สวัสดีผู้เยี่ยมชม [ เข้าระบบ | สมัครสมาชิก ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
  • เข้าสู่ My.iD Control
  • สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ
  • กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง
  • มหายุทธ์สะท้านภพ

    ตอนที่ 22 : บทที่ 16 มังกรมาร (100%)


         อัพเดท 15 ต.ค. 54
    กลับไปหน้าหลักของบทความ
    แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
    นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/กำลังภายใน
    Tags: มหายุทธ์สะท้านภพ
    ผู้แต่ง : TGolf ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ TGolf Email : Thammasak_golf(แอท)hotmail.com
    My.iD: http://my.dek-d.com/thammasak
    < Review/Vote > Rating : 98% [ 9 mem(s) ]
    This month views : 1,450 Overall : 125,806
    816 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 236 คน ]

    [ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
    มหายุทธ์สะท้านภพ ตอนที่ 22 : บทที่ 16 มังกรมาร (100%) , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 3546 , โพส : 13 , Rating : 356 / 73 vote(s)

    ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


    บทที่ 16 มังกรมาร


    หลังจากเร่งฝีเท้าวิ่งผ่านป่าเขาแม่น้ำต่างๆ ยิ่งทะยานร่างไปเรื่อยๆ ไอสังหารมหาศาลได้ทำให้ทั้งหมดถึงกับสั่นสะท้าน...


    “ทุกท่านดูนั่น” เสียงของจิวเสินเหมินเอ่ยขึ้นมาทำให้ทุกคนหยุดร่างเอาไว้พร้อมกับมองไปทางที่จิวเสินเหมินชี้..


    ท้องฟ้ายามเช้าเริ่มมีสีม่วงคล้ำ ก้อนเมฆเริ่มรวมตัวกัน บางก้อนก็เริ่มเคลื่อนชนกันทำให้เกิดเสียงฟ้าร้อง พร้อมกับกระแสสายฟ้าแลบดังสนั่นไปทั่วท้องผืนป่า สายลมจากที่ไม่มีวี่แววว่าจะอุบัติกลับพากันพัดโหมกระหน่ำอย่างน่ากลัว


    “เจ็ดดาวเรียงตัว
    !!” ลู่ซือหย่งกล่าวแทรกออกมาขณะที่ทุกคนต่างยืนมองดูปรากฏการณ์อันเหนือธรรมชาติแต่เพียงไม่นานหลังจากที่ลู่ซือหย่งเอ่ยมานั้น กลุ่มก้อนเมฆต่างพากันแยกตัวออกเป็นช่องเผยให้เห็นดวงดารานับล้านดวงแต่ที่ชวนหลงไหลคงไม้พ้นดวงดาวเจ็ดดาวงที่เรียงต่อกันคดเคี้ยวไปมาคล้ายอสรพิษ...


    “มีเวลาอีกไม่มากนักที่เจ็ดดาราจะเรียงตัวเป็นเส้นตรงลากผ่านเหนือจรดใต้” เสียงของหวังเสินกู่เอ่ยออกมา


    “เรื่องราวคล้ายจะวุ่นวายมากทีเดียว เรารีบเร่งฝีเท้ากันอีกหน่อย ระยะทางอีกเพียงเล็กน้อย” เสียงของลู่ซือหย่งกล่าวออกมา


    “หย่งหลุ่น หยางเจี้ยนเจ้าทั้งสองคอยอยู่ตรงนี้” เซียวเหยาจื่อกล่าวกับศิษย์ของมัน


    “แต่ซือฝุ..” เสียงของหย่งหลุนยังมิทันเอ่ยความเสร็จสิ้น เซียวเหยาจื่อก็แทรกเข้ามาว่า


    “นี่คือคำสั่งของอาจารย์ เจ้าจะปฏิบัติตามหรือไม่” เซียวเหยาจื่อกล่าวเสียงแข็งจนแม้แต่ผู้ยอดยุทธ์ยังต้องตระหนกมีหรือเด็กน้อยสองคนจะกล้าขัด


    “เจ้าทั้งสองอยู่ตรงนี้แหละ รอเอี้ยนชิงและเอี้ยนซีแล้วค่อยไปกับพวกนางก็แล้วกัน” ลู่ซือหย่งกล่าวเสริมอีกคน

    ไร้ซึ่งเสียงอันใดจากเด็กน้อยทั้งสอง แต่ก็พอจะเดาได้ว่าพวกมันจะอยู่รอตรงนี้ ทำให้คนที่เหลือยกเว้นหยวนเฟิงคางที่เซียวเหยาจื่อให้อยู่ดูแลมันทั้งสองนอกนั้นต่างทะยานร่างมุ่งหน้าสู่ถ้ำหมื่นมาร...


    เพียงไม่นานที่ทั้งหมดต่างทะยานร่างเขข้าสู่ป่าลึก ต่างก็ได้ยินเสียงโลหะกระทบกันคาดว่าคงเป็นกระบี่ดังระงมไปทั่วทั้งบริเวณรวมทั้งเสียงปานระเบิดดังออกมาอย่างต่อเนื่องคาดว่าคงมียอดฝีมือต่อสู้กันซึ่งหนึ่งในนั้นคงเป็นอู่หย่งเซิง...


    ทั้งหมดเมื่อได้ยินเสียงก็เริ่มวิตกกังวลทะยานร่างให้สูงขึ้นทำให้พบกับลานกว้างข้างหน้าและถัดไปอีกร้อยกว่าก้าวมีถ้ำปรากฏแทรกออกมาจากหน้าผาสูงชัน เหล่าแมกไม้ต่างพากันห่อล้อมประตูถ้ำที่ทำมาจากหินศิลาหนักกว่าพันตันเบื้องนอกนั้นปรากฏคนของพรระเทพราชันย์ซึ่งนำด้วย อู่หย่งเซิง ตุลาการทองสองคน ตุลาการเงินสองคน และสตรีชุดแดงที่งดงามปานเทพธิดายืนหายใจหอบคล้ายผ่านการต่อสู้อย่างหักโหม ซึ่งตุลาการทั้งสี่ก็ไม่ได้มีสภาพที่ดีไปกว่ากันมากนักเพราะแต่ละคนนั้นมีรอยขาดของชุดที่สวมอยู่ บางคนถึงกับมีเลือดไหลออกกมามิหยุดจนมันผู้นั้นต้องจี้สกัดจุดห้ามเลือด และผู้ที่ยืนหันหลังเข้าหาถ้ำหมื่นมารนั้นมีผู้หนึ่งที่ยุทธภพไม่มีข่าวคราวของคนผู้นี้ออกมา เพราะไม่มีผู้ใดทราบความว่าคนผู้นี้อยู่ที่ใด ซึ่งก็คือ หนึ่งในห้าสุดยอดยุทธ์แห่งยุค...... 


    ไต้ซือกงเต๋อ ฉายา อรหันต์เดินดิน
    เสาหลักของเส้าหลินผู้ที่มีวรยุทธ์อันแกร่งกล้าแม้อายุจะล่วงเลยไปถึงร้อยยี่สิบปี ร่างกายนั้นก็ยังสมบูรณ์ เป็นเพียงผู้เดียวในรอบสองร้อยปีที่ฝึกพลังคัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็นถึงขั้นสีขาวซึ่งเป็นขั้นสูงสุดของคัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็นและเป็นผู้สำเร็จ
    72 ยอดวิชาแห่งเส้าหลินซ้ำยังฝึกปรือยอดวิชามากมายทั้งฝ่ามือยูไลและคัมภีร์ลังกาอวตารสูตรที่เจ้าอาวาสวัดเส้าหลินคนปัจจุบันเคยใช้เมื่อตุลาการทองเยือนเส้าหลินเมื่อหลายปีก่อนซึ่งเจ้าอาวาสนั้นต้องใช้อานุภาพของมรรคธรรมเสริมถึงจะเปล่งพลังของคัมภีร์ลังกาอวตารสูตรได้...


