เพียงใจเจ้าเอย (ชุดเพียงดวงใจ)

  • 94% Rating

  • 9 Vote(s)

  • 186,836 Views

  • 1,696 Comments

  • 787 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    3,415

    Overall
    186,836

ตอนที่ 20 : เพียงใจเจ้าเอย บทที่ ๘.๑View : 1021 , Rating : 100% / 7 vote(s)

18 ม.ค. 59

ตอนที่ 20 : เพียงใจเจ้าเอย บทที่ ๘.๑View : 1021 , : 100% / 7 vote(s)

18 ม.ค. 59


ฟ้าหญิงพระองค์เล็กแห่งสิขเรศขยับพระวรกายไปมาอย่างอึดอัดเมื่อรับรู้ถึงแววเนตรดุดันที่จับจ้องมา อากาศภายในท้องพระโรงแท้จริงแล้วเย็นสบายสำหรับพระองค์ แต่ยามนี้กลับทรงรู้สึกอบอ้าวอย่างไม่มีเหตุผล ทรงพยายามประทับนั่งอยู่ในอากัปกิริยาอันสำรวมกระทั่งพระราชพิธีเสร็จสิ้น ฟ้าชายชลธิศธราดลทรงได้รับดอกกุหลาบจากเหล่าข้าราชบริพารจนเต็มอ้อมพระกร ช่วยบดบังสายพระเนตรที่มักจะแลเลยมาทางนี้พอให้ผ่อนคลายไปได้บ้าง

ฟ้าหญิงอุษาวดีทรงรอจนพระบิดา พระมารดา และพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จออก จึงประทับยืน แล้วสาวพระบาทตามไปท้ายขบวน ทรงพระดำเนินตามลาดพระบาทมาได้กลางทาง ก็ผ่อนฝีพระบาทลงเมื่อเห็นจากปลายหางพระเนตรว่า คนหน้าหนวดกำลังเร่งฝีพระบาทมาหา   

พอมาเดินเคียงกัน ก็รับสั่งถามทันที

ตัวคิดดีแล้ว?”

คนถูกถามไม่ได้ตรัสตอบในทันที หากไขว้พระหัตถ์ไว้เบื้องพระปฤษฎางค์ แล้วกวาดสายพระเนตรชื่นชมดอกไม้นานาพันธุ์ที่ถูกนำมาจัดแต่งอย่างเพลิดเพลิน กระทั่งได้ยินเจ้าตัวยุ่งถามอีกครั้ง จึงยอมตอบ

ไว้ค่อยคุยกัน...ที่เงียบๆกว่านี้ ที่นี่คนอยากรู้อยากเห็นมากเกินไป

ทรงเห็นจริงตามนั้น จึงยอมปิดพระโอษฐ์สนิท กระทั่งออกมาหน้าท้องพระโรง คนเดินเคียงก็ทำให้ต้องเปิดพระโอษฐ์อีกครั้ง

ชลน้อยเป็นยังไงบ้าง

สบายดี เราสัญญากับตัวแล้วว่าจะดูแลมัน เราก็ทำตามนั้น เราไม่มีทางผิดสัญญาหรอก

องค์ทิศวัตกับพระชายาบุษบาบัณเสด็จกลับพระตำหนักทันที พระบรมวงศานุวงศ์อื่นๆก็ต่างแยกย้ายกันไป ที่น่าแปลกพระทัยคือ...เหล่านางกำนัลก็แทบจะหายหน้าหายตาไปด้วย ราชองครักษ์หรือทหารเวรก็เหลือเพียงสองสามคน...น้อยกว่าน้อย

ลมเย็นพัดมาวูบหนึ่ง ปกติไม่เคยสะทกสะท้านแต่เพราะย่างเข้าเหมันต์แล้วจึงทำให้รู้สึกหนาวสั่น จนต้องยกพระหัตถ์ลูบพระอังสาที่ไร้อาภรณ์ปกคลุม แต่เพียงครู่เดียวคนที่เดินข้างๆก็คลี่พระภูษาคลุมวางทาบลงไป ความอุ่นจากพระวรกายสูงใหญ่วาบลงไปตลอดพระวรกาย...ที่เข้มข้นรุนแรงที่สุดน่าจะเป็นที่...ดวงหทัย

