ตานี - (หมอ)ผีสาวผู้มีกล้วยเป็นอาวุธ

  • 92% Rating

  • 25 Vote(s)

  • 21,036 Views

  • 695 Comments

  • 250 Fanclub

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    161

    Overall
    21,036

  • Comments
    695

  • Fanclub
    250

ตอนที่ 1 : เด็กสาวผู้อ้างตัวเป็นราชินีRating : 40 / 9 vote(s)

24 มิ.ย. 57

ตอนที่ 1 : เด็กสาวผู้อ้างตัวเป็นราชินีRating : 40 / 9 vote(s)

24 มิ.ย. 57


          ก๊อก ก๊อก ก๊อก

          เสียงเคาะดังขึ้นเป็นจังหวะเมื่อเด็กหนุ่มผู้หนึ่งกระแทกปลายปากกาลูกลื่นลงบนหน้ากระดาษอันว่างเปล่าของแบบฝึกหัดฟิสิกส์ เขานั่งอยู่ตรงนี้มาตั้งแต่เย็น พยายามหาทางแก้วงจรอันยุ่งเหยิงของไฟฟ้ากระแสสลับซึ่งอาจารย์สั่งการบ้านมาสิบข้อด้วยระดับความซับซ้อนของวงจรต่างๆกัน แต่ไร้ผล เขาแกะไม่ออกเลยสักข้อ

 

          นาฬิกาปลุกดิจิตอลสีน้ำเงินซึ่งวางอยู่ที่อีกฟากหนึ่งของโต๊ะบอกเวลาตีหนึ่งครึ่ง ความง่วงเริ่มจู่โจมดวงตาตี่สีดำสนิทจนเริ่มมองเห็นภาพเบื้องหน้าเป็นสองภาพในครั้งเดียวแบบทูอินวัน เด็กหนุ่มยกมือเสยผมชี้โด่เด่ไม่เป็นทรงของเขา พลางยกน้ำขวดลิตรซึ่งเหลืออยู่เพียงไม่ถึงหนึ่งในสี่ของขวดขึ้นจิบเป็นครั้งที่ร้อยของค่ำคืนนี้โดยหวังว่ามันคงจะไล่ความง่วงไปได้ แต่ความพยายามนี้ก็เช่นเดียวกับความพยายามทำการบ้าน คือล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เขาคงต้องลาเสียที แล้วค่อยไปลอกเพื่อนส่งเอาพรุ่งนี้

 

          เด็กหนุ่มลุกจากเก้าอี้เป็นครั้งแรกในรอบแปดชั่วโมง ร่างสูงร้อยแปดสิบเซนติเมตรบิดขี้เกียจอย่างง่วงงุนก่อนจะคว้าขวดน้ำไปยัดใส่ตู้เย็น ดวงตาตี่เหลียวมองนอกหน้าต่างที่ปิดสนิทของชั้นสองออกไปยังถนนเบื้องล่าง หิมะกำลังตกหนัก....

 

          ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับต้นเดือนตุลาคมของประเทศในเขตหนาวแบบสารขัณฑ์แห่งนี้ ยิ่งเมืองนี้อยู่ทางเหนือของประเทศก็ยิ่งหิมะตกหนักมาก ตกตั้งแต่ตุลายันเมษา อันที่จริงเด็กหนุ่มเองก็ชอบอากาศหนาวและหิมะ ชอบมากเสียด้วย แต่วันนี้เขากลับหงุดหงิดที่เห็นมัน หากหิมะยังคงตกแบบนี้ไปถึงเช้า หิมะก็คงท่วม ซึ่งแปลว่าเขาจะปั่นจักรยานไปขึ้นรถไฟฟ้าได้ช้าลง อาจเป็นเหตุให้เขาไปสาย และผลที่ตามมาอย่างสุดท้ายคือลอกการบ้านฟิสิกส์สุดโหดนี้ไม่ทัน

 

          เด็กหนุ่มเดินลากเท้าช้าๆออกไปเข้าห้องน้ำ มือหมุนเปิดก๊อกน้ำก่อนจะวักสายน้ำขึ้นมาล้างหน้า ใบหน้าโหดแบบไม่สมกับดวงตาสะท้อนกลับมาให้เห็นจากกระจกเงา เขาควักผ้าขนหนูมาเช็ดหน้า ปิดไฟห้องน้ำก่อนจะลากเท้ากลับมายังห้องนอนที่อยู่ติดกัน ปิดไฟเพดานแล้วเดินมะงุมมะงาหราไปทิ้งตัวลงบนเตียงสปริงโครมใหญ่ ดวงตาตี่ปิดลงทันควันเหมือนชัตเตอร์กล้องถ่ายรูป หวังจะใช้เวลานอนอีกราวสี่ชั่วโมงให้คุ้มค่าที่สุด.....

 

          แต่ก็เป็นสัจธรรมของโลก เวลานอนไม่ได้มักจะง่วง แต่พอเวลาที่นอนได้ตากลับสว่างโร่ ครั้งนี้ก็เช่นกัน ประสาทสัมผัสและสมองทุกส่วนของเด็กหนุ่มกลับตื่นตัว โดยเฉพาะสมองส่วนความทรงจำซึ่งประหวัดกลับไปยังเหตุการณ์ประหลาดๆเมื่อตอนกลางวัน....

 

          เขาเห็นผีระหว่างทางกลับบ้านเมื่อเย็นนี้

 

          ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับชาวเมืองตานนะคอนแห่งนี้ที่จะเห็นผี เมืองใหญ่ที่มีประชากรเฉพาะมนุษย์อยู่เกือบห้าล้านคนนี้มีประวัติศาสตร์การอยู่ร่วมกับภูตผีปีศาจและวิญญาณมาช้านาน จากรายงานทางการแพทย์ ยีนชุดหนึ่งของชาวเมืองตานนะคอน หรือหากจะพูดให้ถูกคือชาวรัฐเวียงตานที่เมืองตานนะคอนแห่งนี้ตั้งอยู่ผิดแปลกไปจากมนุษย์ธรรมดา ทำให้สามารถมองเห็นช่วงพลังงานของวิญญาณได้

 

          กว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์ของชาวเมืองจึงมองเห็นผีกันเป็นเรื่องปกติด้วยมีเชื้อสายเวียงตานอยู่ในตัวไม่มากก็น้อย และในเมื่อทั้งพ่อและแม่ของหลานชายหมอผีใหญ่เป็นชาวตานนะคอนแต่ดั้งเดิม เขาจึงมองเห็นผีได้ถนัดชัดแจ๋วยิ่งกว่าหนังแผ่นบลูเรย์

 

          แต่ผีที่เขาเห็นวันนี้ไม่ใช่ผีธรรมดาหน้าตาเหมือนมนุษย์ซีดๆที่เดินไปเดินมา ลอยไปลอยมา นั่งจ๋องกรอดรอส่วนบุญอยู่ตามที่ต่างๆในเมืองหรือคอยหลบยมทูตเหมือนแรงงานต่างด้าวหลบเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง หากเป็นผีหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว บางตนมีสภาพเหมือนมนุษย์กลายพันธุ์ที่มีแขน ขาหรืออวัยวะส่วนเกินรูปร่างบิดเบี้ยวงอกออกมา บางตนดูเหมือนกลายสภาพไปจากความเป็นมนุษย์แล้วโดยสิ้นเชิง และบางตนก็ดูเหมือนปีศาจหลากชนิดที่เขาเคยอ่านจากบันทึกเก่าๆของปู่และตาตอนสมัยยังเด็ก และดูเหมือนทุกตนกำลังไล่ตามสิ่งเดียวกัน นั่นคือเงาเลือนรางจนแทบมองไม่เห็น ซึ่งมีรูปร่างคล้ายเด็กสาวอายุไล่เลี่ยกับเขาในชุดประหลาดๆที่ดูเหมือนตะเบงมานผสมชุดทหาร

 

          อย่างไรก็ตาม เด็กหนุ่มถือคติว่าผีก็อยู่ส่วนผี คนก็อยู่ส่วนคน ในเมื่อผีเหล่านั้นไม่ได้มาทำร้ายเขา และเขาก็ไม่รู้เรื่องราวภายในของพวกผีเหล่านั้น เรื่องนี้เขาจะไม่ยุ่ง แต่ภาพของผีเหล่านั้นก็รบกวนจิตใจของเขามาจนถึงบัดนี้ ทำไมผีน่าเกลียดน่ากลัวที่ไม่เคยปรากฏตัวในเมืองถึงได้ออกมาเพ่นพ่านกันเยอะแยะขนาดนั้น และทำไมพวกเขาถึงต้องไล่ตามเงาเด็กสาวพวกนั้น เกิดอะไรขึ้นกันแน่.....

 

          เมื่อรู้ตัวว่าคงนอนไม่หลับแน่นอน เด็กหนุ่มจึงหยิบรีโมตโทรทัศน์ข้างตัวมากดสวิตช์เปิด พ่อแม่ซึ่งทำงานอยู่ต่างจังหวัดของเขาไม่ได้อาศัยอยู่ที่นี่ เขาจึงย้ายมานอนห้องนอนใหญ่ซึ่งมีทั้งโทรทัศน์ เครื่องเสียงชั้นดี และคอมพิวเตอร์ เขามีอิสระที่จะใช้ของพวกนี้ทั้งคืน แต่ก็ต้องระวังอยู่ดี เพราะเงินที่จ่ายค่าไฟเป็นเงินของเขาเอง และหากแม่เกิดเห็นบิลค่าไฟขึ้นมาล่ะก็ เงินเขาก็เงินเขาเถอะ แม่เขาได้ตบเกรียนหน้าคว่ำเอาเหมือนกัน

 

          "ขณะนี้เรามีรายงานข่าวด่วนค่ะ ตั้งแต่ช่วงเที่ยงของเมื่อวานมาจนถึงบัดนี้ ต้นกล้วยในสวนกล้วยประวัติศาสตร์กลางเมืองตานนะคอนได้พากันแห้งเหี่ยวและล้มตายเป็นจำนวนมาก ทีมนักวิจัยธรณีวิทยาและนักวิจัยพฤกษศาสตร์จากมหาวิทยาลัยตานนะคอนและมหาวิทยาลัยเชียงรุ้งกำลังเข้าไปในพื้นที่เพื่อตรวจตัวอย่างดินและการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมอื่นๆ แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีข้อสันนิษฐานหรือคำอธิบายใดๆประกาศออกมาค่ะ"

