โลหะสีดำพลันแปรสภาพเป็นกระบี่สีดำนิล คนและกระบี่ได้หลอมรวมเข้าเป็นเนื้อเดียวกันมันตวัดกระบี่ดั่งใจนึกพุ่งเข้าหาอู่หย่งเซิง เด็กน้อยผู้เก่งกาจเช่นเจ้า อยากเล่นข้าก็หาปฏิเสธไม่ อู่หย่งเซิงเห็นว่าเซียวเหยาจื่อพุ่งเข้าหาตนอย่างรวดเร็ว มือทั้งสองพลันยื่นไปข้างหน้าตั้งท่าเตรียมรับ ร่างของเซียวเหยาจื่อหลังจากพุ่งทะยานข้ามลานกว้างมา มืออีกข้างพลันหมุนควงกรีดนิ้วเป็นกระบวนท่านฝ่ามือพิชิตโลกาที่ตนคิดค้นขึ้น ใช้สองกระบวนท่านในคราเดียวนับว่าเยี่ยมยอดยิ่ง บางคนไม่ถึงกับทำไม่ได้เพียงแต่อานุภาพและความรวดเร็วคงยากจะหาผู้ทัดเทียมมันในครานี้ ตูม...เสียงการปะทะดังขึ้น แต่นั่นคือการเริ่มต้นเพราะหลังจากปะทะกันในครั้งนี้ อู่หย่งเซิงมิอาจเป็นผู้รับเพียงอย่างเดียวได้ เพราะไม่เช่นนั้นคงพลาดท่าให้กับเด็กหนุ่มผู้นี้ ร่างทั้งสองต่างพุ่งเข้าหากัน บางเวลาก็ทะยานออกห่างกัน เกิดเป็นเส้นสายของเงาร่างนับร้อยนับพัน เกิดเสียงทึบหนักๆหลายต่อหลายครั้ง แม้แต่ผู้ที่มีฝีมือสูงส่งก็ไม่มั่นใจที่จะเข้าไปแทรกระหว่างการต่อสู้ระดับนี้ได้ เสียงกระทบของพลังยุทธ์ดังก้องไปทั่วทั้งผืนป่า ในขณะเดียวกันนั้นท้องฟ้าเริ่มมืดมัวลงอย่างรวดเร็ว ลมพายุต่างพากันม้วนเข้าสู่ผืนป่าแห่งนี้ฝุ่นคละคลุ้งกระจายเต็มพื้นที่ ฮ่าๆๆๆ เวลาของข้าก็มาถึงแล้ว เตรียมตัวตายกันได้แล้ว จู่ๆเสียงของอู่หย่งเซิงที่กำลังพัวพันกับเซียวเหยาจื่อก็เอ่ยออกมา จากนั้นอู่หย่งเซิงก็ระเบิดพลังออกมามหาศาลกระแทกเซียวเหยาจื่อให้ออกห่างนับสิบก้าว เลือดไหลออกมาจากมุมปาก ชุดที่สวมใส่นั้นก็นับว่าย่ำแย่แล้วถึงกับขาดวิ่น เป็นชิ้นๆ เผยให้เห็นรอยฝ่ามือสีแดงประทับกลางอกมัน เพียงไม่นานอู่หย่งเซิงก็มองขึ้นไปบนท้องฟ้าเบื้องบน ดาราทั้งเจ็ดดวงโคจรผ่านกาลเวลาบัดนี้ได้เข้าเรียงตัวเป็นแนวเส้นตรงเดียวกันจรดเหนือใต้ ก่อเกิดสายฟ้าดังไปทั่วทั้งนภา พลังแห่งธรรมชาติที่เกินกว่าใครจะคาดคิด เมื่อดาราทั้งเจ็ดเรียงตัวเสร็จก็บังเกิดแสงสีแดงกล่ำคล้ายโลหิตของฟากฟ้าสะท้อนทอแสงลงมาผสานกับเมฆดำทมิฬยิ่งทำให้ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าของชาวยุทธ์นั้นกลายเป็นภาพที่น่าสยดสยองยิ่ง พลังดาราทมิฬ...อัสนีอุกาบาต เสียงของอู่หย่งเซิงดังขึ้นพร้อมกับพลังอัสนีกระจายแผ่เป็นวงกว้างพุง่เข้าทำร้ายชาวยุทธ์ทุกคนไม่เว้นแม้แต่เหล่าพลพรรคเทพราชันย์เอง หา!! ดาราทมิฬ เป็นไปไม่ได้ เสียงของไต้ซือกงเต๋อกล่าวอย่างแผ่วเบาออกมาหลังจากกระโดดถอยหลังใช้เคล็ดเปลี่ยนเส้นเอ็นต้านพลังอัสนีเมื่อครู่ได้ ดาราทมิฬ วรยุทธ์ของมังกรมาร! ผางซือเหยียน ซุ่ยหยางกล่าวออกมา ฮ่าๆๆๆ เสียงหัวเราะดังมากขึ้นทุกทีและในแต่ละครั้งพลังเสียงนั้นกดประสาทผู้คนยิ่ง บังเกิดเป็นภาพอลหม่านวุ่นวาย คล้ายเหล่าสัตว์ต่างพากันหนีตาย รึว่า..เจ้าคือ..ร่างประทับอมตะ ไต้ซือกงเต๋อกล่าวออกมา......
