[FIC GOT7] เรื่องบังเอิญ (JacksonxMark) *one short*

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 65 Views

  • 2 Comments

  • 1 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    65

    Overall
    65

แนะนำเรื่องแบบย่อๆ
เรื่องบังเอิญที่พาให้เรามาพบกัน


ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เคยมีคนบอกว่า

โลกนี้ไม่มีความบังเอิญหรอกนะ

มีก็แต่พรหมลิขิต

(อ้างอิง : คำโปรยปกหลัง xxxHolic เล่ม 1)

 


“อยากให้เราบังเอิญได้เจอกันทุกวันคงดี”




“ผมไม่รู้หรอกว่านี่คือเรื่องบังเอิญหรืออะไร แต่ผมจะไม่รออีกแล้ว”



เรื่องนี้เป็นฟิคชั่นคู่JARKที่เราเขียนเป็นเรื่องแรกเพื่อแก้บนความไม่นกบัตรคอนเสิร์ตGOT7ค่ะ

ไม่มีเจตนารังเกียจคู่นี้แต่อย่างใด เรารักทั้งสองคนค่ะ

เราเลือกบนคู่นี้เพราะปกติเราจิ้นมาร์คเซเมะ และแจ็คสันก็เซเมะค่ะ จึงเป็นอะไรที่ยากและท้าทายสำหรับเรามาก

ขอบคุณทุกท่านที่แวะเข้ามาอ่านนะคะ


พลอย (ไม่) ใส 16.09.2016 ^_^

เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 16 ก.ย. 59 / 21:37

บันทึกเป็น Favorite


เรื่องบังเอิญ...

 

 

เราอาจเคยพบกันที่ไหนสักแห่ง

เราอาจเคยเดินสวนกัน

เราอาจเคยมองเห็นกัน

เราอาจแค่ไม่เคยรู้จักกัน

 

สถานีต่อไป...

                ในทุกๆวันธรรมดา แจ็คสัน เด็กผู้ชายผู้มีใบหน้าหล่อเหลา ไว้ทรงผมเกรียนแบบนักกีฬา ในชุดนักเรียนโรงเรียนนานาชาติชื่อดังจะต้องขึ้นรถไฟใต้ดินสายนี้เพื่อไปโรงเรียนตอนเช้า และอาศัยเจ้าสิ่งนั้นกลับบ้านตอนเย็นเป็นประจำ

                ชีวิตประจำวันของเขานั้นช่างสุดแสนธรรมดา ตอนเช้าไปเรียน ตกเย็นเข้าชมรมฟันดาบ อาจจะแวะไปหาของกินกับเพื่อนในชมรมบ้าง และกลับบ้าน แน่นอนว่าเขาไม่เคยคาดคิดถึงความพิเศษในชีวิตแต่ละวัน เขาแค่ให้ทุกอย่างดำเนินไป ไม่สังเกตรอบตัว ไม่แม้แต่จะเคยเงยหน้าจากสมาร์ทโฟนในมือยามที่ยืนหรือนั่งอยู่บนรถไฟใต้ดินสายนั้น

                เขาจึงไม่เคยรู้ ไม่เคยรู้เลยจริงๆว่ามีใครบางคนสังเกตเห็นเขาอยู่ทุกวัน ยิ่งกว่าความบังเอิญในช่วงเช้า(ที่ตารางเวลาของมนุษย์ทั่วไปมักเที่ยงตรง) แต่แม้กระทั่งในบางวันยามเย็นเขาสองคนก็โดยสารรถไฟสายเดียวกันอยู่เสมอ

.

.

.

 

                โดยปกติ มาร์ค ผู้มีหน้าตาอันหล่อเหลา และบางครั้งก็มีคนชมเขาว่าสวย(แน่นอนว่าเขาไม่ได้พึงพอใจนักหรอก) นักศึกษาภาควิชาการดนตรี มหาวิทยาลัยรัฐพอมีชื่อแห่งหนึ่ง จะขึ้นรถไฟใต้ดินสายนี้เพื่อเดินทางไปมหาวิทยาลัย และกลับบ้านเป็นประจำ