 

          เสียงผู้ประกาศข่าวหญิงที่ดังเจื้อยแจ้วออกมาจากลำโพงขนาดพันแปดร้อยวัตต์ดึงให้เด็กหนุ่มชันศอกดันตัวลุกขึ้นนั่ง มีอะไรบางอย่างผิดปกติ สวนกล้วยที่มีกล้วยตานีอยู่หลายร้อยต้นในสวนสาธารณะขนาดยี่สิบตารางกิโลเมตรกลางเมืองแห่งนี้ไม่เคยมีต้นกล้วยตายเยอะขนาดนี้มาก่อน อันที่จริง ตั้งแต่เกิดมา เขายังไม่เคยได้ยินเลยด้วยซ้ำว่ามีกล้วยสักต้นในสวนกล้วยแห่งนี้ตาย

 

          จะว่าเพราะหน้าหนาวและหิมะก็ไม่ใช่ เพราะกล้วยตานีพวกนี้ทนหนาวได้ราวกับเรื่องโกหก ไม่ว่าอุณหภูมิจะลดต่ำแค่ไหนก็ยังทู่ซี้ยืนต้นทนอยู่ได้อย่างกับไลเคนส์ทั้งที่ไม่ทิ้งใบเลยสักใบ มิหนำซ้ำยังออกดอกสีแดงเข้มในหน้าหนาวเสียอีกด้วย ผ่านไปทีไรก็เหมือนผู้หญิงผมเขียวใส่เสื้อสีขาวทัดดอกไม้สีแดงเอาไว้ที่หู แล้วแบบนี้อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้มันตายกันเล่า

 

          แต่ไม่ว่าอะไรที่ทำให้พวกมันตาย หมอผีและนักวิญญาณศาสตร์ของเมืองคงไม่อยู่นิ่งแน่ ตานนะคอนมีตำนานเล่าขานกันมาช้านานเกี่ยวกับกล้วยตานีและตานี วิญญาณเทพผู้พิทักษ์เมืองเอาไว้จากภูตผีร้ายต่างๆ ตำนานหลายเรื่องจากผู้บันทึกหลายคนเสริมแต่งเรื่องไปต่างๆกัน แต่ทั้งหมดกลับเห็นตรงกันในเรื่องหนึ่ง คือหากไม่มีตานี เมืองนี้ซึ่งเล่ากันว่ามีทางเชื่อมไปยังโลกแห่งความตายอยู่ใกล้ๆคงถูกผีร้ายเข้าทำลายจนสิ้น และอีกเรื่องหนึ่ง ตานีเหล่านั้นมีชะตาชีวิตผูกกับต้นกล้วยที่พวกเธอสิงอยู่อย่างแน่นแฟ้น หากพวกเธอตาย ต้นกล้วยก็จะตายตาม และในทางกลับกัน หากต้นกล้วยตาย พวกเธอก็จะตายตามไปด้วยเช่นกัน

 

          และแหล่งชุมนุมของต้นกล้วยที่มีตานีสิงสู่ ก็คือสวนกล้วยที่เพิ่งจะมีต้นกล้วยตายเป็นเบือแห่งนี้นี่เอง

 

          "ข่าวต่อไปค่ะ วันนี้เกิดอุบัติเหตุรถชนกันเป็นทางยาวกว่าสองกิโลเมตรถึงสองแห่งบนทางยกระดับวงแหวนรอบนอก รายแรกที่ช่วงระหว่างด่านวังเวียงและด่านทุ่งเมือง ส่วนรายที่สองที่ด่านซำเหนือ อุบัติเหตุทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบห้าสิบคนและบาดเจ็บนับร้อยคน การจราจรบนทางยกระดับติดขัดอย่างมากและขยายออกไปทั่วทั้งเขตธุรกิจเชียงแสน เพิ่งจะคลายตัวลงเมื่อช่วงเที่ยงคืนที่ผ่านมานี้เองค่ะ สาเหตุของอุบัติเหตุยังไม่แน่ชัด แต่เราจะรายงานรายละเอียดให้ทราบต่อไปค่ะ"

 

          ภาพเหตุการณ์เมื่อเย็นผุดขึ้นมาในมโนภาพของเด็กหนุ่ม เป็นไปได้หรือไม่ว่าเงาเลือนรางที่เขาเห็นจะเป็นตานี เป็นไปได้หรือไม่ว่าผีหน้าตาน่ากลัวเหล่านั้นกำลังไล่ตามทำร้ายตานีจนเป็นเหตุให้ตานีล้มตายเป็นจำนวนมาก แล้วอุบัติเหตุร้ายแรงพวกนี้ล่ะ จะเกิดจากการกระทำของผีเหล่านั้นหรือเปล่า.....

 

          "เพ้อเจ้อเว้ยเรา คิดไปได้ นอนๆ"

          เด็กหนุ่มสะบัดหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไป กดรีโมตปิดโทรทัศน์ก่อนจะล้มตัวลงนอนอีกครั้ง เรื่องตานีมันก็แค่ตำนาน ไม่มีคนเห็นตานีมากว่าสี่ร้อยปีแล้ว และเรื่องอุบัติเหตุรวมทั้งการตายหมู่ของต้นกล้วยก็เป็นเรื่องที่วิทยาศาสตร์อธิบายได้ทั้งสิ้น สิ่งที่สำคัญกว่าสำหรับเขาตอนนี้คือการพักผ่อน ไม่เช่นนั้น เขาอาจตื่นสายแล้วไปลอกงานฟิสิกส์ไม่ทัน หรือไปหลับในชั่วโมงเรียนสังคมของอาจารย์ผู้ขึ้นชื่อว่าโหดที่สุดในโรงเรียนก็เป็นได้....

 

          "กรี๊ด ช่วยข้าเจ้าที !"

          ยังไม่ทันจะหลับตา เสียงผู้หญิงร้องขอความช่วยเหลือจากนอกบ้านก็ปลุกระบบประสาทส่วนกลางของเขาให้ตื่นเต็มตาอีกครั้ง แม้เขาจะถือคติเรื่องของคนอื่นเขาไม่เจือก แต่การปล่อยให้ผู้หญิงที่หวาดกลัวและต้องการความช่วยเหลือต้องผจญกับภัยอยู่ตัวคนเดียวก็แลดูแล้งน้ำใจเกินไป เด็กหนุ่มลุกพรวดขึ้นยืน กระโดดลงบันไดทีละสองขั้นลงไปชั้นล่าง คว้ามีดอีโต้เล่มใหญ่ที่สุดจากในครัวมาถือเอาไว้มั่น ก่อนจะคว้าเสื้อกันหนาวตัวหนามาสวมทับเสื้อยืดกางเกงขาสั้นและเปิดประตูออกไปสู่ความมืดมิดและพายุหิมะด้านนอก

 

          มองฝ่าม่านหิมะขาวโพลนออกไป เด็กหนุ่มแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง บนถนนที่ท่วมท้นไปด้วยเกล็ดสีขาวหนานุ่มเหมือนสำลี ชายฉกรรจ์ร่างกำยำในชุดมิดชิดสีดำสี่คนกำลังวิ่งไล่เด็กสาวคนหนึ่งอย่างเอาเป็นเอาตาย เขามองเห็นเด็กสาวคนนั้นไม่ชัดนัก แต่พอจะบอกได้ว่าอายุของเธอน่าจะไล่เลี่ยกับเขา เธออยู่ในชุดแปลกๆที่ดูเหมือนชุดทหารที่มีผ้าพันคอยาวพันทับแบบที่เขาเห็นแว้บๆ เมื่อตอนกลางวัน แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไร บางสิ่งที่ฝังอยู่ใต้หิมะก็ทำให้เด็กสาวสะดุดจนหน้าคะมำตุ้บลงกับเกล็ดหนาสีขาว เด็กหนุ่มเห็นท่าไม่ดีก็ปราดเข้าไปหาทันที

 

          "เธอ เป็นอะไรรึเปล่า !?"

          เด็กสาวผู้นั้นเงยหน้าที่จมหิมะอยู่ขึ้นมองเขา แววงุนงงแกมตื่นตระหนกสุดขีดฉายอยู่ในดวงตา แต่ยังไม่ทันที่เธอจะตอบ ชายฉกรรจ์ทั้งสี่ก็ไล่ตามมาทันเสียแล้ว

 

          "ไอ้หนุ่ม แกเป็นใคร หลบไปเดี๋ยวนี้ !" คนที่อยู่หน้าสุดตะคอกใส่หน้าเขา

          "พวกคุณทำอะไรกัน" เด็กหนุ่มถามกลับ พยายามทำท่ากล้าแม้ในใจจะเริ่มสั่น คู่ต่อสู้มากกว่าเขาถึงสี่ต่อหนึ่ง แถมยังล่ำอย่างกับฮาร์ดเกย์ รุมกระทืบเขาไม่ว่า ขออย่ารุมตุ๋ยก็แล้วกัน "ทำไมถึงต้องไล่ตามเธอแบบนี้ด้วย"

          "พวกฉันจะฆ่.... แอ้ก"

          "เด็กคนนี้เป็นนักโทษ หนีออกมาจากสถานพินิจ" ชายฉกรรจ์อีกคนหนึ่งพูดแซงขึ้นมาหลังเอาศอกกระทุ้งสีข้างคนแรกอย่างแรงจนตัวงอ "เราจึงต้องตามจับเธอกลับไปส่งคืน"

          "ดูท่าทางพวกคุณไม่ใช่ตำรวจเลยนะ"

          "ตำรวจนอกเครื่องแบบ" คนที่อยู่หลังสุดตอบ เสียงของเขาห้าวลึกกว่าสองคนแรก และมีแววเอาเรื่อง "มีปัญหารึไงไอ้หนุ่ม"

          "ขอดูบัตรหน่อยได้มั้ยครับ" เด็กหนุ่มยังคงยวนต่อแม้จะรู้ว่าเขาคงไม่พ้นโดนอัดน่วมในอีกไม่กี่วินาทีแน่ๆ "เพราะผมไม่ค่อยอยากเชื่อเลยว่าคุณเป็นตำรวจ"

          "น่ารำคาญโว้ย ฆ่ามันเลยดีกว่า !"

