สวัสดีผู้เยี่ยมชม [ เข้าระบบ | สมัครสมาชิก ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

>>> ROOM เก็บของ <<<

ตอนที่ 79 : นอกเรื่อง>>>คมนาคม (งานสุขศึกษา)


     อัพเดท 23 ม.ค. 51
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/อื่น ๆ
Tags: ยังไม่มี
ผู้แต่ง : phoenix_mos ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ phoenix_mos Email : konun_mos(แอท)hotmail.com
My.iD: http://my.dek-d.com/phoenix_mos
< Review/Vote > Rating : 0% [ 0 mem(s) ]
This month views : 0 Overall : 304
1 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 1 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
>>> ROOM เก็บของ <<< ตอนที่ 79 : นอกเรื่อง>>>คมนาคม (งานสุขศึกษา) , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 2849 , โพส : 0 , Rating : 14 / 3 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


การคมนาคม การขนส่ง หมายถึงการเคลื่อนย้ายคนและสินค้าจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง

การคมนาคม หมายถึง การติดต่อไม่ว่าจะเป็นทางบก ทางน้ำ หรือทางอากาศ รวมทั้ง      การสื่อสารต่าง ๆ ส่วนการขนส่ง หมายถึง การขนย้าย คน สัตว์ และสิ่งของจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ด้วยวิธีการต่าง ๆ ดังนั้น การคมนาคมขนส่งจึงใช้ควบคู่กัน การคมนาคมขนส่งมีควาสำคัญต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในแต่ละท้องถิ่น เป็นสิ่งที่มีผลต่อความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคมของท้องถิ่น

การคมนาคม หมายถึง การเดินทางไปมาหาสู่กัน การติดต่อถึงกันของบุคคล ระหว่างสถานที่ต่าง โดยอาจจะใช้ยานพาหนะหรือเดินทาวด้วยเท้าก็ได้

การเกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก หรือสภาวะเรือนกระจก ( Greenhouse Effect) หมายถึง การที่ก๊าซหลายชนิด ซึ่งส่วนใหญ่ ได้แก่ ...

ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซมีเทน ก๊าซไนตรัสออกไซด์ ก๊าซคลอโรฟลูออโรคาร์บอน ก๊าซคาร์บอนเตตระคลอไรด์ ก๊าซเมทิลคลอโรฟอร์ม และก๊าซโอโซนในชั้นโทรโปสเฟียร์สะสมอยู่ตามบรรยากาศเป็นชั้นบางๆ ในระดับความสูงประมาณ 25 กิโลเมตร และจะทำหน้าที่เก็บความร้อนคล้ายกับเรือนกระจกปลูกต้นไม้ในเขตเมืองหนาว โดยแสงแดด หรือรังสีความร้อนซึ่งเป็นรังสีคลื่นสั้นแต่ความถี่สูง จะส่องผ่านชั้นก๊าซนี้ไปยังพื้นโลกได้ทำให้สิ่งต่างๆ บนโลกร้อนขึ้น จากนั้นก็จะแผ่รังสีคลื่นยาวออกมา เพราะวัตถุตามพื้นโลกมีอุณหภูมิต่ำ แต่รังสีคลื่นยาวมีความถี่ต่ำจึงอาจส่องผ่านชั้นก๊าซออกไปได้ ทำให้อุณหภูมิของบรรยากาศร้อนขึ้น

แหล่งที่มาของมลพิษทางอากาศ

1.แหล่งกำเนิดจากธรรมชาติ ( Natural Sources) มีสัดส่วนน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับกิจกรรมของมนุษย์ ในสหรัฐอเมริกาพบว่า มีเพียง 10% เท่านั้นที่เกิดจากธรรมชาติ เช่น

(1) ไฟไหม้ป่า

(2) ภูเขาไฟระเบิด

(3) ฝุ่นดินจากลมพัด

(4) แบคทีเรีย

(5) สารเคมีจากพืช

(6) ละอองจากทะเล ( sea spray)

(7) สารกัมมันตภาพรังสี

2.เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ ( Human Activities) ในสหรัฐอเมริกาพบว่า กิจกรรมของมนุษย์เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้อากาศเสีย โดยประมาณ 90% ของสารปนเปื้อนในอากาศล้วนมาจากกิจกรรมของมนุษย์

(1) จากยานพาหนะต่าง ๆ ที่ใช้ในการคมนาคมขนส่ง เช่น รถจักรยานยนต์ รถบรรทุก รถยนต์

(2) จากโรงงานอุตสาหกรรม เช่น โรงงานอุตสาหกรรมเคมี อุตสาหกรรมเหมืองแร่

(3) จากกิจกรรมการก่อสร้าง เช่น การก่อสร้างอาคาร ถนน

(4) จากกิจกรรมด้านการเกษตร เช่น การเผาวัชพืช กลิ่นจากการปศุสัตว์

(5) จากการระเหยของสารบางชนิด เช่น ทินเนอร์ แลคเกอร์

(6) จากสิ่งปฏิกูล เช่น ขยะมูลฝอย น้ำเสีย

ผลต่อสุขภาพร่างกายที่เกิดจากมลพิษทางอากาศ

ปัญหาเรื่องสุขภาพของมนุษย์ที่เกิดจากมลพิษทางอากาศ ขึ้นอยู่กับการรับสารมลพิษทางอากาศที่มนุษย์รับเข้าไปในร่างกาย หากรับไปในปริมาณมากในทันทีทันใดก็จะก่อให้เกิดผลกระทบทันที แต่หากรับในปริมาณน้อยก็จะเข้าไปสะสมในร่างกาย และเมื่อปริมาณที่สะสมในร่างกายมากพอ ก็ทำให้บุคคลที่ได้รับสารมลพิษแสดงอาการความเป็นพิษออกมาในรูปแบบการเจ็บป่วยต่างๆ กรณีเช่น การเกิดมลพิษทางอากาศจากโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ใน พ.ศ. 2540 ทำให้ครูและนักเรียนของโรงเรียนมาบตาพุดพันพิทยาคาร จำนวน 120 คน ป่วยด้วยอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ เจ็บคอและคออักเสบ รวมทั้งมีอาการโพรงจมูกอักเสบและเริ่มมีติ่งเล็กๆ ซึ่งโรงงานอุตสาหกรรมอีกหลายแห่งก็ทำให้เกิดผลกระทบเช่นกัน ในกรณีของโรงไฟฟ้าถ่านหินที่แม่เมาะ จังหวัดลำปาง ที่มีการระบายก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ออกมาทำให้ประชาชนในแม่เมาะเจ็บป่วย เป็นต้น

ที่มา : คู่มือหนังสือกิจกรรมวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ช่วงชั้นที่ 2 สำหรับระดับประถมศึกษาปีที่ 4-6 ตาม หลักสูตรขั้นพื้นฐาน (ฉบับทดลอง). 2544.

 

 

การใช้มาตรการทางกฎหมายลงโทษผู้ทำให้เกิดมลพิษของสิ่งแวดล้อม
รองศาสตราจารย์บัญญัติ สุขศรีงาม
ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์
มหาวิทยาลัยบูรพา


        ปัญหามลพิษของสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาสาธารณสุขที่มีผลกระทบต่อประชาชนเป็นอย่างมาก เพราะทำให้ประชาชนชนจำนวนมากรวมทั้งสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษเหล่านี้จะเกิดภาวะความตายผ่อนส่ง ด้วยเหตุนี้ในประเทศพัฒนาทั้งหลายจึงมีกฎหมายและมาตรการทางกฎหมายที่ลงโทษผู้ที่ทำให้เกิดปัญหามลพิษของสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง เพื่อเป็นการป้องปรามมิให้กระทำผิดต่อไปอีก ในวันนี้จึงขอนำเรื่องการเรียกร้องค่าชดเชยกรณีเกิดอุบัติเหตุเรือบรรทุกน้ำมันและการลงโทษปรับเรือบรรทุกสินค้าที่ก่อให้เกิดมลพิษของแหล่งน้ำในสหรัฐอเมริกา มาเล่าสู่กันฟังครับ
        1. การเรียกร้องค่าชดเชยกรณีเกิดอุบัติเหตุเรือบรรทุกน้ำมัน
                เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2532 ได้เกิดอุบัติเหตุเรือบรรทุกน้ำมันของบริษัทเอ็กซ์ซอน วาวเดช ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัทเอ็กซ์ซอน โมบิล ชนหินโสโครกที่ชายฝั่งทะเล มลรัฐอลาสก้า สหรัฐอเมริกา ทำให้น้ำมันดิบประมาณ 10,800,000 แกลลอน ไหลออกมาปนเปื้อนกับน้ำทะเลตลอดแนวชายฝั่งยาว 1,200 ไมล์ จึงก่อให้เกิดความเสียหายด้านระบบนิเวศวิทยาของมลรัฐอลาสกาอย่างรุนแรง เช่น มีสัตว์น้ำขนาดใหญ่และนกตายไปประมาณ 250,000 ตัว นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดความเสียหายต่ออาชีพการประมงของชาวประมงอีกไม่น้อยกว่า 30,000 คน รวมทั้งความเสียหายต่อการท่องเที่ยวอีกมากมาย ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการฟ้องร้องต่อศาลกลางของสหรัฐอเมริกาเพื่อเรียกร้องค่าชดเชยความเสียหายจากบริษัทเอ็กซ์ซอน โมบิล ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดบริษัทหนึ่งของโลก ต่อมาเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2547 ศาลกลางของสหรัฐอเมริกาได้พิพากษาตัดสินให้บริษัทเอ็กซ์ซอน โมบิล ได้จ่ายค่าชดเชยความเสียหายจากอุบัติเหตุเรือบรรทุกน้ำมันเป็นเงิน 6,750 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 130,000 ล้านบาท) โดยจำนวนเงินดังกล่าวนี้ได้รวมดอกเบี้ยค่าปรับนับจากช่วงเกิดอุบัติเหตุบรรทุกน้ำมันจนถึงวันพิพากษาตัดสินเป็นเวลาประมาณ 15 ปี เป็นเงิน 2,250 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 75,000 ล้านบาท)ไว้แล้ว ส่วนผู้ที่จะได้รับการชดเชยค่าเสียหายเหล่านี้ ได้แก่ ชาวประมงประมาณ 32,000 คน ชนพื้นเมืองในมลรัฐอลาสก้า เจ้าของที่ดิน กลุ่มธุรกิจขนาดเล็กและเมืองที่อยู่ตามชายฝั่งทะเล
        2. การลงโทษปรับเรือสินค้าที่ทำให้เกิดมลพิษของแหล่งน้ำ
                การคมนาคมทางทะเลมีความสำคัญต่อการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเป็นอย่างมาก เนื่องจากสามารถบรรทุกสินค้าได้ครั้งละมาก ๆ และมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการขนส่งทางอากาศหรือทางเครื่องบิน ทำให้ธุรกิจเดินเรือขนส่งสินค้ามีเรือขนส่งจำนวนมากเดินทางอยู่ในทะเลและเรือบรรทุกสินค้าจำนวนไม่น้อยก็ลักลอบปล่อยน้ำมันที่ใช้แล้วลงแหล่งน้ำ จนก่อให้เกิดมลพิษของแหล่งน้ำขึ้นมาได้
        เมื่อเดือนมีนาคม 2544 เรือขนส่งสินค้าของบริษัทจากไต้หวันที่ชื่อเอฟเวอร์กรีน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัดได้ขนส่งสินค้าเข้าสู่สหรัฐอเมริกาแล้วได้ลักลอบปล่อยน้ำมันใช้แล้วของเรือขนส่งสินค้าลงสู่แม่น้ำโคลัมเบียและทะเลด้านชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกาในมลรัฐวอชิงตัน จึงได้มีการสอบสวนเพื่อลงโทษจากการกระทำผิดครั้งนี้โดยถือว่าเป็นการกระทำที่เป็นความผิดอาญาอย่างร้ายแรงและในที่สุดกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐอเมริกาได้เปิดเผยเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2548 ว่าได้ลงโทษปรับบริษัทเอฟเวอร์กรีน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เป็นเงิน 25 ล้านดอลลาร์ ( ประมาณ 850 ล้านบาท) และบริษัทได้ยินยอมจ่ายค่าปรับดังกล่าว จากกรณีดังกล่าวนี้ถือได้ว่าเป็นการลงโทษปรับกรณีการปล่อยของเสียทางเรือที่ทำให้เกิดมลพิษของแหล่งน้ำเป็นเงินจำนวนมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาแล้ว
        การที่สหรัฐอเมริกาได้ดำเนินการใช้กฎหมายลงโทษผู้กระทำผิดอย่างจริงจังจึงทำให้สามารถลดปัญหามลพิษของสิ่งแวดล้อมลงได้ สำหรับในประเทศไทยก็มีปัญหาเกี่ยวกับมลพิษของสิ่งแวดล้อมเช่นกัน ในแต่ละปีจะมีประชาชนจำนวนมากร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมไปที่กรมควบคุมมลพิษ แต่การแก้ไขทำได้น้อยมาก ทำให้มลพิษของสิ่งแวดล้อมก่อให้เกิดผลกระทบด้านสุขภาพอนามัยของประชาชนมากยิ่งขึ้นจนก่อให้เกิดปัญหาด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมขึ้นมา ในปัจจุบันปัญหาอนามัยสิ่งแวดล้อมมีแนวโน้มจะรุนแรงมากยิ่งขึ้น เช่น การขยายตัวของเมือง การจราจรที่คับคั่งและการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมก่อให้เกิดมลพิษของทางสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ มากมาย ทั้งมลพิษของอากาศ น้ำ ดิน ของเสียอันตรายและสารเคมีที่เป็นพิษก็จะยิ่งจะมีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยมากตามไปด้วย แม้ว่าประเทศของเราจะมีกฎหมายดูแลเกี่ยวกับการเกิดมลพิษของสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว แต่มิได้มีการควบคุมการใช้กฎหมายนี้อย่างจริงจังทำให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมการบริการมิได้ปฏิบัติตามกฎหมายเหล่านี้เท่าที่ควร จึงก่อให้เกิดปัญหามลพิษของสิ่งแวดล้อมจากโรงงานอุตสาหกรรมและสถานบริการอยู่เสมอ ๆ นอกจากนี้หน่วยงานของรัฐได้สืบสวนหาผู้กระทำผิดได้น้อยมากหรือถ้าหากสอบสวนพบผู้กระทำผิดก็มิได้ลงโทษอย่างรุนแรง จึงทำให้ไม่เกิดสำนึกที่หลาบจำ เมื่อมีโอกาสก็จะก่อปัญหามลพิษของสิ่งแวดล้อมขึ้นมาอีกจึงทำให้การแก้ปัญหามลพิษของสิ่งแวดล้อมของประเทศเราไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควรครับ
        ท่านผู้ฟังที่เคารพ ปัญหามลพิษของสิ่งแวดล้อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเราทุกคน ถ้าหากพบเห็นการกระทำที่ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมจึงควรต้องร่วมมือกันร้องเรียนต่อกรมควบคุมมลพิษเพื่อให้มาดำเนินการตรวจสอบและแก้ไข ถ้าเราทุกคนช่วยกันก็เชื่อว่าจะสามารถลดปัญหามลพิษของสิ่งแวดล้อมได้ครับ

 

การขนส่ง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

รถไฟฟ้า ระบบขนส่งมวลชน

การขนส่ง คือการเคลื่อนย้ายคนและสิ่งของจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง การขนส่งแบ่งออกเป็นหมวดใหญ่ดังนี้ ทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ และ อื่นๆ เราสามารถพิจารณาการขนส่งได้จากหลายมุมมอง โดยคร่าว ๆ แล้ว เราจะพิจารณาในสามมุมคือ มุมของโครงสร้างพื้นฐาน, ยานพาหนะ, และการดำเนินการ โครงสร้างพื้นฐาน พิจารณาโครงข่ายการขนส่งที่ใช้ เช่น ถนน ทางรถไฟ เส้นทางการบิน คลอง หรือ ท่อส่ง รวมไปถึงสถานีการขนส่ง เช่น ท่าอากาศยาน สถานีรถไฟ ท่ารถ และ ท่าเรือ ในขณะที่ ยานพาหนะ คือสิ่งที่เคลื่อนที่ไปบนโครงข่ายนั้น เช่น รถยนต์ รถไฟ เครื่องบิน เรือ ส่วน การดำเนินการ นั้นจะสนใจเกี่ยวกับการควบคุมระบบ เช่น ระบบจราจร ระบบควบคุมการบิน และนโยบาย เช่นวิธีการจัดการเงินของระบบ เช่นการเก็บค่าผ่านทาง หรือการเก็บภาษีน้ำมัน เป็นต้น

