สวัสดีผู้เยี่ยมชม [ เข้าระบบ | สมัครสมาชิก ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

[Fic-SNSD] Best (Girl)Friend...เกินคำว่า (เพื่อน) รัก [Yuri]

ตอนที่ 20 : Chapter 19: Weakness (100%)


     อัพเดท 15 ต.ค. 53
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/แฟนฟิค
Tags: ยังไม่มี
ผู้แต่ง : หยดหมึกเปื้อนน้ำตา (มะบุง) ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ หยดหมึกเปื้อนน้ำตา (มะบุง) Email : teardrop_tear(แอท)hotmail.com
My.iD: http://my.dek-d.com/tear-love
< Review/Vote > Rating : 100% [ 22 mem(s) ]
This month views : 15 Overall : 160,437
4,826 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 324 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
[Fic-SNSD] Best (Girl)Friend...เกินคำว่า (เพื่อน) รัก [Yuri] ตอนที่ 20 : Chapter 19: Weakness (100%) , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 6646 , โพส : 85 , Rating : 24 / 5 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


 

 

 

Chapter 19: Weakness

 

               

 

                เด็กสาวทั้งเก้าคนก้าวเท้าขึ้นมายืนอยู่บนเวทีอย่างมั่นคง ยิ่งเห็นผู้คนที่รายล้อมสเตเดี้ยมยิ่งทำให้พวกเธอตื่นเต้นมากขึ้นไปอีก สาวๆ เดินไปเรียงแถวตามจุดที่วางไว้ เสียงดนตรีเริ่มดังขึ้นบ่งบอกให้รู้ว่าได้เวลามอบความสุขให้กับทุกคน หากแต่แค่อินโทรเริ่มเท่านั้นล่ะ ยังไม่ทันจะได้จับไมค์เลยด้วยซ้ำ แท่งไฟที่เคยเปิดสว่างไสวอยู่ก็พร้อมใจกันปิดลงเสียดื้อๆ แทยอนเองเริ่มสังเกตเห็นความปกตินั้นแล้ว ทว่าเธอพยายามคิดในแง่ดีว่ามันคงเป็นเพราะความบังเอิญล่ะมั้ง

               

 

                ...ความบังเอิญที่ทำให้แท่งไฟของแฟนคลับศิลปินวงอื่นดับลงพร้อมๆ กัน...

               

 

                ไม่อยากจะคิดมาก เพราะแฟนคลับก็อยากมาเชียร์ศิลปินที่ตนเองชื่นชอบอยู่แล้ว พวกเขาคงไม่อยากเปิดแท่งไฟทิ้งไว้ให้เปลืองแบตล่ะมั้ง ด้วยกลัวว่าเดี๋ยวพอวงที่ชื่นชอบขึ้นแสดงแล้วจะไม่มีแท่งไฟไว้คอยเชียร์ เธอเข้าใจดี...แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น รอบด้านมันก็ไม่น่ามืดสนิทขนาดนี้นี่หน่า!

               

                พยายามเต้นตามอินโทรเพลงทั้งที่แสงสว่างที่เห็นได้แค่ในตอนนี้ก็มีเพียงบนเวที แล้วก็แสงไฟจากกลุ่มแฟนคลับกลุ่มเล็กๆ ที่แทบจะมองไม่เห็น

               

                “นัล อา จิก ออ รี ตา โก มัล ฮา ตอน ยัล มี อุน ยูค ชิม เจ งี กา” แทยอนเริ่มร้องเพลง Girls’ Generation ในท่อนของตนเองด้วยเสียงที่หนักแน่น หันไปมองสมาชิกคนอื่นด้วยสายตาเป็นห่วง แต่ดูท่าทางว่าพวกเพื่อนๆ ของเธอเองก็เป็นมืออาชีพพอที่จะไม่แสดงอาการตกใจอะไรออกมากับความปิดปกติที่เกิดขึ้น

               

                บทเพลงดำเนินไปเรื่อยๆ ท่ามกลางความเงียบสงัด ไม่มีเสียงอังกอร์ร้องให้ได้ยิน... ก็ไม่เป็นไร... ไม่มีเสียงกรี๊ดให้ได้ยิน...ก็ไม่เป็นไร... ไม่มีเสียงร้องเพลงตามให้ได้ยิน... ก็ไม่เป็นไร...

               

               

                ...แต่นี่ไม่มีแม้กระทั่งเสียงปรบมือตามจังหวะเพลงอย่างนั้นน่ะหรอ...

               

                ...มันชักจะแปลกเกินไปหน่อยแล้ว...

               

 

                สาวๆ ผลัดกันร้องท่อนของตนเองไปเรื่อยๆ จนถึงคิวของทิฟฟานี่ ซึ่งเจ้าของดวงตายิ้มก็ยังคงแจกรอยยิ้มไปทั่ว ความจริงมันก็แค่กลบเกลื่อนร่องรอยความเจ็บปวดที่เริ่มก่อตัวขึ้นบางๆ ในจิตใจนั่นแหละ

               

                “นอ มู นล รา บอ ริน นา นึน อา มู มัล โด ฮา จิ มท ทา โก” เสียงติดห้าวนิดๆ ดังขึ้น ทว่าเธอต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงบางเสียงแว่วมาจากทางผู้ชม

               

                “ทิฟฟานี่... ออกไป!” ไม่อยากได้ยิน... แต่ในขณะที่สเตเดี้ยมรอบด้านมันเงียบขนาดนั้น พอมีเสียงอะไรส่งออกมาแม้เพียงนิดเดียว มันกลับกลายเป็นว่าดังจนคนที่ยืนอยู่ท่ามกลางเสียงดนตรีของบทเพลงอย่างเธอได้ยิน...

               

                บ้าจริง!... ทิฟฟานี่อุตส่าห์บังคับเสียงไม่ให้สั่นแล้วนะ หยาดน้ำตาที่คลอเอ่ออยู่นี่มันก็เป็นเพียงเพราะแสงสปอร์ตไลท์มันแสบตาเกินไปต่างหาก เธอไม่คิดอยากร้องไห้กลางเวทีจนร้องเพลงไม่ได้ แล้วสร้างความลำบากกับเพื่อนให้วงมากไปกว่านี้หรอก ก็เห็นได้ชัดๆ อยู่แล้วว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพราะเขาแอนตี้ตัวเธอไม่ใช่หรอ...

               

                “ฮวา รึล เนล กา อู ซอ บอ ริล กา เซง กัก คา ทา กา” สาวลูกครึ่งอเมริกาอีกคนร้องด้วยน้ำเสียงหวานใส เธอพยายามกวาดตามองไปรอบด้าน แล้วก็หยุดอยู่ยังกลุ่มแฟนคลับที่ยังไม่มีชื่อเป็นทางการ... หากอย่างน้อยเขาก็เป็นคนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มเดียวที่เปิดไฟสีชมพูนั่นให้เธอ เป็นคนกลุ่มเดียวที่ทำให้รู้ว่าคลื่นสีดำนี่ยังไม่ได้เหว่ว้าเสียทีเดียว.....

               

                “ออ รี ทา โก นล รี จี มา รา โย” เมื่อถึงท่อนฮุก ทุกคนก็ยังคงปั้นหน้ายิ้ม ร้องเพลงเหมือนอย่างที่เคยซ้อมๆ มา โดยไม่แยแสต่อการถูกปิดแท่งไฟใส่

               

                “Wonder girls!!” นั่นเป็นเสียงอังกอร์ที่เจ็บปวดที่สุดที่เด็กสาวทั้งเก้าเคยได้ยิน... อังกอร์ที่ใช้สำหรับส่งเสียงเชียร์วงที่ตนเองชื่นชอบ อังกอร์ที่ทำให้รู้ว่าศิลปินกับแฟนคลับเป็นหนึ่งเดียวกัน หากเหตุใดวันนี้... อังกอร์ที่เคยเรียกชื่อพวกเธอ กลับกลายเป็นชื่อศิลปินวงอื่น ซึ่งสายตาคนภายนอกมองว่าเป็นคู่แข่งกันกับโซนยอชิแด

               

                “ซู จู บอ ซอ มัล โด มท ทา โก”

               

                “Wonder girls!!” เสียงเชียร์ Wonder girls ดังกลบเสียงแฟนคลับกลุ่มเล็กๆ ของเธอจนหมดสิ้น ความเข้มแข็งที่เพียรสร้างมา บัดนี้พวกเธอรู้ดีว่ามันไม่มีประโยชน์อะไร เพราะต่อให้เธอจะเดบิวต์มาหลายเดือนแล้ว แต่ลึกๆ เธอก็ยังเป็นเด็กสาววัยรุ่นธรรมดา เป็นแค่คนธรรมดาที่มีหัวใจ

               

               

                ...ไม่ได้เข้มแข็งอะไรขนาดนั้น...

               

                ...ไม่ได้จะกลั้นน้ำตาได้ทุกครั้งที่เจ็บปวด...

               

 

                “ออ รี ทา โก นล รี จี มา รา โย”

               

                “Wonder girls!!” ถ้าต้องได้ยินเสียงอังกอร์เช่นนี้ หากเลือกได้พวกเธอทั้งเก้าอยากให้รอบด้านตกอยู่ในความเงียบเหมือนเดิมจะดีซะกว่า ไม่มีเสียงเชียร์ ไม่มีแท่งไฟ ไม่มีเสียงปรบมือ มันก็ยังคงพอทำให้พวกเธอจินตนาการได้ว่ามันก็แค่การซ้อมแสดงก่อนขึ้นเวที

               

                ดีกว่าต้องมาได้ยินเสียงอังกอร์ตอกย้ำว่าให้พวกเธอแสดงกันดีแทบตายยังไง... ผู้คนทั้งฮอล์ก็ไม่ได้ต้องการพวกเธอเลย... ไม่ซักนิดเดียว...

               

                “ซือ ชยอ คา นึน เย กิ ปู นิน กอล”

               

                “Wonder girls!!”

               

                ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหนบทเพลงนี้จึงจะจบลง หากสำหรับเด็กสาวทั้งเก้าแล้วมันเหมือนใช้เวลานานเป็นปี ยามต้องมาเห็นความมืดมิดปกคลุมรอบด้าน ไม่มีเสียงเรียกอื่นใดนอกจากวงวอนเดอร์เกิร์ล

               

                หยาดน้ำตากับหยาดเหงื่อไหลปนเปกันจนไม่อาจแยกได้ แม้น้ำตาจะไหล หากไม่มีแม้แต่เสียงสะอื้นให้ได้ยิน นั่นเป็นเพราะพวกเธอไม่อยากทำให้เสียงสั่น จนไม่อาจควบคุมบทเพลงที่กำลังดำเนินอยู่ได้ แล้วต้องทำให้พวกเขาเกลียดเธอมากกันไปกว่านี้

               

                ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองทำผิดอะไร ถึงได้รับบทลงโทษอันโหดร้ายเช่นนี้ ถ้าเป็นเรื่องของทิฟฟานี่ พวกเธอก็คิดว่ามันจบลงไปแล้วเสียอีก เพราะผ่านมาเป็นอาทิตย์กว่าแล้ว หนำซ้ำช่วงนี้พวกเธอก็เอาแต่ซ้อมการแสดงวันนี้ ไม่ได้ไปออกรายการที่ไหนให้ต้องมีเรื่องมาแอนตี้ได้อีก

               

               

                ...ความผิดที่เธอไม่ได้ก่อ... แต่บทลงโทษมันช่างร้ายแรงนัก...

               

 

                “ออ รี ทา โก นล รี จิ มา รา โย” เมื่อร้องท่อนสุดท้ายจบลง พวกเธอก็โค้งขอบคุณอย่างที่เคยทำ ก่อนจะรีบเดินออกจากเวที เพราะความอ่อนแอที่มีมันถาโถมเข้ามาเกินกว่าจะตั้งตัวได้ติด

               

                เมื่อเดินมาถึงหลังเวที เด็กสาวทั้งเก้าก็ทรุดนั่งลงกับพื้น โดยไม่มีบทสนทนาใดต่อกันนอกเสียจากเสียงสะอื้นที่บาดเข้าไปถึงขั้วหัวใจ...

               

                ยูริหันไปมองคนรักแล้วต้องถอนหายใจ เธอเลื่อนกายเข้าไปใกล้เจสสิก้า พร้อมๆ กับที่เด็กสาวโอบกอดเธอเสียเต็มรัก... นึกอยากหาคำหวานๆ มาคอยปลอบประโลมเจ้าหล่อน อยากแสร้งบอกว่าไม่เป็นไร มันก็แค่ฝันร้ายตื่นนึงใน ‘Dream concert’ เท่านั้นเอง

               

                หากก็อย่างว่า... นาทีนี้ยูริเองก็ไม่ได้เข้มแข็งมากมายอะไรขนาดนั้น เธอก็ร้องไห้ไม่ต่างจากเจสสิก้าเท่าไหร่...

