สวัสดีผู้เยี่ยมชม [ เข้าระบบ | สมัครสมาชิก ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
  • เข้าสู่ My.iD Control
  • สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ
  • กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง
  • หทัยรักบรรณาการ{สนพ.เดซี่}

    ตอนที่ 3 : หทัยรักบรรณาการ บทที่ ๒


         อัพเดท 17 ม.ค. 56
    กลับไปหน้าหลักของบทความ
    แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
    นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/ซึ้งกินใจ
    Tags: เจ้าหญิง, เจ้าชาย
    ผู้แต่ง : ศศิภา ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ศศิภา
    My.iD: http://my.dek-d.com/sasipawriter
    < Review/Vote > Rating : 98% [ 20 mem(s) ]
    This month views : 1,199 Overall : 172,987
    1,628 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 469 คน ]

    [ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
    หทัยรักบรรณาการ{สนพ.เดซี่} ตอนที่ 3 : หทัยรักบรรณาการ บทที่ ๒ , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 2964 , โพส : 6 , Rating : 39 / 8 vote(s)

    ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด



    เมื่อแสงสุรีย์เริ่มถักทอทาบทาขอบฟ้า ศาศวัตราก็ออกเดินทาง...หญิงสาวเดินไปตามทางเดินดินที่ทอดยาวไปทางด้านหลังของตัวบ้าน ผ่านแปลงกุหลาบหลากสีและพืชผักสำหรับนำไปขายในตลาด ตรงดิ่งไปยังคอกม้าขนาดเล็กที่แยกตัวออกมาไกลพอควร เพียงครู่เดียวก็กลับออกมาพร้อมกับเจ้าดำตัวโปรด ร่างเล็กลูบไล้แผงคอของมันอย่างแสนรัก กระซิบกระซาบพูดคุยหยอกล้ออยู่ชั่วอึดใจจึงกระโดดขึ้นควบ แล้วกระตุกบังเหียนให้มันโผนทะยานไปเบื้องหน้ามุ่งสู่ผืนป่ากว้างใหญ่ ตรงไปยังทิศทางที่คาดคะเนเอาไว้ว่าคณะทูตจะเดินทางผ่านมา

    ใช้เวลาพอสมควรทีเดียว กว่าเจ้าตัวจะสั่งให้เจ้าดำปลอดชะลอฝีเท้าและหยุดยืนนิ่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ศาศวัตราดึงผ้าที่ปิดจมูกลงต่ำ ตวัดสายตาสำรวจซ้ายขวาอย่างรอบคอบ พร้อมกับสูดหายใจเข้าเต็มปอด กลิ่นจางๆของควันไฟที่ลอยมาตามลมบอกชัดว่าเธออยู่ใกล้เป้าหมายมากพอดู จึงตัดสินใจกระโดดลงมายืนบนพื้น จัดการผูกบังเหียนเจ้าดำไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นนั้น ก่อนบอกมันด้วยเสียงอ่อนโยน

    อยู่ที่นี่รอข้านะเจ้าดำ แล้วข้าจะรีบกลับมา

    เจ้าตัวส่งยิ้มให้อาชาตัวโปรดเสียหนึ่งที ดึงผ้าสีดำปิดทับใบหน้าเบื้องล่างตามเดิมก่อนเดินจากมา เร่งฝีเท้าแฝงตัวไปตามสุมทุมพุ่มไม้ที่ขนาบสองข้างของทางเดินดินที่บอกชัดว่ามีผู้คนใช้สัญจรไปมาอยู่บ่อยครั้ง

    ท่ามกลางหญ้ารกชัฏ ร่างในชุดดำก้มต่ำคืบคลานทีละน้อยอย่างระแวดระวัง ครู่ใหญ่จึงแว่วเสียงพูดคุยต่ำๆของใครหลายคนลอยมาให้ได้ยิน ศาศวัตราชะงักฝีเท้าในบัดดล รีบก้มตัวลงต่ำมากยิ่งขึ้น พร้อมกับซ่อนตัวหลับอยู่หลังต้นไม้ ชะโงกเพียงใบหน้าออกมาเพื่อกวาดตามองสำรวจให้ทั่วบริเวณ จากสุดปลายสายตา เธอเห็นควันไฟลอยพวยพุ่งขึ้นมากลางอากาศ และเห็นคนสามสี่คนในชุดดำเดินขวักไขว่ไปมา พอจะคะเนได้ว่า ณ ที่ตรงนั้นคือที่พักแรมของคณะทูตจากหฤษคีรี ทว่า...จากตรงนี้ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเจ้าชายอัคคัญญ์ทรงนำทหารมามากน้อยเพียงใด เพียงแค่หยิบมือ หรือมากกว่านั้น ศาศวัตราขยับกายหมายใจว่าจะขยับเข้าไปสำรวจโดยรอบที่พักแรมของชาวหฤษคีรีอีกสักนิด ก็พลันมีมือของใครบางคนตะปบลงบนบ่าของเธออย่างรวดเร็ว

    หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อย เม้มริมปากแน่นเมื่อรู้ว่าตนเองพลาดท่าเสียแล้ว ทั้งที่แน่ใจว่าตนเองย่องเข้ามาอย่างเงียบเชียบ แถมมั่นใจว่าในบริเวณนี้ไม่มีทหารจากหฤษคีรีซ่อนตัวอยู่แล้วแท้ๆ หากเธอกลับคิดผิดถนัด!

    ศาศวัตรากลั้นหายใจ อยากยกมือเช็ดเหงื่อเม็ดโตผุดพรายมาตามไรผม หากทำได้เพียงแค่ห้ามตัวเองไว้ ขณะที่สมองเล็กๆของเธอเฝ้าครุ่นคิดหาหนทางหนีไปให้พ้นจากสถานการณ์ที่...น่าจะเลวร้ายนี้ให้ได้เสียโดยเร็ว

    เจ้าเป็นใคร

    เสียงที่เอ่ยไม่ได้ห้วนสั้น หากก็ไม่ได้อ่อนโยนแต่อย่างใด ศาศวัตราสัมผัสได้ถึงความทรงอำนาจ บ่งบอกว่าเขาเป็นคนที่เคยชินกับการออกคำสั่งมาตลอดชีวิต

    เมื่อไม่ได้คำตอบจากเธอ ชายผู้นั้นก็ถามย้ำอีกครั้งอย่างช้าชัดทุกถ้อยคำ  

    ข้าถามว่า...เจ้าเป็นใคร

    คนถูกถามผ่องลมหายใจยาว ก่อนตอบออกไปแต่โดยดี

    ข้าเป็นชาวอาวันตี

    เป็นคำตอบที่ไม่ค่อยจะตรงใจคนถามนัก ร่างเล็กจึงถูกอีกฝ่ายดึงให้หันไปเผชิญหน้า คราแรกศาศวัตราขัดขืนเต็มที่ แต่เมื่อสู้แรงไม่ไหวเจ้าตัวจึงจำยอม หันไปเผชิญหน้ากับชายผู้นั้นแต่โดยดี

    ดวงตากลมโตล้อมกรอบด้วยแพขนตายาวมองสบใบหน้าขาวจัดหากคมเข้มด้วยไรหนวดเขียวครึ้มและแนวกรามแข็งแกร่งชวนให้เกรงขาม ดวงตาของเขาไม่เรียวเล็ก แต่ก็ไม่ได้ใหญ่เหมือนของเธอ จมูกของเขาโด่งเป็นสันรับกับริมฝีปากที่บางจนแทบจะเป็นเส้นตรง คิ้วเข้มพาดเฉียงกำลังขมวดเข้าหากันบอกชัดถึงความสงสัยและไม่พอใจของผู้เป็นเจ้าของ

