ต้าห่ายยังต้องเหลือบตาขึ้นมาเป็นพักๆ และเงยใบหน้าจากที่นอนเมื่อยังได้ยินเสียงลากปากกาไวท์บอร์ดบนฝาผนังห้องจากนาค ซึ่งเจ้าหล่อนยังคร่ำเคร่งกับสิ่งที่ตนเขียนตั้งแต่กลับมา จนเวลาล่วงเลยมาเกือบตีสามก็ไม่ยอมเลิก
คนที่ทนง่วงไม่ไหวจนต้องขอตัวนอนก่อน จำต้องเปิดเปลือกตาสะลึมสะลือขึ้นมองแผ่นหลังของนาคที่ไม่ได้สนใจอะไรนอกจากสิ่งที่อยู่ตรงหน้า และหลายครั้งเขาเห็นเธอหยุด ถอยหลังมาดูผลงานของตน ก่อนเอียงศีรษะมองมันด้วย สักครู่ก็กลับเข้าไปเขียนอะไรใหม่ และทำแบบนั้นซ้ำๆ หลายรอบจนต้าห่ายต้องงึมงำถามขึ้น
“ฝาผนังห้องผมพื้นที่ไม่พอเหรอ”
นาคหันกลับมามองคนที่นอนคว่ำหน้าปรือตาจ้องตนอย่างเกียจคร้าน แต่ก็ไม่ได้สนใจท่าทางแบบนั้นของคนอ่อนวัยกว่า และเดินตรงมายังร่างสูงที่นอนอยู่บนเตียงพลางเอ่ยว่า “ฉันอยากได้หัวเพิ่ม”
ต้าห่ายได้แต่เหลือบตาขึ้นมองคนพูด พร้อมย่นหัวคิ้วอย่างไม่เข้าใจนัก พลางถามกลับเสียงงัวเงีย “อะไรนะ”
“ช่วยฉันคิดหน่อย”
“ห๊า” ต้าห่ายครางขึ้นเบาๆ มองหน้าคนที่ขัดขวางการนอนด้วยสายตางุนงงผสมเบื่อหน่าย เมื่อไม่อยากลุกออกจากที่นอนยามนี้
“เอาน่า ลุกหน่อย ฉันต้องการความเห็นเพิ่ม” นาคพยายามคะยั้นคะยอเมื่อต้าห่ายเบ้หน้าเหมือนเด็กงอแงเวลาแม่มาปลุกให้ตื่นไปโรงเรียนใส่
ชายหนุ่มได้แต่ถอนหายใจยาว ซบหน้าลงหมอนทำใจอีกครั้งเมื่อรู้ว่าต้องแยกจากมัน ก่อนรวบรวมกำลังใจลุกขึ้นมานั่งมองไปยังผนังห้อง ที่เขาเห็นก็ได้แต่ทอดถอนใจอีกครั้ง เมื่อผนังสีเขียวอ่อนที่เคยว่างเปล่า สะอาดสะอ้านยามนี้กลายเป็นลวดลายอะไรไม่รู้ยุ่งเหยิงไปหมด
เหมือนคิดผิดที่ให้เธอมาอยู่ด้วย... ท่านประธานแห่งฉายหงกรุ๊ปทนผู้หญิงตรงหน้าเขามาได้ยังไงตั้งสี่ปี
“เอาจะว่าอะไรก็ว่ามาเลย... ผมทนได้อยู่แล้ว” ท้ายประโยคหลังชายหนุ่มแอบอุบอิบกับตัวเองเพียงเบาๆ เท่านั้น
นาคไม่ได้สนใจสีหน้าของต้าห่ายที่มองผลงานเธอด้วยหัวยุ่งๆ และตายังเปิดแค่ครึ่งเดียว หญิงสาวเดินตรงไปยังฝาผนัง แล้วชี้ไปบนภาพตัวการ์ตูนก้างปลาที่มีรูปกากบาทกาทับไว้ “เรื่องนี้มันเริ่มจากที่หลานเซ่อเจอศพนักฆ่าที่คิดว่าเป็นฉัน... แต่ตัวฉันเองหนีรอดมาได้...” นาคหยุดคำพูดตนไปเล็กน้อย ราวไม่ค่อยอยากเล่าว่าตนหนีออกมาจากนักฆ่าระดับมืออาชีพแบบนั้นได้อย่างไร ซึ่งต้าห่ายก็สังเกตเห็นมานานแล้วตั้งแต่ต้น ที่นาคมักเลี่ยงเอ่ยถึงเหตุการณ์การถูกลอบสังหารครั้งนั้นว่าตนทำอะไรบ้างถึงหนีมาได้ และนักฆ่ากลายเป็นศพแทนได้ยังไง ทำให้เขาต้องทำเป็นเมินเรื่องนี้พลางถามต่อ
“แล้วไงต่อ”
นาคพอจะรู้ว่าคนอ่อนวัยกว่าช่วยเปลี่ยนเรื่องให้ ซึ่งเธอก็ได้แต่ขอบคุณเขาในใจ และกลับเข้าเรื่องเดิมอย่างรวดเร็ว “หลังจากที่หลานเซ่อเจอศพ และข้อความที่ฉันทิ้งไว้ให้ ฉันเดาตามเหตุการณ์ว่าสิ่งที่เขาทำต่อ คือเริ่มสืบหาตัวจริงของศพ อย่างแรกที่ต้องทำคือให้หมอมาชันสูตรศพนั่น” จบคำนาคก็ลากนิ้วตามเส้นที่แยกออกจากตัวการ์ตูนก้างปลามายังภาพที่เป็นกากบาทธรรมดา ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของโรงพยาบาลที่แปลว่านี่คือหมอที่มาชันสูตรศพที่เธอหมายถึง
ในขณะที่ครั้งนี้ต้าห่ายเริ่มหันมาตั้งใจฟังมากกว่าเดิม
“ซึ่งแน่นอนว่าศพนั่นทำศัลยกรรมมา และสิ่งที่หลานเซ่อน่าจะทำต่อไปคือหาตัวตนเธอจากประวัติการทำฟัน หรือไม่ก็หาหมอที่ทำศัลยกรรมให้นักฆ่าคนนี้... และแน่นอนว่าต้องเป็นหมอเถื่อน เพราะฉันก็ไม่แน่ใจว่านักฆ่าระดับนั้นจะมีประวัติทำฟันมาให้เราตามได้จริงรึเปล่า” ว่าพร้อมลากนิ้วลงมาจากภาพกากบาท ไปตามเส้นลูกศรที่ตนเขียนไว้ ซึ่งเป็นภาพหน้ากากที่วาดง่ายๆ เป็นสัญลักษณ์ของคำว่าศัลยกรรม “และพวกเขาก็น่าจะได้ประวัติ ชื่อ และที่สำคัญที่สุดรูปถ่ายหน้าจริงของนักฆ่าคนนี้”
