หน้าที่ : 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 , 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 >>
ความคิดเห็นที่ 476 (จากตอนที่ 40)
เมรี่ : วันนี้เรามาแหวกแนว วิชาการสอนเราดีกว่านะ (แหวกแนว?)
การบ้านวันนี้ดูง๊ายง่าย ง่ายมาก เรามาหาของมาทำน้ำหมักกันดีกว่า (ไม่ใช่ป้าเชงนะ =[]=!!!!)
หัวข้อการบ้านแค่ หาวัสดุที่จะนำมาทำน้ำหมักพร้อมเหตุผล (มาสั้นเกินไม่ให้ผ่านนะ)
คะแนน 30 (อาจได้มากกว่านี้ถ้าส่งเร็ว)
ส่งได้ตั้งแต่วันนี่ 30 - 2 มิ.ย 55
PS.  คนรักเสียงดนตรี และ การ์ตูน and โดจิน !!!
Name : หนู๋มิโตะ< My.iD > [ IP : 58.11.41.159 ]
Email / Msn: mini.pemika(แอท)hotmail.com
วันที่: 30 พฤษภาคม 2555 / 20:18

ความคิดเห็นที่ 475 (จากตอนที่ 41)
 จูลี่ : เห็นเรียกร้องการบ้านก็จัดให้นะ ^w^
เขียนอธิบายการใช้ชีวิตประจำวันของตัวเองมาหน่อยนะ (คนละ 5 บรรทักขึ้น)


PS.  คนรักเสียงดนตรี และ การ์ตูน and โดจิน !!!
Name : หนู๋มิโตะ< My.iD > [ IP : 58.11.41.159 ]
Email / Msn: mini.pemika(แอท)hotmail.com
วันที่: 30 พฤษภาคม 2555 / 20:13

ความคิดเห็นที่ 474 (จากตอนที่ 36)
วันนี้ไม่มีการบ้าน !!!!
PS.   หากคุณเป็นผม คุณจะรู้ได้ถึงความรู้สึกที่ผมนั้นเป็นอยู่
Name : LordOFDarKNesS< My.iD > [ IP : 182.52.52.158 ]
Email / Msn: -
วันที่: 29 พฤษภาคม 2555 / 18:46

ความคิดเห็นที่ 473 (จากตอนที่ 36)

1.
พรายนางตานี - โกส : ไม่ผ่าน
พรายนางตานี มีลักษณะเดียวกับผีบ้านผีเรือน ซึ่งปกติแล้วนางไม่สามารถทำอะไรหรือแสดงพลังอะไรที่ทำให้คนเห็นอย่างชัดเจนได้ จึงถูกยกให้เป็นวิญญาณธาตุประเภทวิญญาณแทน

2
.กระสือ - โกส : ไม่ผ่าน
กระสือ ถือว่าเป็นวิญญาณธาตุสาย สปิริต เพราะเกิดจากพลังวิญญาณที่แปรเปลี่ยน ทำให้สามารถเปลี่ยนสภาพร่างกายทำให้ไม่ใช่คน อีกอย่าง กระสือนั้น ไม่ใช่คนตาย ซึ่งผิดกับวิญญาณธาตุสายโกส ที่เป็นวิญญาณธาตุประเภทวิญญาณที่ถูกสปิริตด้านมืดกลืนกิน

3.
นางตะเคียน - โกส :
ไม่ผ่าน
นางตะเคียนเป็นวิญญาณธาตุประเภทเดียวกับผีบ้านผีเรือนหรือนางตานีนั่นเอง ซึ่งปกติพวกนางและเขานั้น ถือเป็นภูติซะด้วยซ้ำ ไม่ควรจะนำมาเกี่ยวกับโลกวิญญาณ แต่ถึงยังไงก็ถูกจัดอยู่ในหมวดวิญญาณธาตุประเภทวิญญาณไม่ใช่โกส


4.
ผีตายทั้งกลม - โกส : ผ่าน
อ่าห่ะ ตามที่เขียนบอก ผีตายทั้งกลมคือผู้หญิงที่ตายทั้งๆที่ยังมีลูกอ่อนอยู่ในห้อง ทำให้เกิดความปรารถนาอันมากมายตามมา วิญญาณจึงเกิดการรวมตัวเข้ากับสปิริตด้านลบ จึงทำให้กลายเป็นโกสนั่นเอง

5.
กระหัง - โกส : ไม่ผ่าน
กระหังนั้น ไม่ใช่ผีที่ตายแล้ว ซึ่งไม่จัดอยู่ในหมวดโกส เขาเป็นมนุษย์เพศชายที่มีวิชาอาคมกล้าแกร่งและถูกสปิริตด้านลบของตนครอบงำทั้งๆที่ยังไม่ตายเท่านั้น ซึ่งเขานั้นถูกจัดอยู่ในหมวดสปิริต ไม่ใช่โกส


อันนี้จารย์ให้
15 คะแนน เพราะผิดไป 4 ข้อ


PS.   หากคุณเป็นผม คุณจะรู้ได้ถึงความรู้สึกที่ผมนั้นเป็นอยู่
Name : LordOFDarKNesS< My.iD > [ IP : 118.172.238.149 ]
Email / Msn: -
วันที่: 27 พฤษภาคม 2555 / 14:49

ความคิดเห็นที่ 472 (จากตอนที่ 36)
Faryl:เฟลตั้งแต่แรกเลย แต่ช่างเถอะ ไว้งานหน้าจะดูให้ดีๆ ครับ
Black://เอามือลูบหัวเจ้านายตัวเองเงียบๆ
Name : Aki-sama< My.iD > [ IP : 27.130.46.253 ]
Email / Msn: -
วันที่: 27 พฤษภาคม 2555 / 00:27

ความคิดเห็นที่ 471 (จากตอนที่ 36)
ประเภท - โกส
(เนื่องจากอาจารย์บอกว่าต้องเป็นของต่างประเทศหนูจึงขออนุรักษ์(?)สุกี้น้ำ(ผี)ของไทยละกันนะค่ะ (_ _))

1. ต้นกล้วยตานี เป็นที่สิงสถิตของ พรายนางตานี เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่คนรุ่นเก่า พรายนางตานีนี้ว่ากันว่า มีหน้าตาสวย มีกลิ่นตัวหอม ไว้ผมยาว ฝ่ามือฝ่าเท้าแดงอ่อนดุจนกพิราบ ริมฝีปากมีสีเหมือนตำลึงสุก ถ้ากล้วยตานีมีลำต้นอวบ พรายนางตานีก็มีรูปทรงท้วม ถ้ามีลำต้นโปร่งเปลา พรายนางตานีก็มีรูปทรงฉลวย

โดยเหตุที่พรายนางตานีเป็นผี ชาวบ้านจึงไม่กล้าปลูกกล้วยตานีไว้ใกล้เรือน แม้จะปลูกไว้ใกล้เรือน ถ้าจะตัดเอาใบตองไปใช้ ก็ห้ามไม่ให้ตัดเอาไปทั้งใบ ต้องเจียนเอามาแต่ใบตองเท่านั้น หรือไม่ก็ต้องหักก้านเสียก่อน เพราะถ้าตัดเอาเข้ามาในเรือนทั้งใบ ถือเป็นลางร้ายว่าจะมีใครในบ้านนั้นตายลงในไม่ช้า ทั้งนี้เห็นจะเนื่องจากคติเดิมที่ใช้ใบตองกล้วยตานีสามใบรองก้นโลงศพ

กล้วยตานีนี้ถ้าคราวออกปลี จะมีพิธีพลีพรายนางตานี เครื่องพลีมีหัวหมูบายศรี สำรับคาวหวาน ของหวานก็มีขนมต้มแดงต้มขาว นอกจากนี้ยังมีข้าวตอกดอกไม้ธูปเทียน น้ำหอมและเครื่องหอม มีแป้งกระแจะจันทน์ เป็นต้น เอาแหวนและสร้อยทองคำไปคล้องที่งวงปลีกล้วยเป็นเครื่องประดับ และนำผ้าผืนหนึ่งจะเป็นสีแดงหรือสีอะไรก็ได้ ไปพันรอบต้นกล้วยตานี เป็นต่างว่าได้นุ่งห่มให้แก่พรายนางตานี ขอให้คุ้มครองรักษาคนในบ้าน และให้มีลาภ บางทีมักนิยมนิมนต์พระสงฆ์ไปสวดมนต์ทำบุญด้วย บางทีหมอที่ทำพิธี เมื่อเซ่นวักแล้ว นำดอกในปลีกล้วยตานีไปตากแดดให้แห้งแล้วบดให้เป็นผงผสมกับผงอิธเจ คือผงของดินสอขาวที่ลงยันต์ซึ่งเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ สำหรับใช้ในทางให้เกิดเสน่ห์ เป็นเมตตามหานิยม บางทีก็เอาดอกในปลีกล้วยตานีไปใส่ไว้ในตลับสีผึ้งสีปากซึ่งปลุกเสกแล้ว ใช้สำหรับสีปากเพื่อให้เกิดเสน่ห์เป็นเมตตามหานิยมเช่นเดียวกัน เมื่อใช้สีผึ้งนี้สีปากแล้ว แย้มปากพูดออกมาก็มีเสน่ห์ กระทำให้ผู้ใหญ่มีเมตตา ถ้าเป็นผู้หญิงสาวก็ทำให้เกิดความรักขึ้นมาได้ทันที ในทางตรงกันข้าม ถ้าผู้หญิงทาสีผึ้งนี้แล้ว เมื่อแย้มปากพูดออกมา ผู้ชายก็จะเกิดความรักขึ้นในทันทีเช่นเดียวกัน