เราไม่หนาวเท่าไรหรอก ตัวนั่นแหละ ไม่คุ้นกับอากาศที่นี่ คงหนาวกว่า เอาคืนไปเถอะ

ทรงไม่ยอมรับน้ำพระทัยจากคนตัวโต ยื่นพระภูษาคลุมคืนให้ แต่ผู้เป็นเจ้าของกลับส่ายพระพักตร์

คลุมไว้เถอะ เดี๋ยวจะไม่สบาย

โธ่! ไม่สบายอะไร! ตัวก็รู้ว่าเราแข็งแรงจะตาย ตอนเด็กๆเราป่วยนับครั้งได้เลยนะ

แต่ป่วยทีไรก็ไม่ยอมรับพระโอสถสักครั้ง

พอเกริ่นถึงความทรงจำในวันวาน ความรู้สึกอันประดักประเดิดก็เหมือนจะลดน้อยถอยลงจนพระสุรเสียงใสๆเริ่มกลับเป็นฟ้าหญิงองค์น้อยอีกครั้ง ไหนจะยังพระนาสิกย่นๆนั้นอีก ทำให้คนมองมองเพลินจนแทบจับถ้อยรับสั่งของอีกฝ่ายไม่ได้เลย

ตัวยังไม่เคยกินยาที่นมผ่องต้มให้นี่ ขมจะตาย! ลองตัวมากินดูสิ คงหาทางเลี่ยงเหมือนเราน่ะแหละ!”

เจ้าตัวยุ่งพร่ำบ่นนู่นนี่นั่นอีกเล็กน้อย ก่อนจะวกกลับมาเรื่องที่ทรงติดอยู่ในพระทัยมาหลายวัน

ตัวจะแต่งงานกับเราจริงๆน่ะหรือ?”

คำว่าแต่งงานทำให้ฟ้าชายชลได้พระสติ รีบกะพริบพระเนตรหันไปทางอื่น...บังเอิญจริงๆที่ทรงสานสบพระเนตรเข้ากับดวงตาเคร่งขรึมของอัศนัย ความขุ่นข้องพระทัยจึงผุดขึ้นมาอีกระลอก

จริง

ไมต้องมาแต่งกับเรา พี่ๆน้องๆของเราก็มีตั้งหลาย...ยังตรัสไม่ทันจบ คนที่เดินเคียงกันก็โพล่งออกมาด้วยเสียงอันดัง

หม่อมฉันไม่คิดแต่งกับใคร นอกจากพระองค์คนฟังถึงกับสะดุ้ง ตวัดเนตรไปทางคนตัวโตอย่างไม่เข้าพระทัยเท่าไหร่นักว่าทำไมต้องใส่อารมณ์ขนาดนี้

แต่ตัวไม่ได้รักเรา

อย่ารับสั่งว่าหม่อมฉันไม่รัก

ก็มันเรื่องจริง

หม่อมฉันรัก

แต่ก็รักอย่างน้อง นู่น! คนที่ตัวรักจริงๆน่ะ พี่หญิงนู่น!”

ตรัสออกไปแล้ว ก็ต้องรีบกัดพระโอษฐ์เมื่อเห็นรอยสว่างวาบในดวงเนตรสีดำสนิท เห็นท่าไม่ดี เกรงว่าอีกฝ่ายจะกริ้วจึงทรงยอมเปลี่ยนเรื่องคุยไปเสีย

ตัวจะเดินไปส่งเรารึไง ตำหนักตัวอยู่ทางนู้น รับสั่งพลางบุ้ยพระโอษฐ์ไปทางฝั่งตรงข้าม หรือจะไปหาชลน้อย

ในจดหมายทรงเขียนมาว่ามันอ้วนปุกปุย หม่อมฉันอยากเห็น

โธ่ แล้วก็ไม่บอก ถ้าอยากเจอชลน้อยไม่ต้องเสียเวลาเดินไปหรอก เราให้นาราไปอุ้มมันมาให้ก็ได้

ฟ้าชายชลเริ่มขมวดพระขนง ก่อนรีบตรัสเมื่อเห็นเจ้าตัวยุ่งกำลังจะร้องเรียกนางกำนัลคนสนิท