               

                “เพราะฉัน... มันเป็นเพราะฉัน...” ทิฟฟานี่พึมพำด้วยเสียงสั่นเครือ เธอยกมือขึ้นปิดใบหน้า ด้วยหวังจะกลบเกลื่อนหยาดน้ำอุ่นที่ไหลรินลงมาตามแก้มเนียนใส สะอื้นจนตัวโยนผู้คนที่ปิดแท่งไฟใส่เธอคงไม่มีวันได้เห็น เขาไม่คิดจะเห็นใจเธอเลยด้วยซ้ำ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ตอกย้ำได้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว

               

                “อย่าโทษตัวเองเลยฟานี่ มันไม่ใช่เพราะเธอหรอกนะ” เสียงปลอบโยนสั่นสะท้านจากซูยองไม่ได้ช่วยปลอบประโลมหัวใจอันอ่อนไหวของสาวลูกครึ่งผู้นี้ได้ หลายเรื่องที่ถาโถมเข้าหาทิฟฟานี่ในเวลาติดๆ กัน ทำเอาเด็กสาวแทบหายใจไม่ออก ข่าวกระแสแอนตี้เธอนับวันยิ่งรุนแรงขึ้นทุกที พอมาโดนปิดแท่งไฟใส่ แล้วก็ตะโกนเชียร์ศิลปินวงอื่น มันทำให้ร่างบางผู้มีความฝันอยากเป็นนักร้องเจ็บปวดจนพูดไม่ออก

               

                “จะโทษก็ต้องโทษพวกเราทั้งหมดนี่แหละ... เราอยู่วงเดียวกัน เราเป็นเหมือนครอบครัวเดียวกัน... ถ้าเขาจะเกลียดเธอก็เท่ากับเกลียดพวกเราไปด้วย...” ซันนี่ว่าพลางเลื่อนมือมากุมหัวเข่าที่ชันขึ้นของทิฟฟานี่อย่างอ่อนโยน แต่ดูท่าทางว่าการกระทำนั้นจะทำให้สาวผมสั้นร้องไห้หนักเข้าไปใหญ่

               

                “มันก็เรื่องแค่นี้เอง... อย่าเอาแต่ร้องไห้อยู่เลย ร่าเริงกันหน่อยสิ” แทยอนพยายามแก้สถานการณ์เต็มที่ ถึงแม้เธอเองยังร้องไห้เหมือนคนอื่นๆ ทว่าถ้าเธอไม่เข้มแข็งซักคน แล้วสมาชิกคนอื่นในวงจะเป็นอย่างไร ถนนบนเส้นทางการเป็นเกิร์ลกรุ๊ปมันไม่ได้มีขวากหนามเพียงแค่นี้ ถ้าเธอพาเพื่อนในวงก้าวข้ามผ่านมันไปไม่ได้

               

               

                ...ตำแหน่งลีดเดอร์คงไม่มีความหมาย...

               

 

                “โดนแอนตี้ใส่ขนาดนี้... ใครมันจะยิ้มออกกัน” ฮโยยอนตอกกลับ เธอกอดขาตนเองแน่น ขณะที่ฟันขบริมฝีปากอย่างกลั้นเสียงสะอื้น

               

                “เจอแค่ปิดแท่งไฟใส่ แล้วไม่มีเสียงเชียร์เรายังเป็นกันขนาดนี้ แล้วถ้าวันข้างหน้าเราเจอมากกว่านี้ แล้วเราจะผ่านมันไปได้ยังไงล่ะ!!” ประโยคเตือนสติจากลีดเดอร์ทำเอาทุกคนหยุดชะงัก ไอ้เข้าใจมันก็เข้าใจอยู่หรอก เพราะนี่มันถือเป็นเรื่องเล็กๆ ที่ศิลปินเกาหลีต้องมีกลุ่มแอนตี้อยู่แล้ว อยู่ที่ว่าโดนเกลียดมากหรือน้อยแค่ไหน แล้วถ้าบังเอิญวันข้างหน้า พวกเธอโดนเกลียดยิ่งกว่าเดิม... แล้วมานั่งร้องไห้อยู่แบบนี้มันจะช่วยอะไรได้...

               

                ใช่! เข้าใจดี... แต่ความรู้สึกเจ็บปวดในหัวใจมันห้ามกันได้ที่ไหน...

               

 

                ...หยาดน้ำตาถ้ามันห้ามได้ง่ายๆ คนทั้งโลกคงยิ้มให้กันอย่างได้ไม่ต้องเสแสร้งแล้วล่ะ...

               

 

                “เราควรจะดีใจด้วยซ้ำนะ...”

               

                “...” สาวๆ มองหน้าแทยอนด้วยความสงสัย ในเวลาอย่างนี้ลีดเดอร์ยังมีกะจิตกะใจมาดีใจอะไรอีกหรอ

               

                “คิดดูสิ... จะมีวงไหนบ้าง... ที่ได้ขึ้นแสดงท่ามกลางความมืด... ไม่มีเสียงร้อง... ไม่มีเสียงปรบมือ มีแต่เสียงเชียร์วงอื่นดังอื้ออึงไปหมด...”

               

                “...”

               

                “...เราควรจะดีใจ... ที่สุดท้ายแล้วเราก็ผ่านมันมาได้ แถมยังร้องเพลงได้จนจบด้วย...”

               

                “...”

               

                “เราควรจะดีใจ... ที่เหตุการณ์ในวันนี้ จะทำให้วงเกิร์ลกรุ๊ปที่ชื่อว่า ‘โซนยอชิแด’ กลายเป็นที่จดจำมากยิ่งขึ้น...” แทยอนลุกขึ้นยืนเต็มส่วนสูง เธอยื่นมือให้ทิฟฟานี่เพื่อฉุดร่างบางให้ลุกขึ้น ในขณะที่สมาชิกในวงก็เริ่มลุกขึ้นตาม สาวๆ เดินเข้ามาใกล้กันแล้วล้อมเป็นวงกลม มือที่กุมกันแน่นเป็นทอดๆ เหมือนจะถ่ายทอดทุกความรู้สึกระหว่างกันและกันให้เพื่อนคนอื่นได้รับรู้

               

               

                เพื่อนที่ไม่ได้เป็นแค่สมาชิกร่วมวง... แต่เป็นเหมือนครอบครัวเดียวกัน...

               

 

                “สุดท้าย... เราควรจะดีใจที่เหตุการณ์ในวันนี้ มันจะทำให้พวกเราเข้มแข็ง แล้วเติบโตขึ้นไปอีกก้าวหนึ่ง” สิ้นคำทุกคนก็เดินเข้ากอดคอกันเหมือนอย่างที่เคยทำก่อนขึ้นแสดง สาวๆ ยิ้มให้กันทั้งที่ใบหน้าของแต่ละคนยังเปื้อนคราบน้ำตา หากถูกอย่างที่แทยอนพูดทุกอย่าง

               

 

                ...ถ้าหากไม่เคยผ่านช่วงเวลาที่อ่อนแอ คงไม่มีวันรู้ว่าความเข้มแข็งเป็นยังไง...

           

 

            “ชีกือมึน โซนยอชิแด!”

 

           

 

 

 

 

            28 August 2008

           

                จากวันนั้นก็ผ่านมาได้ราวสองเดือนกว่าแล้ว ถูกอย่างที่แทยอนเคยพูดไว้ คนเราจะเข้มแข็งขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผ่านจุดอ่อนแอมาก่อน พวกเราเลยได้แต่ทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด โดยเลิกแยแสต่อกระแสแอนตี้ที่นับวันเริ่มรุนแรงขึ้นทุกที โดยเฉพาะฉันกับเจสสิก้า

               

                สาวผมน้ำตาลบลอนด์มีแอนตี้มาเยอะตั้งแต่ยังไม่เดบิวต์ ทำให้ฉันนึกชื่นชมเธออยู่บ่อยๆ ที่ยังคงเข้มแข็งได้อย่างในทุกวันนี้ หากตัวฉันเองเล่า... บอกตามตรงว่าฉันไม่เคยเตรียมตัวรับกระแสแอนตี้ที่อาจเกิดขึ้นเลย ฉันคงเด็กเกินไป หรือมองโลกสวยงามเกินไปล่ะมั้ง เอาแต่คิดว่าถ้าฉันได้เดินตามเส้นทางความฝันของตนเอง ทุกอย่างก็จะราบรื่นราวกับโปรยด้วยกลีบกุหลาบ ทว่าฉันหลงลืมว่ากุหลาบที่สวยแค่ไหน มันก็ยังคงมีหนามแหลมคมอยู่ดี...

               

                ทุกวันนี้เลยต้องระมัดระวังเป็นเท่าตัวเวลาจะพูดอะไร ซึ่งแทยอนเองก็ยังคอยช่วยเตือนฉันบ่อยๆ ด้วยน้ำเสียงที่เหมือนกับพี่สาวกำลังดุน้องสาว หากฉันรู้ดีว่านั่นเป็นการแสดงความห่วงใยของเธอ

               

                ยิ่งพออยู่ในระหว่างรายการวิทยุเช่นนี้ แทยอนจะมองมาทางฉันบ่อยมาก เนื่องจากกลัวฉันเผลอหลุดปากพูดอะไรให้พวกแอนตี้ก่อกระแสแรงขึ้นอีก

               

                พิธีกรให้เราเขียนข้อความถึงสมาชิกในวงแล้วหยิบขึ้นมาอ่านเพื่อสุ่มทายอย่างสนุกสนาน มันทำให้เราขำขันไม่น้อยเมื่อแต่ละคนก็จงใจเผาเพื่อนกันสุดฤทธิ์ แล้วขณะนี้ก็เป็นตาของเจสสิก้าพอดี

               

                “ใบต่อไป... ‘สิก้าที่รัก เราสนิทสนมกันตลอดเลยเนอะ เธอรู้ว่าฉันรู้สึกยังไงกับเธอใช่มั้ย? ไปเที่ยวกันเถอะ แล้วไปกินเค้กกัน’ ” ทันทีที่พิธีกรอ่านจบ ฉันก็แอบสังเกตเห็นว่าใบหน้าของเจสสิก้าแดงเรื่อขึ้นมาเสียดื้อๆ ไม่ต้องเดาให้วุ่นวายอะไรหรอก ในเมื่อคำแรกที่ใช้เรียกคุณเธอก็ชี้ชัดซะขนาดนั้น ลองถ้าเป็นคนอื่นเรียกเจสสิก้าว่า ‘ที่รัก’ ดูสิ มีหวังได้เอฟเฟคต์น้ำแข็งกระจายรอบห้อง เพราะเจ้าตัวสงวนสิทธิ์ไว้ให้ยูริเรียกได้คนเดียวอยู่แล้ว

               

                แต่จะว่าไปยูรินี่ยังไงกันนะ ตอนอยู่หอก็ไม่เห็นจะหวานใส่กันเท่าไหร่เลย ในเมื่อร่างสูงเอาแต่นั่งเขินอายให้เจสสิก้าเข้าหาเป็นประจำ หากนี่ดันเขียนออกรายการวิทยุโต้งๆ ว่าเธอรู้ว่าฉันรู้สึกยังไงกับเธอใช่มั้ยอะไรนั่น... แน่จริงก็บอกรักกันกลางรายการเลยก็ได้ คนอื่นเขาคงไม่ถือหรอก

               

               

                ...แถมยังมีแอบชวนออกเดทต่อหน้าสาธารณะชนอีก เชื่อเขาเลย ควอน ยูริ!...

               

 

                “โอเค...อันนี้ของยูริค่ะ” เจสสิก้าตอบโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด ใบหน้าขาวเนียนแดงก่ำ แต่เธอก็หันมองไปทางคนรักด้วยสายตาหวานเชื่อม เหมือนอยากจะบอกว่าทำดีแล้วที่เขียนอย่างนั้นออกมาอะไรทำนองนั้น หรือไม่เช่นนั้นก็ยูริเป็นคนชวนเอง ห้ามผิดนัดทีหลังนะ... ล่ะมั้ง

               

                เกมทายคนเขียนยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงคิวของฉัน แค่ข้อความแรกก็ทำเอาหัวใจแทบหยุดเต้น

               

                “ ‘ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฟานี่จอมสกปรก’ ” ไม่มีใครจะเรียกชื่อฉันอย่างนี้นอกจากคนที่เป็นรูมเมทกันมาหลายปีอย่างแทยอนนั่นแหละ ไม่รู้ว่ากับแค่เรื่องอาบน้ำเรื่องเดียว เธอจะล้อฉันไปถึงเมื่อไหร่ รู้บ้างรึเปล่าว่าฉันเขินอายจนทำอะไรไม่ถูก เมื่อโดนคนที่ตนเองแอบรักมาเนิ่นนานชอบหาว่าสกปรกอย่างนี้น่ะ

               

                “เธอ! คิม แทยอน...” พูดไม่ออกนอกจากเรียกชื่อเธอไปซะเต็มยศ ขณะที่ร่างเล็กกลับยิ้มร่าแล้วทำเหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย

               

                “ ‘เราใช้เวลาร่วมกันกว่า 3 ปี สนุกด้วยกัน เศร้าด้วยกัน ฉันหวังว่าจะเป็นอย่างนี้ตลอดไปนะ มาคุยกันให้มากกว่านี้เถอะ รักเธอนะ มิยอง’ ” ของยูริว่าโจ่งแจ้งแล้ว... ของแทยอนนี่ยิ่งเข้าไปใหญ่ ฉันไม่รู้ว่าตอนนี้ฉันกำลังทำหน้าแบบใด หากพยายามคิดว่านั่นเป็นเพียงถ้อยคำที่เพื่อนมีให้กัน แทยอนก็เป็นอย่างนี้ล่ะ รักก็บอกว่ารัก ชอบก็บอกว่าชอบ เขาซื่อตรงต่อความรู้สึกตัวเองจะตายไป ก็ไม่น่าแปลกที่เขาจะพูดว่ารักฉันได้บ่อยๆ

               

                ปัญหาคือความหมายของเขามันเป็นแค่คำที่มีให้เพื่อนรัก... ในขณะที่ฉันก็ต้องไปแอบเจ็บปวดอยู่คนเดียว เมื่อคำว่ารักที่อยู่ภายในหัวใจของฉัน มันไม่ได้หมายความเช่นเดียวกันกับเธอ

               

                “คิม แทยอน! ฉันจะบอกแม่เธอว่าเธอแกล้งฉัน ฉันจะโทรหาแม่เธอ” สิ่งเดียวที่นึกได้ในตอนนี้คือเอาแม่อีกฝ่ายมาขู่ไว้ก่อน น่าแปลกที่ทั้งบ้านเธอรู้กันหมดว่าฉันคิดยังไงกับเธอ หนำซ้ำแม่ของเธอยังเชียร์ให้ฉันเป็นลูกสะใภ้ตระกูลคิมยังกับอะไรดี ท่านตามใจฉันมากกว่าแทยอนลูกสาวคนโตของบ้านเสียอีก

               

                “โอ้ ถ้างั้น มิยอง ก็เป็นชื่อจริงของเธอนะสิ ใช่ไหม? เพราะดีออก มิยอง” พิธีกรพูดหยอกล้อด้วยความขำขัน รู้กันดีอยู่แล้วว่าชื่อนั้นเป็นชื่อต้องห้าม ที่ฉันไม่ชอบมันไม่ใช่อะไรหรอก เพียงแค่มันฟังดูโบราณแล้วคนอื่นก็จะชอบล้อฉันเท่านั้นเอง ฉันเลยไม่ชอบให้ใครเรียกฉันด้วยชื่อนั้น หากกับแทยอนแล้ว... ฉันกลับอยากให้เธอเรียกฉันว่า ‘มิยอง’ เหมือนเดิม

               

               

                ...อยากให้เธอเรียกฉันไม่เหมือนคนอื่น...