ต่อเพิ่มนะครับผม
ฮ่าๆๆ หลวงจีนเฒ่ารู้ตอนนี้ก็สายไปแล้ว เสียงของอู่หย่งเซิงกล่าวออกมา แต่แล้วจู่ๆปากถ้ำหมื่นมารก็มีคนผู้หนึ่งพุ่งทะยานร่างออกมาพร้อมกับเอ่ยวาจาออกมา ทุกท่านถอยออกห่างจากบริเวณนี้โดยไว.. ผู้คนมากมายไม่รู้ว่าผู้ที่บอกแก่ตนนั้นเป็นใครแต่ทุกคนล้วนทำตามอย่างว่าง่าย ร่างนับพันกระจายเป็นเงาถอยออกห่าง เว้นเพียงแต่อู่หย่งเซิงเท่านั้น ผู้ที่มาใหม่นั้นก็คือศิษย์คนที่ห้าของจ้าวตำหนักหยกมีนามว่า ทิกว่อ ทำหน้าที่เผ้ากลไกของถ้ำหมื่นมารภายในถ้ำ ร่างนั้นพุ่งทะยานไปยืนข้างๆไต้ซือกงเต๋อ เป็นอย่างที่ท่านผู้ทำนายฟ้าคำนวณไว้มิผิดเพี้ยน วันนี้กลไกหมื่นมารถูกทำลาย มังกรมารตื่นจากนิทรา เสียงของทิกว่อเอ่ยขึ้น อามิตาพุทธ...ลิขิตฟ้ายากแก้ไข เพียงไม่นานหลังจากที่ทิกว่อออกมาจากถ้ำ แสงจากดาราทั้งเจ็ดก็ส่องผ่านเข้าไปในถ้ำพร้อมกันนั้นถ้ำถึงกับสั่นคลอนปากถ้ำถล่มปิดลงมาแต่นั้นก็ไม่ใช่สิ่งสุดท้ายที่เกิดขึ้น เพราะต่อจากนั้นพลังดึงดูดมหาศาลได้ดึงดูดผู้คนมากมายเข้าไปยังถ้ำ เหล่าสมุนของพรรคต่างๆนั้นถูกพลังนั้นชักนำเข้าไปติดกับโขดหินที่ถล่มลงมา เพียงแต่ร่างที่ไปติดกับหินผาหน้าปากถ้ำนั้นไม่นานร่างก็ซูบผอมแห้ง เหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก ชาวยุทธ์คนแล้วคนเล่าต้องสังเวยให้แก่ถ้ำหมื่นมาร.... หากเป็นเช่นนี้ ผู้คนคงล้มตายมากมายเป็นแน่ ลู่ซือหย่งกล่าวเพียงเท่านี้ร่างนั้นก็พุ่งไปข้างหน้า เพียงแต่จำต้อวหยุดเมื่อไต้ซือกงเต๋อกล่าวออกมาว่า ประสกลู่ อย่าวู่วามพลังดึงดูดนี้มหาศาลนักเพราะมันมาจากมังกรมารผางซือเหยียน มีเพียงร่างประทับอมตะเท่านั้นที่ไม่ได้รับผลกระทบอันใด ถ้าประสกเข้าไปขัดขวางก็เท่ากับฆ่าตัวตาย พี่สาม...โปรดเชื่อไต้ซือเถอะ เรื่องนี้ยากแก้ไข กลไกภายในพังทลายลงมามังกรมารหลุดจากพันธนาการเมื่อสามร้อยปีก่อนแล้ว เพียงแต่มันมิอาจออกมาได้เท่านั้น แต่นั้นก็คงอีกไม่นาน เสียงของทิกว่อเอ่ยออกมาเสริมกับไต้ซือกงเต๋อ ....ถ้าเช่นนั้น จะปล่อยให้เป็นเช่นนี้หรือ ปล่อยให้ผู้คนล้มตายไปต่อหน้าต่อตาเช่นนี้? จากนั้นร่างของลู่ซือหย่งก็ทะยานเข้าสู่สภาวะดึงดูด ปล่อยร่างกายไหลไปตามกระแสพลังของมังกรมา เมื่อได้จังหวะเร่งเร้าโคจรพลังนามพิรุณโปรยปราย ใช้อากาศธาตุ เศษใบไม้และไอน้ำกลางอากาศผนึกเป็นเข็มนับหมื่นนับแสนพุ่งเข้าหาหินผาที่ปิดปากถ้ำอยู่นั้น เมื่อเห็นว่าลู่ซือหย่งหวังเข้าช่วยผู้คน สามผู้พิทักษ์แห่งพรรคธรรมส่องสวรรค์ก็รีบทะยานร่างตามมาใช้ออกด้วยเคล็ดวิชาของตนอย่างสุดความสามารถ เกิดเสียงดังสนั่นไปทั่วทั้งบริเวณ เกิดการสั่นสะเทือนของพื้นดินสร้างความหายนะให้แก่บริเวณโดยรอบอย่างมหันต์