    และอีกคนหนึ่งที่ยืนด้านข้างของไต้ซือกงเต๋อนั้นคือบุรุษรูปงามผู้หนึ่งที่ยังคงความสง่าแห่งยอดฝีมือทุกขณะ นับว่าทั้งสองฝีมือสูงส่งสามารถรับมือกับหกคนได้


    “อามิตาพุทธ...ประสกอู่ ท่านกำลังทำให้ความชั่วร้ายครอบงำจิตใจท่านอยู่ โปรดละวางอาวุธเดินทางแห่งพุทธะนับว่าประเสริฐยิ่ง” เสียงของไต้ซือกงเต๋อดังขึ้นมา


    “ฮ่าๆๆ เจ้าโล้นเฒ่า มีฝีมอแค่ไหนก็แสดงออกมาไม่งั้นอย่าหวังว่าจะขัดขวางข้าได้” อู่หย่งเซิงเอ่ยวาจาออกมา


    “อามิตาพุทธ แม้อาตมาจะมีฝีมืออันต่ำต้อย แต่เชื่อได้เลยว่าประสกทั้งหลายอย่าหมายได้เข้าไปข้างในถ้ำเด็ดขาด” ไต้ซือกงเต๋อเอ่ยออกมา


    “หึ หลวงจีนเฒ่าดูซิ ว่าวันนี้ข้าจะใครจะอยู่ใครจะม้วย” สิ้นเสียงอู่หย่งเซิง ร่างของอู่หย่งเซิงพลันพุ่งเข้าหาไต้ซือกงเต๋อแต่ก็ต้องชะงักลงเพราะลู่ซือหย่งเข้ามาขวางเอาไว้พร้อมทั้งเซียวเหยาจื่อและประมุขตระกูลทั้งสอง ถ้าเทียบตามกำลังดูแล้วนับว่าฝ่ายธรรมมะมีทุนเทียบเท่ากันได้กับฝ่ายอธรรม เพราะนอกจากสุดยอดยุทธ์แห่งยุคอรหันต์เดินดินแล้วยังมีลู่ซือหย่ง เซียวเหยาจื่อ ประมุขทั้งสองและบุรุษรูปงามอีกผู้หนึ่งนับรวมแล้วหกชีวิต แต่ถ้าเทียบกำลังโดยนัยแล้วฝ่ายธรรมมะอาจเหนือกว่าก็ได้เพราะอู่หย่งเซิงและสมุนมิอาจฝ่าเข้าไปในถ้ำได้แม้อีกฝ่ายจะมีเพียงสองคนและยิ่งตอนนี้ธรรมมะก็มีจำนวนคนที่มากขึ้นและแต่ละคนนั้นสามารถพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินได้เลยทีเดียว....


    “คารวะไต้ซือ” เสียงของสองประมุขดังขึ้นพร้อมกับคำนับต่อไต้ซือกงเต๋อ


    “อามิตาพุทธ..นับว่าสวรรค์ยังให้ถ้ำหมื่นมารมิอาจมีผู้บุกลุกได้” เสียงของไต้ซือกงเต๋อเอ่ยกลับ


    “พี่สาม
    !!” เสียงของบุรุษรูปงามเอ่ยขึ้นมาเมื่อเห็นว่าผู้ที่มานั้นมีศิษย์พี่ของมันด้วยซึ่งก็คือลู่ซือหย่ง


    “น้องหก เจ้าสบายดีหรือไม่?” ลู่ซืออหย่งเอ่ยทักศิษย์น้องตน บุรุษรูปงามที่ชร่วมต่อสู้กับไต้ซือกงเต๋อนั้นคือศิษย์คนที่หกของจ้าวตำหนักเอี้ยน มีนามว่า ซุ่ยหยาง ...


    “ดี ดี มากันให้หมดวันนี้ข้าจะสังหารมิให้ผู้ใดเหลือรอดออกไปได้” อู่หย่งเซิงกล่าวออกมา


    เพียงเท่านี้มันเร่งเร้าพลังมากมายอย่างที่แม้แต่ไต้ซือกงเต๋อต้องตระหนก พลังจากคนเพียงคนเดียวสามารถกดดันคนทั้งหมดแม้แต่ตุลาการเองก็ต้องหันมามองผู้เป็นประมุขพรรคของตน แม้จะเป็นตุลาการทองแต่มันก็นึกอยู่เสมอว่าฝีมือประมุขและมันนั้นถ้าจะแตกต่างกันคงแตกต่างกันคงไม่เกินสามขั้น แต่เท่าที่เห็นตอนนี้มันมิอาจคาดเดาฝีมือที่เก็บงำของอู่หย่งเซิงได้


    กระแสพลังยุทธ์หมุนควงเป็นเกลียวขนาดเล็กหกเกลียวแต่ส่งสภาวะมหาศาลออกมา เกลียวทั้งหมดหมุนกลางอากาศจากนั้นเกิดเสียงเค้นจากปากของอู่หย่งเซิงทีหนึ่ง จากนั้นเกลียวที่หมุนอยู่นั้นเหมือนเกาทัณฑ์ที่ง้างสุดแรงแล้วแล่นออกโจมตีศัตรู เสียงผ่าอากาศดังจนคล้ายระเบิด การเสียดสีที่รุนแรงและความเร็วของมันทำให้เกิดประกายไฟแลบออกมา นับว่าเป็นภาพที่สร้างความตื่นตาได้ทีเดียว ใบไม้ลุกเป็นไฟลามไปทั่วทั้งบริเวณ บ้างก็เหี่ยวแห้งล้มตายลง ฝ่ายธรรมะมิอาจดูแคลนเกลียวพลังขนาดเล็กที่พุ่งออกมาดั่งเกาทัณฑ์สายฟ้านี้ได้ ต่างก็ใช้ลมปราณที่มีเร่งเร้าสร้างพลังเข้าต้านเอาไว้


    ตูม...เสียงดังปานกัมปนาทของเกลียวพลังที่กระทบกับอีกฝ่ายพร้อมกัน พลังของมันนับว่ามหาศาลถึงกับทำให้พื้นดินสั่นสะเทือน ปากถ้ำสั่นไหวดัง คลืน... หินผาเริ่มขานรับต่อพลังอำนาจนี้เสียงของเหล่าเจ้าเวหาทั้งหลายบินคล้ายหนีตาย แม้แต่อินทรียักษ์ทั้งสามยังมิอาจทนทานต่อพลังนี้ถึงกับบินให้สูงขึ้นเพื่อหลบให้พ้นเสียงนี้


    ไต้ซือกงเต๋อยังคงสงบนิ่งเช่นเดิมมือข้างขวายกออกเบื้องหน้าปรากฏสีแดงเต็มฝ่ามือ สักพักรอยแดงนั้นก็จางลง เซียวเหยาจื่อนั้นก็นับว่าฝีมือสูงส่งไร้อาการบาดเจ็บอีกทั้งยังปรากฏโล่โลหะสีดำนิลซึ่งเดิมมันคือกระบี่สีดำแต่ไม่รู้ว่าทำไมตอนนี้ถึงได้กลายเป็นโล่ป้องกันชั้นเยี่ยมได้ อู่หย่งเซิงก็นับว่าเป็นยอดฝีมือแม้ร่างจะสั่นไหวเพียงนิดแต่ก็ยังคงรักษาสภาพให้นิ่งได้ในเวลาไม่นานเช่นเดียวกับซุ่ยหยาง ส่วนสองประมุขนั้นเลือดไหลออกมาจากมุมปากแต่ก็ยังรักษาสภาพให้ยืนได้อย่างมั่นคง


    “อามิตาพุทธ..ประสกอู่ฝีมือล้ำเลิศ สมแล้วที่ชาวยุทธ์ต่างขนานนามว่า เทพราชันย์ไร้พ่าย ฝีมือท่านนั้นสามารถเทียบเคียงหรืออาจจะสูงล้ำกว่าอู่หย่งหวู่ บิดาท่านได้” ไต้ซือกงเต๋อกล่าว


    “หึ ไม่ต้องกล่าววาจาให้มากความ ถ้าท่านยังขัดขวางข้าเช่นนี้ ข้าคงมิอาจทำเช่นไรได้นอกจากสังหารพวกท่านให้หมดสิ้น”


    จากนั้นเกิดความเงียบขึ้นจนแม้แต่สายลมพัดพาเอาใบไม้ลอยขึ้นสู่อากาศยังได้ยินเสียงนั้น แต่แล้วจู่เสียงของคนมากมายดังขึ้นมาสร้างความสนใจให้แก่คนเหล่านี้มากนัก แต่แล้วต้นเหตุของเสียงก็ปรากฏออกมา นั่นคือเหล่าบรรดาชาวยุทธ์มากมายทั้งพรรคพิรุณโปรยปรายที่ตามมาสมทบ หมู่ตึกสายฟ้า พรรคหมัดเหล็กที่ตามมาสมทบอู่หย่งเซิง รวมทั้งเส้าหลิน หมู่ตึกหิมะแดง อารามพิสุทธิ์ พรรคฟ้าดินและพรรคธรรมส่องสวรรค์ที่ตามมาดูถ้ำหมื่นมารและตำหนักหยก....