               

                ...ให้ฉันรู้สึกว่าเป็นคนพิเศษของเธอแค่เสี้ยวนาทีก็พอแล้ว...

               

 

                “ใช่ เพราะจะตายไป” ถ้าเพราะจริงทำไมเธอไม่เรียกฉันอย่างนั้นแล้วล่ะ...

               

                “ครั้งที่แล้วทิฟฟานี่บอกว่า แทยอนชอบดุเธอ” คำพูดของพิธีกรทำให้ฉันหน้าแดงขึ้นอีกระลอก รู้สึกตัวเหมือนเป็นเด็กขี้ฟ้องยังไงชอบกล ไม่ว่าออกรายการไหนฉันมักจะพูดเช่นนี้เสมอ ช่วยไม่ได้ ในเมื่อแทยอนชอบดุฉันจริงๆ นั่นแหละ แล้วเจ้าตัวก็จะแก้เก้อด้วยประโยคที่ทำให้ฉันพูดไม่ออก เช่น...

           

            ‘แต่เธอก็เป็นคนเดียวที่ฉันพูดแบบนี้ด้วย’

           

                “ไม่ ไม่ดุหรอก แค่ห่วงมากเท่านั้น... แต่ก็นะ... ฉันไม่ชอบเวลาที่เธอดุฉันเลยจริงๆ แทยอน” ฉันหันไปพูดกับเธอที่ยังคงยิ้มร่าเมื่อแกล้งฉันได้

               

            “แล้วต้องให้ฉันทำยังไงล่ะ ถึงจะแสดงออกว่าฉันห่วงเธอ” ...งานนี้เล่นเอาพูดอะไรไม่ออกเลย ความร้อนผ่าวลามเลียไปตามพวงแก้มใสจนฉันรู้สึกว่าร้อนไปทั้งหน้า ถ้าสังเกตเห็นคงพบว่าตอนนี้ใบหน้าขาวๆ ของฉันมันคงแดงก่ำราวมะเขือเทศเป็นแน่

               

                บ้าจริง!! ทั้งๆ ที่รู้ว่าที่เธอพูดมันก็เป็นเพียงแค่แฟนเซอร์วิสอย่างที่บริษัทสั่งให้เราทำ ไม่ได้มีความหมายสลักสำคญอะไรกับเธอเลย หากหัวใจมันยังคงหวั่นไหวทุกครั้งที่ได้ยินถ้อยคำหวานๆ ถ้อยคำที่เหมือนกับว่าเราไม่ใช่เพียงเพื่อนสนิทกันธรรมดา ทว่าเป็น...คนรัก

               

                ฉันไม่เคยอยากเป็นคนรักของเธอ... ทว่าฉันอยากเป็นเพียงแค่คนที่เธอรักเท่านั้นเอง

               

               

                ...แน่นอนว่าคงไม่มีวันเป็นไปได้ ในเมื่อหัวใจดวงนั้นของเธอมอบให้ซันนี่ไปแล้ว...

               

 

                หลังจากที่ทิ้งให้ฉันค้างกับประโยคเคลือบยาพิษของเธอ พิธีกรก็หยิบจดหมายฉบับอื่นมาอ่านให้สมาชิกในวงทายชื่อคนเขียนไปเรื่อยๆ จนถึงคิวของแทยอน

               

                “อีกข้อความนะ ‘ภรรยาของฉันตลอดไป คิม แท อี. ขอบคุณสำหรับความห่วงใยและกำลังใจ ฉันจะพยายามไม่ทำตัวมีปัญหา จะเชื่อฟังที่เธอสอน และจะพยายามพัฒนาการพูดของฉันนะ รักเธอจ้า’ ของใครน่ะ” อดสะดุ้งไม่ได้เมื่อข้อความนี้ถูกอ่านต่อหน้าคนอื่น ที่ฉันทำอย่างนั้นก็เป็นเพราะว่าหลังจากข่าวแฟนเซอร์วิสของเราสองคนเริ่มแพร่กระจายไปในหมู่แฟนคลับ เขาก็ต่างจิ้นคู่ฉันกับแทยอนเป็นว่าเล่น หนำซ้ำที่สำคัญพวกเขามักคิดว่าแทยอนเป็นภรรยาของฉันเสียด้วยสิ อันเนื่องมากจากผมที่ซอยสั้นระต้นคอของฉัน จนแลดูเหมือนเป็นผู้หญิงห้าวๆ ล่ะมั้ง ทั้งที่ฉันสาวแตกจะตายไป

               

               

                ...ใครจะรู้ว่าความจริงแล้วแทยอนแมนกว่าที่พวกคุณคิดเยอะ!...

               

 

                “ใครอ่ะ” แสร้งถามไปงั้น ทั้งที่รู้ดีกับตัวเองอยู่แล้ว ในเมื่อฉันเป็นคนเขียนมันเองนี่หน่า

               

                “ฉันรู้แล้ว” แทยอนตอบขณะมองมาทางฉัน ดวงตาของเธอมันทำเอาฉันต้องหลบวูบ เนื่องจากอาการแปลกๆ ที่ก่อตัวขึ้นภายในหัวใจ

               

                “ทิฟฟานี่หรือ”

               

                “น้องเห็ดนั่นแหละ” เท่านั้นฉันก็ส่งค้อนวงโตไปให้เธอทันที เรื่องอะไรมาเรียกฉันว่าน้องเห็ดกันเล่า!! ถึงแม้ทรงผมของฉันมันจะเหมือนเห็ด แล้วที่ฉันเคยพูดภาษาเกาหลีเพี้ยนจากคำว่าอัญมณีเป็นเห็ดนั่นก็เถอะ

               

                “อะไรนะ ภรรยาหรอ” พิธีกรถามอย่างงุนงง ขณะที่เพื่อนสมาชิกในวงเริ่มหัวเราะคิกคักอย่างรู้กันดี ว่าที่เราทำมันเป็นแค่รักโปรโมทชั่วครู่ชั่วคราวเท่านั้น หากคงมีเพียงซันนี่ล่ะมั้งที่อยู่ในอาการหัวเราะไม่ออก ในเมื่อคนที่เธอรักต้องถูกคิดว่าเขาเป็นภรรยาของฉันนี่หน่า

               

               

                ...ทั้งที่ซันนี่เองก็รักแทยอนเหมือนกัน ทว่าฉันไม่เห็นเข้าใจเลย เหตุใดแทยอนไม่ยอมขอเธอเป็นแฟนซะที...

               

                ...สงสัยไปก็เท่านั้นล่ะ ในความเป็นจริงถ้าพวกเขาสองคนคบกันขึ้นมา...

               

 

                ...หัวใจฉันคงแตกสลายไปเหลือชิ้นดี...

               

 

                “ก็ตั้งแต่ฉันมาอยู่ที่เกาหลี เราอยู่ด้วยกันมา 3 ปี เขาก็เป็นภรรยาของฉันไง ตลอดไปด้วย” รู้สึกขัดเขินชอบกล เมื่อต้องมาเรียกแทยอนเป็นภรรยาเช่นนี้ ถ้าให้พูดเป็นสามีอะไรงั้นฉันคงไม่เขินขนาดนี้หรอก เพราะตอนนี้คนอื่นเขาคงคิดว่าฉันคงแมนจะแย่แล้วมั้งนั่น ทั้งที่ความจริงคนที่ดูแมนภายนอกอย่างฉัน กลับกลัวได้ทุกอย่างตั้งแต่แมลงยันความมืด เสียงฟ้าร้อง เรื่องผีสาง อย่างอื่นอีกจิปาถะ

               

               

                ...จะไปแมนพอที่จะเรียกแทยอนว่าเป็น ‘ภรรยา’ ได้ยังไงกัน...

               

 

                “อีกข้อความนะ ‘แทแเทที่รัก รู้ไหมว่า แทงสิก กำลังเป็นที่นิยมมาก? รักที่ซ่อนเร้นของเรากำลังจะถูกเปิดเผย ฉันเชื่อว่าเธอจะดูแลพวกเราทุกคนต่อไปอย่างที่เคยทำมาก่อนนะ ฉันรักเธอ แม่คนเจ๋ง’ ” ไม่น่าเชื่อว่าเจสสิก้าจะกล้าเขียนอะไรแบบนี้ ทว่ายูริยังคงนั่งนิ่งเหมือนรู้ว่าคนรักแค่ล้อเล่นขำๆ หรือไม่เช่นนั้นก็พยายามห้ามความรู้สึกตนเองเต็มที่ ยูริก็เป็นแบบนี้เสมอ เหมือนแทยอนตรงที่มีอะไรแล้วมักชอบเก็บไว้กับตนเอง ไม่ยอมระบาย ไม่ยอมเอ่ยกับใคร เหมือนอัดความรู้สึกทั้งหมดไว้ในขวดแก้วใบเล็กๆ

               

                วันใดที่มันแตกออก... เศษแก้วก็จะสร้างบาดแผลให้คนรอบข้าง...

               

                “ฉันรู้แล้วล่ะ” แทยอนรับอย่างขำขัน

               

                “แทงสิกกำลังเป็นที่นิยมจริงหรอเนี่ย” สิ้นคำถามของพิธีกรก็ทำเอาฉันห้ามตนเองไม่อยู่ขึ้นมา

               

            “ไม่มีวันซะละ แทยอนเป็นของฉันย่ะ!” เท่านั้นล่ะ เจสสิก้าก็หันมายิ้มให้ฉันอย่างรู้ทัน พาลให้หน้าแดงขึ้นมาอีกระลอก เมื่อรู้ว่าเธอทำเพื่อแค่แกล้งให้ฉันแสดงความรู้สึกจริงๆ ในหัวใจของตนเอง ซึ่งต่อให้จะแสดงออกมากแค่ไหน แทยอนก็ไม่เคยรับรู้เสียที

               

               

                ...เธอความรู้สึกช้า หรือว่าไม่เคยนึกถึงความรู้สึกในใจของเพื่อนคนนี้กันแน่...

               

 

                “เอาล่ะ สรุปได้แล้วว่าคนอื่นคิดว่าแทยอนเป็นได้ทั้งแม่และภรรยา”

               

                “อยู่ดีๆ ฉันก็เจ็บแปลบที่ใจ” เปรยเบาๆ ขณะหันไปมองหน้าเธออย่างตัดพ้อ แน่นอนว่าคนที่ไม่เคยรู้ตัวอย่างเธอ ก็ไม่มีวันรู้ตัวอยู่วันยันค่ำ

               

                “เกิดอะไรขึ้น” พิธีกรถามด้วยความแปลกใจ ทั้งที่ฉันยังไม่ละสายตาจากใบหน้าของเธอ

               

                “เพราะแทยอนเป็นภรรยาของคนอื่นๆ ด้วยนะสิ...”

               

                รู้อะไรมั้ย... ฉันไม่อยากให้แฟนคลับชื่นชอบคู่ของฉันกับแทยอนเลย เพราะเมื่อไม่มีคนชอบ แทยอนก็ไม่จำเป็นต้องมาเซอร์วิสแฟนบ้าบออะไรนี่ ไม่ต้องหยอดคำหวานให้ฉันต้องหวั่นไหว ไม่ต้องสร้างภาพว่าเรารักกันเกินคำว่าเพื่อน ไม่ต้องกลัวว่าซันนี่จะเข้าใจผิด

               

 

                ...ถ้าไม่มีแฟนเซอร์วิส ทุกสิ่งที่แทยอนทำให้ฉัน มันจะได้ออกมาจากหัวใจของเธอจริงๆ ซะที...