ต้าห่ายเห็นนาคชี้ลงมาอีกตรงจุดที่เธอเขียนคำว่า ‘ตัวจริง’ ไว้ให้เขาดูเป็นขั้นตอนตามที่เธออธิบาย ก่อนได้ยินเธอพูดขึ้นต่อหลังจากให้เวลาเขาคิดตามครู่หนึ่ง “จากที่ฟังไป๋ซิงเล่ามา สิ่งที่ชี้ว่าพ่อเธอเป็นคนจ้างฆ่า คือหลักฐานการโอนเงินจากบัญชีของเขาไปให้บัญชีของนักฆ่าคนนั้น และรวมถึงตารางเที่ยวบินที่เขาเข้าออกอังกฤษบ่อยๆ ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา” เธอว่า “ซึ่งจากที่ฟังไป๋ซิงบอก และถ้าไม่มีอะไรคลาดเคลื่อนไป ฉันเดาว่าพอหลานเซ่อได้หน้าจริงและประวัติของนักฆ่าคนนั้นแล้ว สิ่งที่พอจะหาได้ว่าใครเป็นคนจ้าง นั่นคือการต้องรู้ว่านักฆ่าคนนี้รับค่าจ้างยังไง จากใคร ที่ไหน... ซึ่งจากที่ได้ข้อมูลมาตอนนี้ นักฆ่าคนนั้นคงรับค่าจ้างจากการมีคนโอนเงินเข้าธนาคารมาให้... แต่ชื่อบัญชีที่เธอใช้อยู่ ไม่ใช่ของเธอ แต่เป็นของญาติห่างๆ ที่ตายไปแล้ว เพราะเงินในบัญชียังเดินและมีการเคลื่อนไหวตลอด ทำให้บัญชีของคนตายคนนี้ไม่ถูกปิด มันเป็นวิธีในการรับเงินค่าจ้างของเธอ ใช้ชื่อบัญชีของคนอื่น เผื่อว่าถ้าใครตามสืบจากคนจ้าง ก็จะตามรอยตัวเองไม่ได้ และฉันคิดว่าเธอคงมีบัญชีเงินของคนตายมากกว่าบัญชีเดียว เพราะในบัญชีปัจจุบันที่เธอใช้มียอดโอนเงินเข้ามาจากคนแค่คนเดียว นั่นหมายความว่าเธอต้องมีบัญชีอื่นอีกเพื่อรับค้าจ้างจากคนจ้างคนอื่น หรือไม่ก็เปิดบัญชีใหม่ไปเรื่อยๆ ... แต่ครั้งนี้หลานเซ่อสืบจากตัวนักฆ่าไปหาคนจ้าง เขาเลยตามรอยบัญชีเงินปัจจุบันที่เธอใช้ถูก และจากที่หลานเซ่อตรวจเช็คการโอนเงินว่าใครเป็นคนโอนเงินเข้าบัญชีนี้มา ชื่อหยาง จินซานก็ปรากฏ” นาคกลับไปชี้ที่ชื่อหยางตรงกลางฝาห้อง ซึ่งเป็นจุดเด่น บ่งบอกว่ามันเป็นศูนย์กลางของเรื่องทุกอย่าง “บวกทั้งพอเช็คพวกตารางเที่ยวบินของหยาง จินซานที่เข้าออกอังกฤษบ่อยครั้งช่วงหลังๆ ก็ทำให้หลักฐานทั้งหมดชี้ไปที่เขาว่าเป็นคนก่อเหตุ”
“แล้วทำไมคุณหลินถึงไม่ชี้ชัดไปเลยว่าเขาเป็นคนทำจริงๆ ทั้งที่หลักฐานแน่นมาก ขนาดเห็นชัดๆ ว่าชื่อบัญชีของหยาง จินซานโอนเงินไปให้นักฆ่าเลยนะ” ชายหนุ่มจำต้องถามขัดขึ้น เมื่อเขาเห็นบางสิ่งที่ขัดแย้งกัน
“เพราะจินซานจะไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากฉายหงกรุ๊ป ถ้าหลานเซ่อตาย” นาคตอบ “จินซานเคยติดต่อธุรกิจกับฉายหงกรุ๊ปบ้าง แต่ไม่มาก หรือจะได้ผลประโยชน์อะไรถ้าหลานเซ่อตายหรือฉายหงกรุ๊ปล่ม ซ้ำจินซานไม่ได้รู้จักหลานเซ่อเป็นการส่วนตัวพอจะมีเรื่องแค้นเคืองกันได้ด้วย... ดูเหมือนเขาจะเป็นนักธุรกิจมือสะอาด ทำงานสุจริต ไม่ได้เล่นเส้นสายอะไรกับใคร ดังนั้นไม่มีทางจะมีอะไรเกี่ยวข้องกับฉายหงกรุ๊ปจนทำเรื่องนี้ได้ นั่นทำให้หลานเซ่อไม่สามารถชี้ชัดไปได้ว่าเขาเป็นคนทำ” เธอกล่าว และชี้ให้เห็นภาพตรงที่ตนลากเส้นจากคำว่าหยางไปคำว่าฉายหงกรุ๊ป และใช้ปากกาขีดกากบาทตรงกลางเส้นที่เชื่อมต่อคำว่าหยางและฉายหงกรุ๊ปว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันเลย
“ก็แล้วทำไมเขาโอนเงินไปให้นักฆ่า แถมไปอังกฤษบ่อยๆ ช่วงนั้นด้วย” ต้าห่ายยังถามอย่างไม่เข้าใจ
ซึ่งนาคก็หันกลับมา “นั่นแหละปัญหาล่ะ... ฉันไม่รู้ว่าหลานเซ่อสอบสวนจินซานแล้วได้อะไรมาบ้าง แต่จากที่เห็นรูปการณ์ปัจจุบัน จินซานต้องให้ข้อมูลไม่หมด และดีไม่ดีอาจโกหกอะไรสักอย่าง ทำให้ตามรอยศัตรูตัวจริงไม่ได้” หญิงสาวหมุนตัวมาที่ฝาผนังอีกครั้ง และสรุป “ณ ตอนนี้ที่เรารู้คือ หยาง จินซานและครอบครัวอยู่ในการควบคุมของฉายหงกรุ๊ป จินซานบอกข้อมูลหลานเซ่อไม่หมด หรืออาจจะไม่บอกเลย และครอบครัวเขาเองก็ไม่รู้เรื่องที่เขาแอบโอนเงิน และบินไปที่อังกฤษบ่อยๆ ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาด้วย ทำให้หลานเซ่อไม่รู้ตัวศัตรูจนตอนนี้ กระทั่งเขาต้องเล่นวิธีดึงตัวลูกสาวจินซานขึ้นมาเป็นผู้หญิงของตัวเองเพื่อล่อศัตรูออกมา” นาคหยุดถ้อยคำของตนไปนิด และวาดนิ้วไปบนฝาผนังให้ต้าห่ายมองตาม ก่อนไปหยุดที่ตัว K ที่อยู่ด้านขวาของกำแพงพร้อมเอ่ยเน้นชัด “ใช่... พอถึงตรงนี้ เหยี่ยวขาวของเราก็โผล่ออกมา”
ถ้อยคำนั่น ทำให้ต้าห่ายรู้เลยว่านาคหมายถึงบริษัทต่างชาติที่เป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้าคาเว่น ที่มีตราสัญลักษณ์ของบริษัทเป็นรูปเหยี่ยวขาวกำลังสยายปีกทับอยู่บนตัว K