2. กระสือเป็นผีชนิดหนึ่ง เชื่อกันว่าสิงสู่อยู่ในตัวของคนเพศหญิงซึ่งโดยมากมักเป็นยายแก่ ชอบรับประทานของสดคาว มักออกหากินกลางคืนและไปแต่หัวกับตับไตไส้พุง ส่วนร่างกายคงทิ้งไว้ที่บ้าน เวลาไปจะเห็นเป็นดวงไฟดวงโตมีแสงสีเขียวเรืองวาม ๆ

ใครคลอดลูกใหม่ กลิ่นสดคาวของเลือดจะชักนำให้ผีกระสือมาและเข้าสิงกินตับไตไส้พุงของหญิงที่ คลอดลูกหรือของทารกที่คลอดนั้น เหตุนี้ชาวบ้านจึงมักเอาหนามพุทราสะไว้ที่ใต้ถุนเรือนตรงที่มีร่องมีรู เพื่อป้องกันมิให้กระสือเข้ามา เชื่อกันว่ากระสือกลัวหนามเกี่ยวไส้

นอกจากของสดของคาวแล้ว กระสือยังชอบรับประทานของโสโครกเช่นอุจจาระเป็นต้น เมื่อรับประทานแล้วเห็นผ้าของใครตากทิ้งค้างคืนไว้ก็เข้าไปเช็ดปาก ผ้านั้นจะปรากฏเป็นรอยเปื้อนดวง ๆ ถ้าเอาผ้านั้นไปต้มกระสือจะรู้สึกปวดแสบปวดร้อนปากทนไม่ไหวจนต้องมาขอร้อง ไม่ให้ต้มต่อไป

กระสือนั้นเมื่อเจ็บจวนจะตายก็ไม่ตายง่าย ๆ ต้องคายน้ำลายของตนถ่ายเข้าปากลูกหลานคนใดคนหนึ่งไว้ให้สืบทายาทเป็นกระสือ ต่อก่อน ตนจึงจะตายได้โดยไม่ต้องทุกข์ทรมานอีกต่อไป

การปราบกระสือนั้น ไม่สามารถไล่ผีที่มาสิงสู่ออกจากร่างเหยื่อได้ ว่ากันว่าวิญญาณนั้นได้หยั่งลึกลงในใจของคน ๆ นั้นแล้ว ฉะนั้น การปราบกระสือก็เท่ากับต้องฆ่าคน ๆ นั้นไปเลย

3. นางตะเคียน เป็นผี ตามตำนานพื้นบ้านของไทย เป็นผีผู้หญิง สิงสถิตอยู่ในต้นตะเคียน

บริเวณผืนป่าที่ ผีนางตะเคียนสิงสู่อยู่จะสะอาดสะอ้านเหมือนมีคนมาปัดกวาดอยู่เสมอๆ ก็คงเหมือนกับคนอยู่บ้านต้องออกมาปัดกวาดหน้าบ้านตัวเองให้สะอาดอยู่ตลอด เวลานั่นเอง

นางตะเคียนมักมีรูปร่างหน้าตาสะสวย หมดจดงดงาม ผมยาว ห่มสไบ ใส่ผ้าถุง บางที่ก็ว่าแต่งตัวเหมือนสาวบ้านป่าทั่ว ๆ ไป ผีนางตะเคียนมักจะเป็นจำพวกหวงที่อยู่ และจะดุร้ายมากหากใครคิดจะรุกรานที่อยู่ของตน

4. ผีตายทั้งกลม คือเป็นผีไทยลักษณะ หนึ่ง โดยผู้หญิงที่ตายขณะที่กำลังตั้งครรภ์ลูกในท้องหรือขณะที่กำลังออกลูก ถ้าในขณะที่กำลังจะออกลูกนั้นแล้วเกิดตายขึ้นมาทั้งแม่และลูกถือว่าเป็นการตายโหงอีกรูปแบบหนึ่ง นางนาค หรือแม่นาคพระโขนงก็เป็นผีตายทั้งกลมเช่นกัน ผีตายทั้งกลมจะสำแดงอาการหลอกหลอนคนในรูปแบบต่างๆ เช่น ถ้าใครเดินผ่านบ้านที่มีหญิงตายทั้งกลมในยามค่ำคืน จะได้ยินเสียงกล่อมเด็กดังวังเวงมาจากในบ้านที่มีหญิงตายทั้งกลมนั้น หรือหนักหน่อยอาจจะมีคนเห็นเปลเด็กผูกอยู่บนคบไม้สูง โดยมีผีตายทั้งกลมนั่งกล่อมลูกอยู่ข้างล่าง ส่วนมือยืดยาวขึ้นไปบนคบไม้ ไกวเปลให้ลูก

5. กระหัง หรืออีกชื่อหนึ่งเรียก เกาะหางตามความเชื่อพื้นบ้านมีลักษณะเป็นคนที่มีวิชาอาคมแก่กล้า แล้วทำผิดครู (อาจารย์ผู้ที่สอนวิชาอาคมให้)จะมีปีกที่เล็กเท่าเส้นขน และหางที่สั้นติดกับก้น สามารถใช้คาถาอาคม จะไปไหนก็ใช้กระด้งต่างบิน สากตำข้าวต่างขา สากกระเบือต่างหาง ชอบกินของโสโครก

โดยส่วนมาก กระหัง จะเป็นผู้ชายส่วนใหญ่เพราะสมัยก่อนผู้ชายมักนิยมเรียนวิชาอาคมไว้ป้องกันตัวจาก ผีป่า ผีโพรง เวลาเข้าป่าล่าสัตว์ กระหัง ตอนกลางวันมักทำบุคลิกเช่นเดียวกับคนธรรมดาทั่วไปสังเกตุได้ยาก แต่จะสามารถสังเกตุได้จากตาเมื่อต้องกับแสงไฟจะสะท้อนเป็นสีแดง ซึ่งต่างจากสัตว์ป่าที่เป็นสีเขียวหรือสีฟ้า กลัวแสงจ้า ปิดบังส่วนก้นไว้เพราะไม่อยากให้ผู้ใดรู้ว่ามีหางสั้น เพราะจะรู้ว่าเป็น 

ปล. ขออนุญาติไม่โพสรูปนะค่ะ เดี๋ยวจะกลัวกันน่ะค่ะ (_  _)


PS.  สิ่งที่ผู้หญิงต้องการที่สุด. . . .ไม่ใช่สิ่งของ. . . .เงิน. . . . .หรือความรัก. . . . .สิ่งที่ผู้หญิงต้องการที่สุดก็คือ. . . . "ความเป็นตัวของตัวเอง" ต่างหาก. . . . .
Name : BlackMoon< My.iD > [ IP : 110.168.250.224 ]
Email / Msn: -
วันที่: 26 พฤษภาคม 2555 / 22:34

ความคิดเห็นที่ 470 (จากตอนที่ 36)

1.คิตสึเนะ - สปิริต :
ไม่ผ่าน
ปีศาจจิ้งจอกเก้าหาง หรือจิ้งจอกที่มีพลังเวทย์มนต์ ไม่ใช่มนุษย์ตามที่มีคนค้านไว้ ซึ่งขัดกลับวิญญาณธาตุประเภทสปิริตที่มีแต่มนุษย์เท่านั้น อันที่จริงแล้ว คิตสึเนะนั้น ไม่ได้จัดอยู่ในหมวดใดซักหมวดในวิญญาณธาตุ เพราะเป็นเพียงจิ้งจอกที่มีพลังกล้าแกร่งเท่านั้น ถืิอว่าเป็นเพียงมอนเตอร์ประเภทกึ่งมนุษย์ ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับวิชานี้เลย

2.เนโกะมาตะ - สปิริต : ไม่ผ่าน
เนโกะมาตะ แมวที่มีอายุสูงและตบะแกร่งกล้า จนกลายเป็นแมวผี แต่ถึงจะถูกเรียกว่าแมวผี แต่ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับวิญญาณธาตุเช่นเดียวกับ คิตสึเนะ เพราะวิญญาณธาตุ เป็นศาสตร์แห่งโลกหลังความตาย ซึ่งเนโกะมาตะมันไม่ได้ตาย และอย่างที่กล่าวมา มันไม่เกี่ยวอะไรกับสปิิริตซักนิด

3.ผีบ้านผีเรือน - วิญญาณ : ผ่าน
อ่าห่ะ ผีบ้านผีเรือน คือวิญญาณธาตุประเภทวิญญาณ จับต้องไม่ได้ ได้แต่ล่องลอยไปล่องลอยมา ข้อนี้ถือว่าผ่าน