    มาทำอะไรแถวนี้

    แค่ผ่านมา

    เขาถามสั้นๆ เธอก็ตอบออกไปสั้นๆได้ใจความเฉกกัน

    บ้านของเจ้าอยู่ที่ไหน

    ข้าไม่จำเป็นต้องบอก

    คิ้วเข้มกดลึกขึ้น ก่อนเจ้าตัวจะปล่อยมือจากบ่าเล็ก แล้วยกสองแขนกอดอกตนเองไว้ ท่าทางการยืนอย่างอกผายไหล่ผึ่ง และรัศมีการคุกคามบอกชัดว่าชายผู้นี้น่าจะเป็นทหารและอาจมียศค่อนข้างสูงเสียด้วย...ศาศวัตราประเมินในใจ ขณะกวาดสายตาพิจารณาชุดแต่งกายของคนตรงหน้า เป็นเสื้อดำคอวีแขนสั้นกับกางเกงสีดำรัดข้อเท้า ตรงเอวมีเชือกสีดำพันผูกไว้สำหรับใช้คาดกริชเล่มเล็กประจำกาย

    ...แต่ชุดลักษณะนี้มิใช่ชุดทหารของหฤษคีรี ไม่ใกล้เคียงเสียด้วยซ้ำ...ถ้อยคำของอาจารย์เซติเมื่อหลายเดือนก่อน เธอยังจำได้ขึ้นใจ

    ทหารของหฤษคีรีสวมชุดคล้ายกับอาวันตี ต่างกันก็ตรงสี ของเรานั้นสวมชุดสีเขียว ส่วนฝ่ายนั้นเป็นชุดสีน้ำตาล เสื้อน้ำตาลมีเข็มขัดคาดไว้ตรงเอว กางเกงขายาวสีน้ำตาลและรองเท้าหนังสีดำ

    เจ้าบุกรุกเข้ามาในเขตของเรา

    สุ้มเสียงกังวานนั้นฉุดดึงความคิดของศาศวัตราให้กลับสู่ปัจจุบัน หญิงสาวมองจ้องใบหน้าขาวๆที่ขาวเกินกว่าจะเป็นทหารอย่างไม่ลดละ ไม่ได้แสดงความหวั่นไหว หวาดกลัว แต่กลับมองสำรวจอย่างพินิจพิจารณา

    ข้าแน่ใจว่าข้ายังอยู่ในอาณาเขตของอาวันตี มิใช่...รัฐอื่น

    คนตัวโตราวยักปักษ์หลั่นพยักหน้า เรียวปากบางยกขึ้นเพียงเล็กน้อยก่อนเอ่ยต่อไปว่า

    ถูก...ในข้อที่ว่าเจ้ายังอยู่ในอาณาเขตของอาวันตี แต่ตอนนี้มกุฏราชกุมารแห่งหฤษคีรีประทับอยู่ไม่ไกลนัก ข้าจึงจำเป็นต้องกำหนดเขต ป้องกันไม่ให้ใครอื่นที่ไม่น่าไว้ใจเข้ามาได้ และเจ้าก็เป็นคนแรกที่บุกรุกเข้ามา

    ข้าไม่ได้บุกรุก ข้าเพียงแต่เดินผ่านมาเท่านั้น ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจ้าชายรัชทายาทแห่งหฤษคีรีประทับอยู่แถวนี้คนตัวเล็กเค้นเสียงให้ห้าวลึกขณะโต้กลับข้อกล่าวหานั้นอย่างฉะฉาน

    แน่ใจหรือว่าเพียงแต่เดินผ่านมาเท่านั้น

    แน่ศาศวัตรายืนยันเสียงแข็งพร้อมกับจ้องมองดวงตาสีนิลที่มีประกายกึ่งดุดัน กึ่งอ่อนโยนของคนตรงหน้าอย่างไม่เกรงกลัว

    ข้ากำลังจะกลับบ้าน...ขอตัว

    ยังไม่ทันจะเดินเลี่ยงไป มือใหญ่ก็คว้าหมับเข้าที่บ่าของเธออีกครั้ง

    เจ้ายังไปไหนไม่ได้

    ศาศวัตราตวัดสายตาหันไปมองทางด้านหลัง แล้วปัดมือของอีกฝ่ายออก

    ทำไมข้าจะไปไม่ได้

    เพราะข้า...ไม่ไว้ใจเจ้า

    ศาศวัตราอยากจะวิ่งหนีไปเสียให้พ้นๆ แต่วินาทีถัดมา เจ้าตัวก็เกิดเปลี่ยนใจเมื่อแผนบางอย่างวาบเข้ามาในความคิด

    ...การทำให้คนของหฤษคีรีไว้ใจไม่น่าใช่เรื่องยากสำหรับเธอนี่นะ...ลองแฝงตัวเข้าไปรวมอยู่กับกลุ่มคณะทูต อาจจะได้ยินได้ฟังอะไรดีๆก็เป็นได้

    แล้วจะให้ข้าพิสูจน์อย่างไรหญิงสาวหลุบสายตาลงต่ำ ซ่อนประกายเจ้าเล่ห์ของตนเองไว้ ขณะเอ่ยต่อไปว่า

    ให้ข้าเฝ้าเจ้าชายรัชทายาทดีไหม เป็นการยืนยันว่าข้าบริสุทธิ์ใจและไม่ได้คิดร้ายต่อเจ้าชายของท่านแม้แต่นิดเดียว 

    คนตัวโตนิ่งเงียบไปนาน...นานจนเธอจะถอดใจอยู่แล้ว จู่ๆเสียงห้าวต่ำก็ดังขึ้น

    ได้

    ริมฝีปากภายใต้ผ้าสีดำแย้มกว้างทีเดียว และเมื่อเธอเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมโตจึงเปล่งประกายสดใสร่าเริงชวนมองยิ่งนัก ยังผลให้ชายชุดดำยิ่งขมวดคิ้วหนักมากขึ้น พร้อมกับย่างสามขุมเข้าหาคนตรงหน้า

    เจ้าชื่ออะไรคนถูกถามก้าวถอยหลัง เพื่อเลี่ยงหลบไม่ให้อีกฝ่ายเข้ามาใกล้จนเกินไปนัก

    ท่านบอกชื่อท่านมาก่อนซิ

    แม้จะอยู่ในสถานการณ์ล่อแหลมแต่หญิงสาวก็หากริ่งเกรงไม่

    อัค

    อัค? แค่นั้น?”

    แค่นั้น ...ถึงตาเจ้าแล้ว

    ศาศวัตรานิ่งไปอึดใจก่อนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงไม่เป็นมิตรเท่าไหร่นัก

    ศวัต

    เจ้าเป็นทหารสอดแนมหรือเปล่าคนตัวเล็กเลิกคิ้วน้อยๆ ขณะเดินถอยหลังมาจนแผ่นหลังชนเข้ากับต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง เมื่อหมดหนทางถอย เจ้าตัวก็เชิดหน้าแล้วยกนิ้วชี้ขึ้นมาชี้หน้าอีกฝ่าย

    หยุดอยู่ตรงนั้นแหละ อย่าเข้ามาใกล้ข้าอีกนะ

    คนตัวโตหยุดชะงักทันควัน

    ทำไม

    ข้าไม่ชอบอยู่ใกล้คนแปลกหน้า

    เหตุผลนั้นช่างดูไร้สาระจนชายหนุ่มอดยิ้มไม่ได้ ริมฝีปากบางแย้มออกเพียงน้อย ก่อนเจ้าตัวจะรีบเม้มปากเพื่อไม่ไห้อีกคนตรงหน้ามองเห็นว่าตนเองกำลังขบขัน

    ได้...ข้าจะยืนอยู่ตรงนี้...ห่างจากเจ้า...ว่าพลางยื่นแขนออกไป วางบนศีรษะคนตัวเล็กอย่างถือวิสาสะ เท่าช่วงแขนของข้านี่ล่ะ

    ศาศวัตราปัดมือเขาออกและกำลังจะอ้าปากเพียง หากคำถามของเขาทำให้เธอต้องหุบปากสนิท

    ตอบข้ามาได้รึยัง ว่าเจ้ามาสอดแนมหรือเปล่า

    ข้าไม่ใช่กองสอดแนม เป็นแค่พลทหารฝึกหัดเท่านั้น...หรือถ้าข้าเป็นทหารสอดแนมจริงๆ ข้าก็ไม่มีวันบอกท่านหรอกว่าข้าเป็น เพราะฉะนั้นไม่ว่าท่านจะถามกี่ร้อยกี่พันครั้ง ท่านก็ไม่มีวันได้ความจริงอยู่ดี...คนตัวเล็กยกมือกอดอกแล้วยักไหล่ ท่าทางเช่นนั้นราวกับหนุ่มน้อยที่กำลังแสดงความไม่ยี่หระต่อเหตุการณ์ตรงหน้า