                ชีวิตประจำวันของมาร์คนั้นดำเนินมาอย่างปกติเสมอ ตอนเช้าไปเรียน ตกเย็นซ้อมดนตรีบ้าง ซ้อมเต้นบ้าง และกลับบ้าน จนกระทั่งเขาสังเกตเห็นเด็กผู้ชายในชุดมัธยมปลายโรงเรียนนานาชาติชื่อดังคนหนึ่งบนรถไฟใต้ดินสายนี้

                เด็กผู้ชายคนนั้นดึงดูดสายตามาร์คด้วยหน้าตาที่โดดเด่น แต่ถึงมาร์คจะรู้สึกว่าเด็กคนนั้นดูน่าสนใจแค่ไหน เขาก็ไม่เคยแม้แต่จะทักทายหรือพูดจากันสักคำ เขาอยากให้เกิดเหตุบังเอิญอะไรก็ตามแต่ที่จะทำให้เขาได้พูดคุยกับเด็กคนนั้นสักครั้ง แต่ก็ไม่.. เด็กนั่นก็เอาแต่กดมือถือในมือเอาเป็นเอาตาย บางครั้งเล่นเกม บางครั้งเหมือนจะคุยกับใครบางคนด้วยแอพลิเคชั่นยอดฮิต

                บางทีเด็กคนนั้นคงมีแฟนแล้ว มาร์คคิดอย่างนั้นและก็ได้แต่ปล่อยแต่ละวันให้ผ่านเลยไป

.

.

.

 

                วันนี้มาร์คไม่มีเรียนตอนเช้า แต่เขาก็เลือกที่จะไปมหาวิทยาลัยแต่เช้า เขาหาข้ออ้างให้ตัวเองในใจว่าวันนี้เขาจะไปซ้อมกีตาร์ไฟฟ้าตอนเช้าที่ภาค ทั้งที่ความจริงแล้วเขาก็แค่อยากเห็นเด็กคนนั้นก็เท่านั้นเอง

                วันนี้เด็กผู้ชายคนนั้นก็ยังคงมีอะไรบางอย่างที่ดึงดูดใจสำหรับเขา บางทีอาจเป็นผมเกรียนที่ดูไม่เข้ากับหน้าหล่อๆนั่น หรืออาจเป็นส่วนสูงที่ดูไม่เข้ากับรูปร่างนักกีฬานั่นล่ะมั้ง อันที่จริงมาร์คไม่เคยตอบตัวเองได้หรอก ก็แค่รู้สึกว่าอยากมองเรื่อยๆ อยากมองเห็นเด็กคนนั้นเสมอ

“แจ็คสัน!!” เสียงเรียกชื่อของใครบางคนดังขึ้นท่ามกลางสังคมสมาร์ทโฟนและเสียงประกาศต่างๆบนรถไฟ เด็กผู้ชายที่มาร์คมองอยู่ทุกวันนั้นก็เงยหน้าขึ้นจากมือถือและยกมือขึ้นไฮไฟว์กับคนที่เรียกชื่อแจ็คสันคนนั้น

                เด็กคนนั้นเขาชื่อแจ็คสัน ในที่สุดมาร์คก็ได้รู้จักชื่อ และชื่อนี้คงจะวนเวียนในหัวตลอดวันนี้อย่างแน่นอน

.

.

.

“มึงมาได้ไงเนี่ยเจบี” แจ็คสันถามเพื่อนของเขาที่บังเอิญเจอกันบนรถไฟ

 

“เมื่อคืนกูไปค้างบ้านแฟนเลยต้องมาขึ้นสายนี้ ดีว่ะ โล่งกว่าสายประจำกูหน่อย” เจบีมองกวาดสายตาไปทั่วขบวน

 

“เบื่อคนมีแฟน ไม่ย้ายไปอยู่กับแฟนเลยอะ จะได้มาขึ้นทุกวันเลยเนี่ย โล่งๆ” แจ็คสันแซวเจบีด้วยน้ำเสียงขำปนหมั่นไส้

 

“กูว่ามึงไม่ต้องอิจฉากูหรอกเพื่อน อีกไม่นานมึงอาจจะมีก็ได้” เจบีหันหน้ามาทางแจ็คสันด้วยสีหน้าแบบหมั่นไส้

 

“อะไรของมึง”

 

“มึงเนียนๆนะ เก้านาฬิกาผู้ชายเสื้อซูพรีมสีส้ม เขามองมึงตลอดเลยว่ะ” แจ็คสันแสร้งทำเป็นหันไปไปมองสถานีตามทิศที่เจบีบอก