กล่าวคร่าวๆ ได้ว่า การออกแบบโครงข่ายการขนส่งเป็นงานของสาขาวิศวกรรมขนส่ง (Transportation Engineering) และสาขาผังเมือง การออกแบบยานพาหนะเป็นงานของสาขาวิศวกรรมเครื่องกล และสาขาเฉพาะทางเช่นวิศวกรรมเรือและวิศวกรรมอวกาศยาน และสำหรับในส่วนของการดำเนินงานนั้นมักเป็นสาขาเฉพาะทาง แต่ก็ไม่ผิดนักที่จะกล่าวว่าอยู่ในสาขาการวิจัยดำเนินงาน (Operation Management)หรือวิศวกรรมระบบ

 

บทคัดย่อ

มีหลักฐานเพิ่มขึ้นจากต่างประเทศว่า การพัฒนาเมือง และการขนส่งในเมืองที่ใช้การขนส่งทางถนนโดยยานยนต์เป็นหลัก มีผลกระทบสำคัญต่อสุขภาพอันเนื่องจากอุบัติเหตุจราจร การปล่อยมลภาวะทางอากาศและเสียง และโอกาสการสัญจรที่ออกกำลังได้มีน้อยลง อย่างไรก็ตาม การประเมินผลกระทบเหล่านี้ต่อสุขภาพก็ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นเท่านั้น  วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้ก็เพื่อ (1) เพื่อทบทวนสถานการณ์ และวิวัฒนาการของการพัฒนาเมืองเชียงใหม่และการขนส่ง แนวคิดในการพัฒนาเมือง ทบทวนนโยบาย ความคาดหวังและความพยายามในการพัฒนาเมือง รวมถึงสถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และสุขภาพประชาชน  และ (2) เพื่อกำหนดของเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบทางสุขภาพโดยสาธารณะ อันเนื่องจากนโยบายการพัฒนาเมืองและการขนส่งเมืองเชียงใหม่

                                นโยบายในเมืองเชียงใหม่ที่คัดเลือกมาประเมินผลกระทบคือ นโยบายให้ส่วนบุคคลประกอบการรถขนส่งสาธารณะตามกลไกตลาด ไม่ถือว่าการขนส่งสาธารณะเป็นบริการสังคม ประกอบกับวิธีปฏิบัติในปัจจุบันที่เกี่ยวโยงกัน 2 ประการคือ การไม่จำกัดการใช้รถส่วนบุคคล และใช้การก่อสร้างถนนเป็นหลัก   โดยกระบวนการมีส่วนร่วม ประชาคมเชียงใหม่ได้ระบุประเด็น หรือปัจจัย ครอบคลุมทั้ง 4 มิติของสุขภาพ    ผลกระทบสำคัญที่ควรประเมินผล ได้แก่ ความยากง่ายในการเข้าถึงกิจกรรม อุบัติเหตุจราจร คุณภาพอากาศและเสียง การสัญจรที่เสริมสุขภาพ ความรู้สึกไม่ปลอดภัย การเป็นโรคจากการจราจร เครือข่ายสังคมและการปฏิสัมพันธ์ การตัดขาดชุมชน และพฤติกรรมในการจราจร  เครื่องมือและตัวชี้วัดขึ้นอยู่กับประเด็น หรือผลกระทบ ที่จะประเมิน ซึ่งจะใช้วิธีการที่หลากหลาย เช่น การวัดทางวิทยาศาสตร์ การสนทนากลุ่ม การสอบถาม การสัมภาษณ์เชิงลึก  ทำกรณีศึกษา หรือการผสมผสานระหว่างวิธีการดังกล่าว

 

 

หยุดรถหยุดโรค

รถยนต์ พาหนะคู่กายที่เป็นเหมือนเพื่อนคู่ใจ หรือแม้กระทั่งบ้านหลังที่สองของใครหลายคน

คุณเชื่อหรือไม่ว่า...

ในแต่ละปีมีชาวยุโรปเสียชีวิตจากอุบัติเหตุไม่น้อยกว่า 127,000 ราย และนำไปสู่การบาดเจ็บสาหัสอีกประมาณ 2.4 ล้านราย

 

ในแต่ละปีจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนมีมากกว่าอุบัติเหตุทางรถไฟถึง 50 เท่า และ ร้อยละ 60 ของผู้เสียชีวิตจากการขนส่งทางถนนทั้งหมดเป็นผู้ใช้รถยนต์

 

ตลอดช่วงระนะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา อัตราการใช้รถยนต์ในยุโรปได้เพิ่มขึ้นจาก ร้อยละ 45 เป็น ร้อยละ 70 ซึ่งส่งผลให้การเดินเท้าและการใช้จักรยานในการเดินทางลดลงไปพร้อมๆ กับการออกกำลังกายของผู้คน และสิ่งที่ตามมาก็คือ โรคภัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น โรคอ้วน ความดันโลหิต เบาหวาน หรือแม้กระทั่งโรคหัวใจ ...ยิ่งไปกว่านั้นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ ยังส่งผลให้อุณหภูมิบนโลกสูงขึ้น และสภาพอากาศแปรปรวนมากขึ้นอย่างที่เห็นและเป็นอยู่เช่นทุกวันนี้

 

คุณเชื่อหรือไม่ว่า...รถยนต์ พาหนะคู่กายที่เป็นเหมือนเพื่อนคู่ใจ ลูกรัก หรือแม้กระทั่งบ้านหลังที่สองของใครหลายคนนี้ ในอีกมุมหนึ่งก็อาจเป็นเสมือนตัวจุดชนวนโรคร้ายให้แก่ตัวคุณ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้ด้วยเช่นกัน

 

ไม่ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่ แต่นี่คือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากการศึกษาภาพรวมของผลกระทบต่อสุขภาพจากการขนส่งซึ่ง องค์การอนามัยโลกพื้นยุโรป จัดทำขึ้น เพื่อพัฒนานโยบายสาธารณะของเขาให้เป็นไปอย่างรอบคอบและรอบก้านมากที่สุด...ซึ่งเราน่าจะได้เรียนรู้ เพื่อนำมาประยุกต์เป็นแนวทางพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพของเราเช่นกัน

 

รถยนต์...ต้นทุนแห่งการสูญเสีย

หลังจากที่องค์การอนามัยโลกภาคพื้นยุโรปได้ศึกษาผลกระทบทางสุขภาพจากการขนส่งเสร็จแล้ว สิ่งที่พวกเขาทำก็คือ คำนวณต้นทุนทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากผลกระทบเหล่านี้ซึ่งก็คือมูลค่าแห่งการสูญเสียที่เกิดขึ้นจากการขนส่งในสหภาพยุโรปทั้ง 17 ประเทศ และตัวเลขที่ได้นั้นสูงถึง 530,000 ล้านยูโร หรือประมาณ 25 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเมื่อวิเคราะหืลงไปในรายละเอียด พบว่า เป็นต้นทุนผลกระทบจากอุบัติเหตุถึง ร้อยละ 23.6 นั่นหมายถึงการขนส่งทางถนน (แบ่งเป็นรถยนต์ ร้อยละ 60 และรถบรรทุก ร้อยละ 28) คือสาเหตุหลักแห่งการสูญเสีย ซึ่งหากสหภาพยุโรปนิ่งเฉยไม่ดำเนินนโยบายใดๆ เพื่อลดผลกระทบเหล่านี้เลยภายในระยะเวลา 15 ปี มูลค่าการสูญเสียนี้ก็จะเพิ่มขึ้นถึง ร้อยละ 42 ...ไม่ใช่น้อยๆ เลยทีเดียว

 