    ท่านอย่าเสียเวลาถามอีกเลย

    จากนั้นศาศวัตราก็เอียงคอมองคนตรงหน้าตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าแล้วถามชัดถ้อยชัดคำ

    แล้วท่านล่ะ...เป็นใคร ทำหน้าที่อะไรในหฤษคีรี

    ข้าจำเป็นต้องตอบเจ้าด้วยหรือ

    ก็...เรากำลังจะเป็นเพื่อนกัน ไม่ใช่หรือ

    หญิงสาวตีขลุมหยิบยื่นความเป็นเพื่อนให้โดยพลัน

    ...เอาน่า สนิทๆกันไว้ก่อน เผลอๆอาจจะได้ข่าวดีๆไปบอกอาจารย์เซติก็เป็นได้

    ข้าไม่เคยมีเพื่อนจากหฤษคีรีสักคน...ดูๆแล้วเราน่าจะเป็นเพื่อนกันได้

    เพื่อน?” คนตัวโตท้าวแขนลงบนต้นไม้ แล้วโน้มหน้าลงมาใกล้ ห่างเพียงคืบเดียวเท่านั้น ศาศวัตราผู้ไม่เกรงกลัวสิ่งใด บัดนี้กลับใจสั่นไหวเพียงเพราะใครคนหนึ่งเข้ามา ใกล้ชิดมากเกินไป

    ไหนท่านบอกว่าจะอยู่ห่างข้าหนึ่งช่วงแขนอย่างไรเล่า

    ข้าอยู่ห่างไม่ได้หรอก เพราะข้าอยากเค้นความจริงจากเจ้า

    ความจริงอะไร

    คนตัวโตมองลึกลงไปในดวงตากลมโตที่กะพริบปริบๆ...ความงดงามจากแววตาสุกสกาวทำให้เขาลืมตัวมองอย่างเผลอไผล และกว่าชายหนุ่มจะรู้สึกตัวก็ตอนที่ได้ยินเสียงห้าวลึกจากร่างเล็กนั่นละ

    ท่านอย่าจ้องข้าแบบนี้ได้ไหม ข้าอึดอัด!”

    ร่างสูงรีบถอยห่างออกมาทันใด เกือบจะโพล่งเสียงหัวเราะออกมาแล้ว หากก็ยั้งตัวเองไว้ได้ทัน ก่อนจะโพล่งออกมาตรงตามที่ใจคิดเมื่อครู่ว่า

     ข้าเป็นเพื่อนเจ้าได้แน่นอนถ้าเจ้าเป็นผู้ชาย

    คนตัวเล็กแทบจะสำลักน้ำลายตัวเอง เธอกระแอมกระไอเล็กน้อย ก่อนเอ่ยว่า

    พูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร ท่านกำลังกล่าวหาว่าข้าไม่ใช่ผู้ชายงั้นหรือ

    ข้าไม่ได้พูดเช่นนั้น

    ศาศวัตราเลิกคิ้วน้อยๆ แล้วเอ่ยถามเรื่องที่คับข้องใจ

    ถามจริงเถอะท่าน...ถ้าข้าไม่ใช่ผู้ชาย ท่านจะไม่ยอมเป็นเพื่อนข้าอย่างนั้นหรือ

    ดวงตาสีนิลระริกไหว จะพึงพอใจ ขบขัน หรืออื่นใด ศาศวัตราเดาไม่ออก แต่มันทำให้เธอหน้าร้อนผะผ่าวขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล

    ก็ถ้าเจ้าเป็นหญิง...ข้าคง...ชายหนุ่มยกมือลูบไรหนวดของตัวเอง ...อยากให้เจ้าเป็นมากกว่าเพื่อน

    คนที่ไม่เคยถูกบุรุษคนไหน เกี้ยวมาก่อนถึงกับอ้าปากค้าง หน้าพลันร้อนวาบกว่าเดิมเป็นสองเท่า อยากจะต่อว่า โต้แย้ง หรือทำอะไรก็ได้นอกจากนิ่งเงียบอยู่เช่นนี้กลับทำอะไรไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

    เอาเถิด...คนตัวโตถอยห่างออกไป แล้วเอื้อนเอ่ยด้วยสุ้มเสียงเป็นทางการอีกครั้ง ถ้าเจ้าอยากเป็นเพื่อนข้าอย่างจริงใจ ข้าก็ยินดี แต่ถ้าเจ้าอยากเป็นเพื่อนเพราะมีแผนอะไรในใจล่ะก็...

    เขาข่มขู่ด้วยเสียงดุดัน

    จุดจบของเจ้าไม่สวยแน่

    ศาศวัตราลอบกลืนน้ำลายก่อนเปลี่ยนเรื่องคุยเสีย

    ข้าบอกท่านแล้วว่าข้าเป็นพลทหาร แล้วท่านล่ะ...เป็นใคร

    คนตัวโตเลื่อนสายตาขึ้นมามองสบดวงตากลมโตแล้วตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำ

    ข้าเป็นทหารเช่นกัน...

    นั่นอย่างไรเล่า...ข้อสันนิษฐานในตอนแรกของเธอถูกเผง ดวงตาคู่สวยยังเปล่งประกายเริงรื่นอยู่ชั่วครู่หนึ่ง ก่อนเปลี่ยนเป็นคลางแคลงสงสัย

    ...ถ้าเช่นนั้นแล้วทำไมทหารของหฤษคีรีจึงได้สวมชุดที่แปลกแตกต่างออกไป ไม่ตรงกับที่อาจารย์เซติบอกเลยแม้แต่น้อยนิด...

    คนตัวเล็กพยายามทบทวนบทเรียนที่ได้เรียนมาอย่างสุดความสามารถ จนมาสะดุดเข้ากับคำว่านักรบทมิฬ...เธอเผยอริมฝีปากเล็กน้อย หัวใจกระตุกวูบเมื่อค้นพบว่าผู้ชายตัวสูงราวยักษ์ปักหลั่นผู้นี้อาจจะเป็น...

    ...คำตอบในใจเธอตรงเผงกับคำตอบจากนายทหารชุดดำที่เอื้อนเอ่ยออกมาด้วยเสียงภูมิอกภูมิใจ

    ข้าเป็นทหาร...สังกัดหน่วยนักรบทมิฬ

    นักรบทมิฬ...นักรบที่ทั้งดุร้าย ป่าเถื่อน และชอบเข่นฆ่าเป็นชีวิตจิตใจอย่างที่อาจารย์เซติเล่าให้ฟังหรือไร...

    หญิงสาวตัวชาวาบ มองเห็นเค้าลางของความวุ่นวายอยู่รำไร

    ...ถ้าการเสด็จอาวันตีของเจ้าชายรัชทายาทแห่งหฤษคีรีมีอะไรแอบแฝงอยู่ล่ะก็  นักรบทมิฬเหล่านี้คงเป็นตัวการสำคัญในการทำให้อาวันตีตกอยู่ในอันตราย

     ศาศวัตราจ้องมองคนตรงหน้าไม่วางตา ดวงตากลมโตระริกไหว...คราแรกเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง จากนั้นจึงแปรเปลี่ยนเป็นความชื่นชม และสุดท้าย...แววตาคู่นั้นกลับบอกชัดถึงความกังวลในหัวใจ

    และดูเหมือนชายชุดดำจะรับรู้ เมื่อเขาเอ่ยว่า

    เจ้ากลัวว่าข้าจะทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายกับอาวันตีหรือไร

    คนถูกถามเบิกตากว้างอย่างไม่นึกว่าชายหนุ่มจะจับความรู้สึกของเธอได้ หญิงสาวรีบหลุบสายตาลงต่ำก่อนส่ายหน้าเร็วรี่

    เปล่า

    ไม่จริงหรอก...ข้าเห็น ดวงตาของเจ้าบอกทุกอย่างกับข้าแล้ว

    ท่านอ่านดวงตาคนได้หรือไร...