หม่อมฉันอยากเดินดูรอบๆด้วย ไม่รู้ว่ามีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง

ฟ้าหญิงพระองค์เล็กทรงหุบพระโอษฐ์ฉับ จับจ้องพระพักตร์รกเรื้อด้วยไรพระมัสสุของอีกฝ่ายแล้วเลิกพระขนงน้อยๆ คงสงสัยในเหตุผล แต่ก็ไม่ได้ตรัสค้านใดๆ

ไม่มีอะไรเปลี่ยนหรอก เหมือนเดิมนั่นแหละพระองค์ทอดสายพระเนตรไปยังวนอุทยานด้านข้าง ตรัสต่อว่า อืม...ไม่สิ ที่นี่คงไม่สวยเหมือนเดิม เพราะพี่หญิงไม่ได้อยู่เหมือนก่อน

ฟ้าชายชลชะงักฝีพระบาททันควัน ก่อนจะคว้าต้นพระพาหาเนียนนุ่มที่ไร้อาภรณ์ปกคลุม เพียงชั่วขณะพอคนตัวเล็กหันมาก็ทรงปล่อยอย่างรวดเร็ว

หม่อมฉันว่าที่นี่สวย...สวยกว่าเดิม

จริง?”

เมื่อฟ้าชายชลทรงพยักพระพักตร์ยืนยัน คนถามก็ละม้ายหมดความสนพระทัยเพียงเท่านั้น หันไปจับจ้องไรพระมัสสุเขียวตามแนวพระหนุแทน

หนวดน่ะ ไมไม่โกนซะบ้าง

ทรงลูบไรพระมัสสุไปมา ก่อนตรัสตอบด้วยสุรเสียงไม่ใส่พระทัยเท่าไหร่นัก

รีบ...เลยลืม

หา? จะรีบไรขนาดนั้น บ้านเราไม่ได้หนีหายไปไหนสักหน่อย

ไม่ได้กลัวบ้านหายทรงยื่นพระพักตร์เข้ามาใกล้ กระซิบเบาๆชิดริมพระกรรณของคนตัวเล็ก แต่กลัว...คนหาย!

คนฟังหันขวับโดยเร็ว ยังผลให้ปลายพระนาสิกแทบจะชนเข้ากับพระปรางสีเข้มของคนตัวโต ทรงชะงักไปเล็กน้อย รีบถอยห่างรวดเร็ว ไม่ทันระวังจึงเหยียบหินก้อนเล็กๆเข้าจนข้อพระบาทพลิก เกือบจะล้มไม่เป็นท่าแล้ว แต่อ้อมพระกรที่ไม่เคยได้สัมผัสมาหลายปีตวัดรัดบั้นพระองค์ไว้ได้ทัน เมื่อเงยพระพักตร์สบเนตรสีดำสนิท ความร้อนจากที่ใดไม่ทราบก็พุ่งปราดเข้าสู่พระหทัย ก่อนจะวูบวาบไปทั่วทั้งองคาพยพ!

หม่อมฉันเกรงว่าว่าที่พระชายาจะคิดอะไรพิเรนทร์เช่นหนีออกจากวังเพื่อหลบเลี่ยงการอภิเษกทรงยังไม่ยอมปล่อยวรองค์เล็ก พูดให้ถูกคือกอดกระชับเป็นแม่นมั่นราวกับพระองค์เป็นสิ่งล้ำค่าที่ทรงเผลอทำหล่นหายไปนานแสนนาน

หม่อมฉันเลยรีบมาก...รีบจนไม่ได้ดูตัวเองว่าย่ำแย่แค่ไหน

ทรงจ้องลึกเข้าไปในดวงเนตรกลมโต แล้วรับสั่งอย่างกึ่งเล่นกึ่งจริงว่า

หม่อมฉันดูแย่จนทนมองไม่ได้เลยหรือ?”