    เมื่อเหล่าชาวยุทธ์จากค่ายสำนักต่างๆมาถึง ต่างก็นิ่งอึ่งกับสิ่งที่เห็นเพราะสภาพของสถานที่แห่งนี้ไม่ต่างกับสนามรบเพราะพื้นดินต่างพังทลาย กลุ่มควันที่เกิดจากการลุกไหม้ของต้นหญ้าได้ลอยขึ้นสู่ที่สูงก่อเป็นม่านหมอกสีขาวกระจายไปทั่วบริเวณ ผู้คนต่างพากันยืนล้อมเป็นวงกลมขนาดใหญ่มีเพียงเส้าหลินที่ต่างพากันกล่าวคำสรรเสริญออกมา นั่นเป็นเพราะได้พบเจอบุคคลที่อยากเจอมานานนั่นคือ ไต้ซือกงเต๋อ


    “อามิตาพุทธ...” ก่อนที่ไต้ซือฝ่าไห่จะได้กล่าวอะไรออกไป เสียงของไต้ซือกงเต๋อก็แทรกขัดขึ้นมาก่อน


    “มรรคธรรมยังบริสุทธิ์อยู่หรือไม่”


    “ยามนี้เจ้าอาวาสยังคงให้มรรคธรรมสถิตร่างอยู่ เพียงแต่มรรคธรรมเริ่มแสดงพลังออกมามากขึ้น”


    “อามิตาพุทธ...”


    “ฮ่าๆๆๆ ใกล้ถึงเวลาที่เจ็ดดาราจะเรียงตัวพลังแห่งธรรมชาติยากจะต้าน แม้แต่ผู้ทำนายฟ้าก็มิอาจเปลี่ยนแปลงอันใดได้” เสียงของอู่หย่งเซิงได้ทำให้ผู้คนแหงนหน้ามองท้องฟ้าในยามนี้


    ท้องฟ้าจากทอแสงแห่งตะวันครานี้ในยามเที่ยงแสงแห่งตะวันกลับถูกกลุ่มเมฆหมอกปิดกั้นเผยให้เห็นเพียงช่องโหว่กลางท้องฟ้า ทะลุผ่านไปยังนอกโลกเห็นเจ็ดดาราทอแสงสว่างไสว เกือบเรียงตัวเป็นแนวเดียวกันสร้างความตื่นเต้นกับผู้คนมากมาย....


    “ผู้แซ่อู่ อย่ากระทำการละเมิดกฎบรรพชนไปมากกว่านี้เลย ถ้าท่านหยุดตั้งแต่ตอนนี้ ข้าจะไม่ถือสาเรื่องราวที่ผ่านมา” จิวเสินเหมินกล่าวออกมา


    “ฮ่าๆๆๆ......” เสียงหัวเราะของอู่หย่งเซิง เดิมคล้ายหัวเราะเพียงเพราะคำพูดของจิวเสินเหมิน แต่เมื่อมันหัวเราะไปเรื่อยๆ เสียงแห่งยมราชได้แผ่กระจายเข้าทำร้ายผู้อ่อนแออย่างโหดเหี้ยม คลื่นพลังเสียงได้เข้าแทรกตามโสตประสาทบางคนถึงกับคลุ้มคลั่ง บางคนถึงขั้นเลือดไหลออกทวารทั้งเจ็ดตายอย่างอนาถ ผู้ที่พอมีฝีมือก็ขับลมปราณต้านเอาไว้


    “ประมุขอู่...เพื่อไม่ให้ผู้ใดล้มตาย ข้าเซียวเหยาจื่อขอทราบวิชาอันแข็งแกร่งของท่านเป็นไร” เซียวเหยาจื่อกล่าวเพียงเท่านี้ โล่โลหะสีดำพลันแปรสภาพเป็นกระบี่สีดำนิล คนและกระบี่ได้หลอมรวมเข้าเป็นเนื้อเดียวกันมันตวัดกระบี่ดั่งใจนึกพุ่งเข้าหาอู่หย่งเซิง


    “เด็กน้อยผู้เก่งกาจเช่นเจ้า อยากเล่นข้าก็หาปฏิเสธไม่” อู่หย่งเซิงเห็นว่าเซียวเหยาจื่อพุ่งเข้าหาตนอย่างรวดเร็ว มือทั้งสองพลันยื่นไปข้างหน้าตั้งท่าเตรียมรับ


    ร่างของเซียวเหยาจื่อหลังจากพุ่งทะยานข้ามลานกว้างมา มืออีกข้างพลันหมุนควงกรีดนิ้วเป็นกระบวนท่านฝ่ามือพิชิตโลกาที่ตนคิดค้นขึ้น ใช้สองกระบวนท่านในคราเดียวนับว่าเยี่ยมยอดยิ่ง บางคนไม่ถึงกับทำไม่ได้เพียงแต่อานุภาพและความรวดเร็วคงยากจะหาผู้ทัดเทียมมันในครานี้


    ตูม...เสียงการปะทะดังขึ้น แต่นั่นคือการเริ่มต้นเพราะหลังจากปะทะกันในครั้งนี้ อู่หย่งเซิงมิอาจเป็นผู้รับเพียงอย่างเดียวได้ เพราะไม่เช่นนั้นคงพลาดท่าให้กับเด็กหนุ่มผู้นี้ ร่างทั้งสองต่างพุ่งเข้าหากัน บางเวลาก็ทะยานออกห่างกัน เกิดเป็นเส้นสายของเงาร่างนับร้อยนับพัน เกิดเสียงทึบหนักๆหลายต่อหลายครั้ง แม้แต่ผู้ที่มีฝีมือสูงส่งก็ไม่มั่นใจที่จะเข้าไปแทรกระหว่างการต่อสู้ระดับนี้ได้


    เสียงกระทบของพลังยุทธ์ดังก้องไปทั่วทั้งผืนป่า ในขณะเดียวกันนั้นท้องฟ้าเริ่มมืดมัวลงอย่างรวดเร็ว ลมพายุต่างพากันม้วนเข้าสู่ผืนป่าแห่งนี้ฝุ่นคละคลุ้งกระจายเต็มพื้นที่


    “ฮ่าๆๆๆ เวลาของข้าก็มาถึงแล้ว เตรียมตัวตายกันได้แล้ว” จู่ๆเสียงของอู่หย่งเซิงที่กำลังพัวพันกับเซียวเหยาจื่อก็เอ่ยออกมา


    จากนั้นอู่หย่งเซิงก็ระเบิดพลังออกมามหาศาลกระแทกเซียวเหยาจื่อให้ออกห่างนับสิบก้าว เลือดไหลออกมาจากมุมปาก ชุดที่สวมใส่นั้นก็นับว่าย่ำแย่แล้วถึงกับขาดวิ่น เป็นชิ้นๆ เผยให้เห็นรอยฝ่ามือสีแดงประทับกลางอกมัน