    ถามทั้งๆที่ยังก้มหน้า จึงไม่ทันได้ระวังเมื่อชายที่ชื่ออัคกระทำการอันอุกอาจเอื้อมมือมาตวัดผ้าสีดำที่ปกปิดใบหน้าส่วนล่างของเธอออกอย่างว่องไวโดยไม่ทันให้เธอได้ต่อต้านหรือขัดขืนแม้แต่น้อย ศาศวัตราสะดุ้งสุดตัว เบิกตากว้างราวไข่ห่านเลยทีเดียว

    ท่าน!”

    ขออภัยนักรบทมิฬก้มศีรษะเป็นเชิงขอโทษด้วยท่าทีราวกับผู้สูงศักดิ์

    ถ้าทำให้เจ้าไม่พอใจ ก็ขอโทษด้วย

    ขณะที่คนฟังกำมือที่สั่นระริกของตัวเองแนบแน่น พร้อมกับเม้มปากจนเป็นเส้นตรง เป็นการแสดงออกอย่างชัดเจนว่ากำลังโมโหอย่างที่สุด

    เจ้าบอกเองว่าเรากำลังจะเป็นเพื่อนกัน...แต่เจ้ากลับไม่ยอมเปิดเผยหน้าตากับข้า แล้วเราจะเป็นเพื่อนกันได้อย่างไรเล่า

    เมื่อฟังเหตุผลนั้นแล้ว ศาศวัตราถึงกับพ่นลมออกจากปาก ทั้งโมโห ทั้งหงุดหงิดที่ไม่สามารถหาข้อโต้แย้งใดๆตอกกลับอีกฝ่ายได้เลยแม้แต่น้อย

    ก็จริงของท่าน

    หญิงสาวกัดฟันพูดอย่างเนิบช้า ตอนนี้แม้แต่ใบหน้าขาวๆของเขาเธอก็แทบไม่อยากจะมอง

    ...น่าโมโหนัก! นับตั้งแต่เกิดมา ไม่เคยมีครั้งไหนที่เธอจนมุมจนต้องนิ่งเงียบเช่นนี้มาก่อนเลย คอยดูเถอะ เธอจะขอเป็นศัตรูคู่อาฆาตกับผู้ชายคนนี้ตลอดปีตลอดชาติเลยเชียว!

    ตอนนี้ท่านเห็นหน้าข้าแล้ว ข้าคงไม่จำเป็นต้องเปิดเผยหน้าตาของข้าอีกต่อไป

    หญิงสาวเอื้อมมือไปจับผ้าสีดำ และกำลังจะเลื่อนมันขึ้นมาวางไว้ที่เดิมก็ถูกคนตัวโตจับมือไว้เสียก่อน มือแข็งบีบแน่นราวคีมเหล็กจนเธอนิ่วหน้า

    เจ็บอย่างไร...ศาศวัตราก็จะไม่มีวันกรีดร้องออกมาอย่างเด็ดขาด เพราะ...การแสดงความอ่อนแอต่อ ศัตรูไม่ใช่สิ่งที่เธอพึงกระทำแม้แต่น้อย

    เอ๊ะ...ยังไม่ทันจะต่อว่าหรือตำหนิ อีกฝ่ายก็ขัดขึ้นมาเสียก่อน

    มือเจ้าช่างนุ่มนิ่มนัก...ถามจริงๆเถิด เจ้าเป็นชายและเป็นทหารจริงๆ...เอ่ยถามพลางยกมือของเธอขึ้นมาอย่างพิจารณา ศาศวัตราเองก็ไม่ได้อยู่นิ่งเฉย พยายามชักมือกลับอย่างสุดความสามารถ แต่เรี่ยวแรงของเขามากกว่าเธอหลายเท่า จึงยื้อยุดมือของเธอไว้ในอุ้งมือของตนเองได้อย่างสบาย

    ...หรือว่าเป็นหญิงปลอมตัวมากันแน่

    คนฟังใจหายวาบ ถ้อยคำผรุสวาทที่กำลังจะเปล่งออกมาเมื่อครู่กลืนหายลงไปในลำคอโดยพลัน สมองวิ่งวุ่นเร็วจี๋เพื่อหาทางหลบเลี่ยงและนำพาอีกฝ่ายไปยังประเด็นอื่น มิใช่เรื่องชายหรือหญิงอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้

    ท่านหายมานานเช่นนี้ ไม่เป็นห่วงเจ้าชายของท่านเลยหรือ...

    ...นึกอะไรไม่ออก ก็พูดถึงเจ้าชายอัคคัญญ์นี่แหละ....ความเป็นเจ้าเหนือหัว กับนายทหารผู้จงรักภักดีคงทำให้เขานึกประหวัดไปถึงความปลอดภัยของพระองค์ท่านจนลืมเลือนเรื่องของเธอไปเสียสิ้น

    ...บางทีอาจจะมีกองทหารจากอาวันตีเข้าไปสอดแนมอย่างที่ท่านสงสัยอยู่ก็เป็นได้ ข้าว่า...ท่านเอาเวลาที่มาวุ่นอยู่กับข้ารีบกลับไปเฝ้าเจ้าชายของท่านยังจะดีกว่า

    คนตัวโตไม่ได้เอื้อนเอ่ยคำใด แต่กลับก้าวเท้ายาวๆออกเดินโดยจับจูงเธอให้เดินตามด้วย

    ...จริงๆจะเรียกว่าเดินตามก็ไม่ค่อยจะถูกนัก เพราะตอนนี้ ศาศวัตราเร่งฝีเท้าจนแทบจะวิ่งเพื่อให้ตามเขาทัน ส่วนมือใหญ่ก็ยังพันธนาการมือเล็กไว้ไม่มั่นราวเป็นของสำคัญที่เขาจะไม่มีวันปล่อยให้หลุดมือไป

    ท่านจะพาข้าไปไหนแม้ว่าศาศวัตราจะตะโกนถามไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่ชายหน้าสวย ตาดุตรงหน้าก็ไม่ยอมปริปากตอบแม้สักคำ พาลทำให้คนตัวเล็กหงุดหงิดใจยิ่งนัก อยากจะทำอะไรสักอย่างเพื่อ จัดการท่าทางวางอำนาจของอีกฝ่ายให้สาสม แต่จำต้องยับยั้งชั่งใจตัวเองไว้เพราะ งานที่ได้รับมอบหมายมามิใช่การก่อปัญหาหรือสร้างศัตรู แต่เป็นการสืบหาข่าวและสอดแนมต่างหาก

    ...ที่สำคัญ ถ้าเธอทำพลาด นั่นย่อมหมายถึงความไม่ปลอดภัยของตัวเองและทุกๆคนในอาวันตีอีกด้วย

    เดินลัดเลาะหมู่แมกไม้เพียงไม่นาน กลิ่นควันไฟที่เจือจางในบรรยากาศเมื่อครู่ก็รุนแรงและชัดเจนขึ้น ทำให้ศาศวัตราพอจะเดาได้ว่าคนตรงหน้าพาเธอมาที่ใด

    ใจหนึ่งยินดีและฮึกเหิมที่รู้ว่าตนเองจะได้ สืบอย่างใกล้ชิดในวงล้อมของคณะทูตแห่งหฤษคีรี

    หากอีกใจหนึ่งกลับนึกหวั่น เพราะถ้าเธอมีพิรุธและทำให้คนของหฤษคีรีรู้ว่า เป้าหมายที่เธอมาที่นี่คือสิ่งใด ชีวิตของเธอคงต้องจบสิ้นภายในป่าแห่งนี้อย่างแน่นอน

    หญิงสาวกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น สูดลมหายใจเข้าปอดลึกยาว เพื่อกระตุ้นเตือนและให้กำลังใจตนเองว่าเธอต้องทำได้

    ...อาจารย์อุตส่าห์ไว้ใจให้เธอทำงานนี้ แล้วเธอจะทำให้ท่านผิดหวังได้อย่างไรเล่า!

