สวัสดีผู้เยี่ยมชม [ เข้าระบบ | สมัครสมาชิก ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

[Fic-SNSD] Best (Girl)Friend...เกินคำว่า (เพื่อน) รัก [Yuri]

ตอนที่ 19 : Chapter 18: Fractured glass (100%)


     อัพเดท 23 ก.ย. 53
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/แฟนฟิค
Tags: ยังไม่มี
ผู้แต่ง : หยดหมึกเปื้อนน้ำตา (มะบุง) ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ หยดหมึกเปื้อนน้ำตา (มะบุง) Email : teardrop_tear(แอท)hotmail.com
My.iD: http://my.dek-d.com/tear-love
< Review/Vote > Rating : 100% [ 22 mem(s) ]
This month views : 509 Overall : 160,931
4,831 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 327 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
[Fic-SNSD] Best (Girl)Friend...เกินคำว่า (เพื่อน) รัก [Yuri] ตอนที่ 19 : Chapter 18: Fractured glass (100%) , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 7582 , โพส : 144 , Rating : 44 / 9 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


 

 

Chapter 18: Fractured glass

 

               

 

                “แต่...เหมือนว่าฉันจะรักแทมากกว่า...” คำพูดสั้นๆ ที่หลุดมาจากริมฝีปากบางของคนๆ เดียว กลับทำให้คนที่เหลืออีกสามคนถึงกับนิ่งพูดอะไรไม่ออก ความเงียบปกคลุมทั้งห้องขนาดใหญ่ ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาจากลำคอของคนแอบรัก คนถูกรัก และคนเพิ่งถูกบอกรักเลย

               

                ความรู้สึกของซูยองในตอนนี้ จะให้บรรยายออกมาเป็นตัวอักษรเห็นทีคงจะยาก วูบนึงเธออยากโกรธตัวเองที่รักคนอย่างซันนี่เหลือเกิน เธอเกลียดคนโลเล คนไม่มั่นคง คนที่ไม่เคยรู้เลยว่าหัวใจต้องการอะไร ซึ่งน่าแปลกที่นั่นตรงกับซันนี่ทุกประการ เลยต้องมานั่งจมน้ำตาอยู่บ่อยครั้ง

               

                ขนาดเธอบอกรัก คุณเธอยังพูดกลับมาได้ว่าคิดว่ารักกัน... สำหรับซันนี่มันเป็นเพียงความคิดเสี้ยวนึงของสมอง แต่สำหรับเธอ มันคือความรู้สึกทั้งหมดที่เก็บไว้ในใจ

               

                แล้วยังตอนคนตัวเล็กบอกสิ่งที่ตนเองต้องการจริงๆ มันก็ทำให้ซูยองอดแย้งขึ้นมาอย่างอิจฉาไม่ได้ ทำไมต้องเหมือน?... ทำไมต้องมาทำเป็นว่ารักแทยอนมากกว่าเธอ ถ้าซันนี่รักแทยอนมากจริงๆ ก็บอกมาสิ บอกเธอมาคำเดียว แล้วเธอจะตัดใจ ไม่ขอยุ่งเกี่ยวอะไรเกินเลยมากกว่าเพื่อนอีก ทุกสิ่งทุกอย่างจะกลับไปเป็นแบบเดิม ได้หยอกล้อ ได้หัวเราะ ได้พูดคุยกันอย่างเก่า หากไม่ต้องมีถ้อยคำหวานแสดงท่าทีว่าเราคือคนรัก

               

               

                ...แค่นั้นทุกอย่างมันคงจะจบ...

               

                ...แล้วทำไมซันนี่ต้องให้คำว่า ‘เหมือน’...

               

 

                มันก็แค่เหมือน... แค่สิ่งที่ทำให้คิดไปเองว่ามันอาจจะใช่ ความรู้สึกอาจคล้ายๆ คำว่ารัก ซึ่งต่อให้คล้ายให้ตายมันก็ยังคงไม่ใช่... ยิ่งซันนี่พูดอย่างโลเลเช่นนั้น ยิ่งตอกย้ำว่าซูยองยังคงมีความหวังอันแผ่วปลาย เจ้าตัวยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่ารักใคร หล่อนพูดราวกับรักทั้งเธอและแทยอน... เพียงแค่ ‘เหมือนจะ’ รักใครมากกว่าเท่านั้นเอง...

               

                “เหอะๆ... กะแล้วต้องเป็นแบบนี้” กว่าจะหาโทนเสียงตัวเองเจอ ซูยองก็ใช้เวลาไปนานโข เธอหัวเราะแห้งๆ พร้อมรอยยิ้มที่มองดูปราดเดียวก็รู้ว่ากำลังฝืน เด็กสาวยกมือขึ้นลูบหัวคนตัวเล็กกว่าเบาๆ อย่างอ่อนโยน “ก็คิดไว้แล้วล่ะ ว่าซันต้องรักแท... ฉันเลยแอบถามลองใจดูเล่นๆ จะได้เห็น ‘เพื่อน’ ลงเอยกันเสียที”

               

                ถ้าซันนี่ไม่ได้คิดไปเอง... เธอรู้สึกว่าซูยองจงใจเน้นคำว่าเพื่อนใส่เธอเหลือเกิน... เธอคงเป็นคนที่ผิดมากเลยใช่มั้ย ในเมื่อเพิ่งบอกรักแทยอนไปเมื่อครู่ แต่กลับรู้สึกไม่ดีพอเห็นซูยองตอกย้ำสถานะระหว่างเธอและเขา... เธอไม่ได้อยากเป็นเพื่อนกับซูยอง พอๆ กันกับที่ไม่ได้อยากเป็นคนรักด้วยเช่นกัน

               

               

                ...ไม่รู้เหมือนกันว่าอยากเป็นอะไรกับร่างสูง...

               

                ...เธอคิดกับเขาไกลเกินกว่าคำว่าเพื่อน แต่ไม่ได้เฉียดใกล้คำว่ารัก...

               

 

                ...ในขณะที่แทยอนยังคงเป็นคนที่เธอเอาไปเพ้อถึงทุกวัน...

               

 

                “ขอโทษจริงๆ นะซู...” คำขอโทษพร้อมรอยยิ้มเศร้า ซันนี่ยกมือขึ้นหวังตบไหล่ซูยอง หากเจ้าตัวกลับเบี่ยงออกเล็กน้อย

               

                “ว่าที่แฟนเธอยืนอยู่นั่นน่ะ สนใจเขาหน่อยสิ” ซูยองหัวเราะหยอกล้อเช่นเคย “รู้มั้ย กุหลาบดอกนั้นน่ะ แทเป็นคนฝากให้ฉันเอามาให้เธอ มันเป็นหมาขี้อายก็รู้ๆ อยู่ ดูแลมันดีๆ แล้วกัน ฉันขอไปนอนพักแป๊บนะ...” เป็นประโยคแก้ตัวที่งี่เง่าสิ้นดี ทว่าสมองเธอมันก็ตื้อเกินกว่าจะคิดอะไรซับซ้อนออกได้ เธอเดินกลับเข้าไปในห้อง แล้วปิดประตูลงทันที พร้อมๆ กับหยดน้ำตาหยดเล็กที่รินผ่านลงมาตามพวงแก้ม

               

                “เพิ่งเข้าใจว่ารักข้างเดียว...มันเจ็บอย่างนี้เองสินะ” หัวเราะเบาๆ อย่างสมเพชตนเอง ซูยองพาร่างสูงทิ้งลงบนเตียงก่อนจะปล่อยให้ความอ่อนแอควบคุมทั้งร่างกายและจิตใจ...

               

               

               

 

 

 

                ฝ่ายคนนอกห้อง ยังคงแข่งกันเงียบเช่นเคย ทิฟฟานี่มองหน้าซันนี่สลับกับแทยอนอย่างพูดไม่ออก ไม่มีน้ำตา ไม่มีความปวดร้าวเศร้าใจ มีเพียงอาการบีบรัดในช่องอกที่ทำให้เธอรู้สึกราวจะขาดใจ เธอไม่ได้เพิ่งรักแทยอนเมื่อวานและจะตัดใจได้ภายในสองนาทีเสียแต่เมื่อไหร่

               

                ด้ายความผูกพันที่สานมาอย่างยาวนาน กรรไกรแหลมคมคงไม่อาจตัดได้

               

                “ยินดีด้วยนะแท...” คำสั้นๆ มากด้วยความหมาย เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะสรรหาคำใดที่ดูดีกว่านี้มาบอกได้ “ฉันว่าฉันไม่ควรอยู่ตรงนี้ใช่มั้ย... งั้นไปก่อนนะ” กล่าวเองสรุปเอง จบประเด็นด้วยการหลบหนีความเจ็บปวดเข้าไปอยู่ในห้อง ช่างเป็นวิธีการที่ไม่ต่างอะไรกับซูยองนัก หากความทรมานมันต่างกันไม่น้อย

               

                ทิฟฟานี่ไม่รู้เหมือนกัน ว่าเธอเป็นพวกชอบความเจ็บปวดหรืออย่างไร หัวใจเลยไม่เคยเชื่อฟัง ดึงดันไปรักคนที่ไม่มีวันหันกลับมามองเธอ หนำซ้ำพยายามตัดใจนับร้อยพัน แต่เดินสวนกันทุกวัน ยิ้มให้กันทุกที ใครเลยจะดึงภาพแทยอนออกไปจากใจดวงนี้ได้

               

                แล้วเป็นไง... ความรักที่ไม่เคยกล้าเปิดเผย ความรู้สึกที่ไม่เคยเอ่ย มันย้อนกลับมาทำร้ายเธอได้อย่างเจ็บแสบ ปวดร้าวจนเกินรับไว้ ทว่ามันกลับเป็นรอยแผล ที่เธอใช้ใบมีดคมกริบเฉือนหัวใจดวงน้อยด้วยตัวของเธอเอง แทยอนไม่มีความผิดอะไรเลยที่เขาไม่เคยรักเธอ ถ้าเพียงแต่เขาจะไม่คอยให้ความหวังเธอจนดิ้นรนตะกายคว้ามันอยู่บ่อยครั้ง พอคว้าพลาดก็ตกลงมาเจ็บอยู่จุดเดิมซ้ำๆ ไม่รู้จักจำ

               

                เขาไม่ผิดหรอก... ก็เขาไม่รู้นี่หน่าว่าเธอรักเขา...

               

               

                ...ไม่รู้ หรือแกล้งไม่รู้?...

               

 

                ทิฟฟานี่ซุกใบหน้าลงกับหมอนที่เป็นดังเพื่อนซี้ เธอส่ายหน้ากับตนเอง ไม่อาจตอบคำถามที่ตั้งขึ้นให้แทงหัวใจนั่นได้ ไม่แปลกที่แทยอนจะไม่รู้ว่าเธอคิดอะไรด้วย ในเมื่อเธอไม่เคยบอก หากเขาจะซื่อจนไม่เคยสังเกตเลยหรอ ว่านัยน์ตาคู่นี้มองเขาด้วยความรักมากแค่ไหน ไม่เคยสังเกตเลยใช่มั้ย ว่าดวงตาของเธอบอบช้ำและแดงก่ำทุกครั้งที่เขาพูดเต็มปากเต็มคำว่ารักใคร เขาไม่รู้...ในเรื่องที่คนอื่นรู้กันทั้งวง... ไม่รู้ในเรื่องที่แม้แต่คนนอกก็ยังมองออกน่ะหรอ

               

               

                ใกล้เกินไปจนลืมใส่ใจ หรือไม่มีค่าพอให้เขามาสน?...

               

               

                ถ้าแทยอนไม่รู้ เลยพูดให้ความหวังเธอเรื่อยๆ ทิฟฟานี่คงพออภัยให้ได้ แต่ถ้าเขารู้ แล้วทำเป็นแกล้งไม่รู้... เขาคงเป็นคนที่ใจร้ายมากเลย

               

                แล้วเธอควรจะจัดการยังไงกับหัวใจของตนเองดีเล่า... ในเมื่อได้ยินเต็มสองหูแล้วว่าคนที่เขาแอบรัก ก็รักเขาเช่นเดียวกัน

               

               

                ถ้าซันนี่กับแทยอนคบกัน เธอจะทำตัวยังไงดี...

               

                ...ไม่รู้ ไม่รู้เลยจริงๆ...

 

               

 

 

 

 

                “พูดเล่นรึเปล่า...” เมื่อไม่มีบุคคลอื่น แทยอนก็ถามซันนี่เสียงเรียบ ใบหน้าของเธอจริงจังสมกับเป็นหัวหน้าวง ในขณะที่อีกคนถึงกับอึ้งไปเมื่อเจอคำถามแทงใจเช่นนั้น

               

                “ฉันรู้สึกยังไงก็พูดไปตามนั้น... เรื่องแบบนี้คนเขาไม่เอามาล้อเล่นกันหรอกแท” พูดด้วยเสียงเครือเล็กน้อย สับสนกับหัวใจตนเองก็ท้อพออยู่แล้ว แทยอนยังทำให้เธอไม่มั่นใจด้วยการมาหาว่าสิ่งที่เธอพูด มันคือเรื่องล้อเล่นอีกอย่างนั้นหรอ แทยอนคิดว่าเธอจะเอาความรู้สึกของซูยอง ที่อุตส่าห์กล้าเดินเข้ามาสารภาพรักเธอ ด้วยการแกล้งโกหก บอกออกไปว่ารักแทยอนมากกว่าอย่างนั้นน่ะนะ?

               

                “ซันนี่... ฉันรักเธอ รักมากกว่าเพื่อน เธอก็รู้ใช่มั้ย”

               

                “อื้ม... ฉันรู้...”

