สวัสดีผู้เยี่ยมชม [ เข้าระบบ | สมัครสมาชิก ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

จรดรักในรอยทราย

ตอนที่ 65 : ใครคือผู้โชคร้ายกันแน่


     อัพเดท 23 มี.ค. 55
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/อดีต ปัจจุบัน อนาคต
Tags: ยังไม่มี
ผู้แต่ง : moonnile,ไพรวนา,โต้วโต้ว ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ moonnile,ไพรวนา,โต้วโต้ว
My.iD: http://my.dek-d.com/ple2517
< Review/Vote > Rating : 97% [ 25 mem(s) ]
This month views : 536 Overall : 277,160
4,077 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 1075 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
จรดรักในรอยทราย ตอนที่ 65 : ใครคือผู้โชคร้ายกันแน่ , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 4303 , โพส : 12 , Rating : 131 / 27 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


 

“อึบๆๆ โฮ้ยยยย มันหนักมากจริงๆ เหอๆ เห็นเป็นแท่งเล็กแบบนี้แต่ก็หนักเอาการแฮะ” มือเรียวยกขึ้นปาดเหงื่อออกจากใบหน้าสวยแล้วก็ต้องอึ้งเมื่อเห็นคราบเครื่องสำอางเลอะออกมา เป็นปื้ดใหญ่ “จริงสิต้องใช้น้ำด้วยนี่นา แต่จะทำยังไงให้น้ำมันกระเด็นใส่ได้ โดยไม่ต้องมีคนคอยดีดน้ำให้ยุ่งยาก” ใบหน้ามอมแมมพอๆ กับเจ้าลูกสิงโตตัวน้อยที่ถูกใช้ให้เป็นทหารสื่อสารเลยทีเดียว สีหน้าครุ่นคิดหาวิธี ทำเอาชายหนุ่มสองคนที่ปีนเข้ามาทางหน้าต่างต้องพากันมองอย่างสงสัย

 

“คุณอัยจะใช้น้ำทำอะไรครับ” เสียงกระซิบเบาๆ ดังขึ้นข้างหลัง ทำให้ร่างสูงโปร่งสะดุ้งจนสุดตัวแล้วหันขวับไปมองทันที

 

“เฮ้ย/เฮ้ย” เสียงทั้งสองร้องดังลั่น ซานัทตกใจเมื่อจู่ๆ ใบหน้าที่เลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปด้วยสีต่างๆ หันขวับมาในระยะใกล้ๆ หากแต่สาวหล่อร้องตกใจเพราะจู่ๆ ก็มีเสียงเรียกจากข้างหลัง

 

“โอ๊ยยย คุณซานัท...อัยตกใจหมดเลยคิดว่าแผนแตกซะแล้ว” สาวหล่อเบิกตากว้างแล้วใช้มือเช็ดคราบเหงื่อบนใบหน้าไปด้วย

 

“โห...คุณอัยทำไมมอมแมมเป็นลูกวัวกระโจนเล่นปลักโคลนแบบนี้ล่ะครับ” เสียงทักของซานัททำเอาอีกหนึ่งหนุ่มที่กำลังพยายามใช้แรงสาวเชือกเพื่อยกของบางอย่างเข้ามาในห้องรีบหันมามอง

 

“ฮ่าๆ” ฮอว์คส่งเสียงหัวเราะออกมาเมื่อเห็นใบหน้ามอมแมมของสาวหล่อชัดๆ “นั่นคุณอัยไปทำอะไรมาครับหน้าตาถึงได้มอมแมมแบบนั้น”

 

“อ๋อ...นี่ไงอัยเตรียมของพวกนี้เพื่อลงโทษคนเจ้าแผนการกับพวกสมรู้ร่วมคิด” นิ้วเรียวชี้ไปยังบรรดาสิ่งของที่วางห่างจากหน้าประตูประมาณหนึ่งเมตรกว่าๆ ได้

 

ซานัทรีบหันไปดูของที่สาวหล่อเตรียมไว้อย่างสนใจ แล้วก็ต้องกลั้นเสียงหัวเราะเมื่อรู้ว่าหญิงสาวคิดจะทำอะไร “ผมว่างานนี้คงไม่ใครก็ใครต้องรีบไปหาหมอแน่ๆ ฮ่าๆ” แล้วมือใหญ่ก็ยื่นผ้าคลุมไปให้หญิงสาวที่ใช้มือเช็ดหยาดเหงื่อที่ไหล “คุณอัยใช้ผ้าเช็ดเถอะครับ ใช้มือเช็ดแบบนั้นเครื่องสำอางเลอะไปหมดแล้วครับ”

 

“ขอบคุณ” แล้วดวงตาเรียวก็กวาดตามองหาผู้ช่วยอีกกลุ่มที่ต้องเข้ามาช่วยเหลือก่อนผู้นำทางหนุ่ม “อ้าว...ทำไมคุณซานัทมาก่อนพี่โน้ตล่ะค่ะ”

 

“พอดีผมได้คนช่วยขนของที่คุณอัยบอกมาก็เลยมาเร็วกว่าโน้ตครับ ป่านนี้คงรออยู่ข้างล่างแล้ว” ชายหนุ่มเดินไปมองดูเพื่อนชายกับกลุ่มคนอีกหลายคนที่ยืนแหงนคอมองอยู่ด้านล่างนอกหน้าต่าง

 

ไอลดาเดินเข้าไปดูสิ่งที่ไมค์กำลังอุ้มเข้ามาตั้งวางไว้กลางห้อง ดวงตาคมเรียวกวาดมองดูส่วนสูงและรายละเอียดของเครื่องแต่งกายที่คล้ายกันอย่างสนใจ

 

“ทำได้เหมือนมากเลยนะคะ” มือเรียวยกขึ้นลูบไล้ไปตามของสิ่งนั้น “ดูสิ ผิวเนียนละเอียดมากจริงๆ ฝีมือช่างชาวอียิปต์โบราณนี่น่านับจริงๆ”

 