มาตรการนี้...เพื่อสุขภาพ

การกลับมาทบทวนวัตถุประสงค์และแนวคิดทางนโยบายการขนส่ง ด้วยการปรับแนวคิดและแนวทางการขนส่งจากการ ขนรถ มาสู่การ ขนคน จึงเป็นทางออกสำหรับการพยายามแก้ไขปัญหาผลกระทบทางสุขภาพจากการขนส่งที่เกิดขึ้น ซึ่งหลากประเทศในยุโรปตระหนักถึงปัญหานี้ และได้พยายามแก้ไขอย่างจริงจังมาก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งบางเรื่องก็ทำจนกลายเป็นวิถีชีวิตประจำวันได้สำเร็จ เช่น เมาไม่ขับ (ที่บ้านเรากำลังรณรงค์กันอยู่) และพัฒนาขึ้นมาเป็นแนวนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพในภาคการขนส่ง มีทั้งหมด 4 มาตราการสำคัญด้วยกันคือ

 

1.       ลดอุบัติเหตุทางรถยนต์ เช่น การควบคุมความเร็ว การลดและควบคุมการจราจรในเขตชุมชน การพัฒนามาตรฐานรถยนต์ให้ปลอดภัยมากขึ้น และการลดกำลังเครื่องยนต์

 

2.       ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการใช้รถยนต์ เช่น การใช้เชื้อเพลิงที่สะอาดและการใช้รถยนต์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น การเก็บค่าธรรมเนียมและภาษีรถยนต์ตามอัตราการปล่อยมลพิษ การสร้างที่ป้องกันเสียงจากการจราจร

 

3.       ลดความต้องการใช้รถยนต์ เช่น ลดการเดนทาง (ใช้โทรศัพท์แทน) การเก็บค่าใช้ถนนหรือค่าผ่านเข้าพื้นที่ที่จราจรติดขัด การจัดการที่จอดรถในเมือง

 

4.       สร้างทางเลือกใหม่ในการขนส่ง เช่น ใช้การเดินเท้า ปั่นจักรยาน หรือระบบขนส่งมวลชนแทนรถยนต์ การลงทุนในโครงการสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้ขับขี่จักรยานและคนเดินถนน

 

มาตรการต่างๆ ที่นำมาใช้นี้ค่อนข้างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นมาตรการทางกฎหมายสิ่งแวดล้อม ภาษี หรือแม้กระทั่งการลงทุน ช่วยลดผลกระทบทางสุขภาพได้จริง และเป็นมาตรการที่ช่วยเสริมหนุนซึ่งกันและกัน เพราะเหตุนี้ทางองค์การอนามัยโลกภาคพื้นยุโรปก็เลยสนับสนุนให้แต่ละประเทศบรูณาการมาตรการเหล่านี้ให้สอดคล้องกับเงื่อนไขของประเทศตัวเอง โดยอาศัยกระบวนการมีส่วนร่วมของสาธารณะ

 

นอกจากนี้ ประเทศต่างๆ ในสหภาพยุโรปยังให้ความสำคัญกับมาตรการ ‘หยุดรถ’ ใน 3 ลักษณะด้วยกันคือ

 

1.      หยุดรถเร็ว จำกัดความเร็วรถ

โดยทั่วไปการเพิ่มความเร็วเฉลี่ยขึ้น 1 กม./ชม. จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุขึ้นร้อยละ 3 และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุที่มีการบาดเจ็บสาหัสถึง ร้อยละ 5 เพราะฉะนั้นการลดความเสี่ยงลง 3 กม./ชม. สามารถลดการเกิดอุบัติเหตุได้ถึง 120,000 – 140,000 ครั้งต่อปี หรือเทียบเป็นมูลค่าได้ประมาณ 900,000 ล้านยูโรต่อปี และสามารถรักษาชีวิตคนได้อีกประมาณ 5,000 – 6,000 คนในแต่ละปี ซึ่งหลายประเทศที่นำวิธีนี้ไปใช้สามารถลดอัตราการตายได้อย่างน่าพอใจ ที่สำคัญ วิธีนี้ยังช่วยลดผลกระทบทางเสียงและมลพิษทางอากาศ รวมทั้งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มความสัมพันธ์ในชุมชนอีกด้วย

 

2.      หยุดรถเข้าเมือง

การใช้มาตรการเก็บค่าผ่านเข้าสู่เขตจราจรแออัด แม้จะเป็นที่พูดถึงกันมากแต่ในทางปฏิบัติแล้ว มีเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่ได้ลองนำไปทดลองใช้ เช่น นอร์เวย์ สิงคโปร์ และเมื่อ 4 ปีก่อน ประเทศอังกฤษ ก็ได้นำวิธีนี้มาใช้ในมหานครลอนดอนจนประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นการลดปริมาณรถยนต์ที่สัญจรได้ถึงร้อยะล 30 อัตราการเกิดอุบัติเหตุโดยรถยนต์ลดลง ร้อยละ 2 ลดอุบัติเหตุของคนเดินถนนลง ร้อยละ 6 เป็นต้น

 

3.      หยุดรถแล้วไปขี่จักรยานแทน

จักรยานเป็นพาหนะที่นอกจากไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมแล้วยังช่วยส่งเสริมสุขภาพด้วย เพราะการขี่จักรยานอย่างสม่ำเสมอช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและเบาหวานได้กว่า ร้อยละ 50 ทั้งยังช่วยลดความเครียดและควบคุมความดันให้ปกติอีกด้วย

 

ที่น่าสนใจคือ กว่าร้อยละ 30 ของการใช้รถยนต์ในยุโรปเป็นการเดินทางในระยะทางที่น้อยกว่า 3 ก.ม.และกว่า ร้อยละ 50 ของการใช้รถยนต์เป็นการเดินทางในระยะที่น้อยกว่า 5 ก.ม. ซึ่งการเดินทางในระยะทางขนาดนี้สามารถแทนที่ด้วยการขี่จักรยานได้อย่างสบายๆ คือใช้เวลาเพียง 15 – 20 นาทีเท่านั้น (ถ้าเดินเท้าจะใช้เวลาประมาณ 30 – 50 นาที)

 

เพราะอย่างนี้นโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพในสหภาพยุโรปจึงเน้นที่การสบับสนุนให้ใช้จักรยานแทนรถยนต์ในระยะที่น้อยกว่า 5 ก.ม. ขณะเดียวกันก็สนับสนุนให้ลงทุนในโครงการสร้างพื้นฐานเพื่อการขับขี่จักรยานด้วย เช่น ประเทศเดนมาร์ก ได้สร้างเครือข่ายทางจักรยานที่แยกจากถนนสายหลักอย่างชัดเจน (ไม่ใช่เลนจักรยานอย่างบ้านเรา) เพื่อเพิ่มความสะดวกปลอดภัยของผู้ใช้จักรยานเพราะไม่ต้องติดสัญญาณไฟจราจรเหมือนรถยนต์

 

เป็นอย่างไรบ้างกับแนวทางการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพในภาคการข่นส่งอย่างรอบคอบและรอบด้าน พอจะเป็นแนวทางให้นำมาปรับใช้กับบ้านเราตรงไหนได้บ้าง แต่ที่รู้ๆ คือ การมองภาพรวมของผลกระทบทางสุขภาพน่าจะดีกว่าการมองผลกระทบเพียงด้านใดด้านหนึ่ง และการศึกษาเปรียบเทียบถึงผลกระทบจากระบบการขนส่งที่แตกต่างกันว่าระบบขนส่งแบบใดทำลายหรือเอื้อต่อสุขภาพก็น่าจะช่วยให้กระบวนการถกเถียงเชิงนโยบายมีตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น เช่นเดียวกับการใช้นโยบายแบบบูรณาการที่ให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมและเป็นกลไกหลักในการเลือกใช้นโยบายที่เหมาะสมสำหรับแต่ละท้องถิ่น ก็น่าจะเป็นวิธีที่ช่วยแก้ปัญหาผลกระทบจากการขนส่งได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น...คุณคิดเหมือนกันไหม

 

 

 

 