               

                “ขอบคุณที่เธอปฏิเสธซูยอง... ขอบคุณที่เธอบอกว่าเหมือนจะรักฉันมากกว่า” ดวงตาของเขาเรียบเฉย ไร้ซึ่งแววใดให้เธอค้นหา ซันนี่รู้สึกใจหายขึ้นมาเสียเฉยๆ ไม่ว่าเมื่อไหร่ แทยอนยังเป็นคนที่อ่านยากเสมอ ไม่มีใครรู้ว่าเขาคิดสิ่งใดอยู่ แล้วก็ไม่มีใครรู้เรื่องความรู้สึกของเขาได้เท่าเจ้าตัวอีกแล้ว

               

                “...”

               

                “แต่ฉันคงขอเธอเป็นแฟนตอนนี้ไม่ได้หรอก” แทยอนว่าพลางกุมมือคนตรงหน้าไว้หลวมๆ ขณะที่อีกมือเอื้อมไปสัมผัสแก้มเนียนใส ที่เริ่มมีหยาดน้ำอุ่นไหลรินลงมาช้าๆ

               

                “ท...ทำไมล่ะแท...” บอกว่าเธอล้อเล่น ก็น้อยใจมากพอแล้วนะ มาบอกว่ารักเธอมาก แต่ขอเธอเป็นแฟนไม่ได้นี่ซันนี่ก็ไม่รู้ว่าเธอควรรู้สึกเช่นไรแล้ว ความสับสนที่มีอยู่เป็นทุนเดิม รวมกับเกมบนตารางหมากรุกที่เธอไม่เคยตามเขาทันแม้แต่ครั้งเดียว ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอเคยถูกดึงไปเป็นหมากในเกมความคิดของเขารึเปล่า

               

 

                ...หนังสือที่ว่าอ่านยาก ยังไม่เท่าใจของคน...

               

 

                ความจริงซันนี่ไม่น่าจะไปหวังหรอกว่าแทยอนกำลังคิดสิ่งใดอยู่ ในเมื่อตัวเธอเอง ยังสับสนกับเรื่องของหัวใจอยู่เลย

               

                “ฉันรักเธอก็จริง... แต่ฉันอยากเป็นคนรักก็ต่อเมื่อเธอรักฉันเหมือนกัน... ไม่ใช่ ‘เหมือนจะ’ รักฉันมากกว่าซู”

 

               

 

 

 

 

                8 May 2008

           

                สถานการณ์ภายในวง เหมือนจะเป็นไปในทางที่ดีขึ้น หากสาวๆ ก็ต่างรู้กันเองดีว่าเริ่มเกิดกำแพงเล็กขึ้นกลางหัวใจของแต่ละคน แทยอนกับซันนี่ดูสนิทขึ้นกว่าแต่ก่อน ทว่ากลับไม่ได้แสดงท่าทีออกมาว่าหวานประหนึ่งเป็นคนรักเมื่อชาติปางก่อน ก็แค่ทำทุกอย่างเหมือนเดิม แต่ถี่ขึ้นเท่านั้นเอง

               

                ส่วนซูยองยังคงเป็นซูยอง เธอหยอกล้อซันนี่ พูดเล่นกับทุกคนได้ทั้งวงไม่มีเคอะเขิน เหมือนกับลืมไปแล้วว่าเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนเพิ่งถูกปฏิเสธจนอกหักมาอยู่หมาดๆ

               

                คนที่โดนผลกระทบมากที่สุดคงเป็นทิฟฟานี่ล่ะมั้ง คนที่เจ็บมาเนิ่นนาน ใครว่าเจ็บอีกนิดหน่อยคงไม่ตาย... ความเจ็บปวดในรูปแบบเดิมๆ โดนทำร้ายกี่ครั้งต่อกี่ครั้งมันคงไม่อาจทำใจให้ชินได้ หนำซ้ำความปวดร้าวนับวันดูจะยิ่งเพิ่มขึ้นมากทุกที

               

                ถ้าแทยอนคบกับซันนี่ไปเลย เด็กสาวคงรู้สึกดีกว่านี้ก็เป็นได้ ในเมื่อทั้งคู่ยังคงทำเหมือนเพื่อนสนิททั่วๆ ไป และแน่นอนว่าแทยอนก็ทำกับเธอเองไม่ต่างกัน เขายังคงหยอกล้อเธอ เป็นห่วงเป็นใย คอยดูแลและคอยดุเธอเมื่อเธอทำพลาด มันไม่ต่างจากแต่ก่อนเลยซักนิด

               

               

                ...แล้วเมื่อไหร่เธอจะทำใจได้กันเล่า?...

               

               

                บอกตรงๆ ว่าอีกนานแค่ไหนก็คงไม่ ตราบใดที่แทยอนยังไม่มีแฟนเป็นตัวเป็นตน ต่อให้รู้ว่าเขาจะรักใคร เธอยังแอบบ้าฝันอยู่รำไรว่าใจยังพอมีหวังอยู่ร่ำไป คนเรานี่ก็แปลก หากคิดแบบตรรกะ ความเป็นไปได้ที่เขาจะหันกลับมารักทิฟฟานี่มากเกินเพื่อนแทบเป็นศูนย์ แต่ในเมื่อเรื่องความรัก มันไม่เคยนำสมองมาเป็นตัวชี้นำ ความถูกผิดหรือ ‘ค่าความเป็นไปได้’ เลยไม่มีผลจำเป็น

               

                ต่อให้ความรักครั้งนี้จะเป็นไปได้ หรือไร้ซึ่งความหวัง... มันก็ยังพอใจจะรักเขาอยู่ดีนั่นแหละ...

               

                ความรักเป็นเรื่องซับซ้อน แล้วดูเหมือนพระเจ้าจะเล่นตลกกับหัวใจของสาวๆ ในวงเหลือเกิน คนแอบรักถึงได้ต้องทุกข์ทนร่ำไป ความรักกลายเป็นโซ่ที่พันต่อกันไปเรื่อยๆ ราวกับจะไม่มีที่สิ้นสุด หนำซ้ำยังเป็นโซ่ที่ไม่อาจทำลายได้อีกต่างหาก

               

                ซูยองรักซันนี่ โดยที่คนถูกรักยังคงสับสนกับตนเอง ตอบไม่ถูกว่ารักใครกันแน่ แทยอนเองก็รักซันนี่ แถมยังมัวปิดหูปิดตาไม่เคยรับรู้ว่าคนที่อยู่ข้างกายมาโดยตลอดอย่างทิฟฟานี่ แอบรักเขามานานมากแค่ไหนแล้ว ไหนจะเจสสิก้าเจ้าหญิงน้ำแข็งผู้อบอุ่นของวง ดูๆ ก็รู้ว่าเธอกับยูริเป็นคู่ที่เหมาะสม แถมต่อให้มีใครพูด เขาก็พอดูกันออกว่าเจสสิก้ากับร่างสูงคบกันมานานก่อนจะเดบิวต์ซะอีก

               

                คนที่รู้ แต่แสร้งทำเป็นไม่รู้ก็คงไม่พ้นยุนอา แม่สื่อที่นั่งร้าวรานกับผลงานของตนเอง ปิดท้ายด้วยซอฮยอน ที่เทใจให้กับรุ่นพี่คนสนิท โดยไม่อาจเปิดเผยความในใจออกไปให้รู้ได้

               

 

                ...วงจรอันน่าปวดหัว ยังคงดำเนินต่อไป ตราบใดที่เราไม่อาจสั่งหัวใจตนเอง...

               

                ...ไม่ยอมหันกลับไปรักคนที่รักเรา...

               

 

                “ร้อนชะมัด...” เจสสิก้าบ่นขึ้นเมื่อซ้อมเพลงโปรโมตในช่วงนี้จบลง หญิงสาวย้ายร่างตนเองจากกึ่งกลางห้อง ไปพิงแอร์ตัวใหญ่ที่มีอยู่เครื่องเดียวทันทีตามนิสัยเดิม ใครๆ ต่างรู้กันทั่วว่าเจ้าหญิงน้ำแข็งคนนี้ขี้ร้อนยิ่งกว่าใคร นอกจากเหงื่อจะออกง่าย แม่คุณยังช่างสรรหาทุกวิธีที่ทำให้ตนเองเย็นอีกต่างหาก

               

                “สิก้าอย่านั่งบังแอร์สิขอร้อง” ซูยองพูดเสียงหอบ เธออยากจะไปแงะคนที่ทำเป็นไม่รู้ร้อนรู้หนาวออกมาจากเครื่องปรับอากาศที่เป็นเหมือนดังชีวิตของทุกคนเสียแล้ว ถ้าไม่ติดแต่เพียงว่าไข่มุกดำของวงจะยังนิ่งเฉยเป็นทองไม่รู้ร้อน ราวกับสิ่งที่เกิดขึ้นคือเรื่องปกติซะเหลือเกิน

               

                ใช่... ปกติมาก เพราะคุณเธอเล่นให้ท้ายเจสสิก้ามาตลอดนี่หน่า!

               

                ยูริเดินไปหาของในกระเป๋าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมันให้เจสสิก้า ร่างสูงยิ้มพลางลูบผมสีน้ำตาลของคนรักเบาๆ อย่างอ่อนโยน

               

                “ผ้าเย็นค่ะ” คำสั้นๆ ที่ทำเอาคนฟังแทบอยากดึงอีกคนมาหอมแก้มเสียฟอดใหญ่ ข้อหาทำตัวน่ารักเกินพิกัด เจสสิก้าใช้ผ้าเย็นซับตามลำคอที่ชื้นเหงื่อของตนเองทันที ก่อนจะค่อยๆ เขยิบถอยจากเครื่องปรับอากาศตัวใหญ่ เพื่อให้คนอื่นได้ลมเย็นๆ บ้าง

               

                ยูรินั่งเป็นเสานิ่ง เหมือนจะรู้ดีว่าสาวเจ้าต้องการอะไร แล้วดูเธอคงไม่ได้คิดผิดนัก เพราะร่างบางเคลื่อนกายมานั่งแนบชิดกับเธอ ศีรษะมนๆ แนบยังหัวไหล่เชิงออดอ้อน นัยน์ตายังมองใบหน้าคมคายอย่างหวานเชื่อม จนผู้ที่ทำเหมือนไม่รู้สึกอะไรต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่

               

                ถ้ามองกันอย่างนี้ ฆ่ากันเลยดีกว่า ซูยอน...

               

               

                ...เธอจะยั่วฉันมากไปแล้วนะ!...

               

 

                “ปึง!” เสียงปิดประตูห้องดังขึ้นให้คู่รักที่กำลังนั่งออดอ้อนกันอยู่ต้องสะดุ้งโหยง มองไปยังบานประตูเหมือนเป็นคนถามว่าใครเพิ่งเดินปึงปังกระแทกออกไปเมื่อครู่

               

                “ยุนอา... สงสัยจะลงไปซื้อของมั้ง” แทยอนเป็นคนตอบเสียงเรียบๆ ให้ร่างสูงโล่งใจ โดยที่เจ้าตัวคงไม่รู้ความจริงเลยว่าน้องสาวคนสนิทแค่ไม่อาจทนทำใจเห็นเธอกับเจสสิก้าหวานใส่กันได้ต่างหาก

               

 

                ...ความรักของพวกเธอ ทำร้ายหัวใจคนหลายคนจริงๆ น่ะหรือ...

 

 

               

 

 

 

 

                คนไม่รู้ตัว... ไม่ว่ายังไงก็คงไม่รู้ตัววันยันค่ำ...

               

                ยุนอาได้แต่คิดแล้วลอบถอนหายใจบางเบา รู้ทั้งรู้ว่าคนข้างกายคิดกับตนเองแค่ไหน แต่ก็นะ...เรื่องแบบนี้มันห้ามกันได้เสียเมื่อไหร่ ตอนบ่ายเธอก็น้ำตาแตกไปแล้วรอบนึง ตอนเห็นท่าทีเป็นห่วงเป็นใยที่มีให้กันระหว่างเจสสิก้ากับยูริ เห็นชัดๆ ว่าทั้งคู่รักกันมากแค่ไหน มากในขนาดนี้เศษฝุ่นอย่างเธอ ยังไม่มีที่ว่างพอจะให้ยืนเลย

               

                ร้องไห้ฟูมฟายแค่ไหน พี่สาวของเธอคงไม่มีวันรู้... ดูอย่างตอนนี้สิ อะไรดลใจให้เจสสิก้ามานั่งเล่นเกมข้างๆ เธออย่างนี้ล่ะเนี่ย!

               

                รูมเมทของสาวลูกครึ่งเอาแต่นั่งจิ้มโน้ตบุ๊คไปเรื่อยเปื่อย พยายามเคลียร์เกมในคอมพิวเตอร์หลายต่อหลายเซ็ต ทำให้ยุนอามีเวลาพอจะมานั่งเล่นเกมเพลย์อยู่ห้องโถงใหญ่ หนำซ้ำไม่รู้โชคช่วยหรือพระเจ้ากลั่นแกล้ง เพราะซูยอง ยูริ แล้วก็ฮโยยอนถูกเรียกตัวเพื่อไปเตรียมตัวสำหรับการออกแบบท่าเต้นใหม่ๆ เพื่อใช้ในเพลงต่อไปที่บริษัท

               

                ทิฟฟานี่นั่งอ่านนิยายรักภาษาอังกฤษอยู่ในห้องของเธอเช่นเคย พอๆ กับซอฮยอนน้องเล็กที่ไม่เคยเห็นจับหนังสือประเภทอื่นนอกจากหนังสือเรียนและหนังสือพัฒนาตนเองอะไรซักอย่างนั่น

               

                สรุปแล้วเลยมีเธอกับเจสสิก้านั่งเล่นเกมกันอยู่สองคน...