    ดวงตากลมโตที่มีรอยวูบไหวเมื่อครู่ แปรเปลี่ยนเป็นมั่นคง แน่วนิ่ง และพร้อมจะสู้ยิบตาในบัดดล

    ชายร่างสูงใหญ่จับจูง หรือพูดให้ถูกกว่านั้นคือ...ลากเธอมาภายในกลุ่มชายหนุ่มเกือบๆยี่สิบคน เท่าที่คะเนด้วยสายตาคร่าวๆ ครึ่งหนึ่งนั้นสวมชุดดำแบบเดียวกับคนที่แนะนำตัวว่าอัคสวมใส่ ส่วนที่เหลือนั้นสวมชุดทหารสีน้ำตาลตามแบบฉบับของหฤษคีรี

    ศาศวัตราใจหายวาบเมื่อรับรู้ในตอนนั้นว่า นักรบทมิฬรวมกลุ่มอยู่ในคณะทูตถึงครึ่งหนึ่ง เผลอๆอาจจะมากกว่าครึ่งเสียด้วยซ้ำ!

    ทำไม...คนพวกนี้ต้องการสิ่งใดจากอาวันตีกันแน่ แค่ต้องการเจริญสัมพันธไมตรี หรือมีแผนการอื่นใด

    ข้อสงสัยนั้น ศาศวัตราให้คำตอบที่แน่ชัดลงไปไม่ได้ เพราะถ้าจะให้รู้แน่ชัดในวันนี้คงต้องโพล่งถามออกไปเพียงเท่านั้น และการถามเช่นนั้นคงทำให้เธอถูกบั่นคอตายเสียงตรงนี้อย่างไม่ต้องสงสัย

    นายทหารหน่วยนักรบทมิฬนามว่าอัคพาเธอมาหยุดยืนหน้ากองไฟที่มีควันสีขาวลอยม้วนตัวขึ้นสู่เบื้องบน ยามเมื่อลมพัดโชย ก็ปรากฏรูปรอยแปลกตาก่อนจางหายไปอย่างรวดเร็ว จากปลายหางตาเธอเห็นใครบางคนกำลังปรี่เข้ามาหา หน้าตาท่าทางร้อนอกร้อนใจเป็นอย่างยิ่ง เป็นเวลาเดียวกับที่มือใหญ่หยาบกร้านอย่างคนที่มักจับดาบ จับกริชรบราฆ่าฟันมาตลอดชีวิตซึ่งกำลังกุมมือเธอแนบแน่นมาตลอดทางนั้นก็คลายออก เขาก้มหน้ากระซิบเบาๆกับเธอว่า

    รออยู่ที่นี่ก่อน อย่าคิดหนีไปไหนล่ะ

    ถึงเขาไม่พูดแบบนั้น ศาศวัตราก็ไม่คิดจะทะเล่อทะล่าหนีไปไหนอยู่แล้ว เพราะ ข่าวที่มาสืบยังไม่ได้อะไรเพิ่มเติมแม้แต่น้อย อีกทั้งชายชุดดำที่ต่างก็มองมายังเธออย่างเพ่งเล็งราวจ้าวป่าที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อนั้น ทำให้เธอตระหนักได้ว่าชีวิตของเธอกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ศาศวัตราเบือนสายตาหันไปมองชายที่นำเธอมาที่นี่ ก็เห็นเขากำลังส่งเสียงพูดคุยกับนายทหารที่สวมชุดทหารสีน้ำตาลคนหนึ่ง ในชั่ววินาทีหนึ่ง หญิงสาวกำลังจะละสายตาจากมาก็พอดีสะดุดตาเข้ากับผ้าโพกศีรษะสีน้ำตาลซึ่งมีขนนกสีขาวเหลือบดำติดอยู่ทางด้านหน้าค่อนไปทางขวา ใกล้ๆกันนั้นเป็นตราประจำราชวงศ์ชามัลฮ์...ตรารูปดาบไขว้บนพื้นสีดำสนิท แสดงถึงดินแดนแห่งนักรบผู้ที่ใครๆต่างยากต่อกร...เป็นตราที่อาจารย์เซติเคยวาดให้เธอดูและอธิบายแต่ละส่วนอย่างละเอียดเมื่อหลายเดือนก่อน

    และตอนนี้เธอก็ยังจำมันได้ขึ้นใจไม่ผิดเพี้ยน...

    ศาศวัตรายกมือกอดอก แตะลิ้นเข้ากับกระพุ้งแก้มพร้อมกับกระเดาะไปมาจนเกิดเสียง ท่าทางและลักษณะเช่นนี้ มารดาของเธอเคยต่อว่าอยู่หลายครั้ง ถึงกระนั้นเวลาเผลอตัวหรือยามต้องใช้ความคิดหนักหน่วง เธอก็มักลืมตัวทำมันอยู่ร่ำไป

    ครั้งนี้ก็เช่นกัน...หญิงสาวกำลังลอบพิจารณาชายในชุดทหารสีน้ำตาลเข้มคนนั้น คนที่มีสัญลักษณ์ที่บ่งบอกอย่างชัดเจนว่าเขาคือเจ้าชายรัชทายาทแห่งหฤษคีรี

    เจ้าชายพระองค์นี้ดูหล่อเหลาไม่หยอกทีเดียว วงพักตร์รูปไข่ค่อนข้างขาวรับกับนาสิกโด่งเป็นสัน ตรงปลายงองุ้มเล็กน้อย ดวงเนตรเรียวดูอ่อนโยนเป็นมิตร คิ้วเข้มโค้งได้รูปชวนมอง และเรียวโอษฐ์บางเฉียบราวอิสตรี...วรกายของพระองค์ดูแบบบาง ไม่ได้องอาจผึ่งผายอย่างชายที่ชื่ออัคคนนั้นเลย ที่สำคัญคือความนอบน้อมอย่างเกินพอดีที่พระองค์ทรงมีต่อนักรบทมิฬหนุ่มคนนั้นช่างน่าสงสัยยิ่งนัก

    มันทำให้ศาศวัตราได้คิด...

    คนตัวเล็กกัดริมฝีปากตัวเอง ขณะหรี่ตาพิจารณาชายทั้งสองอย่างถี่ถ้วนรอบคอบ เพียงครู่เดียวเท่านั้นเจ้าตัวก็ได้ข้อสรุป

    เจ้าชายที่ดูไม่สมเป็นเจ้าชายอาจเป็นตัวปลอมที่มีไว้สำหรับ หลอกตาใครๆในอาวันตี ซึ่งคนที่จะเลือกมานั้นย่อมต้องเป็นคนที่ดูอ่อนแอ ไม่มีพิษสงเช่นนี้ ส่วนเจ้าชายตัวจริงน่ะหรือ...ก็คนที่แนะนำตัวว่าเป็นทหารหน่วยนักรบทมิฬนั่นไง...ลองนึกดูซิ ชื่อ อัคมันไม่ใกล้เคียงกับอัคคัญญ์มากไปหน่อยหรือไร...

    หรือถ้าเจ้าชายพระองค์นี้เป็นตัวจริง หากก็ยังแสดงท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใต้บังคับบัญชาเช่นนี้ นั่นแสดงว่าอำนาจทางการทหารของหฤษคีรีตกอยู่ในมือนักรบทมิฬทั้งหมด เผลอๆอาจรวมถึงอำนาจแห่งการปกครองทั้งหมดอีกด้วย

    และ...อย่างสุดท้ายคือ เจ้าชายพระองค์นี้อาจทรงกำลัง แสดงละครให้ใครอื่นเห็นว่าพระองค์อ่อนแอ หากแท้จริงแล้วทรง ซ่อนความฉลาดเฉลียวและแข็งแกร่งไว้ภายใน

    สามข้อสันนิษฐานนำมาซึ่งข้อสรุปเดียวเท่านั้น...อาวันตีจะประมาทหฤษคีรีไม่ได้แม้เพียงเศษเสี้ยว!