“คุณอัยเราต้องไปแล้วครับ เสียงเป่าเขาสัตว์เริ่มแล้ว” ซานัทรีบเดินเข้ามาหา “โน้ตรออยู่ข้างล่างพร้อมทุกคนแล้วครับ ที่มาช้าก็เพราะดันเข้าห้องผิด ไปเข้าห้องพักของฟาโรห์เมนทูโฮเทปที่สี่เข้า แผนเกือบแตก ดีที่ไหวตัวทัน หึๆ” ซานัทหัวเราะออกมากับสีหน้ายิ้มกริ่มของเพื่อนหนุ่ม ที่ไม่ได้แอบออกจากห้องนั้นมาเปล่าๆ กับแอบฉกของบางอย่างมาด้วยเต็มถุงทีเดียว

 

“เดี๋ยวๆ รอแปปเดียวค่ะ ใครมีถุงหนังใส่น้ำบางค่ะขออัยหน่อย จะเอามาผูกกับเชือกผ้าม่านตรงนี้” ร่างสูงโปร่งรีบปีนขึ้นไปบนโต๊ะไม้แล้วนำถุงหนังใส่น้ำผูกห้อยไว้ห่างจากของที่วางไว้หน้าประตูเล็กน้อย หลักจากกะระยะของการไหลพุ่งของน้ำในถุงแล้ว จึงใช้ปลายมีดกรีดเบาๆ ให้ถุงหนังเป็นรอยปริแตกปลายขนนกแทงลงถุงหนังใส่น้ำแบบหลวมๆ กะพอให้แรงดันของน้ำดันให้มันหลุดได้เมื่อขนนกอุ้มน้ำเต็มที่แล้ว แต่เพื่อความไม่ประมาณสาวหล่อใช้เชือกผ้าม่านโยงขนนกไว้กับช่องที่ใช้สอดไม้คานอีกที “เอาล่ะเสร็จแล้ว พวกเรารีบไปกันเถอะ”

 

ขณะที่ร่างสูงวิ่งตามหลังคนอื่นๆ ไปที่หน้าต่างก็เหลียวมองสิ่งที่วางนิ่งอยู่ใกล้เตียง ดวงตาเจ้าเล่ห์ก็รีบถอดวิกผมยาวที่สวมใส่ตวัดคลุมลงไปอย่างเหมาะเหม็ง บนเตียงที่พักใกล้ของสิ่งนั้นคือมงกุฎสีขาวแดงวางอยู่ “แต่งตัวเอาเองนะจ๊ะ บ๊ายบาย”

 

ฮอว์คหันไปมองดูสิ่งที่สาวหล่อทำก็ส่ายหน้ากับอารมณ์ขบขันปนกลั่นแกล้งของธิดาเทพผู้นี้ “ค่อยๆ ช้าๆ ครับ สอดเท้าเข้าในห่วงเชือกนั่นแล้วจับเชือกให้มั่น ที่เหลือปล่อยให้หนุ่มๆ ใช้แรงดึงร่างคุณอัยลงไปเอง”

 

ไอลดามองดูเส้นเชือกขนาดใหญ่ที่พาดกับคานหินขนาดใหญ่ด้านบนอย่างทึ่งๆ แล้วเห็นว่าที่ด้านล่างทุกคนกำลังยืนรออยู่ โดยมีสามหนุ่มเบดูอินคอยดูต้นทางให้ และที่ทำให้หญิงสาวกลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้คือหัวเล็กๆ โผล่ออกมาจากเสื้อของใกล้หนุ่ม ร่างสูงโปร่งจับเชือกไว้มั่นแล้วพยักหน้าให้บรรดาหนุ่มๆ ที่อยู่ด้านล่างช่วยกันออกแรงดึงเชือกยกร่างเธอที่ปืนขึ้นไปอยู่บนขอบหน้าต่างเพื่อ ค่อยๆ ผ่อนเชือกให้ร่างเธอลงถึงพื้นได้อย่างปลอดภัย ดีที่ความสูงของห้องนี้ที่อยู่วิหารคาร์นัคสูงประมาณตึกสองชั้นเท่านั้น เพราะเป็นห้องที่สร้างลดหลั่นลงมาจากห้องโถงใหญ่ที่ใช้ประกอบพิธี

 

“ไปกันเถอะ เก็บเชือกด้วย เราต้องออกจากวิหารแห่งนี้ทันทีก่อนที่ฮัตเตจะไหวตัวทัน” ซานัทกล่าวออกมาแล้วเมื่อเห็นว่าฮอว์คที่ลงมาเป็นคนสุดท้าย กำลังปลดเชือกออกจากเท้า นายทหารหนุ่มพยักหน้าแล้วกระตุกเบาๆ เพียงครั้งเดียว เชือกทั้งเส้นที่คล้องอยู่รอบคานก็หล่นลงมาอย่างง่ายดาย

 

“เราจะไปทีไหนกันดี” นางรำสาวหันหน้าไปถามพี่ชายอย่างตื่นเต้น หลังจากช่วยหมอสาวตวัดผ้าคลุมสีดำรอบร่างสาวหล่อเพื่อปกปิดเครื่องแต่งตัว “อ้าว...คุณอัยเอาคฑามาด้วยเหรอค่ะ”

 

“ใช่...ตอนกำลังย้ายของข้างบนใช้คฑาวัดระยะของถุงหนังใส่น้ำ ก็เลยเหน็บเอวไว้แล้วก็ลืมไปเลย” ยังไม่ทันพูดจบก็มีเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นที่ด้านหลัง ดวงตาวิศวกรสาวหรี่ลงอย่างขบขันเมื่อนึกรู้ว่าแผนหลบหนีแตกเสียแล้ว ว่าแต่...ใครเป็นคนเข้าไปจ๊ะเอ๋กับดักที่เธอสร้างขึ้นมาล่ะเนี่ย ฮ่าๆ

 