    เพียงไม่นานอู่หย่งเซิงก็มองขึ้นไปบนท้องฟ้าเบื้องบน ดาราทั้งเจ็ดดวงโคจรผ่านกาลเวลาบัดนี้ได้เข้าเรียงตัวเป็นแนวเส้นตรงเดียวกันจรดเหนือใต้ ก่อเกิดสายฟ้าดังไปทั่วทั้งนภา พลังแห่งธรรมชาติที่เกินกว่าใครจะคาดคิด เมื่อดาราทั้งเจ็ดเรียงตัวเสร็จก็บังเกิดแสงสีแดงกล่ำคล้ายโลหิตของฟากฟ้าสะท้อนทอแสงลงมาผสานกับเมฆดำทมิฬยิ่งทำให้ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าของชาวยุทธ์นั้นกลายเป็นภาพที่น่าสยดสยองยิ่ง


    “พลังดาราทมิฬ...อัสนีอุกาบาต” เสียงของอู่หย่งเซิงดังขึ้นพร้อมกับพลังอัสนีกระจายแผ่เป็นวงกว้างพุง่เข้าทำร้ายชาวยุทธ์ทุกคนไม่เว้นแม้แต่เหล่าพลพรรคเทพราชันย์เอง


    “หา
    !! ดาราทมิฬ เป็นไปไม่ได้” เสียงของไต้ซือกงเต๋อกล่าวอย่างแผ่วเบาออกมาหลังจากกระโดดถอยหลังใช้เคล็ดเปลี่ยนเส้นเอ็นต้านพลังอัสนีเมื่อครู่ได้


    “ดาราทมิฬ วรยุทธ์ของมังกรมาร
    ! ผางซือเหยียน” ซุ่ยหยางกล่าวออกมา


    “ฮ่าๆๆๆ” เสียงหัวเราะดังมากขึ้นทุกทีและในแต่ละครั้งพลังเสียงนั้นกดประสาทผู้คนยิ่ง บังเกิดเป็นภาพอลหม่านวุ่นวาย คล้ายเหล่าสัตว์ต่างพากันหนีตาย


    “รึว่า..เจ้าคือ..ร่างประทับอมตะ” ไต้ซือกงเต๋อกล่าวออกมา......






    ต่อเพิ่มนะครับผม



    “ฮ่าๆๆ หลวงจีนเฒ่ารู้ตอนนี้ก็สายไปแล้ว” เสียงของอู่หย่งเซิงกล่าวออกมา


    แต่แล้วจู่ๆปากถ้ำหมื่นมารก็มีคนผู้หนึ่งพุ่งทะยานร่างออกมาพร้อมกับเอ่ยวาจาออกมา


    “ทุกท่านถอยออกห่างจากบริเวณนี้โดยไว..” ผู้คนมากมายไม่รู้ว่าผู้ที่บอกแก่ตนนั้นเป็นใครแต่ทุกคนล้วนทำตามอย่างว่าง่าย ร่างนับพันกระจายเป็นเงาถอยออกห่าง เว้นเพียงแต่อู่หย่งเซิงเท่านั้น


    ผู้ที่มาใหม่นั้นก็คือศิษย์คนที่ห้าของจ้าวตำหนักหยกมีนามว่า ทิกว่อ ทำหน้าที่เผ้ากลไกของถ้ำหมื่นมารภายในถ้ำ ร่างนั้นพุ่งทะยานไปยืนข้างๆไต้ซือกงเต๋อ


    “เป็นอย่างที่ท่านผู้ทำนายฟ้าคำนวณไว้มิผิดเพี้ยน วันนี้กลไกหมื่นมารถูกทำลาย มังกรมารตื่นจากนิทรา” เสียงของทิกว่อเอ่ยขึ้น


    “อามิตาพุทธ...ลิขิตฟ้ายากแก้ไข”


    เพียงไม่นานหลังจากที่ทิกว่อออกมาจากถ้ำ แสงจากดาราทั้งเจ็ดก็ส่องผ่านเข้าไปในถ้ำพร้อมกันนั้นถ้ำถึงกับสั่นคลอนปากถ้ำถล่มปิดลงมาแต่นั้นก็ไม่ใช่สิ่งสุดท้ายที่เกิดขึ้น เพราะต่อจากนั้นพลังดึงดูดมหาศาลได้ดึงดูดผู้คนมากมายเข้าไปยังถ้ำ เหล่าสมุนของพรรคต่างๆนั้นถูกพลังนั้นชักนำเข้าไปติดกับโขดหินที่ถล่มลงมา เพียงแต่ร่างที่ไปติดกับหินผาหน้าปากถ้ำนั้นไม่นานร่างก็ซูบผอมแห้ง เหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก ชาวยุทธ์คนแล้วคนเล่าต้องสังเวยให้แก่ถ้ำหมื่นมาร....


    “หากเป็นเช่นนี้ ผู้คนคงล้มตายมากมายเป็นแน่” ลู่ซือหย่งกล่าวเพียงเท่านี้ร่างนั้นก็พุ่งไปข้างหน้า เพียงแต่จำต้อวหยุดเมื่อไต้ซือกงเต๋อกล่าวออกมาว่า


    “ประสกลู่ อย่าวู่วามพลังดึงดูดนี้มหาศาลนักเพราะมันมาจากมังกรมารผางซือเหยียน มีเพียงร่างประทับอมตะเท่านั้นที่ไม่ได้รับผลกระทบอันใด ถ้าประสกเข้าไปขัดขวางก็เท่ากับฆ่าตัวตาย”


    “พี่สาม...โปรดเชื่อไต้ซือเถอะ เรื่องนี้ยากแก้ไข กลไกภายในพังทลายลงมามังกรมารหลุดจากพันธนาการเมื่อสามร้อยปีก่อนแล้ว เพียงแต่มันมิอาจออกมาได้เท่านั้น แต่นั้นก็คงอีกไม่นาน” เสียงของทิกว่อเอ่ยออกมาเสริมกับไต้ซือกงเต๋อ


    “....ถ้าเช่นนั้น จะปล่อยให้เป็นเช่นนี้หรือ ปล่อยให้ผู้คนล้มตายไปต่อหน้าต่อตาเช่นนี้?” จากนั้นร่างของลู่ซือหย่งก็ทะยานเข้าสู่สภาวะดึงดูด ปล่อยร่างกายไหลไปตามกระแสพลังของมังกรมา เมื่อได้จังหวะเร่งเร้าโคจรพลังนามพิรุณโปรยปราย ใช้อากาศธาตุ เศษใบไม้และไอน้ำกลางอากาศผนึกเป็นเข็มนับหมื่นนับแสนพุ่งเข้าหาหินผาที่ปิดปากถ้ำอยู่นั้น เมื่อเห็นว่าลู่ซือหย่งหวังเข้าช่วยผู้คน สามผู้พิทักษ์แห่งพรรคธรรมส่องสวรรค์ก็รีบทะยานร่างตามมาใช้ออกด้วยเคล็ดวิชาของตนอย่างสุดความสามารถ เกิดเสียงดังสนั่นไปทั่วทั้งบริเวณ เกิดการสั่นสะเทือนของพื้นดินสร้างความหายนะให้แก่บริเวณโดยรอบอย่างมหันต์


    เพียงแต่เมื่อพลังของทั้งสี่เข้ากระทบกับหินที่ตกลงมาปิดปากถ้ำนั้น ร่างทั้งสี่ก็กระเด็นดั่งสายป่านขาดเลือดอาบไปทั่วทั้งร่างแต่ยังคงรักษาสติเอาไว้ได้ พร้อมกับหินเหล่านั้นแตกกระจายออกมากลุ่มควันสีขาวพุ่งออกจากปากถ้ำ จากนั้นก็ปรากฏร่างหนึ่งร่างเป็นบุรุษผู้หนึ่งผมสีขาวดวงตาขุ่นมัวร่างผอมแห้ง นั่นก็คือมังกรมารเมื่อสามร้อยปีก่อน ผางซือเหยียน จากนั้นมันยกมือขึ้นก่อเกิดสภาวะดึงดูดอีกคราแต่ครานี้นับว่าพลังที่แผ่ออกมายากหาผู้ต้านทานไหวเหล่าสมุนที่หนีรอดจากคราแรกก็ต้องสังเวยชีวิตในพลังคราที่สอง ดีที่เซียวเหยาจื่อ ไต้ซือกงเต๋อ ทิกว่อ และตุลาการทองหน้าบากพุ่งร่างเข้าไปเอาร่างของทั้งสี่ออกมาจนสำเร็จ เมื่อเซียวเหยาจื่อหันกลับไปมองพลันพบว่าชาวยุทธ์นับยี่สิบคนถูกพลังเหวี่ยงขึ้นฟ้า หัวทิ่มรวมกันที่กลางกระหม่อนของมังกรมาร..