“จะบอกว่าเจ้าของบริษัทต่างชาตินั่นเป็นศัตรูตัวจริงงั้นเหรอ”
“ยังไม่แน่” นาคหันมาตอบ “เพราะว่าบริษัทต่างชาตินี่ไม่ได้มีเรื่องผิดกฎหมาย ไม่ได้เกี่ยวข้องกับฉายหงกรุ๊ปในทางธุรกิจ ไม่ใช่ทั้งคู่แข่ง ไม่ใช่ทั้งคู่ค้า ไม่มีการเชื่อมโยงในการขัดผลประโยชน์แม้แต่นิดเดียว” ... หรือความจริงจะเป็นเรื่องล้างแค้นส่วนตัว...คิดไปก็หน้ายุ่งตามกับสิ่งที่ตนวิเคราะห์ เพราะถึงจะเห็นคนที่หน้าตาเหมือนแม่ของหลานเซ่ออยู่ที่โกดังท่าเรือ แล้วนั่นอาจคือส่วนที่เกี่ยวข้องกับหลานเซ่อ แต่เธอก็ไม่รู้ว่าแค่ความบังเอิญเท่านั้นรึเปล่า เมื่อในโลกยังมีคนหน้าตาเหมือนกันอีกเยอะแยะ เธอไม่ควรด่วนสรุปอะไรลงไปตอนนี้ ไม่งั้นอาจมีแพะรับบาปเพิ่ม
นาคหยุดความคิดแค่นั้น ก่อนหันมาชี้ที่ตัวหยางบนฝาผนังอีกครั้ง พร้อมกล่าวต่อ “และที่สำคัญที่สุด ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับหยาง จินซานในทุกๆ กรณีด้วยเหมือนกัน”
จากที่ชายหนุ่มเห็น ตัว K กับตัวหยาง ที่นาคเขียนไว้ไม่ได้ขีดลากเส้นแสดงการเชื่อมต่ออยู่จริงๆ ขณะต้องสะกิจใจกับข้อสงสัยใหม่
“แต่ระดับคุณหลินน่าจะบังคับให้เขาพูดได้สิ แค่เอาเรื่องลูกสาว หรือเรื่องครอบครัวมาขู่ เขาก็น่าจะบอกความจริงหมด... ที่สำคัญไม่เห็นเหตุอะไรให้เขาต้องโกหก แค่บอกว่าตัวเองโอนเงินให้นักฆ่าทำไม และบินไปอังกฤษบ่อยๆ ทำไมก็น่าจะจบเรื่องแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมเขาไม่ทำ จนปล่อยให้เรื่องยืดเยื้อแล้วลูกสาวต้องถูกกักตัวอยู่กับเจ้าพ่อมาเฟียแบบนี้”
นาคไหวไหล่นิดกับคำถามนั้น “ฉันก็กำลังหาสาเหตุอยู่ว่าทำไมจินซานถึงไม่บอกว่าตัวเองโอนเงินเข้าบัญชีนักฆ่า และไปที่อังกฤษไปหาใคร...หลานเซ่อน่าจะขู่เขาหลายอย่างแล้วล่ะ ดีไม่ดีอาจขู่ถึงขั้นจะฆ่าครอบครัวเขา หรือตัวเขาเลยด้วยซ้ำ แต่เขาก็ยังไม่ยอมบอก... ตอนนี้กุญแจเรื่องทั้งหมดอยู่ที่จินซานคนเดียว ซึ่งฉันก็ไม่รู้ว่าหลานเซ่อได้ข้อมูลอะไรมาบ้าง เลยไม่รู้ว่าจะวิเคราะห์สาเหตุยังไง”
เมื่อสิ้นคำนี้ภายในห้องเช่าเล็กๆ ก็ตกอยู่ในความเงียบไปหลายอึดใจ ต้าห่ายพยายามนั่งวิเคราะห์หาความจริง ในขณะที่หญิงสาวหันกลับไปดูยังกำแพงที่ตนขีดเขียนเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับตนและหลานเซ่อตลอดสองเดือนที่ผ่านมา ด้วยเส้นสายและทางแยกต่างๆ ชวนวุ่นวาย... ทว่ามันกลับเรียงลำดับอย่างเรียบร้อยในสมองของคนที่วาดแล้ว
และนาคต้องลองถอยเท้า เพื่อจะมองสิ่งที่เขียนให้ครอบคลุมขึ้น ขณะพยายามหาคำตอบที่เป็นกุญแจสำคัญของ เรื่อง เธอเพ่งพินิจที่ชื่อหยางเป็นพิเศษ และสลับมองกับตัว K ไปมาเพื่อหาจุดเชื่อมโยงที่สำคัญ
สิ่งที่หยาง จินซานไม่ยอมสารภาพความจริงแม้ถูกขู่ฆ่า หรือถูกเอาครอบครัวมาเป็นตัวประกันคืออะไร... อะไรจะสำคัญขนาดที่เขาไม่ยอมบอกแม้ต้องตายกันล่ะ... มีผลประโยชน์ที่ทับซ้อนกันเยอะงั้นเหรอ แต่มันเกี่ยวอะไรกับที่ไม่ยอมเล่าให้ครอบครัวตัวเองฟังด้วย วิกฤตขนาดนี้แล้วแต่ยังไม่ยอมพูด มีอะไรสำคัญกว่าชีวิตตัวเองรึไง...
นาคหรี่นัยน์ตามองผนังจนหัวคิ้วผูกกันแน่นกับการควานหาคำตอบในหัว และเพียงไม่นานเธอก็เอ่ยถามเพื่อนร่วมห้องโดยที่ไม่ได้หันไปมองเขาว่า “ต้าห่าย... ในฐานะผู้ชายคนหนึ่งเนี่ย การที่นายแอบโอนเงินให้คนอื่น และไปหาคนๆ นั้นแบบลับหลังครอบครัวตัวเองบ่อยๆ... และนายยอมตายเพื่อไม่ให้ความลับนี้ของตัวเองรั่วไหลไป... มันคืออะไร”
คนถูกถามเงยหน้ามองคนถามทันใดกับสิ่งที่ฟังดูแปร่งๆ ก่อนที่เขาจะเห็นว่านาคปรายนัยน์ตากลับมามองที่ตนและพูดขึ้นใหม่อีกครั้ง “ดูจากหน้าตาของไป๋ซิงแล้ว จินซานที่เป็นพ่อของเธอ คงหน้าตาดีไม่น้อยเลยใช่ไหม ตอนเป็นหนุ่มก็คงจะหล่อน่าดู... ก็เป็นคนไต้หวันนี่นะ”
คำพูดครั้งนี้ดูเหมือนจะมีอะไรสะกิจใจพวกเขาสองคนมากยิ่งขึ้น นัยน์ตาสองคู่สบกันนิ่งอย่างรู้ความหมายของกันและกัน และไม่นานคำตอบในเรื่องนี้มันแทบจะพุ่งทะลุแกนสมองคนสองคนขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“มีชู้!”