 

          ชายร่างยักษ์คนที่อยู่หน้าสุดเหวี่ยงหมัดขวาตรงเข้าใส่ใบหน้าของผู้อายุน้อยกว่าเต็มแรง แต่เด็กหนุ่มรอท่าอยู่แล้ว เขามุดหลบ สืบเท้าเข้าใกล้อีกฝ่าย ก่อนจะตวัดมีดอีโต้เฉือนต้นแขนที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อภายใต้เนื้อผ้าสีดำของอีกฝ่ายเป็นแผลยาว

 

          ชายผู้นั้นถีบเท้าถอยออกจากคู่ต่อสู้แทบไม่ทัน ปากแหกร้องเสียงหลงเหมือนหมูถูกเชือด มือกุมแผลที่เริ่มมีเลือดสีคล้ำไหลออกมาเอาไว้แน่น เด็กหนุ่มกระชับมีดในมือตั้งท่าเตรียมสู้เต็มที่ด้วยคิดว่าอีกสามกล้ามที่เหลือคงจะตรงเข้ามารุมทึ้งเขาในทันทีอย่างแน่นอน แต่ผิดคาด ชายฉกรรจ์ทั้งสามกลับเบิกตามองเขาอย่างกับเห็นผี ก่อนที่จะล่าถอยไปในม่านสีขาวของพายุหิมะ

 

          เด็กหนุ่มหน้าดุยืนนิ่งอย่างงุนงงอยู่อึดใจหนึ่งเต็มๆ แต่แล้วเขาก็นึกขึ้นได้ว่าเด็กสาวผู้ถูกไล่ล่ายังคงนอนจมกองหิมะอยู่เบื้องหลังเขา ป่านนี้เธอคงจะหนาว.....

 

          หิมะแข็งๆก้อนหนึ่งลอยมากระแทกเข้าท้ายทอยอย่างแม่นยำดังพล่อก ทำเอาเด็กหนุ่มมึนงงไปชั่วขณะ เขาหันหลังขวับ ปากอ้าหวังจะด่าใครก็ตามที่แกล้งเขา แต่ทันทีที่เขาหันไป หิมะอีกก้อนก็พุ่งเข้าอัดกลางใบหน้าเขาอย่างจัง

 

          "ผู้ได๋หื้อนายช่วยข้าเจ้ายะ บ่าจ้าดง่าว !?" เด็กสาวในชุดตะเบงมานคอมมานโดนั่นเอง เธอแหวเป็นภาษาพื้นเมืองตานนะคอนเสียงลั่นถนน "เรื่องแค่นี้ข้าเจ้าจัดการเองได้ ยุ่งแต๊ๆ !"

          "เฮ่ย !?" เจอไม้นี้เข้าไป เด็กหนุ่มซึ่งเพิ่งจะตะเพิดกล้ามสี่ตัวไปได้ถึงกับอ้าปากค้าง "เจ๊ครับ ผมอุตส่าห์ช่วยเจ๊นะครับ พูดแบบนี้มันไม่สวยนา...."

          " ก็อู้อยู่นี่จะไดเล่าว่าผู้ได๋ใช้หื้อนายช่วยข้าเจ้า ข้าเจ้าขอหื้อนายช่วยก๋า !?" อีกฝ่ายตอกกลับอย่างไม่ลดละ "ข้าเจ้าบ่ได้อ่อนแอจะอั้นเน่อ !"

          "คร้าบๆ ผมขอโทษครับเจ๊" เด็กหนุ่มยกมือยอมแพ้ "แต่เมื่อกี้เธอร้องขอความช่วยเหลือนี่นา เราได้ยินเลยลงมาช่วยนี่แหละ"

          "ข้าเจ้าบ่ได้อู้ หูนายฝาดไปเอง !" เด็กสาวซึ่งยังคงจมหิมะอยู่ครึ่งตัวพยายามเถียงสุดฤทธิ์ แต่อีกฝ่ายกลับสังเกตได้ว่าใบหน้าของเธอแดงก่ำ "ไปเลย อยากไปตายที่ใด๋ก็ไป ข้าเจ้าบ่อยากหันหน้านาย !"

          "คร้าบๆ ไปก็ได้คร้าบ" เด็กหนุ่มผู้ถือปังตอถอนหายใจเฮือก "แต่ยังไงตอนนี้มันดึกแล้ว ผู้หญิงคนเดียวมันอันตราย ยังไงไปอยู่บ้านเราก่อนมั้ยล่ะ อ้อ.... แต่ดูเธอคงไม่อยากไป งั้น...."

          "ไปย่ะ !"

          "อ้าว"

 

          "นายเป็นผู้ได๋"

          คำถามแรกหลุดออกมาจากปากของเด็กสาวในชุดตะเบงมานคอมมานโดขณะเจ้าของบ้านรินน้ำชาร้อนๆให้หลังจากทั้งคู่นั่งลงที่โต๊ะอุ่นขากลางห้องนั่งเล่นของบ้าน ดวงตาตี่ของเด็กหนุ่มมองอีกฝ่ายอย่างขำๆ เขาเพิ่งเห็นอีกฝ่ายชัดๆก็ตอนนี้เอง เธอไม่น่าจะอายุต่างจากเขาเกินหกเดือน ใบหน้าหมวยจืดเหมือนเต้าหู้ทอดไม่ใส่น้ำจิ้ม รับกับดวงตาเรียวเล็กและผิวขาวเหมือนหยวกกล้วย อะไรๆก็มองดูจืดสนิทไปหมด ราวกับพ่อแม่เธอไม่รู้จักเครื่องปรุงเลยสักอย่าง

 

          สิ่งเดียวที่พอจะเติมสีสันให้ใบหน้าของเธอได้ดูเหมือนจะเป็นเส้นผมซึ่งเป็นสีดำสนิทยาวถึงกลางหลัง ด้านหน้าข้างขวาปล่อยยาวลงมาจนเกือบปิดตา ในขณะที่ด้านซ้ายซึ่งยาวพอกันถูกติดกิ๊บยึดไว้ข้างหู มันส่งประกายสีอมเขียวอย่างน่าพิศวง ชุดของเธอยิ่งดูประหลาดเมื่อถอดเสื้อคลุมกันหนาวและรองเท้าบู๊ตออก มันดูเหมือนตะเบงมานสีเขียวที่ยืดยาวออกไปเป็นผ้าพันคอ แล้วใส่กับกางเกงขายาวแบบทหารชัดๆ

 

          เด็กหนุ่มเพิ่งจะสังเกตอีกอย่างว่าเสียงของเด็กสาวผู้นี้แปลกมาก มันไม่สูงและไม่ต่ำ แม้จะออกห้าว แต่ก็ไม่ห้าวมากจนเกินผู้หญิง เป็นอะไรที่บรรยายได้คำเดียวว่าอยู่ตรงกลางๆทุกอย่าง เขาไม่เคยได้ยินเสียงใครเป็นแบบนี้มาก่อนเลยตั้งแต่เกิด

 

          "ถามแบบนี้จะให้ตอบยังไงล่ะ" เขาตอบกลั้วหัวเราะ "ถ้าจะถามจริงๆว่าเราเป็นใคร เราก็เป็นนักเรียนมัธยมปลายคนหนึ่งที่อยู่ในบ้านนี้ โอเคมั้ย"

          "บ่ได้ถามจะอั้นย่ะบ่าจ้าดง่าว" เด็กสาวสวนกลับ พ่วงคำด่าไปหนึ่งคำท้ายประโยค ทำเอาอีกฝ่ายสะดุ้ง "เอาเป็นว่า นายชื่ออะหยัง"

          "เราชื่อจ้าด" เด็กหนุ่มหน้าดุตอบ ก่อนที่เขาจะดักคออีกฝ่ายทันควันเมื่อเห็นอีกฝ่ายตีหน้าปั้นยาก "ทำไมทำหน้าแบบนั้น ชื่อเรามีปัญหางั้นเรอะ"

          "กำลังคิดอยู่ว่าจ้าดอะหยัง จ้าดง่าว จ้าดหมา จ้าดวอก จ้าด...." เด็กสาวปริศนาร่ายคำด่าภาษาถิ่นมาเป็นพรวน

          "พอ !" จ้าดรีบขัดหลังอีกฝ่ายจี้ใจดำเข้าอย่างจัง เรื่องนี้เป็นปมด้อยสำหรับเขาตั้งแต่ย้ายมาเรียนที่นี่เมื่อห้าปีก่อนแล้ว "พ่อแม่เราตั้งให้อยากให้หมายถึงแจ๋วจ้าด แจ๋วมากน่ะ เป็นไง เหมาะกับเราสินะ...."

          "ข้าเจ้าก็ยังว่านายเหมาะกับจ้าดง่าวมากกว่า...."

          "ว้อย พอ !" เด็กหนุ่มเจ้าของบ้านว้ากอย่างเหลืออด "เพิ่งเจอกันเมื่อกี้ด่าไฟแลบเลยนะเจ๊ เจ๊ล่ะ ชื่ออะไร เป็นใคร ทำไมถึงได้ใส่ชุดคอสเพลย์ประหลาดๆแบบนี้"

          เส้นเลือดบนหน้าผากของเด็กสาวเต้นหนึ่งตุบ

          "ก่อนที่ข้าเจ้าจะตอบ ข้าเจ้าขอถามนายก่อน" เด็กสาวพูดอย่างใจเย็น "นายมองหันข้าเจ้าได้ด้วยก๋า"

          "ถ้าไม่เห็นเราจะมานั่งคุยกับเจ๊อยู่ตรงนี้เรอะ" ผู้ถูกถามตอบด้วยน้ำเสียงยียวน ยังผลให้เส้นเลือดบนหน้าผากอีกฝ่ายเต้นอีกหนึ่งตุบ

          "บ่แม่นจะอั้น" เธอพยายามข่มอารมณ์ไว้แม้ในใจจะอยากร่ายคำด่าตระกูลจ้าดทั้งหมดเท่าที่เธอรู้มาประเคนใส่เด็กหนุ่มเบื้องหน้า "ข้าเจ้าหมายถึง.... นายบ่ฮู้ก๋าว่าข้าเจ้าเป็นผู้ได๋"

          "จะไปรู้มั้ยล่ะ" จ้าดตอบห้วนๆ "ดารารึนักการเมืองก็ไม่ใช่ รู้แต่ว่ามาแหกปากขอความช่วยเหลือหน้าบ้านคนอื่นตอนตีสอง พอเขาลงไปช่วยแล้วยังจะมาด่ากันเป็นชุดอีก มารยาทน่ะรู้จักบ้างมั้ยเนี่ย"

          "นายนั่นล่ะ ฮู้จักมารยาทซะบ้าง ฮู้ก่อว่าอู้อยู่กับผู้ได๋"

          "แล้วสรุป" เด็กหนุ่มหน้าดุเองก็ชักเริ่มหมดความอดทนเช่นกัน "เธอเป็นใครกันล่ะ พูดมาสักที เราก็อยากรู้นะเฟ้ย"

 

          เด็กสาวเชิดหน้าอย่างไว้ตัว มือทั้งสองซึ่งเพิ่งจะยกถ้วยชาขึ้นจิบถูกยกขึ้นกอดอกแน่น

 

          "ข้าเจ้าคือกล้วย ราชินีองค์ที่สี่สิบสี่ของตานี หัวหน้าของเผ่าพันธุ์ผู้ปกป้องเมืองนี้จากภูตผีปีศาจ !"