4.สาวปากฉีก - โกส : ผ่าน
สาวปากฉีก คือ มนุษย์ที่ตายไปก่อนที่จะกลายเป็นวิญญาณธาตุประเภทวิญญาณนั้น เธอได้ถูกสปิริตด้านลบของตนครอบงำจนกลายเป็นโกส ซึ่งเธอนั้นถือว่าเป็นวิญญาณธาตุประเภท 2 สาย นั่นก็คือ สปิริตและโกส

5.โดโรทาโบะ - โกส : ผ่าน
เช่นเดียวกับสาวปากฉีก โดโรทาโบะ คือวิญญาณธาตุประเภทวิญญาณที่ถูกสปิริตด้านลบครอบงำจนกลายเป็นโกส ซึ่งถือว่าเป็นวิญญาณธาตุประเภทสองสาย นั่นก็คือ สปิริตและโกส นั่นเอง


อันนี้จารย์ให้
20 คะแนน เพราะผิดไป 2 ข้อ



PS.   หากคุณเป็นผม คุณจะรู้ได้ถึงความรู้สึกที่ผมนั้นเป็นอยู่
Name : LordOFDarKNesS< My.iD > [ IP : 125.25.192.31 ]
Email / Msn: -
วันที่: 26 พฤษภาคม 2555 / 21:54

ความคิดเห็นที่ 469
 
1. ผีสิง ( Haunting Ghosts )
ผีชนิดนี้ มีนิสัยชอบโชว์ตัววันละหลาย ๆ รอบ อย่างน้อย ๆ ก็ 3 เวลาหลังอาหาร และก่อนนอน แต่ชอบปรากฏตัว ในสถานที่เดียวซ้ำ ๆ ซาก ๆ เช่น บ้านร้าง ดูเผิน ๆ แล้วก็คล้าย ๆ กับว่า เป็นเจ้าของตึก ที่เดินไปเดินมาธรรมดาในบ้าน แต่คนเราดันผ่านเข้าไปเห็นเอง ผีชนิดนี้ เป็นผีชนิดที่ไม่ได้ตั้งใจจะมาหลอก มาหลอนใคร ๆ ซะหน่อย

2. ผีคนเป็น ( Ghosts of the Living )
ผีรายนี้มาแปลก เพราะตามบันทึก ของคนหลาย ๆ รายแล้ว ผู้ประสบเหตุมักยืนยันว่า เห็นคนที่ตัวรู้จัก ซึ่งขณะนั้น เจ้าตัวอยู่ห่างออกไป หลายพันไมล์ มาปรากฏให้เห็น ส่วนมากผู้ที่มาปรากฏนี้ มักเป็นคนเจ็บใกล้ตาย หรือผู้ที่กำลัง ประสบปัญหาวิกฤตอยู่ เลยมาปรากฏตัว เพื่อขอความช่วยเหลือ อาจจะถือได้ว่า เป็นปรากฏการณ์ทางจิตอย่างหนึ่ง ผีคนเป็นนี้ มันมักจะมาปรากฏตัวเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

3. ผีมีห่วง ( Purposeful Ghosts ) 
มักจะเป็นผีชนิดที่มี " ความในใจ " อยากจะบอกให้เพื่อน หรือญาติรับรู้ เรียกได้ว่า เป็นผีประเภท นอนตายตาไม่หลับ ก็ว่าได้ ผีแบบนี้ มักจะออกมาปรากฏตัวแบบเป็นใบ้ ไม่พูดไม่จา ชี้โน่นชี้นี่ลูกเดียว หรือบางที อาจจะมาชี้ขุมทรัพย์ ที่ซ่อนไว้ให้ทายาทได้รับรู้ ( ผีอย่างงี้ น่าจะมาหาเราบ้างเนอะ )

4. ผีหลอก ( Poltergeists )
เป็นผีที่เล่น ที่ชอบออกมาหลอกมาหลอนคนเป็น ๆ ให้ตกใจเล่น บางทีก็เรียกได้ว่าเป็น ผีโรคจิต เพราะชอบขว้างปา ข้าวของให้ตกใจเล่น ผีประเภทนี้ นักวิเคราะห์ผีบางราย สันนิษฐานว่า อาจไม่ใช่ผี แต่ว่าเป็น ปรากฏการณ์ทางจิตชนิดหนึ่ง ของคนที่อยู่ในเหตุการณ์ เพราะจากการสังเกตแล้ว พบว่า ในเหตุการณ์ ผีอาละวาดแบบนี้ มักจะมีวันรุ่น อายุราว 12-16 ปีอยู่ในที่เกิดเหตุเสมอ จึงอาจเป็นไปได้ที่ จิตของวัยรุ่น ซึ่งมีอารมณ์รุนแรงนั้น จะสร้างพลังงานพิเศษขึ้นอย่างหนึ่ง ซึ่งมีชื่อเรียกยาก ๆ ว่า Psychokinesis ( PK ) ซึ่งสามารถเคลื่อนที่วัตถุได้

เเละท้ายสุด.........เเต่ไม่สุดท้าย...........

เอลฟ์ในตำนานสแกนดิเนเวีย


เอลฟ์ในตำนานของ
เดนมาร์กและสวีเดนจะแตกต่างไปจากพวก vetter ทั้ง ๆ ที่ดินแดนของพวกเขาประชิดแทบเป็นหนึ่งเดียวกัน ส่วนภูตตัวเล็กมีปีกเหมือนแมลงในตำนานของชาวบริเตนจะเรียกว่า "älvor" ในคำสวีเดนยุคใหม่ หรือ "alfer" ในภาษาเดนมาร์ก ชาว "alf" ปรากฏในเทพนิยายเรื่องหนึ่งของ เอช. ซี. แอนเดอร์เซน นักเขียนชาวเดนมาร์ก เรื่อง เอลฟ์แห่งกุหลาบ (The Elf of the Rose) โดยที่เขามีตัวเล็กมากจนสามารถใช้ดอกกุหลาบเป็นบ้านได้ อีกทั้งยังมีปีกซึ่ง "ยาวจากไหล่จดปลายเท้า" ทว่าแอนเดอร์เซนยังได้เขียนเรื่องเกี่ยวกับเอลฟ์อีกเรื่องหนึ่งคือ The Elfin Hill เอลฟ์ในเรื่องนี้กลับไปคล้ายคลึงกับเอลฟ์ในนิทานพื้นบ้านเก่าแก่ของเดนมาร์ก คือเป็นสตรีผู้สวยงาม อาศัยอยู่ตามเนินเขาและภูผา สามารถเต้นรำกับชายหนุ่มจนกระทั่งเขาสิ้นชีวิต หากมองพวกนางจากด้านหลังจะเห็นเพียงความว่างเปล่า เช่นเดียวกับ ฮุลดรา (huldra) ในตำนานของนอร์เวย์และสวีเดนในนิทานพื้นบ้านของชาวสแกนดิเนเวีย ซึ่งได้ผสมผสานกลืนไปกับตำนานปรัมปราของนอร์สกับตำนานของชาวคริสเตียน เรียกชื่อ "เอลฟ์" ออกไปต่างๆ กัน กล่าวคือ elver ในภาษาเดนมาร์ก alv ในภาษานอร์เวย์ alv หรือ alva ในภาษาสวีเดน (คำแรกใช้เรียกเอลฟ์ชาย คำหลังใช้เรียกเอลฟ์หญิง) แต่คำเรียกของชาวนอร์เวย์มักไม่ใคร่พบเห็นในตำนานพื้นบ้านเท่าใดนัก หากพวกเขาต้องการเอ่ยถึงก็มักใช้คำอื่นคือ huldrefolk หรือvetter ซึ่งหมายถึงสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่ขุดรูอาศัยอยู่ใต้พิภพ คล้ายคลึงกับพวกคนแคระในตำนานนอร์สมากกว่าพวกเอลฟ์ หากเทียบกับตำนานไอซ์แลนด์จะเปรียบได้กับชาว huldufólk (ชนผู้ซ่อนตัว)

เอลฟ์ในตำนานนอร์สซึ่งปรากฏร่องรอยอยู่ในลำนำพื้นบ้านส่วนใหญ่มักเป็นผู้หญิง อาศัยอยู่ตามป่าเขาหรือหมู่หิน älvor ของชาวสวีเดน (เอกพจน์เรียก älva) เป็นเหล่าเด็กหญิงผู้งดงามจนน่าตื่นตะลึง อาศัยอยู่ในป่ากับกษัตริย์เอลฟ์ พวกนี้มีอายุยืนยาวมากและมักรื่นเริงไร้แก่นสาร ภาพวาดของพวกเอลฟ์มักเป็นภาพชนสวยงามผมสีอ่อน สวมเสื้อผ้าสีขาว แต่ก็ดุร้ายเกรี้ยวกราดหากถูกบุกรุก (เช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ในลำนำพื้นบ้านของสแกนดิเนเวีย) ในนิทาน พวกเขามักรับบทเป็นวิญญาณแห่งความเจ็บป่วย เรียกว่า älvablåst (สายลมแห่งเอลฟ์) ซึ่งปกติแล้วจะไม่เป็นอันตราย แต่มักเกิดเหตุขึ้นเสมอหากพวกเขาถูกทำให้ขุ่นเคือง สามารถรักษาได้โดยใช้แรงลมต้าน Skålgropar ที่สร้างจากเครื่องเป่าลม พบในงานสลักโบราณของสแกนดิเนเวีย ในยุคเก่าแก่เรียกกันว่า älvkvarnar หรือ เครื่องสีของเอลฟ์ (elven mills) ซึ่งสื่อถึงความเชื่อของพวกเขา มนุษย์อาจเอาอกเอาใจพวกเอลฟ์ได้โดยการเสนอสิ่งของที่พวกเขาชื่นชอบ (ส่วนมากมักเป็นเนย) โดยวางเอาไว้ในเครื่องสีของเอลฟ์ สิ่งนี้อาจเป็นกำเนิดของวัฒนธรรมที่ฝังรากลึกอยู่ในหมู่นอร์สโบราณ ที่เรียกว่า álfablót