“ที่นี่เหรอค่ะวิหารลักซอร์ โห้...ดูเสาต้นนั้นสิค่ะ ใหญ่มากเลย แล้วก็เป็นสี่เหลี่ยม สูงมากๆ” ดวงตาสีดำทอประกายตื่นเต้นเมื่อมองดูเสาขนาดใหญ่ที่ตั้งวางไว้หน้า ด้านหลังมีร่างสูงใหญ่สี่ห้าคนกำลังเดินตามมา พร้อมกับร่างสีเหลืองทองกำลังเดินเยื้องย่างอยู่เคียงข้างเจ้านายหนุ่ม ดวงตาสีเหลืองอำพันจ้องมองดูร่างเล็กที่กระโดดโลดเต้นอย่างตื่นเต้นนิ่ง แล้วจู่ๆ ก็พ่นลมหายใจพรืดใหญ่จากจมูก คล้ายกำลังอ่อนใจกับท่าทางตื่นเต้นโอเวอร์ของหญิงสาวตรงหน้า

 

“หึๆ ข้ารู้ว่าเจ้ารู้สึกยังไง แต่เจ้าก็น่าจะภูมิใจนะพาเคธ ว่าสิ่งก่อสร้างในอดีตเหล่านี้ ดูเป็นที่ตื่นตาตื่นใจกับนั่งท่องเที่ยวแบบนี้ ช่วยสร้างเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวได้มากมากโข ช่วยให้ประชาชนของเราไม่ต้องยากแค้นมากนัก รู้อย่างนี้เราน่าจะสร้างไว้ให้เยอะๆ ในสมัยที่เรายังอยู่ที่นั้น เจ้าว่าไหม” ท่านชีคหนุ่มกล่าวออกมากับสหายสี่ขา ที่ตวัดตามองมาเหมือนจะค้อนแล้ว เร่งฝีเท้าเดินนำหน้าไป หางกวัดแกว่งไปมาเมื่อเดินตามหลังชายหนุ่มฝาแฝดร่างสูงใหญ่สองคนที่เร่งเดินเข้าไปหาน้องสาวที่กำลังยืนเบิกตาอ้าปากกว้างแหงนคอเงนหน้ามองดูเสาขนาดใหญ่เบื้องหน้า รอบๆ ด้านมีผู้คุ้มกันยืนประจำจุดต่างๆ กันนักท่องเที่ยวไว้ห่างๆ แสงแฟลชถ่ายรูปวูบวาบไปรอบๆ ราวกับพยายามจะถ่ายภาพท่านชีคหนุ่มที่กำลังเดินอยู่เบื้องหน้า พร้อมกับเหล่าองครักษ์ที่สวมชุดชนเผ่าโบราณสีหน้าคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ส่วนอีกหลายคนสวมชุดสูทที่ยืนกางแขนห้ามไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าใกล้เกินควร

 

ลักษเมศยกมือขึ้นยีผมนุ่มสลวยของน้องสาวอย่างขำๆ ดวงตามองดูเสาขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงหน้าอย่างสนใจ แล้วหันไปถามพี่ชายฝาแฝดที่เดินตามหลังมา “ใช่เสาที่ฟาโรห์รามเสสที่สองสร้างถวายไว้ที่วิหารลักซอร์นี้หรือเปล่าพี่ราม”

 

รามมองหาตราสัญลักษณ์คาซ์ทูร์ที่จารึกบนเสาแล้วพยักหน้า “น่าจะใช่นะ จากที่เห็นในใบปลิวนี้”

 

“เสานี้เอาไว้ทำอะไรค่ะพี่ราม” สาวน้อยเดินไปรอบๆ เสาเพื่อมองดูรอยสลักบนเสาทั้งสี่ด้าน

 

“อะไรกันอยากมาเที่ยวอียิปต์แต่ไม่ค้นหาข้อมูลเลยยัยหนูมิน” มือเรียวใหญ่ยกขึ้นยีผมน้องสาวอีกรอบอย่างหมั่นเขี้ยวแล้วกลายเป็นผู้อธิบายเอง ด้วยลีลาน้ำเสียงของอาจารย์สอนระดับมหาลัย “นี่เขาเรียกว่าเสาโอเบลิสก์รู้ไว้ซะเจ้าตัวยุ่ง” ใบหน้าหล่อเหลายิ้มจนตาพราวเมื่อเห็นว่าน้องสาวเดินหน้ามุ่ยเข้าไปกอดแขนพี่ชายฝาแฝดตนแล้วแลบลิ้นให้ตน อาจารย์หนุ่มเลยยกมะเหงกส่งให้แล้วแกล้งเก็กเสียงเป็นอาจารย์แม่คนดัง “คำว่า โอเบลิสก์ (Obelisk) มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกคือ  Obeliskos หมายถึง เหล็กแหลม เข็ม  หรือ เสาปลายแหลม ลักษณะของเสาโอเบลิสก์จะเป็นเสาสูง สร้างจากหินแกรนิตขนาดใหญ่เพียงก้อนเดียว ฐานของเสาจะกว้างและค่อยๆ เรียวแหลมขึ้นสู่ยอดด้านบนเป็นแท่งสี่เหลี่ยมสี่ด้าน ยอดบนสุดจะเป็นลักษณะเหมือนปิรามิด และมักนิยมหุ้มหรือเคลือบด้วยโลหะ เช่น ทองคำ เหล็ก หรือ ทองแดง เสาโอเบลิสก์เป็นเอกลักษณ์ทางศิลปะที่มีต้นกำเนิดจากอียิปต์โบราณ เป็นสัญลักษณ์แห่งเส้นทางสู่วิหารเทพเจ้า ปกติจะนิยมสร้างขึ้นเป็นคู่ ตั้งอยู่ ณ บริเวณทางเข้าวิหาร ตัวอย่างเช่นที่วิหารแห่งนี้ หรือวิหารคาร์นัคบริเวณรอบๆ เสาโอเบลิสก์จะแกะสลักเป็นร่องลึกด้วยอักษรเฮียโรกริฟฟิค บอกเล่าถึงฟาโรห์ผู้สร้างเสาและเรื่องราวของการสร้างเพื่อบูชาเทพเจ้า เสาโอเบลิสก์จึงเป็นเสมือนหนึ่งเสาอนุสรณ์ บ่งบอกถึงความสำคัญของที่ตั้งของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของอียิปต์โบราณ แล้วรู้ไหมว่าอายธรรมเมโสโปเตเมียก็มีเสาโอเบลิสก์เหมือนกัน สร้างด้วยหินสีดำสนิท เรียกว่า แบล๊คโอเบลิสก์”