               

                ยุนอาคงไม่อะไรมากหรอกนะ ถ้ารุ่นพี่คนสวยเสน่ห์แรงจะไม่เพิ่งอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ จนหอมฟุ้ง กลิ่นกายหอมอ่อนๆ ลอยโชยแตะปลายจมูกเธอเป็นระยะ แถมแม่คุณยังเบียดกายมาแนบชิดจนไม่มีที่ว่าง ราวกับจะทำให้ตัวการ์ตูนภายในเกมชนะเธอขึ้นมาบ้าง

               

                หัวใจเต้นรัวแค่ไหน คนไม่รู้... ก็ยังคงไม่รู้อยู่วันยันค่ำ!

               

                “พี่ส...สิก้า...” เรียกเสียงแผ่ว ชักรู้สึกไม่ปลอดภัยต่อหัวใจตนเอง หากเจสสิก้ายังเอาแต่ไม่รู้ตัวอยู่เช่นนี้ อีกฝ่ายคงสนิทใจหากจะใกล้ชิดเธอในฐานะน้องสาว แต่คนไม่บริสุทธิ์ใจอย่างเธอมันทรมานแทบตาย ยิ่งใกล้ยิ่งเหมือนหายใจไม่ออก รู้ทั้งรู้ว่าเจสสิก้าเป็นของใคร หากความผิดชอบชั่วดีในส่วนสมอง ถูกกลืนหายไปให้หัวใจเป็นตัวนำทาง ถ้าเจสสิก้ายังเข้าใกล้เธอมากไปกว่านี้ เธอคงควบเอวบางๆ นั่นเข้ามากอดในไม่ช้า

               

                “หืม?... ว่าไงคะ” จะมาตอบรับเสียงหวานทำไมเนี่ย เธอไม่ใช่ควอน ยูริของเจ้าหล่อนนะ ไม่ต้องทรมานให้หัวใจเธอเต้นเร็วมากไปกว่านี้ก็ได้!

               

                “เขยิบไปหน่อยสิ”

               

                “ทำไมอ่ะ”

               

                “ก็... เอาเหอะ...เขยิบไปนิดนึง” ขอร้องด้วยใบหน้าที่แดงระเรื่อ ให้คนฟังรู้สึกอยากแกล้งขึ้นมาตงิดๆ เจสสิก้าไม่ค่อยได้เห็นยุนอาเขินอายนัก หากไม่นับละครที่ร่างสูงเล่น เธอเลยนึกครึ้มอยากรู้เหมือนกันว่าทำไมอยู่ๆ น้องสาวถึงได้หน้าแดงขึ้นมาเสียเฉยๆ ก็อย่างว่าล่ะนะ... คนมันไม่เคยรู้ตัวจริงๆ!

               

                “เดี๋ยวนี้นั่งใกล้กันแล้วไม่ได้รึไง”

               

                “โธ่...ก็มัน...” นับหนึ่งแทบถึงพัน ไม่ได้ช่วยอะไรเลย ใบหน้าหวานๆ อยู่ห่างเพียงแค่คืบ จมูกโด่งรั้นแนบชิดเพียงองคุลี ในจะกายบอบบางที่แทบเกยขึ้นมานั่งตักเธอ ต่อให้ยุนอาจะนับหนึ่งได้ถึงพัน แล้วนับถอยหลังกลับมาจนติดลบ หัวใจเธอก็ยังคงเต้นแรงราวกับมีคนมาตีกลองในนั้นอยู่ดี

               

                “หืม?...”

               

                “พี่สิก้า...ขอโทษนะ!” ว่ารัวเร็วแทบไม่ได้ศัพท์ มือดึงคนขี้แกล้งเข้ามาให้นั่งบนตักเธอพร้อมรั้งกอดจนแนบชิด เรียวปากบางก้มลงไปหาริมฝีปากสีชมพูระเรื่อที่ดูน่าหลงใหลอย่าง ‘ไม่รู้ตัว’   

               

                เจสสิก้าตกใจถึงกับทำอะไรไม่ถูก เมื่อโดนรุ่นน้องที่ตนเองสนิทด้วยฉวยจูบอย่างโจ่งแจ้ง เธอพยายามดิ้นหลีกหนีสัมผัสนั้น หากมือเรียวที่โอบเอวอยู่ก็แข็งแกร่งจนไม่อาจขยับได้ เรียวปากที่เม้มปิดไม่ช่วยอะไร เมื่อลิ้นเรียวบรรจงแตะสัมผัสเบาๆ เสียวูบไหว ฉวยโอกาสที่เธอเปิดปากเตรียมร้องประท้วงเข้ามาหาความหอมหวานภายในอย่างอ่อนโยน

               

                ใบหน้าของยูริผุดขึ้นมาในห้วงความคิด เจสสิก้าอยากหลีกหนีรสจูบที่กำลังปรนเปรออยู่เหลือเกิน ทว่าเรี่ยวแรงที่น้อยกว่า รวมถึงความอ่อนไหวที่ครอบงำจิตใจกำลังทำให้เธอแทบบ้า รู้ๆ กันอยู่ว่าเธอแพ้ความอ่อนโยนเป็นที่สุด ไม่เช่นนั้นคงไม่ตกหลุมรักยูริเจ้าเต็มๆ จึงไม่เป็นเรื่องแปลกอะไร ที่เธอถึงกับไปไม่เป็นเพราะไหวหวั่นกับสัมผัสที่ได้รับจากยุนอา

               

                ปล่อยให้คนอายุน้อยกว่าจุมพิตซ้ำๆ จนพอใจแล้วเป็นฝ่ายคลายสัมผัสไปเอง ดวงตามองเธออย่างตัดพ้อ ถ้ามองไม่ผิด คนที่ให้เธอนั่งตักอยู่เหมือนจะมีน้ำใสๆ คลอเอ่อรอบนัยน์ตา

               

                “บ้าที่สุด...” สบถแผ่วเบาทั้งที่เสียงเริ่มสั่นเครือ “ยุนขอโทษ... พ...พี่ไม่น่าจูบตอบยุนเลย” ถ้าเจสสิก้าจะผลักเธอออก ตบหน้าเธอแรงๆ เพื่อเตือนสติ หรืออะไรก็ได้ที่ทำให้เธอรู้ตัวว่ากำลังทำความผิดร้ายแรงลงไป ทว่าร่างบางกลับนิ่ง ยอมให้เธอล่วงเกินโดยไม่คิดห้าม หนำซ้ำรอยจูบที่ตราตรึงอยู่ยังริมฝีปาก ก็ทำให้หัวใจของเธอไหวสะท้านยิ่งกว่าเดิม

               

            “เพียะ!” เสียงฝ่ามือกระทบเนื้อดังขึ้น พร้อมๆ กับที่ใบหน้าด้านซ้ายชาไปทั้งแถบ เจ้าของมือลงไปนั่งยังโซฟาดังเดิม นัยน์ตาสั่นริกหากฉายแววแข็งกร้าวอย่างเห็นได้ชัด

               

                “ท...ทำกับพี่อย่างนี้ได้ไงยุน”

               

                “ก็เพราะเป็นพี่น่ะสิ... ฮึก...” หยาดน้ำตาที่กลั้นไหว ไหลรินลงมาอย่างไม่คิดแคร์ใคร เธอจับไหล่ของเจสสิก้าไว้แน่น ขณะที่ใบหน้าหวานก้มต่ำลงจนหยดน้ำอุ่นๆ ตกกระทบบนแก้มเนียนของเจสสิก้า “พี่รู้บ้างมั้ย ว่ายุนแอบรักพี่มานานแค่ไหนแล้ว... รู้บ้างมั้ยว่ายุนเจ็บเจียนตายที่เห็นพี่กับพี่ยูลรักกัน...”

               

                “รู้บางมั้ย...ยุนก็แค่อยากอยู่ในสายตาพี่ อยากเป็นคนที่พี่รักบ้างก็แค่นั้น...”

               

                “พี่ขอโทษนะ... ขอโทษที่ไม่เคยรู้อะไรเลย” กล่าวขอโทษด้วยเสียงสั่นสะท้าน มือบางไล้ไปตามพวงแก้มที่ขึ้นรอยแดงตามแรงตบของตนเอง เจสสิก้าจ้องมองแววตาที่เต็มไปด้วยการตัดพ้อของยุนอาแล้วก็ต้องลอบถอนใจ เธอไม่เคยรู้เลยว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ได้ทำร้ายน้องคนนี้ไปมากมายแค่ไหน ไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่าการที่เธอกับยูริรักกันจะต้องทำให้ใครเจ็บ เพราะก็คิดแค่ว่าความรักเป็นเรื่องสองคน

               

               

                ...แต่บางครั้ง การคิดอย่างเห็นแก่ตัวเช่นนั้น ก็ทำให้คนที่สามน่าสงสารเหลือเกิน...

               

 

                “ยุนรักพี่... พี่สิก้าไม่ต้องรักยุนตอบหรอกเพราะยุนรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้... แต่ขอให้ยุนได้บอกรักพี่...ได้สัมผัสพี่อีกครั้งนะคะ ยุนจะไม่ขออะไรอีกแล้ว” ไม่พูดเปล่า ริมฝีปากยังทาบลงมาเพื่อลิ้มรสความหอมหวานที่แสนเจ็บปวดอีกครั้งทันที เธอรู้ตัวเองดีว่านี่อาจเป็นจูบแรกและจูบสุดท้ายของเธอกับเจสสิก้า

               

 

                ...ต่อให้เป็นความฝัน ก็ขอให้เธอดื่มด่ำกับมันอีกซักครู่ยามเถอะนะ...

               

 

                ใครเล่าจะรู้...ว่าความฝันของยุนอา จะแปรเปลี่ยนเป็นความจริงอันโหดร้ายของเจสสิก้า เมื่อภาพแห่งความฝันที่สัมผัสได้ ดันมีคนผ่านมาเห็นเข้าเสียแล้ว...

               

 

                ...ภาพมันชัดเจน ยิ่งกว่าคำพูดอื่นใดนับร้อยพัน...

 

               

 

 

 

 

                ...กี่ครั้งแล้วนะ... ที่พี่ต้องมาร้องไห้กับฉัน...

               

                ...ไม่อยากจะนับเลย เพราะมันก็เท่ากับจำนวนวันที่ฉันนอนทั้งน้ำตา...

               

 

                “พี่ทำมันลงไปแล้วซอ” เสียงพร่ำปนสะอื้นไร้มาดเข้มแข็งของยุนอา กับการกอดเธอแน่นเหมือนอยากระบายความรู้สึกอัดแน่นทั้งหมดผ่านหยาดน้ำใส มือเรียวบีบไหล่บนจนรู้สึกเจ็บแปลบและอึดอัดไปหมด หากเด็กสาวก็เข้าใจดีว่าพี่สาวคนสนิทกำลังทรมานเช่นไร เธอเลยได้แค่ลูบแผ่นหลังเป็นเชิงปลอบประโลม

               

                “อยากร้องก็ร้องออกมาเถอะค่ะ ฉันจะอยู่เป็นเพื่อนพี่เอง” พูดไปงั้นล่ะ ยุนอาคงไม่รู้ว่าความจริงแล้วซอฮยอนเองก็อยากร้องไห้แค่ไหน อยากจะดีใจที่ยุนอาไว้ใจ พอมีเรื่องอะไรเลยมาระบายกับเธอคนแรก ทว่ามันไม่ต่างอะไรกับมีดที่กรีดแทงใจเธอเลย ได้เป็นคนแรกที่รู้เรื่องของเขากับคนอื่น แต่เป็นคนสุดท้ายที่เขาคิดจะรักอย่างนั้นใช่มั้ย

               

                มาพร่ำเพ้อบอกเธอทำไมว่ารักเจสสิก้ามากเท่าไหร่ ถามเธอซักนิดก็ได้นะว่าอยากรู้รึเปล่า... เรื่องบางเรื่องไม่ใช่เธอจะเต็มใจฟังเสียเมื่อไหร่ เห็นใจคนฟังบ้างก็ได้ ช่วยคิดถึงเธอหน่อยว่าถ้าพูดออกมาแล้วเธอจะรู้สึกยังไง ดันมาบอกเธอว่าเพิ่งเผลอจูบกับเจสสิก้าไปอย่างนั้นอย่างนี้

               

 

                ...บอกตรงๆ เจ็บจนพูดไม่ออกเลย...

               

 

                “ถึงพี่สิก้าจะไม่โกรธพี่ แต่พี่ก็รู้สึกผิด... รู้สึกผิดจนไม่รู้จะทำยังไงแล้ว... พี่เป็นได้แค่น้องสาวที่แสนดีของเขา แต่พี่กลับทำเรื่องบ้าๆ อย่างนั้นลงไปได้... พี่มันแย่ที่สุด” ระบายพลางสะอื้นฮัก ใบหน้าแนบลงกับไหล่มนเพื่อใช้เป็นที่ซับน้ำตา ในความโชคร้าย ยุนอาเองก็รู้ว่าเธอยังพอมีโชคดีอยู่บ้าง ที่อย่างน้อยเจ็บปวดมากี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ก็ยังมีซอฮยอนคอยปลอบใจ คอยบอกว่าจะอยู่เคียงข้าง

               

                ไม่อยากคิดเลยว่าถ้าวันไหนไม่มีเด็กตัวโตคนนี้แล้วเธอจะใช้ชีวิตต่อไปได้ยังไง?... ใครจะคอยบอกเธอว่า ‘ไม่เป็นไร’ ใครจะคอยฟังเรื่องของเธอได้ทุกเรื่อง คอยปลอบใจไม่มีซ้ำเติม

               

               

                ...ดีใจที่อย่างน้อยเธอก็มีน้องสาวที่น่ารักอยู่...