 

          เป็นเวลาถึงหนึ่งนาทีเต็มที่ในบ้านมีเพียงเสียงลมหวีดหวิวจากด้านนอก แล้วก็ถึงคราวของ "ราชินีตานี" บ้างที่ต้องแหวขึ้นมาเสียงเขียวเมื่อเห็นอีกฝ่ายอ้าปากค้างตีสีหน้าไม่อยากเชื่อ

 

          "อะหยังยะ ยะหยังมาตีหน้าจะอี้"

          "บ้ารึเปล่า" จ้าดถามกลับด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ แต่ก็มีแววเครียดอยู่ในทีเมื่อคิดว่าเขาอาจรับคนบ้าเข้าบ้าน มิน่าชุดถึงได้ประหลาดขนาดนี้ "ตานีน่ะมันเป็นแค่ตำนานนะ แล้วตัวจริงๆก็ไม่มีใครเคยเห็นตั้งแต่เมื่อสี่ร้อยกว่าปีก่อน อ่านนิยายกับพงศาวดารประวัติศาสตร์มากเกินไปแล้วมั้ง....."

          "บ่เชื่อก๋า"

          "จะให้เชื่อยังไง ก็มันเป็นแค่ตำนาน" เด็กหนุ่มเริ่มหงุดหงิด "เอางี้ กล้วยมีหลักฐานอะไรมั้ยล่ะว่ากล้วยคือตานีตัวจริง คือราชินีตัวจริง ถ้ามีหลักฐานมายัน เราถึงจะยอมเชื่อ"

 

          กล้วยนิ่งอึ้ง จริงอย่างที่เด็กหนุ่มเจ้าของบ้านว่า เธอไม่มีหลักฐานอะไรที่จะยืนยันคำพูดของเธอได้เลย

 

          "เอ่อ คือ...." เด็กสาวอึกอัก "ตานียิงปืนเก่งนักขนาดเลยเน่อ นายฮู้แม่นก่อ"

          คิ้วรกๆของจ้าดขมวดเข้าหากัน แต่แล้วเขาก็นึกถึงสิ่งที่เคยอ่านในตำนานและบันทึกเก่าๆของปู่ได้ ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นเทพผู้ปกป้องเมือง ซึ่งดูยังไงๆก็น่าจะใช้เวทมนตร์หรือไม่ก็พลังแห่งเทพปราบผีได้สบายๆแถมเข้ากับคาแรกเตอร์กว่าด้วย แต่ตานีกลับเลือกใช้ธนูและปืนไฟราวกับทหารมนุษย์เสียอย่างนั้น เห็นบันทึกตำนานเก่าๆว่ามีปืนใหญ่ด้วย

 

          "นายมีปืนก่อล่ะ" กล้วยถาม “เดี๋ยวข้าเจ้ายิงหื้อดูก็ได้”

          "จะไปมีได้ไงเล่า" จ้าดสวนทันควัน แต่แล้วเขาก็นึกขึ้นได้ "เออ มีนี่ แต่เป็นปืนอัดลมนะ"

          "ปืนอะหยังก็ได้ เอามาเหอะ เอาเป้ามาด้วยเน่อ"

          "คร้าบเจ๊"

 

          จ้าดหายไปหลังบ้าน ก่อนจะกลับมาพร้อมปืนพกอัดลมกระบอกเขื่องและเป้ากระดาษ แต่เมื่ออีกฝ่ายเห็นก็หน้าซีดทันที ทำเอาเจ้าของบ้านขมวดคิ้ว

 

          "อะไร ทำไม หรือว่าเกิดจะยิงไม่ได้ขึ้นมากะทันหัน"

          "บ่แม่น" กล้วยรีบปฏิเสธ "แต่.... แต่ข้าเจ้าหัดยิงปืนยาวมาตั้งแต่ละอ่อน ปืนยาวแบบซุ่มยิงน่ะ ปืนสั้นข้าเจ้ายิงบ่ค่อยเป็น...."

          "โอ๊ย ยิงๆไปเหอะน่า เรื่องมากไปได้ มือปืนมีฝีมือเขาไม่เกี่ยงปืนหรอก อีกอย่าง ปืนอัดลมที่เป็นปืนยาวของเราส่งซ่อมอยู่ด้วย" เด็กหนุ่มตัดบทขณะเดินไปผูกเป้าเอาไว้ที่อีกมุมหนึ่งของบ้าน ห่างจากกล้วยประมาณเกือบสิบเมตร "เอ้า นี่ ระยะขนาดนี้น่ะการที่คนธรรมดาจะยิงถูกกลางเป้าน่ะสบายๆ ถ้าเจ๊จะอ้างตัวว่าเป็นตานี เจ๊ลองยิงสิบนัดให้เข้าจุดกลางเป้าเป๊ะลอดรูเดิมเป๊ะทุกนัดดูซิ"

          "ก็บอกว่าเค้าจะเอาปืนยาว....."

          "เรื่องมากจริงว้อย ยิงๆไปเหอะ !"

          "เอ้า เอาจะอั้นก็ได้...."

 

          กล้วยถอยตัวก่อนจะยันตัวลุกขึ้นจากโต๊ะ ปืนพกพลาสติกสีดำถือมั่นอยู่ในมือขวา เด็กหนุ่มหน้าดุสังเกตว่าเธอไม่ได้ใช้มือซ้ายประคองด้ามปืนเหมือนที่คนปกติเขาทำกัน คงมั่นใจฝีมือตัวเองมาก.... แต่มั่นใจไปก็เท่านั้น หากไม่ใช่ยอดมนุษย์แล้วยังอุตริถือปืนแบบนี้ล่ะก็ ทั้งการสั่นของกล้ามเนื้อและจังหวะการหายใจจะทำให้ไม่มีทางยิงเข้าจุดกลางเป้าได้เด็ดขาด อย่าว่าแต่จุดกลางเป้ารูเดิมเลย เพียงแค่ให้เข้ากลางเป้าก็ยังนับว่ายากแล้ว

 

          เด็กสาวผิวขาวหลับตาซ้ายเล็งตาขวาผ่านศูนย์หลังไปยังศูนย์หน้าอึดใจหนึ่งก่อนจะหลับตาลง และทันทีที่ลืมตาขึ้นอีกครั้ง นิ้วชี้ที่สอดอยู่ในโกร่งไกก็เหนี่ยวไกส่งกระสุนพลาสติกทั้งสิบนัดออกไปภายในเวลาเพียงวินาทีกว่าๆ ดวงตาตี่ของเด็กหนุ่มเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นความเร็วการยิงของอีกฝ่าย แต่เขาก็นึกฉงนแกมขำอยู่ในใจขณะเดินข้ามบ้านไปดูเป้า หากบอกให้ยิงเอาความแม่นยำ คนทั่วไปก็น่าจะใช้เวลาเล็งให้ดีที่สุด ไม่ใช่กดเอาๆแบบนี้ สงสัยเป้าคงจะพรุนไปทั้งแผ่นแน่....

 

          แต่เมื่อมองเห็นเป้าชัดเจน กล้ามเนื้อยึดขากรรไกรล่างของเด็กหนุ่มก็หมดแรงเอาดื้อๆ เป้ากระดาษมีรูเข้าเพียงรูเดียวที่กลางจุดดำกลางแผ่นพอดิบพอดี เด็กหนุ่มลองหยิบลูกปืนพลาสติกสีส้มที่ร่วงอยู่แถวนั้นนัดหนึ่งขึ้นมาลองเทียบขนาดรู มันสอดเข้าได้แบบแทบไม่เหลือช่องว่างเลย แต่รอยยุ่ยไม่เป็นระเบียบรอบๆรูกระสุนก็บ่งบอกว่ากระสุนที่ก่อให้เกิดรูนี้ไม่ใช่กระสุนนัดเดียวอย่างแน่นอน

 

          จ้าดเหลียวหลังกลับไปมองเด็กสาวแปลกหน้าซึ่งยังคงยืนนิ่งอยู่ที่จุดเดิม แววหวาดหวั่นจางๆผุดขึ้นในส่วนลึกของดวงตาสีดำสนิท ความแม่นยำของเด็กสาวผู้นี้เทียบได้กับทหารมืออาชีพที่ใช้กล้องเลเซอร์เล็ง หรือไม่ก็กระสุนนำวิถีอัตโนมัติ ไม่สิ.... ทั้งสองอุปกรณ์นั่นก็ไม่น่าจะทำให้ยิงสิบนัดเข้ารูเดียวกันพอดีเป๊ะแบบนี้ มิหนำซ้ำยังแม่นขนาดนี้ทั้งที่ยิงรัวชนิดไม่เล็งใหม่เลยแบบนั้นมันเกินคนชัดๆ แวบหนึ่ง เด็กหนุ่มเกือบจะเชื่อว่าเด็กสาวผู้นี้อาจเป็นตานีจริงอย่างที่เธอกล่าวอ้างก็เป็นได้....