 

รามเมศหัวเราะออกมาเมื่อพอน้องชายเล่าจบน้องสาวตัวดีก็รีบแลบลิ้นย่นจมูกใส่อีกฝ่ายอย่างหมั่นไส้ “ยังจะไปล้อพี่เขาอีก แล้วเรารู้ไหมว่าเสาโอเบลิสก์ที่เก่าแก่ที่สุดเป็นของใคร”

 

ศีรษะทุยได้รูปส่ายดิกๆ จนผมนุ่มกระจาย แล้วก็ยิ้มออกมาเมื่อเห็นตัวช่วยเดินเข้ามาหา “นี่ๆ พาเคธรู้ไหมว่าเสาโอเบลิสก์ที่เก่าแก่ที่สุดเป็นของใครอ๊ะ”

 

พาเคธเงยหน้าขึ้นตวัดตาค้อนแล้วส่งเสียงคำรามฮึมฮำในลำคอคล้ายจะบอกว่าใครเป็นผู้สร้างแล้วจะเกี่ยวอะไรกับมันด้วย ถึงมันรู้แล้วถ้ามันตอบจะรู้ไหมว่ามันตอบว่าอะไร หากแต่ก็ยังไม่วายอดหันหัวไปมองดูร่างสูงในชุดคลุมสีน้ำเงินขลิบทองที่เดินตามหลังมา ด้วยรู้ว่าเป็นใครที่สร้างเสาแบบนี้คนแรก แล้วเดินสะบัดบั้นท้ายเข้าไปยังทางเข้าสู่ด้านใน แต่พอเห็นผู้คนยังล้อมอยู่สิงโตสาวก็พ่นลมหายใจออกมาอย่างไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่ แล้วก็หย่อนก้นแหมะนั่งรอทุกคนอยู่ที่หน้าปากทางเข้า แล้วจ้องหน้าบอดี้การ์ดหนุ่มที่ยืนกั้นไว้ไม่ให้มันเข้าไปด้านในให้ผู้คนแตกตื่น

 

“เสาโอเบลิสก์ที่เก่าแก่ที่สุดที่ตรวจพบในขณะนี้คือโอเบลิสก์ของฟาโรห์ซีนุสเร็ตที่ 1 ซึ่งเป็นฟาโรห์ในสมัยราชวงศ์ที่ 12  อยู่ประมาณ 1991 – 1786 ปีก่อนค.ศ. เป็นเสาโอเบลิสก์จากหินแกรนิตแดง สูง 68 ฟุต หนัก 120 ตัน ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ Al-Matariyyah กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ ส่วนเสาโอเบลิสก์ที่มีความสูงที่สุดในโลกนั้น คือ เสาโอเบลิกส์ลาเตรัน (Lateran Obelisk) มีขนาดความสูงถึง 105.6 ฟุต หนัก 455 ตัน  ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ลานจัตุรัสหน้า Lateran Basilica กรุงโรม ประเทศอิตาลี” ท่านชีคหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองยอดเสาตรงหน้าแล้วแย้มยิ้มออกมา “อยากรู้ไหมว่าโอเบลิสก์หรือ เสาโอเบลิสก์เป็นที่รู้จักกันในโลกตะวันตกสมัยนั้นมาจากใคร ใครตอบได้เดี๋ยวเราพาไปล่องเรือทานอาหารเที่ยงกลางแม่น้ำไนล์กัน”

 

คราวนี้อาจารย์หนุ่มตาพราวขึ้นมาแล้วมองหน้าน้องสาวที่หัวเราะคิกคักอย่างดีใจที่สามารถรู้คำตอบนี้ได้ เสียงหวานใสรีบตอบทันที “ก็จากคำพรรณนาของนักปราชญ์กรีกนามว่า ฮีโรโดตุส (Herodotus) ที่เดินทางมาที่นี่แล้วได้เห็นโอเบลิสก์ที่อียิปต์ไงค่ะ แถมยังได้ลงมือเขียนบันทึกเล่าถึงลักษณะของโอเบลิสก์จนเป็นที่รู้จักกันทั่วไปทั้งในกรีกและโรมัน...ถูกต้องไหมค่ะ” ใบหน้าสวยยิ้มแฉ่งเมื่อเห็นท่านชีคหนุ่มพยักหน้ารับว่าเป็นคำตอบที่ถูกต้อง ทำเอาสาวน้อยชูแขนขึ้นแล้วกระโดดอย่างดีใจ “เย้ๆ จะได้กินอาหารบนเรือล่องไปตามแม่น้ำไนล์แล้ว เย้ๆ”

 

คราวนี้สามหนุ่มพากันหัวเราะกับท่าทางตื่นเต้นของสาวน้อยตรงหน้า แล้วก็แทบจะตาพลัดออกมาจากเบ้าเมื่อน้องสาวจอมยุ่งตรงเข้าไปคล้องแขนท่านชีคหนุ่มท่ามกลางสายตากลุ่มคนที่มามุ่งดูอย่างลืมตัว

 

“เฮ้ย...ออกมานี่หนูมิน ตายแล้ว...ขออภัยท่านชีคเป็นอย่างมากครับ” ลักษเมศเกือบแต๋วแตกเมื่อรีบเข้าไปหิ้วคอเสื้อน้องสาวออกมาจากท่านชีคหนุ่มที่ทำสีหน้ายิ้มๆ ไม่ได้ตื่นตกใจอย่างที่ควร

 