หากมนุษย์เฝ้ามองมองเริงระบำของพวกเอลฟ์ เขาจะรู้สึกว่าตนกำลังแลดูการเต้นรำนั้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่ความเป็นจริงเวลาได้ล่วงผ่านไปนานหลายปี (ปรากฏการณ์ทางเวลานี้มีปรากฏในวรรณกรรมของโทลคีนเรื่อง ซิลมาริลลิออน เมื่อธิงโกลเฝ้าดูเทพีเมลิอัน นอกจากนี้ยังปรากฏในตำนานของไอริช เกี่ยวกับ sídhe ด้วย) ลำนำบทหนึ่งในช่วงปลายของยุคกลางเล่าเรื่องเกี่ยวกับ Olaf Liljekrans เขาได้รับเชิญจากราชินีเอลฟ์ให้เต้นรำด้วยกัน แต่เขาปฏิเสธเพราะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากเขาเข้าร่วมการเต้นรำนั้น ขณะนั้นเขากำลังเดินทางกลับบ้านเพื่อไปสู่งานวิวาห์ของตน ราชินีเสนอของขวัญให้แก่เขา แต่เขาก็ปฏิเสธอีก นางจึงขู่จะฆ่าเขาหากเขาไม่ยอมเข้าร่วม เขาขี่ม้าหนีไป แต่ก็ตายหลังจากนั้นด้วยโรคร้ายที่ราชินีส่งตามหลังเขามา เจ้าสาวผู้อ่อนเยาว์ของเขาก็เสียชีวิตตามไปด้วยหัวใจแหลกสลาย[7


 Dark elf

PS.  ............My Heart is broken. But...............I still alive.................... Because.......... I still have my soul.
Name : +*-=_[Broken OmegaZero]_=-*+< My.iD > [ IP : 125.25.170.62 ]
Email / Msn: AK47_74(แอท)hotmail.co.th
วันที่: 26 พฤษภาคม 2555 / 19:48

ความคิดเห็นที่ 468
 การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ (อังกฤษMass Extinction) เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เป็นข้อสันนิษฐานว่า เป็นสาเหตุให้สิ่งมีชีวิตบนโลกหลากชนิดหลายสายพันธุ์ต้องสูญพันธุ์ไปในเวลาพร้อมๆกันหรือไล่เลี่ยกัน

เหตุการณ์การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ ไม่ได้เกิดขึ้นแค่เพียงครั้งเดียว ในช่วง ยุคครีเตเชียส (Cretaceous) ซึ่งเป็นยุคที่ไดโนเสาร์เป็นสิ่งมีชีวิตอันดับบนสุดของห่วงโซ่อาหารอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจ หากแต่การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง การประเมินระยะเวลาการเกิดเหตุการณ์ ทำโดยการวินิจฉัยจากซากฟอสซิลจากทะเลเป็นส่วนใหญ่ เนื่องมาจากว่าสามารถ ค้นพบได้ง่ายกว่าฟอสซิลที่อยู่บนบก

เหตุการณ์การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่เป็นที่สนใจและผู้คนทั่วไปรู้จักกันดีที่สุดคือ เหตุการณ์การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ในช่วงยุคครีเตเชียส (Cretaceous) เมื่อราว 65 ล้านปีที่แล้ว ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ไดโนเสาร์ขนาดใหญ่สูญพันธุ์ทั้งหมด เมื่อทำการศึกษาพบว่าตั้งแต่ 550 ล้านปีก่อนเป็นต้นมา ได้เกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ขึ้นทั้งหมดประมาณ 5 ครั้ง ซึ่งทำให้สิ่งมีชีวิตสูญพันธุ์ไปราวๆ 50% ของทั้งหมด เนื่องจากระยะเวลาที่เกิดขึ้นนานมาก การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ก่อนหน้ายุคครีเตเชียสมักลำบากในการศึกษารายละเอียด เพราะหลักฐานซากฟอสซิลสำหรับตรวจสอบมีหลงเหลือน้อยมาก




ตารางสรุปเหตุการณ์ การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ 5 ครั้งที่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ให้การยอมรับ

ช่วงเวลาย้อนหลังโดยประมาณจำนวนสิ่งมีชีวิตที่สูญพันธุ์โดยประมาณข้อสัณนิษฐานถึงสาเหตุ

429-439 ล้านปี

สายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตซึ่งอาศัยในน้ำสูญพันธุ์ไป 25% คิดเป็น 60% ของสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตที่อาศัยในน้ำทั้งหมด

น้ำทะเลลดระดับลงจากการก่อตัวเป็นก้อนน้ำแข็งยักษ์ และต่อมาน้ำทะเลจึงเพิ่มระดับขึ้นกะทันหัน จากการละลายของก้อนน้ำแข็งขนาดยักษ์

364 ล้านปี

สายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยในน้ำสูญพันธุ์ไป 22% คิดเป็น 57% ของสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตที่อาศัยในน้ำทั้งหมด

ยังไม่มีสมมติฐานที่มีน้ำหนักเพียงพอ

251 ล้านปี

  • สายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตสูญพันธุ์ไป 95% ของจำนวนสายพันธุ์ทั้งหมดบนโลก
  • สายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยในน้ำสูญพันธุ์ไป 53% คิดเป็น 83% ของสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตที่อาศัยในน้ำทั้งหมด
  • สายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตบนพื้นดินทั้งพืชและสัตว์สูญพันธุ์ไป 70% ของจำนวนสายพันธุ์ทั้งหมดที่อาศัยบนบก
  • สมมติฐานที่ 1 อุกกาบาตขนาดใหญ่ หรือดาวเคราะห์น้อยพุ่งเข้าชนโลก
  • สมมติฐานที่ 2 ภูเขาไฟใต้น้ำระเบิด ทำให้ออกซิเจนในน้ำลดลง
  • สมมติฐานที่ 3 อุกกาบาตพุ่งเข้าชนโลก และไปกระตุ้นให้เกิดภูเขาไฟระเบิดครั้งใหญ่

199-214 ล้านปี

  • สายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยในน้ำสูญพันธุ์ไป 22% คิดเป็น 52% ของสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตที่อาศัยในน้ำทั้งหมด
  • สายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตบนบกไม่ทราบจำนวนที่สูญพันธุ์ที่แน่ชัด

ภูเขาไฟใต้น้ำระเบิดครั้งใหญ่ที่บริเวณตอนกลางของมหาสมุทรแอตแลนติก ปลดปล่อยลาวาจำนวนมหาศาลออกมา และอาจทำให้เกิด ภาวะโลกร้อนขั้นวิกฤต โดยพบหลักฐานการระเบิดจากหินภูเขาไฟที่ทางตะวันออกของสหรัฐอเมริกา ทางตะวันออกของบราซิล และทางเหนือของแอฟริกาและสเปน

65 ล้านปี

  • สายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยในน้ำสูญพันธุ์ไป 16% คิดเป็น 47% ของสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตที่อาศัยในน้ำทั้งหมด
  • สายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยบนบกสูญพันธุ์ไป 18% ของสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตที่มีกระดูกสันหลังที่อาศัยบนบก รวมไปถึงไดโนเสาร์ขนาดใหญ่ทั้งหมด

ดาวเคราะห์น้อยขนาดความกว้างหลายไมล์พุ่งเข้าชนโลก ทำให้เกิดหลุมอุกกาบาตชิกซูลูบ (Chicxulub Crater) ที่บริเวณคาบสมุทรยูคาทัน (Yucatan Peninsula) และใต้อ่าวเม็กซิโก


PS.  ............My Heart is broken. But...............I still alive.................... Because.......... I still have my soul.
Name : +*-=_[Broken OmegaZero]_=-*+< My.iD > [ IP : 125.25.170.62 ]
Email / Msn: AK47_74(แอท)hotmail.co.th
วันที่: 26 พฤษภาคม 2555 / 19:39