               

 

                “พี่รักพี่สิก้ามากแค่ไหนหรอคะ” คำถามโง่เง่าประจำวันหลุดออกมาจากปากของเธอจนได้ อยากดึงคำพูดกลับคืนมันก็เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ซอฮยอนนึกอยากจะให้ยุนอาไม่ได้ยินมันชะมัด เพราะเธอรู้ดีว่าคำตอบที่กำลังจะได้รับ มันมีอานุภาพรุนแรงต่อบาดแผลในใจมากแค่ไหน

               

               

                ...ถามว่าเธอรักเขามากแค่ไหน... จะได้รู้ว่าฉันต้องเจ็บมากเท่านั้นใช่มั้ย...

               

 

                “ถามว่ามากแค่ไหนพี่ก็ตอบไม่ได้หรอก... แต่พี่รักพี่สิก้ามากเท่าที่คนคนนึงจะรักใครได้” ว่าพลางดันร่างบางออกจากอ้อมกอดเบาๆ มองใบหน้าใสซื่อของน้องสาวแล้วก็ต้องยิ้มบางๆ ทั้งที่หยาดน้ำใสยังคงรินลงมาตามแก้มเนียน “พูดไปซอก็คงไม่เข้าใจหรอก จนกว่าซอจะมีความรักเองนั่นแหละ”

               

               

                ...กี่ครั้งแล้วนะ ที่พี่พูดคำนี้ใส่ฉัน...

               

                ...ฉันไม่เข้าใจพี่ หรือพี่ไม่คิดจะเข้าใจฉันบ้างเลยกันแน่...

               

 

                “ถ้าความรักมันเจ็บปวดขนาดนั้น ฉันก็ไม่อยากมีมันนักหรอกค่ะพี่ยุน” ...ต่อให้รักจะหอมหวานหรือเจ็บปวด เธอก็คงไม่อาจเลือกได้ว่าจะรับมันมาใส่หัวใจเมื่อไหร่ รู้ตัวอีกทีก็ตกเข้าไปในหลุมลึกจนไม่อาจตะกายขึ้นมาเสียแล้ว มีแต่จะถูกดึงให้จมลงสู่ห้วงแห่งความเจ็บปวดมากขึ้นทุกที

               

                ถ้าเลือกได้... เธอก็คงเลือกจะไม่รักยุนอาให้ต้องทรมานหัวใจตั้งแต่ทีแรกแล้วล่ะ จะได้เป็นน้องสาวที่แสนดี คอยรับฟังคำระบายของเขาได้อย่างสนิทใจ

               

 

                ...ขอเวลาให้ฉันหน่อยได้มั้ยคะพี่ยุน...

               

                ...จนกว่าจะถึงวันนั้น...

               

 

                ...วันที่ฉันจะไม่เข้าใจว่ารักคืออะไรอย่างที่พี่พูดไว้เสียที...

 

               

 

 

 

 

            9 May 2008

           

                “แว จา กู มัน อุซ กี มัน แฮ โย (ทำไมพี่ถึงหัวเราะอยู่อีกล่ะ?)” เสียงหวานนุ่มๆ ของซอฮยอนดังขึ้นเมื่อถึงท่อนร้องของตนเอง เด็กสาวพยายามสื่ออารมณ์ของบทเพลงออกมาทางสายตาให้มากที่สุด เพราะมันคงเป็นโอกาสเดียวที่เธอจะได้บอกความรู้สึกของตนเองให้ใครคนอื่นได้รับรู้ ต่อให้คนเหล่านั้นจะพาลคิดไปว่าเธอกำลังอินจัดก็ตาม

               

                เมื่อคืนก็เป็นอีกครั้งที่ยุนอามาร้องไห้ฟูมฟายกับเธอ พอเมื่อสบายใจก็กลับไปนอนห้องตามเดิม โดยที่เขาไม่เคยรู้เลยว่าได้ทิ้งความปวดร้าวก้อนโตไว้ในหัวใจดวงเล็กๆ ดวงนี้ ร่างสูงไม่คิดหรอกว่าเธอจะเป็นยังไงบ้าง จะต้องหลับไปทั้งน้ำตาเป็นคืนที่เท่าไหร่ สงสารก็แต่ทิฟฟานี่ พี่สาวที่แสนดีที่คอยลูบผมให้เธอนอนหลับ ปากก็พร่ำบอกคำปลอบโยน โดยที่เธอก็ไม่รู้ว่าทิฟฟานี่กำลังปลอบเธอ หรือปลอบตนเองกันแน่

               

               

                ...มันก็เจ็บเท่าๆ กันล่ะ...

               

                ...กับการแอบรักคนที่เราไม่อาจให้รู้...

               

 

                “แน กา คือ รอค เค แอ กี กัท นา โย (ฉันยังเป็นเด็กสำหรับพี่อยู่อีกเหรอ? กี่พันครั้งที่ยุนอาบอกกับเธอว่าเธอยังเด็กอยู่ เธอไม่เข้าใจในสิ่งที่คนอื่นเรียกว่าความรัก เธอไม่อาจรับรู้ว่าเขาเจ็บแค่ไหนที่แอบรักผู้ที่มีแฟนแล้วอย่างเจสสิก้า เธอเองก็อยากถามกลับไปซักคำเหมือนกัน ว่าในสายตาของยุนอาเธออายุเท่าไหร่...

               

               

                ...เธอเป็นเด็กที่โตมาพร้อมกับเขา คอยเรียกเขาว่า ‘พี่ยุนๆ’ อยู่เสมอ... พอเวลาผ่านไปนานแค่ไหน เธอก็เลยเป็นได้แค่เด็กที่ยังเรียกเขาว่าพี่ยุนอยู่ดี...

               

 

                ไม่ยุติธรรมเลย เธอก็แค่ดูเหมือนยังเด็ก หากหัวใจเธอก็อยากมีความรักเหมือนใครๆ ยังอยากรู้จะรัก แต่ไม่คิดที่จะเจ็บ แล้วเหตุใดเขาต้องคอยยัดเยียดความทรมานให้เธอซ้ำๆ ด้วยคำที่ว่าเขาไม่รู้ความในใจของเธอ เข้าไม่เคยเข้าใจเธอ ไม่แม้แต่จะพยายามซักครั้งเดียว...

               

                “ตัก คัน บอน มัน แน จิน ชิม ดึล รอ โย (ฟังความจริงจากฉันซักครั้ง อย่าว่าแต่จะให้ฟังเลย... ขอแค่เวลาที่เขามีเธออยู่ในสายตา เพียงเสี้ยวนาทีก็เป็นไปไม่ได้ ในเมื่อทุกครั้งที่เธอเฝ้ามองเขาจากมุมไกลๆ เธอก็เห็นว่าเขามองแค่เจสสิก้าคนเดียวอยู่ทุกที

               

               

                ...มันก็เหมือนห่วงโซ่ที่ทอดยาวไม่รู้จบ...

               

 

                “โอ ปา อา เพ ซอ ซอน ยอ จา รัน มา รี ยา (ฉันคือผู้หญิงที่อยู่หน้าพี่ตอนนี้นะต่อให้ฉันจะอยู่ตรงหน้าพี่ หรืออยู่ข้างๆ พี่มาตลอดหลายปี พี่ก็ยังไม่หันมามองฉันอยู่ดี...

               

               

                ...พี่ไม่เคยคิดด้วยซ้ำ ว่าคนอย่างฉันจะรักใครเป็น...

               

 

                ดนตรีดำเนินท่วงทำนองเศร้าๆ ของมันต่อไปเรื่อยๆ ทิฟฟานี่กับเจสสิก้าทำหน้าที่ของตนเองได้เป็นอย่างดี ทว่าซอฮยอนแทบอยากจะเปลี่ยนเนื้อร้องเอาเสียดื้อๆ ถ้าเปลี่ยนจากคำว่า ‘Oppa’ เป็น ‘Unnie’ ได้เธอคงทำไปแล้วล่ะ ไม่อยากจะว่ายุนอาหรอก เพราะไม่ใช่ความผิดเขาที่ไม่รู้ว่าเธอแอบรัก

               

 

                ...มันจะผิดก็แค่ เขาไม่จำเป็นต้องบอกเธอหรอกว่าเขารักใคร...

               

               

                “ฮา รู เอ มัน บอน (วันละเป็นล้านครั้งเมื่อถึงท่อนที่แทงใจมากที่สุด ซอฮยอนแทบอยากจะวางไมค์ทิ้งเสียให้รู้แล้วรู้รอดไป ไม่รู้ว่าคนแต่งเพลงจงใจแต่งมาเพื่อซ้ำเติมคนแอบรักอย่างเธอหรือเปล่า เนื้อหาของเพลงมันถึงกรีดแทงความรู้สึกให้ต้องทรมานได้มากขนาดนี้

               

                “แซง กัก กี นา โย (ที่ฉันคิดถึงพี่)”

               

                “นุน มุล ลี นา โด นัน อี รอค เค ชัม มา (ถึงฉันอยากจะร้องไห้ ฉันก็เก็บมันไว้)”

               

 

                กว่าจะร้องเพลงนี้ได้จนจบ ไม่รู้ว่าซอฮยอนต้องพยายามกลั้นน้ำตาไว้เท่าไหร่ โชคดีแล้วที่ยุนอาไม่ได้นั่งอยู่ในห้องสดนี้ด้วย ไม่เช่นนั้นคงได้น้ำตาแตกขณะขึ้นไลฟ์จริงๆ

               

                เสียงปรบมือไม่ได้ลอยเข้าโสตประสาทเลยแม้เพียงเล็กน้อย ในเมื่อตอนนี้หัวใจของเธอมันลอยไปหาใครบางคนที่ไม่เคยแม้แต่จะเปิดรับมันเสียแล้ว

               

               

                ...หรือฉันเกิดมาเพื่อรักพี่ข้างเดียวตลอดไป...

 

               

 

 

 

 

 

                “ยูล... เป็นอะไรไปอ่ะ” เจสสิก้าถามขึ้นทันทีเมื่อก้าวเข้ามาในหอ เธอไม่เข้าใจเลยว่าอยู่ๆ วันนี้ยูริทำตัวเย็นชาใส่เธอเพื่ออะไร ทั้งที่เมื่อวานยังยอมให้เธอออดอ้อนอยู่เลย หากตอนเช้ากลับไม่ยอมพูดด้วย เธอถามคำก็ตอบคำ บางครั้งเบือนหน้าใส่กันเสียเฉยๆ แถมตอนนั่งรถก็ยังแลกที่กับยุนอาเสร็จสรรพไม่ยอมให้เธอนั่งข้างๆ  ตอนขากลับที่เธอต้องไปขึ้นไลฟ์ร้องเพลง Bad oppa ทั้งที่รถต้องขับไปรับยูริจากที่หนึ่งก่อนเพื่อมารับเธอ ร่างสูงก็ขอกลับหอก่อนเสียดื้อๆ ปล่อยให้เธอต้องกลับมากับซอฮยอนและทิฟฟานี่แทน

               

                เจสสิก้าเป็นคนเอาแต่ใจ ดังนั้นความสามารถในการเดาใจคนอื่นบอกตามตรงเลยว่ามันน้อยจนติดลบ เธอเองก็เหนื่อยจะต้องวิ่งตามคนอื่น ทว่าสำหรับเธอแล้ว ควอน ยูริคงไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นคนอื่น ในเมื่อเขาเป็นถึงเจ้าของหัวใจ เป็นทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับชีวิตเธอ

               

                ใครก็รู้กันทั่วว่าเธอติดยูริมากแค่ไหน มากจนไม่เคยคิดถึงวันที่ต้องห่างกัน แล้วอยู่ๆ เขาจะมาเฉยชาใส่เธอทำไม หรือเธอทำอะไรผิดไปโดยไม่รู้ตัวอย่างนั้นหรือ?... ถ้าอย่างนั้นทำไมไม่พูดออกมาตรงๆ ล่ะ ในเมื่อเขาก็เป็นคนที่พูดตรงแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว เขาเองยังเคยบอกเธอไม่ให้มีความลับต่อกัน ถ้าโกรธก็ต้องบอกกัน ไม่ใช่เอาแต่ไม่มองหน้า เพราะไม่เช่นนั้นก็คงไม่มีวันได้ปรับความเข้าใจ

               

                แล้วสิ่งที่เขาทำอยู่มันคืออะไร!

                               

                “เปล่านี่” ถึงปากจะบอกเปล่า ถึงจะไม่ว่าอะไรเมื่อเธอทิ้งกายนั่งบนตักของเขา หนำซ้ำยังคอยประคองเอวเธอไว้หลวมๆ ไม่ให้ล่วงลงไปกองกับพื้น ถึงดวงตาจะมองเธอด้วยสายตาอ่อนโยนคู่เดิม หากทำไมเธอกลับรู้สึกว่ามันเปลี่ยนไปไม่เหมือนเก่า อ้อมกอดไม่ได้อบอุ่นเหมือนเคย ดวงตายังมีร่องรอยตัดพ้อให้เห็น หัวใจยังแผงอกข้างซ้ายของเขาก็ไม่ได้เต้นแรงเหมือนกันกับของเธอ

               

                หัวใจที่เคยเปรียบเหมือนดวงเดียวกัน เหตุใดวันนี้ถึงไม่ได้เต้นเป็นจังหวะเดียวกัน...