    คนตัวเล็กระบายลมหายใจบางเบา พร้อมกับครุ่นคิดหาคำตอบจากข้อสันนิษฐานของตนว่าข้อใดกันแน่ที่ถูกต้องตรงกับความเป็นจริงที่สุด

    สองหนุ่มคุยกันอยู่ครู่เดียว ชายในชุดดำก็สาวเท้าตรงมาหาเธอ แล้วเอ่ยว่า

    เจ้าอยากเข้าเฝ้าเจ้าชายอัคคัญญ์ไม่ใช่หรือไร

    คนตัวเล็กพยักหน้าหงึกหงัก ก่อนที่คนตรงหน้าจะเอ่ยต่อ

    งั้นก็เชิญที่กระโจมนั้นได้เลยชายหนุ่มชี้มือไปทางด้านหลัง ตรงกระโจมสีดำซึ่งตั้งใต้ต้นไม้ใหญ่ศาศวัตราเห็นเจ้าชายอัคคัญญ์ประนับนั่งรออยู่บนพระที่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หญิงสาวเม้มริมฝีปากก่อนพยักหน้า แล้วสาวเท้ามั่นคงตรงไปยังกระโจมหลังนั้นอย่างไม่ลังเลใจแม้แต่วินาทีเดียว

    เมื่อมายืนตรงหน้าที่ประทับ ร่างเล็กก็คุกเข่าลงบนพื้น แล้วยกมือข้างขวาแตะหน้าผากก่อนเลื่อนมาวางตรงอกข้างซ้าย...เป็นการแสดงความเคารพตามแบบฉบับของหฤษคีรีซึ่งต่างจากของอาวันตีที่ทำเพียงกำมือทุบเบาๆลงบนอกข้างซ้ายเท่านั้น

    การกระทำเช่นนั้นทำให้คนตรงหน้าเลิกขนงอย่างประหลาดพระทัย

    เจ้ารู้ธรรมเนียมการทำความเคารพของชาวหฤษคีรีด้วยหรือ

    พะยะค่ะหญิงสาวทำเสียงห้าว ทูลตอบเพียงสั้นๆเท่านั้น

    รู้มาจากไหนล่ะ

    อาจารย์พะยะค่ะด้วยดวงตาที่หลุบต่ำมองเพียงพื้นดินทำให้เธอไม่อาจรู้ได้ว่าเจ้าชายอัคคัญญ์ทรงทำพระพักตร์เช่นไร คงได้แต่คาดเดาว่าอาจจะกำลังแย้มสรวล หรือทำพระพักตร์เรียบเฉย หรืออาจทรงกำลังตื่นตะลึงอยู่ก็เป็นได้

    ข้าได้ยินจาก...ทรงกระแอมกระไอเล็กน้อย ก่อนรับสั่งต่อ ...จากอัค ว่าเจ้ามาด้อมๆมองๆแถวนี้ เจ้าบอกเหตุผลว่าแค่ผ่านมา ไม่ได้มาสอดแนมข้า...จริงหรือ

    พะยะค่ะ

    แล้วเจ้ามาทำอะไรแถวนี้ล่ะ

    บ้านของกระหม่อมอยู่แถวๆนี้พะยะค่ะ บ่อยครั้งที่กระหม่อมมักขี่ม้าเข้ามาในป่า เพื่อชื่นชมธรรมชาติหรือไม่ก็หาของป่าพะยะค่ะ

    อ้อ...งั้นรึ

    เจ้าชายอัคคัญญ์ไม่ได้รับสั่งว่ากระไรต่อ แต่คนที่พูดคือชายที่ชื่ออัคคนนั้นซึ่งตอนนี้กำลังยืนเคียงข้างเจ้าเหนือหัวของตนเองอยู่นั่นล่ะ

    แม้เจ้าจะให้เหตุผลเช่นนั้น แต่ข้าก็ยังไม่ไว้ใจเจ้าอยู่ดีสุ้มเสียงวางอำนาจ และออกจะข่มบารมีของเจ้าชายอัคคัญญ์อยู่ในที

    กระหม่อมไม่คิดว่าพระองค์จะทรงปล่อยเด็กคนนี้ไปหรอกนะพะยะค่ะ

    ถ้อยนำนั้นชวนให้ศาศวัตรากรุ่นโกรธอยู่ในอก และทำให้เธอแน่ใจอย่างแน่นอนแล้วว่า ชายผู้นี้ สำคัญไม่น้อยทีเดียว

    ...ฉลาดหลักแหลม เก่งกาจ และดูมีอำนาจมากกว่าใคร มากกว่ามกุฎราชกุมารแห่งหฤษคีรีด้วยซ้ำไป บางทีคนคนนี้แหละที่คือเจ้าชายตัวจริง!

    แล้ว...สุรเสียงอ่อนโยนของเจ้าชายอัคคัญญ์ดังขึ้น ควรทำอย่างไรดี

    ถ้อยรับสั่งเหมือนการขอความเห็น ชวนให้ศาศวัตราอดนึกถึงถ้อยคำของอาจารย์เซติไม่ได้

    ได้ยินข่าวลือว่าเจ้าชายรัชทายาทของหฤษคีรีจะเดินทางมาด้วย พระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถ เก่งฉกาจรอบตัว เจ้าต้องระวังให้ดีรู้ไหม

    ...นี่น่ะหรือที่ว่าทรงมีพระปรีชาสามารถ เก่งกาจรอบตัว...คงเป็นแค่ข่าวลือเลื่อนเปื้อนไร้สาระเสียแล้วกระมัง

    กระหม่อมคิดว่า...ความคิดของศาศวัตราหยุดลงเพียงแค่นั้นเมื่อเสียงห้าวต่ำของใครบางคนดังขึ้น

    ควรให้เด็กหนุ่มคนนี้ถอดผ้าโพกศีรษะและปลดเสื้อคลุมสีดำข้างนอกออกให้หมด เพื่อตรวจดูว่ามีอาวุธอะไรซุกซ่อนไว้หรือไม่ และเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจด้วยพะยะค่ะ

    ศาศวัตรากัดฟันกรอด กำมือเข้าหากันแน่น พร้อมกับตอกย้ำกับตัวเองว่า

    ...ชายผู้นี้คงได้เป็นศัตรูของเธอตลอดปีตลอดชาติเสียจริงๆแล้ว อย่าหวังเลยว่าจะได้ผูกมิตร ผูกสัมพันธ์กันไม่ว่าวันนี้หรือวันไหนก็ตาม!

    พลันที่ชายหนุ่มพูดจบ เขาก็สาวเท้าเดินอาดๆเข้ามาหาอย่างไม่รีรอใดๆทั้งสิ้น เห็นดังนั้นศาศวัตราถึงกับพรวดพราดลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจ ใบหน้าของเธอซีดขาวราวกระดาษ ดวงตาตื่นตระหนกชัดเจนราวกับกระต่ายป่าที่พยายามวิ่งหนีให้พ้นจากคมเขี้ยวหมาป่าที่แสนดุร้าย

    คนตัวเล็กกัดฟันกรอดเมื่อเห็นประกายแวววามจากดวงตาสีดำสนิทของคนตรงหน้า

    เขากำลังหัวเราะเยาะเธอ!

    ตั้งแต่เกิดจวบจนวันนี้ยังไม่เคยมีใครมองเธอด้วยแววตาเช่นนี้เลยสักครั้ง...เขาทำให้เธอรู้สึกเหมือนเป็นตัวตลกก็ไม่ปาน....มันน่าจับมาควักลูกตาเสียจริงๆ!!