ความคิดเห็นที่ 467
 

โครงสร้างและการทำงานของระบบลำเลียงของพืช

โครงสร้างและการทำงานของระบบลำเลียงของพืช

โครงสร้างและการทำงานของระบบลำเลียงของพืชประกอบด้วยระบบเนื้อเยื่อท่อลำเลียง (vascular tissue system) ซึ่งเนื้อเยื่อในระบบนี้จะเชื่อมต่อกันตลอดทั้งลำต้นพืช โดยทำหน้าที่ลำเลียงน้ำ สารอนินทรีย์ สารอินทรีย์ และสารละลายที่พืชต้องการนำไปใช้ในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ภายในเซลล์
ระบบเนื้อเยื่อท่อลำเลียงประกอบด้วย 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ ท่อลำเลียงน้ำและแร่ธาตุ (xylem) กับท่อลำเลียงอาหาร (phloem) 

รูปแสดงภาคตัดขวางของลำต้นพืชใบเลี้ยงคู่และใบเลี้ยงเดี่ยว

รูปแสดงภาคตัดขวางของรากพืชใบเลี้ยงคู่และใบเลี้ยงเดี่ยว

ท่อลำเลียงน้ำและแร่ธาตุ
ท่อลำเลียงน้ำและแร่ธาตุ (xylem) เป็นเนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่ลำเลียงน้ำและแร่ธาตุต่างๆ ทั้งสารอินทรีย์และสารอนินทรีย์ โดยท่อลำเลียงน้ำและแร่ธาตุประกอบด้วยเซลล์ 4 ชนิด ดังนี้
1. เทรคีด (tracheid) เป็นเซลล์เดี่ยว มีรูปร่างเป็นทรงกระบอกยาว บริเวณปลายเซลล์แหลม เทรคีดทำหน้าที่เป็นท่อลำเลียงน้ำและแร่ธาตุต่างๆ โดยจะลำเลียงน้ำและแร่ธาตุไปทางด้านข้างของลำต้นผ่านรูเล็กๆ (pit) เทรคีดมีผนังเซลล์ที่แข็งแรงจึงทำหน้าที่เป็นโครงสร้างค้ำจุนลำต้นพืช และผนังเซลล์มีลิกนิน (lignin) สะสมอยู่และมีรูเล็กๆ (pit) เพื่อทำให้ติดต่อกับเซลล์ข้างเคียงได้ เมื่อเซลล์เจริญเต็มที่จนกระทั่งตายไป ส่วนของไซโทพลาซึมและนิวเคลียสจะสลายไปด้วย ทำให้ส่วนตรงกลางของเซลล์เป็นช่องว่าง 
ส่วนของเทรคีดนี้พบมากในพืชชั้นต่ำ (vascular plant) เช่น เฟิน สนเกี๊ยะ เป็นต้น
2. เวสเซล (vessel) เป็นเซลล์ที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ แต่สั้นกว่าเทรคีด เป็นเซลล์เดี่ยวๆ ที่ปลายทั้งสองข้างของเซลล์มีลักษณะคล้ายคมของสิ่ว ที่บริเวณด้านข้างและปลายของเซลล์มีรูพรุน
ส่วนของเวสเซลนี้พบมากในพืชชั้นสูงหรือพืชมีดอก ทำหน้าที่เป็นท่อลำเลียงน้ำและแร่ธาตุต่างๆ จากรากขึ้นไปยังลำต้นและใบ
เทรคีดและเวสเซลเป็นเซลล์ที่มีสารลิกนินมาเกาะที่ผนังเซลล์เป็นจุดๆ โดยมีความหนาต่างกัน ทำให้เซลล์มีลวดลายแตกต่าง กันออกไปหลายแบบ ตัวอย่างเช่น
- annular thickening มีความหนาเป็นวงๆ คล้ายวงแหวน
- spiral thickening มีความหนาเป็นเกลียวคล้ายบันไดเวียน
- reticulate thickening มีความหนาเป็นจุดๆ ประสานกันไปมาไม่เป็นระเบียบคล้ายตาข่ายเล็กๆ
- scalariform thickening มีความหนาเป็นชั้นคล้ายขั้นบันได
- pitted thickening เป็นรูที่ผนังและเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ คล้ายขั้นบันได
3. ไซเล็มพาเรนไคมา (xylem parenchyma) มีรูปร่างเป็นทรงกระบอกหน้าตัดกลมรีหรือหน้าตัดหลายเหลี่ยม มีผนังเซลล์บางๆ เรียงตัวกันตามแนวลำต้นพืช เมื่อมีอายุมากขึ้นผนังเซลล์จะหนาขึ้นด้วย เนื่องจากมีสารลิกนิน (lignin) สะสมอยู่ และมีรูเล็กๆ (pit) เกิดขึ้นด้วย ไซเล็มพาเรนไคมาบางส่วนจะเรียงตัวกันตามแนวรัศมีของลำต้นพืช เพื่อทำหน้าที่ลำเลียงน้ำและแร่ธาตุต่างๆ ไปยังบริเวณด้านข้างของลำต้นพืช พาเรนไคมาทำหน้าที่สะสมอาหารประเภทแป้ง น้ำมัน และสารอินทรีย์อื่นๆ รวมทั้งทำหน้าที่ลำเลียงน้ำและแร่ธาตุต่างๆ ไปยังลำต้นและใบของพืช
4. ไซเล็มไฟเบอร์ (xylem fiber) เป็นเซลล์ที่มีรูปร่างยาว แต่สั้นกว่าไฟเบอร์ทั่วๆ ไป ตามปกติเซลล์มีลักษณะปลายแหลม มีผนังเซลล์หนากว่าไฟเบอร์ทั่วๆ ไป มีผนังกั้นเป็นห้องๆ ภายในเซลล์ ไซเล็มไฟเบอร์ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างค้ำจุนและให้ความแข็งแรงแก่ลำต้นพืช

รูปแสดงเนื้อเยื่อที่เป็นส่วนประกอบ
ของท่อลำเลียงน้ำและแร่ธาตุ

ท่อลำเลียงอาหาร
ท่อลำเลียงอาหาร (phloem) เป็นเนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่ลำเลียงอาหารและสร้างความแข็งแรงให้แก่ลำต้นพืช โดยท่อลำเลียงอาหารประกอบด้วยเซลล์ 4 ชนิด ดังนี้
1. ซีพทิวบ์เมมเบอร์ (sieve tube member) เป็นเซลล์ที่มีรูปร่างเป็นทรงกระบอกยาว เป็นเซลล์ที่มีชีวิต ประกอบด้วย ช่องว่างภายในเซลล์ (vacuole) ขนาดใหญ่มาก เมื่อเซลล์เจริญเติบโตเต็มที่แล้วส่วนของนิวเคลียสจะสลายไปโดยที่เซลล์ยังมีชีวิตอยู่ ผนังเซลล์ของซีพทิวบ์เมมเบอร์มีเซลลูโลส (cellulose) สะสมอยู่เล็กน้อย ซีพทิวบ์เมมเบอร์ทำหน้าที่เป็นทางส่งผ่านของอาหารที่ได้จากกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช โดยส่งผ่านอาหารไปยังส่วนต่างๆ ของลำต้นพืช 
2. คอมพาเนียนเซลล์ (companion cell) เป็นเซลล์พิเศษที่มีต้นกำเนิดมาจากเซลล์แม่เซลล์เดียวกันกับซีพทิวบ์-เมมเบอร์ โดยเซลล์ต้นกำเนิด 1 เซลล์จะแบ่งตัวตามยาวได้เซลล์ 2 เซลล์ โดยเซลล์หนึ่งมีขนาดใหญ่ อีกเซลล์หนึ่งมีขนาดเล็ก เซลล์ขนาดใหญ่จะเจริญเติบโตไปเป็นซีพทิวบ์เมมเบอร์ ส่วนเซลล์ขนาดเล็กจะเจริญเติบโตไปเป็นคอมพาเนียนเซลล์ คอมพาเนียนเซลล์เป็นเซลล์ขนาดเล็กที่มีรูปร่างผอมยาว มีลักษณะเป็นเหลี่ยม ส่วนปลายแหลม เป็นเซลล์ที่มีชีวิต มีไซโทพลาซึมที่มีองค์ประกอบของสารเข้มข้นมาก มีเซลลูโลสสะสมอยู่ที่ผนังเซลล์เล็กน้อย และมีรูเล็กๆ เพื่อใช้เชื่อมต่อกับซีพทิวบ์เมมเบอร์
คอมพาเนียนเซลล์ทำหน้าที่ช่วยเหลือซีพทิวบ์เมมเบอร์ให้ทำงานได้ดีขึ้นเมื่อเซลล์มีอายุมากขึ้น เนื่องจากเมื่อซีพทิวบ์เมมเบอร์มีอายุมากขึ้นนิวเคลียสจะสลายตัวไปทำให้ทำงานได้น้อยลง
3. โฟลเอ็มพาเรนไคมา (phloem parenchyma) เป็นเซลล์ที่มีชีวิต มีผนังเซลล์บาง มีรูเล็กๆ ที่ผนังเซลล์ โฟลเอ็มพาเรนไคมาทำหน้าที่สะสมอาหารที่ได้จากกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช ลำเลียงอาหารไปยังส่วนต่างๆ ของพืช และเสริมความแข็งแรงให้กับท่อลำเลียงอาหาร
4. โฟลเอ็มไฟเบอร์ (phloem fiber) มีลักษณะคล้ายกับไซเล็มไฟเบอร์ มีรูปร่างลักษณะยาว มีหน้าตัดกลมหรือรี โฟลเอ็มไฟเบอร์ทำหน้าที่ช่วยเสริมความแข็งแรงให้กับท่อลำเลียงอาหาร และทำหน้าที่สะสมอาหารให้แก่พืช