               

                ...เผื่อเธอจะรับรู้ขึ้นได้บ้าง ว่าทุกสิ่งที่ฉันทำ มันก็เพราะฉันรักเพื่อนอย่างเธอเต็มหัวใจ...

               

 

 

 

 

                “แทยอน...เล่นเกมกัน” เสียงเรียกของซันนี่ที่กำลังบังคับจอยสติ๊กซ์ในมือดังขึ้นภายในห้องโถง ทำเอาแทยอนที่กำลังเกลือกกลิ้ง นั่งๆ นอนๆ อยู่บนโซฟาสะดุ้งโหยง เธอมองหน้าคนตัวเล็กที่ดูจะเมามันเหลือเกินกับภาพเคลื่อนไหวของเกมต่อสู้ในโทรทัศน์ ยิ้มมุมปากบางๆ เล็กน้อย ก็ใบหน้าของซันนี่มันดูจริงจังเกินไปน่ะสิ กับแค่เล่นเกม แม่คุณเล่นทำเหมือนวางแผนประชุมลับระดับประเทศ

               

 

                ...มัน... น่ารัก... จริงๆ ให้ตาย...

               

 

                “ไม่เอาอ่ะ ซันก็เล่นกับซูไปสิ” แทยอนบ่ายเบี่ยงด้วยใบหน้าแดงเรื่อ ไม่ใช่อะไรหรอ แต่เธอกลัวว่าจะเล่นเกมแพ้อีกคนต่างหาก รู้กันอยู่ว่าฝีมือเล่นเกมซันนี่ก็เก่งไม่เป็นสองรองใคร เล่นน็อคไปตั้งหลายเกมจนเจ้าตัวต้องขวนขวายหาแผ่นใหม่ๆ มาเล่นอยู่เป็นประจำ

               

 

                ...โดนซันนี่เอาชนะได้ ก็เสียหน้ากันพอดี!...

               

 

                “ก็เห็นอยู่ว่าซูไปถ่ายรายการยังไม่กลับ ยุนอาถ่ายละคร ฮโยก็มัวแต่คิดท่าเต้นใหม่ น้องซอกับฟานี่อ่านหนังสือ สิก้ากับยูลก็ง้อๆ งอนๆ กันอยู่ในห้อง ฉันไม่อยากไปขัดหรอกนะ เหลือเธอคนเดียวแล้วล่ะที่จะเล่นเป็นเพื่อนฉันได้” ประโยคยาวยืดทำเอาแทยอนถอนหายใจ ส่วนฉันที่อยู่ๆ เข้าไปมีส่วนร่วมในบทสนทนาถึงกับสะดุ้ง ละสายตาจากหนังสือนิยายรักภาษาอังกฤษในมือครู่หนึ่ง ก่อนจะแสร้งไม่สนใจเธอและซันนี่อีก ทั้งที่โสตประสาทกลับตั้งใจฟังเป็นอย่างดี

               

                อุตส่าห์ทำไม่รู้ไม่เห็น นั่งปลีกวิเวกอ่านหนังสืออยู่คนเดียวแล้วแท้ๆ ทำไมซันนี่ยังต้องดึงฉันเข้าไปเอี่ยวด้วยอีก

               

                “โอเค... เล่นด้วยก็ได้ยัยเตี้ย” แทยอนรับอย่างเสียไม่ได้ เธอรับจอยสติ๊กซ์มาก่อนจะกดเลือกตัวไปมั่วๆ ความจริงแล้วทำไมฉันจะไม่รู้เหตุผลของเธอ ว่าที่ยอมเล่นเกมกับซันนี่ทั้งที่ตนเองก็ไม่ได้ชื่นชอบมันเท่าไหร่นัก มันเป็นเพราะแทยอนอยากใกล้ชิดคนที่ตนเองหลงรักต่างหาก

               

                แล้วฉัน... เธอเอาไปไว้ไหนของเศษเสี้ยวในหัวใจเธอ...

               

                “เธอว่าใครเตี้ยห๊ะ คิม แทยอน! เธอสูงกว่าฉันไม่กี่เซ็นต์หรอก!”

               

                “แต่เธอก็ยังเตี้ยกว่าฉันอยู่ดี ยัยเตี้ย!” เอาเข้าไป ประเด็นส่วนสูงถูกยกมาถกเถียงกันได้อย่างไม่รู้เบื่อ เหมือนฉันกลายเป็นธาตุอากาศภายในห้องไปเฉยๆ ทั้งสองคนนั่นไม่ได้รับรู้การมีอยู่ของฉันเลยซักนิด ยิ่งต่อให้พวกเธอเถียงกันมากเท่าไหร่ หากฉันก็รู้ดีว่ามันทำให้พวกเธอใกล้ชิดกันได้มากขึ้น แล้วมันก็ยิ่งกรีดซ้ำลงบนบาดแผลรอยเดิมที่ยังไม่สมานเสียที

               

                ทั้งสองเล่นเกมกันอย่างสนุกสนาน ขณะที่ตัวหนังสือตรงหน้าไม่ได้ผ่านเข้าหัวสมองของฉันเลยซักนิด ยิ่งนั่งอยู่ตรงนี้นานเท่าไหร่ หัวมันก็ตื้อไปหมด จะมีก็เพียงแต่ความร้อนผ่าวที่คลอเอ่อขึ้นมารอบสองหน่วย ทำเอาอดสงสัยไม่ได้ว่าฉันยังเหลือน้ำตาไว้ให้ตอกย้ำความเจ็บปวดของตนเองด้วยอีกหรอ

               

               

                ...นึกว่าร้องไห้ทุกคืนจนไม่มีน้ำตาไปแล้ว...

               

 

                “แทอย่าขี้โกงดิ!” ซันนี่แหวใส่เมื่อแทยอนฉวยโอกาสผลักร่างเล็กเต็มแรง ก่อนจะเอาชนะในเกมไปได้อย่างฉิวเฉียด มีหรือที่เจ้าแม่แผ่นเกมอย่างซันนี่จะยอม เธอพยายามแย่งจอยสติ๊กซ์ในมือของแทยอนคืนมาบ้าง ทว่าเปล่าประโยชน์เนื่องจากช่วงตัวที่ยาวกว่าไม่กี่เซ็นต์ของแทยอน

               

                จากสงครามในจอสี่เหลี่ยม กลายเป็นสงครามจริงขึ้นมา ทั้งสองเล่นผลักกันไปมา แต่เพราะแรงยื้อนั่นทำให้ร่างเล่นล้มไปด้วยกันทั้งคู่...

               

                “อ๊ะ!...”

           

            ...มันจะไม่อะไรหรอกนะ... ถ้าเพียงแต่แทยอนไม่ได้กำลังคร่อมซันนี่ และริมฝีปากของทั้งสองจะไม่ได้สัมผัสกันอยู่...

           

                “ฉันว่าฉันไม่ควรจะอยู่ตรงนี้สิเนอะ...” กล่าวแก้เก้อด้วยความรู้สึกที่อัดแน่นภายในใจจนล้นปรี่ ถ้าอยู่ตรงนั้นนานกว่านี้เพียงนิดเดียว ความรักที่เป็นความลับซึ่งฉันคอยปกปิดมาตลอดระยะเวลาหลายปี คงถูกเปิดเผยได้ในไม่ช้า แล้วหนำซ้ำดูเหมือนประโยคของฉันจะไม่ได้ลอยเข้าโสตประสาทของสองคนนั่นเลยซักนิด

               

               

                ...แต่ก็ดีแล้วล่ะ... เศษเกินเองก็ไม่ได้มีความหมายอะไรแต่แรกอยู่แล้ว...

           

            ‘มิยอง... เรามาจูบกันเถอะ

           

            ‘ฉันก็แค่อยากรู้ว่าฉันจูบเก่งรึเปล่า... ขอทดสอบหน่อยไม่ได้หรอ...’

           

            ‘ไม่ต้องกลัวหรอกนะ... ฉันก็จูบแรกเหมือนกัน...’

           

 

                โกหกทั้งเพ... ทุกสิ่งที่เธอสร้างความหวั่นไหวให้หัวใจดวงนี้ มันก็เป็นแค่คำว่าเพื่อนที่เหนี่ยวรั้งเราสองคนไว้ด้วยกันก็เท่านั้น ทำไมฉันต้องไปรู้สึกรู้สาอะไรด้วย กับแค่เธอจูบฉันเพราะอยากรู้อยากลอง... มันไม่ได้มีความหมายอะไรกับเธอหรอก ไม่ว่าจะจูบแรก จูบครั้งที่สองหรือไม่ว่าครั้งไหน

               

 

                ...เพราะต่อเมื่อคนที่เธอจูบด้วยเป็นฉัน... เธอก็คงไม่เห็นค่าของมัน...

               

               

                ไม่รู้เหมือนกันว่าจะอธิบายอาการเจ็บแปลบในช่องอกตอนนี้อย่างไรดี ฉันเจ็บจนไม่รู้จะเจ็บยังไงแล้ว ยิ่งใกล้ชิดเธอมากขึ้นทุกวัน ฉันใจมันก็พลันดิ้นรนไปหาความเจ็บปวดอย่างไม่กลัวว่าจะทรมานเจียนตายแค่ไหน เมื่อรู้ดีว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอมอบให้กันมันเป็นแค่ภาพลวงของมิตรภาพ

               

                ฉันไม่มีสิทธิ์หึง... ไม่มีสิทธิ์หวงเธออยู่แล้ว ต่อให้เธอจะอยากจูบใคร อยากรักใครมันก็สิทธิ์ของเธอ...

               

               

                ...แล้วสิทธิ์ของหัวใจที่ฉันรักเธอในตอนนี้ล่ะ มันเป็นเรื่องผิดนักหรอ...

               

 

                “พี่ฟานี่...” ไม่รู้ว่าพาร่างอันบอบช้ำเดินมาถึงห้องได้ยังไง รู้ตัวอีกทีก็มีเสียงเรียกของซอฮยอนลอยเข้ามาให้ได้ยิน เด็กสาวมองหน้าฉันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเข้าใจ แม้ฉันไม่ต้องเอ่ยปากเล่าอะไรมากมาย ความอ่อนแอที่กัดกินภายในหัวใจ ส่งผลให้ฉันโผเข้ากอดเธอแน่น ในขณะที่น้องเล็กได้แต่ลูบแผ่นหลังฉันเบาๆ เชิงปลอบประโลม

               

                “พี่เจ็บ... พี่เจ็บจนจะทนไม่ไหวแล้วซอ...”

               

                “ซอเข้าใจค่ะ” ซอฮยอนไม่ได้ว่าที่ฉันเอาแต่ฟูมฟายใส่ ตรงกันข้ามกลับพยายามปลอบโยนฉันให้หยุดสะอื้น หากหยาดน้ำตาที่มันไหลมาประจานความอ่อนแอของตนเองก็ไม่ได้หยุดลงง่ายๆ ภาพที่แทยอนจูบกับซันนี่วนเวียนเข้ามาในหัวราวกับหนังที่ฉายไม่รู้จักจบ ต่อให้มันจะเป็นแค่อุบัติเหตุ... แต่หัวใจมันห้ามความปวดร้าวได้เสียเมื่อไหร่

               

                “ถ้าเขาไม่รักพี่ เขาให้ความหวังพี่ทำไม เขาทำให้พี่รักเขามากขนาดนี้ทำไม...”

               

                “ความหวังที่เขาหยิบยื่น ถ้าเราไม่ตะเกียกตะกายไขว่คว้ามาก็คงไม่รู้จักคำว่าเจ็บหรอกค่ะ”

               

                “แต่ก็ไม่มีใครคิดจะปฏิเสธความหวังนั่นตั้งแต่แรกใช่มั้ย” ฉันพูดเหมือนรู้ในสิ่งที่เธอคิด แน่ล่ะ... ความหวังอันเลือนราง เมื่อเลือกจะคว้ามาเป็นเจ้าของ ตกแต่งความรักในความฝันเสียดิบดี ย่อมต้องเตรียมทำใจยอมรับผลที่จะเกิดขึ้นให้ได้ เพราะตัวเราเอาแต่หลงระเริง แล้วไม่ยอมปฏิเสธมันเสียแต่ทีแรก

               

                ปล่อยให้ใจถลำลึกลงไปในห้วงความเจ็บปวดอันไม่มีที่สิ้นสุด... จะถอนตัวตอนนี้ก็ช้าเกินไปเสียแล้ว...

               

               

                ...ตราบใดที่ฉันยังรักเธอ... รักเธอ... รักมากขึ้นทุกวันเช่นนี้...

               

                ...ฉันก็คงต้องเจ็บปวดมากขึ้นทุกทีใช่มั้ย...

 

               

 

 

 

 

                “ยูล... อย่าบอกนะว่ากำลังงอนฉันเรื่องรายการวิทยุวันนี้น่ะ...” เจสสิก้าถามด้วยความไม่เข้าใจ ก็คนรักของเธอน่ะสิ เป็นเหมือนเดิมทุกที มีเรื่องอะไรก็ไม่ยอมพูด เอาแต่นิ่งเงียบ แล้วใครมันจะไปตรัสรู้ได้ล่ะว่าพ่อคุณเขาคิดอะไรอยู่ โกรธเรื่องอะไรก็ไม่รู้ แต่มาทำเย็นชาใส่มันน่ามั้ยล่ะ!