    ร่างทั้งหมดที่ลอยคว้างอยู่นั้นพลันถูกดูดเอาทั้งพลังและเลือดเนื้อเข้าสู่ร่างของมังกรมารอย่างรวดเร็วขณะเดียวกันร่างของมังกรมารเริ่มมีเลือดเนื้อ และกล้ามเนื้อปรากฏออกมาจากร่างที่ซูบผอมก็กลับมาเป็นบุรุษฉกรรจ์คล้ายอดีตเมื่อสามร้อยปีก่อน ดวงตาที่ขุ่นมัวกลับมองดูใสยิ่ง


    เมื่อร่างของมันสมบูรณ์พลังดึงดูดก็หยุดลง เผยร่างกายที่สวมชุดสีขาวบริสุทธิ์ รูปร่างดั่งหยกปั้นชั้นเยี่ยมจากช่างฝีมือบนมือข้างซ้ายสวมแหวนสามวงคือนิ้วกลาง นิ้วชี้และนิ้วก้อย ใบหน้าสะอาดหมดจด คิ้วและดวงตาดั่งมังกรที่ฟื้นจากการหลับใหล มันเพ่งมองไปรอบๆทุกทิศทาง เพ่งมองไปยังกลุ่มชาวยุทธ์ที่ยืนเรียงรายรอบๆๆตัวมัน และหยุดนิ่งที่อู่หย่งเซิงซึ่งตอนนี้ยืนอยู่เบื้องหน้ามัน


    “เจ้าคือ..ผู้แซ่อู่ อู่หย่งเซิง” เสียงกล่าวของมังกรมารไม่ช้าไม่เร็วแต่แฝงด้วยสภาวะเหนือผู้อื่น


    “..ใช่ ขะ ข้าอู่หย่งเซิง น้อมรับการกลับมาของร่างมังกรจำแลง อาวุโสผางซื่อเหยียน” อู่หย่งเซิงกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ


    “เช่นนั้นเจ้าต้องได้นำเอามุกวิญญาณของข้ามาใช่หรือไม่” มังกรมารถามอู่หย่งเซิง


    จากนั้นอู่หย่งเซิงล่วงเข้าไปในเสื้อหยิบเอาถึงผ้าสีดำออกมา เผยให้เห็นโลหะสีทองฐานสี่เหลี่ยมด้านบนแกะสลักลวดลายมังกรผงาดเศียรสู่เบื้องบน แต่เมื่ออู่หย่งเซิงหยิบออกมานั้น  เสียงของคนกลุ่มหนึ่งดังขึ้นมา


    “กุญแจมังกร
    !” เสียงขององครักษ์ฉี อ๋องหลี่ หลิวกงกง และราชครูฮ้อ เอ่ยออกมาพร้อมกัน จากนั้นทั้งหมดก็เจอกับสภาวะกดทับจากพลังไร้สภาพขุมหนึ่ง


    “พวกเจ้าอย่าคิดที่จะแย่งชิงมันไป” เสียงของมังกรมารเอ่ยออกมา ไม่มีผู้ใดทราบได้ว่ามังกรมารเร่งเร้าพลังตอนไหน แต่ที่สร้างความตระหนกแก่ทั้งสี่ก็คงเป็นความคิดอ่านของทั้งสี่ มังกรมารสามารถล่วงรู้ได้เพราะเมื่อเห็นกุญแจมังกรทั้งสี่เตรียมเร่งเร้าพลังวัตรจะช่วงชิงกลับคืน


    จากนั้นสภาวะทั้งหมดก็หายไป พร้อมกับมังกรมารหยิบเอากุญแจมังกรวางไว้เหนือฝ่ามือขวา ความร้อนจากพลังยุทธ์อันพิสดารได้ละลายแม้แต่ทองคำบริสุทธิ์จนไหลย้อยลงสู่พื้น สิ่งมีชีวิตต่างมอดม้วยล้มตายไป เพราะความร้อนที่แผ่ออกมาจากทองคำที่ละลายลงสู่เบื้องล่าง จากนั้นแสงสีขาวได้บังเกิดขึ้นภายในมือของมังกรมาร เผยให้เห็นก้อนสีขาวขนาดเท่าหัวนิ้วมือ


    “ข้ารอวันนี้มานานถึงสามร้อยปี สามร้อยปีแห่งการโต้กลับผู้ที่เคยทำให้ข้าทุกข์ทรมาน” กล่าวเพียงเท่านี้มังกรมารก็กลืนก้อนสีขาวลงคอ


    เพียงไม่นานหลังจากการกลืนก้อนสีขาวลงไปนั้น ดวงตามังกรมารก็ปรากฏสีแดงฉาน รอบการเหมือนมีพลังมหาศาลไหลออกมาก่อเกิดเป็นคลื่นพลังหนาแน่นเปล่งสีขาวสลับดำออกมา เดิมมีสีขาวและดำแต่ทอดเวลานานไปกลับเหลือเพียงสีดำ ท้องฟ้าแปรเปลี่ยนจนกลายเป็นเฉกเช่นเดียวกับสภาวะรอบกายของมังกรมาร เกิดเป็นพายุพัดโหมกระหน่ำ พัดพาทุกสรรพสิ่งย่อยยับ ยอดฝีมือต่างพากันหนีตาย ทะยานร่างออกนอกบริเวณที่พลังจะบรรลุถึง แต่ก็มีชาวยุทธ์จำนวนมากที่ต้องกระอักเลือดตาย บางคนถึงกับร่างกายแตกสลายเมื่อต้องปะทะกับพลังมหาศาล ไม่รู้ว่ามังกรมารมีปฏิกิริยาเช่นไร เมื่อกลืนก้อนสีขาวเข้าไปแต่เพียงครู่พายุที่รุนแรงก็สงบลงเผยให้เห็นซากปรักหักพังทั้งซากต้นไม้รวมทั้งคราบโลหิตกระเด็นย้อมพื้นจนแดงฉานไปทั้งผืนป่า


    “ฮ่าๆ อู่หย่งเซิง สมแล้วที่ข้าเลือกเจ้าเป็นร่างประทับอมตะ ไม่เสียทีที่ข้าคาดหวังกับเจ้า” มังกรมารกล่าวกับอู่หย่งเซิง จากนั้นฝ่ามือสีขาวซีดของมังกรมารก็คว้าจับเข้าที่กระหม่อมของอู่หย่งเซิง


    “ท่าน..จะทำสิ่งใด” อู่หย่งเซิงกล่าวถามอย่างหวาดหวั่น


    “หึ..ข้าไม่เคยทอดทิ้งผู้ที่อยู่ข้างข้า” จากนั้นมังกรมารก็ขับพลังบางส่วนเข้าสู่ร่างของอู่หย่งเซิง เพียงไม่นานบาดแผลก็สามารถสมานตัวจนไร้ร่องรอยทั้งยังกำลังภายในก็กลับมาแกร่งกล้าเหมือนเดิมหรืออาจจะมากกว่าเดิม


    “ฮ่าๆๆๆ จูจางจินเจ้าไม่สามารถกำจัดข้าได้ แม้เจ้าจะกักขังข้านานถึงสามร้อยปีแต่บัดนี้ข้าสามารถหลุดจาก
    พันธนาการของเจ้าได้ ฮ่าๆๆๆ” เสียงร้องก้องกังไปทั่วป่าแม้ไม่มีพลังแฝงมากับเสียงแต่นั่นก็เพียงพอที่จะข่มชาวยุทธ์ได้


    เกิดความเงียบขึ้นมาหลังจากที่มังกรมารกล่าวจบ เงียบจนแม้แต่เสียงลมพัดยังได้ยิน จากนั้นมังกรมารก็กล่าวออกมาว่า


    “ข้าสัมผัสได้ถึงพลังของเจ้าเฒ่าจูจางจิน..”