“ไม่เป็นไร หึหึ” ใบหน้าหล่อเหลาเหลียวไปมองดูอัมซาร์ที่เดินอยู่ด้านหลังในชุดทหารองครักษ์ ตอนนี้ใบหน้าของผู้ติดตามหนุ่มก้มหน้าลงเพื่อหลบแก้มป่องที่คงจะพยายามกลั้นเสียงหัวเราะไว้อย่างสุดความสามารถ “ไงอัมซาร์ ถ้ามันลำบากนักก็หัวเราะออกมาได้ เราอนุญาต เจ้าด้วยพาเคธไม่ต้องมาทำตากระยิบกระหยี่ใส่เราแบบนั้น เรารู้นะว่าพวกเจ้าคิดอะไรอยู่”

 

คราวนี้อัมซาร์ปล่อยเสียงหัวเราะออกมาทันทีทั้งที่ยังก้มหน้าอยู่ ส่วนพาเคธเจ้าตัวแสบส่งเสียงคึกๆ ในลำคออย่างคล้ายคนหัวเราะ ทำให้ท่านชีคหนุ่มส่ายหน้าอย่างปลงๆ ที่มีลูกน้องจอมป่วนถึงสองพันธุ์ ใบหน้าหล่อเหลาหันไปมองดูสีหน้าแปลกใจที่เห็นนางสิงห์ของท่านชีคฉลาดมากถึงฟังภาษาของมนุษย์ได้

 

“พวกท่านรู้ไหมว่าที่มาของแรงบันดาลใจในการสร้างเสาโอเบลิสก์ เป็นเพราะเหล่าฟาโรห์ในอดีตต่างต้องการให้ทราบถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดของพระองค์กับเหล่าเทพเจ้าทั้งหลาย โดยเฉพาะเป็นสัญลักษณ์แห่งสุริยะเทพรา (Ra) หรือ อามอน เร (Amon Re) ซึ่งถือเป็นเทพเจ้าสูงสุดเหนือเหล่าเทพทั้งปวง ความคิดนี้ยังสอดคล้องกับข้อสันนิษฐานในงานค้นคว้าเรื่องโอเบลิสก์ของนักประวัติศาสตร์อียิปต์คือ แพทริเซีย แบล็คเวล การ์รี่ (Patricia Blackwell Gary) กับนักดาราศาสตร์ ริชาร์ด ทัลคอต (Richard Talcott) ที่กล่าวว่า รูปร่างของเสาโอเบลิสก์นั้น ชาวอียิปต์โบราณน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เรียกว่า Sun pillar หรือ เสาสุริยะ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ของลำแสงพระอาทิตย์เมื่อฉายแสงยามรุ่งอรุณ และยามอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า แสงจากดวงอาทิตย์เมื่อส่องประกายริมขอบฟ้าเหนือท้องทะเล จะสะท้อนกับผิวน้ำ จนแลดูคล้ายเสาสุริยะหรือสัญลักษณ์แห่งสุริยะเทพรา หากพวกเจ้าได้เห็นจะรู้ว่ามันเป็นภาพที่งดงามเพียงใด” ท่านชีคหนุ่มมองสบดวงตาใสแจ๋วของหญิงสาวคนเดียวในกลุ่มที่จ้องมองมาอย่างตั้งใจฟังเรื่องราว “ถึงแม้ว่า โอเบลิสก์จะมีต้นกำเนิดจากอียิปต์โบราณ แต่เมื่อยามอียิปต์เสื่อมอำนาจลง เสาโอเบลิสก์ได้กลายมาเป็นที่นิยมของมหาอำนาจแห่งอาณาจักรโบราณทั้งหลายในสมัยตั้นคือ จักรวรรดิโรมัน ที่ได้ขนย้ายเสาโอเบลิสก์ไปสู่โรมันเป็นจำนวนมาก ทำให้ในทุกวันนี้ มีปรากฏเสาโอเบลิสก์ในดินแดนเดิมของโรมัน ซึ่งก็คือชาติตะวันตกหลายประเทศในยุโรปมากกว่าเสาโอเบลิสก์ที่มีหลงเหลืออยู่ในประเทศอียิปต์ปัจจุบัน เสาโอเบลิสก์ของอียิปต์โบราณที่ยังคงเหลืออยู่ในโลกทุกวันนี้ มีจำนวน 29 เสา เป็นเสาที่ตั้งอยู่ในประเทศอียิปต์ปัจจุบันจำนวน 9 เสา ส่วนอีก 20 เสานั้น กระจายกันอยู่ในประเทศต่างๆ คือในประเทศอิตาลี 11 เสารวมนครรัฐวาติกัน สหราชอาณาจักร 4 เสา  ส่วนในประเทศฝรั่งเศส โปแลนด์ อิสราเอล ตุรกี และ สหรัฐอเมริกา  มีเสาโอเบลิสก์ตั้งอยู่ประเทศละ 1 เสา นี่ยังไม่รวมถึงสมบัติของชาติอีกหลายชิ้นที่กระจายไปทั่วอีกด้วย ช่างน่าเสียใจจริงๆ ที่ต้องมองดูสมบัติเหล่านั้นไม่ได้อยู่บนพื้นแผ่นดินทองแห่งนี้ ผืนแผ่นดินที่มีอารยธรรมโบราณที่เคยรุ่งเรืองในอดีต”

 

ดวงตาสีน้ำเงินใสมองเหม่อขึ้นไปยังยอดเสาแล้วค้อมศีรษะลงคำนับอย่างสง่างาม ใบหน้าหล่อเหลาเงยขึ้นส่งยิ้มให้ลูกทัวร์กิติมศักดิ์ทั้งสามแล้วส่งยิ้มบางๆ ให้ “เราเข้าไปด้านในกันดีกว่า ปล่อยให้อัมซาร์แยกตัวไปกลับไปที่พักของเราที่ลักซอร์เพื่อเตรียมเรือและอาหารสำหรับล่องแม่น้ำไนล์ไปยังบ้านพักของเราที่คาร์นัคกัน”

 