               

                “ป...เปล่า” ช่างเป็นการปฏิเสธข้อกล่าวหาที่หนักแน่นเสียเหลือเกินนะ... เมื่อรู้ดีว่าไม่อาจหลอกเจสสิก้าได้ ยูริเลยแสร้งเบนหน้าหลบคนรักเอาเสียดื้อๆ ไม่อยากให้เจ้าหล่อนต้องคิดมากในสิ่งที่เธอกำลังเป็นอยู่

               

               

                ...ใครว่าควอน ยูริ สุขุม ใจกว้าง อ่อนโยนอะไรนั่นมันผิดทั้งเพ...

               

                ...เหนืออื่นใดใครจะรู้บ้างล่ะว่าเธอไม่ได้ใจกว้างขนาดนั้น...

               

 

                ...คนรักของเธอ... เธอไม่มีวันให้ใครแย่งไปได้...

               

 

                รู้กันดีว่า จอง เจสสิก้าเป็นคนขี้หึง แต่เข้าตัวหึงแล้วแสดงออก สาดเอฟเฟคต์ได้ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม หากใครมายุ่งกับคนรักของเธอ เป็นอันต้องแข็งไปเสียทุกราย ทว่าประเด็นสำคัญมันดันอยู่ที่ควอน ยูริ คนรักขี้เก๊กนี่น่ะสิ น้อยคนนักจะรู้ว่าร่างสูงเป็นคนขี้หึงขั้นรุนแรง!

               

                หึงน่ะเจสสิก้าก็ไม่ว่าอะไรหรอกนะ... แต่หึงเงียบนี่มันน่ากลัวชะมัด!!

               

                บทจะหึงไม่เคยยอมรับว่าหึง แสร้งทำเหมือนไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น แล้วเก็บความรู้สึกน้อยใจนั้นไว้กับตัวเพียงคนเดียว ถ้าปล่อยให้เป็นอย่างนี้นานวันเข้า เดี๋ยวความน้อยใจนั้นก็จะบั่นทอนความรักที่เคยมีซะจนไม่เหลือ นั่นแหละที่เจสสิก้ากำลังหวาดกลัว

               

                “เรื่องแทงสิกมันไม่มีอะไรหรอกยูล ฉันก็พูดแกล้งฟานี่ไปงั้นๆ แหละ อยากรู้หน้าตอนที่ยัยหมีนั่นหวงแทยอน” ร่างบางพยายามอธิบาย เคลื่อนกายไปเกินตักคนรักด้วยความเคยชิน ใบหน้าแนบลงกับแผงอกของเขาอย่างออดอ้อน ดวงตาเงยหน้ามองใบหน้าคมเข้มเป็นประกายทำเอาคนใจอ่อนแทบละลาย

               

                “ยูลไม่ชอบ...” ยอมรับได้ซะทีนะ พ่อคนปากแข็ง!! คราวหลังหึงก็บอกมาตรงๆ ไม่ใช่เล่นเอาแต่วางมาดไม่พูดไม่จา ทำเงียบทำเย็นชาใส่ กว่าเจสสิก้าจะรู้ว่ายูริหึง เพื่อหาเหตุผลมางอนง้อเขาได้ถูกก็ปาเข้าไปหลายชั่วโมงแล้ว รู้มั้ยว่ากว่าเธอจะง้างปากควอน ยูริ ได้ต้องใช้ความพยายามไปเท่าไหร่

               

                เฝ้านึกโกรธตัวเองอยู่นานสองนาน ว่าไปทำอะไรให้คนรักไม่พอใจตอนไหน นั่งคิดทบทวนตั้งแต่ตื่นนอนด้วยซ้ำว่าเธอคุยกับใครไปบ้าง จนมาถึงบางอ้อในรายการวิทยุ ที่เธอดันหลุดปากออกมาว่าแทงสิกกำลังเป็นที่นิยม พอขึ้นรถเท่านั้นล่ะ ยูริก็เล่นชิ่งไปนั่งข้างหลัง ปล่อยให้เธอต้องเก้อนั่งข้างหน้ากับทิฟฟานี่แทน

               

                ลงจากรถเข้าหอก็ไม่พูดไม่จา หนีเข้าห้องก่อน เล่นเอาเธอต้องง้อแทบตายถึงจะเปิดประตูเข้ามานั่งในห้องกับเขาได้เนี่ย!!

               

                ถ้าไม่รักยูริ จนอยู่ไม่ได้ถ้าขาดกัน คนอย่างเจ้าหญิงน้ำแข็งไม่มานั่งง้อ หรือนั่งแคร์อยู่อย่างนี้หรอกว่าเขาจะรู้สึกยังไง คนละเอียดอ่อนอย่างเขา มันทำให้กว่าเธอจะกระดิกตัวทำอะไรแต่ละที ก็ต้องมานั่งคิดว่าเขาจะรู้สึกยังไงรึเปล่า เขาจะเสียใจมากมั้ย

               

               

                ...เพราะเสียใจ เขาก็ไม่เคยพูด...

               

                ...เธอไม่อยากให้เขาต้องเก็บเรื่องทั้งหมดไว้กับตัวแบบนั้น...

               

 

                ...ถ้าวันใดที่ความรู้สึกถึงจุดแตกหัก เธอกลัวขวดแก้วจะแตกเข้าซักวัน...

               

 

                “ฉันขอโทษ... แต่ยูลเชื่อฉันสิว่าฉันรักยูล...” สิ้นคำบอกรัก คนขี้หึงพ่วงด้วยคำแหน่งขี้อายก็หน้าแดงเรื่อขึ้นมา นี่แหละนะ...เสน่ห์ในมุมลับๆ ของยูริที่คนอื่นคงไม่มีทางได้เห็น เจสสิก้าชอบคนขี้อาย...มันทำให้เธอรู้สึกอยู่ด้วยแล้วสบายใจ แถมดูเป็นคนไม่หลอกลวง รู้สึกยังไงก็แสดงออกมาอย่างนั้น

               

                น่าแปลกที่คนขี้อายอย่างควอน ยูริ กลับมีนิสัยไม่ค่อยพูดความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองซะงั้น!

               

                “ยูล... เดือนหน้าหนังที่ฉันอยากดูมากจะเข้าแล้วล่ะ ไปดูด้วยกันนะ” เปลี่ยนเรื่องเอาเสียดื้อๆ เมื่อรู้ว่าคุยเรื่องเดิมต่อไป ก็รังแต่จะตอกย้ำความเจ็บปวดให้สองเราอยู่แบบนั้น เรื่องที่มันเกิดขึ้นแล้วไม่มีวันแก้ไขได้ สู้พอปรับความเข้าใจกันได้ ก็หลงลืมมันไปเลยคงดีกว่า

               

                “ไม่กลัวยูลจะหลับหรอคะ...” ถามหยั่งเชิง รู้ว่าตนเองเป็นคนที่เข้าโรงหนังทีไร ก็ไม่ต่างอะไรกับการเปลี่ยนที่นอนนอกสถานที่เลยซักนิด หนังบู๊ยิงกันตู้มต้ามเธอก็หลับมาได้ไม่รู้สึกรู้สา นั่นทำให้ไม่ค่อยมีคนชวนเธอไปดูหนังเท่าไหร่นัก ตรงข้ามกับคุณหญิงเจสสิก้าที่ชื่นชอบการดูหนังรักเป็นชีวิตจิตใจ หนังใหม่เรื่องไหนเข้าหากไม่ได้ดูแม่คุณทำเหมือนจะขาดใจเสียให้ได้

               

               

                ...น่าแปลกที่มีเรื่องต่างกันขนาดนี้ ความต่างนั่นกลับทำให้ทั้งสองเข้ากันได้เสียอย่างนั้น...

               

 

                “แค่มียูลอยู่ข้างๆ ก็พอแล้วล่ะ...”

 

               

 

 

 

 

                ดึกมากแล้ว นาฬิกายังข้อมือด้านซ้ายบอกเธออย่างนั้น เนื่องจากกว่ากองถ่ายจะเลิกก็เกือบข้ามวันเข้าไปแล้ว และนักแสดงสาวอย่างยุนอาเองก็ไม่คิดด้วยว่าจะมีใครมาอยู่รอเพื่อเปิดประตูหอให้เธอ เนื่องจากเธอก็มีกุญแจของเธอเอง รวมถึงทำงานกันมาหนักทั้งวัน ใครจะบ้าอยู่นอนดึกได้ขนาดนี้

               

               

                ...แต่ทำไมเด็กคนนั้นกลับ...

               

 

                “กลับมาแล้วหรอคะพี่ยุน” เสียงทักใสๆ จากซอฮยอนทำเอายุนอาสะดุ้งเมื่อก้าวเท้าเข้ามาในหอพัก ใบหน้าสละสวยนั่นถ้ามองดูดีๆ จะพบว่าดวงตากลับมีรอยคล้ำจางๆ บ่งบอกให้รู้ว่าเจ้าตัวกำลังอดนอน ยุนอาเพ่งมองนาฬิกาของตนเองอีกครั้งเพื่อให้รู้แน่ชัดว่าไม่ได้ตาฝาด

               

                ก็ซอฮยอนบอกกับเธอเสมอว่าเจ้าตัวต้องนอนก่อนเที่ยงคืนเพราะมันเป็นเวลาที่ผิวจะได้พักผ่อนไม่ใช่หรอ

               

 

                ...นี่มันจะตีสองอยู่แล้วนะ!...

               

 

                “ทำไมไม่นอน” ถามด้วยความแปลกใจ จ้องมองหน้าน้องสาวคนสนิทอย่างจับผิด แต่ก็ไร้ผลเมื่อดวงตาคู่นั้นยังคงเป็นดวงตาคู่เดิมที่เธอไม่เคยรู้ถึงความนัย ซอฮยอนเป็นคนที่เก็บอาการเก่งอย่างนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว ลองเจ้าตัวไม่ปริปากพูด คงไม่มีใครรู้หรอกว่าร่างบางคิดอะไรอยู่

               

               

                ...ทั้งที่รู้จักกันมาตั้งนาน ถ้ายุนอาจะสะกิดใจขึ้นมาบ้าง...

               

                ...คงรู้ถึงความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ในหัวใจของใครอีกคน

               

 

                “พี่ยุนยังไม่กลับ ซอก็ยังหลับไม่ลงหรอกค่ะ... เหนื่อยมากมั้ยคะ” ว่าแล้วก็เลื่อนกายเข้าไปใกล้ ผ้าเช็ดหน้าในมือไล้ไปตามพวงแก้มและลำคอระหงที่มีหยาดเหงื่อเกาะอยู่เบาบาง เธอยิ้มให้ยุนอาด้วยรอยยิ้มแบบเด็กๆ ที่ทำเอาร่างสูงใจเต้นได้อย่างแปลกๆ

               

               

                ...ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นอะไรไป...

               

 

                “ไม่เท่าไหร่หรอก ไปนอนได้แล้วเราน่ะ”

               

                “หิวมั้ยคะ” ดูเหมือนซอฮยอนจะไม่แยแสซักนิดกับประโยคไล่ไปนอนกลายๆ ของเธอ ยังมีการถามกลับอีกว่าหิวมั้ย... นั่นทำเอายุนอาเพิ่งรู้ตัวว่าเธอไม่ยังไม่ได้กินข้าวเย็น แถมตอนนี้ท้องว่างๆ ของเธอมันก็เริ่มร้องประท้วงเสียแล้วสิ

               

                “นิดนึง”

               

                “งั้นพี่ยุนไปอาบน้ำรอก่อน เดี๋ยวซอทำอะไรให้กินนะคะ”

               

               

                ...ทำไมเธอต้องทำตัวเหมือนเป็นห่วงพี่ซะขนาดนี้นะซอฮยอน...

               

 

                ได้แต่ตั้งคำถามกับตนเอง หากความเหนื่อยอ่อนที่มี ทำเอาเธอทำตามคำชี้แนะของน้องสาวอย่างไม่คัดค้าน รีบอาบน้ำลวกๆ ก่อนจะออกมาพบกับบะหมี่หอมกรุ่นที่ตั้งวางอยู่บนโต๊ะกินข้าว พร้อมทั้งใบหน้าใสซื่อของคนทำ ที่เล่นเอาให้เธออดยิ้มกับตนเองไม่ได้

               

 

                ...ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน... ซอฮยอนก็ยังเป็น ‘น้องสาว’ ที่น่ารักของเธอเหมือนเดิม...

               

 

                “อร่อยจัง” ไม่รู้เพราะหิวจัด หรือเสน่ห์ปลายจวักของน้องสาวคนดีกันแน่ ที่ทำให้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปธรรมดาอร่อยขึ้นได้ทันตา อดนึกครึ้มไปไม่ได้ว่าถ้าคนที่ทำให้เธอเป็นเจสสิก้า หัวใจดวงนี้จะเต้นแรงกว่าที่เป็นอยู่ขนาดไหนนะ?... หากแน่นอนล่ะว่ายุนอาทำได้แค่เพ้อเล่นๆ กับตนเอง รอให้คุณนายมาทำบะหมี่ให้ ชาติหน้าคงไม่ได้กินหรอก ในเมื่อทุกทีปลุกตอนเช้ายังไม่ค่อยอยากจะตื่นเลยด้วยซ้ำ ไม่มีทางมารับรู้หรอกว่าเธอกลับดึกแค่ไหน

               

                “แล้วพี่ฟานี่ล่ะ” กินไปก็อดถามถึงรูมเมทของอีกคนไม่ได้ ทิฟฟานี่หวงน้องเล็กอย่างกับอะไรดี คงไม่มีทางปล่อยให้ซอฮยอนนอนดึกขนาดนี้หรอก

               

                “...เหนื่อยจนกลับไปตั้งแต่หัวค่ำแล้วล่ะค่ะ...” ซอฮยอนเลือกจะใช้คำว่าเหนื่อยแทน เธอไม่อยากบอกตามตรงว่าความจริงร้องไห้จนผล็อยหลับไปทั้งน้ำตาต่างหากล่ะ ความเจ็บปวดของพี่สาวร่วมห้องทำไมเธอจะไม่รับรู้ ในเมื่อเธอก็เป็นแบบทิฟฟานี่ออกบ่อยไป รับความหวังนั้นมาหล่อเลี้ยงหัวใจชั่วครู่ยาม แต่ความเจ็บปวดมันยาวนานเกินกว่าจะรับไหว

               

                “แล้วพี่สิก้า... เป็นไงบ้าง...”