คนถูกถามกลืนพระเขฬะก่อนจะอ้าพระโอษฐ์ พยายามจะเปล่งเสียง แต่มันกลับติดอยู่ในลำพระศอนานจนเริ่มหงุดหงิด กว่าจะโพล่งบางถ้อยคำออกมาได้บั้นพระองค์ที่เย็นเยียบก็อุ่นจนร้อนเสียแล้ว

มะ...ไม่ได้แย่อะไรหรอก แค่...รกหูรกตา!” ทรงดึงองค์เองออกจากอ้อมพระกรนั้น แล้วทำท่า แลบลิ้นปลิ้นตาเฉกเช่นตอนยังทรงพระเยาว์ เพียงพริบตาก็ทรงถลกฉลองพระองค์วิ่งจากไป โดยไม่ลืมตะโกนบอกว่า

รออยู่ตรงนี้แหละ เดี๋ยวเราอุ้มชลน้อยมาให้

หากเอาเข้าจริง แทนที่จะพาชลน้อยมาหาด้วยองค์เอง กลับทรงส่งนารามาแทน

เจ้าชลน้อยมันตัวโตขึ้นจริงๆ ขนปุกปุยนุ่มพระหัตถ์กว่าแต่ก่อนเยอะ ดูท่าเจ้าของคงเลี้ยงดูปูเสื่อมันเป็นอย่างดี

ไง...ชลน้อย จำเราได้รึเปล่า

เห็นดวงตาแป๋วแหววของมันแล้วก็ทรงสรุปเอาเองว่าจำไม่ได้

เราอุตส่าห์ช่วยเจ้าจากพรานคนนั้นเชียวนา จำไม่ได้แล้วหรือ เมื่อมันครางอืออาในลำคอก็ทรงพระสรวลเบาๆ และคืนมันให้คนตรงหน้า ดูท่ามันจะติดทูลกระหม่อมของเจ้ามาก

มากเพคะ ต้องนอนกอดกันแทบทุกคืน

ประกายเนตรสีนิลกาฬปรากฏรอยเต้นระริกชวนมอง หากก็เพียงครู่เดียวเท่านั้น มันจางหายไปไวพอๆกับยามลมพัดโชยมานั่นล่ะ

ขอบใจมากที่อุ้มเจ้าชลน้อยมาให้เรา เอาไปคืนเจ้าของเถอะ

นาราย่อตัวถวายบังคม สองแขนกอดกระต่ายตัวปุกปุยอย่างระมัดระวัง แต่ยังไม่ทันจะเดินกลับพระตำหนักของฟ้าหญิงอุษาวดี ก็ถูกเรียกเสียก่อน

 อ้อ...รบกวนเจ้าหน่อยได้ไหม ช่วยตามอัศนัยให้หน่อย เราจะไปรอที่ศาลาตรงตำหนักบูรพา

ตรัสเสร็จก็เสด็จจากไปทิ้งให้นารามองตามด้วยความงุนงง

 

ศาลาไม้ทรงกลมที่ทรงเคยมาวิ่งเล่นกับเจ้าตัวยุ่ง บัดนี้ดูทรุดโทรมลงไปมากโข เถาวัลย์ที่เกี่ยวพันห้อยย้อยจากบนหลังคานั้นก็เหมือนจะไม่ได้รับการดูแลเลยแม้แต่น้อยมันจึงรกรุงรังราวกับเป็นศาลาร้าง หญิงวดีก็คงไม่เคยมาที่นี่อีกเลยนับแต่วันที่พระองค์เสด็จกลับบ้าน และ...ความทรงจำในวันวานก็คงจะถูกทิ้งร้างไปแล้วเช่นกัน

เมื่อทอดพระเนตรไปยังชิงช้าตัวน้อยที่ทรงทำให้ใครคนนั้น มันก็ผุพัง ทรุดโทรมไม่แพ้ที่นี่เลย

บางที...ชิงช้าอาจจะเล็กไปแล้ว สมควรจะทำให้ใหม่ แต่ไม่ใช่ที่นี่หรอก...คิมหันต์นครต่างหากที่พระองค์จะทรงกลับไปสร้าง ให้แข็งแรงและงดงามกว่าที่นี่มากมายนัก