    จากนั้นเซียวเหยาจื่อก็เดินออกมาเผชิญหน้ากับมังกรมารทั้งสองยืนห่างกันเพียงสามสิบก้าว ดวงตาทั้งสองประสานกันทอดเวลานานออกไป ใบหน้าจองมังกรมารก็เผยรอยยิ้มออกมา


    “เด็กน้อยผู้มีร่างเทวะ..” มังกรมารผางซื่อเหยียนกล่าวออกมา


    “อาวุโสช่างเป็นผู้รอบรู้และมีสายตาที่เฉียบแหลม ข้าน้อยเซียวเหยาจื่อขอคารวะ” มันประสานมือก้มคำนับหนึ่งครา


    “ฮ่าๆๆ ทายาทของจูจางจินเป็นถึงร่างจำแลงเทวะ ช่างน่าสนใจยิ่ง”


    “........” มันเพียงยิ้มให้กับมังกรมารเท่านั้น


    “ข้าอยากทราบนักว่าจูจางจินสั่งสอนเจ้าเช่นใดบ้าง”


    มังกรมารพลันพุ่งทะยานร่างด้วยความเร็วสุดคาดบังเกิดเป็นคลื่นลมอันหนักหน่วงเข้าปะทะกับเซียวเหยาจื่อ เมื่อเห็นว่าคู่ต่อสู้เป็นถึงร่างจำแลงมังกรซ้ำยังเป็นบุคคลในตำนานมันจึงไม่กล้าเก็บงำฝีมือ จึงได้ขับเร่งพลังเกราะเทพวชิระออกมาแต่หาได้เป็นแบบที่ผู้คนเคยพบเจอ เพราะเมื่อมันขับเกราะเทพวชิระออกมาก็บังเกิดสายลมกระจายออกมาตัวมันจนต้นหญ้าขนาดเล็กขาดออกจากต้นลำพื้นดินลอยค้างกลางอากาศ เป็นม่านกำบังอีกชั้นหนึ่ง หนึ่งเขียวหนึ่งทองได้ห่อร่างของมันเอาไว้


    มังกรมารเผยรอยยิ้มอีกครา จากนั้นมือขวาก็กรีดออกด้วยดรรชนีที่อดีตเคยสร้างชื่อให้แก่มัน


    “ดรรชนีโลหิต” เสียงของมังกรมารเอ่ยออกมาเบาๆ แต่พลังโจมตีกลับมหาศาลนัก ปรากฏโลหิตสีแดงออกมาพุ่งทะยานกรีดทะลุม่านกำบังของเซียวเหยาจื่ออย่างง่ายดายเข้าปะทะกับเกราะเทพวชิระ


    ตูม...เสียงการปะทะของพลังทั้งสอง


    จากนั้นเสียงของเซียวเหยาจื่อก็ดังขึ้นมา


    “วารีคลั่งอัคนีผลาญ
    !” สิ้นเสียงของมันกลับปรากฏพลังสองสายหนึ่งร้อนหนึ่งเย็น หมุนคว้างเป็นเกลียวห้อมล้อมกายของมันจากนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นมังกรสองตัว พุ่งเข้าหามังกรมารดุจศัตรูคู่แค้น


    “เยี่ยม..” มังกรมารกล่าวเพียงเท่านี้ ก็ยกมือขวาขึ้นมารับพลังของเซียวเหยาจื่ออย่างไม่เกรงกลัว มือนั้นวาดเป็นวงสร้างเป็นหลุมดำดึงดูดสรรพสิ่งแม้แต่พลังของเซียวเหยาจื่อ ครั้งหนึ่งหลุมดำนี้เคยปรากฏบนยอดบรรพตกิเลนซึ่งใช้ออกโดยอู่หย่งเซิงเพียงแต่อานุภาพของมันถ้าเทียบกับมังกรมารแล้วห่างกันราวฟ้าดิน ซึ่งวรยุทธ์ที่ก้าวหน้าและการรอบรู้สรรพยุทธ์ของอู่หย่งเซิงเบื้องหลังนั้นมาจากมังกรมารใช้ร่างของมันเป็นร่างประทับอมตะ...


    ฟุบ ฟุบ ฟุบ เสียงดังอย่างกระชั้นชิดเมื่อพลังของเซียวเหยาจื่อเข้าปะทะกับหลุมดำ แม้เป็นถึงมังกรมารหลุมดำที่สร้างขึ้นนั้นแม้จะทรงอานุภาพแต่ก็บ่งบอกได้ว่าพลังของเซียวเหยาจื่อก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันมากนัก เพราะหลุมดำนั้นก็มิอาจดูดกลืนพลังของเซียวเหยาจื่อทีเดียวหมด เช่นนั้นแล้วเซียวเหยาจื่อจึงทะยานร่างพุ่งเข้าหามังกรมาร ซัดพลังฝ่ามือกระหน่ำทั่วทุกทิศทางทุกกระบวนท่าต่างแฝงด้วยพลังมหาศาล มังกรมารเมื่อเห็นว่าหลุมดำของตนมิอาจดูดกลืนได้หมดสิ้นจึงได้เปลี่ยนกระบวนท่า เข้าปะทะห้ำหั่นกับเซียวเหยาจื่อ ทั้งสองพัวพันกันจนเกิดเป็นพลังทำลายล้างทรงอานุภาพ พลังบางส่วนของทั้งสองต่างสะท้อนกระจายออกสู่รอบนอก

    ทั้งสองเร่งเร้าพลังของตนออกมาถึงขีดสุด เซียวเหยาจื่อจึงต้องเปิดจุดทะเลลมปราณทั้งสามจุดซึ่งมันไม่ได้เปิดจุดทั้งสามนานมาก ได้เวลาที่จะต้องใช้ทะเลลมปราณทั้งยังดึงดูดพลังธรรมชาติเข้าร่างทำให้พลังของมันมิอาจลดทอนลงได้ซ้ำยังแข็งกร้าวมากขึ้น สร้างความตระหนกแก่มังกรมารยิ่ง ไอหมอกจากพลังยุทธ์หนึ่งขาวทองจากเซียวเหยาจื่อและอีกหนึ่งดำปนแดงของมังกรมาร เข้าปะปนผสมกันแต่ไม่กลืนกัน เสียงดัง ตึง ตึง ดังอย่างต่อเนื่อง ผู้คนมิอาจเข้าใกล้ได้แม้เพียงก้าวเดียวซ้ำยังต้องถอยหลังอกไปเรื่อยๆ เพื่อให้ตนไม่โดนลูกหลงพลังที่สะท้อนออกมา แต่ยิ่งสู้เซียวเหยาจื่อเริ่มปรากฏหยาดเหงื่อเม็ดเท่าเม็ดข้าวโพดไหลตามไรผม ต่างจากมังกรมารที่ตอนนี้รอยยิ้มได้ประดับไปทั่วใบหน้าของมัน


    “เท้าไร้เงา
    !” เสียงของเซียวเหยาจื่อดังขึ้นมา มันแปรเปลี่ยนจากวิชาตัวเบาเป็นวิชารุกเพียงดูดซับพลังธรรมชาติและหยิบยืมท่าร่างของวิชาตัวเบาเอามาใช้ได้อย่างแยบยล ปรากฏเงาเท้านับร้อยนับพันโหมกระหน่ำทุกทิศทางเข้าปะทะกับมังกรมาร