    ถ้อยคำนั้นเป็นเพียงสิ่งที่เธอคิดไว้ในใจเพื่อระบายอารมณ์เท่านั้น หากเอาเข้าจริงแล้ว ศาศวัตราไม่มีทางกระทำการอันรุนแรงเช่นนี้กับใครหรือกับสัตว์ใหญ่น้อยก็ตาม ขนาดออกไปล่าสัตว์ เธอยังไม่กล้ายิงธนูใส่พวกมันเลย นับประสาอะไรกับการทำร้ายคนอื่น เธอไม่มีวันทำอย่างแน่นอน

    ศาตั้งใจจะเรียนการต่อสู้จากอาจารย์เพื่อไว้ใช้เอาตัวรอดและป้องกันตัวเอง...ศาไม่มีวันใช้ความรู้เหล่านี้ไปทำร้ายใครหรอก นอกจากคนคนนั้นจะทำร้ายศาก่อน

    ไงล่ะ เจ้าหนุ่มน้อยตัวเปี๊ยก...ถึงกับกลัวตัวสั่นเลยเชียวหรือ

    ถ้อยคำดูถูกกลายๆนั้นเรียกให้สติที่เตลิดเปิดเปิงของเธอกลับคืนมา หญิงสาวหยุดก้าวถอยหลัง แล้วปักหลักยืนนิ่งอยู่กับที่ ก่อนเชิดหน้ามองคนตรงหน้าด้วยแววตามุ่งมั่น ดื้อดึง

    อย่ามาเรียกข้าว่าตัวเปี๊ยกนะ

    ไม่ให้เรียกตัวเปี๊ยกแล้วจะให้เรียกว่าอะไร ลองก้มดูตัวเองเสียก่อนดีไหมว่าพลางยกมือกอดอกแล้วเดินวนรอบตัวหญิงสาวอย่างเนิบช้า

    ตัวของเจ้าน่ะสูงยังไม่ถึงอกของข้าเลย สุ้มเสียงจงใจเยาะเย้ยเต็มที่ ผู้ชายที่ตัวเล็กขนาดนี้ถูกเรียกว่าตัวเปี๊ยกมันก็ดูเหมาะสมดี...ไม่ใช่หรือ

    ประโยคสุดท้ายเจ้าตัวโน้มตัวยื่นหน้าเข้าไปใกล้คนตัวเล็ก และผลที่ได้คือถูกอีกฝ่ายใช้มือข่วน หรือจะเรียกว่าตะปบลงบนหน้าของเขาก็ว่าได้ ยังดีที่ชายหนุ่มว่องไวมากพอจึงเบี่ยงตัวหลบได้ทัน หากก็ไม่วายโดนปลายเล็บของเจ้าตัวจ้อยจนได้แผลตรงปลายคาง

    ...รู้สึกแสบๆคันๆ และเจ็บใจอยู่นิดๆ...

    ฝ่ายศาศวัตรานั้น เมื่อรู้ตัวว่าตนเองลืมตัวประทุษร้ายทหารของหฤษคีรีเข้าแล้วก็ยิ่งหน้าเสียใจเสียเป็นสองเท่า

    ...เธอทำพลาดอีกแล้ว ช่างโง่เง่าอะไรเช่นนี้!

     หญิงสาวก่นด่าตัวเองอีกครั้ง ...บางทีเธออาจจะยังไม่พร้อมสำหรับงานใหญ่เช่นนี้ก็เป็นได้

    ศาศวัตรามั่นใจว่าการต่อสู้ของเธอนั้นไม่เป็นสองรองใครอย่างแน่นอน แต่สิ่งที่ควรปรับปรุงแก้ไขโดยด่วน เห็นจะเป็นการควบคุมอารมณ์ของตนเองนี่แหละ

    เจ้าน่ะยังเด็กนัก จะทำอะไรต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดีๆรู้ไหม

    อาจารย์เซติเคยพูดไว้เมื่อหลายเดือนที่แล้ว ตอนนั้นเธอแค่ฟังหูซ้ายทะลุหูขวาเท่านั้น แต่มาบัดนี้ หญิงสาวประจักษ์แล้วว่าสิ่งที่อาจารย์เอื้อนเอ่ยนั้นเป็นความจริงอย่างไม่มีผิดเพี้ยน

    คนตัวเล็กถอนหายใจเฮือก รับรู้ในบัดดลว่าชะตากรรมของตัวเองคงต้องมาจบลงตรงที่ถูกทหารของหฤษคีรีประหารเสียแล้วกระมัง

    ช่างเถิด...ข้าไม่ค้นตัวเจ้าแล้วก็ได้

    ได้ยินเช่นนั้นศาศวัตราถึงกับเงยหน้ามองคนพูดอย่างตื่นตะลึง ดวงตาสีดำสนิทดูดุดันคู่นั้น บัดนี้ทอประกายประหลาด...แบบที่เธอเดาความหมายไม่ออก และถึงขั้นเก็บเอาไปครุ่นคิดทั้งคืนเสียด้วย

    ท่านว่า...อะไรนะ

    ข้าบอกว่า...ไม่จำเป็นต้องค้นตัวเจ้าแล้ว เพราะจากที่เจ้าข่วนหน้าข้าเมื่อครู่ ก็ย่อมหมายความว่าอาวุธของเจ้าที่มีอยู่ตอนนี้เป็นเพียงเล็บคมกริบของเจ้าเพียงเท่านั้น

    จากนั้นนายทหารหน่วยรบทมิฬที่ศาศวัตราจำได้ขึ้นใจว่าชื่ออัคก็ดุ่มเดินกลับไปยังกระโจม แล้วกระซิบกระซาบอะไรบางอย่างกับมกุฎราชกุมารแห่งหฤษคีรี ก่อนเจ้าตัวจะเดินกลับมาหาเธอ ระหว่างนั้นหญิงสาวได้แต่ยืนกะพริบตาปริบๆอย่างงุนงง

    ไป...เจ้ากลับบ้านได้แล้ว ข้าจะไปส่ง

    จากที่คิดว่าคงต้องถูกลงโทษถึงขั้นประหาร กลายเป็นว่าเธอถูกปล่อยให้เป็นอิสระ แถมอีกฝ่ายยังใจดีถึงขั้นจะไปส่งถึงที่บ้านอีกด้วย...ศาศวัตราถึงขั้นงงเป็นไก่ตาแตกเลยทีเดียว

    เอ้า...ยังทำยืนเป็นเบื้อใบ้อยู่อีก หรือเจ้าอยากถูกจับมัดมือมัดเท้าอยู่ที่นี่โทษฐานเข้ามาสอดแนมล่ะ

    อะไรกัน ...ข้าบอกท่านแล้วว่าข้าไม่ได้เป็นกองสอดแนม ข้าแค่เป็นคนที่บังเอิญผ่านมาทางนี้ก็เท่านั้นคนตัวเล็กสวนกลับทันควันหลังจากตั้งสติได้แล้ว

    ถ้าอย่างนั้นก็รีบออกไปจากที่นี่ซะไม่พูดเปล่า คนตัวโตยังถือวิสาสะยกร่างเล็กขึ้นพาดบ่า แล้วสาวเท้าเร็วๆตรงไปยังทางที่ได้พบเธอเมื่อครู่นี้

    ท่านทำอะไรน่ะ! ปล่อยข้าลงเดี๋ยวนี้นะ!” หญิงสาวทั้งดิ้นรน ทั้งทุบตี แต่อีกฝ่ายทำเหมือนไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย ...เหตุการณ์เช่นนี้ยิ่งทำให้เธอรู้สึกขายหน้า เพราะคนที่เชื่อมั่นในฝีมือการต่อสู้ของตนเองอย่างเธอกลับพ่ายแพ้ทหารตัวโตสังกัดหน่วยนักรบทมิฬคนนี้อย่างหมดท่าน่ะซิ!