PS.  ............My Heart is broken. But...............I still alive.................... Because.......... I still have my soul.
Name : +*-=_[Broken OmegaZero]_=-*+< My.iD > [ IP : 125.25.170.62 ]
Email / Msn: AK47_74(แอท)hotmail.co.th
วันที่: 26 พฤษภาคม 2555 / 19:35

ความคิดเห็นที่ 466 (จากตอนที่ 36)
Bluewind : (ยกมือขึ้น)หนูขอค้านเกี่ยวกับชนิดของปีศาจจิ้งจอกกับเนโกะมาตะค่ะ!!!
เงา : เลิกทำตัวขวางโลกซะทีเถอะเจ๊=_=;;;
Bluewind : ปีศาจจิ้งจอกกับเนโกะมาตะจะจัดอยู่ในชนิดโกสค่ะ!!!! เพราะอาจารย์เคยบอกหนูว่าประเภทสปิริตจะเป็นมนุษย์เท่านั้น แต่ปีศาจจิ้งจอกกับเนโกะมาตะเป็นแค่จิ้งจอกกับแมวที่มีอิธิฤทธิ์(เขียนถูกไหมหว่า-*-) และถึงแม้จะมีข้อมูลบอกว่าคล้ายมนุษย์แต่มันก็ไม่ใช่มนุษย์นี้ค่ะ!!!! อาจารย์ออกมาเคลียร์เรื่องนี้ด่วนเลยค่ะ!!!!!(ยกป้ายประท้วง)

PS.  มนุษย์เรานั้นอยู่กับความมืดก่อนที่จะได้พบกับแสงสว่าง.....เมื่อได้พบกับแสงสว่างจึงเข้าไปหามัน....เพราะมันสดใสกว่า สบายกว่า โล่งใจกว่า และเปิดเผยกว่า..... ความมืดจึงต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว.....
Name : Bluewind< My.iD > [ IP : 58.9.156.255 ]
Email / Msn: -
วันที่: 26 พฤษภาคม 2555 / 19:06

ความคิดเห็นที่ 465 (จากตอนที่ 42)
จีแอล - วันนี้ฉันสอนหรอ
PS.  ฉันรักประเทศไทย...กินในไทยใช้ของไทยกันจ้า
Name : กุหลาบซ่อนกลิ่น< My.iD > [ IP : 223.207.160.117 ]
Email / Msn: -
วันที่: 26 พฤษภาคม 2555 / 18:31

ความคิดเห็นที่ 464 (จากตอนที่ 36)
Faryl:ส่งงานฮะ=O=/

ประเภท:สปิริต

ปีศาจจิ้งจอก หรือ คิตสึเนะ (「狐」, Kitsune, ?) สามารถพบได้ตามแถบตะวันออกของเอเชีย ตามความเชื่อแล้วปีศาจจิ้งจอก เป็นจิ้งจอกที่มีพลังเวทย์ มีทั้งพวกที่จัดว่าศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นข้ารับใช้ของเทพอินาริ ซึ่งเป็นเทพแห่งการเพาะปลูก และพวกที่จัดว่าเป็นผีร้าย ปีศาจจิ้งจอกมีความเชี่ยวชาญในมนต์มายา และวิชาแปลงกาย ซึ่งบ่อยครั้งที่มักจะแปลงกายเป็นมนุษย์ เชื่อกันว่าสุนัขจิ้งจอกที่อายุยืน และมีตบะแก่กล้ามากพอ จะสามารถกลายเป็นปีศาจจิ้งจอกได้ เมื่อปีศาจจิ้งจอกอยู่จนครบ 100 ปี จะมีหางเพิ่มขึ้นมาหนึ่งหาง และมีพลังแข็งแกร่งขึ้น และหากมีหางครบเก้าหางเมื่อไหร่ จะมีพลังมหาศาลและชาญฉลาดอย่างยิ่ง

ปีศาจ จิ้งจอกมีสังคมคล้ายคลึงกับมนุษย์ ทั้งยังสวมใส่เสื้อผ้าและยืนสองขา บางครั้งก็เข้ามาปะปนอยู่กับ มนุษย์ธรรมดา ปีศาจจิ้งจอกสามารถแปลงกายได้แนบเนียน จนมนุษย์ธรรมดาจับไม่ได้ ปีศาจจิ้งจอกตนใดถูกมนุษย์จับได้ จะถูกลงโทษอย่างหนักจากสังคมปีศาจจิ้งจอก การที่ปีศาจจิ้งจอกจะสำเร็จ วิชาแปลงกาย สามารทำได้หลายวิธี ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ การใช้กะโหลกมนุษย์ช่วยใน การแปลงกาย แต่ปีศาจจิ้งจอกที่ไม่ระมัดระวังอาจจะเหลือหลักฐานบางอย่าง อย่างเช่น ลืมแปลงกายอวัยวะบางส่วนที่อยู่ใต้เสื้อผ้า

เมื่อ ปีศาจจิ้งจอกแปลงร่างเป็นมนุษย์ มันก็มีความรู้สึกหรือความต้องการคล้ายมนุษย์เช่นกัน ปีศาจจิ้งจอกชอบกินของอร่อยๆ โปรดปรานเต้าหู้ทอด ชอบการได้สัมผัสกาย รวมไปถึงเรื่องเซ็กส์ เป็นหนึ่งในปีศาจที่มีเรื่องเล่าถึง สายสัมพันธุ์ที่ลึกซึ้งกับมนุษย์ การที่ปีศาจจิ้งจอกต้องแปลงกายมาปะปนกับมนุษย์ ไม่มีเหตุผลที่แน่นอน บางครั้งเชื่อว่า มันมาเพื่อค้นหาความรัก มีเรื่องเล่าว่า มีปีศาจจิ้งจอกที่แปลงกายเป็นสตรีที่งดงาม และแต่งงานอยู่กินกับมนุษย์ ทั้งยังสามารถสืบทายาทได้ด้วย ทายาทปีศาจจิ้งจอกจะมีความแข็งแกร่งผิดมนุษย์ รวมไปถึงมีพลังเวทย์ติดตัว และมีเสน่ห์ที่ประหลาด จนมีคำเล่าลือว่า องเมียวที่มีชื่อเสียงที่ชื่อ อาเบะโนเซย์เมย์ (Abe no Seimei) เป็นทายาทของปีศาจจิ้งจอก

มนต์ มายาของปีศาจจิ้งจอกลึกล้ำมาก ถึงแม้ว่ามนุษย์จะรู้ว่าต้องมนต์ของปีศาจจิ้งจอก แต่สัมผัสของมนต์มายาก็เหมือนจริง จนแทบแยกความจริงกับภาพมายาไม่ออก ปีศาจจิ้งจอกที่มีตบะมากจะรู้จิตใจของมนุษย์ ทำให้สามารถสร้างภาพมายาที่มนุษย์คนนั้นต้องการเห็นได้ ทำให้แม้มนุษย์อยากปฎิเสธ ก็ยากที่จะทำได้

ปีศาจจิ้งจอก


เนโกะมาตะ (「猫又」, Nekomata, 猫又

?) หรือ แมวผี มีเรื่องเล่ามาว่า เมื่อแมวบางตัวมัอายุมากจะมีตะบะสูงขึ้น แล้วกลายเป็นแมวผี ที่เรียกว่าบากะเนโกะ ซึ่งมีหลายวิธีที่มันจะสามารถกลายเป็นบากะเนโกะได้ และเมื่อหางมันแยกออกเป็น 2 หาง มันถึงจะพัฒนากลายเป็นเนโกะมาตะ ซึ่งเนโกะมาตะสามารถขยายตัวได้ถึง 1 เมตร และส่วนมากจะเดินด้วยขาหลัง 2 ขา และมันเป็นผีที่ไม่ยอมให้ใครมาดูถูก ถ้าใครปฏิบัติกับมันไม่ดี มันจะจดจำอย่างฝังใจ เชื่อกันว่าการเต้นรำของเนโกะมาตะสามาถควบคุมคนตายได้ และยังเชื่ออีกว่าเนโกะมาตะเป็นสาเหตุของเพลิงไหม้ที่ผิดปกติ จึงมีความเชื่อบางอย่างที่จะตัดหางแมวออกซะ เพื่อป้องกันไม่ให้มันกลายเป็นเนโกะมาตะ

เรื่อง เล่าของเนโกะมาตะ แตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่ บ้างก็เชื่อว่าเนโกะมาตะจะกิน แม้กระทั่งเจ้านายของตัวเอง และการที่ทิ้งแมวไว้กับศพเป็นเรื่องที่เสี่ยงมาก เพราะมันอาจจะปลุกศพให้คืนชีพ และควบคุมศพได้ ในขณะที่บางตำนานกล่าวว่าเนโกะมาตะจะแปลงร่างเป็นสาวงามในยามค่ำคืนเพื่อ ปรนนิบัติเจ้านาย