อัมซาร์โค้งกายลงคำนับแล้วถอยหลังแยกตัวไปพร้อมกับบอดี้การ์ดสองคน ร่างสูงใหญ่เดินมุ่งหน้าไปยังทางเข้าระหว่างกำแพงสูงขนาดใหญ่ แต่พอเดินๆ ผ่านไปได้สักครู่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นร่างสีเหลืองของนางสิงห์พาเคธยังนั่งหย่อนก้นแหมะอยู่ที่พ้น หางยาวตวัดกวัดไกว่ไปมา ดวงตาสีเหลืองอำพันจ้องมองไปยังร่างสามร่างที่ยังยืนมองดูรูปปั้นหินของฟาโรห์และพากันเป็นดาราหน้ากล้องให้ยกใหญ่ โดยมีบอดี้การ์ดหนุ่มช่วยถ่ายบ้างบางรูป

 

“เจ้าคิดว่ายังไง วันนี้เราจะได้พบนางที่นี่ไหมพาเคธ” ร่างสูงใหญ่เดินย้อนกลับมายืนข้างนางสิงห์สาวที่ปากยังคาบกล่องทองคำไว้แน่น ดวงตาสองสีมองสบกันอย่างหยั่งเชิง “เจ้าเป็นคนพานางมาที่นี่ในวันที่เราจะอุปภิเษกกับนางในวันนั้น เจ้าก็ต้องรู้สิว่านางจะเข้าไปส่วนใดของวิหารก่อน”

 

หางสีเหลืองตวัดกวัดแกว่งเร็วขึ้นดวงตาหรี่ลงปนแววขบขันเล็กน้อย ร่างสง่างามขยับลุกขึ้นแล้วค่อยๆ เยื้องกายเข้าไปด้านใน

 

ท่านชีคหนุ่มฟังเสียงหัวเราะฮ๊อกๆ ของนางสิงห์อย่างหมั่นไส้ แล้วก็อดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปตีคู่แล้วยื่นมือใหญ่เขกมะเหงกลงไปกลางหัวของนางสิงห์อย่างแม่นยำ “เจ้าอย่ามาส่งเสียงหัวเราะเยาะเรานะ รู้ไหมวันนั้นใครที่โชคร้ายเจอกับดักของเนฟรูเร เล่นเอาทั้งวิหารโกลาหนกันยกใหญ่ ผลสุดท้ายเราก็ต้องเข้าพิธีกับรูปปั้นของนางที่ตั้งอยู่ในห้องพร้อมกับเนเฟรอู ส่วนเซนุสน้อยก็เอาแต่ส่งเสียงร้องไห้จ้า จนท่านตาข้าต้องแอบพาออกไปเดินเล่นนอกวิหาร ทำเอาวุ่นวายไปกันหมด เรือไม้หายไปหนึ่งลำ แต่พอตามกลับมาได้ชาวเมืองก็พากันบอกว่าเห็นแต่เรือไม้แล่นไปไม่มีผู้ใดนั่งอยู่ในเรือ ที่หายไปมีแต่พวกอูฐกับเจ้ามูซาตัวแสบที่ฝากรอยกัดไว้ที่มือของทหารเฝ้าคอกในวังหลวง”

 

เสียงฮ๊อกๆ ดังอีกรอบอย่างไม่เข็ด คราวนี้แถมมาด้วยดวงตายิบหยี่ที่มองดูใบหน้าท่านชีคหนุ่มที่มีสีหน้าอย่างอับจนปัญญา ยามนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น

 

มือใหญ่ยกขึ้นไขแม่กุญแจที่ใช้คล้องประตูด้านนอกไว้ ด้านหลังมีอิมเทปนักบวชหนุ่มถือพานเครื่องแต่งตัวใหม่มาด้วย ด้านหลังเป็นร่างเล็กของเนเฟรอูที่อุ้มเด็กน้อยอารมณ์ดีไว้ในวงแขน ข้างๆ คือหญิงสาวอีกนางที่สีหน้าเจือความกังวนปนกริ่นเกรง

 

“พระมารดาอย่าได้กังวลเลย เนฟรูเรไม่ได้ถือโทษโกรธเคืองท่านเลย” อเมนเอมฮัตยืนส่งแม่กุญแจให้กับทหารองค์รักษ์ที่อยู่ด้านข้าง ดวงตาเหลียวไปมองสีหน้าลังเลของมารดาแล้วยื่นมือไปกุมให้กำลังใจกับนาง ที่วันนี้ขอติดตามมาเพื่อรับผิดต่อการกระทำทั้งหมดที่เกิดขึ้น ข้างๆ คือท่านที่ปรึกษาแผ่นดินและมหานักบวชเซนุสเซเรทที่ดวงตาของนักบวชชรามองจ้องบานประตูไปแล้วก็หรี่ตาลง พลางส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ มือเหี่ยวย่นดึงรั้งร่างสหายไว้แล้วสะกิดให้ทุกคนรออยู่ที่นี่ ราวกลับเห็นว่ามีสิ่งใดรออยู่ด้านหลังบานประตู “พวกเจ้ารอตรงนี้แหละ ปล่อยให้ฟาโรห์อเมนเอมฮัตและอิมเทปเข้าไปก่อน เนเฟรอูเจ้าเอาผ้าปิดใบหน้าเซนุสน้อยไว้หน่อย จะได้ไม่ตกใจ หึๆ ท่านเนฟรูเรนี่ช่างฉลาดเฉลียวจริงๆ”

 

“ท่านพ่อว่ายังไงนะ” อเมนเอมฮัตหันมาถามมือใหญ่ก็ยกขึ้นดันบานประตู ไม่ได้เฉลียวใจถึงอาการรั้งรอของผู้ร่วมคณะเลย บานประตูเปิดกว้างพร้อมกับเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมา

 

พรึบบบบบบบบ ฟู่

 

“ระวัง” อิมเทปที่ยืนถือพานอยู่ข้างๆ ว่องไวเกินกว่าทุกคนจะคาดคิด ร่างสูงทิ้งพานทองคำที่ใส่เครื่องทรงชุดใหม่ของท่านเนฟรูเรลงพื้นแล้วพุ่งตัวเข้าไปดันร่างสูงใหญ่ของอเมนเอมฮัตให้ล้มลงไปด้านข้าง จนชนทหารองครักษ์ล้มลงหงายหลังกับพื้น แต่ก็ยังไม่พ้นเปลวไฟที่ลุกพรึบขึ้นอีกครั้ง ทำให้คณะติดตามด้านหลังรีบก้าวถอยหลังห่างจากประตูที่เปิดอ้าไปจนชิดผนังทางเดินอีกด้าน