เพียงแต่เมื่อพลังของทั้งสี่เข้ากระทบกับหินที่ตกลงมาปิดปากถ้ำนั้น ร่างทั้งสี่ก็กระเด็นดั่งสายป่านขาดเลือดอาบไปทั่วทั้งร่างแต่ยังคงรักษาสติเอาไว้ได้ พร้อมกับหินเหล่านั้นแตกกระจายออกมากลุ่มควันสีขาวพุ่งออกจากปากถ้ำ จากนั้นก็ปรากฏร่างหนึ่งร่างเป็นบุรุษผู้หนึ่งผมสีขาวดวงตาขุ่นมัวร่างผอมแห้ง นั่นก็คือมังกรมารเมื่อสามร้อยปีก่อน ผางซือเหยียน จากนั้นมันยกมือขึ้นก่อเกิดสภาวะดึงดูดอีกคราแต่ครานี้นับว่าพลังที่แผ่ออกมายากหาผู้ต้านทานไหวเหล่าสมุนที่หนีรอดจากคราแรกก็ต้องสังเวยชีวิตในพลังคราที่สอง ดีที่เซียวเหยาจื่อ ไต้ซือกงเต๋อ ทิกว่อ และตุลาการทองหน้าบากพุ่งร่างเข้าไปเอาร่างของทั้งสี่ออกมาจนสำเร็จ เมื่อเซียวเหยาจื่อหันกลับไปมองพลันพบว่าชาวยุทธ์นับยี่สิบคนถูกพลังเหวี่ยงขึ้นฟ้า หัวทิ่มรวมกันที่กลางกระหม่อนของมังกรมาร.. ร่างทั้งหมดที่ลอยคว้างอยู่นั้นพลันถูกดูดเอาทั้งพลังและเลือดเนื้อเข้าสู่ร่างของมังกรมารอย่างรวดเร็วขณะเดียวกันร่างของมังกรมารเริ่มมีเลือดเนื้อ และกล้ามเนื้อปรากฏออกมาจากร่างที่ซูบผอมก็กลับมาเป็นบุรุษฉกรรจ์คล้ายอดีตเมื่อสามร้อยปีก่อน ดวงตาที่ขุ่นมัวกลับมองดูใสยิ่ง เมื่อร่างของมันสมบูรณ์พลังดึงดูดก็หยุดลง เผยร่างกายที่สวมชุดสีขาวบริสุทธิ์ รูปร่างดั่งหยกปั้นชั้นเยี่ยมจากช่างฝีมือบนมือข้างซ้ายสวมแหวนสามวงคือนิ้วกลาง นิ้วชี้และนิ้วก้อย ใบหน้าสะอาดหมดจด คิ้วและดวงตาดั่งมังกรที่ฟื้นจากการหลับใหล มันเพ่งมองไปรอบๆทุกทิศทาง เพ่งมองไปยังกลุ่มชาวยุทธ์ที่ยืนเรียงรายรอบๆๆตัวมัน และหยุดนิ่งที่อู่หย่งเซิงซึ่งตอนนี้ยืนอยู่เบื้องหน้ามัน เจ้าคือ..ผู้แซ่อู่ อู่หย่งเซิง เสียงกล่าวของมังกรมารไม่ช้าไม่เร็วแต่แฝงด้วยสภาวะเหนือผู้อื่น ..