ประเภท:วิญญาณ

ผีบ้านผีเรือน/เจ้าที่เจ้าทาง
ผีบ้านผีเรือน คือ ผีที่ดูแลบ้าน ไม่ให้ผีร้ายนอกบ้านเข้ามาในบ้านที่เราพักอาศัยได้ และผีเจ้าที่เจ้าทาง คือ ผีของผู้ที่เคยเป็นเจ้าของที่ดินนั้นมาก่อน บางสถานที่ผีเจ้าที่เจ้าทางดุมาก ต้องตั้งศาลให้ โดยปกติ ผีเจ้าที่เจ้าทางจะอยู่ที่ต้นไม้ หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งในบ้าน หรือในผืนที่นั้น เช่นไม้เก่า ๆ ในใต้ดิน เมื่อขุดออกมา หรือตัดต้นไม้ต้นนั้นแล้ว ทำให้เจ้าที่ไม่มีที่อยู่ เจ้าที่จะโกรธ และลงโทษผู้ที่กระทำอย่างนั้นโดยการทำให้ไม่สบาย โชคร้าย หลอกหลอน เป็นต้น ดังนั้น จึงต้องตั้งศาลให้สำหรับผีเจ้าที่เจ้าทาง ตามท้องนาบางทีผีเจ้าที่อาจจะอยู่ที่จอมปลวกก็ได้ คนไทยไม่กล้าที่จะขุดจอมปลวกทิ้ง ด้วยกลัวว่าเจ้าที่จะโกรธ และลงโทษ บางคนถึงกับเอาผ้าแดงมาผูกก็มี บางครั้งผีเจ้าที่จะเดินออกมาให้เห็นในตอนกลางคืน ส่วนใหญ่ผีเจ้าที่จะใส่ชุดสีขาว บางทีก็แสดงตัวเป็นงู เช่นงูสีขาว หรืองูอื่น ๆ แต่จะไม่กัดคน

 

ประเภท:โกส

สาวปากฉีก หรือ คุชิซาเกะอนนะ (「口裂け女」, Kuchisake onna, 口裂け女?) เป็นผีญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงอีกตนหนึ่ง ลักษณะของสาวปากฉีกคือ ปากจะฉีกถึงใบหู เรื่องเล่าของสาวปากฉีกมีทั้งฉบับดั้งเดิมกับฉบับปัจจุบัน ตำนานสาวปากฉีกในสมัยเฮอันเล่ามาว่า มีหญิงสาวที่งดงามยิ่งนัก ไม่เป็นรองใครในแผ่นดิน เป็นภรรยาของซามูไรที่มีชื่อเสียง แต่โชคร้ายที่สามีของเธอ สงสัยว่าเธอจะไปมีชู้ ด้วยความโกรธจึงใช้ดาบคาตานะ ตัดปากของเธอจนฉีกถึงใบหู เพื่อทำลายความงามของเธอ พร้อมทั้งถากถางว่า อย่างนี้แล้วใครจะคิดว่าเธองดงามอีก

สาว ปากฉีกเมื่อตายไปจึงกลายเป็นวิญาณพยาบาท มีพฤติกรรมที่น่ากลัว คือ มักจะยืนอยู่ตรงริมถนน ในช่วงเย็นๆถึงค่ำ ในวันที่หมอกลง และจะสวมผ้าปิดปากไว้ พอใครเดินผ่านมาจะเข้าไปทัก แล้วถามว่า ฉันสวยมั๊ย? ถ้าตอบกลับไปว่าก็สาวยนิ แล้วสาวปากฉีกจะถอดผ้าปิดปากออก แล้วถามอีกครั้งว่า แล้วแบบนี้ละ? เหยื่อที่เห็นใบหน้าที่แท้จริงของสาวปากฉีก ถ้าตกใจแล้วพยายามวิ่งหนี สาวปากฉีกจะวิ่งไล่ และหนียังไงก็หนีไม่พ้น สาวปากฉีกจะเล่นงานเหยื่อโดนจะตัดให้ปากฉีกเหมือนเธอ เชื่อกันว่าหากถูกสาวปากฉีกวิ่งไล่ให้โยนขนมหวานชื่อดัง จะดึงความสนใจสาวปากฉีกไปที่อื่นได้ และยังมีเรื่องเล่าต่อเนื่องในการตอบคำถามของเธอครั้งที่สอง หากตอบว่าไม่สวยเธอก็จะวิ่งไล่และเล่นงาน แต่หากตอบว่า ก็ดูปกติดีนี่ ก็สวยดีนี่ สาวปากฉีกจะพอใจและไม่ทำร้ายเหยื่อ แล้วจากไปแต่โดยดี

สาว ปากฉีกจะเป็นอันตรายกับมนุษย์หรือไม่ แล้วแต่สถานการณ์ เธอมีความรวดเร็วสูง และใช้มนต์มายาได้เล็กน้อย ชื่นชอบเวลาได้รับคำชม หรือรู้สึกว่าตัวเองสวย เกลียดคนที่พูดโกหก และคนที่กลัวเธอ

 

โดโรทาโบะ
โดโรทาโบะมีเรื่องเล่ามาว่า เดิมทีเคยเป็นชาวนาที่ยากจน แต่ว่าขยันขันแข็ง เกิดอยู่ในยุคข้าวยากหมากแพง และมีการเก็บภาษีอย่างไม่เป็นธรรมจากเจ้าเมือง ซึ่งเกษตรกรเหล่านี้ มักต้องแบกภาระทั้งหมด ชาวนาคนนี้พยายามเตรียมดินเพื่อทำการเพาะปลูก เขาไม่สนใจอะไรมากไปกว่าไร่นาของเขา ที่จะเจริญงอกงามได้ดีเพียงใด แต่ว่ายังไม่ทันได้ปลูกเขาก็ล้มป่วย และเสียชีวิตลง ลูกชายของเขาเป้นคนเกียจคร้าน เอาแต่ดื่มเหล้า ไม่ยอมสานต่อการทำไร่นาที่พ่อรักมาก จึงได้ปล่อยทิ้งร้าง จนกระทั่งต้องขายที่ดินไป วิญญาณพ่อที่ตายไปจึงไม่สงบ กลายเป็นโดโรทาโบะ ซึ่งมีร่างกายเป็นโคลน ในวันที่มีแแสงจันทร์ส่อง พวกชาวนาเสียงคร่ำครวญมากจากไร่นาไกลๆ มันเป็นเสียงของโดโรทาโบะต้องการที่ดินอันเป็นที่รักยิ่งของเขาคืน

 
Name : Aki-sama< My.iD > [ IP : 171.7.236.170 ]
Email / Msn: -
วันที่: 26 พฤษภาคม 2555 / 18:08

ความคิดเห็นที่ 463 (จากตอนที่ 40)
Faryl:ส่งการบ้านครับ ขอส่งเป็นประเภทพืชมีดอกนะฮะ

 การปฏิสนธิของพืชมีดอกเกิดขึ้นภายในรังไข่ ทำให้เกิดไซโกตและเอนโดสเปิร์ม จากนั้นไซโกตก็จะแบ่งเซลล์เพิ่มจำนวนเซลล์ขึ้น
จากภาพจะบอกได้ว่า มีการเปลี่ยนแปลงของเอ็มบริโอ และ อัตราการแบ่งเซลล์รวมทั้งขนาดของเซลล์ที่ได้จากการแบ่งแต่ละบริเวณของ เอ็มบริโอไม่เท่ากัน เป็นไปได้หรือไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของเอ็มบริโอเป็นผลจากอัตราการ แบ่งเซลล์ไม่เท่ากัน
การเปลี่ยนแปลงของเอ็มบริโอดังกล่าวนี้ เกิดขึ้นภายใน
ออวุล ออวุลก็จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นเมล็ด และรังไข่ก็จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นผล


เมล็ดแต่ละชนิดจะมีรูปร่าง ลักษณะ ขนาดที่แตกต่างกันออกไป แต่จะมีส่วนประกอบหลักเหมือนกัน คือ เปลือกหุ้มเมล็ด เอ็มบริโอ และเอนโดสเปิร์ม
   1. เปลือกหุ้มเมล็ด (seed coat) มีลักษณะเป็นเนื้อเยื่อ 2 ชั้น คือ ชั้นนอกปกติจะหนา แข็ง และเหนียว ส่วนชั้นในมักจะเป็นเยื่อบางๆ เมล็ดพืชบางชนิดเปลือกทั้งสองชั้นนี้อาจจะหลอมรวมกันเป็นชั้นเดียว เปลือกหุ้มเมล็ดทำหน้าที่ป้องกันอันตรายต่างๆ และป้องกันการคายน้ำด้วย ที่ผิวของเปลือกจะมีรอยแผลเล็กๆ ซึ่งเกิดจากส่วนของเมล็ด เรียกรอยแผลเป็นนี้ว่า ไฮลัม (hilum) ใกล้ๆ ไฮลัมจะมีรูเล็กๆ เรียกว่า ไมโครไพล์ ซึ่งเป็นทางเข้าของหลอดละอองเรณู (pollen tube
) นั่นเอง