               

                “ก็สบายดีค่ะ”

               

 

                ...จะมีซักครั้งมั้ยคะพี่ยุน ที่เวลาเราอยู่ด้วยกันสองคน สายตาพี่จะมีแค่ฉัน...

               

 

                แน่นอนว่านั่นเป็นแค่คำต้อพ้อภายในใจของซอฮยอนก็เท่านั้น รู้กันดีว่าคนที่ดีกับคนที่รักมันต่างกัน ต่อให้เธอจะดีแทบตายแค่ไหน ความรู้สึกที่เขามีต่อเธอก็ไม่เคยพัฒนาไปเกินคำว่าพี่น้องเลยซักนิด สายตาเขาทุกครั้งยังคงจ้องมองไปยังเจสสิก้า รุ่นพี่คนสวยที่กุมหัวใจร่างสูงไว้ตั้งแต่แรกเห็น

               

               

                ...แล้วก็เป็นส่วนหนึ่งในบทสนทนาของพวกเธอได้ทุกครั้งไป...

               

 

                “ขอบคุณสำหรับบะหมี่นะซอ... อร่อยมากเลยล่ะ” หลังจากใช้เวลาไม่นาน คนไม่เคยรู้ตัวก็จัดการกับอาหารในชามได้อย่างรวดเร็วเสียจนคนทำยิ้มไม่หุบ ต่อให้ฝีมือการทำอาหารของซอฮยอนจะไม่ได้เก่งเท่าแทยอน หรือฮโยยอน อย่างน้อยแค่ยุนอากินแล้วมีความสุข... เท่านั้นเด็กสาวก็ดีใจแทบบ้าแล้ว

               

                “...” ซอฮยอนทำเพียงยิ้มให้ ก่อนที่เธอจะใช้ปลายนิ้วไล้ไปตามริมฝีปากบางของพี่สาวอย่างเผลอไผล นิ้วค่อยๆ เกลี่ยน้ำซุปที่ติดปากร่างสูงอยู่ออก กว่าจะรู้ตัวก็เมื่อยุนอากุมมือเธอเอาไว้หลวมๆ นั่นแหละ ถึงนึกขึ้นได้ว่าตนเองเพิ่งทำอะไรที่ไม่น่าให้อภัยลงไป

               

                “อ...เอ่อ... ข...ขอโทษค่ะ...” ละลักละล่ำขอโทษก่อนจะวิ่งหนีเข้าห้องโดยไม่คิดหันกลับมามองใบหน้างุนงงของพี่สาวเลยซักนิด

               

                “เป็นอะไรของเขานะ...” ยุนอาพึมพำกับตนเอง เธอไม่ได้โกรธที่ซอฮยอนทำอย่างนั้น อาจเพราะสนิทกันมาเนิ่นนาน การจะใช้ปลายนิ้วเช็ดปากที่เลอะอยู่ของเธอมันก็ไม่ใช่เรื่องน่าโกรธเคืองซะหน่อย

               

                “จะว่าไป... นิ้วของซอก็อุ่นดีนะ” เปรยขึ้นท่ามกลางความมืด เธอไล้ปลายนิ้วไปตามริมฝีปากของตนเองที่ยังมีร่องรอยอุ่นๆ จากนิ้วของอีกคน พาลให้หน้าร้อนผ่าวขึ้นมาเสียดื้อๆ

               

               

                ...นี่เธอเป็นอะไรไปเนี่ย!...

 

               

 

 

 

 

                13 September 2008

           

                “ฟานี่... เลิกโทษตัวเองซะเถอะ มันไม่ใช่ความผิดของเธอหรอกนะ...” เสียงปลอบจากเจสสิก้า ไม่ได้ช่วยให้ฉันที่กำลังสะอึกสะอื้นอยู่สงบลงได้เท่าไหร่นัก เรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ยังคงวนเวียนอยู่ในห้วงความคิดให้ต้องปวดร้าว ภาพเหตุการณ์ยังคงกระจ่างชัดราวกับเพิ่งเกิดขึ้น ต่อให้มันจะผ่านมานับเป็นชั่วโมงแล้วก็ตาม

               

                ตอนนี้พวกเราอยู่ประเทศจีน เพื่อมาเล่นคอนเสิร์ต SMTOWN LIVE ’08 in Shanghai แล้วสิ่งที่เราไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นก็ได้เกิดขึ้น เมื่อวงเราขึ้นแสดง... แฟนคลับของวงอื่นกลับทำป้ายไฟเป็นรูปตัว X แสดงอาการขับไล่อย่างชัดเจน แล้วคนที่เขาขับไล่ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน หากแต่เป็นฉันคนนี้!

               

                เรื่องมันเกิดขึ้นในรายการหนึ่ง ที่มุขตลกร้ายของฉันมันทำร้ายจิตใจของผู้คนไปไม่น้อย จากการนำชื่อของ ฮวาง ชานซุง ซึ่งไปพ้องเสียงกับมณฑลเสฉวนของจีน หนำซ้ำเป็นบริเวณที่เพิ่งเกิดแผ่นดินไหว มีผู้คนเสียชีวิตไม่น้อยกว่าหมื่นคน บ้านเรือนเสียหาย คนไร้ที่อยู่ เศรษฐกิจเกิดผลกระทบอย่างรุนแรง

               

                มันก็เป็นอย่างที่แทยอนเตือน... ความที่ฉันมีนิสัยขี้เล่น และการอยู่อเมริกามาตั้งแต่เกิด ทำให้ฉันหลงลืมการระมัดระวังเรื่องคำพูดตนเองไปเสียสนิท รู้ตัวอีกทีก็หลุดปากออกไปแล้วอย่างไม่น่าให้อภัย

               

                พอคิดอย่างนี้แล้วฉันก็ยิ่งโกรธตัวเอง มันไม่แปลกหรอกที่ชาวจีนทั้งฮอล์จะพากันแอนตี้ฉันจนถึงขั้นทำแท่งไฟเป็นรูปตัว X ใส่แบบนั้น... มันสมควรกับสิ่งที่ฉันได้ทำลงไปแล้ว หากที่ทำให้ฉันรู้สึกแย่อยู่ ณ ตอนนี้คือเพื่อนๆ ในวงที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรด้วย พวกเพื่อนที่เราฝ่าฟันความฝันมาด้วยกัน พวกเขาไม่ผิด... แล้วก็ไม่สมควรได้รับการกระทำเช่นนั้น

               

                ไม่รู้โชคร้ายหรือเป็นโชคดีอย่างที่แทยอนเคยกล่าวไว้ เหตุการณ์ Black Ocean ที่เกิดขึ้นเมื่อตอน Dream concert ประมาณสามเดือนก่อน สร้างความเข้มแข็งให้วงที่เพิ่งเดบิวต์อย่างพวกเราได้อย่างไม่ทันรู้ตัว อย่างน้อยครานี้เราก็ยังมีแฟนคลับที่เพิ่งมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า ‘…Sone...’            

               

                ยังมีคนส่งเสียงเรียกเรา ยังมีอังกอร์... อย่างน้อยๆ มันก็ไม่เลวร้ายเสียทีเดียวเหมือนอย่างคราวนั้นก็จริง ทว่าถ้าเป็นฉันคนเดียวที่โดนขับไล่ ฉันจะไม่นั่งคิดมากเหมือนตอนนี้เลย...

               

               

                ...เพื่อนในวงทำผิดอะไร ถึงได้รับผลกระทบไปด้วยล่ะ...

               

 

                “เพราะฉัน... เราเลยโดนแฟนวงอื่นโห่ไล่... โดนทำแท่งไฟตัว ทุกอย่างมันเป็นเพราะฉัน” พึมพำซ้ำไปซ้ำมาด้วยประโยคเดียวมากว่าชั่วโมงแล้ว หากก็ต้องสะดุ้งเมื่อสัมผัสได้ถึงอ้อมกอดอันแสนอบอุ่นยังแผ่นหลัง แม้ไม่ต้องฝืนลืมตาขึ้นผ่านม่านน้ำใส ฉันก็รู้ดีว่าเจ้าของอ้อมกอดอันคุ้นเคยนี่คือใคร

               

               

                ...เขาเป็นคนเดียวที่ทำให้ใจฉันเต้นแรงได้มากขนาดนี้...

               

 

                “ไม่เอาหน่า มิยอง...” คำเรียกชื่อเช่นเคยในเวลาที่ฉันอ่อนแอ เป็นเครื่องปลอบประโลมหัวใจได้เพียงครู่ “พวกเราก็เคยพูดไม่ใช่หรอ ว่าเราไม่ใช่แค่คนที่อยู่วงเดียวกัน ไม่ใช่แค่เพื่อน... แต่พวกเราคือครอบครัว เราเก้าคนจะก้าวเดินไปพร้อมๆ กัน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่มีใครโทษเธอซะหน่อย เพราะฉะนั้นอย่าโทษตัวเองอีกเลยนะ” ว่าแล้วพลิกกายฉันให้หันกลับไป ปลายนิ้วอุ่นๆ ไล้ตามพวงแก้มใสเป็นเชิงปลอบโยน การกระทำที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อหัวใจของเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อ มันทำเอาหยาดน้ำตาขึ้นมาคลอเอ่ออีกระลอกอย่างต้านทานไม่อยู่

               

                “โดนปิดแท่งไฟใส่ทั้งฮอล์ก็โดนมาแล้ว โดนส่งของมาแกล้งถึงหอก็โดนมาแล้ว... กับอีแค่โดนทำแท่งไฟตัว X ใส่ มันเป็นเรื่องเล็กน้อยมากเลยนะฟานี่ พวกเราผ่านอะไรมาเยอะแล้วไม่ใช่หรอ” ยังคงเป็นยูริที่มอบความอบอุ่นให้คนอื่นอยู่เสมอ ไม่แปลกใจเลยที่เจสสิก้าจะตกหลุมรักคนอย่างเขา หากสิ่งเดียวที่ทำให้เจ็บช้ำได้ ถ้าได้เป็นแฟนกับยูริ คือความอบอุ่นนี่แหละ... เจ้าตัวเหมือนพระอาทิตย์ แผดแสงสว่างอันอ่อนโยนให้กับทุกคน

               

               

                ...ไม่รู้เหมือนกันว่าสาวขี้หึงอย่างเจสสิก้าจะปลอบหัวใจตนเองอย่างไร...

               

 

                “อย่างที่แทพูดแหละ พวกเรายังไม่โกรธเธอเลย เธอก็ไม่มีสิทธิ์อะไรจะโกรธตัวเอง” เจสสิก้าพูดด้วยภาษาอังกฤษอย่างที่เคยชิน ทำให้ฉันคิดถึงที่บ้านขึ้นมาชอบกล ตั้งแต่ฉันเป็นนักร้องเต็มตัวก็แทบไม่ได้โทรหาผู้เป็นพ่อเลย ต่อให้จะรู้ว่าพ่อแอบตามข่าวของฉันอยู่บ่อยครั้งทางอินเตอร์เน็ตก็ตามที

               

                “วันนี้เขาอาจจะเกลียดเรา... แต่เชื่อเถอะว่าด้วยความสามารถของพวกเรา... ซักวันพวกเขาจะรักเรา...”

               

 

                ...คนพูดประโยคนั้นอย่างแทยอนไม่มีทางรู้เลยว่า ในอนาคต...สิ่งที่เธอพูดไว้นั้น...

               

                ...มันจะเป็นความจริงเสียยิ่งกว่าจริงซะอีก!...