ใช่ ขะ ข้าอู่หย่งเซิง น้อมรับการกลับมาของร่างมังกรจำแลง อาวุโสผางซื่อเหยียน อู่หย่งเซิงกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เช่นนั้นเจ้าต้องได้นำเอามุกวิญญาณของข้ามาใช่หรือไม่ มังกรมารถามอู่หย่งเซิง จากนั้นอู่หย่งเซิงล่วงเข้าไปในเสื้อหยิบเอาถึงผ้าสีดำออกมา เผยให้เห็นโลหะสีทองฐานสี่เหลี่ยมด้านบนแกะสลักลวดลายมังกรผงาดเศียรสู่เบื้องบน แต่เมื่ออู่หย่งเซิงหยิบออกมานั้น เสียงของคนกลุ่มหนึ่งดังขึ้นมา กุญแจมังกร! เสียงขององครักษ์ฉี อ๋องหลี่ หลิวกงกง และราชครูฮ้อ เอ่ยออกมาพร้อมกัน จากนั้นทั้งหมดก็เจอกับสภาวะกดทับจากพลังไร้สภาพขุมหนึ่ง พวกเจ้าอย่าคิดที่จะแย่งชิงมันไป เสียงของมังกรมารเอ่ยออกมา ไม่มีผู้ใดทราบได้ว่ามังกรมารเร่งเร้าพลังตอนไหน แต่ที่สร้างความตระหนกแก่ทั้งสี่ก็คงเป็นความคิดอ่านของทั้งสี่ มังกรมารสามารถล่วงรู้ได้เพราะเมื่อเห็นกุญแจมังกรทั้งสี่เตรียมเร่งเร้าพลังวัตรจะช่วงชิงกลับคืน จากนั้นสภาวะทั้งหมดก็หายไป พร้อมกับมังกรมารหยิบเอากุญแจมังกรวางไว้เหนือฝ่ามือขวา ความร้อนจากพลังยุทธ์อันพิสดารได้ละลายแม้แต่ทองคำบริสุทธิ์จนไหลย้อยลงสู่พื้น สิ่งมีชีวิตต่างมอดม้วยล้มตายไป เพราะความร้อนที่แผ่ออกมาจากทองคำที่ละลายลงสู่เบื้องล่าง จากนั้นแสงสีขาวได้บังเกิดขึ้นภายในมือของมังกรมาร เผยให้เห็นก้อนสีขาวขนาดเท่าหัวนิ้วมือ ข้ารอวันนี้มานานถึงสามร้อยปี สามร้อยปีแห่งการโต้กลับผู้ที่เคยทำให้ข้าทุกข์ทรมาน กล่าวเพียงเท่านี้มังกรมารก็กลืนก้อนสีขาวลงคอ เพียงไม่นานหลังจากการกลืนก้อนสีขาวลงไปนั้น ดวงตามังกรมารก็ปรากฏสีแดงฉาน รอบการเหมือนมีพลังมหาศาลไหลออกมาก่อเกิดเป็นคลื่นพลังหนาแน่นเปล่งสีขาวสลับดำออกมา เดิมมีสีขาวและดำแต่ทอดเวลานานไปกลับเหลือเพียงสีดำ ท้องฟ้าแปรเปลี่ยนจนกลายเป็นเฉกเช่นเดียวกับสภาวะรอบกายของมังกรมาร เกิดเป็นพายุพัดโหมกระหน่ำ พัดพาทุกสรรพสิ่งย่อยยับ ยอดฝีมือต่างพากันหนีตาย ทะยานร่างออกนอกบริเวณที่พลังจะบรรลุถึง แต่ก็มีชาวยุทธ์จำนวนมากที่ต้องกระอักเลือดตาย บางคนถึงกับร่างกายแตกสลายเมื่อต้องปะทะกับพลังมหาศาล ไม่รู้ว่ามังกรมารมีปฏิกิริยาเช่นไร เมื่อกลืนก้อนสีขาวเข้าไปแต่เพียงครู่พายุที่รุนแรงก็สงบลงเผยให้เห็นซากปรักหักพังทั้งซากต้นไม้รวมทั้งคราบโลหิตกระเด็นย้อมพื้นจนแดงฉานไปทั้งผืนป่า ฮ่าๆ อู่หย่งเซิง สมแล้วที่ข้าเลือกเจ้าเป็นร่างประทับอมตะ ไม่เสียทีที่ข้าคาดหวังกับเจ้า มังกรมารกล่าวกับอู่หย่งเซิง จากนั้นฝ่ามือสีขาวซีดของมังกรมารก็คว้าจับเข้าที่กระหม่อมของอู่หย่งเซิง ท่าน..จะทำสิ่งใด อู่หย่งเซิงกล่าวถามอย่างหวาดหวั่น หึ..