    ตูม...เสียงดังปานกัมปนาถดังขึ้นพร้อมกับร่างเงาของทั้งสองแยกออกจากกัน มังกรมารนั้นร่างโอนเอียงเล็กน้อย แต่เซียวเหยาจื่อนั้นมีเลือดไหลมุมปากเล็กน้อย


    “ฮ่าๆๆๆ ทายาทของตำหนักเหวินหลงช่างมีฝีมือที่ยอดเยี่ยมยิ่ง”


    “ท่านก็สมกับที่เล่าขานกันซ้ำยังยิ่งกว่ามนตำนานกล่าวเอาไว้”


    “ฮ่าๆๆ ต้องโทษที่เจ้าฝึกวิชาของจูจางจินทำให้เจ้าต้องคอยรับผลกรรมที่มันกระทำ เตรียมตัวตายซะ” สิ้นเสียงของมังกรมารดวงตาปรากฏเป็นสีแดงอำมหิต ร่างหายเข้าไปในอากาศธาตุ เข้าสู่สภาวะคืนสู่สามัญที่ยากจะหาผู้เข้าถึง


    “ในเมื่อท่านคิดปลิดชีวิตข้า ข้าคงมิอาจเก็บงำฝีมือได้อีกต่อไป” เซียวเหยาจื่อพลันเร่งเร้าพลังอย่างที่มันไม่เคยคาดคิดว่าจะได้นำมาใช้ พลังวัตรเกือบร้อยฝีที่ได้รับมอบเมื่อตอนเด็ก และที่ได้รับประทานผลท้อผานกู่ก็ถูกเร่งเร้าออกมาอย่างมากมายลมปราณธรรมชาติที่ดึงรั้งเอามาจากรอบๆกาย ก็บังเกิดขึ้นแม้จะไม่ถึงขั้นคืนสู่สามัญแต่ก็กล่าวได้ว่ายอดยุทธ์แห่งยุคในยุคนี้ มันก็ก้าวข้ามได้
    !


    “หมัดเทวะ
    !” เสียงร้องดังก้องสะท้านสะเทือนขุนเขาพร้อมพลังหมัดที่อหังการสุดคณานับเข้าปะทะกับร่างมังกรมาร


    “ฝ่ามือเจ็ดดารา” เสียงของมังกรมารกล่าวขึ้นพร้อมกับฝ่ามือสีดำที่มีแสงสว่างเป็นจุดเล็กๆเจ็ดจุดกลงฝ่ามือ พลังยุทธ์ของทั้งสองนับว่าไม่ได้ด้อยกว่ากันมากนัก พลังทั้งสองสายยังไม่ทันได้กระทบกันมันทั้งสองต่างเร่งเร้าพลังใช้ออกกอีกกระบวนท่าหวังใช้ซ้อนทับส่งเสริมพลังของตน


    ตูม..ตูม... การปะทะครั้งนี้ยิ่งกว่าครั้งก่อนๆที่เกิดขึ้นเพราะแม้แต่พื้นดินก็มิอาจทนทานต่อพลังของมันทั้งสอง ถึงกับเกิดหลุมขนาดใหญ่ ต้นไม้ใบหญ้าถูกพลังทำลายล้างจนหมดสิ้นบังเกิดพื้นที่ราบขนาดกว้างซากต้นไม้ที่เคยมีบัดนี้แม้แต่ต้นหญ้าเพียงต้นเดียวก็มิมีให้เห็น ชาวยุทธ์มากมายต้องหลบหนีจากพลังทำลายล้างนี้ ผู้คนต่างคาดเดาพลังฝีมือของแต่ละคน หนึ่งผู้เป็นตำนานมวลมารไร้ซึ่งความพ่ายแพ้ กับอีกหนึ่งทายาทของผู้ยิ่งใหญ่ที่มีฝีมือเทียบเท่าสุดยอดยุทธ์แห่งยุคซ้ำที่ผ่านมายังไม่เคยเผยฝีมือที่แท้จริงออกมา หนึ่งอธรรมหนึ่งธรรมะต่างต่อสู้กันมาตั้งแต่ยุคบรรพกาลไม่มีผู้ใดยอมอยู่ใต้ของผู้ใดและไม่มีใครยอมให้ผู้อื่นอยู่เหนือตน...


    เซียวเหยาจื่อเร่งเร้าพลังเกราะเทพวชิระออกมาอาบไล้ทั่วร่างพุ่งทะยานเข้าหามังกรมารอย่างมาดมั่น มังกรมารยืนนิ่งรอจังหวะให้เซียวเหยาจื่อเข้ามาใกล้จากนั้นก็อันตธานร่างหายไปมาปรากฏยังเบื้องหลังของเซียวเหยาจื่อพร้อมกับซัดฝ่ามือออกไปหนึ่งฝ่ามือ เซียวเหยาจื่อนับว่าปฏิกิริยายอดเยี่ยมหลังจากก้าวผิดไปก้าวหนึ่งแต่ก็สามารถขับพลังต้านรับฝ่ามือของมังกรมารได้อย่างแยบยล พร้อมกับเตะเท้าไปด้านหลังหนึ่งที มังกรมารใช้มือทั้งสองต้านรับเท้าของเซียวแหยาจื่อพร้อมกับใช้แรงนั้นส่งร่างทะยานอยู่เหนือเซียวเหยาจื่อ พร้อมกับประกบมือไว้เหนือศีรษะแล้วกระแทกกดทับลงมา เซียวเหยาจื่อให้มือทั้งสองประสานไขว้กลางกระหม่อมรับการกระแทกของพลังนั้น เมื่อเท้าไร้พื้นให้หยั่งซ้ำยังถูกกดทับลงมาเซียวเหยาจื่อพลันตกสู่พื้นอย่างรวดเร็ว ร่างนั้นกระแทกกับพื้นอย่างหนักพื้นดินถึงกับปริแยก มังกรมารพลันหมุนควางเกิดเป็นเกลียวกดทับเซียวเหยาจื่อจนมันถูกดันลงสู่เบื้องล่าง เข้าไปในพื้นดินมากยิ่งขึ้น จนร่างจมลงไปในดินถึงเข่า เซียวเหยาจื่อไม่ยอมเป็นฝ่ายเสียเปรียบได้นาน มันจึงเร่งเร้าพลังจากทะเลลมปราณเข้าต้านมังกรมารมือทั้งสองยกต้านทะยานร่างออกจากพื้นดิน กระแทกมังกรมารให้หลุดออกกจากร่างแล้วซัดหมัดเทวะออกไปหนึ่งหมัด


    ตูม... เสียงปะทะของทั้งสองดังขึ้นไม่รู้เป็นรอบที่เท่าใด แต่เท่าที่ทราบคือทั้งสองเริ่มมีลมหายใจที่ติดขัด เหงื่อเริ่มไหลอาบแก้ม เซียวเหยาจื่อถือว่าหนักสุดเพราะแขนทั้งสองที่ใช้ต้านพลังของมังกรมารมีเลือดไหลออกมาอาบชุดสีขาวจนแดง ส่วนมังกรมารนั้นชุดที่สวมใส่มีรอยไหม้เป็นจุดจุด ....