 

 

               

 

 

 

 

                16 September 2008

               

                “ยูล... วันนี้ก็ไม่ว่างอีกแล้วหรอ” เจสสิก้าถามอย่างตัดพ้อ ในมือเธอมีตั๋วหนังสองใบระบุชื่อเรื่องที่เธออยากดูมาตั้งแต่เมื่อเดือนก่อน หนำซ้ำเป็นเรื่องที่เธอเคยชวนยูริไว้แล้ว ขณะที่เขาก็เอาแต่บ่ายเบี่ยงตลอดมาว่างานเยอะบ้างล่ะ เตรียมตัวมาแสดงคอนเสิร์ตที่จีนบ้างล่ะ ล่วงไปหลายวันเข้า หนังที่เธออยากดูมันก็จะฉายวันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้ว

               

                “วันนี้ยูลต้องไปถ่ายรายการค่ะ แล้วก็ต้องไปเสนอท่าเต้นใหม่ที่ชวนกันคิดได้กับฮโยให้บริษัทด้วย ไว้คราวหลังนะคะคนดี” พูดโดยไม่หันมามองหน้าคนรัก เนื่องจากง่วนอยู่กับการผูกเชือกร้องเท้าผ้าใบ เธอเลยไม่มีโอกาสเห็นดวงตาตัดพ้อที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาคลอเอ่อ

               

                “อื้ม... ไม่เป็นไร...” เจสสิก้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเธอพูดประโยคนี้มาเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้ว... กับแค่คำว่าไม่เป็นไร ทั้งที่ความจริงเธอก็รู้ว่ามันคือการหลอกตัวเองดีๆ นี่เอง ก็รู้กันอยู่ว่าเธอน้อยใจคนรักจนแทบบ้า กี่ครั้งที่เขาปฏิเสธการไปดูหนังกับเธอ แล้วเธอต้องมานั่งน้อยอกน้อยใจร้องไห้กับทิฟฟานี่ ทั้งที่ปากเพิ่งบอกเขาอยู่หยกๆ ว่า ‘ไม่เป็นไร’

               

                จะว่าไปเธอกับเขาก็เหมือนกันนั่นแหละ มีอะไรไม่เคยพูด เนื่องจากกลัวว่าอารมณ์น้อยใจไม่เข้าท่าจะมาทำลายความรักที่ช่วยกันพยุงอยู่ แต่หารู้ไม่ว่าเพราะการที่ไม่พูดอะไรเลยนั่นแหละ ยิ่งกลับเป็นสิ่งเลวร้ายกว่าอะไรทั้งหมด การเก็บความรู้สึกไว้กับตนเองมันทำได้ไม่นานนักหรอก วันใดที่ความรู้สึกเหล่านั้นระเบิดออก ความรักที่คอยช่วยประคับประคองมาก็ไม่มีความหมายอีกต่อไป

               

                เพราะยูริกับเจสสิก้ายังเด็กทั้งคู่ หรือบทเรียนความรักที่มีมันอาจไม่พอให้เธอผ่านแบบฝึกหัดยากๆ ไปได้ การตัดสินใจด้วยตัวของตนเองมันกลายเป็นยาพิษร้ายที่คอยเคลือบความรักครั้งนี้ช้าๆ อย่างที่พวกเธอเองก็ไม่รู้ตัว

               

                หากถามความรู้สึกเจสสิก้าในตอนนี้ เธอกำลังเหนื่อย... ไม่ใช่เธองี่เง่าขั้นที่ว่าแฟนไปดูหนังด้วยไม่ได้แล้วเก็บมาร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรอะไรหรอกนะ เพียงแต่เธอเบื่อกับการต้องคอยยื้อให้ความรักครั้งนี้มีคำว่า ‘หวาน’ เหมือนอย่างในนิยายที่รักกันได้โดยไม่รู้จักเบื่อ

               

                เธอมีความรักในอุดมคติมากเกินไปล่ะมั้ง พอความจืดชืดเริ่มเข้ามาแทนที่ มันก็ทำลายความเข้าใจที่มีอยู่น้อยนิดให้พังลงอย่างไม่เป็นท่า

               

                เก็บงำความรู้สึกน้อยใจคนรักไว้เบื้องลึก แล้วถอยหลังกลับเข้ามานั่งถอนหายใจยังโซฟานั่งเล่น พร้อมทั้งเหม่อมองตั๋วหนังทั้งน้ำตา

               

               

                ...ที่เธออยากดูเรื่องนี้ไม่ใช่อะไรหรอก แค่มันคล้ายเรื่องราวความรักระหว่างเธอกับเขาก็เท่านั้น...

               

 

                เขาจะรู้มั้ยว่าพวกเธอคบกันทั้งๆ ที่มีแต่เรื่องค้างๆ คาๆ ไม่ยอมเปิดใจต่อกันมานานสองปีกว่าแล้ว... ฟังดูเหมือนเยอะมากพอจะทำให้ความรักไม่มีอุปสรรค แต่ความจริงคือพวกเธอแทบยังไม่รู้จักกันดีพอเลย การต้องมานั่งเดาใจว่าอีกฝ่ายคิดเช่นไร รู้สึกเช่นไร รวมถึงงอนง้อกันในเรื่องที่ไม่รู้สาเหตุ มันบั่นทอนความรักลงไปทีละน้อย

               

                แล้วสุดท้ายก็ต้องมานั่งตั้งคำถามซ้ำๆ กับตนเองว่า ‘...เธอยังรักฉันอยู่มั้ย...’

               

                “พี่สิก้าเป็นอะไรไปคะ” เสียงรุ่นน้องที่ดังขึ้นทำเอาเจสสิก้าต้องปาดน้ำตาลวกๆ เธอเองก็เพิ่งรู้สึกว่าหยาดน้ำตามันไหลรินลงมาเนิ่นนานพอจะมีคราบจางๆ ไว้เป็นหลักฐานแห่งความอ่อนแอ

               

                “เปล่า... ไม่เป็นไร...” ประโยคอันแสนคลาสสิกไม่ได้ทำให้ยุนอาละความพยายามเลยซักนิด เธอมองซ้ายมองขวาเมื่อระลึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ยูริไม่อยู่ในห้อง เด็กสาวเลยนั่งลงเคียงข้างเจสสิก้า พร้อมทั้งไล้ปลายนิ้วไปตามพวงแก้มใสเพื่อเกลี่ยซับหยาดน้ำอุ่นๆ

               

                การกระทำอันแสนอ่อนโยน ไม่ต่างอะไรกับที่ยูริเคยทำ... พาลให้หัวใจของคนอ่อนไหว... ไหวสะท้านขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ รู้ตัวอีกทีก็ดึงมือคนตรงหน้าขึ้นมากุมไว้แน่นเสียแล้ว

               

                “ยุนอา... ไปดูหนังกับพี่มั้ย...”

               

 

                ...แน่นอนว่าเด็กสาวคงไม่มีทางปฏิเสธ...

               

                ...ในเมื่อมันคงเป็นครั้งแรกที่เธอจะได้ดูหนังรักกับเจสสิก้าเพียงสองคน...

 

               

 

 

 

 

                เป็นอย่างที่คิดจริงๆ ด้วย... ถ้ามาดูหนังรักกับเจสสิก้าสองคน สาวเจ้าก็คงร้องไห้สะอึกสะอื้นเมื่อถึงฉากดราม่าเช่นนี้ เป็นหน้าที่เธอที่ต้องมีไหล่ให้อีกคนไว้พักพิง หยาดน้ำตาที่ตกกระทบลงบนไหล่ครั้งแล้วครั้งเล่า มันทำให้ยุนอาอดใจไม่ไหว มือโอบรั้งร่างบางเข้ามาแนบชิดยิ่งขึ้นเพื่อทำให้คนข้างกายรับรู้ว่ายังมีเธออยู่เคียงข้าง

               

                นึกอยากรู้จังว่าถ้าเจสสิก้าไปดูหนังกับยูริ ร่างสูงจะทำเหมือนอย่างที่เธอกำลังทำรึเปล่า... เธอไม่อยากซ้ำรอยใครก็จริง หากโอกาสที่อยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อมมือคว้ามันก็น่าหลงใหลเหลือเกิน ไม่แปลกที่เธอคงไม่อาจยอมปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป

               

                ได้มีหน้าที่ซับน้ำตา ได้โอบกอดเธอ... แม้เพียงชั่วครู่เดียวหัวใจก็มีความสุขขึ้นมาแล้ว

               

                ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายเต้นแรงขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ มันเป็นจังหวะการเต้นที่เธอเพิ่งสังเกตว่าต่างจากตอนอยู่กับซอฮยอน... เพราะนาทีที่เธอเป็นอยู่ตอนนี้ มันเต็มไปด้วยอารมณ์หวั่นไหวใคร่รู้ ราวกับเป็นเด็กวัยรุ่นที่เพิ่งหัดมีความรัก ในขณะที่เมื่ออยู่กับซอฮยอน มันกลับกลายเป็นอะไรที่ลึกซึ้งมากกว่านั้น

               

                เอาเถอะ... ยุนอาไม่ได้มีเวลาว่างมากพอ หรือละเอียดอ่อนขั้นจะมาวินิจฉัยความรู้สึกของตนเองได้ สุดท้ายก็ปล่อยเลยตามเลยให้หัวใจได้ใช้อิสระหวั่นไหวไปกับคนที่ตนเองไหวหวั่นได้อย่างเต็มที่

               

                เนื้อหาในหนังมันก็ช่างเสียดแทงใจดีเหลือเกิน ไม่แปลกใจเลยที่เจสสิก้าเลือกดูเรื่องนี้ เพราะมันคลับคล้ายคลับคลากับความรักของเจ้าหล่อนและยูริ รวมถึงพระรองในเรื่องก็มีฐานะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอย่างเธอไม่มีผิด ต่างกันตรงที่ในเรื่องพระรองยังมีนางรองคอยอยู่เคียงข้าง

               

                ส่วนเธอก็ต้องนั่งรักษาบาดแผลในใจตนเองเพียงคนเดียว

               

               

                ...ถ้ายุนอาเฉลียวใจคิดซะหน่อย เธอคงรู้ว่าแท้จริงความรักที่เคยตามหาก็อยู่ข้างกายมาโดยตลอด เพียงแต่เธอไม่เคยคิดจะหันไปมองเอง...

               

 

                “ยุน...” เสียงเรียกจากคนที่อยู่ในอ้อมกอดเธอดังขึ้นให้ต้องเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม ก่อนที่สาวเจ้าจะส่ายหน้ารัวแล้วซุกลงกับแผงอกเช่นเคย

               

                “ถ้ายูลเป็นเหมือนยุนแบบนี้บ้างก็ดีน่ะสิ...” ความอ่อนแอ พาหัวใจที่อ่อนไหวพลั้งหลุดปากพูดคำต้องห้ามออกไป ทั้งคนฟังและคนพูดเองก็พากันสั่นสะท้านกับประโยคนั้นอย่างห้ามไม่อยู่ กว่าเจสสิก้าจะรู้ตัวอีกที ก็รับรู้ได้ถึงสัมผัสนุ่มละมุนที่ทาบทับลงบนหน้าผากมนอย่างอ่อนโยน

               

                “ยุนรักพี่นะคะ...”

 

               

 

 

 

 

                เหลือบมองดูนาฬิกาภายในหอแล้วก็ต้องยิ้มหวาน ยูริไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าตนเองจะทำเวลาได้ดีกว่าที่คาด ความจริงเธอนึกว่าจะกลับห้องดึกแล้วเสียอีก ไม่คิดว่าจะกลับมาตั้งแต่ยังไม่หัวค่ำเช่นนี้ นั่นหมายความว่าเธอยังพอมีเวลาถมเถที่จะพาเจสสิก้าไปดูหนังเรื่องที่เจ้าตัวอยากดู

               

                รู้สึกเหมือนกันว่าช่วงนี้มีเวลาให้ร่างบางน้อยลง นั่นอาจเป็นเพราะเธออยู่ในช่วงอยากลองผิดลองถูกกับชีวิตมากกว่า แถมการทำงานก็ยังเป็นไปอย่างราบรื่น จึงไม่น่าแปลกที่เธอจะกระโจนเข้าใส่มัน โดยหลงลืมว่าเบื้องหลังยังมีใครอีกคนรอให้เธอเอาใจ

               

                พอบ้างานหนักๆ เข้า เมื่อถึงเวลาพัก นอกจากอยากขอกำลังใจจากเจสสิก้าแล้ว ยูริเองก็อยากมีเวลาอยู่กับตนเองมากกว่าเก่า อยากนอนพัก อยากทำอะไรตามใจ นั่นเป็นสาเหตุให้เธอบอกปฏิเสธการชวนไปเที่ยวของเจสสิก้าอยู่บ่อยครั้ง แล้วถ้าให้เดาก็เชื่อได้เลยว่านิสัยอย่างคนรักต้องเก็บไปน้อยใจภายหลังแน่

               

                เอาล่ะ... ไหนๆ วันนี้ก็ว่างแล้ว ชวนเจสสิก้าไปดูหนังเป็นการเซอร์ไพร์สคงดีไม่น้อย จะได้ง้ออีกฝ่ายไปในตัวด้วย

               

                “สิก้า... สิก้า!” เรียกชื่อพลางเข้าไปหาในห้อง แต่ก็น่าแปลกที่ไม่มีเงาของร่างบางอยู่เลย จะว่าไปวันนี้เจสสิก้าไม่ตารางงานไม่ใช่หรอ แล้วเหตุใดถึงไม่อยู่ในห้องได้... จะว่าอยู่ห้องครัวยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ ก็เจสสิก้าแค่ทำแซนด์วิชยังใส่แค่ทูน่าเพรียวๆ ไม่มีมายองเนสได้เลยนี่หน่า ฝีมือการทำอาหารติดลบซะขนาดนั้น ไม่มีเหตุผลให้ร่างบางต้องเข้าไปหมกตนเองอยู่ในห้องครัวที่เกลียดนักเกลียดหนาหรอก

               

                หลังจากหาจนทั่วก็ไม่พบ สุดท้ายเธอเลยเลือกจะไปถามเอาจากซันนี่และซูยองที่นั่งเล่นเกมกันอย่างเมามัน

               

                “นี่...เห็นสิก้าบ้างรึเปล่า”

               

                “อ๋อ...” ซูยองเป็นคนตอบแทนซันนี่ที่กำลังใช้สมาธิอย่างยิ่งยวดในการเอาชนะเธอ “เห็นว่าออกไปเที่ยวกับยุนอาตั้งแต่เช้าแล้วนี่ สิก้าไม่ได้บอกเธอหรอ” ประโยคจากซูยองไม่ได้ช่วยให้ยูริรู้สึกดีขึ้นเลยซักนิด มือกำหมัดแน่นด้วยอารมณ์หลากหลายที่ถาโถมเข้ามาจนตั้งตัวไม่ติด

               

 

                ...ยุนอา... ยุนอาอีกแล้วหรอ...