ข้าไม่เคยทอดทิ้งผู้ที่อยู่ข้างข้า จากนั้นมังกรมารก็ขับพลังบางส่วนเข้าสู่ร่างของอู่หย่งเซิง เพียงไม่นานบาดแผลก็สามารถสมานตัวจนไร้ร่องรอยทั้งยังกำลังภายในก็กลับมาแกร่งกล้าเหมือนเดิมหรืออาจจะมากกว่าเดิม ฮ่าๆๆๆ จูจางจินเจ้าไม่สามารถกำจัดข้าได้ แม้เจ้าจะกักขังข้านานถึงสามร้อยปีแต่บัดนี้ข้าสามารถหลุดจาก พันธนาการของเจ้าได้ ฮ่าๆๆๆ เสียงร้องก้องกังไปทั่วป่าแม้ไม่มีพลังแฝงมากับเสียงแต่นั่นก็เพียงพอที่จะข่มชาวยุทธ์ได้ เกิดความเงียบขึ้นมาหลังจากที่มังกรมารกล่าวจบ เงียบจนแม้แต่เสียงลมพัดยังได้ยิน จากนั้นมังกรมารก็กล่าวออกมาว่า ข้าสัมผัสได้ถึงพลังของเจ้าเฒ่าจูจางจิน.. จากนั้นเซียวเหยาจื่อก็เดินออกมาเผชิญหน้ากับมังกรมารทั้งสองยืนห่างกันเพียงสามสิบก้าว ดวงตาทั้งสองประสานกันทอดเวลานานออกไป ใบหน้าจองมังกรมารก็เผยรอยยิ้มออกมา เด็กน้อยผู้มีร่างเทวะ.. มังกรมารผางซื่อเหยียนกล่าวออกมา อาวุโสช่างเป็นผู้รอบรู้และมีสายตาที่เฉียบแหลม ข้าน้อยเซียวเหยาจื่อขอคารวะ มันประสานมือก้มคำนับหนึ่งครา ฮ่าๆๆ ทายาทของจูจางจินเป็นถึงร่างจำแลงเทวะ ช่างน่าสนใจยิ่ง ........ มันเพียงยิ้มให้กับมังกรมารเท่านั้น ข้าอยากทราบนักว่าจูจางจินสั่งสอนเจ้าเช่นใดบ้าง มังกรมารพลันพุ่งทะยานร่างด้วยความเร็วสุดคาดบังเกิดเป็นคลื่นลมอันหนักหน่วงเข้าปะทะกับเซียวเหยาจื่อ เมื่อเห็นว่าคู่ต่อสู้เป็นถึงร่างจำแลงมังกรซ้ำยังเป็นบุคคลในตำนานมันจึงไม่กล้าเก็บงำฝีมือ จึงได้ขับเร่งพลังเกราะเทพวชิระออกมาแต่หาได้เป็นแบบที่ผู้คนเคยพบเจอ เพราะเมื่อมันขับเกราะเทพวชิระออกมาก็บังเกิดสายลมกระจายออกมาตัวมันจนต้นหญ้าขนาดเล็กขาดออกจากต้นลำพื้นดินลอยค้างกลางอากาศ เป็นม่านกำบังอีกชั้นหนึ่ง หนึ่งเขียวหนึ่งทองได้ห่อร่างของมันเอาไว้ มังกรมารเผยรอยยิ้มอีกครา จากนั้นมือขวาก็กรีดออกด้วยดรรชนีที่อดีตเคยสร้างชื่อให้แก่มัน ดรรชนีโลหิต เสียงของมังกรมารเอ่ยออกมาเบาๆ แต่พลังโจมตีกลับมหาศาลนัก ปรากฏโลหิตสีแดงออกมาพุ่งทะยานกรีดทะลุม่านกำบังของเซียวเหยาจื่ออย่างง่ายดายเข้าปะทะกับเกราะเทพวชิระ ตูม...