               

                “ยูลโกรธอะไรก็บอกฉันสิ” เสียงออดอ้อนเอาซะหัวใจคนฟังอ่อนยวบ แต่ไหนแต่ไรมา ยูริเคยขัดใจเจ้าหญิงในอ้อมแขนตนเองได้ที่ไหนกันล่ะ แต่ก็ทำเป็นใจแข็งเอาไว้ก่อน ในเมื่อสิ่งที่เจสสิก้าทำกับเธอ มันโหดร้ายมากเกินไป... ถ้าเป็นคนอื่นคงไม่นั่งใจเย็นคอยดูสถานการณ์อยู่อย่างนี้หรอก บางคนอาจโผงผางบอกเลิกไปแล้ว

               

           

            ...เห็นแฟนตัวเอง จูบกับคนอื่นต่อหน้าต่อตาตั้งสองครั้ง...

           

            ...ต่อให้เป็นพระอิฐพระปูนยังสะเทือนได้เลย...

           

 

                “ไม่ได้โกรธ... ลงไปนั่งดีๆ ไป คนอื่นจะมองไม่ดี” ว่าแล้วก็ดันร่างบางให้ไปนั่งข้างกายตนเองแทน เล่นเอาคนมาง้อถึงกับค้างกลางอากาศแทบไปไม่เป็น ต่อให้รู้ดีว่ายูริเป็นคนขี้อาย แค่จับมือต่อหน้าเพื่อนๆ ในวงเขายังไม่ค่อยจะทำเลย ต้องให้เธอเป็นคนเริ่มก่อนตลอด หากมันก็ไม่เคยมีซักครั้งที่เขาจะปฏิเสธเธอเหมือนในครั้งนี้

               

               

                ...เธอทำอะไรผิดไปหรือ...

               

 

                “ยูล... ทำไมทำกับฉันอย่างนี้” หยาดน้ำตาเริ่มมาคลอเอ่อ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับเอาไฟมาลนหัวใจที่แสร้งทำเป็นแข็งของยูริเลย เดิมทีแค่น้ำตาหยดเดียวของเจสสิก้า ก็ทำเธอร้อนรนจนต้องคอยปลอบเสียยกใหญ่แล้ว มาคราวนี้เจสสิก้าต้องร้องไห้เพราะเธอ มีหรือที่เธอจะไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย

               

                “ฉันว่าควรจะถามคำถามนั้นกับสิก้ามากกว่านะ... ทำไมสิก้าทำกับฉันอย่างนี้”

               

                “ฉันทำอะไรกันแน่ ยูลก็พูดมาสิ” จะทนคงทนไม่ไหวแล้วล่ะ น้ำสีใสถึงได้ไหลสัมผัสแก้มลงมาช้าๆ เธอกุมมือของยูริเอาไว้ ทว่าอีกคนกลับดึงออกให้ต้องเจ็บปวดแปลบยิ่งกว่าเดิม เจสสิก้าจึงต้องมานั่งครุ่นคิดว่าเธอทำอะไรให้ยูริไม่พอใจลงไปตั้งแต่เมื่อไหร่

               

                เมื่อวานก็ยังดีๆ กันอยู่เลยไม่ใช่หรอ... เมื่อเช้าเธอก็พยายามเข้าหาเขาเหมือนทุกที แต่เขากลับยิ่งเริ่มถอยห่างเธอไปเรื่อยๆ

               

               

                ...คนไม่รู้นี่มันเจ็บจนบอกไม่ถูกเลย...

               

 

                “ทำอะไร?... สิก้าจะบอกว่าไม่รู้ตัวเลยงั้นหรอ” ว่าจะไม่อยากขึ้นเสียง หากยูริก็เป็นแค่คนธรรมดาเลยยากจะอดกลั้นอารมณ์ไว้ได้ตลอดรอดฝั่ง แม้น้ำเสียงที่ใช้ไม่ได้เป็นเชิงตะคอก แต่มันก็เสียงแข็งกว่าปกติ เล่นซะเจสสิก้าที่น้อยใจอยู่แล้วยิ่งสะอื้นหนักเข้าไปใหญ่

               

                “ฉันรู้แค่ว่าฉันรักยูล... นอกจากนี้ฉันก็ไม่รู้แล้ว”

               

                “เฮ้อ...” ถอนหายใจยาวเหยียด ไม่ตอบรับ ไม่ปฏิเสธ ราวกับไม่ยินดียินร้ายอะไรในประโยคที่ล้ำค่าคำนั้น เธอจ้องมองคนข้างกายด้วยสายตาจริงจัง “เคยคิดบ้างรึเปล่าสิก้า...”

               

                “คิด?”

               

                “คิดว่าเราไม่เหมาะสมกันเลย...” เท่านั้นก็มีเพียงแต่ความเงียบปกคลุมทั้งสอง เจสสิก้าถึงกับพูดอะไรไม่ถูกเมื่อเจอประโยคนี้จากคนที่ตนเองรักหมดใจตรงๆ

               

                เธอคิดมาตลอดนั่นแหละ ว่าเธอไม่เคยคู่ควรกับยูริ ร่างสูงเป็นแฟนในอุดมคติของคนหลายๆ คน เขาเทคแคร์คนอื่นเก่ง มีน้ำใจ เรื่องคนอื่นสำคัญกว่าเรื่องของตนเอง แม้แต่คนที่เพิ่งเจอหน้ากันครั้งแรก ยังตกหลุมรักยูริได้ไม่ยากเลย แล้วตัวเธอล่ะเป็นยังไงบ้าง... เธอเป็นเพื่อนที่ดีได้ หากสำหรับหน้าที่คนรัก ใครๆ ก็รู้กันว่าเจสสิก้าคงได้รับตำแหน่งแฟนสุดแย่ไปครอบครองอย่างไร้คู่แข่ง

               

                ขี้หึง ขี้โวยวาย อารมณ์ร้อน ไม่มีเหตุผล ชอบหาเรื่องชวนทะเลาะ แล้วก็อีกหลายๆ ประการที่ตัวเธอก็รู้ดีว่ามันเป็นข้อห้ามสำหรับคนรัก แน่นอนว่าเธอทำมันได้ครบทุกข้อ ทว่าคนที่ดูเพรียบพร้อมอย่างยูริ กลับเลือกคนอย่างเธอเป็นแฟน ทั้งที่อย่างเขาแล้วพร้อมจะหาคนที่ดีกว่าเธอได้ทุกเมื่อ

               

                รู้ดีในข้อเปรียบเทียบดังกล่าวไง... เจสสิก้าเลยไม่เคยพูดอะไรที่เสี่ยงต่อความสัมพันธ์ของเธอกับร่างสูง เพราะหัวใจมันกลัวว่าซักวันเขาจะเลิกรักนางมารร้ายอย่างเธอ แล้วไปหานางเอกดีๆ ซักคนมาเคียงข้าง

               

                แต่พอเขาหลุดปากพูดเองออกมาอย่างนี้แล้ว... เธอจะทำอะไรได้อีกล่ะ...

               

 

                “คิดสิ... ฉันมันแย่ ฉันมันไม่มีอะไรดีสำหรับยูลเลย แต่ฉันผิดหรอถ้าจะรักยูล ผิดหรอถ้าจะพูดว่าฉันขาดยูลไม่ได้น่ะ” ไม่ว่าเปล่า แต่เสียงสะอื้นพร้อมถ้อยคำตัดพ้อ ทำให้ยูริอดใจไม่ไหว ต้องลูบผมยาวสลวยของอีกคนเบาๆ เป็นเชิงปลอบโยน ทว่าพอรู้ตัวก็ชักออกดื้อๆ ให้เจสสิก้าต้องสับสนกับการกระทำครึ่งๆ กลางๆ ของเขา... เหมือนจะมีเยื่อใย เหมือนจะอ่อนโยนกับเธอ หากทำไมต้องตีหน้าเย็นชาใส่ด้วย

               

                “ฉันก็ขาดสิก้าไม่ได้” พูดเสียงแผ่ว ยูริโยนทิฐิทั้งหมดทิ้งไป คนใจอ่อนอย่างเธอ ต่อให้อ่อนใจกับรักครั้งนี้มากแค่ไหน เธอก็ยังแคร์เจสสิก้ามากที่สุดอยู่ดี คนที่ถูกใครคนอื่นตราหน้าว่าเป็นเจ้าหญิงน้ำแข็ง ทว่าสำหรับเธอคงเป็นก้อนน้ำแข็งที่อุ่นที่สุดในโลก

               

                “ยูล...อย่าทำอย่างนี้กับฉันอีกเลยนะ ฉันไม่รู้จริงๆ ว่ายูลโกรธฉันเรื่องอะไร ถ้าฉันผิด ฉันก็ขอโทษ... แต่ขอเถอะอย่าเย็นชาใส่ฉัน อย่าพูดอะไรแบบเมื่อกี๊อีก... มันเจ็บมากนะยูล...” โผเข้ากอดร่างสูงเต็มรัก ใบหน้าแนบลงกับไหล่มนหวังใช้เป็นที่ซับน้ำตา หัวใจที่ทรมานจนเจ็บแปลบไม่เคยได้ข้อเฉลยให้คลายสงสัยเลยว่าเหตุใดยูริถึงทำอย่างนั้นกับเธอ หากพอเมื่อมือเรียวเริ่มโอบกอดเธอตอบ ความสนเท่ห์ทั้งหมดก็ไร้ความหมาย เธอไม่อยากแยแสว่าทำไมอยู่ๆ เขาถึงเปลี่ยนไป เพราะเธอสนใจแค่ว่าเธอได้ควอน ยูริคนเดิมกลับคืนมาก็พอ

               

                “...” สาวผมดำไม่พูดอะไร ได้แต่โอบกอดปลอบประโลมคนที่กำลังร้องไห้ฟูมฟายเงียบๆ ในหัวเธอมีเรื่องชวนเจ็บปวดตีกันจนวุ่น

           

 

            ...ฉันรักเธอมาก แล้วฉันก็ทนไม่ได้ถ้าเห็นเธอต้องเป็นของใคร...

           

            ...รวมถึงทนไม่ได้ด้วยถ้าเห็นใครมาทำหน้าที่แทนฉัน...

               

 

                ถึงแม้เรื่องที่เจสสิก้าจูบกับยุนอา จะไม่มีผลอะไรต่อความสัมพันธ์ระหว่างพวกเธอในตอนนี้ ทว่าแก้วแห่งความรักเริ่มมีรอยร้าวจางๆ ปรากฏ คนนึงไม่มีทางรู้ว่าแก้วนั้นร้าวมากแค่ไหน พอๆ กับที่อีกคนไม่ยอมบอกว่ามันเริ่มร้าวราน ได้แต่ใช้มืออันสั่นเทาประคองมันไปเรื่อยๆ โดยไม่อาจคาดเดาได้ว่าถ้าวันนึงมันแตกขึ้นมา เธอจะทนรับเหตุการณ์นั้นไหวได้ยังไง

               

 

                ...แก้วที่เริ่มร้าวแม้เพียงน้อยนิด หากถ้ารินน้ำเพิ่มลงไป...

               

                ...มันคงต้องสลายลงในซักวัน...

               

 

                บาดแผลในหัวใจที่ไม่ยอมสมานให้หายดี คงอีกไม่นานที่มันจะแตกสลายจนไม่อาจประกอบคืนเป็นดวงเดิม แล้วถ้าถึงวันนั้นหนทางเดินของยูริกับกับเจสสิก้าจะแปรเปลี่ยนเป็นเช่นไร

               

 

                ...ไม่รู้เลย...

 

               

 

 

 

            22 May 2008

           

            ‘เสแสร้งน่ะสิ มันเป็นหน้าที่ใช่มั้ยเลยได้พูดออกไปอย่างนั้น หมั่นไส้ซะจริง’ ข้อความด่าเสียดสีปรากฏขึ้นบนหน้าจอโน้ตบุ๊คสร้างความปวดร้าวให้กับคนอ่านอย่างฉันได้ไม่น้อย ยิ่งนับวันกระแสแอนตี้ฉันที่เพิ่งเริ่มก่อตัวกลับยิ่งแรงขึ้นทุกที จนพูดได้ว่าฉันเองก็เป็นอีกคนในวงที่ถูกแอนตี้รุนแรงไม่ต่างจากเจสสิก้า

               

            ‘กระแดะมาจากเมืองนอก แค่วัฒนธรรมยังไม่รู้ มีหน้าอะไรทำตัวเป็นนักร้อง’

           

            ‘ไม่เคารพรุ่นพี่ คนอย่างนี้ไม่มีทางเจริญหรอก!!’