    บทนี้ผมจบเพียงเเค่นี้นะครับเเล้วพบกันบทหน้า 
    "โลหะคู่ ศาสตราเทพ"



    Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone และ Android Phone
    เตรียมพบกับ Dek-D Writer App เวอร์ชั่น iPad / Android Tablet เร็วๆนี้ ฟรี!
    มหายุทธ์สะท้านภพ ตอนที่ 22 : บทที่ 16 มังกรมาร (100%) , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 3546 , โพส : 13 , Rating : 356 / 73 vote(s)
    Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
    [ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
    หน้าที่ 1

    #13 : ความคิดเห็นที่ 706
    กระบี่ของเซียวเหยาจื่อก็คือก้อนโลหะสองก้อนแบ่งเป็นสีขาวเเละสีดำซึ่งก็คือ ศาสตราเทพ สีขาวจะผนึกเข้าไปในร่างขับดันพลังจากด้านใน ส่วนสีดำนั้นจะแปรเปลี่ยนเป็นกระบี่ ซึ่งโลหะทั้งสองนี้จะกลายเป็นกระบี่ก็ต่อเมื่อเซียวเหยาจื่อขับปราณพลังในยามต่อสู้ เเละเมื่อสำเร็จภารกิจกระบี่จะกลายเป็นก้อนโลหะดังเดิมเเล้วผนึกเข้าไปในร่าง(เดินสองก้อนนี้อยู่ในร่างของเซียวเหยาจื่ออยู่เเล้ว ครั้งมันเข้าไปในถ้ำเเล้วพบโครงกระดูก)

    ในวัยเด็กของเซียวเหยาจื่อหลังจากหนีรอดจากการสังหารหมู่ มันก็พบกับก้อนผนึกที่มีลักษณะคล้ายโครงกระดูกขนาดเท่าฝ่ามือสีทอง เเล้วเมื่อมันไปสัมผัสโครงกระดูกนั้นก็ไหลเข้าไปในร่างมันกระจายไปตามโครงสร้างของเซียวเหยาจื่อ โครงกระดูกนั้นก็คือโครงร่างเทวะ(จิตแห่งเทวะ) เมื่อรวมกับร่างกายของมนุษย์จึงใช้คำว่าจำเเลง เซียวเหยาจื่อก็คือร่างจำเเลงเทวะ

    @ Mystery Man คงพอจะเข้าใจนะครับ ถ้าสงสัยในส่วนไหนก็สามารถโพส์ตถามได้เลยครับ^^
    PS.  writer : มหายุทธ์สะท้านภพ
    Name : TGolf< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ TGolf [ IP : 124.122.215.154 ]
    Email / Msn: Thammasak_golf(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
    วันที่: 15 มกราคม 2556 / 03:09

    #12 : ความคิดเห็นที่ 705
    ดาบของเซียวเหยาจือนั่นได้มาจากไหนนะเเล้วร่างจำเเลงเทวะนั่นหมายความว่าอะไร
    Name : Mystery man< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Mystery man [ IP : 125.24.131.1 ]
    Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
    วันที่: 14 มกราคม 2556 / 22:58

    #11 : ความคิดเห็นที่ 606
    ตอนนี้แซ่บเว่อร์ค่ะ
    PS.  ไม่มีสิ่งใดได้มาโดยง่าย ,,, ทุกการกระทำ แด่ความฝัน
    Name : M.T.Miracle< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ M.T.Miracle [ IP : 180.183.204.168 ]
    Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
    วันที่: 21 ตุลาคม 2555 / 19:14

    #10 : ความคิดเห็นที่ 211
     พระเอกเทพมากๆ
    PS.  เจ้าของกลุ่ม นิยายน่าอ่านใน Dek-d ที่โลกลืม ปี 2554 เจ้าของกลุ่ม My useful knowledges
    Name : jsoc< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ jsoc [ IP : 180.183.124.3 ]
    Email / Msn: jsoc_koch(แอท)yahoo.com ส่งข้อความลับ
    วันที่: 16 พฤศจิกายน 2554 / 23:39

    #9 : ความคิดเห็นที่ 156
    พระเอกเรา จะได้ฝึกวิชาอะไรอีกหนอ เยี่ยมครัย!!!!!!
    Name : powersem< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ powersem [ IP : 125.25.231.80 ]
    Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
    วันที่: 17 ตุลาคม 2554 / 22:53

    #8 : ความคิดเห็นที่ 149
    thankkkkkkkkkkkkkkkkkkkkkkkkkkk
    Name : ciatum< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ciatum [ IP : 223.206.125.127 ]
    Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
    วันที่: 17 ตุลาคม 2554 / 11:32

    #7 : ความคิดเห็นที่ 147
    เป็นการต่อสู้ที่ตื่นเต้นมากค่ะ แต่มังกรมารเก่งมากอย่างนี้ ใครจะมาช่วยพระเอกล่ะนี่

    รอต่อค่ะ สนุกมากๆๆเลย
    Name : หยกจันทรา [ IP : 115.87.226.151 ]
    Email / Msn: -
    วันที่: 16 ตุลาคม 2554 / 21:56

    #6 : ความคิดเห็นที่ 146
    เซียวเหยาจื่อเจ๋งมาก เเต่ดูท่าเเล้วมังกรมารโคตรเทพ
    อัพต่อไวไวนะครับไรต์เตอร์
    Name : bbgun [ IP : 223.207.56.213 ]
    Email / Msn: -
    วันที่: 16 ตุลาคม 2554 / 20:36

    #5 : ความคิดเห็นที่ 145
    มังกรมารเก่งอะ
    PS.  
    Name : น้องเต้ ติดนิยาย< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ น้องเต้ ติดนิยาย [ IP : 180.180.192.47 ]
    Email / Msn: tae_satan(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
    วันที่: 16 ตุลาคม 2554 / 19:32

    #4 : ความคิดเห็นที่ 143
    ร่างประทับอมตะ.....มันคือการที่ใครสักคนหนึ่งใช้จิตวิญญาณหรือพลังอำนาจของตนเข้าบังคับหรือครอบครองใช้ร่างนั้นอย่างถึงที่สุด โดยร่างนั้นถ้าต่อต้านจะได้รับผลเสียถ้าคนที่มาควบคุมนั้นฝีมือสูงส่งเกินกว่าผู้ถูกควบคุมจะต่อต้านได้ เเเต่ในทางกลับกัน กรณีของอู่หย่งเซิง เดิมเป็นผู้หนึ่งที่เฝ้ากลไกกักัขังมังกรมารอยู่เเต่เเล้วถูกมังกรมารควบคุมร่าง เดิมคิดต่อต้านเเต่ภายหลังยินยอมให้มังกรมารใช้ร่างสุดท้ายผลที่ได้คือ ทั้งภูมิปัญญาเเละวรยุทธ์คล้ายรุดหน้าไปมากเเละสามารถเข้าถึงวรยุทธ์หลายเเขนง ส่วนเรืื่องราวปลีกย่อย เดี๋ยวผมจะเอาใส่ไปในเนื้อเรื่องนะครับ ฮ่าๆๆๆ เดี๋ยวรู้กับหมดเลยอ่ะ ฮ่าๆๆๆ




    ผมเอง ......ไรต์เตอร์^^
    Name : TGolf< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ TGolf [ IP : 180.180.51.225 ]
    Email / Msn: Thammasak_golf(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
    วันที่: 15 ตุลาคม 2554 / 19:31

    #3 : ความคิดเห็นที่ 141
    ร่างประทับอมตะ...? คือใครอ่ะ
    Name : gokutara< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ gokutara [ IP : 180.180.59.182 ]
    Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
    วันที่: 14 ตุลาคม 2554 / 09:32

    #2 : ความคิดเห็นที่ 140
    ร่างประทับอมตะคือไรอะ
    PS.  
    Name : น้องเต้ ติดนิยาย< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ น้องเต้ ติดนิยาย [ IP : 118.173.41.110 ]
    Email / Msn: tae_satan(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
    วันที่: 14 ตุลาคม 2554 / 00:30

    #1 : ความคิดเห็นที่ 139
    สนุกมากครับ รอ รอ รอ ร่างประทับคืออะไรกันเเน่

    เป็นกำลังใจครับ ไรต์เตอร์
    Name : bbgun [ IP : 118.172.131.18 ]
    Email / Msn: -
    วันที่: 13 ตุลาคม 2554 / 21:04

    หน้าที่ 1
    Post your comment : แสดงความคิดเห็น
    ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

    ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
      โพสความเห็นด้วย member Login name Password
      โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
                พิมพ์เลขที่เห็น

    Dark Night จอมโจรแห่งรัตติกาล

    ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

    • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
      เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
      จากผู้ลงผลงาน

    • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
      ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
      ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

    • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
      โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
      หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
      ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
      Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
      Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

    App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android