นาคกับต้าห่ายประสานเสียงขึ้นพร้อมกันกับคำตอบที่ได้รับ
ซึ่งครั้งนี้นาคก็เหยียดยิ้มราวผู้กำชัยทันใด และเดินกลับไปยังผนังพร้อมปากกาไวท์บอร์ดในมือ ขณะสรุปทุกอย่างอย่างรวดเร็ว “ใช่! จะมีเรื่องกลุ้มใจอะไรหนักหนาจนบอกครอบครัวตัวเองไม่ได้ นอกจากเรื่องมีชู้ล่ะ... สาเหตุที่จินซานไม่ยอมบอกว่าทำไมถึงโอนเงินไปให้นักฆ่า ทำไมถึงต้องบินไปอังกฤษบ่อยๆ โดยที่ครอบครัวเขาไม่รู้ ก็เพราะเขามีชู้ ดีไม่ดีอาจเรียกว่ามีเมียเก็บอยู่ที่อังกฤษมาหลายปีดีดักแล้ว เงินที่เขาโอนไปน่าจะเป็นเพราะเขาคิดว่านั้นเป็นบัญชีของชู้ตัวเอง และที่บินไปอังกฤษบ่อยๆ ก็เพราะไปลอบพบกับเธอ” นาคพูดรัวเร็วพร้อมเขียนข้อมูลเพิ่มเติมลงไปบนฝาผนังอย่างตื่นเต้นดีใจโดยไม่ปิดบังเหมือนเด็กที่ได้ของเล่นชิ้นใหม่ เมื่อตนหาคำตอบที่เป็นกุญแจสำคัญได้ “แต่จากจำนวนเงินที่โอนไปให้เยอะขนาดนั้นโดยที่จินซานไม่เอะใจ อาจเป็นเพราะผู้หญิงคนนั้นน่าจะมีลูกกับเขาเหมือนกัน มันจึงเป็นเหมือนค่าเลี้ยงดูบุตร ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าผู้หญิงที่เป็นชู้กับจินซาน อาจจะถูกหลอกให้มาหลอกหรือถูกบังคับให้มาหลอกจินซานอีกที เพราะเธอเพิ่งมาขอเงินจินซานในปีนี่ และเพิ่งมาเรียกร้องการดูแลจากเขา ทำให้เขาต้องบินไปหาบ่อยๆ ในช่วงหนึ่งปีหลัง ทั้งที่แต่ก่อนไม่เคยยุ่งเกี่ยวกัน เธอคงให้เลขบัญชีนักฆ่าไปและโกหกว่าเป็นเลขบัญชีตัวเอง จินซานที่ไม่รู้เลยโอนเงินตามที่เธอขอทุกอย่าง ที่นี่ก็ลงล็อกว่าทำไมเขาถึงโอนเงินเข้าบัญชีนักฆ่าได้ และทำไมถึงต้องบินไปอังกฤษบ่อยๆ ที่เหลือก็แค่สืบหาครอบครัวเขาที่อังกฤษ และดูว่าผู้หญิงคนนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหยี่ยวขาวของเราไหม... ถ้าใช่ ทุกอย่างก็ปิดประเด็น”
“แล้วที่หยาง จินซานไม่ยอมบอกความจริงแม้จะถูกขู่ฆ่า มันเป็นไปได้ไหมว่าครอบครัวฝั่งอังกฤษของเขาก็น่าจะถูกจับเป็นตัวประกันเหมือนกัน”
“หรือไม่ก็กลัวว่าหลานเซ่อจะจัดการกับครอบครัวตัวเองฝั่งนั้นก่อน เพราะพวกมาเฟียคงไว้ใจไม่ได้ในสายตาคนทั่วไป” นาคต่อข้อสันนิษฐานให้ และรู้ทันทีว่าที่หลานเซ่อยังเดาเรื่องนี้ไม่ถูก ไม่ใช่เพราะเขาคิดไม่ถึง แต่เพราะว่าเขาคิดลึกเกินไปต่างหาก หลานเซ่อน่าจะคิดในฐานะคนเป็นผู้นำหรือนักธุรกิจ ว่าอาจมีเบื้องลึกเบื้องหลังที่ซับซ้อนในเชิงผลประโยชน์มหาศาลที่เกี่ยวข้องกับหลายฝ่ายของจินซาน แต่ดันลืมคิดในฐานะผู้ชายคนหนึ่งว่า บางครั้งเรื่องที่เป็นน้ำท่วมปากจริงๆ ของคนเป็นผู้ชาย อาจเป็นแค่เรื่องที่เข้าใจง่ายที่สุด แต่พูดยากที่สุดก็เป็นได้
“ยังไงเราก็ต้องส่งข้อมูลนี้ให้หลานเซ่อรู้... แต่จะทำยังไงนี่สิ” นาคต้องเอ่ยถามกับตัวเองใหม่ เมื่อยามนี้เธอไปหาเขาไม่ได้ และถ้าให้ต้าห่ายไปให้ ก็คงแย่กว่าเดิม เพราะชายหนุ่มอาจถูกยิงทิ้งก่อนได้พูดอะไร หากอยู่ๆ จะขอพบหลานเซ่อแบบนั้น... แล้วตอนนี้มันจะเหลือใครที่เธอสามารถพบได้ และฝากข้อความไปให้มาเฟียหนุ่มถึงมืออย่างไม่มีปัญหาใดๆ ล่ะ
“แดนนี่ ทาร์เปีย” อยู่ๆ ชื่อเพื่อนต่างชาติก็ถูกเอ่ยจากคนบนเตียง ทำให้นาคต้องหันกลับไปเลิกคิ้วมองเขา ก่อนชายหนุ่มจะเอ่ยขึ้นต่อทันใด “ผมได้ข่าวว่าแดนนี่ ทาร์เปียมาฮ่องกง”
เพียงเท่านั้นคำถามสุดท้ายที่ถามกับตัวเองก็เหมือนจะได้รับคำตอบทันที
********************
ท่านประธานใหญ่แห่งฉายหงกรุ๊ปต้องแอบกุมขมับนิดๆ เมื่อได้ยินโอเปอร์เรเตอร์ชั้นล่างรายงานขึ้นมาว่าแดนนี่ ทาร์เปียขอเข้าพบเขา ซ้ำไม่รอให้เขาไล่ ชายหนุ่มลูกครึ่งคิวบาอเมริกันกลับเดินขึ้นลิฟต์มาหน้าตาเฉยโดยไม่ฟังเสียงพนักงานชั้นล่างปราม ซึ่งแน่นอนว่าลูกน้องเขาก็ไม่กล้าทำอะไรเจ้านี่ด้วย เพราะรู้ดีว่าแดนเป็นลูกชายของหุ้นส่วนสำคัญ เลยทำได้แค่ปล่อยให้มันทำอะไรตามใจชอบ
นี่ถ้าไม่ถือว่าแดนเป็นลูกชายของหุ้นส่วนสำคัญ รวมถึงเคยช่วยเหลือกันมา แล้วเจ้าคนอ่อนวัยกว่านี่เป็นเพื่อนสนิทที่สุดของนาคแล้วล่ะก็ เขาคงได้ฆ่ามันทิ้งไปหลายครั้งแล้ว
และไม่ถึงสิบนาทีดี ร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มลูกครึ่งคิวบาอเมริกันก็มายืนเคาะประตูหน้าห้องของเขาสองสามที และไม่รอให้เจ้าของห้องอนุญาต แต่กลับเดินตัวปลิวเข้ามา ก่อนหันซ้ายหันขวาหาใครสักคนโดยไม่ได้สนใจเจ้าของห้องที่นั่งหน้าตึงอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่กับกองงานมากมาย และไม่นานใบหน้าคมเข้มแต่ติดจะขี้เล่นของแดนก็หันมาถามเจ้าของห้องง่ายๆ ว่า “แม่สาวน้อยตุ๊กตาอยู่ไหนซะล่ะ”
“เรียน” หลานเซ่อตอบห้วน
“งั้นก็ดีเลย” แดนว่าพร้อมเหยียดยิ้มให้เจ้าของห้องที่มีสีหน้าตรงข้ามกับเขาโดยสิ้นเชิง ก่อนเดินมาหยุดอยู่หน้าโต๊ะตัวใหญ่ ขณะเอ่ยทีเล่นทีจริงว่า “ฉันว่าวันนี้นายอยากเจอหน้าฉันมากที่สุดในโลกเลยล่ะ”
จบคำร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มลูกครึ่งคิวบาอเมริกันก็ทิ้งตัวนั่งบนเก้าอี้บุนวมหน้าโต๊ะทำงานของหลานเซ่อด้วยใบหน้ายิ้มกริ่ม โดยไม่สนว่าคำพูดตนเมื่อกี้ มันทำให้มาเฟียเบื้องหน้าต้องควบคุมอารมณ์นับหนึ่งถึงสิบในใจ
ทำไมเขาต้องอยากเจอหน้ามันด้วย!
“มีธุระอะไรก็รีบว่ามา” เสียงเฉียบดุจำต้องเข้าประเด็นให้คนที่เหมือนจงใจมาหาเรื่องเขาถึงที่
แดนเงียบไปหลายอึดใจด้วยใบหน้าคมก็ยังคงเหยียดรอยยิ้มมีเลศนัยส่งให้มาเฟียทรงอิทธิพลตรงหน้าไม่เปลี่ยน จนคนถูกมองต้องระบายลมหายใจอย่างเบื่อหน่าย และเตรียมลุกจากเก้าอี้หนังสีดำของตนอย่างเหลืออดกับการต้องทนคนให้อ่อนวัยกว่ามานั่งกวนอารมณ์เขา... เวลานี้เรื่องของนาคที่ยังเอาตัวคืนมาไม่ได้ มันก็ทำให้ความอดทนของเขาร่อยหรอเต็มทนอยู่แล้ว ดังนั้นอย่าให้มันต้องมาหมดลงเพราะเจ้าคนตรงหน้าเลย
หากก่อนที่ร่างสูงสง่าของหลานเซ่อจะได้ลุกหนีไป เสียงจากแดนก็เอ่ยขึ้นขัดการกระทำซะก่อน
“เฮ้ รู้ไหม เมื่อวานมีเด็กส่งของ มาส่งของให้ฉันที่โรงแรมด้วย”
นัยน์ตาสีอ่อนคมกริบดุๆ เพียงปรายมองคนพูดราวเป็นคำถามไม่พอใจว่า ‘แล้วเรื่องที่พูดมามันเกี่ยวกับเขายังไง’
ซึ่งแดนก็ให้คำตอบหน้าระรื่นต่อว่า “แล้วดูเหมือนคนที่ฝากของมาส่งให้เมื่อวานจะระบุชื่อว่า... หลิน หย่งไท่... ชื่อคุ้นๆ เนาะ”
ครั้งนี้มาเฟียหนุ่มตวัดใบหน้ากลับไปจับจ้องชายหนุ่มลูกครึ่งคิวบาอเมริกันทันใดกับชื่อที่ได้ยิน นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนเปิดกว้าง ราวเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งในสิ่งที่ตนได้ยิน ก่อนถามเสียงเครียดขึ้งเน้นหนักว่า “ว่าไงนะ!”