 

          "เป็นจะได ข้าเจ้ายิงแม่นก่อล่ะ"

          เสียงกลางๆของกล้วยทำเอาเด็กหนุ่มสะดุ้ง

          "ก็แม่นแหละนะ" จ้าดพยายามปกปิดความทึ่งระคนเกรงของเขาเอาไว้ "แต่มันก็ยังไม่พอที่จะพิสูจน์ว่ากล้วยเป็นราชินีตานีได้อยู่ดี อาจจะได้แค่พิสูจน์ว่าเป็นตานีเท่านั้นเอง"

          "เอ๊ะ นายนี่ดื้อแต๊" เด็กสาวในชุดตะเบงมานครึ่งท่อนเริ่มออกอาการหงุดหงิดอีกครั้ง "แล้วจะหื้อข้าเจ้ายะอะหยังนายถึงจะเชื่อ"

          "ไม่รู้สิ" อีกฝ่ายยักไหล่ "เป็นกล้วยกล้วยจะเชื่อมั้ยล่ะ ถ้าจู่ๆก็มีคนพรวดพราดเข้ามาบอกกล้วยว่าเป็นราชินีของเหล่าเทพผู้ปกป้องเมืองที่ไม่มีใครเคยเห็นมาเป็นร้อยปี เชื่อก็บ้าแล้ว"

          "ก็ข้าเจ้าเป็นแต๊ๆนี่ จะหื้อยะจะไดล่ะ" ราชินีตานีเปลี่ยนจากหงุดหงิดมาเป็นโวยวายเสียแล้ว "ยิงปืนหื้อดูแล้วก็ยังมาอู้จะอี้ ข้าเจ้าก็บ่ฮู้แล้วเน่อว่าจะพิสูจน์ตัวข้าเจ้าจะได นายบ่เชื่อก็ตามใจ ข้าเจ้างอนแล้ว !"

          "เฮ่ย บทจะงอนก็งอนง่ายๆกันแบบนี้เลยเรอะ" เด็กหนุ่มหน้าดุแต่ตาตี่ออกอาการไปไม่เป็นอีกครั้งเมื่ออีกฝ่ายเชิดหน้ากอดอก "คือ เราพอจะเชื่อได้นะว่ากล้วยเป็นตานีจริง ยิงแม่นซะขนาดนั้น แถมลักษณะบางอย่างยังตรงตามบันทึกของทั้งปู่ทั้งตาเราอีก แต่จะให้เชื่อว่าเป็นราชินีด้วยนี่คงยาก...."

          "ยะหยังยะ ยะหยังถึงบ่เชื่อ ข้าเจ้าบ่เหมือนราชินีตรงใด๋"

          "ราชินีอะไรล่ะจะเด็กขนาดนี้ อายุเท่าเราเลยมั้งเนี่ย" จ้าดตอบ ก่อนที่ดวงตาจะเลื่อนลงไปแถวอกของอีกฝ่าย "อีกอย่าง ราชินีที่ไหนจะแบนขนาดนี้ นี่แทบจะเป็นไม้ฝาเฌอรี่แล้ว....."

 

          คำพูดของเด็กหนุ่มขาดหายไปดื้อๆเมื่อถูกเด็กสาวใช้สันมือสับเข้าใส่ท้ายทอยดังพลั่กจนร่วงลงไปกองกับพื้น เขาพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้น แต่ก็ต้องจุกแอ้กเมื่อส้นเท้าของเด็กสาวตอกลงที่แผ่นหลัง

 

          "อู้กับข้าเจ้าแบบบ่ฮู้จักที่ต่ำที่สูงก็แย่พอแล้ว นี่ยังจะมาละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวข้าเจ้าอีก" เสียงของเด็กสาวอู้อี้ แต่จ้าดได้ยินเสียงกรามของเธอขบกันดังกรอด "อีกอย่าง ผ้าตะเบงมานส่วนที่พันอยู่นี่มันหนาย่ะเลยหันว่ามันแบน แต๊ๆแล้วข้าเจ้า...."

          "แต่ตอนเดินกลับมา ลมมันแรงตะเบงมานมันปลิว เราเห็นตะเบงมานส่วนที่คาดอกกล้วยอยู่มันแบนราบเลยจริงๆนา...."

 

          ราวกับมีอะไรขาดผึงอยู่ในหัว ร่างของเด็กสาวสั่นระริกด้วยความโกรธและความอาย เรื่องนี้เป็นปมด้อยของเธอมานานพอๆกับชื่อของเด็กหนุ่มทีเดียว แม้ตานีส่วนใหญ่จะรูปร่างไม่สะบึ้มเหมือนผู้หญิงหรือผีผู้หญิงในประเทศฝั่งตะวันตก แต่แทบทุกตนก็ถือได้ว่าพอสมหญิง อย่างน้อยก็ไม่แห้งแล้งแบบแทบจะเป็นที่ราบเหมือนเธอ มิหนำซ้ำ ตานีที่เด็กกว่าเธอหลายตนยังรูปร่างสมหญิงกว่าเธอด้วยซ้ำ....

 

          แต่อึดใจต่อมา ริมฝีปากของเธอก็เหยียดเป็นรอยยิ้ม เธอยกเท้าออกจากร่างของเด็กหนุ่มเบื้องหน้า ปล่อยให้เขาตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืน

          "อ้าว ไม่โกรธแล้วเหรอ" จ้าดหยอกอีกฝ่ายด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ "หายโกรธเร็วจังนะตัวเอง...."

          "ตายซะ”

          "จ๊าก..........!"

 

          หลังจากถูกตบ ทุบ ข่วน ต่อย เตะ เข่าและศอกจนน่วมเป็นหมูถูกทุบ จ้าดซึ่งมีพลาสเตอร์แปะอยู่เต็มหน้าและถุงน้ำแข็งประคบอยู่เต็มตัวก็ลากสังขารออกจากครัวกลับมานั่งที่โต๊ะอุ่นขาตัวเดิม กล้วยนั่งกอดอกเชิดหน้ารออยู่แล้ว ใบหน้าจืดสนิทที่ขาวจนดูซีดของเธอยังคงมีปื้นสีชมพูจากความโกรธและอับอายเมื่อครู่หลงเหลืออยู่

 

          "เอ่อ งั้นกระผมขอถามพระคุณท่านหน่อยนะครับ" จ้าดเอ่ยขึ้นอย่างหวาดๆ เกรงว่าอีกฝ่ายจะฟาดเขาเอาอีก "แล้วถ้าพระคุณท่านเป็นตานีจริง แล้วทำไมถึงได้วิ่งตะโกนร้องขอความช่วยเหลืออยู่ตอนตีสองแบบเมื่อกี้ด้วยขอรับพระคุณท่าน"

          "ก็บอกว่าบ่ได้ขอหื้อช่วยสักหน่อย บ่าจ้าดง่าว" กล้วยเริ่มโวยอีกครั้ง "ข้าเจ้าแค่...."

          "มีอะไรก็บอกมาเถอะน่า อย่ามัวมาทำปากแข็ง" เด็กหนุ่มพยายามพูดอย่างใจเย็น "เมื่อกี้ที่เราเห็น มันคงไม่ใช่เรื่องเล่นๆ พูดมาเถอะ ถ้าร้ายแรงจะได้หาทางช่วยได้"

 

          กล้วยนิ่งไปพักหนึ่ง ดูเหมือนเธอกำลังต่อสู้กับตัวเอง ด้านหนึ่งถือศักดิ์ศรีอันสูงส่งของตัวเอง แต่อีกด้านอยากปลดปล่อยมันออกมา

 

          "คือ.... คือ..... ข้าเจ้า....."

          เธออึกอักอยู่อึดใจหนึ่ง แต่แล้ว ความทุกข์ของเธอก็พรั่งพรูออกมาราวกับสายน้ำตานที่ไหลผ่ากลางเมืองตานนะคอน

 

          “ผีร้าย.... ผีร้ายทำลายหมู่เฮาจนสิ้นแล้ว....”

          “หา ?” เด็กหนุ่มขมวดคิ้วถามเสียงสูง “ผีร้าย ?”

          "แม่น ภูตผีปีศาจที่บ่หวังดีกับมนุษย์ เปิ้นบุกเข้ามาสังหารหมู่เฮา ที่มีอุบัติเหตุรถชนกันยาวก็เพราะเรื่องนี้ด้วย หมู่มันเอาชีวิตทุกคนที่ขวางเปิ้นไป...." เด็กสาวหยุดพักหลังจากพูดทั้งประโยครวดเดียวจบ เสียงที่เคยออกห้าว ยามนี้กลับฟังดูหนักอึ้งและมืดมน "ตอนแรกหมู่เฮาก็พอต้านไหว แต่หมู่มันเพิ่มกำลังขึ้นเรื่อยๆ และหมู่เฮาก็สิ้นอายุไปมากขึ้น มากขึ้น จนกระทั่งต้องล่าถอยปิ๊กมาในเขตตานนะคอน"

          "ในที่สุด แลงวันนี้ หมู่มันทะลวงแนวป้องกันเข้ามาจนถึงสวนกล้วยจนได้ หมู่มันฆ่าหมู่เฮา ทำลายบ้านเรือนเมืองหมู่เฮาจนหมด หมู่เฮาสิ้นอายุไปหลายตน ที่เหลือบ่กี่ตนหนีกระจัดกระจาย ยามนี้บ่ฮู้จะเหลือกันอยู่เท่าใด๋.... ข้าเจ้าเองก็เหมือนกั๋น หมู่มันไล่ตามมาสี่ตนอย่างที่นายหันนั่นแหละ ก็ได้แต่หนีมาจนถึงนี่ โชคดีที่นายช่วยข้าเจ้าไว้ทัน บ่อั้นข้าเจ้าคง....."

 

          วิญญาณสาวก้มหน้าลง ริมฝีปากเม้มแน่น เมื่อเย็นนี้เองที่เธอต้องทนมองดูเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ล้มตายกันราวกับใบไม้ร่วง บ้างถูกยิง บ้างถูกวิญญาณร้ายดูดพลังวิญญาณจนแหลกสลาย บ้างถูกเหล่าผีร้ายกัดและทุบตีจนสลายหายไปอย่างทรมาน แม้เธอจะบอกจ้าดไปว่าที่เหลือหนีกระจัดกระจายกันไป แต่เธอก็เกือบจะแน่ใจว่าทุกตนที่เหลือคงถูกสังหารจนหายไปหมดแล้ว ทั้งที่เธอเป็นราชินี แต่เธอกลับทำอะไรเพื่อคนอื่นๆไม่ได้เลยแม้แต่น้อย.....

 

          ในขณะเดียวกัน ภายในหัวของจ้าดก็กำลังเชื่อมต่อเหตุการณ์ต่างๆอย่างรวดเร็ว ทั้งผีร้ายที่เขาเห็นเมื่อตอนเย็น ทั้งเหตุการณ์ต้นกล้วยของเมืองซึ่งยืนต้นมาหลายสิบปีตายหมู่ ทั้งอุบัติเหตุครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นพร้อมกันสองครั้งทั้งที่นานๆทีจะเกิดสักครั้ง และทั้งตัวของเด็กสาวผู้นี้.... เป็นครั้งแรกในค่ำคืนนี้ที่เขาเริ่มจะเชื่อคำพูดของเด็กสาวเบื้องหน้าเข้าจริงๆ....