.4 มลพิษทางเสียง (Noise Pollution)
        มลพิษทางเสียง  หมายถึง  เสียงรบกวนที่สามารถก่อให้เกิดความรำคาญและมีผลต่อสุขภาพจิต  ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพของตนได้  รวมทั้งทำให้ระบบประสาทของหูเสื่อมลงไปได้โดยเฉพาะเสียงที่มีขนาดดังมาก   ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง  เช่น  เสียงเครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรม  เสียงเครื่องบิน  เสียงรถยนต์ ฯลฯ  เสียงเหล่านี้นอกจากสร้างความรำคาญให้กับผู้ฟังแล้ว ยังทำให้ผู้ฟังมีอาการหูตึงอย่างชั่วคราวได้อีกด้วย
แหล่งกำเนิดมลพิษทางเสียง
กิจกรรมต่าง  ของมนุษย์ที่เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษทางเสียง  แบ่งตามแหล่งกำเนิดได้ลายประเภท  คือ
        1)  เสียงจากการจราจรทางบก  เป็นเสียงที่ก่อให้เกิดปัญหามลพิษทางเสียงมากที่สุดในปัจจุบัน  เช่น  รถไฟ  รถยนต์  ฯลฯ
        2)  เสียงในสถานประกอบการ  ได้แก่  โรงงานต่าง  ที่มีเครื่องจักรเครื่องยนต์  อู่ซ่อมรถยนต์  การก่อสร้าง  เป็นต้น
        3)  เสียงในชุมชนที่อยู่อาศัยหรือธุรกิจการค้า  แหล่งบันเทิงและสถานเริงรมย์ ต่าง 
        4)  เสียงจากการจราจรทางน้ำ  เช่น  เรือยนต์  เรือหางยาว   เป็นต้น
        5)  เสียงจากากรจราจรทางอากาศ  ได้แก่  เสียงของเครื่องบินขึ้นลงและวิ่งตามลานบินในสนามบิน

  ผลเสียจากมลพิษทางเสียง
        ผลเสียจากมลพิษทางเสียง  แบ่งออกได้ดังนี้
        1)  ผลเสียทางกายภาพ  เสียงรบกวนมีผลทางด้านกายภาพของมนุษย์ คือ
                 (1) ทำให้เกิดความรำคาญ  หงุดหงิด  เกิดอาการเครียดทางประสาท   เป็นโรคประสาทได้ง่าย
                 (2) รบกวนการหลับนอน
                 (3)  ผลโดยตรงต่อประสาทหู  ทำให้ประสาทหูพิการ  หูตึง  หูหนวก
        2)  ผลเสียทางจิตใจ  เป็นผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ได้ง่าย
        3)  ผลเสียต่อการทำงาน  เสียงดังรบกวนสมาธิในการทำงานทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง

มาตรการควบคุมและป้องกันมลพิษทางเสียง
          การลดหรือควบคุมมลพิษทางเสียงให้ได้ผลนั้น  จำเป็นต้องเข้าใขการเคลื่อนที่ของเสียงจากแหล่งกำเนิดเสียงไปยัง 
ผู้รับเสียง ดังนี้

                   แหล่งกำเนิดเสียง         ไปยัง         ทางผ่านของเสียง        ไปยัง         ผู้รับเสียง

การป้องกันมลพิษทางเสียงมีวิธีการควบคุมได้หลายทาง  คือ
          1)  การลดระดับแหล่งเสียงที่แหล่งกำเนิดเสียง  การควบคุมแก้ไขแหล่งกำเนิดของเสียงจากเครื่องจักร  นับเป็นวิธีที่ประหยัด มีหลายวิธี เช่น
                    (1)  การออกแบบเครื่องจักรต้องคำนึงถึงมาตรฐานเกี่ยวกับระดับความดับของเสียง
                    (2)  วางผังให้เครื่องจักรที่เสียงดังให้ห่างไกลจากสำนักงาน หรือที่พัก
                    (3)  บุผนังด้วยวัสดุหรือใช้วัสดุดูดซับเสียงบริเวณพื้นผิวที่มีการสั่นสะเทือน
                    (4)  ใช้ระบบครอบปิดแหล่งกำเนิดเสียง
                    (5)  อุปกรณ์เครื่องจักรที่หมุน แกว่งหรือเคลื่อนที่ได้ต้องปรับให้ได้ศูนย์หรือสมดุล
       สำหรับการลดระดับเสียงจากการคมนาคมขนส่ง  มีกฎหมายควบคุมระดับความดังของเสียงของรถยนต์  จักรยานยนต์
        2)  การควบคุมเสียงที่ทางผ่านของเสียง
                     การควบคุมเสียงที่ผ่านทางของเสียงอาจทำได้ 2 ลักษณะ คือ
                    (1)  เพิ่มระยะทางระหว่างแหล่งของเสียง กับผู้ปฏิบัติงานหรือประชาชน
                    (2)  โดยใช้วัสดุดูดซับหรือกั้นเสียง  เพื่อกั้นหรือดูดกลืนเสียงหรือเบี่ยงเบนทิศทางเสียงจากเครื่องจักร  เครื่องยนต์  รถยนต์  กับผู้ปฏิบัติ  หรือประชาชน  เช่น  สร้างกำแพง  ปลูกต้นไม้  เป็นต้น
        3)  การควบคุมที่ผู้รับเสียง
ในกรณีที่ไม่สามารถลดระดับเสียงที่แหล่งกำเนิดเสียงและทางผ่านของเสียงได้แล้ว  ลำดับสุดท้ายจึงต้องป้องกันที่ผู้รับเสียง  อาจกระทำได้  2 วิธี คือ
                    (1)  โดยการบริหารงานหรือจัดการ  ใช้กำจัดเวลาทำงานของผู้ปฏิบัติงานให้น้อยลงและดำเนินการอย่างเคร่งครัดตามมาตรฐานที่กำหนด
                     (2)  การใช้เครื่องป้องกันอันตรายส่วนบุคคล การลดความดังของเสียงโดยใช้เครื่องอุดหู  หรือเครื่องครอบหู  ก็สามารถป้องกันอันตรายจากมลพิษทางเสียงได้

 

 

สารมลพิษทางอากาศ ( AIR POLLUTANT)
มลพิษทางอากาศทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้หลายทาง และก่อให้เกิดผลต่อสิ่งแวดล้อมได้แตกต่างกัน ปริมาณการปลดปล่อยของสารมลพิษทางอากาศแต่ละชนิดขึ้นอยู่กับแหล่งกำเนิดที่ต่างกันเช่นเดียวกัน เช่น มลพิษทางอากาศในเมืองคือคาร์บอนมอนอกไซด์และโฟโตเคมีคอลออกซิแดนท์ ในกรณีของมลพิษที่เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรม เช่น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์จากโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง เป็นต้น

สารมลพิษทางอากาศหลัก

1.        ฝุ่นละออง ( Particle Matter : PM ) หมายถึง อนุภาคของแข็งหรือของเหลวที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางโดยประมาณอยู่ระหว่าง 0.001 ไมครอน ( 1 ไมครอน = 0.000001 เมตร ) ซึ่งเป็นขนาดของอนุภาคฝุ่นขนาดเล็กจนถึง 500 ไมครอน ซึ่งเป็นขนาดของทราย หยาบ เวลาที่อนุภาคมลสารเหล่านี้จะสามารถแขวนลอยอยู่ในบรรยากาศมีค่าตั้งแต่ไม่กี่วินาทีจนถึงหลายๆ เดือนขึ้นอยู่กับขนาด นอกจากนี้อนุภาคมลสารจะเกิดปฏิกิริยาเคมีกับสารอื่นๆ ได้ขึ้นอยู่กับชนิดของอนุภาคมลสารและสารเคมีที่จับอยู่บนอนุภาคมลสาร ทำให้เกิดเป็นสารประกอบที่สามารถกัดกร่อนโลหะหรือเป็นอันตรายต่อพืชต่างๆ และยังมีผลกระทบต่อสุขภาพความเป็นอยุ่ของมนุษย์อีกด้วย ผลของฝุ่นก่อให้เกิดผลได้ 3 ทาง ได้แก่

o        ฝุ่นเป็นพิษเนื่องจากองค์ประกอบทางเคมีหรือลักษณะทางกายภาพ

o        ฝุ่นเข้าไปรบกวนระบบหายใจ

o        ฝุ่นเป็นตัวพาหรือดูดซับสารพิษและพาเข้าสู่ร่างกาย

2.        ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ( CO ) เป็นก๊าซไม่มีสี และกลิ่น สามารถคงตัวอยู่ในบรรยากาศได้นาน 2 ถึง 4 เดือน โดยเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์เป็นหลัก มีผลต่อสุขภาพโดยจะเข้าไปรวมกับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง เป็นผลให้ความสามารถในการจับออกซิเจนของเม็ดเลือดแดง ลดลง ทำให้เซลล์ในร่างกายขาดออกซิเจนซึ่งอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้