           

                เข้าใจความรู้สึกของเจสสิก้าอย่างลึกซึ้งก็ในวันนี้เองนี่แหละ อย่างที่ว่าไว้ เรื่องแบบนี้ไม่เจอกับตัวคงไม่รู้หรอกว่ามันทรมานมากแค่ไหน อยู่ๆ ต้องมาถูกใครก็ไม่รู้เขียนด่าเราย่อยยับ เหมือนกับไปทำความผิดร้ายแรงตั้งแต่ชาติปางไหน แถมคนแอนตี้บางคนก็แรงขึ้นที่ว่าเอาชีวิตกันได้ อย่างที่รุ่นพี่ใจค่ายเองก็เคยโดนกันมาบ้างแล้ว

               

                เคยบอกเจสสิก้าไว้ ว่าอะไรที่อ่านแล้วไม่สบายใจก็ไม่ต้องไปอ่าน หากพอเจอกับตัวจริงๆ แม้จะมีข้อความด่าทอรุนแรงแค่ไหน ร่างกายมันกลับดื้อรั้นไม่เชื่อฟัง ยังคงเลื่อนเมาส์ไปเรื่อยๆ เพื่อตามอ่านให้ความร้าวรานมันทับถมในใจมากขึ้น พอๆ กับน้ำตาที่คลอเอ่อจนขอบตาร้อนผ่าว

           

            [ทิฟานี่ SNSD ถูกบังคับให้ขอโทษจอนจิน (Jun Jin) แห่งวงชินฮวา ซึ่งกำลังยุ่งอยู่กับการโปรโมทอัลบั้มเดี่ยวของเขา]

               

                นี่คือหัวข้อกระทู้ที่ฉันกำลังเข้ามาตามข่าวอยู่ เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันออกอากาศของรายการวิทยุ Melon's DMB แล้วฉันก็ถูกโจมตีเรื่องกระแสข่าวที่ไปพูดล้อเลียนรุ่นพี่จอนจินวงชินฮวา ผู้มีแฟนคลับล้นหลามมากกว่าวงโนเนมเพิ่งเดบิวต์ได้ไม่ถึงปีอย่างวงเรานัก

               

                จะให้ทำยังไงได้... คนวงในต่างก็รู้กันดี ว่านั่นเป็นเพราะสคริปต์บทของรายการที่ปูทางเอาไว้ให้ ถ้าเลือกได้ฉันเองก็ไม่ได้อยากพูดออกไปแบบนั้นหรอก เนื่องจากรู้ดีว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นย้อนหลังมันจะเป็นเช่นไร ฉันซึ่งเป็นลูกครึ่ง แถมเดินทางมาจากอเมริกา ยากอยู่แล้วที่จะให้คนเกาหลีแท้ๆ ยอมรับในฝีมือ แล้วยิ่งพอมีข่าวนี้ออกมา ความไม่พอใจในตัวฉันก็พุ่งทะยานราวกับไม่มีขีดจำกัด ฉันกลายเป็นเด็กก้าวร้าว ไม่เคารพผู้ที่อายุมากกว่าไปในทันที

               

                แล้วฉันผิดหรอ... ก็แค่อยากทำหน้าที่ตนเองให้ดีที่สุด... แค่พูดไปตามบทที่เขาวางไว้ให้...

               

            ‘ฉันหวังว่าในอนาคต พวกคุณจะระวังคำพูดมากกว่านี้ พวกคุณยังไม่ได้ขอโทษกับการที่กล่าวว่า เสียงของชินเฮซองนั่นเหมือนกับแพะ ฉันหวังว่าเรื่องนี้คงจะไม่เกิดขึ้นอีก เพราะว่า SNSD ออกมาขอโทษ ฉันคิดว่าฉันจะไม่ถือสาอะไรในคราวนี้’

           

                ทันทีที่สายตาร่ายอ่านประโยคยาวเหยียดเป็นพรืดนั่นจบ หยาดน้ำใสก็เริ่มกลิ้งผ่านลงมาตามพวงแก้ม ฉันปล่อยเสียงสะอื้นออกมาเบาๆ อย่างเกินอดกลั้น ทั้งที่วันนี้ก็พยายามไปขอโทษถึงเจ้าตัวเขาเลยด้วยซ้ำ ถึงแม้พี่จอนจินจะไม่ถือโทษโกรธเคือง รวมถึงเข้าใจในสิ่งที่ฉันได้ทำลงไป ทว่าแฟนคลับ และชาวเน็ตไม่ได้คิดเช่นนั้นด้วย ขนาดข่าวเพิ่งออก กระแสโจมตียังคงมีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

               

                เหนื่อยกับทุกอย่าง... แค่เรื่องร้องเพลงในวงก็เหนื่อยจะแย่ ต้องซ้อมทุกวันจนแทบไม่มีเวลานอน ไหนจะต้องไปขึ้นไลฟ์โชว์ตัวต่างๆ มากมาย แถมต้องซ้อมเตรียมตัวขึ้นแสดงใน Dream Concert ในอีกไม่กี่วันที่จะถึงนี้อยู่แล้ว ยังมีเรื่องข่าวแอนตี้นี่เกิดขึ้นมาอีก

               

                นั่นเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยที่ฉันต้องเจอ...ถ้ายังไม่นับปัญหาหัวใจ ที่นับวันความปวดร้าวจะกัดกร่อนก้อนเนื้อในช่องอกด้านซ้ายของฉันให้ไม่เหลือเต็มดวง

               

                อยากจะดีใจเมื่อรู้ว่าแทยอนกับซันนี่ไม่ได้เป็นอะไรกันอย่างที่นึกกลัว หากพอเห็นเธอทั้งสองสนิทกันมากขึ้นเรื่อยๆ หัวใจมันก็พาลเจ็บขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ วูบหนึ่งอาจเป็นเพราะฉันรู้ดีว่าแทยอนรักซันนี่มากแค่ไหน เธอก็แค่อยากรอให้ซันนี่แน่ใจว่ารักเธอเหมือนกันก่อนก็เท่านั้น

               

                ยิ่งสนิท... ยิ่งชิดใกล้... ซันนี่คงตัดสินใจได้ว่าเธอรักแทยอนเหมือนกันเป็นแน่...

               

                แล้วถ้าทั้งสองคนคบกันเข้าจริงๆ ฉันจะทำยังไง มันยังเหลือที่ไหนให้ฉันยืนได้อีกหรือ?...

               

                เมื่อคิดว่าความอดทนมันได้หมดลง ไปเรื่องสารพัดรอบตัวที่ถาโถมเข้ามา ฉันก็ปล่อยเสียงสะอื้นออกมาได้อย่างไม่คิดอาย อย่างน้อยมันก็เป็นการระบายได้ดีทางหนึ่ง ต่อให้ทุกวันนี้น้ำตาของฉันมันจะเริ่มเหือดแห้งจนแทบไม่มีให้ไหลแล้วก็ตามที

               

               

                ...ต่อให้น้ำตาหยดสุดท้ายจะหมดลง ความเจ็บปวดของฉันคงยังไม่หมดไป...

               

 

                “ฟานี่...” เสียงเรียกดังมาจากประตูห้อง ถึงฉันจะไม่มีแรงเงยหน้าขึ้นมาจากหมอนใบใหญ่ แต่ฉันยังรับรู้ได้เป็นอย่างดีว่าเจ้าของเสียงแหบๆ ติดห้าวนั่นเป็นใคร ในเมื่อมันคือเสียงที่ฉันได้ยินมาตลอดสี่ปี เสียงที่คอยพูดกับฉันอย่างห่วงใย คอยว่ากล่าวเมื่อฉันทำผิด ให้กำลังใจเมื่อฉันล้ม หากก็เป็นเสียงเดียวกันกับที่ทำร้ายหัวใจฉันย่อยยับ เมื่อเธอเอ่ยออกมาสั้นๆ ว่าแท้จริงแล้วเธอรักใคร...

               

                “ฉันเคยบอกเธอแล้วใช่มั้ย ว่าพูดอะไรให้ระวัง” เมื่อไม่เห็นหน้า เลยไม่รู้ว่าประโยคเรียบๆ นั่นคนพูดสื่ออารมณ์ออกมาแบบใด หากต่อให้จะมองเห็น คงเดายากอยู่ดี ในเมื่อดวงตาอันเป็นหน้าต่างของหัวใจของอีกคนนั้นปิดตายมาเนิ่นนาน ไม่เคยมีใครมองออกหรอกว่าเขาคิดสิ่งใดอยู่

               

                “...” ไม่ได้ตอบ เพราะกำลังเอาแต่สะอื้นอยู่ต่างหาก ไม่เข้าใจเลยว่าเธอมาเพื่อปลอบใจหรือซ้ำเติมกันแน่ ทว่าสงสัยได้ไม่นานก็รับรู้ถึงสัมผัสอ่อนโยนที่ไล้ไปตามกลุ่มผมสั้นระต้นคอ ปลายนิ้วที่เกลี่ยเบาๆ ทำเอาหัวใจฉันเต้นผิดจังหวะกับเพื่อนคนพิเศษ ยิ่งนานที่เราไม่ได้ใกล้ชิดกันขนาดนี้ เลยยิ่งทำให้ฉันหวั่นไหวมากขึ้นกว่าเดิมจนยากจะเหนี่ยวรั้ง

               

                “ไม่ต้องไปสนหรอกว่าพวกนั้นเขาพูดอะไรกัน” ไม่ว่าเปล่า คนตัวเล็กยังโน้มกายมานอนข้างๆ มือหนึ่งโอบรอบเอวฉันไว้หลวมๆ ขณะที่อีกมือเกลี่ยไรผมไปทัดไว้หลังใบหู ฉันอดไม่ได้ที่จะผินหน้ากลับมามองเธอทั้งน้ำตา แทยอนยิ้มหวานให้ด้วยรอยยิ้มที่ฉันหลงใหล ก่อนจะยีผมฉันเชิงหยอกล้อ

               

                “หยุดขี้แยได้แล้ว...มิยอง” ชื่อที่เธอเคยใช้เรียกฉัน มันทำเอาสะท้านถึงขั้วหัวใจ ฉันมองเธออย่างคาดไม่ถึงว่าจะได้ยินคำๆ นั้น หากเธอทำเพียงหัวเราะร่าเหมือนมันไม่มีอะไรเกิดขึ้น

               

                “ใครจะว่าเธอก็ช่างเขา สนแค่ฉันที่รักเธอก็พอแล้ว”

               

 

                ...อารมณ์ไหน?...

               

 

                เธอพูดผิด ฉันหูฝาด หรือกำลังฝันอยู่กันแน่ ไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเอง ให้ต้องเจ็บเพราะความหวังที่ไม่มีวันเป็นจริงหรอกนะ แต่เจอเพื่อนสนิทที่แอบรักมาหลายปีโพล่งออกมาว่ารักกันมันก็ยากจะควบคุมความรู้สึกของตนเองได้ ใจนึงก็อยากถอยหนีคนที่กอดอยู่ อีกใจก็อยากเข้าใกล้กันมากกว่านี้ ให้ความรักอันล้นปรี่ ได้ถูกระบายออกไปบ้างแม้เพียงเล็กน้อยก็ตามที

               

                และแล้วความคิดฝ่ายหลังก็ชนะ คำว่า ‘เพื่อน’ เหมือนถูกลืมไปชั่วเสี้ยวเวลาหนึ่ง มือยกขึ้นประคองใบหน้าเนียนของเธออย่างกล้าๆ กลัวๆ

               

                “...ฉัน...ก็รักแท”

               

                “เธอเป็นเพื่อนคนสำคัญของฉันเลยนะรู้มั้ย... อย่าคิดมากเลย น้ำตาไม่เหมาะกับเธอหรอก...มิยอง”

               

                นั่นปะไร... ดีใจได้ไม่ถึงนาที ก็ต้องย้อนกลับไปจุดเดิมที่เคยเจ็บ เพียงเพราะคำว่าเพื่อนคนสำคัญ เกลียดคำๆ นั้นที่เธอให้ฉันชะมัด ถ้ามีฉันเป็นแค่เพื่อน ไม่ต้องมากอดปลอบ ไม่ต้องมาทำเป็นอ่อนโยน ไม่ต้องมาบอกรักให้ใจฉันไขว้เขวหรอกมันไม่จำเป็น

               

                ถ้าเธออยากให้ฉันเป็นแค่เพื่อนจริงๆ ขีดเส้นกั้นระหว่างเราให้ชัดเจนมากกว่านี้หน่อยเถอะนะคิม แทยอน... กำแพงที่ฉันอุตส่าห์สร้างขึ้นมากั้นขวางหัวใจตนเอง เธอยังดั้นด้นข้ามมันมาจนได้ แล้วจะมีประโยชน์อะไรถ้าหากฉันพยายามฝืนใจคิดกับเธอแค่คำว่าเพื่อน หากเธอยังคงทำตัวให้ฉันคิดไกลอย่างนี้

               

                “แท...” ไม่รู้อะไรดลใจให้ฉันเรียกเธอเสียงแผ่วเบา ความคิดในหัวตีกันจนวุ่น ภาพเบื้องหน้าพร่าเลือนลงเล็กน้อย เหมือนอยู่กึ่งกลางระหว่างความฝันและความเป็นจริง ไม่อาจรู้สึกตัวได้เลยว่าฉันกำลังจะทำอะไรลงไป

               

                “หืม?...”

               

            “ลืมว่าเราเป็นเพื่อนกัน... ซักพักได้มั้ย...”

 

           

 

 

 

 

 

            ...ฉันพูดอะไรออกไป...

           

                ลมหายใจเริ่มติดขัดเมื่อใบหน้าเธอเลื่อนเข้ามาใกล้กันมากทุกที สมองมึนเบลอเหมือนอยู่ในสภาวะล่องลอยไม่รู้ฝันหรือตื่น ฉันไม่อาจแน่ใจได้ด้วยซ้ำ ว่าประโยคนั้นฉันพูดมันออกไปจริงๆ หรือเป็นแค่จิตใต้สำนึกที่สั่ง อาจเพราะความอ่อนแอที่ถาโถมมาตลอดทั้งวัน กับการใช้เวลาไปกว่าครึ่งในการร้องไห้ จึงไม่น่าแปลกที่ฉันเกิดอาการไม่อยากรับรู้เรื่องอะไรขึ้นมาเสียดื้อๆ

               

                จะว่าดีก็ดี ที่ร่างกายได้เหมือนปล่อยตัวตามสบายได้พักผ่อน หากมันกำลังทำให้ฉันทำอะไรเหนือความคาดหมายออกไป...