 

                ผู้ชายคนนั้นหันหลบแทบจะทันทีที่เขามองไป เหมือนเวลาหมุนช้าลงราวกับมีเวทมนตร์ เพียงชั่ววินาทีที่ได้เห็นหน้าของคนคนนั้น แจ็คสันรู้สึกเหมือนเวลาหยุดเดินกะทันหัน ใครคนนั้นมีหน้าตาเหมือนรูปวาด ผิวขาวจัด ตัวบางเสียจนน่ากลัวจะหัก ชั่วโมงต้องมนต์ที่แท้จริง เขาได้ประสบมันในวันนี้

 

“เอ้าเพื่อนอย่าไปจ้องเขาแบบนั้น เดี๋ยวเขาเขินตายห่า” เจบีกระซิบที่ข้างหูแจ็คสันเบาๆ

 

“เหี้ยมึง สวยชิบหาย มึงแน่ใจนะว่าเขามองกู” แจ็คสันรีบหันมาพูดเสียงเบากับเพื่อนข้างกาย

 

“ใจเย็นๆนะเพื่อน กูมั่นใจเว้ย แต่มึงอย่ากระโตกกระตากสิ ไก่ตื่นหมด”

 

fu_k me!!(เหี้ยเอ๊ยย) ทำไมกูไม่เคยเห็นเขาเลยวะ”

 

“เพื่อความมั่นใจนะ เดี๋ยวอีกสองสถานีถึงโรงเรียนเรา ตอนลงนะ ก่อนประตูปิดมึงลองหันกลับมามองเขาดิ พนันให้กูโดนอาจารย์ด่าเลย เขาต้องมองมึงอยู่ หลบไม่ทันแน่”

 

                แจ็คสันช่างใจในช่วงระยะสองสถานีที่เขาจะต้องลง มันจะเป็นไปได้จริงหรือที่คนสวยคนนั้นจะมองเขาอยู่ ระหว่างทางที่ใจแอบเต้นโครมคราม แจ็คสันลอบมองคนนั้นบ่อยครั้ง มีบางครั้งที่เหมือนสายตาจะประสานกัน แต่แจ็คสันก็ไม่แน่ใจว่าจริงไหม เขาอยากพิสูจน์อย่างใจจดจ่อ

 

“สถานี....”

 

                ผู้คนทยอยลงจากรถไฟรวมถึงพวกแจ็คสันด้วย แจ็คสันแสร้งเดินลงจากรถไฟด้วยท่าทีอันปกติกระทั้งวินาทีที่รถไฟกำลังจะส่งสัญญาณเตือนปิดประตู เขาหันหลังกลับไปมองภายในตู้ตามที่เจบีบอกอย่างกะทันหัน

                วินาทีก่อนประตูรถไฟจะเคลื่อนปิด คนคนนั้นมองเขาอยู่จริงๆ มองตรงมาที่เขาไม่ใช่ใครคนอื่น หัวใจของแจ็คสันเต้นโครมครามคร่อมจังหวะ สาบานว่าหน้าของเขาตอนนี้จะต้องแดงเห่อไปยันใบหูแล้วแน่ เขาไม่รู้ว่าอาการนี้เรียกว่าตกหลุมรักอย่างที่ใครเขาว่าหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆตอนนี้ เขารู้สึกเหมือนใจได้หลุดหายลอยตามคนคนนั้นไปเสียแล้ว

.

.

.

                ประตูรถไฟปิดลง หัวใจของมาร์คก็หล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม แจ็คสันรู้ตัวแล้วว่ามาร์คแอบมองอยู่ ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่หันมาจ้องกันแบบนี้

                มาร์คนึกกระวนกระวายใจไปต่างๆนานา ยังไม่ทันคิดตกรถไฟก็เดินทางมาถึงสถานีที่เขาต้องลงเสียแล้ว มาร์คจึงต้องเก็บเรื่องเหล่านี้ไปเครียดถึงห้อมซ้อมดนตรี เขานั่งเหม่อเกากีตาร์ในมือเหมือนคนไร้วิญญาณจนเพื่อนที่เพิ่งเดินเข้าห้องมาต้องเอ่ยทัก

 