3.        สารประกอบซัลเฟอร์ออกไซด์ ( SOx ) ในบรรยากาศจะพบมากในรูปของก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ( SO2 ) ซึ่งเป็นก๊าซไม่มีสี ไม่ติดไฟ และไม่ระเบิด อาจก่อให้เกิดรสได้ถ้ามีในปริมาณสูง ซัลเฟอร์ไดออกไซด์เมื่อนานเข้าจะถูกเปลี่ยนเป็นซัลเฟอร์ไซด์และกรดซัลฟูริคและเกลือซัลเฟต โดยปฏิกิริยา catalytic หรือปฏิกิริยาเคมีแสง ( Photochemical Reaction ) ในอากาศ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์มักเกิดจาการเผาไหม้ของซัลเฟอร์ที่ปรากฏอยู่ในเชื้อเพลิงที่มาจากปิโตรเลียมและถ่านหิน เป็นก๊าซมลพิษที่มีแหล่งกำเนิดหลักมาจากโรงงานอุตสาหกรรมและเครื่องยนต์ดีเซล

4.        สารประกอบไนโตรเจนออกไซด์ ( NOx) ก๊าซไนตริกออกไซด์ ( N2O ) และก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ ( NO2 ) เกิดจากการสันดาปที่อุณหภูมิสูงและเป็นสารหลักในกลุ่มนี้ที่ก่อให้เกิดปัญหามลภาวะทางอากาศ ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์สามารถทำปฏิกิริยาในละอองน้ำเกิดเป็น กรดไนตริก ( HNO2 ) ที่สามารถกัดกร่อนโลหะได้ นอกจากนั้นสามารถทำปฎิกิริยาเคมีแสง ซึ่งจะลดความสามารถในการมองเห็นในบรรยากาศลง ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์มีความเป็นพิษ มากกว่าก๊าซไนตริกออกไซด์

5.        ก๊าซโอโซน โอโซนเป็นสารโฟโตเคมีคอลออกซิแดนท์ประเภทหนึ่ง ซึ่งเกิดจากปฏิกิริยาเคมี Photochemical Oxidation ระหว่างสารประกอบไฮโดรคาร์บอน และก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน โดยมีแสงแดดเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา สารโฟโตเคมีคอลตัวอื่นๆ ได้แก่ สารประกอบพวกอัลดีไฮด์ คีโตนและ Peroxyacetyl Nitrate (PAN) ก่อให้เกิดสภาพที่เรียกว่า Photochemical Smog ซึ่งมีลักษณะเหมือนหมอกสีขาวปกคลุมอยู่ทั่วไปในอากาศ โดยทั่วไปแล้ว ก๊าซโอโซนจะก่อให้เกิดการระคายเคืองตา และระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ ลดความสามารถในการทำงานของปอดลง

6.        ตะกั่ว (Pb) ตะกั่วที่อยู่ในอากาศโดยเฉพาะในเมือง จะมาจากยานพาหนะที่ใช้นำมันเบนซิน เนื่องจากในน้ำมันเบนซินจะมีสาร Tertrathyl Lead หรือ Tetramethyl Lead ผสมอยู่ เพื่อเพิ่มค่าออกเทนให้แก่น้ำมันเบนซิน สำหรับป้องกันการน็อกของเครื่องยนต์ ตะกั่วจะถูกระบายออกมาทางท่อไอเสียในรูปของอนุภาคของแข็ง ตะกั่วเป็นโลหะหนัก มีความเป็นพิษสูง และจะรุนแรงมากในเด็ก ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้หลายอย่าง เช่น ทำลายไขกระดูกและเม็ดเลือดแดง ทำให้เกิดโรคโลหิตจาง สามารถถุกถ่ายทอดจากมารดาผ่านรกไปยังทารกที่อยู่ในครรภ์ได้


** ฝุ่นละอองในบรรยากาศ เป็นปัญหามลพิษทางอากาศที่สำคัญที่สุดของกรุงเทพมหานคร และเมืองใหญ่ๆ และส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนทั้งทางตรง และทางอ้อม

ฝุ่นละอองคือ อนุภาคของแข็งขนาดเล็กที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ ซึ่งเกิดจากวัตถุที่ถูกทุบ ตี บด กระแทก จนแตกออกเป็นชิ้นส่วนเล็ก ๆ เมื่อถูกกระแสลมพัดก็จะปลิวกระจายตัวอยู่ในอากาศ และตกลงสู่พื้น ซึ่งเวลาในการตกจะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับน้ำหนักของอนุภาคฝุ่น แหล่งกำเนิดของฝุ่นจะแสดงถึงคุณสมบัติความเป็นพิษของฝุ่นด้วย เช่น แอสเบสตอส ตะกั่ว ไฮโดรคาร์บอน กัมมันตรังสี

ฝุ่นแบ่งตามขนาดเป็น 2 ส่วน คือ ฝุ่นขนาดใหญ่ และฝุ่นขนาดเล็ก ซึ่งเรียกว่า PM10 (ฝุ่นละอองที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ 10 ไมครอนลงมา) แหล่งที่มาของฝุ่นละอองในบรรยากาศ โดยทั่วไปจะแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ

1.        ฝุ่นละอองที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ (Natural Particle)
เกิดจากกระแสลมที่พัดผ่านตามธรรมชาติ ทำให้เกิดฝุ่น เช่น ดิน ทราย ละอองน้ำ เขม่าควันจากไฟป่า ฝุ่นเกลือจากทะเล

2.        ฝุ่นละอองที่เกิดจากกิจกรรมที่มนุษย์ (Man-made Particle)

·         การคมนาคมขนส่ง
รถบรรทุกหิน ดิน ทราย ซีเมนต์หรือวัตถุที่ทำให้เกิดฝุ่น หรือดินโคลนที่ติดอยู่ที่ล้อรถ ขณะแล่นจะมีฝุ่นตกอยู่บนถนน แล้วกระจายตัวอยู่ในอากาศ ไอเสียจากรถยนต์ เครื่องยนต์ดีเซลปล่อยเขม่า ฝุ่น ควันดำ ออกมา ถนนที่สกปรก มีดินทรายตกค้างอยู่มาก หรือมีกองวัสดุข้างถนนเมื่อรถแล่นจะทำให้เกิดฝุ่นปลิวอยู่ในอากาศ การก่อสร้างถนนใหม่ หรือการปรับปรุงผิวจราจร ทำให้เกิดฝุ่นมาก ฝุ่นที่เกิดจากยางรถยนต์ และผ้าเบรค

·         การก่อสร้าง
การก่อสร้างหลายชนิด มักมีการเปิดหน้าดินก่อนการก่อสร้าง ซึ่งทำให้เกิดฝุ่นได้ง่าย เช่น อาคาร สิ่งก่อสร้าง การปรับปรุงสาธารณูปโภค การก่อสร้างอาคารสูงทำให้ฝุ่นปูนซีเมนต์ถูกลมพัดออกมาจากอาคาร การรื้อถอน ทำลายอาคารหรือสิ่งก่อสร้าง

·         โรงงานอุตสาหกรรม
การเผาไหม้เชื้อเพลิง เช่น น้ำมันเตา ถ่านหิน ฟืน แกลบ เพื่อนำพลังงานไปใช้ในการผลิต กระบวนการผลิตที่มีฝุ่นออกมา เช่น การปั่นฝ้าย การเจียรโลหะ การเคลื่อนย้ายวัตถุดิบ


ผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์
นอกจากฝุ่นละอองจะทำให้เกิดอาการคายเคืองตาแล้ว ยังทำอันตรายต่อระบบหายใจ เมื่อเราสูดเอาอากาศที่มีฝุ่นละอองเข้าไป โดยอาการระคายเคืองนั้นจะเกิดขึ้นตามส่วนต่าง ๆ ของระบบทางเดินหายใจขึ้นอยู่กับขนาดของฝุ่นละออง โดยฝุ่นที่มีขนาดใหญ่ร่างกายจะดักไว้ได้ที่ขนจมูก ส่วนฝุ่นที่มีขนาดเล็กนั้นสามารถเล็ดลอดเข้าไปในระบบหายใจ ทำให้ระคายเคือง แสบจมูก ไอ จาม มีเสมหะ หรือมีการสะสมของฝุ่นในถุงลมปอด ทำให้การทำงานของปอดเสื่อมลง

สารมลพิษ

ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง (มก./ลบ.ม)

ค่าเฉลี่ย 1 ปี (มก./ลบ.ม)

ฝุ่นรวม (TSP)

0.33

0.10

ฝุ่นละอองขนาดเล็ก(PM-10)

0.12

0.05

วัดหาค่าเฉลี่ยโดยวิธี GRAIMETRIC-HIGH VOLUME
ที่มา : รวบรวมจากฝ่ายสุขาภิบาลทั่วไป กองอนามัยสิ่งแวดล้อม สำนักอนามัยกรุงเทพมหานคร



ฝุ่นในอากาศ ริมถนนของกรุงเทพมหานครเป็นฝุ่นที่เกิดจากควันดำของรถยนต์เครื่องยนต์ดีเซลถึง 40% ซึ่งมีสารก่อมะเร็งปะปนอยู่ด้วย

ในห้องนอนของคุณหากใช้เครื่องปรับอากาศ จะมีฝุ่นที่เป็นอันตรายสะสมอยู่ คุณควรถอดแผ่นกรองหลังเครื่องปรับอากาศออกมาทำความสะอาดเป็นประจำ

 

การกระทำของมนุษย์ มนุษย์เป็นตัวการสำคัญที่ให้เกิดมลภาวะทางอากาศดังนี้

2.1 การคมนาคม
การคมนาคมทั้งทางบก ทางเรือ ทางอากาศ ทำให้เกิด มลภาวะทางอากาศ โดยกระบวนการเผาไหม้ของเครื่อง ยนต์ แล้วปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ คาร์บอนมอน นอกไซด์ ไฮโรคาร์บอน ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ออกไซด์ ของไนโตรเจน เขม่าและควันสู่บรรยากาศ ในที่มีการ จราจรหนาแน่น จะส่งผลต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน ที่อยู่อาศัยในบริเวณนั้นๆ

 

น้ำทิ้งจากเรือเดินสมุทร ต้นเหตุทะเลวิกฤติ

6 มิถุนายน 2547    กองบรรณาธิการ

ในปี 2547 นี้ United Nation Environmentel Programe : UNEP (โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ) เลือกทะเลและมหาสมุทรเป็นหัวใจในวันสิ่งแวดล้อมโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี

โดยใช้ข้อความรณรงค์ทั่วโลกว่า "เรามีทางเลือกสองทางว่าจะอนุรักษ์ทะเลหรือปล่อยให้ทรัพยากรในทะเลสูญสิ้นไป   จนไม่มีวันเรียกคืนกลับมาได้"  พร้อมกับเน้นย้ำ สังคมไม่อาจจะมองเพียงว่า  ทะเลของโลกเรานี้เป็นเพียงที่รองรับของเสียของมนุษย์หรือเป็นทรัพยากรที่มีมากมายอย่างไม่มีที่สิ้นสุดได้อีกต่อไปแล้ว

ในการเสวนา "น้ำทิ้งจากเรือ  ต้นเหตุเอเลี่ยนในทะเล"  จัดโดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ณ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถนนสามเสน

ดร.เจิดจินดา  โชติยะบุตตะ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนบน กล่าวว่า ปัญหาของทะเลในประเทศไทยมีการปล่อยน้ำเสียลงสู่ทะเลของชุมชน   ภาคเกษตรกรรม   และภาคอุตสาหกรรม การทำประมงเกินขนาด ใช้เครื่องมือแบบประมงทำลายล้าง มีการทำลายทางกายภาพของระบบนิเวศทางทะเล อีกสิ่งหนึ่งที่คุกคาม คือ น้ำทิ้งจากเรือ เป็นภัยที่ทุกประเทศทั่วโลกต่างเผชิญ

"เรือเดินทะเลขนาดใหญ่ที่มีการใช้น้ำในส่วนต่างๆ  บนเรือ และมีการปล่อยน้ำเสียหรือน้ำทิ้งที่เรียกว่า "น้ำอับเฉา" ลงสู่ทะเลโดยตรง นอกจากเป็นน้ำเสียส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำทะเลแล้ว น้ำทิ้งเหล่านี้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล  ปัจจุบันผลกระทบเกิดขึ้นแล้วทั่วโลก เพราะมีการใช้เรือเดินทะเลขนส่งสินค้าในนานาประเทศถึง  80% มีการถ่ายน้ำทิ้งเหล่านี้ลงสู่ทะเล  12,000 ล้านตันต่อปี ชนิดพันธุ์ของสัตว์น้ำที่ปนไปกับน้ำอับเฉาจากการขนย้ายและถ่ายเทไปทั่วโลกมีกว่า  1,000 ชนิด ที่ได้ศึกษาไว้  ซึ่งจะเป็นภัยคุกคามระบบนิเวศ  ชนิดพันธุ์เดิมถูกทำลายและเปลี่ยนแปลงไป  โดนแย่งที่อยู่อาศัยจากชนิดพันธุ์ต่างถิ่น"

ดร.เจิดจินดา   กล่าวอีกว่า  สิ่งมีชีวิตมากมายที่ปะปนอยู่ในน้ำอับเฉา  ตั้งแต่จุลินทรีย์ แบคทีเรีย แพลงก์ตอน  ซีส เพลียง ไข่ ตัวอ่อนของสัตว์น้ำชนิดต่างๆ โดยเฉพาะตัวอ่อนของหอย จนกระทั่งเชื้อโรคเมื่อมีการถ่ายเทน้ำจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่ง  หากมีสภาพแวดล้อมเหมาะสม สิ่งมีชีวิตเหล่านี้จะปรับตัวและเจริญเติบโตได้  เป็นปัญหามาก  เพราะทำให้ห่วงโซ่อาหารในทะเลเปลี่ยนไป  นอกจากนี้สัตว์น้ำเป็นแหล่งอาหารของคนทั่วโลกหากมีสารพิษหรือเชื้อโรคปนเปื้อน  เมื่อคนบริโภคก็ได้รับผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยด้วย

"ในบ้านเรายังไม่มีการศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง  เพราะไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรง จึงไม่สามารถยืนยันไม่ได้ว่ามีสัตว์น้ำกลายพันธุ์ในทะเลไทยหรือไม่   แต่ในอเมริกาพบการแพร่กระจายพันธุ์หอยแมลงภู่น้ำจืดในลำน้ำสูงถึง  40%  ทางการต้องใช้เงินในการกำจัดและควบคุมมาก  ในออสเตรเลียมีปัญหาสาหร่ายจากเอเชียเติบโตในธรรมชาติชนิดพันธุ์เดิมถูกทำลาย นอกจากนี้ยังมีประเทศอินเดีย ฮ่องกง  ที่เผชิญปัญหาคล้ายกัน" ผู้อำนวยการฯ กล่าว และว่า ถึงแม้จะมีกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องในเรื่องความร่วมมือในการจัดการทางทะเล  การป้องกันมลพิษทางทะเล  แต่ก็ไม่มีการบังคับใช้จริงในการติดตามตรวจสอบเพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว  ขณะนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างการร่างแผนแม่บทนโยบายทางทะเลเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี กำหนดให้เป็นวาระแห่งชาตินำไปสู่การปฏิบัติต่อไป