 

          จ้าดเอื้อมมือข้ามโต๊ะหวังจะกุมมือที่กำแน่นและสั่นระริกของอีกฝ่ายเป็นการปลอบโยน แต่ยังไม่ทันที่จะสัมผัสกับมือของอีกฝ่าย กล้วยก็กระชากมือกลับก่อนจะมองค้อนด้วยดวงตาเขียวปั้ด

 

          "เลวที่สุด หันข้าเจ้าเป็นจะอี้เลยคึดจะล่วงเกินก๋า !?" เสียงของเธอกลับเป็นแบบเดิมในฉับพลัน

          "ไม่ใช่ว้อย !" เด็กหนุ่มหน้าดุสวนกลับ ความสงสารของเขาสลายหายไปแทบจะหมดในฉับพลันเช่นกัน "ไอ้เราเรอะอุตส่าห์สงสาร พูดแบบนี้เสียอารมณ์หมด"

          "ก็บ่ได้ขอหื้อนายมาสงสารนี่บ่าจ้าดง่าว" กล้วยสวนกลับในทันควันเหมือนอีกฝ่าย "มันเรื่องของข้าเจ้าทั้งนั้น เล่าหื้อนายฟังก็บุญเท่าใด๋แล้ว"

          "เราก็..... ว้อย ทำไมถึงได้น่ารำคาญแบบนี้ฟะ !?"

 

          เด็กหนุ่มขบกรามกรอดอย่างเหลืออด วิญญาณสาวตนนี้จะปากแข็งทำตัวเข้มแข็งไปถึงไหน ทั้งที่เพิ่งจะประสบเรื่องราวร้ายแรงถึงขั้นคอขาดบาดตายมาหมาดๆ เขาเริ่มเสียดายที่ไม่ได้ถามผีนักกล้ามสี่ตนนั้นว่าทนฟังอยู่ได้อย่างไร แต่คิดอีกที ตอนกล้วยหนีมา เธออาจไม่มีโอกาสได้พูดเช่นนี้ก็เป็นได้

 

          แต่อีกใจหนึ่ง เขาก็ทั้งทึ่งทั้งชื่นชมตานีสาวไปพร้อมกัน เรื่องร้ายแรงขนาดนี้เทียบได้กับครอบครัวของเขาถูกฆ่ายกครัวเลยทีเดียว แถมเขายังถูกไล่ฆ่าต่ออีก หากเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้นจริงๆ เขาคงโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากทุกคนที่เขามีเบอร์ เรียกตำรวจ ไม่ก็เรียกหาหน่วยสวาทมาช่วยยกทีม และเมื่อพบใครสักคนที่สามารถระบายได้ เขาก็คงไม่รีรอที่จะเข้าไปกอดร้องห่มร้องไห้ระบายทุกอย่างออกมา แต่เด็กสาวผู้นี้กลับใจเย็นและสงบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น มิหนำซ้ำยังปฏิเสธความช่วยเหลือเสียอีก หรือว่านี่จะเป็นขัตติยมานะของราชินีแห่งวิญญาณผู้พิทักษ์แห่งตานนะคอน.....

 

          "แล้วสรุปกล้วยจะเอายังไง" จ้าดถามเมื่อพอจะใจเย็นลงบ้างแล้ว "จะให้เราช่วยอะไรก็ว่ามา"

          "ข้าเจ้าบ่อยากหื้อผู้ได๋ช่วย" วิญญาณสาวตอบเสียงห้วน

          "บอกมาเถอะน่า" เด็กหนุ่มยืนกรานอย่างใจเย็น "สถานการณ์แบบนี้ไม่ต้องมาทำปากแข็งแล้ว ปากแข็งไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นหรอก เราเข้าใจนะว่ากล้วยมีศักดิ์ศรีของกล้วย แต่บางทีหยิ่งในศักดิ์ศรีมากเกินไปมันก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นนะ"

          "ข้าเจ้าก็ยังบ่อยากหื้อผู้ได๋ช่วยอยู่ดี"

          "แต่เราอยากช่วย" จ้าดสวนกลับ ก่อนจะยื่นคำขาด "ถือเป็นค่าบุญคุณที่กล้วยเข้ามาอาศัยบ้านเราก็แล้วกัน ราชินีคงรู้จักเรื่องบุญคุณดีนะ"

 

          กล้วยนิ่งไปอึดใจหนึ่ง ดูราวกับมีการต่อสู้เกิดขึ้นภายในสมองของเธออีกครั้ง

 

          กะ.... ก็ได้ เด็กสาวเอ่ยขึ้นในที่สุด แต่ก็บ่ได้แปลว่าข้าเจ้าอยากหื้อนายช่วยหรอกนะ

          อย่ามาลีลามาก จะเอายังไงก็ว่ามา

          "จะอั้น ข้าเจ้าถามก่อน" เสียงของกล้วยเบาลงเล็กน้อย เธอยกชาที่ยังคงเหลืออยู่ตั้งแต่ก่อนหน้านี้และเย็นชืดเป็นชาดำเย็นแล้วขึ้นจิบ "เมื่อแลงนี้ นายหันอะหยังบ้าง"

          "หมายความว่าไง 'หันอะหยังบ้าง'"

          "ทุกอย่างที่แปลกไปจากปกติ อู้มาหื้อหมด"

          "ก็.... เราเห็นผีหน้าตาน่าเกลียดเต็มไปหมด....."

          "จะอั้นก๋า" ตานีสาวพยักหน้าว่าเข้าใจ "แล้วมีอะหยังอีก ที่นายคึดว่าแปลก"

          "ก็ พวกนั้นไล่ตามเงารางๆเหมือนเด็กสาวใส่ชุดสีเขียวๆ...."

 

          ดวงตาเรียวเล็กของกล้วยเบิกกว้างขึ้น ปกติตานีจะมีใช้พลังกำบังพวกเธอจากสายตามนุษย์โดยสิ้นเชิง คนที่สามารถมองเห็นพวกเธอได้มีเพียงหมอผีที่ฝึกมาอย่างดีและมีประสาทสัมผัสด้านวิญญาณดีเยี่ยมเท่านั้น แม้ตอนนี้มนตร์นั้นจะถูกเหล่าผีร้ายทำลายลงไปแล้ว แต่เมื่อตอนเย็นมันยังคงทำงานตามปกติ ทั้งที่เป็นเช่นนั้นเด็กหนุ่มกลับสามารถมองเห็นตานีได้ แสดงว่าเขาคงไม่ใช่ธรรมดา....

 

          "อย่าบอกนะว่านั่นคือตานี" เสียงของจ้าดเรียกสติวิญญาณผู้พิทักษ์สาวกลับมาอีกครั้ง

          "แม่น" กล้วยตอบสั้นๆ "นายมองหันหมู่เฮาได้.... แถมยังฟันผีตนนั้นได้อีก นายนี่บ่ธรรมดาแต๊ๆ"

          "ทำไมล่ะ คนปกติมองไม่เห็นตานีหรอกเหรอ"

          "แม่นสิ นายก็อู้เองบ่แม่นก๋าว่าบ่มีผู้ได๋หันตานีมาสี่ร้อยกว่าปี"

          "เราก็นึกว่าตานีไม่มีอยู่อีกแล้วซะอีก"

          "หมู่เฮาอยู่ที่นี่ตลอด เพียงแต่เรื่องในประวัติศาสตร์ยะหื้อหมู่เฮาบ่เปิดเผยตัวต่อหน้ามนุษย์เท่านั้น" เด็กสาวอธิบาย "ปกติแล้วคนที่มองหันได้ก็มีแค่หมอผีระดับสูง ข้าเจ้าถึงได้อู้จะไดว่านายน่ะบ่ธรรมดา"

          "งั้นก็แปลว่าเราน่าจะพอช่วยกล้วยได้สินะ" จ้าดพูด เขารู้สึกดีใจที่อย่างน้อยเขาก็เป็นประโยชน์กับอีกฝ่าย "มีอะไรให้ช่วยก็ว่ามาได้เลย กล้วยเจอเรื่องหนักๆแบบนี้มา เราทนดูอยู่เฉยๆไม่ได้หรอก"

          "ชอบช่วยคนอื่นแต๊ๆนะนายเนี่ย ข้าเจ้าจะยอมหื้อสักครั้งละกัน" รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของเด็กสาวหน้าจืดเป็นครั้งแรกของค่ำคืนนี้ หากไม่นับยิ้มสยองขวัญก่อนลงมือซัดอีกฝ่ายเมื่อครู่ "ในสถานการณ์จะอี้ ข้าเจ้าคงบ่มีทางเลือกอื่น.... ถึงจะเป็นการรบกวนนายไปหน่อยก็เถอะ"

          "อะไรล่ะ ว่ามาได้เลย เรายินดีช่วยเต็มที่"

 

          ริมฝีปากของกล้วยเหยียดยิ้มกว้างขึ้นอีก

          "จะอั้น ข้าเจ้าขออยู่บ้านนี้กับนายละกั๋น คงบ่มีปัญหาเน่อ"

          "อ๋อ ไม่มีปัญห..... ว่าไงนะ !?"

Vote
ให้คะแนนตอนนี้

Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.

ส่งคะแนน

ตอนที่ 1 : เด็กสาวผู้อ้างตัวเป็นราชินีRating : 40 / 9 vote(s)

24 มิ.ย. 57

ตอนที่ 1 : เด็กสาวผู้อ้างตัวเป็นราชินีRating : 40 / 9 vote(s)

24 มิ.ย. 57

46 ความคิดเห็น

  1. #655 luisme (@luisme) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2557 / 20:01
    ภาพประกอบสวยจังค่ะ ภาษาบรรยายไหลลื่นมาก เห็นภาพชัดแจ๋วเลย
    ไม่รู้ทำไม แต่ถูกใจคำว่า จ้าดง่าว มากเลยค่ะ อ่านเจอละขำตลอด 55
    ชอบบรรยากาศหิมะตกแบบนี้ค่ะ บรรยากาศมุ้งมิ้งของ 2 คนนี้ด้วย น่ารัก
    ดำน้ำกับภาษาเหนือเล็กน้อย พอเดาๆได้ค่ะ ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด ^^
    #655
  2. #650 waiywan (@waiywan) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2557 / 19:49
    เรื่องนี้แนวดีเจ้าค่ะ! 