“มาร์ค... มาร์ค ฮัลโหลววว” มาร์คสะดุ้งเล็กเมื่อเพื่อนจิ้มนิ้วเข้าที่กลางหน้า

 

“อ้าวจินยอง มาตั้งแต่เมื่อไหร่”

 

“มาตั้งแต่สองนาทีที่แล้ว เดินวนรอบตัวนายไปสามรอบ เหม่ออะไรอยู่” จินยองยืนเท้าเอวหาเรื่องมาร์คเต็มที่ แต่ถึงอย่างนั้นกลับดูน่ารักมากๆแทนที่จะน่ากลัว

 

“ไม่มีอะไร ก็แค่คิดอะไรมากไปหน่อย แล้วนี่ทำไมมาเช้า ปกติไม่ซ้อมช่วงเช้าไม่ใช่เหรอ” มาร์คถามจินยองที่ตอนนี้เดินไปนั่งหน้าเปียโนแล้ว

 

“ก็เมื่อคืนแฟนมาค้างด้วย แล้วมันตื่นเร็วทำเสียงตึงตังมากเลยนอนต่อไม่ลงน่ะสิ” จินยองเริ่มไล่คีย์ตรงหน้าเล่นระหว่างคุย

 

“แฟนเด็กของนายอะนะ ไวไปไหม เพิ่งคบกันได้สองเดือนเองป่ะ ให้มาค้างห้องแล้วเหรอ” มาร์คแอบตกใจในความไวไฟของเพื่อนอยู่เล็กๆ

 

“ก็ธรรมดา รักกัน คบกัน นอนด้วยกัน มันก็องค์ประกอบของความรักไหม ไม่เห็นเกี่ยวกับเวลาเลย” จินยองเริ่มเล่นเพลงCanon in Dเบาๆโดยตาหันมามองที่เพื่อนของเขาแทนที่จะเป็นแป้นข้างหน้า

 

“แล้วถ้าเด็กนั่นทิ้งนายไปล่ะ”

 

“ก็ให้เป็นเรื่องของการเลิกรักสิ ตอนนี้เรารักกันไม่เห็นต้องแคร์เลย อย่าคิดมาก” มาร์คเงียบไปหลังจบบทสนทนานั้นเพื่อขบถึงทัศนคติของเพื่อนคนนี้

 

“นี่จินยองถามหน่อยสิ” มาร์คเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ก้ำกึ่งไม่แน่ใจ “ถ้าหากว่านายรู้สึกชอบคนคนนึงมากๆ นายมองเขาทุกวัน  แต่เขาไม่รู้จักนาย ไม่เคยคุยกัน นายจะทำยังไง”

 

“เราจะทำให้เขารู้ว่าเรามีตัวตน เราจะเข้าไปทักเขา ให้เขารู้จักเรา ที่นั่งเหม่อนี่เรื่องนี้เหรอ” มาร์คไม่ตอบ แต่จินยองแค่มองตาก็รู้แล้ว เพื่อนเขาขี้เขินขนาดหนัก ไม่แปลกที่จะไม่ใจกล้าหน้าด้านเข้าไปทักคนที่ตัวเองชอบ

 

“เลิกหน้าบางแล้วพุ่งชนเลย ด้านได้อายอดนะเข้าใจไหม เดี๋ยวคนอื่นก็คาบไปกินหรอก”

 

“แต่เขาอาจจะมีแฟนแล้วก็ได้”

 

“ไม่รู้ไม่ผิด แต่ถ้าไม่เริ่มอะไรเลยแม้แต่คนรู้จักก็ไม่ได้เป็นนะ” เพื่อนผู้กล้าได้กล้าเสียแนะนำจนมาร์ครู้สึกฮึกเหิม เขาเกิดประกายความหวังเล็กๆขึ้นในใจ

 

.

.

.