ด้านธารา  บัวคำศรี  เจ้าหน้าที่รณรงค์อาวุโส  กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ประเทศไทย กล่าวถึงประเด็นมลพิษในทะเลว่า  ปัญหาสารพิษปนเปื้อนในทะเลเป็นเรื่องที่น่าวิตกกังวลมาก  เราพบว่าในปี  2516-2538  เกิดเหตุการณ์น้ำมันรั่วในเขตน่านน้ำไทยถึง 40 ครั้ง เฉลี่ยแล้วปีละ 2 ครั้ง เป็นสถิติที่น่าตกใจมาก  ไม่มีใครรู้ว่าคราบน้ำมันแพร่กระจายไปในทะเลกว้างไกลเพียงใด สารพิษตกค้างในสัตว์น้ำมีมากน้อยแค่ไหน

"ที่ผ่านมามีหลายหน่วยงานที่ทำการศึกษาวิจัยการปนเปื้อนสารพิษในน้ำและสัตว์น้ำ แต่ข้อมูลที่ได้กลับไม่ตรงกัน  ในรายงานสถานการณ์โลหะหนักในตะกอนดินและเนื้อเยื่อสัตว์น้ำบริเวณชายฝั่งทะเลของประเทศไทย  โดยกรมควบคุมมลพิษ  (ทส.) ระบุการปนเปื้อนของสารพิษในสัตว์น้ำไม่เกินค่ามาตรฐานอยู่ในระดับปลอดภัย  บริโภคได้ แต่ผลวิจัยของสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพา พบว่า มีการปนเปื้อนสูงเกินค่ามาตรฐานถึง 40 เท่า ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพมนุษย์ สิ่งเหล่านี้ทำให้ประชาชนเกิดความสับสน  ทั้งที่สถานการณ์มลพิษในอ่าวไทยเป็นเรื่องที่ต้องเตือนเพื่อให้ผู้บริโภคระมัดระวังตัวเองมากขึ้น เพราะไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคตหากไม่มีการป้องกัน" ธารา กล่าวทิ้งท้าย.

-----------------

 

สำนึกแห่งการอนุรักษ์... กับวันสิ่งแวดล้อมโลก

 

จากการตื่นตัวในวิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมโลก   อันประกอบด้วยวิกฤตการณ์ด้านต่างๆ เช่น การขาดแคลนอาหาร  วิกฤตการณ์ด้านพลังงาน  อัตราการเพิ่มของประชากรที่สูงมาก  รวมทั้งปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ  ซึ่งเป็นผลกระทบต่อคนทั่วโลก องค์การสหประชาชาติจึงได้จัดประชุมที่เรียกว่า "การประชุมสหประชาชาติเรื่องสิ่งแวดล้อมมนุษย์"  (UN  Conference  on the Human Environment) ที่กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ระหว่างวันที่ 5-16 มิถุนายน 2515 โดยใช้เวลาเตรียมการประชุมครั้งนี้  3 ปี เพื่อจัดทำร่างข้อเสนอต่างๆ รวมทั้งแผนการดำเนินการและปฏิญญาว่าด้วยสิ่งแวดล้อมมนุษย์ ในการประชุมครั้งนั้นมีผู้เข้าร่วมประชุมถึง   1,2000 คน จาก 113 ประเทศ นอกจากนี้ยังมีผู้สังเกตการณ์กว่า 1,500 คน จากหน่วยงานรัฐ องค์กรเอกชน สื่อมวลชนแขนงต่างๆ พร้อมทั้งตัวแทนเยาวชนและกลุ่มนักศึกษาจากทั่วโลก

ผลการประชุมนับว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม นับเป็นครั้งแรกที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้หันหน้าเข้าหากันเพื่อร่วมกันขจัดอันตรายด้านสิ่งแวดล้อม   โดยองค์การสหประชาชาติได้จัดตั้งโครงการสิ่งแวดล้อมสหประชาชาติขึ้น ซึ่งรัฐบาลประเทศต่างๆ ได้รับข้อตกลงจากการประชุมคราวนั้น และจัดตั้งหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมขึ้นในประเทศของตนเอง

ดังนั้น  เพื่อเป็นการระลึกถึงจุดเริ่มต้นการร่วมมือระหว่างชาติทั่วโลกในด้านสิ่งแวดล้อม เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน  2515  องค์การสหประชาชาติจึงได้ประกาศให้วันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day)

ในปี   2547   หัวข้อรณรงค์ ที่ UNEP กำหนดในปีนี้เพื่อให้คนทั่วโลกใช้ร่วมกันก็คือ "Wanted! Sea  and  Oceans-Dead  or  Live?" ซึ่งเป็นคำขวัญค่อนข้างจะดุเดือด เร่งเร้าและเข้มข้นในเรื่องการรณรงค์มวลมนุษยชาติ ตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม

เหตุใดโลกถึงมองทะเลเป็นวันสิ่งแวดล้อม

มีการเตือนภัยให้ระวังขยะเป็นทะเล  ที่เริ่มเป็นมหันตภัยตัวใหม่ของสิ่งแวดล้อมโลก! Marine Debris คือขยะในทะเล กำลังก่อความรุนแรงอย่างมากให้กับประเทศต่างๆ ทั่วโลก  จนต้องมีการเตือนภัยกันขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา  และได้มีการเรียกร้องให้มีการระบุแหล่งผลิตของอวนที่ถูกทิ้งไปเป็นขยะในทะเล เพื่อที่จะสามารถดำเนินคดีกับประเทศหรือผู้ผลิตนั้นให้ต้องเสียค่าจัดการดูแลสภาพแวดล้อมในพื้นที่ที่พบอวนเหล่านั้น ล่าสุดมีรายงานว่า เรือ Ferry ที่ออกจากเมืองฟูซาน ในประเทศเกาหลี ประสบอุบัติเหตุมีผู้เสียชีวิตและสูญหายรวมกว่า 150 คน ซึ่งพบสาเหตุภายหลังว่าใบจักรเรือไปติดกับอวนปลาของชาวประมง

มีข้อมูลว่า  กว่า 80% ของขยะที่พบในทะเลล้วนมาจากเครื่องมือประมง โดยเฉพาะเศษอวน ทั้งอวนลาก  และอวนลอย  ซึ่งขยะเหล่านี้ไม่เพียงจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุต่างๆ เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำที่เข้าไปติดกับดักดังกล่าว  นอกจากนี้  จากการทดลองศึกษาพบว่าอวนต่างๆ ที่ทำขึ้นล้วนทำขึ้นจากวัสดุปิโตรเลียม  ซึ่งเมื่อแช่น้ำเป็นเวลานาน  สารดีดีที และคาร์บอนที่สลายออกมา ก็ทำลายระบบนิเวศและทำให้ผลผลิตทางทะเลลดลงถึง 11%

สำหรับอ่าวไทย  วันนี้อยู่ในขั้นวิกฤติ มีมลพิษทิ้งลงสู่อ่าวไทยที่เพิ่มปริมาณขึ้น นับตั้งแต่เราได้พัฒนาประเทศให้เป็นอุตสาหกรรมในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา  ทั้งในรูปของส่วนผสมของน้ำทิ้งจากบ้านเรือน สารเคมี  น้ำมันและกากของเสีย  ที่กำลังขยายไกลออกไปในมหาสมุทร การขยายตัวของเมืองและโรงงานอุตสาหกรรมชายฝั่ง  การเกิดอุบัติเหตุจากการขนส่งทางทะเลที่มีการรั่วไหลของคราบน้ำมันลงสู่อ่าวไทยกว่า  40  ครั้ง  ในช่วงปี 2516-2538 สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้ความยั่งยืนของอ่าวไทยกำลังค่อยๆ เสื่อมถอยและอ่อนแอลง  จะมีมาตรการอะไรที่จะหยุดยั้งและช่วยชีวิตอ่าวไทยในวันนี้  ยั่งยืน  และสวยงามดั่งเดิม จุดเริ่มต้นการรณรงค์ให้เกิดจิตสำนึก ที่กำลังปฏิบัติอยู่นั้นเพียงพอและทันท่วงทีหรือไม่ ทุกๆ คำตอบล้วนเป็นยาที่จะรักษาให้ทะเลอ่าวไทยยังมีลมหายใจต่อไป.



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
>>> ROOM เก็บของ <<< ตอนที่ 79 : นอกเรื่อง>>>คมนาคม (งานสุขศึกษา) , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 2849 , โพส : 0 , Rating : 14 / 3 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1


Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

Blood Incident ทีมผมไม่ (วุ่น) วายนะครับ

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android