ระหว่างที่ดำริอยู่นั้น เมื่อเสียงฝีเท้ามั่นคงของใครคนหนึ่งห่างออกไปพอควร ก็ทรงดึงพระสติกลับคืนสู่ปัจจุบัน วรองค์สูงใหญ่ตั้งพระอังสา และไขว้พระหัตถ์ไว้ทางเบื้องพระปฤษฎางค์ รอกระทั่งอัศนัยถวายคำนับเสร็จเรียบร้อย จึงทรงประทับนั่งบนเก้าอี้

ขอโทษด้วยที่เรียกเจ้ามาแบบนี้ ทั้งๆที่เราเป็นแค่เจ้าชายจากต่างเมือง ไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาของเจ้าด้วยซ้ำ

อัศนัยเพียงเหลือบสายตาขึ้นมอง แววตานิ่งสงบ ไม่บ่งบอกความรู้สึกใดๆทั้งสิ้น

ที่เราเรียกเจ้ามาคุยเป็นการส่วนตัว ก็เพราะ...ทรงวางพระหัตถ์ลงบนโต๊ะ แล้วเคาะพระดัชนีเป็นจังหวะราวกับกำลังใช้พระดำริในการเรียบเรียงถ้อยรับสั่ง

อัศนัย...เจ้าเคยได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับตัวเจ้าบ้างไหม

 เป็นครั้งแรกที่ดวงตาเคร่งขรึมของราชองครักษ์หนุ่มวาบขึ้นมาด้วยโทสะ กรามที่ขบแน่นจนเป็นสันนูน รวมถึงสีหน้าอันเคร่งเครียดนั้นให้คำตอบอันกระจ่างชัดแก่คนถามโดยไม่ต้องให้ชายหนุ่มเอ่ยเป็นคำพูดแต่อย่างใด

เราคงจะไม่สนใจข่าวลืออะไรนั่นหรอก ตราบใดที่ข่าวลือนั่นไม่เป็นความจริงทรงลุกขึ้นยืน สาวพระบาทเข้าหาอัศนัย เพื่อจะได้มองสบตากันได้ถนัด ที่เราสนใจคือความรู้สึกจริงๆของเจ้า

ยามนั้นราชองครักษ์ฝีมือดีแห่งสิขเรศมองสบพระเนตรสีนิลกาฬอยู่ก่อนแล้ว โทสะที่วูบวาบก่อนหน้านั้นสงบลงจนกลับมาเป็นท้องทะเลอันราบเรียบเช่นเคย

หากเจ้า...คิดไกลเกินตัว ก็จงรีบพาหัวใจเจ้ากลับสู่ที่ทางที่เหมาะสมซะ แล้วท่องไว้ทุกลมหายใจเข้าออกของเจ้าด้วย...ทรงวางพระหัตถ์ลงบนบ่ากว้าง บีบหนักๆสองครั้ง พร้อมกับถ้อยรับสั่งก้องกังวาน

...ว่าสตรีที่เจ้าหมายปองนั้นไม่มีทางเป็นของเจ้าได้ แต่นางเป็นของเรา...ของเราแต่เพียงผู้เดียว!”

คำตอบรับคือการก้มศีรษะลงต่ำ คำนับเต็มพิธีการ เมื่อฟ้าชายชลปล่อยพระหัตถ์ อัศนัยก็เดินจากไปอย่างเงียบๆ ไม่มีแม้แต่คำแก้ตัวว่าข่าวลือนั้นเป็นความจริงหรือไม่อย่างไร แต่อย่างน้อยๆพระองค์ก็ทรงประกาศไปแล้ว

...หญิงวดีไม่มีทางเป็นของคนอื่น หากเป็นของพระองค์แต่เพียงผู้เดียว นับจากนี้และตลอดไป!


สนใจรูปเล่ม สั่งซื้อได้ที่ www.sasiaksorn.com นะคะ



Vote
ให้คะแนนตอนนี้

Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.

ส่งคะแนน

ตอนที่ 20 : เพียงใจเจ้าเอย บทที่ ๘.๑View : 1021 , Rating : 100% / 7 vote(s)

18 ม.ค. 59

ตอนที่ 20 : เพียงใจเจ้าเอย บทที่ ๘.๑View : 1021 , Rating : 100% / 7 vote(s)

18 ม.ค. 59

0 ความคิดเห็น


พิมพ์เลขที่เห็น