และเขาก็เห็นว่าแดนหยิบภาพถ่ายใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสิ้อแจ็กเก็ตหนังของตน พลางเลื่อนมันมาวางบนโต๊ะเบื้องหน้า พร้อมคำพูดอย่างสนุกสนานไม่เปลี่ยนว่า “ฉันว่า ‘เงา’ ของนายเนี่ย ก็ยังทำหน้าที่ได้ดีเสมอจริงๆ นั่นแหละ”
หลานเซ่อกลับมานั่งลงบนเก้าอี้ทำงานของตนอีกครั้ง แต่ก่อนจะก้มมองสิ่งที่คนอ่อนวัยกว่ายื่นให้ เสียงเย็นชากลับเอ่ยถามขึ้นแทน “นายเจอเด็กนั่น”
จากแววตาและน้ำเสียงพอจะเดาออกเลยว่าเจ้าพ่อหนุ่มคงไม่สบอารมณ์ที่เขากลายเป็นตัวเลือกแรกที่นาคมาหาก่อนอีกแล้ว หากเวลานี้เขาไม่ค่อยอยากหาเรื่องอะไรนัก เลยเลือกจะตอบตรงๆ “เปล่า... ยัยนั่นไม่ได้มาหาฉัน ฉันว่านาคคงยังคิดสั้นไม่พอ จนมาหาคนที่ตัวเองรู้จักดีง่ายๆ ตอนนี้หรอก” เว้นช่วงคำพูดไปนิด และว่าขึ้นใหม่ “แต่ฝากคนอื่นมา... คนอื่นที่ยัยนั่นอาศัยอยู่ด้วยตอนนี้...” แดนจงใจเงียบ ให้คนที่รอฟังคำตอบมุ่นหัวคิ้วของตนเล็กน้อย พลางย้ำคำให้ชัดขึ้นกับคำพูดต่อมาว่า “เป็นผู้ชายด้วย” เมื่อกี้ที่บอกว่าจะไม่หาเรื่องน่ะ... เขาล้อเล่น
“ใคร!”
ได้ผลชะงักงัน เมื่อคำถามเสียงเย็นเฉียบจับขั้วหัวใจจากมาเฟียตรงหน้าส่งมากดดันคนเริ่มเรื่องทันที... รู้สึกพายุหิมะของท่านประธานแห่งฉายหงกรุ๊ปจะยังหนาวเยือกเหมือนเดิม ซ้ำจะเพิ่มดีกรีขึ้นอีกหลายเท่าด้วยซ้ำกับเรื่องนี้
“ฉันบอกนาย นายก็เตลิดไปหานาคน่ะสิ... เรื่องอะไร” คนอ่อนวัยกว่าลอยหน้าลอยตาตอบ แม้สายตาคมกริบที่จ้องมาจะแทบกินเลือดกินเนื้อเขาได้อยู่แล้ว เพราะที่ไม่คิดจะบอกว่านาคพักอยู่กับใครยามนี้ เนื่องจากห่วงสวัสดิภาพเจ้าเด็กหนุ่มเฉิน ต้าห่ายนั่นมากกว่าเรื่องที่หลานเซ่อจะเตลิดไปหานาคอย่างที่ปากพูด
แดนต้องหันมาชี้ที่รูปเพื่อเปลี่ยนเรื่องแทน พลางว่า “ฉันว่าเรื่องนี้สำคัญกว่านาคจะพักอยู่กับใครเยอะ”
หลานเซ่อจำต้องกลับมาสนใจรูปถ่ายที่แดนส่งมาให้ ก่อนเขาจะเห็นว่าในภาพนั้นเป็นภาพถ่ายของผนังห้องห้องหนึ่ง ซึ่งบนผนังสีเขียวอ่อนมีการเขียนลวดลายต่างๆ ดูยุ่งเหยิง แต่เมื่อเพ่งพินิจดีๆ เขาจึงรู้ว่ามันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสองเดือนที่ผ่านมา ซึ่งถูกวาดเป็นสัญลักษณ์ต่างๆ ขึ้นมาแทน มันดูยากนิดหน่อย แต่เขาที่ผ่านเรื่องนี้มาโดยตรงก็ทำให้เข้าใจสิ่งที่เธอเขียนบนผนังได้ไม่ยาก
“เด็กนั่นเขียนมันทั้งหมดแล้วถ่ายรูปนี่มา?” หลานเซ่อปรายตาขึ้นมองคนตรงหน้าใหม่เมื่อดูรูปในมือเสร็จ
“ใช่... แม่นั้นเดาเรื่องได้ยังกับจับวาง ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ด้วยแท้ๆ ไม่ได้รู้ข้อมูลการสอบปากคำหยาง จินซาน แต่กลับเดาออกว่าเขาไม่ยอมพูดเรื่องอะไร แถมยังได้คำตอบของกุญแจสำคัญในเรื่องนี้มาบอกเราด้วย” แดนว่าด้วยแววตาที่จริงจังขึ้น ขณะเหลือบมองภาพในมือเรียวแข็งแรงของหลานเซ่อ และอดชมหญิงสาวไม่ได้ เพราะดูเหมือนสี่ปีที่เธอกลับไปใช้ชีวิตปกติเหมือนคนทั่วไปจะไม่ได้ทำให้สัญชาตญาณของเธอถดถอยลงเลย ซ้ำยังจะดีขึ้นด้วยซ้ำ... เจ้าหล่อนยังเป็น CUBIC ได้อย่างสมบูรณ์แบบไม่เปลี่ยน
“หยาง จินซานมีชู้...” หลานเซ่อหรี่นัยน์ตาคิดตาม และยอมรับว่าตลอดเวลาเขาไม่ได้คิดถึงเรื่องจุกจิกพรรค์นี้เลย เพราะครอบครัวหยางดูสมบูรณ์พร้อม ไม่มีใครถูกจับไปเป็นตัวประกัน ทุกคนอยู่กันครบ มีความสุขดีทุกอย่าง เขาเลยมุ่งไปเรื่องที่ศัตรูตัวจริงอาจเป็นคู่ค้าสักรายที่สามารถให้ผลประโยชน์หรือทำลายผลประโยชน์ของจินซานได้มหาศาล โดยลืมนึกไปว่า บางทีศัตรูตัวจริงอาจไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับธุรกิจของจินซานแม้แต่น้อย แต่ใช้ความสัมพันธ์ด้านอื่นในการควบคุมเขาที่นอกเหนือจากครอบครัวที่เห็น... เป็นหญิงสาวนอกสมรสหรือการมีชู้แบบนี้
ดูเหมือนการคิดนอกกรอบของ CUBIC ของเขา จะช่วยอะไรหลายๆ อย่างได้อีกครั้ง
และหลานเซ่อต้องมองรูปในมือเพื่ออ่านข้อความที่นาคส่งมาให้ว่ามันมีอะไรบ้าง เขาต้องแกะสัญลักษณ์ของเธอนิดหน่อยเพื่อจะได้เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดในภาพได้ ก่อนจะอดทึ่งอีกครั้งไม่ได้ว่านาคเดาเรื่องวิธีการการสืบหาตัวคนจ้างนักฆ่าของเขาได้อย่างแม่นยำเกินเก้าสิบเปอร์เซ็นต์
“งั้นต่อไปก็คงต้องไปหาคำตอบจากจินซานต่อ... คิดว่าครั้งนี้คงยอมเปิดปากแล้ว ถ้ามีข้อเสนอที่ตรงจุดประสงค์” แดนแสดงความเห็นเพิ่มเติม