 

ร่างสองร่างลุกขึ้นนั่งมองดูสิ่งที่ตั้งอยู่เบื้องหน้า ขาตั้งตะเกียงน้ำมันที่วางอยู่หน้าประตู จานตะเกียงน้ำมันที่ถูกแขวนไว้กับมือที่ยื่นออกมาของรูปปั้น มีน้ำมันตะเกียงที่กำลังเดือดพล่านจนมีควันสีดำลอยขโมงและยังมีเปลวไฟลุกพรึบขึ้นเป็นระยะเพราะสายน้ำพุ่งออกมาจากถุงหนังใส่น้ำที่ห้อยอยู่ห่างจากจานน้ำมันที่แขวนไว้กับเชิงเทียนขนาดใหญ่ที่วางไว้บนโต๊ะ

 

“ฮ่าๆ” มหานักบวชหัวเราะออกมาเสียงดังเมื่อมองดูคราบเขม่าสีดำที่เลอะเปรอะหน้าบุตรชายบุญธรรม วิกผมซีกหนึ่งหงิกงอเพราะความร้อนจากเปลวไฟที่ลุกพรึบเมื่อกี้ “โชคดีที่นางเพียงแค่ต้องการแก้เผ็ดเจ้านะฮัตเต ถึงใช้แค่ตะเกียงน้ำมันเล็กขนาดนั้น เปลวไฟจึงทำได้เพียงแค่ลุกพรึบให้ตกใจ นี่ถ้านางใช้ตะเกียงน้ำมันขนาดใหญ่ที่วางไว้หน้าเทวรูปข้าว่าเจ้าต้องเรียกผู้รักษาเข้าพบก่อนเข้าพิธีซะแล้ว ฮ่าๆ” เสียงหัวเราะอย่างสะใจดังขึ้นอีกครั้ง เมื่อเพิ่งเคยเห็นบุตรชายตนเสียท่าผู้อื่นเช่นนี้

 

อเมนเอมฮัตถอนหายใจออกมาแล้วดึงวิกผมออกมองดูอิมเทปที่มอมแมมเหมือนกันอย่างอ่อนแรง “นางหนีไปแล้วใช่ไหม” ชายหนุ่มกล่าวออกมาเหมือนจะรู้ได้

 

“ใช่...เหลือเพียงแต่...รูปปั้นของนางที่อยู่กลางห้อง” อิมเทปขยับกายลุกขึ้นยืนแล้วใช้มือดึงร่างสูงให้ลุกขึ้นมา “ข้าว่าจะเตือนเจ้าแล้ว นับตั้งแต่ท่านแม่ทัพบูโตวิ่งไล่ตามหลังเจ้าอนูบิสออกจากวิหารไป แล้วยังตามหาเคมอัตไม่พบอีก พอเดินหาบรรดาสหายท่านเนฟรูเรก็ไม่พบสักคน ถึงได้รีบมาเตือนเจ้านี่ล่ะ”

 

“นางไม่รักเราบ้างหรือไรอิมเทป ถึงได้ทำกับเราเช่นนี้” ฟาโรห์อเมนเอมฮัตมองดูเหล่าองครักษ์เข้าไปเก็บสิ่งของที่ขวางอยู่หน้าประตู สีหน้าเศร้าสลดของชายหนุ่มมองเหม่อไปที่รูปปั้นเบื้องหน้า

 

“เรื่องนี้กะหม่อมคงตอบพระองค์ไม่ได้ แต่ว่า สตรีทุกนาง ล้วนไม่ชมชอบการบังคับพ่ะย่ะค่ะ พระนางเนฟรูเรย่อมต้องมีเหตุผลที่ทำแบบนี้ เอาไว้พระนางเสด็จกลับมาพระองค์ก็ทรงหาโอกาสสอบถามพระนางดู แต่ตอนนี้กระหม่อมว่าต้องเตรียมเรื่องพิธีอุปภิเษกให้เสร็จ เพื่อความมั่นคงของแผ่นดิน และในวันพรุ่งนี้ก็จะเป็นการตัดสินโทษของพวกกบฏลิเบียกับนูเบียด้วย พระองค์ทรงมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบอยู่นะพ่ะย่ะค่ะ องค์ฟาโรห์อเมนเอมฮัต” นักบวชร่างสูงค้อมคำนับลง แล้วเงยหน้าขึ้นมองดูใบหน้านั้นอย่างรอคอย

 

“เอาเถอะ” ฟาโรห์หนุ่มถอนหายใจออกมาแผ่วเบา “ต่อไปเราจะไม่บังคับนางอีก เราจะเอาใจใส่ความคิดของนางให้มาก นับว่ายังดีที่นางยอมรับการแต่งตั้งเป็นฟาโรห์อยู่เคียงข้างเรา เซเนปเรื่องในวันนี้ไม่ต้องบันทึกไว้นะ บันทึกไว้แค่ข้าแต่งตั้งเนเฟรอูเป็นราชินีและแต่งตั้งเนฟรูเรเป็นฟาโรห์เช่นเดียวกับเรา”

 

เซเนปที่เพิ่งเดินเข้ามาค้อมกายรับแล้วมองดูรูปปั้นหินที่มีวิกสวมอยู่นิ่งอย่างสงสัย อิมเทปหันไปพยักหน้าให้ทุกคนเตรียมเข้าพิธีตามกำหนดการเดิม

 

“ว่าแต่พระนางหนีหายไปไหนล่ะ” เซเนปกระซิบถามนักบวชหนุ่มที่มองไปยังเงาร่างหนึ่งที่แอบซ่อนอยู่หลังเสา แล้วส่ายศีรษะเบาๆ

 