                วันนี้แจ็คสันยืนรอขบวนรถไฟด้วยความรู้สึกที่แตกต่างจากทุกวัน  มีทั้งความกังวลระคนตื่นเต้น แค่คิดว่าเขาอาจจะได้เจอคนเมื่อเช้าอีกครั้งก็รู้สึกมวนท้องแปลกๆเสียแล้ว

                เขาอยากรู้จักคนน่ารักคนนั้น อยากทักทาย อยากบอกว่า ผมชื่อแจ็คสันนะ คุณชื่ออะไร อยากจะถามด้วยว่าคุณมองผมทุกวันเลยเหรอ แต่ก็เกรงว่าจะทำให้คนนั้นแตกตื่นมากเกินไป เขาไม่อยากจะดูหลงตัวเองเกินไปด้วย แต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกภูมิใจเล็กๆที่ผู้ชายหัวเกรียนแบบเขาก็มีคนน่ารักมาแอบมอง

               

                ประตูรถไฟเปิดออกเมื่อเข้าเทียบชานชาลา แจ็คสันเงยหน้าขึ้นอย่างมีความหวัง แต่ก็ไม่เห็นคนน่ารักคนนั้น เขาจึงก้าวขึ้นรถไฟด้วยความรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย ไม่เจอกันวันนี้ พรุ่งนี้เช้าก็คงได้เจอกัน

                ทว่าเมื่อเขาเดินเข้าไปจับจองที่นั่งฝั่งหนึ่งของขบวนรถ เขาก็รู้สึกว่าสวรรค์ช่างรู้เห็นเป็นใจให้กับเขาเหลือเกิน คนคนนั้นนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม กำลังมองเขาหน้าตาตื่น พอเขาจ้องกลับ คนนั้นก็หลบสายตาเลิกลั่ก ท่าทางดูน่ารักจนแจ็คสันรู้สึกอยากแกล้ง

 

                แจ็คสันตัดสินใจแล้ว เขาจะเดินหน้า

 

“ขอโทษนะครับ” แจ็คสันสะกิดไหล่บางนั้น “ผมนั่งตรงนี้ได้ไหมครับ”

               

                อันที่จริงรถไฟขบวนนี้โล่งมาก จะนั่งตรงไหนก็ได้ แต่แจ็คสันกลับเลือกเดินเข้าไปขอนั่งที่นั่งว่างข้างคนน่ารักคนนั้น ต่อให้เป็นเด็กประถมยังรู้เลยว่าเขามีวัตถุประสงค์อื่นนอกจากอยากนั่ง

                คนคนนั้นหูแดงอย่างเห็นได้ชัดจนแจ็คสันรู้สึกใจเต้น ยินดีอย่างน่าประหลาด คนน่ารักเขินอายเพราะเขา แค่นี้ก็รู้สึกมีกำลังใจจะทุ่มเทแล้ว

                แจ็คสันนั่งลงและทุกอย่างก็เงียบจนผ่านเลยไปหนึ่งสถานี เขาถึงเริ่มบทสนทนา

.

.

.

.

“เมื่อเช้าพี่มองผมใช่ไหม” บทสนทนาที่เริ่มขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยทำให้มาร์ครู้สึกเหมือนโลกถล่ม เขารู้สึกอายจนต้องเอามือปิดหน้าและพยักหน้ายอมรับเบาๆ

 

“พี่ชื่ออะไรเหรอ ผมชื่อแจ็คสันนะ หวังแจ็คสัน” มาร์ครู้สึกไม่เชื่อหูตัวเองจนต้องหันมามองแจ็คสันโดยการมองลอดช่องฝ่ามือ เขามีความกลัวแต่ก็อยากจะกล้า

 

“ฉัน...ชื่อมาร์ค...” ไม่สามารถกลั่นกรองคำพูดอะไรได้มากกว่านี้แล้ว แค่มาร์คก็รู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ออกแล้ว

 

“พี่มาร์ค เรียนที่มหาลัย...นั่นเหรอ”

 

“อืม”

 

“พี่... ชอบผมเหรอ

 

                เหมือนฟ้าร้องแปลบขึ้นกลางหัว เด็กบ้านี่พูดตรงจนมาร์คสะดุ้งเผลอปล่อยกระเป๋าหลุดมือเสียงดังปึงใหญ่ มาร์ครู้สึกตัวเองทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ควรหันไปตอบยังไง นี่เราเพิ่งเคยคุยกันครั้งแรกไหม ทำไมบทสนทนาไปเร็วขนาดนี้

 

“ขอโทษ พี่ตกใจเหรอ ก็ผมเห็นพี่มอง..”