และนั่นเป็นสิ่งที่มาเฟียหนุ่มไม่จำเป็นต้องให้ใครออกความคิด เขาก็จะทำอยู่แล้ว หากก็ต้องเกิดข้อสะกิดใจกับบางสิ่งในภาพ เมื่อเห็นว่าบนมุมขวาของฝาผนังที่นาคเขียนไว้มีตัว K อยู่ แต่ไม่ได้ถูกขีดเชื่อมต่อกับสิ่งใดเลย นั่นทำให้หลานเซ่อต้องตั้งคำถามกับคนอีกคนในห้องอย่างเสียไม่ได้ว่า
“ตัว K นี่คืออะไร”
“คาเว่นคอร์ปอเรชั่น บริษัทต่างชาติจากอังกฤษที่มาลงทุนเปิดห้างสรรพสินค้าคาเว่นอีกสาขาในฮ่องกง เมื่อสองปีก่อน” แดนตอบตามข้อมูลที่ต้าห่ายบอกเขามาเมื่อตนสงสัยในจุดเดียวกันกับหลานเซ่อไปแล้วเช่นกัน
“แล้วมันมาเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้” มาเฟียหนุ่มต้องมุ่นหัวคิ้วขึ้นเล็กน้อย เมื่อคิดแล้วว่าฉายหงกรุ๊ปหรือตัวเขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทต่างชาตินี่เลย
แดนเอนหลังไปพิงเบาะเก้าอี้ด้วยท่าทางสบายๆ ก่อนตอบ “รู้สึกฮีโร่ของเราที่ไปช่วยผู้หญิงของนายออกมา จะฝากมาบอกว่าที่ที่หยาง ไป๋ซิงโดนอุ้มไป... คือโกดังท่าเรือของเหยี่ยวขาวตัวนี้”
หลานเซ่อหรี่นัยน์ตาลงอย่างเหี้ยมเกรียมกับสิ่งที่รับรู้ยามมองสัญลักษณ์ตัว K ในภาพ พลางว่าขึ้นกับตนเองด้วยน้ำเสียงเฉียบเย็น และถ้อยคำเหยียดหยามชัดเจน “จะบอกว่ามีนักธุระกิจมือสะอาด อยากเล่มเกมมืดกับมาเฟียงั้นสิ”
****************************
“ตอนนี้ห้างคาเว่นของเรากำลังเป็นที่สนใจอย่างมาก การเปิดตลาดในเอเชียโดยเริ่มจากฮ่องกงที่เป็นศูนย์กลางการชอปปิ้ง ทำให้มั่นใจขึ้นว่าตอนนี้รากฐานของเราแข็งแรงพอจะขยายสาขาเพิ่มในแผ่นดินใหญ่ และอาจรวมถึงประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงอีกสองสามประเทศ อย่างสิงคโปร์ หรือฟิลิปปินส์ ซึ่งเมื่อผมเห็นความแข็งแกร่งของคาเว่นคอร์ปอเรชั่นครั้งนี้ ทำให้ตัวเองเกิดประกายความคิดหนึ่งที่จะส่งเสริมให้บริษัทของเราพัฒนา...”
“ผมอยากได้เนื้อๆ ไม่เอาน้ำคุณซุน” เสียงทุ้มเข้มจากชายหนุ่มชาวตะวันตกตรงหัวโต๊ะประชุมตัวใหญ่ที่บอกถึง ตำแหน่งประธานบริษัทกล่าวแทรกถ้อยคำพรรณาของหัวหน้าฝ่ายการตลาดของห้างคาเว่นสาขาฮ่องกงของตนอย่างเฉียบขาด เมื่อขี้เกียจฟังคำสรรเสริญยาวเหยียดเพื่อเอาใจเขา เพราะอยากเสนอโปรเจคของตนให้ผ่าน พร้อมรับเงินงบประมาณที่เขาจะเซ็นอนุมัติให้
ชายวัยกลางคนชาวฮ่องกงต้องแอบลอบกลืนน้ำลายเล็กน้อยกับคนตรงหน้า ที่ไม่รู้ว่าทำไมช่วงนี้ถึงลงมาดูธุรกิจที่ฮ่องกงด้วยตัวเอง ทั้งที่ปกติไม่ค่อยชอบออกจากอังกฤษ แต่หากความหนุ่มแน่นไฟแรง ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเดินทางมาดูงานด้วยตัวเองในทุกสาขา เมื่อเดนิส เจมส์ ค่าเว่น คือซีอีโอแห่งคาเว่นคอร์ปอเรชั่นวัยสามสิบสองปี เป็นชายหนุ่มที่มารับช่วงธุรกิจต่อจากพ่อของตน โดยไม่เคยทำให้ใครผิดหวังหลังจากขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน แถมยังจะเคร่งครัดมากกว่าท่านประธานคนเก่าเสียด้วยซ้ำ จนพนักงานหลายคนเข้าหน้าเขาไม่ค่อยติด
แต่ด้วยรูปลักษณ์ที่แสนหล่อเหลาเกินคนธรรมดาราวเทพบุตรกรีก ไม่ว่าจะเรือนผมสีทองสว่าง นัยน์ตาสีฟ้าคมกริบดุจเหยี่ยว หรือโครงหน้าคมเข้มจนสะกดสายตา รวมทั้งรูปร่างสูงใหญ่ ผ่าเผยสง่างาม ก็ทำให้สาวๆ ทั้งบริษัทหลงใหลได้ปลื้มได้ไม่ยากเย็น ความจริงชายหนุ่มชาวอังกฤษคนนี้ไม่ใช่คนที่เย็นชาจนเข้าถึงตัวไม่ได้ แต่เพียงแค่ช่วงนี้เขาดูหงุดหงิดอยู่ตลอดเวลา ทำให้รู้สึกว่าใบหน้าหล่อเหลา และถ้อยคำต่างๆ ที่เอ่ยออกมาค่อนข้างเชือดเฉือนเสมอ
ซึ่งคนที่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายการตลาดสาขาฮ่องกงก็ต้องรีบเอ่ยเข้าเรื่อง หากยังไม่ได้พูดอะไร เสียงเคาะประตูกระจกที่นอกห้องประชุมใหญ่ก็ดังขึ้น ก่อนชายคนหนึ่งจะโผล่ใบหน้าเข้ามาในห้องพลางกล่าวอย่างสุภาพว่า
“คุณคาเว่นครับ คุณเจี่ยงขอเข้าพบครับ”
การมีคนมาขอเข้าพบระหว่างการประชุมคือเรื่องที่เสียมารยาทอย่างร้ายกาจ จนคนเข้ามาแทรกควรถูกไล่ออก หากแต่ร่างสูงใหญ่ของท่านประธานบริษัทกลับลุกขึ้นยืน และเอ่ยขอตัวเล็กน้อยก่อนเดินออกไปอย่างง่ายดาย
และเดนิส คาเว่นต้องเดินกลับมายังห้องของตน ก่อนเปิดประตูเข้าไปภายในห้องประธานบริษัทแสนหรูหรา เพื่อพบว่ามีร่างในสูทสีเข้มของชายสูงวัยคนหนึ่งยืนรอเขาอยู่กลางห้องก่อนแล้ว และไม่ต้องเอ่ยทักอะไรมาก ร่างสูงสง่าก็เป็นฝ่ายเอ่ยถามเป็นภาษาอังกฤษขึ้นก่อน