               

                “พูดอะไรของเธอเนี่ยมิยอง...” แทยอนบอกด้วยรอยยิ้มขำขัน เธอทำหน้าเหมือนเอ็นดูฉันอย่างไรชอบกล เธอเอื้อมมาลูบหัวฉันเบาๆ “ลืมว่าเราเป็นเพื่อน... แล้วให้เราเป็นอะไรล่ะ อยากเป็นน้องสาวฉันรึเปล่า ฮ่าๆ” เสียงหัวเราะเสียดแทงหัวใจคนพูดออกไปไม่คิดอย่างฉันเสียเหลือเกิน ต่อให้ตอนนี้ฉันจะรู้สึกว่าตนเองไม่มีสติดี ทว่าหัวใจฉันมันยังคงเต้นร่ำร้องเป็นชื่อเธอ แล้วก็ยังปวดร้าวทุกครั้งเมื่อรู้ว่าเธอไม่เคยคิดจะรักกัน

               

                “...” ไม่ตอบ เพราะเกรงว่าจะพูดอะไรออกไปทำลายความสัมพันธ์ที่มี สุดท้ายเลยเลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้เธอ มือประคองแก้มใสไว้แผ่วเบา แล้วค่อยๆ แนบริมฝีปากลงไปบนตำแหน่งเดียวกันของเธอ ดูท่าทางเธอจะตกใจไม่น้อยกับการกระทำของฉัน ทว่าฉันไม่คิดจะใส่ใจในจุดนั้นอีกแล้ว

               

                ความหอมหวานปนเปกับความปวดร้าวรสขมปร่า จูบอย่างไม่ประสีประสาของฉันทำให้เธอเป็นฝ่ายอึดอัดแล้วเริ่มคุมเกมแทน สัมผัสที่ได้รับจากเธอ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี มันก็ยังเหมือนเป็นครั้งแรกของฉันเสมอ ยิ่งได้ลิ้มรสได้ใกล้ชิด ยิ่งตกอยู่ในห้วงแห่งความหลงใหลอย่างไม่อาจถอนตัวได้

               

                เนิ่นนานแค่ไหนไม่รู้ กว่าเธอจะยอมคลายจูบออก เมื่อรู้สึกได้ว่าฉันเริ่มจะขาดอากาศหายใจ นัยน์ตาจ้องมองเธอหวานเชื่อมระคนตัดพ้อ ต่อให้ไม่มีกระจก ฉันก็พอรู้ตัวว่าตอนนี้พวงแก้มใสคงแดงก่ำจนเธอต้องสังเกตเห็น ความร้อนผ่าวลามไปทั่วใบหน้าจนถึงอัตราการเต้นของหัวใจ ที่เหมือนกับมันจะหลุดออกมาอยู่ข้างนอก

               

               

                ...จูบครั้งที่สองระหว่างเรา...

               

                ...ต่อให้ฉันจะเป็นคนเริ่มต้น แต่เธอเป็นคนสานต่อ...

               

 

                ...คิม แทยอน... เธอกำลังทำให้ฉันคิดเข้าข้างตัวเองอีกแล้วนะ!...

               

 

            “ยัยบ๊องเอ๊ย... ฉันไม่เคยจูบเพื่อนคนไหนได้แบบเธอหรอก”

               

                เหมือนสติหลุดลอยไปในห้วงนาทีนั้น ประสาทสัมผัสตัดการรับรู้ทั้งมวล มีเพียงรอยยิ้มหวาน น้ำเสียงอ่อนนุ่ม และการกระทำอันอ่อนโยนที่ตราตรึงอยู่ในห้วงความทรงจำ

               

 

                ...ไม่เคยจูบเพื่อนคนไหน... ได้อย่างฉัน?...

               

                ...มันแปลว่าฉันคือ ‘เพื่อน’ พิเศษ หรือเป็น ‘คน’ พิเศษของเธอกันแน่.......

 

               

 

 

 

 

            7 June 2008

               

           

            Dream Concert

           

 

                สถานที่ซึ่งใช้เป็นที่จัดดรีมคอนเสิร์ตหรือที่คนทั่วไปมักเรียกสั้นๆ ว่าดรีมคอน เนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่ต่างก็ใส่เสื้อหลายสีตามวงที่ตนเองชื่นชอบ แท่งไฟโบกสะบัดไปตามบทเพลง เสียงร้องอังกอร์เหมือนจะดังแข่งกับเสียงของศิลปินที่ยืนเฉิดฉายอยู่บนเวที

               

                คนที่ยืนอยู่บนเวทีมักลืมสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะกำลังมีความสุขเมื่อได้ทำงานที่ตนเองรัก มอบบทเพลงอันไพเราะให้กับแฟนคลับของตน หากคนที่กำลังยืนอยู่หลังเวทีต่างก็เริ่มตื่นเต้นจนไม่เป็นอันทำอะไร โดยเฉพาะเก้าสาวโซนยอชิแดที่เป็นหนึ่งในไม่กี่วงของเกิร์ลกรุ๊ปที่ได้ขึ้นเวที

               

                แทยอนพยายามรวบรวมสมาธิอย่างหนักแน่น เธอพยายามไม่ทำให้ใครเห็นว่าเธอเองก็กดดันไม่แพ้คนอื่น แต่อย่างว่า... หน้าที่ของลีดเดอร์ค้ำคอไว้ให้เธอต้องเข้มแข็งเพื่อเป็นหลักให้กับสมาชิก หากคงไม่มีใครรู้หรอกว่ามือของเธอที่แอบกำกันแน่นชื้นไปด้วยเหงื่อเพียงใด

               

                ดรีมคอนปีนี้ จัดได้ว่าเป็นเวทีคอนเสิร์ตที่ค่อนข้างใหญ่มากสำหรับพวกเธอ หนำซ้ำวงที่เพิ่งเดบิวต์ไม่ถึงปีอย่างพวกเธอ นับๆ ดูแล้วแทบจะไม่เคยขึ้นคอนเสิร์ตใหญ่ และมีศิลปินยืนอยู่บนเวทีเดียวกันเยอะขนาดนี้มาก่อน

               

                “ไม่ต้องเครียด ผ่อนคลายเอาไว้... ทุกอย่างมันจะดีขึ้นเอง” แทยอนเริ่มพูดปลอบโยนสมาชิกของตนเองรวมๆ โดยไม่ได้เจาะจงผู้ใด ทว่าสายตากลับจ้องมองไปยังทิฟฟานี่เป็นพิเศษ... นัยน์ตาสีเข้มของเธอ ไม่อาจบ่งบอกได้ว่ามันซ่อนสิ่งใดไว้ เพราะแม้แต่เจ้าของ... ในนาทีนี้ก็ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าตนเองกำลังคิดจะทำอะไร

               

                นึกถึงเรื่องวันนั้น หน้าก็เห่อร้อนขึ้นอย่างไร้สาเหตุ ความจริงเพื่อนกันเขาก็ไม่น่าจูบกันหรอก... ทว่าเธอกับทิฟฟานี่อาจสนิทกันมากก็ได้ล่ะมั้ง อีกอย่างเธอเองก็รักซันนี่ ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องไปหวั่นไหวกับจูบที่มาจากความไหวสะท้านของหัวใจคราวนั้นเลย

               

               

                ...มันไม่มีความหมายต่อหัวใจเธอ...

               

                ...ไม่มีซักนิด..............

               

 

                ฝ่ายคนโดนจ้องนั้นเล่า ได้แต่ก้มหน้างุด เนื่องมาจากร่างบางไม่รู้ว่าหากตนเองจ้องหน้าแทยอนไปนานกว่านี้ จะควบคุมหัวใจตนเองได้อยู่รึเปล่า ตั้งแต่วันนั้นที่เธอเผลอพูดคำบางคำออกไปไม่ทันรู้ตัว เธอก็คุยกับแทยอนแทบนับคำได้ ไม่ใช่อะไรหรอก เพียงแค่ทุกครั้งที่แทยอนเดินเข้าใกล้ เธอก็ใจสั่นจนต้องเดินหนี มองใบหน้าขาวเนียนเหมือนเด็กนั่นทีไร เธอก็ต้องเผลอจ้องกลีบปากบางทุกครั้งไป

               

               

                ...บ้าจริง! มันก็แค่จูบ...

               

                ...ทำไมถึงมีอิทธิพลกับเธอมากขนาดนี้!!...

               

 

                หายใจเข้าออกลึกๆ เพื่อเรียกสมาธิที่กระเจิงไปให้กลับคืนมา ทิฟฟานี่เบือนหน้าไปยังบนเวทีเล็กน้อย รู้สึกจะอีกไม่ถึงห้าคิว วงของเธอก็ต้องขึ้นแสดงแล้ว

               

               

                ...อยู่ๆ ก็สังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมาชอบกล...

               

 

                “ฮวัง มิยอง! ฟังอยู่รึเปล่า” เสียงเรียกของคนคุ้นเคยทำเอาเธอสะดุ้งเฮือก มองหน้าแทยอนสลับกับเพื่อนในวงเลิกลั่กจึงเพิ่งรู้ว่าตนเองเผลอเหม่อไปอีกแล้ว

               

                “เอ่อ... ขอโทษที...”

               

                “เฮ้อ... ฉันบอกว่าใกล้ขึ้นเวทีแล้ว เรามาทำเหมือนที่เคยทำกันเถอะ” แทยอนว่าพลางดึงสมาชิกในวงเข้ามาให้ล้อมเป็นวงกลม เธอวางหลังมือลงเป็นคนแรก ตามด้วยสาวๆ ที่เริ่มวางทับกันจนครบเก้ามือ... น้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำ แฝงไปด้วยพลังดังออกมาจากริมฝีปากทั้งเก้า

               

            “ชีกือมึน โซนยอชิแด!”

               

               

 

 

 

 

                ในมุมมืดระหว่างที่ทุกคนกำลังสนุกอยู่กับการแสดงบนเวที ร่างสูงโปร่งกำลังเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบ เสื้อที่ใส่อยู่ภายนอก พอสะท้อนกับแสงไฟที่สาดส่องมาเป็นระยะก็จะพอมองแยกแยะออกได้ว่ามันเป็นสีชมพู แน่นอนว่าในคอนเสิร์ตที่แฟนคลับต่างใส่สีเสื้อตามสีของวงที่ตนเองชื่นชอบ จึงไม่เป็นที่น่าแปลกเลยว่าเขาถูกมองเป็นกลุ่มคนส่วนน้อยซึ่งเป็นแฟนคลับของวงเลหลังจากเอสเอ็ม

               

                น่าขัน... ใส่เสื้อสีชมพู ถือแท่งไฟสีชมพู ก็โดนคิดว่าเป็นแฟนคลับแท้ซะแล้ว... ทั้งที่ความจริง เขานั่นแหละคือหนึ่งในตัวการของคำว่า ‘แอนตี้’ เลยทีเดียว

               

                ชายหนุ่มกระชับมีดคัตเตอร์ที่แอบพกมาอย่างมั่นเหมาะ เขาจงใจเลือกเดินไปใกล้ๆ กับป้ายแบนเนอร์ของแฟนคลับของเหล่าศิลปินวงอื่น โดยหลังจากตรวจสอบมาเรียบร้อยจึงรู้ว่าจุดๆ นี้ แม้จะไม่มีคนอยู่ประจำ ทว่าก็ยังพอมีคนผ่านไปมาเป็นระยะ หนำซ้ำยังเป็นมุมที่มองเห็นได้ง่ายจากหลายที่นั่งอีกด้วย

               

                รอยยิ้มเหี้ยมปรากฏยังมุมปาก เขากรีดป้ายสีฟ้า สีแดง และสีอื่นๆ ที่จะพอสามารถอย่างไม่ปรานี มันก็ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเขาอยู่แล้ว เพราะเขาไม่ใช่ทั้งแฟนคลับของโซนยอชิแด รวมถึงไม่ใช่กลุ่มคนที่ผู้อื่นเรียกกันว่าเอลฟ์หรือแคสซิโอเปียเช่นกัน

               

                หลังจากเสร็จภารกิจสำคัญเขาก็หัวเราะในลำคอเบาๆ

               

            “หึ... เธอมีความสุขตลอดไปไม่ได้หรอก เจสสิก้า...” ว่าพลางเดินจากไปพร้อมกับผลงานที่น่ารังเกียจ หนำซ้ำยังเป็นการป้ายความผิดอย่างหน้าด้านๆ ด้วยการตบตาคนทั้งสเตเดี้ยมได้เป็นอย่างดี

               

                เพียงเวลาไม่นาน คนกลุ่มนึงก็สังเกตเห็นมันจนได้ เด็กผู้หญิงสาววัยรุ่นชี้ให้กลุ่มเพื่อนของตนเองดู

               

 

                “มีคนมากรีดป้าย SJ ของพวกดเรา...”

               

                “ป้าย TVXQ ก็ด้วย...!”

               

 

                เสียงเซ็งแซ่เริ่มดังขึ้นเป็นหย่อมๆ คนบริเวณนั้นเข้าไปมะรุมมะตุ้มดูการกระทำที่อุกอาจนั่นทันที หนำซ้ำดูท่าทางคนร้ายกลัวจะไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำ เลยทิ้งหลักฐานมัดตัวชิ้นยอดไว้ให้ตามแก้แค้นอีกต่างหาก

               

 

                “แท่งไฟสีชมพู พวก *ฮันนี่... งั้นหรอ...”

               

 

                ...เปลวไฟเมื่อติดขึ้นแล้ว ลุกลามไปได้เร็วฉันใด...

               

                ...คำพูดของคนก็แพร่กระจายไปราวกับไฟลามทุ่งได้ฉันนั้น...