เสียงการปะทะของพลังทั้งสอง จากนั้นเสียงของเซียวเหยาจื่อก็ดังขึ้นมา วารีคลั่งอัคนีผลาญ! สิ้นเสียงของมันกลับปรากฏพลังสองสายหนึ่งร้อนหนึ่งเย็น หมุนคว้างเป็นเกลียวห้อมล้อมกายของมันจากนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นมังกรสองตัว พุ่งเข้าหามังกรมารดุจศัตรูคู่แค้น เยี่ยม.. มังกรมารกล่าวเพียงเท่านี้ ก็ยกมือขวาขึ้นมารับพลังของเซียวเหยาจื่ออย่างไม่เกรงกลัว มือนั้นวาดเป็นวงสร้างเป็นหลุมดำดึงดูดสรรพสิ่งแม้แต่พลังของเซียวเหยาจื่อ ครั้งหนึ่งหลุมดำนี้เคยปรากฏบนยอดบรรพตกิเลนซึ่งใช้ออกโดยอู่หย่งเซิงเพียงแต่อานุภาพของมันถ้าเทียบกับมังกรมารแล้วห่างกันราวฟ้าดิน ซึ่งวรยุทธ์ที่ก้าวหน้าและการรอบรู้สรรพยุทธ์ของอู่หย่งเซิงเบื้องหลังนั้นมาจากมังกรมารใช้ร่างของมันเป็นร่างประทับอมตะ... ฟุบ ฟุบ ฟุบ เสียงดังอย่างกระชั้นชิดเมื่อพลังของเซียวเหยาจื่อเข้าปะทะกับหลุมดำ แม้เป็นถึงมังกรมารหลุมดำที่สร้างขึ้นนั้นแม้จะทรงอานุภาพแต่ก็บ่งบอกได้ว่าพลังของเซียวเหยาจื่อก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันมากนัก เพราะหลุมดำนั้นก็มิอาจดูดกลืนพลังของเซียวเหยาจื่อทีเดียวหมด เช่นนั้นแล้วเซียวเหยาจื่อจึงทะยานร่างพุ่งเข้าหามังกรมาร ซัดพลังฝ่ามือกระหน่ำทั่วทุกทิศทางทุกกระบวนท่าต่างแฝงด้วยพลังมหาศาล มังกรมารเมื่อเห็นว่าหลุมดำของตนมิอาจดูดกลืนได้หมดสิ้นจึงได้เปลี่ยนกระบวนท่า เข้าปะทะห้ำหั่นกับเซียวเหยาจื่อ ทั้งสองพัวพันกันจนเกิดเป็นพลังทำลายล้างทรงอานุภาพ พลังบางส่วนของทั้งสองต่างสะท้อนกระจายออกสู่รอบนอก
ทั้งสองเร่งเร้าพลังของตนออกมาถึงขีดสุด เซียวเหยาจื่อจึงต้องเปิดจุดทะเลลมปราณทั้งสามจุดซึ่งมันไม่ได้เปิดจุดทั้งสามนานมาก ได้เวลาที่จะต้องใช้ทะเลลมปราณทั้งยังดึงดูดพลังธรรมชาติเข้าร่างทำให้พลังของมันมิอาจลดทอนลงได้ซ้ำยังแข็งกร้าวมากขึ้น สร้างความตระหนกแก่มังกรมารยิ่ง ไอหมอกจากพลังยุทธ์หนึ่งขาวทองจากเซียวเหยาจื่อและอีกหนึ่งดำปนแดงของมังกรมาร เข้าปะปนผสมกันแต่ไม่กลืนกัน เสียงดัง ตึง ตึง ดังอย่างต่อเนื่อง ผู้คนมิอาจเข้าใกล้ได้แม้เพียงก้าวเดียวซ้ำยังต้องถอยหลังอกไปเรื่อยๆ เพื่อให้ตนไม่โดนลูกหลงพลังที่สะท้อนออกมา แต่ยิ่งสู้เซียวเหยาจื่อเริ่มปรากฏหยาดเหงื่อเม็ดเท่าเม็ดข้าวโพดไหลตามไรผม ต่างจากมังกรมารที่ตอนนี้รอยยิ้มได้ประดับไปทั่วใบหน้าของมัน เท้าไร้เงา! เสียงของเซียวเหยาจื่อดังขึ้นมา มันแปรเปลี่ยนจากวิชาตัวเบาเป็นวิชารุกเพียงดูดซับพลังธรรมชาติและหยิบยืมท่าร่างของวิชาตัวเบาเอามาใช้ได้อย่างแยบยล ปรากฏเงาเท้านับร้อยนับพันโหมกระหน่ำทุกทิศทางเข้าปะทะกับมังกรมาร ตูม...