“ข้าไม่รู้ แต่อีกเดี๋ยวก็มีคนมารายงานเอง คาอัลกับท่านแม่ทัพบูโตไม่อยู่ที่นี่ไม่ใช่หรือ”

 

“จริงสิ ข้าเห็นท่านแม่ทัพบูโตวิ่งไล่ตามหลังอนูบิสไปตำหนักท่าน้ำ แต่ท่านแม่ทัพคาอัลกับวิ่งไปที่คอกเลี้ยงม้าและอูฐที่พระราชวัง” เซเนปพยักหน้ารับ

 




23/3/12 มาลงให้แล้วนะคะ ^^
ขออภัยที่ลงน้อยค่ะ T^T ตอนนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับมงกุฎของฟาโรห์และวิหารลักซอร์ค่ะ แต่งๆ ไปแล้วมันออกแนววิชาการเกินเลยขอแต่งตอนท้ายๆ ใหม่นะคะ ไม่งั้นรีดเดอร์จะเครียดเอา อิอิ ต้องสวมรอยหาประโยคฮาๆ หรือคนเล่าเรื่องเก่งๆ มาทำให้แนววิชาการเป็นแนวฮาๆ คลายเครียดหน่อย หุหุ แต่ก่อนอื่น ขอแว๊บไปหม่ำข้าวก่อนนะคะ อิอิ



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
จรดรักในรอยทราย ตอนที่ 65 : ใครคือผู้โชคร้ายกันแน่ , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 4303 , โพส : 12 , Rating : 131 / 27 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1

#12 : ความคิดเห็นที่ 2655
ดีไหม้แค่วิก
PS.  อัจฉริยะกับปัญญาอ่อน มีเพียงเส้นบางๆที่กั้นกันอยู่
Name : little-red-cap< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ little-red-cap [ IP : 101.108.12.220 ]
Email / Msn: little-red-cap(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 7 กุมภาพันธ์ 2556 / 16:06

#11 : ความคิดเห็นที่ 2436
ถ้ารักจริงก็ไม่ต้องแต่งตั้งใครเป็นราชินีก็ได้ป้ะ ?? เว้นตำแหน่งว่างไว้ไม่ได้เหรอคะ ต่อให้เจอความกดดันยังไงก็ต้องทนให้ได้สิ เรื่องแค่นี้พูดออกไปไม่ได้หรือไง ตัวเองเป็นใหญ่แล้ว ไม่รู้จักตัดสินใจเหรอ ...ไม่ชอบเลยค่ะ...ไม่อยากจะยอมรับฮัตเตในอดีตเลย...
Name : =w= [ IP : 27.55.5.191 ]
Email / Msn: -
วันที่: 21 มกราคม 2556 / 02:54


#10 : ความคิดเห็นที่ 2082
555 สม 
Name : :} yuya$< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ :} yuya$ [ IP : 1.4.206.175 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 4 ตุลาคม 2555 / 22:07

#9 : ความคิดเห็นที่ 1045
ดีน่ะที่ไหม้แค่วิกผม
PS.  
Name : เมมฟิส< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ เมมฟิส [ IP : 115.67.224.73 ]
Email / Msn: junsiri_k(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 24 มีนาคม 2555 / 13:31

#8 : ความคิดเห็นที่ 1043
 5555+ฮัตเตเอ๋ยเกือบไปแล้ว
     เกือบไหม้เเล้วนะเนี้ย

PS.  เป็นกำลังใจให้ผู้แต่งทุกท่าน
Name : cattodive< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ cattodive [ IP : 125.27.58.170 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 24 มีนาคม 2555 / 09:15

#7 : ความคิดเห็นที่ 1035
สะใจเจ้าฮัตเต น่าจะโดนเผาให้มากกว่านี้นะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆ
สมน้ำหน้า
Name : ป้า [ IP : 101.108.156.230 ]
Email / Msn: -
วันที่: 23 มีนาคม 2555 / 19:59

#6 : ความคิดเห็นที่ 1026
 อยากรู้จังค่ะว่าใครไปเจอกับดักของเจ้อัยคนแรก
PS.  อัพวันละนิด.....อัพวันละหน่อย.. ..อัพวันละน้อย....แต่อัพบ่อยๆนะคนดี
Name : คนที่รอมานาน< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ คนที่รอมานาน [ IP : 171.6.210.87 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 23 มีนาคม 2555 / 00:45

#5 : ความคิดเห็นที่ 1025
รออยู่นะค้าา ^^
Name : inkzz< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ inkzz [ IP : 180.210.216.68 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 22 มีนาคม 2555 / 23:58

#4 : ความคิดเห็นที่ 1024
 555 คุณอัยน่ารักมาก ><

ชอบ พาเคธกับท่านชีค ><



PS.  SUPER JUNIOR : I Belive in Kyumin
Name : กระต่ายตัวสูง< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ กระต่ายตัวสูง [ IP : 182.53.124.137 ]
Email / Msn: khon_30(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 22 มีนาคม 2555 / 23:13

#3 : ความคิดเห็นที่ 1023
อยากรู้อาาา ใครโดนกับดัก
สู้ๆ น๊า ไรเตอร์
Name : aYo [ IP : 14.207.189.14 ]
Email / Msn: -
วันที่: 22 มีนาคม 2555 / 22:37

#2 : ความคิดเห็นที่ 1022
ใครซวยโดนกับดักของอัยละเนี่ยคะ
PS.  เราเป็นเพื่อนกันนะ
Name : เวนีล่า< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ เวนีล่า [ IP : 125.26.161.23 ]
Email / Msn: noramon_2009(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 22 มีนาคม 2555 / 22:24

#1 : ความคิดเห็นที่ 1020
เง้อออ มาต่อเร็วๆนะ -3-
PS.  อยากรู้จักคนเยอะๆ แวะมาอ่านนิยายเรากันบ้างน้า
Name : Pozaidon< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Pozaidon [ IP : 182.52.86.201 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 22 มีนาคม 2555 / 22:09

หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

"หนังสือสดใหม่ ประจำเดือน ตุลาคม 2557"

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android