              อย่าดิ้นน่า! เห็นตัวเล็กๆอย่างนี้ก็หนักเหมือนกันนะเจ้าร่างสูงปรามคนที่กำลังชักดิ้นชักงออยู่บนบ่า ขณะมุ่งมั่นเดินไปข้างหน้าต่อไปอย่างไม่คิดจะปล่อยคนตัวเล็กลงพื้นแม้แต่น้อย

              ชั่วครู่ทีเดียวกว่าอัคจะพาหนุ่มน้อยตัวกะเปี๊ยกมาถึงจุดหมาย เขาวางเธอลงบนพื้น แต่แทนที่จะปล่อยเธอให้เป็นอิสระ ชายหนุ่มกลับยื้อยุดข้อมือทั้งสองข้างของเธอไว้

    เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร เดินมา หรือขี่ม้ามา

    คนถูกถามไม่ตอบคำถามนั้น แต่กลับยกขาหมายจะเตะใส่หน้าแข้งคนตรงหน้าเข้าเต็มเปา แต่ชายหนุ่มก็หลบได้ทันควัน

    อะไรกัน!...เราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่รึไง เพื่อนที่ไหนจะประทุษร้ายเพื่อนถึงสองครั้งสองคราแบบนี้

    ศาศวัตราเม้มปากสนิท พยายามสะกดกลั้นอารมณ์ของตนเองให้นิ่งเข้าไว้ พร้อมกับท่องในใจว่า

    ...เป็นมิตร เป็นมิตร และเป็นมิตร...

    เธอต้องทำตัวเป็นมิตรเข้าไว้ เพื่อจะได้สืบหาความจริงที่ซ่อนเร้นอยู่ของคณะทูตจากหฤษคีรีสำหรับการมาเยี่ยมเยียนอาวันตีในครั้งนี้หลังจากที่ไม่เคยเดินทางไปมาหาสู่กันเลยตลอดสิบกว่าปี

    ขอโทษหญิงสาวจำใจเอ่ยคำว่าขอโทษออกไป

    ก็ท่านทำให้ข้าโกรธนี่นาบ่นอุบอิบอีกสองสามประโยคจึงเอื้อนเอ่ยแกมขอร้อง

    ปล่อยข้าเถอะ ข้าเจ็บ...

    เพราะถ้อยคำนั้นเองทำให้มือใหญ่คลายออก...เล็กน้อย

    ถ้าปล่อยแล้วเจ้าอย่าประทุษร้ายข้าอีกล่ะ แล้วอย่าวิ่งหนีไปไหนด้วย

    ศาศวัตรายอมพยักหน้าแต่โดยดี แม้ในใจจะขุ่นเคืองอารมณ์สักเพียงใด หากเจ้าตัวก็พยายามเก็บกดมันเอาไว้ ...ภาพในหัวของเธอตอนนี้คือภาพที่ตัวเองกำลังใช้มีกรีดหมอนที่ยัดนุ่นจนแน่นออกเป็นชิ้นๆไม่เหลือชิ้นดี

    ...คอยดูเถิด กลับถึงบ้านเมื่อไหร่ เธอจะระบายอารมณ์ให้สาแก่ใจเลย!

    ว่าไง เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร

    ข้าขี่ม้ามา

    อยู่ไหนล่ะคนตัวเล็กทำปากยื่นยาวไปทางด้านหลังของคนตรงหน้า

    หลังพุ่มไม้นู่น

    เมื่อได้คำตอบ อัคก็ยอมปล่อยมือเธอข้างหนึ่ง แต่อีกข้างยังคงเกาะกุมไว้มั่น พร้อมทั้งจับจูงเธอให้เดินตรงไปยังหลังพุ่มไม้นั้นอีกด้วย

    ไม่นานนักคนทั้งสองก็นั่งอย่างเรียบร้อยบนหลังม้า โดยมีร่างเล็กนั่งซ้อนอยู่ทางด้านหลัง

    กอดข้าไว้ซิเจ้าตัวเปี๊ยก เดี๋ยวก็ตกลงไปหรอก

    คนนั่งหน้าแนะนำอย่างใจดี  หากคนข้างหลังกลับทำเสียงบางอย่างในลำคอราวกับไม่พอใจหรือขยะแขยงเป็นนักหนา

    ขืนกอดกัน ฟ้าจะผ่าเอาน่ะซิ

    ไม่หรอกน่าคนตัวโตถือวิสาสะกระชากแขนทั้งสองของเธอให้กอดเอวเขาไว้โดยพลัน จากนั้นเพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่ศาศวัตราจะชักมือออก ม้าตัวนั้นก็ห้อไปข้างหน้าเต็มฝีเท้าจนทำให้เธอแทบคะมำ และไม่สามารถดึงมือออกจากเอวหนาของคนตรงหน้าได้เลยเพราะถูกอีกฝ่ายจับยึดไว้อย่างแน่นหนา

    คนตัวเล็กถอนหายใจเฮือกเป็นครั้งที่เท่าไหร่ไม่ทราบได้ เมื่อพบว่าฝีมือการขี่ม้าของนายทหารผู้นี้ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อะไรเลย ตรงกันข้าม...ออกจะเก่งกว่าเธอเสียด้วยซ้ำ

    เห็นแล้วก็ให้นึกหงุดหงิดใจนัก

    ...นี่เธอจะแพ้เจ้ายักษ์ขี้เก๊กคนนี้อยู่ร่ำไปเลยหรืออย่างไร!...

    ศาศวัตราหมายมั่นปั้นมือไว้ว่า นับจากวันนี้เป็นต้นไปเธอจะตั้งใจเรียนให้หนักขึ้น และรอให้เธอโตกว่านี้อีกสักหน่อย...สองสามปีข้างหน้า ถ้ามีโอกาสล่ะก็เธอจะขอแข่งม้ากับเขา และเธอมั่นใจด้วยว่าผลการแข่งขันเธอจะต้องชนะ...

    ...ไม่มีทางที่ตายักษ์ตัวโตคนนี้จะชนะเธอแน่นอน เชื่อซิ!...



    Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone และ Android Phone
    เตรียมพบกับ Dek-D Writer App เวอร์ชั่น iPad / Android Tablet เร็วๆนี้ ฟรี!
    หทัยรักบรรณาการ{สนพ.เดซี่} ตอนที่ 3 : หทัยรักบรรณาการ บทที่ ๒ , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 2964 , โพส : 6 , Rating : 39 / 8 vote(s)
    Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
    [ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
    หน้าที่ 1

    #6 : ความคิดเห็นที่ 1475
    ขยันฝึกยังไงก็คงสู้เจ้าชายอัคคัญญ์ไม่ได้อยู่ดี
    Name : mol [ IP : 58.8.217.68 ]
    Email / Msn: -
    วันที่: 6 มีนาคม 2556 / 22:19

    #5 : ความคิดเห็นที่ 1453
    เพิ่งเข้ามาอ่านค่ะ อ่านไปแค่2ตอนก็ชอบแล้ว
    น่าติดตามมากเลย
    Name : winkling [ IP : 58.11.251.11 ]
    Email / Msn: -
    วันที่: 5 มีนาคม 2556 / 15:57

    #4 : ความคิดเห็นที่ 1273
    ฉลาดด้วยกันทั้งคู่เลยเดาทางไม่ถูกค่ะ
    Name : rutkhonkaen< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ rutkhonkaen [ IP : 115.67.35.124 ]
    Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
    วันที่: 26 กุมภาพันธ์ 2556 / 22:24

    #3 : ความคิดเห็นที่ 1121
    >< เขินแทน
    Name : Un YoNG< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Un YoNG [ IP : 49.0.107.222 ]
    Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
    วันที่: 22 กุมภาพันธ์ 2556 / 23:00

    #2 : ความคิดเห็นที่ 868
    สงสัยพรเอกะรู้ แน่เลยเนาะ


    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2556 / 18:46
    Name : แม่ทะลบ< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ แม่ทะลบ [ IP : 118.172.25.10 ]
    Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
    วันที่: 2 กุมภาพันธ์ 2556 / 18:46

    #1 : ความคิดเห็นที่ 812
    เย้ๆ เจอกันแล้ว
    Name : เพนกวิ้น [ IP : 125.25.108.46 ]
    Email / Msn: -
    วันที่: 23 มกราคม 2556 / 11:37

    หน้าที่ 1
    Post your comment : แสดงความคิดเห็น
    ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

    ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
      โพสความเห็นด้วย member Login name Password
      โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
                พิมพ์เลขที่เห็น

    Dark Night จอมโจรแห่งรัตติกาล

    ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

    • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
      เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
      จากผู้ลงผลงาน

    • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
      ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
      ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

    • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
      โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
      หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
      ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
      Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
      Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

    App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android