เสียงดังปานกัมปนาถดังขึ้นพร้อมกับร่างเงาของทั้งสองแยกออกจากกัน มังกรมารนั้นร่างโอนเอียงเล็กน้อย แต่เซียวเหยาจื่อนั้นมีเลือดไหลมุมปากเล็กน้อย ฮ่าๆๆๆ ทายาทของตำหนักเหวินหลงช่างมีฝีมือที่ยอดเยี่ยมยิ่ง ท่านก็สมกับที่เล่าขานกันซ้ำยังยิ่งกว่ามนตำนานกล่าวเอาไว้ ฮ่าๆๆ ต้องโทษที่เจ้าฝึกวิชาของจูจางจินทำให้เจ้าต้องคอยรับผลกรรมที่มันกระทำ เตรียมตัวตายซะ สิ้นเสียงของมังกรมารดวงตาปรากฏเป็นสีแดงอำมหิต ร่างหายเข้าไปในอากาศธาตุ เข้าสู่สภาวะคืนสู่สามัญที่ยากจะหาผู้เข้าถึง ในเมื่อท่านคิดปลิดชีวิตข้า ข้าคงมิอาจเก็บงำฝีมือได้อีกต่อไป เซียวเหยาจื่อพลันเร่งเร้าพลังอย่างที่มันไม่เคยคาดคิดว่าจะได้นำมาใช้ พลังวัตรเกือบร้อยฝีที่ได้รับมอบเมื่อตอนเด็ก และที่ได้รับประทานผลท้อผานกู่ก็ถูกเร่งเร้าออกมาอย่างมากมายลมปราณธรรมชาติที่ดึงรั้งเอามาจากรอบๆกาย ก็บังเกิดขึ้นแม้จะไม่ถึงขั้นคืนสู่สามัญแต่ก็กล่าวได้ว่ายอดยุทธ์แห่งยุคในยุคนี้ มันก็ก้าวข้ามได้! หมัดเทวะ! เสียงร้องดังก้องสะท้านสะเทือนขุนเขาพร้อมพลังหมัดที่อหังการสุดคณานับเข้าปะทะกับร่างมังกรมาร ฝ่ามือเจ็ดดารา เสียงของมังกรมารกล่าวขึ้นพร้อมกับฝ่ามือสีดำที่มีแสงสว่างเป็นจุดเล็กๆเจ็ดจุดกลงฝ่ามือ พลังยุทธ์ของทั้งสองนับว่าไม่ได้ด้อยกว่ากันมากนัก พลังทั้งสองสายยังไม่ทันได้กระทบกันมันทั้งสองต่างเร่งเร้าพลังใช้ออกกอีกกระบวนท่าหวังใช้ซ้อนทับส่งเสริมพลังของตน ตูม..ตูม... การปะทะครั้งนี้ยิ่งกว่าครั้งก่อนๆที่เกิดขึ้นเพราะแม้แต่พื้นดินก็มิอาจทนทานต่อพลังของมันทั้งสอง ถึงกับเกิดหลุมขนาดใหญ่ ต้นไม้ใบหญ้าถูกพลังทำลายล้างจนหมดสิ้นบังเกิดพื้นที่ราบขนาดกว้างซากต้นไม้ที่เคยมีบัดนี้แม้แต่ต้นหญ้าเพียงต้นเดียวก็มิมีให้เห็น ชาวยุทธ์มากมายต้องหลบหนีจากพลังทำลายล้างนี้ ผู้คนต่างคาดเดาพลังฝีมือของแต่ละคน หนึ่งผู้เป็นตำนานมวลมารไร้ซึ่งความพ่ายแพ้ กับอีกหนึ่งทายาทของผู้ยิ่งใหญ่ที่มีฝีมือเทียบเท่าสุดยอดยุทธ์แห่งยุคซ้ำที่ผ่านมายังไม่เคยเผยฝีมือที่แท้จริงออกมา หนึ่งอธรรมหนึ่งธรรมะต่างต่อสู้กันมาตั้งแต่ยุคบรรพกาลไม่มีผู้ใดยอมอยู่ใต้ของผู้ใดและไม่มีใครยอมให้ผู้อื่นอยู่เหนือตน... เซียวเหยาจื่อเร่งเร้าพลังเกราะเทพวชิระออกมาอาบไล้ทั่วร่างพุ่งทะยานเข้าหามังกรมารอย่างมาดมั่น