    มีปัญหากับภาษาถิ่นเล็กน้อย แต่ก็พอเข้าใจได้ เดาล้วนๆ =w=

    กล้วยซึนน่ารักมาก เหมาะกับบักจ้าดดีเน้อ


    #650

  3. #565 Daruma (@cookiecrumble) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 เมษายน 2556 / 19:51
    ได้รับภูมิต้านทานภาษาเหนือมาจากการ์ตูนหลายๆ เรื่องอยู่บ้างเลยไม่มีปัญหา(เผลอๆ เริ่มชอบ)

    เป็นการซึนที่น่าหยิกมากครับ บทบรรยายเพลินมาก กระชากใจตรงชุดคอมมานโดนี่แหละ ขอติดตามครับ
    #565
  4. วันที่ 6 มีนาคม 2556 / 02:20
    คนกรุงเทพครับ พูดเหนือ พูดอีสาน พูดใต้ไม่ได้ แต่ฟังรู้เรื่อง หุหุ  เรื่องนี้เลยสนุกมากมาย 
    เพราะความหลากหลายของภาษา ความลื่นไหลของเนื้อเรื่อง คนที่ภาษาไทยไม่แข็งแรงอาจจะอ่านแล้วปวดหัวพอสมควร
    วิธีแก้ง่ายๆนะครับ  "ไปฝึกมาซะ" ภาษาของประเทศเรา ฝึกไว้ไม่เสียหายนะครับ ^^
    #559
  5. #557 Mr.DarKHeRo (@armzaza016) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 มีนาคม 2556 / 17:35
    สงสารคนภาคอื่นที่เข้ามาอ่านมั่งไหมครับ TT
    #557
  6. #529 Sugarran (@sugustza) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2555 / 15:27
    เอ่อ = = คือว่า เพิ่มขนาดตัวหนังสืออีกนิสสส ก็ดีนะค่ะ
    ตัวเล้กก เกิ๊น พอดีว่าสายตาไม่ค่อยดี O-O
    #529
  7. #518 คลีน (@clearclean) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2555 / 07:42
    อยากอ่านจนจบบทแรกเหมือนกัน แต่เวลาไม่พอ ก่อนจะกลับมาอ่านที่เหลือขอเม้นท์จากที่อ่านมาส่วนบนๆ หน่อยนะครับ

    ภาษาดี อ่านได้ลื่นไหลและสนุก แม้ส่วนกลางๆ เรื่องจะเปลี่ยนคำบางคำในภาษาเหนือให้ดูเป็นสำเนียงเหนือขึ้นแล้วก็จริง แต่เนื้อเรื่องส่วนบนก็ยังมีคำที่ไม่ได้เปลี่ยนและดูแปลกๆ อยู่

    เช่นคำว่า เชื่อ ที่ส่วนกลางเรื่องเปลี่ยนเป็น เจื้อ แล้ว แต่ส่วนบนยังไม่ได้เปลี่ยน

    ช่วย เปลี่ยนเป็น จ่วย

    และยังมีบางประโยคที่ดูแปลกๆ ออกจะสะดุดใจอยู่นิดหนึ่ง (ในส่วนที่เป็นภาษาเหนือ) แต่เดี๋ยวมีเวลาจะมาช่วยสอดส่องให้นะครับ

    ส่วนจะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนก็แล้วแต่ผู้เขียน เพราะสำเนียงเหนือมันมีหลายสำเนียงตามแต่ละจังหวัด ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทางเชียงรายเขาพูดกันยังไง เลยทักเป็นบางคำเอาละกัน (เชียงรายใช่ไหมครับ ?)

    คห. ล่าง ผิดพลาดแล้วบอกกล่าวไม่ใช่เรื่องผิด แต่คิดถึงใจเขาใจเราก่อนจะใช้คำพูดหรือการพิมพ์บ้างนะครับ

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 29 พฤศจิกายน 2555 / 12:26
    #518
  8. #517 แมวขโมย (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2555 / 22:54
    คุณใช้ภาษาไม่เนียนครับ คุณพลาดหลายที



    ถ้าคุณ "มั่นใจ" ว่าจะใช้ภาษาเหนือจริง ๆ...



    คุณกลับไปอ่านงานของคุณใหม่ไป๊ คุณผิดพลาดหลายที และความผิดพลาดตั้งแต่เริ่มต้นไม่ใช่เรื่องดีของคนเขียนครับ
    #517
  9. #510 เมฟาซิส (@Amshai) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2555 / 20:25
    หลังจากที่แอดไว้นานมาก...

    ก็ได้มาอ่านสักทีนึง...เข้ามาที่ My.ID  ของตัวเอง

    ท่านนักเขียนแจ้งว่าอาจไม่ได้มาอัพสักพัก เพราะกำลังเรียนต่ออยู่ต่างประเทศ

    ด้วยช่วงหลังๆ  เมมไม่ค่อยได้เข้าเว็บเด็กดีสักเท่าไร ไม่ค่อยได้ติดตามนิยาย..

    พอมาอ่าน....

    โอ้...เมมชอบภาษาเหนือมากเลยนะ  อ่านแล้วมีความสุขมากเลย

    ภาษาเหนือเป็นอะไรที่เพราะมาก และนิยายเรื่องนี้ก็สนุกดีด้วย จากการอ่านบทแรก

    เมมก็จะติดตามอ่านไปเรื่อยๆ(ทยอยอ่าน) 

    ------------------
    ขอบคุณท่านนักเขียนที่แจ้งข่าวตลอดค่ะ ^^
    #510
  10. #467 เงารางเลือน (@toey1405) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 28 กันยายน 2555 / 22:13
    เห็นเรื่องนี้มาเนิ่นนานแต่ไม่ยอมอ่านซักที ก็คนมันกลัวผีT^T ตอนนี้ทำใจได้ถึงมาอ่านแต่ก็.. เฮ้ย! ภาษาอะไรวะ!(ถึงรู้ว่ายังไงมันก็เป็นภาษาไทยแต่ก็อดคิดแบบนั้นไม่ได้นะ- -; ) อ่านรวมๆพอเข้าใจ แต่บางประโยคแปลไม่ได้จริงๆ จริงๆตอนแรกคิดว่าภาษาอีสานเรอะ! ลืมนึกไปว่าอยู่เหนือๆมีหิมะ พอมาอ่านคอมเม้นท์คนอื่นแล้ว อืม ภาษาเหนือ โง่จริงๆเลยตรูTOT (กรุณาอย่าก่นด่าความโง่ของคนอ่านคนนี้..Y__Y)

    มีอะไรจะบอกนิดหน่อยตรงคำพูดของกล้วยน่ะค่ะ ก็บอกว่า"เค้า"จะเอาปืนยาว! แปลกๆนะคะ หรือเอาให้ดูน่ารัก?

    อืม ภาพพื้นหลังนี่คือกล้วยรึเปล่าคะ? น่าจะใช่เนอะ แต่ตอนแรกคิดว่าคือผู้ชาย... ไม่คิดเลยว่านั่นคือผู้หญิง และนางเอกของเรา..จะแบนเยี่ยงนี้ - -;

    อ่านต่อดีกว่า.. ดูท่าจะไม่น่ากลัว^^; อีกอย่าง โผล่มาตอนพรุ่งนี้ไรเตอร์จะไปเรียนต่อพอดีเลย โชคดีนะคะ
    #467
  11. #432 mew-ja (@moonlight-mew) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 กันยายน 2555 / 13:06
    ม่วนแต๊ม่วนว่า ม่วนขนาด ม่วนจ๊าดนัก 

    #432
  12. #395 ชาณญ์ (@chanwhich) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 กันยายน 2555 / 22:02
    เข้ามาอ่านเพราะชื่อเรื่องครับ (ฮา)
    อะไรมันจะแนวได้ใจขนาดนี้

    อ่านแล้วชอบมากทีเดียว
    ถึงแม้ผมจะไม่รู้เรื่องภาษาเหนือก็ตาม --ฮา

    นางเอกนิสัยออกซึนๆ เนาะ ทำให้นึกถึงอนิเมไรเทือกนั้น
    ทว่า...นี่เป็นแฟนตาซีกลิ่นอายไทยแท้ๆ (ยกนิ้วให้)
    แล้วจะทยอยเข้ามาอ่านต่อนะครับ
    #395
  13. #381 MARION (@chonlanate) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 3 กันยายน 2555 / 03:06
    แวะมาอ่านนิยายเพื่อเก็บประสบการณ์ค่ะ :))
    ไม่เคยเห็นใครใช้พล็อตเรื่องแบบนี้มาก่อนเลย เห็นแล้วสะดุดตามากเลยนะคะ
    แถมอ่านแล้วเพลินดีอีกต่างหาก
    คือ... อันที่จริงแล้วเราเป็นสาวเหนือค่ะ
    ไม่มีปัญหากับการอ่านภาษาเหนือในเรื่องนี้แม้แต่น้อย ถึงจะมีหลายจุดที่แอบสะดุดใจยึกๆ แต่ก็มองผ่านไปได้
    จนถึงจุดนี้ค่ะ ขอนิืดนึง
    คำว่า "เฮื่องในประวัติศาสตร์" น่ะค่ะ 
    คือเราเป็นคนหนึ่งที่พูดภาษาเหนือมาแทบตลอดชีวิต พูดบ่อยกว่าภาษากลางเสียอีก แต่ไม่เคยพูด และไม่เคยได้ยินใครใช้ "เรื่อง" เป็น "เฮื่อง" เลยแม้ัแต่ครั้งเดียว
    เวลาใครใช้ จะโดนด่าว่า "ปะแล้ด" หมายถึง เพี้ยน สะดุด หรือลื่น 
    รักใช้ฮัก โรงเรียนใช้โฮงเฮียน เราใช้เฮา รกใช้ฮก แต่คำว่ารวย/เรื่อง/ฯลฯ ไม่รู้ว่ามีคำอื่นอีกหรือเปล่า ใช้ ร.เรือเหมือนเดิมค่ะ
    อีกอย่างหนึ่งคือคำว่า "จ้าด" ชื่อพระเอกน่ะค่ะ ตอนนี้เรางงว่ามันออกเสียงว่า "จ้าด" หรือ "จ๊าด" (จั๊ด) 
    คือคำว่า "จ้าดง่าว จ้าดวอก จ้าดหมา" มันออกเสียงได้ทั้งจ้าด และจ๊าดน่ะสิคะ
    ถ้าออกเสียงจ้าด ก็หมายถึงชาติง่าว ชาติวอก = =" แร๊งส์
    ถ้าออกเสียงจ๊าด ก็หมายถึงโง่มาก วอกมาก หมามาก 
    แต่ถ้าบอกว่าชื่อจริงๆ คือ "แจ๋วจ้าด" แสดงว่าคำว่า "จ้าด" นี้ย่อมาจาก "จ๊าดนัก" (อย่างมาก) แสดงว่าชื่อพระเอกออกเสียงว่า "จ๊าด" ใช่หรือเปล่า?
    อีกคำหนึ่ง คำว่า "บ่าเฮ้ย" น่ะค่ะ ปกติมักใช้ในคำพูดเชิงล้อเลียน ถ้าเป็นประโยคนี้ของกล้วย ก็จะสื่อความหมายประมาณว่า "แหมๆ ทำเป็นมาปลอบตอนฉันกำลังเศร้าเหรอยะ" ในเชิงแซวๆ แต่ดูเหมือนกล้วยจะจริงจังกว่านั้นนะ แต่อันนี้แล้วแต่ผู้เขียนดีกว่าค่ะ 
    ขอกด Fav. ไว้เลยนะคะ แต่อาจจะไม่ได้มาอ่านบ่อยๆ ต้องค่อยๆ อ่านเก็บไปทีละนิดๆ น่ะค่ะ ช่วงปีนี้ไม่ว่างจริงๆ TT^TT
    #381
  14. #362 ZanGriA RaY (@GeySer) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2555 / 20:41
    มีเสน่ห์มากกกกกกกกกก