“ได้เรื่องยังไงบ้าง” ว่าพร้อมเดินไปนั่งไขว่ห้างบนเก้าอี้ทำงานตัวใหญ่ของตน ก่อนปรายนัยน์ตาสีฟ้าคู่สวยมองคู่สนทนาเพื่อรอฟังคำตอบ
“ต้องขออภัยด้วยครับคุณคาเว่น เราเจอแต่รถที่ถูกขโมยไปจอดทิ้งไว้ในตรอก แต่ไม่เจอหลักฐานอะไรเลยว่าคนที่มาช่วยหยาง ไป๋ซิงเป็นใคร”
เดนิสต้องลอบระบายลมหายใจกับคำรายงานนั่น เขาเองตอนที่มองตามรถยุโรปสีดำในคืนที่มีคนขโมยตัวหญิงสาวที่หมายตาไว้ ก็เห็นเพียงใครสักคนขึ้นมานั่งประจำตำแหน่งคนขับหลังจากถอยรถที่มีร่างบางอยู่ออกมาได้ระยะหนึ่ง แต่เพราะแสงไฟหน้ารวมถึงความห่าง และเจ้าคนๆ นั้นดันใส่หมวกปิดบังใบหน้าไปครึ่งหนึ่ง เลยทำให้สรุปไม่ได้ว่าเป็นใคร แถมดูไม่ออกด้วยซ้ำว่าเป็นหญิงหรือชาย
“เอาเถอะ ยังไงก็คงไม่ใช่คนของหลิน หลานเซ่อ ไม่อย่างงั้นคงไม่มาช่วยด้วยตัวเอง คนเดียวแบบนั้น”
แต่ถึงจะบอกว่าไม่เป็นอะไร แต่พอคิดถึงเจ้าฮีโร่ปริศนาที่พาหญิงสาวหนีหายไปได้ต่อหน้าต่อตา ก็อดจะกรุ่นโกรธในอารมณ์จนต้องกำมือสองข้างน้อยๆ อย่างแค้นเคืองไม่ได้... อยากรู้จริงๆ ว่ามันเป็นใครถึงได้อาจหาญมาลองดีกับเขาถึงขนาดนั้น ทั้งลุยเดี่ยวเข้ามากลางวงล้อมคนเป็นสิบ แถมยังหนีรอดไปได้ด้วยแค่กระป๋องโค้กไม่กี่กะป๋องกับขวดลิตรพลาสติกสองขวด... นี่มันยิ่งกว่าหยามหน้ากันซะอีก
คนสูงวัยที่ยืนอยู่สังเกตสีหน้าของชายหนุ่มต่างชาติเล็กน้อย และอดจะกล่าวขึ้นใหม่ด้วยถ้อยคำที่ฟังลำบากใจไม่ได้ “ผมว่าเรายุติเรื่องนี้แค่นี้ดีไหมครับท่าน เพราะเรื่องนักฆ่าที่จ้างไว้ก็ไม่ได้ข่าวอะไรเลยมาสองเดือนแล้ว ซ้ำหลานเซ่อก็ยังไม่ตาม แถมครั้งนี้ยังมีคนตามมาช่วยหยาง ไป๋ซิงไปได้อีก... ผมว่าเราไม่ควรเอาตัวไปยุ่งเกี่ยวกับพวกมาเฟียมากกว่านี้ ที่สำคัญพวกคุณสองคนก็เป็นญา...”
“ฉันไม่สนว่าพวกมันจะเป็นมาเฟีย หรือเกี่ยวข้องอะไรกับฉันรึเปล่า... แค่หลิน หลานเซ่อคนเดียวที่ฉันต้องจัดการให้ได้” เดนิสหันมาว่าเสียงกร้าวอย่างไม่สบอารมณ์รุนแรง เมื่อเจอข้อเสนอของคนสูงวัยกว่าตรงหน้า ท่าทางนิ่งเฉยดูฉุนเฉียวขึ้นกะทันหัน และเอ่ยต่อห้วน “ส่วนเรื่องนักฆ่า ถ้าพลาดให้หลานเซ่อรอดได้แบบนี้ ก็คงหาที่กบดานซ่อนตัวอยู่ มันไม่สมควรติดต่อเราให้เสียเรื่อง... หรือต่อให้หลานเซ่อฆ่าตายไปแล้วจริงๆ ก็ไม่ใช่ปัญหาของเรา หลักฐานทั้งหมดมันชี้ไปที่หยาง จินซานอยู่แล้ว”
“แต่ผู้หญิงที่เราฆ่าได้สำเร็จที่อังกฤษเมื่อสองเดือนก่อน เหมือนจะไม่ได้สร้างผลกระทบอะไรกับหลิน หลานเช่อเลยนะครับ เขาไม่เห็นแสดงท่าทีอะไรกับการตายของเธอแม้แต่นิดเดียว ซ้ำยังยกผู้หญิงคนอื่นขึ้นมาเป็นผู้หญิงของตัวเองแทน เด็กผู้หญิงที่อังกฤษคนนั้นความจริงอาจไม่ใช่คนรักของหลิน หลานเซ่อก็ได้” ชายแก่หยุดคำพูดตนไปนิด และกล่าวถึงข้อเท็จจริงที่เป็นปริศนาสำหรับพวกเขามาตลอดด้วยว่า “แล้วที่ผมสงสัยคือผู้หญิงคนนั้นชื่อหลิน หย่งไท่ หรือเป็นคนไทยที่ชื่อฤทัยนาคกันแน่ เพราะต่อให้เธอเป็นคนรักกับหลิน หลานเซ่อจริง แต่ผมก็ไม่คิดว่าเขาจะต้องปลอมประวัติให้เธอตายแล้วพามาอยู่อังกฤษให้ยุ่งยากขนาดนี้ แถมพอเธอตายจริงๆ เขาก็ไม่แสดงท่าทางอะไรเลย... ผมกลัวว่าในวงการแบบนี้มันจะมีเบื้องลึกเบื้องหลังมากกว่าที่เราคิดนะครับคุณคาเว่น”
ใช่... นั่นแหละที่ท่านประธานบริษัทคาเว่นคอร์ปอเรชั่นคนนี้ยังไม่อาจหาคำตอบได้ว่า หญิงสาวที่ถูกฆ่าตายไปเมื่อสองเดือนที่แล้วเป็นใครกันแน่ ระหว่างสาวฮ่องกงชื่อหลิน หย่งไท่ หรือเด็กสาวชาวไทยที่ชื่อฤทัยนาค... มันกลายเป็นเรื่องปริศนามากที่สุดในเวลานี้
และความสงสัยนี่ มันก็เกิดขึ้นเพราะนักฆ่าที่จ้างไว้ดันรายงานเข้ามาว่า นอกเหนือจากหญิงสาวชาวฮ่องกงที่ชื่อหลิน หย่งไท่ที่อาศัยอยู่ในคฤหาสน์คาเว่นแล้ว ก็ยังมีอีกหนึ่งสิ่งที่อาศัยประจำอยู่ที่นั่นด้วยเช่นกัน... นั่นคือหลุมศพของคนที่ชื่อฤทัยนาค... ซึ่งมันกลายเป็นเหตุ ให้พวกเขากลับไปตั้งข้อสงสัยว่าหลานเซ่อเอาศพใครมาฝังไว้ที่นี่ จนต้องเริ่มสืบเรื่องของเด็กสาวที่ตายไปแล้วคนนี้ว่ามีความสำคัญอย่างไรกับเจ้าพ่อมาเฟียหนุ่ม จนเขายอมให้มีหลุมฝังศพเธออยู่ในสวนหลังบ้าน แถมยังตกแต่งสุสานอย่างสวยงาม
และทุกอย่างเหมือนเรื่องตลกร้าย เมื่อรูปถ่ายของฤทัยนาคที่พวกเขาพยายามไปสืบหามา กลับมีใบหน้าที่เรียกได้ว่าเหมือนจนแทบเป็นคนคนเดียวกันกับหลิน หย่งไท่ที่อยู่ในอังกฤษคนปัจจุบัน