 

ชอบสิ ถึงได้มองไง” มาร์คกลั้นใจพูดออกไปตอนที่แจ็คสันยังพูดไม่ทันจบประโยค แล้วก็เหมือนจะเพิ่งรู้ตัวว่าเผลอพุดอะไรน่าอายออกไปจนต้องถอยห่างจากแจ็คสันไปหนึ่งเก้าอี้ทันที

 

“ดีใจจัง”

 

                บรรยากาศประหลาดระหว่างคนสองคนตกอยู่ท่ามกลางความเงียบ มีเพียงประกาศของสถานีที่ผ่านพ้นไปเรื่อยๆ อยากจะพูด อยากจะคุยกันให้มากกว่านี้ แต่ความเขินอายก็เข้าแทรกเสียจนพูดไม่ออก ขัดๆเขินๆ แต่ก็รู้สึกดีที่รู้ว่าอีกฝ่ายก็รู้สึกดีๆเหมือนกัน ไม่ได้นึกรังเกียจที่มีใครบางคนมาแอบมองราวกับคนโรคจิตแบบนั้น

 

“ต้องลงแล้วล่ะ ไปก่อนนะ” มาร์คพูดเร็ว โบกมือลาเป็นพิธี และเดินไปรอกระทั่งประตูเปิด เขาไม่กล้าหันมามองแจ็คสันเลย กลัวใจตัวเองที่เต้นแรงอยู่แล้วจะยิ่งแรงขึ้นจนระเบิดออกมา

.

.

.

.

                แจ็คสันมองตามแผ่นหลังบางนั่นไป เขาอยากอยู่กับมาร์คมากกว่านี้อีกสักนิด ไม่รู้สิ ถึงจะไม่ได้คุยอะไรกันแต่เขารู้สึกดีที่ได้อยู่ใกล้ๆมาร์ค มากกว่านี้อีกนิดก็คงดี

อยู่ๆก็ตกลงมาได้ เปียกหมดเลยดูสิ

สองสถานีก็ถึงห้องแล้ว อดทนหน่อยน่า

                เสียงบทสนทนาของคนที่เพิ่งเดินเข้ามาในโบกี้รถไฟเข้าหูของแจ็คสันอย่างช่วยไม่ได้ เขาแตะมือบนกระเป๋าเป้ และตัดสินใจวิ่งพุ่งออกจากตัวรถไฟไปเพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่ประตูจะปิด

                เขาออกวิ่งไปเพียงไม่นานก็ทันใครบางคนที่เดินออกมาก่อน เขาเรียกชื่อของคนคนนั้นให้หยุดเดิน

พี่มาร์ค

.

.

.

.

                มาร์คชะงักเท้าหันมาทันที เขาเห็นแจ็คสันยืนหอบยืนหอบอยู่ด้านหลัง ใจมาร์คเต้นกระหน่ำราวกับมีคนแคระมาตีกลองลั่น มันดังจนน่ากลัวว่าแม้แต่คนที่ยืนใกล้ๆเขาตรงนี้ก็อาจจะได้ยิน

 

“ข้างนอกฝนตก ผมมีร่ม ให้ผมไปส่งนะ”

 

                ท่ามกลางสายฝนที่ทำท่าจะโปรยปรายตลอดทั้งคืน คนสองคนภายใต้ร่มคันเดียวกันก็เหมือนจะได้ขยับเข้ามาใกล้ขึ้นมาอีกหลายก้าว จังหวะย่ำเท้าเฉาะแฉะที่เคยน่าเบื่อหน่ายในวันฝนตก กลายเป็นเสียงไพเราะกว่าที่เคย ไม่อยากให้สิ้นสุดเลย อยากให้บ้านไกลกว่านี้ อยากจะใช้เวลาด้วยกันให้มากกว่านี้

 

“พรุ่งนี้เจอกันนะ”

 

                อยากให้พรุ่งนี้

และพรุ่งนี้ของพรุ่งนี้

และทุกๆวัน

เราได้พบกันตลอดไป 


..............................................................................

a love story never ending


ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ พลอย(ไม่)ใส จากทั้งหมด 2 บทความ

บทวิจารณ์

เขียนบทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

เขียนคำนิยม

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

2 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 24 กันยายน 2559 / 09:58
    อยากอ่านต่อ > < มีความเขิลลลแรง
    #2
    0
  2. วันที่ 17 กันยายน 2559 / 21:06
    งื้อ น่ารักก
    #1
    0
พิมพ์เลขที่เห็น