    ชอบที่กล้วยอู้คำเมือง ห้าห้าห้า

    (เรื่องของเรื่องคือ ชอบภาษาเหนืออยู่แล้ววว >___<)

    อิอิอิอิ
    #362
  15. #354 อีโรติก (@apinyaamy) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2555 / 23:40
    สนุกมากๆเลยนะแต่ว่า.... ข้าเจ้าแปลบ่ออกTT^TT มึนตึ๊บเลย   ตอนกล้วยพูดอะ พอเข้าใจบางประโยคอานะ+.+
    สนุกๆมากๆเลยค่าท่าให้ดีควรมีวงเล็บใส่๓าษากลางลงไปด้วยนะคร้ะ
    #354
  16. #346 Caƒé Le. Rosé (@vava_valentine) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2555 / 13:54
    มีจุดเล็กๆจุดนึงที่เราว่าเราอ่านแล้วสะดุด
    ตรงย่อหน้าที่สอง

    .... ความง่วงเริ่มจู่โจมดวงตาตี่สีดำสนิท(แอบกรี๊ดแปบ ไม่ค่อยเห็นพระเอกตาตี่ กรี๊สสส)ของเขา จนเริ่มมองเห็นภาพเบื้องหน้าเป็นสองภาพในครั้งเดียวแบบทูอินวัน เด็กหนุ่มยกมือเสยผมชี้โด่เด่ไม่เป็นทรงของเขา พลางยกน้ำขวดลิตรซึ้งเหลืออยู่เพียงไม่ถึงหนึ่งในสี่ของขวดขึ้นจิบเป็นครั้งที่ร้อยของค่ำคืนนี้โดยหวังว่ามันคงจะขับไล่ความง่วงไปได้ แต่ความพยายามนี้ก็เช่นเดียวกับความพยายามทำการบ้านของเขา...

    คำว่าของเขามันเยอะไปจนบางทีมองแล้วว่า บางประโยค มันไม่จำเป็นต้องแสดงความเป็นเจ้าของ
    ถ้าเราลองแก้เป็น

    .... ความง่วงเริ่มจู่โจมดวงตาตี่สีดำสนิทของเขาจนเริ่มมองเห็นภาพเบื้องหน้าเป็นสองภาพในครั้งเดียวแบบทูอินวัน เด็กหนุ่มยกมือเสยผมชี้โด่เด่ไม่เป็นทรง(ตัดของเขาตรงนี้ทิ้งไป) พลางยกน้ำขวดลิตรซึ้งเหลืออยู่เพียงไม่ถึงหนึ่งในสี่ของขวดขึ้นจิบเป็นครั้งที่ร้อยของค่ำคืนนี้โดยหวังว่ามันคงจะขับไล่ความง่วงไปได้ แต่ความพยายามนี้ก็เช่นเดียวกับความพยายามทำการบ้านของเขา คือล้มเหลวโดยสิ้นเชิง...

    แค่นี้ก่อนเพิ่งอ่านได้สองย่อหน้า 55
    #346
  17. #257 TZ'sTZ (@tz-tonzom) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 20 มกราคม 2555 / 11:01
    สนุกดีนะ ได้อ่านภาษาคำเมือง ... ใช่รึเปล่าหว่า?
    แต่ก็สนุกดีค่ะ ดำเนินเรื่องได้น่ารักดีนะเราว่า
    มันออกแนวฮาอ่ะ ด้วยคาแรคเตอร์ของตัวละครด้วยแหละ
    น่าสนใจดีค่ะ :)
    #257
  18. #254 detecteive (@phantomdetective) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 16 มกราคม 2555 / 17:14

    ภาษาเหนืออ่ายยากแฮะ แต่ก็สนุกได้โล่ค่ะ

    #254
  19. #238 twins_prince (@twinsprince) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 มกราคม 2555 / 13:07
    สนุกดี เอร้ย
    เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีอะไรไทยๆให้อ่าน
    #238
  20. #201 chin258456 (@chin258456) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2554 / 21:21
     เหอๆๆๆ จ๊าดเอ๋ย เจ้าไม่เข้าเสน่ห์ของไม้กระดานซะแล้ว รวมๆจากตอนแรก มันช่างสนุกสนานดีจริงๆ และเมื่อติดตามไปเรื่อยๆคงต้องสนุกสนานมากขึ้น อันที่จริงอยากให้ทำรวมปืนที่ปรากฏในเรื่องให้หน่อย แต่ว่าอย่าเพิ่งเลย เดี๋ยวผมไม่เป็นอันทำนิยายตัวเอง (เรื่องที่แล้วก็ล่มเพราะมัวแต่สนใจปืนนี่แหละ)

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 15 พฤศจิกายน 2554 / 21:23
    #201
  21. #181 immortal9 (@aeternum) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2554 / 09:34

    ง่ะ ซัดภาษาเหนือกันมาเต็มที่เลย

    อ้าปากค้าง ข้าแปลไม่ออก (เเต่ก็พอจะเข้าใจอยู่บ้าง)

    พล็อตเรื่องดึงดูดมาก น่าสนใจดีค่ะ

    จะติดตามต่อเรื่อยๆนะ
    #181
  22. #177 THE SUN (Dek-D) (@the_sun) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2554 / 14:00
    เฮ้ยๆ  เรื่องนี้มันอะไรกัน  แนวได้โล่เลยแฮะ  ฮ่าๆๆๆ

    พอชีวิตเข้าวัยทำงานแล้วมันก็หาเวลามานั่งอ่านนิยายไม่ค่อยได้เลย  ผลกระทบนั้นทำให้ผมรู้สึกว่างานเขียนของตัวเองดูจะตันๆไปอีกต่างหาก  เลยตั้งใจว่าจะหางานดีๆสักเรื่องอ่านดู  เผื่อมันจะช่วยส่งเสริมเติมแต่งจินตนาการของผมได้

    แล้วผมก็ลองเลือกคุณ  เลือกเรื่องนี้  แล้วก็  "เฮ้ย..  แนวฝร่ะ  ฮ่าๆๆๆ" 
    อ่านแค่ตอนแรกก็รู้สึกแล้วว่ามันต้องแนวแน่ๆ  นอกเหนือจากนั้นการบรรยายก็ลื่นไหลเข้าใจง่าย  ไม่ธรรมดาเลยนะคุณเนี่ย


    ไว้ว่างๆเดี๋ยวผมมาอ่านต่อนะครับ 

    ปล. คิดได้ไง  ตะเบงมานคอมมาโด  พระเจ้าช่วยกล้วยตานี
    #177
  23. #162 เจ้าฟอฝ้าย (@sakura-sakure) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2554 / 09:31
    ตามมาจากกระทู้ดราม่าแฟนตาซีไทยค่ะ
    อนึ่ง เม้นต์นี้จะมีหลายประเด็นปนกันมั่วๆ นะคะ อ่านเจอตรงไหนก็เลื่อนลงมาพิมพ์เลย
    ...
    "ฉันบ่ได้อ่อนแอถึงขนาดนั้นนะ!" สรรพนามน่าจะเป็นข้าเจ้าหรือเปล่าคะ
    "นายมองเห็นข้าเจ้าได้ด้วยก่ษ" พิมพ์ผิด...
    พิมพ์ผิดอื่นๆ ยังมีบ้างแต่ถ้าไม่สำคัญมากจนสะดุดเราก็ข้ามนะคะ
    (มีอันนึงพิมพ์หมู่เฮาเป็นหมู่ฮานะ จำไม่ได้ตรงไหน)
    อันนี้ขอถามคำศัพท์หน่อยค่ะ "จะให้ยะจะไดได้" ยะแปลว่าอะไรคะ? เดาบริบทน่าจะแปลว่า 'ทำ' รึเปล่า?
    ...
    มุกแบนนี่เล่นได้ตลอด อมตนิรันดร์กาล ฮ่าๆๆ (เลื่อนกลับไปอ่านต่อ)

    ป.ล. สนุกดีค่ะ เป็นการจับคู่ตัวเอกที่ดูลงตัวดี...มั้ง ต้องรอดูต่อไป
    #162
  24. #153 joker of god (@kaloroo) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2554 / 12:39
    ศัพท์บ้างคำอ่านแล้วทะแม่งๆนะคะ อย่างเช่นคำว่าช่วย คนเหนือจะพูดว่า จ้วย

    คำว่าคิด ใช้คำว่า กึ๊ด  คำว่า เรอะ ใช้ว่า ก้ะ แต่ก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะนิดๆหน่อยๆเอง แต่พล็อตเรื่องน่าสนใจมากๆ ^^
    #153
  25. #152 - บุษรา - (@iambutsara) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 กันยายน 2554 / 19:58

    พล็อตน่าสนใจ...

    ก็มีชัยไปเกินครึ่ง

    #152
พิมพ์เลขที่เห็น

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android