นั่นเลยทำให้สันนิษฐานได้ว่า ถ้าผู้หญิงสองคนนี้เป็นคนคนเดียวกันจริง นั้นก็แสดงว่าหลานเซ่อปลอมประวัติให้เธอใหม่ทั้งหมดเพื่อจุดประสงค์อะไรสักอย่าง... ซึ่งเป็นจุดประสงค์ที่ยังดำมืดสำหรับพวกเขาอยู่
แต่จะให้เชื่อว่าเพราะเป็นคนรักนั้น เดนีสก็ยังไม่อาจปักใจได้ เพราะตอนเห็นภาพหลิน หย่งไท่ครั้งแรก เขายังไม่เชื่อเลยว่าเธอจะเป็นคนรักของหลานเซ่อ เมื่อเธอดูช่างแสนธรรมดา ทั้งหน้าตา รูปร่าง ไม่มีเสน่ห์อะไรตรงไหนที่ผู้ชายระดับมาเฟียอันดับหนึ่งของฮ่องกงทีมีตัวเลือกเป็นร้อยเป็นพันจะมาสนใจได้ ดีไม่ดีแม้แต่ผู้ชายธรรมดายังไม่ชายตาแลด้วยซ้ำ
แต่ที่เลือกจะจัดการเธอก่อน เพราะเธอถือเป็นคนที่ใกล้ตัวหลานเซ่อที่สุด แถมเจ้าหล่อนไม่ได้ดูมีค่าอะไรที่เขาจะต้องเก็บไว้เพื่อมาต่อรองกับมาเฟียหนุ่ม ยิ่งเมื่อเธอตาย และเขาเห็นปฏิกิริยาของหลานเซ่อที่ผ่านมาสองเดือน ก็ดูเหมือนจะเป็นคำตอบที่ดีว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่คนรักของเขาจริงๆ... อาจมีเหตุผลอื่นที่หลานเซ่อเก็บตัวเจ้าหล่อนไว้ที่อังกฤษ เธออาจมีอะไรสักอย่างที่สำคัญ ทำให้หลานเซ่อกำจัดเธอด้วยมือตัวเองไม่ได้ เขาเลยต้องเอามาซ่อนไว้ พอเธอตายเลยไม่ได้แสดงเยื่อใยใดๆ ให้เห็น
หยาง ไป๋ซิงสิที่ดูมีค่าสำหรับเรื่องนี้ สาวไต้หวันแสนสวยจนสะกดตานั่นต่างหากที่ดูเหมาะสมกับการเป็นผู้หญิงของมาเฟียทรงอิทธิพลที่ชื่อหลิน หลานเซ่อจริงๆ จนเขาเองยังอยากขโมยมาเป็นของของตน และใช้ประโยชน์จากเธอ ในการกำจัดหลานเซ่อ... หญิงสาวที่ชื่อหย่งไท่ หรืออาจเป็นคนๆ เดียวกับฤทัยนาคดูไม่มีค่าอะไรเลยแม้แต่นิดเดียวด้วยซ้ำ
หากความคิดของเดนิสต้องชะงักลง เมื่อจู่ๆ คนในห้องอีกคนก็เปรยขึ้นมาว่า “คุณคาเว่นรู้จัก... ‘เงา’ ไหมครับ”
ชายหนุ่มชาวอังกฤษต้องย่นหัวคิ้วเรียวเข้มของตนทันใดกับคำถามนั่น... ซึ่งแน่นอนว่าเขาที่ไม่ได้อยู่ในวงการมืด และไม่ได้รู้เรื่องที่เกิดขึ้นกับฉายหงกรุ๊ปเมื่อสี่ปีก่อนนั้น ทำให้เขาต้องถามกลับเสียงเรียบ “มันคืออะไร”
“ผมก็ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางมาก แต่เขาว่ากันว่ามันเป็นตำแหน่งของคนเบื้องหลังในฉายหงกรุ๊ป ที่จะไม่แสดงตัวออกมาให้รู้ว่าเป็นใคร บ้างว่า ‘เงา’ คือไพ่ตายของฉายหงกรุ๊ป แถมคนที่เคยอยู่ในตำแหน่ง ‘เงา’ ตอนรุ่นของพ่อหลิน หลานเซ่อขึ้นชื่อได้ว่าเป็นสุดยอดอัจฉริยะที่สามารถทำให้รากฐานและโครงสร้างของฉายหงกรุ๊ปไม่มีวันล่มสลาย และช่วยงานผู้นำของฉายหงกรุ๊ปยามเมื่อถึงจุดอับให้ผ่านพ้นได้เสมอ... แม้แต่รุ่นของหลานเซ่อเองก็เห็นว่า ‘เงา’ คนใหม่สร้างผลงานไว้ไม่น้อยเลย... คือผมกลัวว่าถ้าข่าวลือนี้เป็นจริง และมีคนอยู่ในตำแหน่ง ’เงา’ จริงๆ มันอาจจะไม่ค่อยเป็นผลดีกับ...”
“แล้วจากที่เห็นสองเดือนมานี่ มันน่าจะมีไอ้ตำแหน่งนี้อยู่จริงรึเปล่า” คำสวนเรียบเฉยของคนตำแหน่งสูงกว่าครั้งนี้ทำให้ชายแก่จำต้องหยุดความคิดเหล่านั้นลง เพราะเท่าที่เห็นสองเดือนที่ผ่านมา ฉายหงกรุ๊ปไม่มีการเคลื่อนไหวอะไร นอกจากเต้นตามแผนที่พวกเขาวางไว้... จะมีผิดพลาดก็เมื่อสองคืนก่อนที่ลักตัวไป๋ซิงมาแล้วมีคนมาช่วยได้ แต่จากที่เห็นก็ไม่น่าจะเป็นคนของฉายหงกรุ๊ปอยู่ดี
และเพราะแบบนั้น เลยทำให้ชายหนุ่มชาวอังกฤษต้องกลับมาทบทวนเรื่องนี้อีกครั้ง... เจ้าคนที่ช่วยนั่นเป็นใครกัน ทำไมถึงมาช่วยหญิงสาวชาวไต้หวันได้ทันท่วงที... เป็นแค่พลเมืองดีที่ทนเห็นหญิงสาวเดือดร้อนไม่ได้ หรือเป็นแค่คนบ้าที่จุ้นไม่เข้าเรื่อง... หรือมีอะไรมากกว่านั้น
ที่สำคัญถึงจะรู้สึกว่าหญิงสาวที่ชื่อหย่งไท่นั้นไม่ได้มีความสำคัญอะไรเลยกับหลานเซ่อ และมีค่าน้อยเกินกว่าที่เขาจะแยแส แต่มันก็ยังมีหลายสิ่งที่เกี่ยวกับเธอที่เขาไม่เข้าใจ... ทั้งที่เขาสรุปไปแล้วว่าหยาง ไป๋ซิงนั้นดูน่าสนใจและมีค่ากับเขามากมายหลายเท่ากว่าผู้หญิงที่ดูธรรมดาๆ คนนี้ ที่ต่อให้ยังมีชีวิตอยู่ เขาก็เลือกจะจัดการทิ้งมากกว่าเก็บไว้ใช้ประโยชน์... หากข้อสงสัยในตัวเธอมันก็ยังท่วมท้นจนคับแน่นในอกไม่หายอยู่ดี
Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone และ Android Phoneเตรียมพบกับ Dek-D Writer App เวอร์ชั่น iPad / Android Tablet เร็วๆนี้ ฟรี!
|