มังกรมารยืนนิ่งรอจังหวะให้เซียวเหยาจื่อเข้ามาใกล้จากนั้นก็อันตธานร่างหายไปมาปรากฏยังเบื้องหลังของเซียวเหยาจื่อพร้อมกับซัดฝ่ามือออกไปหนึ่งฝ่ามือ เซียวเหยาจื่อนับว่าปฏิกิริยายอดเยี่ยมหลังจากก้าวผิดไปก้าวหนึ่งแต่ก็สามารถขับพลังต้านรับฝ่ามือของมังกรมารได้อย่างแยบยล พร้อมกับเตะเท้าไปด้านหลังหนึ่งที มังกรมารใช้มือทั้งสองต้านรับเท้าของเซียวแหยาจื่อพร้อมกับใช้แรงนั้นส่งร่างทะยานอยู่เหนือเซียวเหยาจื่อ พร้อมกับประกบมือไว้เหนือศีรษะแล้วกระแทกกดทับลงมา เซียวเหยาจื่อให้มือทั้งสองประสานไขว้กลางกระหม่อมรับการกระแทกของพลังนั้น เมื่อเท้าไร้พื้นให้หยั่งซ้ำยังถูกกดทับลงมาเซียวเหยาจื่อพลันตกสู่พื้นอย่างรวดเร็ว ร่างนั้นกระแทกกับพื้นอย่างหนักพื้นดินถึงกับปริแยก มังกรมารพลันหมุนควางเกิดเป็นเกลียวกดทับเซียวเหยาจื่อจนมันถูกดันลงสู่เบื้องล่าง เข้าไปในพื้นดินมากยิ่งขึ้น จนร่างจมลงไปในดินถึงเข่า เซียวเหยาจื่อไม่ยอมเป็นฝ่ายเสียเปรียบได้นาน มันจึงเร่งเร้าพลังจากทะเลลมปราณเข้าต้านมังกรมารมือทั้งสองยกต้านทะยานร่างออกจากพื้นดิน กระแทกมังกรมารให้หลุดออกกจากร่างแล้วซัดหมัดเทวะออกไปหนึ่งหมัด ตูม... เสียงปะทะของทั้งสองดังขึ้นไม่รู้เป็นรอบที่เท่าใด แต่เท่าที่ทราบคือทั้งสองเริ่มมีลมหายใจที่ติดขัด เหงื่อเริ่มไหลอาบแก้ม เซียวเหยาจื่อถือว่าหนักสุดเพราะแขนทั้งสองที่ใช้ต้านพลังของมังกรมารมีเลือดไหลออกมาอาบชุดสีขาวจนแดง ส่วนมังกรมารนั้นชุดที่สวมใส่มีรอยไหม้เป็นจุดจุด ....
บทนี้ผมจบเพียงเเค่นี้นะครับเเล้วพบกันบทหน้า "โลหะคู่ ศาสตราเทพ"
Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone และ Android Phoneเตรียมพบกับ Dek-D Writer App เวอร์ชั่น iPad / Android Tablet เร็วๆนี้ ฟรี!
|
ในวัยเด็กของเซียวเหยาจื่อหลังจากหนีรอดจากการสังหารหมู่ มันก็พบกับก้อนผนึกที่มีลักษณะคล้ายโครงกระดูกขนาดเท่าฝ่ามือสีทอง เเล้วเมื่อมันไปสัมผัสโครงกระดูกนั้นก็ไหลเข้าไปในร่างมันกระจายไปตามโครงสร้างของเซียวเหยาจื่อ โครงกระดูกนั้นก็คือโครงร่างเทวะ(จิตแห่งเทวะ) เมื่อรวมกับร่างกายของมนุษย์จึงใช้คำว่าจำเเลง เซียวเหยาจื่อก็คือร่างจำเเลงเทวะ
@ Mystery Man คงพอจะเข้าใจนะครับ ถ้าสงสัยในส่วนไหนก็สามารถโพส์ตถามได้เลยครับ^^
PS. writer : มหายุทธ์สะท้านภพ