               

           

            “รู้ว่าเขาคิดอะไรด้วย... เธอยังจะไปเที่ยวกับเขาอีกเนี่ยนะ เจสสิก้า...”

 

 

 

 

 

 

รู้สึกว่าบทนี้ชักจะดราม่าไปหน่อยเนอะ
ไหนจะดรีมคอน ไหนจะคอนเอสเอ็ม
ช่วงพีคของการโดนแอนตี้เลยจริงๆ

ดราม่าเรื่องงานได้ไม่ทันไร มาดราม่าเรื่องรักต่อ
ฟานี่ได้เจ็บปวดอีกตามเคย
หวานๆ ขมๆ กับความรักครั้งนี้เหลือเกิน
เพราะคิมแทมันซื่อบื้อไม่เคยรับรู้อะไร
แถมยังชอบให้ความหวังฟานี่อีกต่างหาก
มันน่าหมั่นไส้จริงๆ นะพ่อคุ้ณ!!
ยุนซอยังคงดราม่าเหมือนเดิม
เหม่งยุนก็ไม่ได้ต่างจากแทเท่าไหร่นัก
งานนี้จะไปหวังพึ่งความหวานจากยูลสิกมาช่วย
ก็เป็นไปไม่ได้แล้วล่ะค่ะ เมื่อยูลสิกก็เริ่มสะเทือน >///<

เทียร์ว่าเพราะความที่ไม่พูด ไม่ปรับความเข้าใจกัน
จากจุดเล็กๆ แบบนั้น มันก็ทำให้เกิดเรื่องบานปลายได้เหมือนกัน
ความจริงบทนี้จะยาวกว่านี้อีกเยอะด้วยค่ะ
แต่แค่นี้ก็ยาวไปแล้ว เทียร์เห็นว่าถ้าดราม่ามากกว่านี้
นอกจากรองเท้าคอนเวิร์ส รองเท้าผ้าใบ สารพัดยี่ห้อ
ดูเหมือนเทียร์กำลังจะได้อาวุธสงครามด้วยนะนี่ O///o



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
[Fic-SNSD] Best (Girl)Friend...เกินคำว่า (เพื่อน) รัก [Yuri] ตอนที่ 20 : Chapter 19: Weakness (100%) , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 6646 , โพส : 85 , Rating : 24 / 5 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1 | 2 | 3 | 4

#85 : ความคิดเห็นที่ 4793
เจ็บปวด เจียนตาย อ๊ากกกกกกก
ปวดตับ ทุกคู่ T^T รักกันไปกันมาเป็นห่วงโซ่เลย T T
Name : KIMFAN [ IP : 124.121.114.38 ]
Email / Msn: himeko_cheeze(แอท)hotmail.com
วันที่: 16 มีนาคม 2557 / 01:07

#84 : ความคิดเห็นที่ 4756
โอ้โห้ ปวดตับยันไส้ติ่งลามไปถึงลำไส้ใหญ่แล้วเนี้ย
PS.  เรามีใจดวงเดียว แต่แค่โรเนียวไว้หลายอัน!
Name : Halfmoon< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Halfmoon [ IP : 101.108.141.175 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 12 กรกฎาคม 2556 / 20:59


#83 : ความคิดเห็นที่ 4698
พังหมดแร๊วเครื่องใน ฟานี่ ฉันไม่ปิดแท่งไฟใส่เทอแน่นอน 555
Name : น่ารัก [ IP : 223.207.2.153 ]
Email / Msn: nu_10535(แอท)hotmail.com
วันที่: 19 กันยายน 2555 / 19:27

#82 : ความคิดเห็นที่ 4529
เจ็บ ตัวโตๆ
Name : TikAloneNotLonely< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ TikAloneNotLonely [ IP : 180.180.147.35 ]
Email / Msn: i-am-silly(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 10 ตุลาคม 2554 / 03:10

#81 : ความคิดเห็นที่ 4477
เจ็บปวดดด~
Name : NinNInl1lตะกั่ว< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ NinNInl1lตะกั่ว [ IP : 125.25.91.204 ]
Email / Msn: ninnin_wsk(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 12 สิงหาคม 2554 / 23:14

#80 : ความคิดเห็นที่ 4473

ปวดร้าว และ ทรมาร  หนำซ้ำยังค่อตปวดตับ TT

Name : Noteapp*< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Noteapp* [ IP : 101.109.14.147 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 8 สิงหาคม 2554 / 20:09

#79 : ความคิดเห็นที่ 4457
เจ็บปวดสุดๆๆๆเรื่องแอนตี้อ่านแล้วร้องไห้เลย T_T สงสารออนนี่จิงๆ ไมน่าทำกันเลย
ยังไงมันก็ผ่านมาแล้ว มันคือบทเรียนที่หนักจิงๆ โซชิ Fighting!!!
Name : Keem_Tae [ IP : 202.91.19.206 ]
Email / Msn: -
วันที่: 5 สิงหาคม 2554 / 23:10

#78 : ความคิดเห็นที่ 4413
ฆ่ากันเลยเต๊อะ ไรเตอร์ T^T

PS.  อัพ เร็วๆ จะ เป็น กำ ลัง ใจ ไห้ ตลอด ไป นะ
Name : _KuRoKo_< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ _KuRoKo_ [ IP : 115.87.39.126 ]
Email / Msn: yulgang_za_(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 19 กรกฎาคม 2554 / 03:03

#77 : ความคิดเห็นที่ 4262
ไรเตอร์จะให้รีดเดอร์ตายกันไปข้างหนึ่งใช่ไหม
Name : Vesperia< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Vesperia [ IP : 124.121.172.5 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 13 พฤษภาคม 2554 / 13:41

#76 : ความคิดเห็นที่ 4114
>
Name : Kwon_np [ IP : 223.205.12.108 ]
Email / Msn: hbk_v(แอท)hotmail.com
วันที่: 30 มีนาคม 2554 / 12:35

#75 : ความคิดเห็นที่ 4097

เครื่องในพัง


PS.  เรารักเขา แต่เขาไม่ได้รักเรา เขามีคนที่เขารักอยู่แล้ว แต่เราก็ยอมโง่ เพื่อให้เขาหลอกว่ารักเราต่อไป
Name : มิลค์กี้191< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ มิลค์กี้191 [ IP : 58.9.160.183 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 29 มีนาคม 2554 / 17:32

#74 : ความคิดเห็นที่ 3879
ยุนทำไมไม่เคยหันมามองซอบ้างเนี่ย
สงสารฟานี่กะซอ T^T
อ่านตอนDream con กะ Sm 08 แล้วร้องไห้เลยอะ
ไม่รู้จะแอนตี้ออนนี่ทำไมขนาดนั้น

Name : love snsd [ IP : 183.89.27.82 ]
Email / Msn: -
วันที่: 22 มีนาคม 2554 / 15:14

#73 : ความคิดเห็นที่ 3192
โอ้ มันดราม่ามาก T^T
ทั้งเรื่องดรีมคอน ทั้งsm 08
วันวานที่เป็นฝันร้ายของสาวๆ
สู้ต่อไปนะสาวๆของหนู TT

แทซันจุ๊บกันแล้วหรอ มิยองน่าสงสารที่สุด
ยูลสิกก็ดราม่าอีกแล้ว ง๊าาา
Name : aoenoy< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ aoenoy [ IP : 223.207.134.224 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 6 กุมภาพันธ์ 2554 / 05:29

#72 : ความคิดเห็นที่ 1785
อ่านตอนนี้แล้วน้ำตาไหล
ทุกสิ่งที่ผ่านมาบ่มเพาะให้มีวันนี้
Name : aummania< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ aummania [ IP : 125.26.165.6 ]
Email / Msn: aummania(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 26 ตุลาคม 2553 / 00:13

#71 : ความคิดเห็นที่ 1740
Right now It's Girls' Generation!!
ตอนนี้ใครๆก็รักสาวๆ แต่กว่าจะมีวันนี้ ก็ไม่รู้กี่หยดน้ำตา
ก้าวต่อไปนะ SNSD
Name : Sine [ IP : 58.11.76.133 ]
Email / Msn: -
วันที่: 23 ตุลาคม 2553 / 00:03

#70 : ความคิดเห็นที่ 1626
อยากให้ไรเตอร์มาอัพไวๆ ^^
Name : best [ IP : 124.120.78.201 ]
Email / Msn: -
วันที่: 19 ตุลาคม 2553 / 10:19

#69 : ความคิดเห็นที่ 1622
อ๊ากกกกกก เอายุนไปให้กากินนน ลากไปไกลๆๆๆๆๆ
Name : เหยินลิง< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ เหยินลิง [ IP : 223.207.171.182 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 17 ตุลาคม 2553 / 02:37

#68 : ความคิดเห็นที่ 1616
จะดราม่าไปไหนอ่ะ .....
สงสารฟานี่จัง...เมื่อไหร่ตาคิดจะรู้ตัวสักทีเนี่ย

ขอบคุณนะคะ....ไรท์เตอร์
Name : coffee_coffee [ IP : 110.164.167.2 ]
Email / Msn: -
วันที่: 16 ตุลาคม 2553 / 21:31

#67 : ความคิดเห็นที่ 1615
ดราม่าสุดๆ....
สั้นๆเลย 


แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 16 ตุลาคม 2553 / 19:58

PS.  ___เดินเรื่อยเปื่อย....ไม่มีจุดหมาย___
Name : TARnHERO< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ TARnHERO [ IP : 115.87.232.220 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 16 ตุลาคม 2553 / 19:53

#66 : ความคิดเห็นที่ 1614
อ๊ากกกกกกกกกกกกกก
เครื่องในพังหมดแล้ว
เดี๋ยวจะไปถล่มบ้านไรเตอร์(แล้วแกรู้ที่อยู่หริอไง)
Name : momo_sone< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ momo_sone [ IP : 27.130.70.4 ]
Email / Msn: momolovely60(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 16 ตุลาคม 2553 / 12:57

#65 : ความคิดเห็นที่ 1613
โอย โอย ไรท์เตอร์ เอามีดมาจ้วงเลยดีกว่า = ="
ดราม่ากระจุยกระจาย เจ็บปวดซะไม่มีแล่ว

เมื่อไหร่คิมแทยอนจะหายซื่อบื้อซะที - - 
Name : MAGANOZ< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ MAGANOZ [ IP : 183.89.88.6 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 16 ตุลาคม 2553 / 02:26

#64 : ความคิดเห็นที่ 1612
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

แอร๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

เครื่องในพัง ตับระบม ม้ามแตก ลำไส้เล็ก-ใหญ่ทะลุ(เวอร์)
                        
พี่เทียร์คงมีอาวุธสงครามพอๆกับผู้ก่อการร้ายแล้วล่ะ

เพราะมีแต่คนบริจาคให้ แถมเปิดร้านขายรองเท้าได้อีกนะ

หนูก็มีอะไรจะให้ เอาไปเลยระเบิดซีโฟร์วางไว้อยู่หน้าบ้านแล้ว

ปล.คห.นี้ไร้สาระ
PS.  SNSD ตลอดไป
Name : I'm Sone ^_^< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ I'm Sone ^_^ [ IP : 223.206.1.177 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 15 ตุลาคม 2553 / 22:32

#63 : ความคิดเห็นที่ 1611
อ๊ากก  มาแบบตับพังอีกแล้ว

มันผิดกันทั้งสามคนนั้นแหละน่า

ไรเตอร์ รีดเดอร์ขอแบบ หวานๆหน่อยไม่ได้หรือ

เปลี่ยนตับมาได้ล้านแปดรอบแล้ว

แต่เอาเถอะ ยังไงๆ เราก็รอ ไรเตอร์เสมอ
Name : -ตัวlล็ก-< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ -ตัวlล็ก- [ IP : 58.9.58.154 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 15 ตุลาคม 2553 / 18:42

#62 : ความคิดเห็นที่ 1605
กรี๊ดดดดดดดด อ๊ากกกกกกกกกก แอร๊ยยยยยยยยยย
คิดได้แค่นี่
Name : แอบอ่านอะ [ IP : 124.122.23.242 ]
Email / Msn: -
วันที่: 14 ตุลาคม 2553 / 21:08

#61 : ความคิดเห็นที่ 1597
ไรเตอร์

เค้าเบื่อยูลสิกในเวอร์ชั่นนี้แล้วอะ - -

อ่านเจอแบบนี้ชักพาลหงุดหงิดแล้วสิ
PS.  อยากเจอคนที่รักเราสักคน จะได้ไม่ต้องจมอยู่กับคนที่เรารักแบบนี้
Name : Sei-kun< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Sei-kun [ IP : 180.180.1.56 ]
Email / Msn: thousandmaster1(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 14 ตุลาคม 2553 / 15:31

หน้าที่ 1 | 2 | 3 | 4
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

"หนังสือสดใหม่ ประจำเดือน ตุลาคม 2557"

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android