               

 

                คงไม่มีใครล่วงรู้อนาคตได้ว่าเพราะจุดเล็กๆ เพียงจุดเดียว จะสร้างบาดแผลใหญ่ไว้ในใจเกิร์ลกรุ๊ปวงนึงอย่างไม่อาจลบล้าง ด้วยปรากฏการณ์ที่ทำให้ใครหลายคนเสียน้ำตาได้เพียงแค่นึกถึงมัน

               

 

                ... ‘Black Ocean’ …

 

 

 

(*ฮันนี่ (Honey) - คือชื่อแฟนคลับของโซนยอชิแดอย่างไม่เป็นทางการ ก่อนจะเปลี่ยนเป็น “โซวอน” ในภายหลัง)

 

 

 

 

มาด้วยจิตตกสุดฤทธิ์ค่ะ T_T

วันนี้เทียร์เพิ่งไปสอบเลขกลับมา

อย่าไปพูดถึงมันเลยเนอะ ดราม่ามาเยอะแล้ว ฮ่าๆ

 

และแล้วแทก็ยังคงเป็นแท

ไม่ต้องรีบสงสารฟานี่หรอกค่ะ

เพราะไม่ว่ายังไง ฟานี่ยังมีให้เจ็บกว่านี้อีกเยอะ >_<

(มันยังเจ็บได้มากกว่านี้อีกหรอ =[]= :รีดเดอร์)

 

ดำเนินมาจนถึงแบล็คโอเชี่ยนจนได้

พยายามหาคลิปดูนะคะ แต่ส่วนใหญ่โดนลบไปแล้ว

แต่ก็นะ... ถึงดูเทียร์ก็ดูไม่ค่อยจะจบหรอก

ยิ่งแต่งเองยิ่งออกอาการมือสั่นไม่อยากพิมพ์ชอบกล

คิดถึงตอนนั้นแล้วเจ็บแทนสาวๆ เป็นบ้า T___T

 

เอาล่ะค่ะ ถ้าสอบวันอื่นเสร็จก็อาจมีลุ้นมาอัพเพิ่มเนอะ

ยังไงก็ช่วยเป็นกำลังใจให้เทียร์กับสาวๆ ด้วยแล้วกันค่ะ ^^v

 

 



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
[Fic-SNSD] Best (Girl)Friend...เกินคำว่า (เพื่อน) รัก [Yuri] ตอนที่ 19 : Chapter 18: Fractured glass (100%) , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 7582 , โพส : 144 , Rating : 44 / 9 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6

#144 : ความคิดเห็นที่ 4792
อดีตจะเป็นอย่าง เเต่ปัจจจุบันพวกเธอคือ No1
Name : KIMFAN [ IP : 124.121.114.38 ]
Email / Msn: himeko_cheeze(แอท)hotmail.com
วันที่: 16 มีนาคม 2557 / 00:37

#143 : ความคิดเห็นที่ 4755
โอ๊ะโอ ปวดไปยังไส้ติ่งแล้วววว

Black Ocean ไม่อยากนึกถึงมันเลย T^T
PS.  เรามีใจดวงเดียว แต่แค่โรเนียวไว้หลายอัน!
Name : Halfmoon< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Halfmoon [ IP : 101.108.141.175 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 12 กรกฎาคม 2556 / 20:41


#142 : ความคิดเห็นที่ 4697
สงสารฟานี่ ตลอดทุกตอน T^T
Name : น่ารัก [ IP : 223.207.2.153 ]
Email / Msn: nu_10535(แอท)hotmail.com
วันที่: 19 กันยายน 2555 / 19:20

#141 : ความคิดเห็นที่ 4528
Black ocean ปวดตับอ่า
อิ๊พี่แทจูบฟานี่2ครั้งแล้วนะแกยังไม่รู้อีกหรอ--*
Name : TikAloneNotLonely< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ TikAloneNotLonely [ IP : 180.180.147.35 ]
Email / Msn: i-am-silly(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 10 ตุลาคม 2554 / 02:35

#140 : ความคิดเห็นที่ 4472

ปวดตับค่อตๆ TT

Name : Noteapp*< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Noteapp* [ IP : 101.109.14.147 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 8 สิงหาคม 2554 / 19:52

#139 : ความคิดเห็นที่ 4261
ปวดตับมากๆ
Name : Vesperia< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Vesperia [ IP : 124.121.172.5 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 13 พฤษภาคม 2554 / 13:18

#138 : ความคิดเห็นที่ 4113
ตอนนี้ปวดตับมากมายในทุกๆเรื่อง

เฮ้ออออT^T ขอบคุณค่ะ
Name : Kwon_np [ IP : 223.205.12.108 ]
Email / Msn: hbk_v(แอท)hotmail.com
วันที่: 30 มีนาคม 2554 / 11:38

#137 : ความคิดเห็นที่ 3873
ปวดตับทุกคู่เลย T^T
นึกถึง black ocean แล้วเสียใจแทนออนนี่มาก
Name : love snsd [ IP : 183.89.216.219 ]
Email / Msn: -
วันที่: 22 มีนาคม 2554 / 14:10

#136 : ความคิดเห็นที่ 3182
จูบอีกแล้ว ฟานี่รุกซะด้วย
แอบดีใจที่ซันนี่กับแทยังไม่ได้เป็นแฟนกัน

คิดถึงเรื่องแบล๊คโอเชี่ยนแล้วเศร้าจริงๆ TT"
สาวๆสู้ๆ แทนี่สู้ๆด้วยนะ^^
Name : aoenoy< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ aoenoy [ IP : 223.207.2.45 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 5 กุมภาพันธ์ 2554 / 04:01

#135 : ความคิดเห็นที่ 1910

สาวๆสู้  สู้

Name : กรรมจิต !< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ กรรมจิต ! [ IP : 118.174.113.143 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 8 พฤศจิกายน 2553 / 18:18

#134 : ความคิดเห็นที่ 1728
กรี๊ดดดดังๆ ตอนแทยอนกลับมาเรียกฟานี่ว่า "มิยอง"
และบ้าคลั่งแทบตาย ตอนฟานี่บอกว่า "ลืมว่าเราเป็นเพื่อนกัน..ซักพักได้มั้ย"

ทำไม แทยอนชอบย้ำคำว่า "เพื่อน" กับฟานี่จัง หรืออยากจะย้ำกับตัวเองด้วยกันแน่?!

ไปดูคลิปตอนดรีมคอน 2008 มา สงสารสาวๆมาก
แล้วพอมาดูตอนดรีมคอน 2009 รู้สึกดีใจแทนสาวๆ เห็นตอนแทๆน้ำตาไหลด้วย T^T คงซาบซึ้ง+ดีใจมาก

อีกอย่างตอนนี้เป็น Pink Ocean แล้ว เย้ๆๆ
Name : Sine [ IP : 118.173.98.217 ]
Email / Msn: -
วันที่: 22 ตุลาคม 2553 / 11:19

#133 : ความคิดเห็นที่ 1530
นึกถึงตอนนั้นแล้วก็อยากจะร้องไห้ TT
มันคืออดีตอ่ะน่า ฮือๆ

ตอนนี้แทนี่ค่อยเป็นรูปเป็นร่างหน่อยล่ะหนอ 
ตกลงแทรักฟานี่รึป่าวเนี่ย งงๆๆๆ
PS.  TaeNy is Real~~
Name : laner< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ laner [ IP : 180.180.138.31 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 3 ตุลาคม 2553 / 13:46

#132 : ความคิดเห็นที่ 1529
ปวดตับกับทุกคู่เลย แล้วยัง Black Ocean นึกแล้วอยากจะร้องไห้ TT


Name : SNSD-4EVER [ IP : 115.87.141.88 ]
Email / Msn: -
วันที่: 3 ตุลาคม 2553 / 00:09

#131 : ความคิดเห็นที่ 1528
อึดอัดทุกคู่เลย...เฮ้อ
Name : จิ๋ว [ IP : 124.121.120.23 ]
Email / Msn: -
วันที่: 29 กันยายน 2553 / 21:38

#130 : ความคิดเห็นที่ 1527

เฮ้ออ -0-
ตอนนี้ปวดตับมากพอแล้วนะ. ยังมีแบล๊คโอเชี่ยนอีกหรอเนี่ย T T
รับไม่ไหวละ ๆ 555


PS.  i will make it easy, i will don't care :)
Name : apostofi's ★.< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ apostofi's ★. [ IP : 114.128.9.136 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 29 กันยายน 2553 / 14:02

#129 : ความคิดเห็นที่ 1523
เหตุการณืนั้น เจ็บปวดแทนสาว ๆ จริง ๆ เลย
แต่ทุกคนก็ผ่านมันมาได้ โซชิสุดยอด

....แทเอ๋ยแท เพื่อนกันเค้าไม่จูบกันหรอก

สงสารฟานี่จัง

ไรท์เตอร์จ้า ยังมีให้ฟานี่เจ็บกว่านี้อีกหรอ...ปวดตับ
Name : coffee_coffee [ IP : 58.8.83.74 ]
Email / Msn: -
วันที่: 26 กันยายน 2553 / 11:02

#128 : ความคิดเห็นที่ 1521
เจ็บปวดที่สุด..ดรีมคอน
ทำกันแรงเกินไป
มากเกินไป
ไม่อยากนึกถึงเลย อยากร้องไห้ T^T

PS.  2 years anniversary !!! :; โซวอนที่ดีควรใช้ภาษา กิริยาท่าทาง ที่สุภาพ
Name : papim.< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ papim. [ IP : 58.10.128.242 ]
Email / Msn: pim_66(แอท)sanook.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 24 กันยายน 2553 / 10:05

#127 : ความคิดเห็นที่ 1519
ต่อๆๆๆๆ
Name : SNSD_-PRAW-_SNSD< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ SNSD_-PRAW-_SNSD [ IP : 180.183.56.227 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 24 กันยายน 2553 / 00:06

#126 : ความคิดเห็นที่ 1518
หมั่นไส้แทงกู...ใครเขาจะจูบกันละเพื่อนน่ะ เรื่องนี้แค่นึกถึงตอนนั้นแล้วสงสารสาวๆมากจริงๆ
Name : ^อิง^< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ^อิง^ [ IP : 118.174.110.150 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 23 กันยายน 2553 / 23:18

#125 : ความคิดเห็นที่ 1517
ปวดร้าวเท่า ๆๆ กัน
PS.  ^++++++++++^
Name : Mr.TTB< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Mr.TTB [ IP : 118.173.89.112 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 23 กันยายน 2553 / 22:24

#124 : ความคิดเห็นที่ 1514
โอ้โห แทบช็อค
เครื่องในพังหมดแล้วไรท์เตอร์

จูบบบบบ ~ ><

แอนตี้แฟนก็งี้ แล้วคนในคอนเขาก็ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไร

PS.  Love Min_Ahn Eun_Sun Tae_Tiff Mi_So Yul_Sic 4 EVER
Name : Muay-Whitie♥< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Muay-Whitie♥ [ IP : 125.26.128.173 ]
Email / Msn: tekratic(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 22 กันยายน 2553 / 22:16

#123 : ความคิดเห็นที่ 1513
ต่องบอกว่ามาถึงตอนนี้แล้วเศร้า

ที่ไม่ได้ร่วมให้กำลังใจออนนนี่และฝ่าฟันอุปสรรคไปด้วยกัน

ฮึกๆ อยากจะไปอยู่ตรงนั้น แต่ไม่ว่าจะมาหลังหรือก่อนก็รักออนนี่มากพอๆกัน

น้ำตาแทบร่วง ใครมันบังอาจกันแน่ฟ่ะ - -**
PS.  I love you baby and I need you babe. Without you the long period of loneliness will repeat itself. Please don't ever change. My all, I will be the same. ชั้นรักเธอและต้องการเธอ ถ้าขาดเธอไปช่วงเว
Name : RuK YulSiC(รักยูลสิก)< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ RuK YulSiC(รักยูลสิก) [ IP : 58.9.204.52 ]
Email / Msn: sobic_1234(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 22 กันยายน 2553 / 19:29

#122 : ความคิดเห็นที่ 1512
ชิบ lost

= =

มันมาแล้ว.....
PS.  วันนี้...โซนยอชิแด พรุ่งนี้..ก็โซนยอชิแด โซนยอชิแด...ตลอดไป
Name : Neko-pan< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Neko-pan [ IP : 180.180.66.155 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 22 กันยายน 2553 / 10:52

#121 : ความคิดเห็นที่ 1511
อ๊ายยยยยยยยย จูบแล้วๆ ฟานี่เริ่ม แทสานต่อ
รีดเดอร์แทบกรี๊ด อยากจะจับไรท์เตอร์เขย่าสักที สองที
เฮ้อ..แต่ก็อดสงสารฟานี่ไม่ได้อีกตามเคย

ตบท้ายด้วยดรีมคอนที่ไม่อยากจะนึกถึงเลย
ให้ตายสิ สงสารเด็กๆจับใจ ง่ะ



PS.  ......เหมือนกับเส้นขนาน ที่ไม่มีวันบรรจบกัน แต่จะอยู่คู่กันไปเสมอ......
Name : Little Sone< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Little Sone [ IP : 117.47.149.42 ]
Email / Msn: Little_Sone(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 22 กันยายน 2553 / 00:45

#120 : ความคิดเห็นที่ 1510

อ่า~

สงสารฟานี่ที่รัก คิมแท !! แก แก๊ ทำไมทำงี้ฟะ !!
ปวดตับจริงๆเลย TT' พอมาถึงตอนนี้ทีไร สงสารสาวๆมาก
เจ็บปวดเป็นทีสุด !!

Name : แจ่มศรี< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ แจ่มศรี [ IP : 125.26.100.217 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 21 กันยายน 2553 / 23:30

หน้าที่ 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

"หนังสือสดใหม่ ประจำเดือน พฤศจิกายน 2557"

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android