2. เอ็มบริโอ (embryo) เป็นส่วนที่จะเจริญไปเป็นต้นพืชประกอบด้วยส่วนต่างๆ ดังนี้
 o ใบเลี้ยง (
cotyledon) เมล็ดพืชใบเลี้ยงคู่จะมี 2 ใบส่วนเมล็ดพืชใบเลี้ยงเดี่ยวจะมีใบเดียว
 o เอพิคอทิล (
epicotyl) คือ ส่วนที่อยู่เหนือตำแหน่งที่ติดกับใบเลี้ยง ส่วนนี้เมื่อเจริญเติบโตต่อไปจะเป็นลำต้น ใบ และดอก
 o ไฮโพคอทิล (
hypocotyl) คือ ส่วนที่อยู่ระหว่างตำแหน่งที่ติดกับใบเลี้ยงกับตำแหน่งที่จะเจริญไปเป็นรากไฮโพคอทิลเมื่อเจริญเติบโตต่อไปจะเป็นส่วนหนึ่งของลำต้น
 o แรดิเคิล (
radicle) คือส่วนล่างสุดของเอ็มบริโออยู่ต่อจากไฮโพคอทิลลงมา ต่อไปจะเจริญเป็นราก

   1. เอนโดสเปิร์ม (endosperm) เป็น เนื้อเยื่อที่มีอาหารสะสมไว้สำหรับการเจริญเติบโตของเอ็มบริโอ อาหารที่สะสมไว้ส่วนใหญ่เป็นอาหารประเภทแป้ง มีโปรและไขมันบ้าง เมล็ดพืชใบเลี้ยงคู่ส่วนใหญ่ไม่มีส่วนของเอนโดสเปิร์มเหลือให้เห็นอยู่เลย ทั้งนี้ เพราะในระหว่างการเจริญเติบโตของเอ็มบริโออาหารจะถูกเก็บไว้ภายในใบเลี้ยง เมล็ดพืชใบเลี้ยงคู่บางชนิด เช่น ละหุ่งจะมีส่วนประกอบของเมล็ดแตกต่างกันไปจากพืชใบเลี้ยงคู่ทั่วๆไป คือมีเนื้อเยื่อเอนโดสเปิร์มทำหน้าที่สะสมอาหารจึงมองเห็นเอนโดสเปิร์ มชัดเจนกว่าใบเลี้ยงซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นบาง
เมล็ด พืชบางชนิดมีเอนโดสเปิร์มแข็ง เช่น เมล็ดละหุ่ง แต่เอนโดสเปิร์มของพืชบางชนิด เช่น มะพร้าวมีทั้งแข็งและเหลว ได้แก่ เนื้อมะพร้าวและน้ำมะพร้าว ส่วนจาวมะพร้าวนั้นคือใบเลี้ยง เปลือกหุ้มเมล็ดคือเยื่อสีน้ำตาลที่ติดอยู่กับเนื้อมะพร้าวอยู่ระหว่างเนื้อ มะพร้าวกับกะลา


เมล็ด เป็นโครงสร้างที่มีความสำคัญต่อการดำรงเผ่าพันธุ์ของพืชมาก เนื่องจากภายในเมล็ดมีเอ็มบริโอซึ่งเป็นส่วนที่จะเจริญเติบโตเป็นพืชต้นใหม่ ต่อไป แม้ว่าในปัจจุบันจะมีการขยายพันธุ์พืชโดยวิธีอื่นๆ รวมถึงเทคโนโลยีการเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช ซึ่งเป็นวิธีการขยายพันธุ์พืชที่ได้ผลดี แต่พืชอีกเป็นจำนวนมากยังต้องใช้วิธีขยายพันธุ์โดยการใช้เมล็ด เช่น พวกธัญพืช ได้แก่ ข้าว ถั่ว ฯลฯ และพืชพวกผัก ซึ่งเป็นพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ และเป็นพืชอาหารหลักของคน


 เมล็ด เป็นโครงสร้างที่มีความสำคัญต่อการดำรงเผ่าพันธุ์ของพืชมาก เนื่องจากภายในเมล็ดมีเอ็มบริโอซึ่งเป็นส่วนที่จะเจริญเติบโตเป็นพืชต้นใหม่ ต่อไป แม้ว่าในปัจจุบันจะมีการขยายพันธุ์พืชโดยวิธีอื่นๆ รวมถึงเทคโนโลยีการเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช ซึ่งเป็นวิธีการขยายพันธุ์พืชที่ได้ผลดี แต่พืชอีกเป็นจำนวนมากยังต้องใช้วิธีขยายพันธุ์โดยการใช้เมล็ด เช่น พวกธัญพืช ได้แก่ ข้าว ถั่ว ฯลฯ        
และพืชพวกผัก ซึ่งเป็นพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ และเป็นพืชอาหารหลักของคน

โดยปกติเมล็ดพืชที่แก่เต็มที่จะมีความชื้นต่ำประมาณร้อยละ 10-15 มี อัตราการหายใจต่ำ การเปลี่ยนแปลงทางเคมีภายในเมล็ดน้อยมาก ถ้าไม่ได้รับน้ำ ออกซิเจน และอุณหภูมิที่เหมาะสม เมล็ดจะไม่งอกหรือไม่เจริญเติบโต แต่ยังมีชีวิตอยู่ได้เป็นเวลานานหลายสิบปี เช่น เมล็ดบัวที่ขุดได้ทางตอนเหนือของแมนจูเรีย ในชั้นของดินที่มีอายุประมาณ 1,000 ปี เมื่อนำมาเพาะเมล็ดก็ยังงอกได้

Name : Aki-sama< My.iD > [ IP : 171.7.236.170 ]
Email / Msn: -
วันที่: 26 พฤษภาคม 2555 / 17:18

ความคิดเห็นที่ 462 (จากตอนที่ 33)
Faryl:ขอสมัครงานที่นี่ครับ จะพยายามทำให้ดีที่สุด=0=/
Name : Aki-sama< My.iD > [ IP : 171.7.236.170 ]
Email / Msn: -
วันที่: 26 พฤษภาคม 2555 / 16:50

ความคิดเห็นที่ 461 (จากตอนที่ 23)
ชื่อ//Faryl Shadowsong
รูป// 
อยู่หอ/ห้อง//ฮิการิโนโต ห้อง1
Name : Aki-sama< My.iD > [ IP : 171.7.236.170 ]
Email / Msn: -
วันที่: 26 พฤษภาคม 2555 / 16:35

ความคิดเห็นที่ 460 (จากตอนที่ 40)
       การเจริญเติบโตของพืชเริ่มมาจากเมล็ด  ซึ่งประกอบด้วย เปลือกหุ้มเมล็ด
เอ็มบริโอ และแหล่งเก็บอาหาร ในพืชใบเลี้ยงเดี่ยวเรียกว่าเอนโดเสปริม์ สำหรับ
ในพืชใบเลี้ยงคู่เรียกว่า ใบเลี้ยง

 

               ภาพแสดง    ส่วนประกอบของเมล็ดของพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและใบเลี้ยงคู่

       ต้นอ่อน (เอ็มบริโอ)ของไม้ดอกบางชนิดสร้าง
ใบเลี้ยง 2 ใบ ขณะเจริญ  เราเรียกพืชพวกนี้ว่าพืช
ใบเลี้ยงคู่ เช่นถั่วลิสง      ส่วนพืชที่มีใบเลี้ยงเพียง
ใบเดียวเรียกว่าพืชใบเลี้ยงเดี่ยว  เช่น      ต้นหญ้า
ต้นหอม ต้นพลับพลึง

       ถึงแม้ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี     ทำให้มนุษย์
ขยายพันธุ์พืชได้มากขึ้น และรวดเร็วกว่าแต่ก่อน อย่างไรก็ตาม การขยายพันธุ์
โดยการใช้เมล็ดยังคงมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อพืชหลายชนิดที่ขึ้นอยู่ตาม
ธรรมชาติ ซึ่งเมล็ดพืชจะงอกเป็นต้นพืชและเจริญเติบโต จนกระทั่งสามารถ
สืบพันธุ์ สร้างเป็นเมล็ดใหม่ได้ต่อไป
PS.  สิ่งที่ผู้หญิงต้องการที่สุด. . . .ไม่ใช่สิ่งของ. . . .เงิน. . . . .หรือความรัก. . . . .สิ่งที่ผู้หญิงต้องการที่สุดก็คือ. . . . "ความเป็นตัวของตัวเอง" ต่างหาก. . . . .
Name : BlackMoon< My.iD > [ IP : 115.87.238.241 ]
Email / Msn: -
วันที่: 25 พฤษภาคม 2555 / 22:42

ความคิดเห็นที่ 459 (จากตอนที่ 41)
ทำไมไดโนเสาร์ถึงสูญพันธุ์

"ทฤษฎีอุกกาบาตพุ่งชนโลก" - ทฤษฎีนี้เป็นทฤษฎีที่มีการอ้างอิงและพูดถึงกันมากทฤษฎีหนึ่ง เมื่อย้อนกลับไปศึกษาถึงช่วงเวลา ที่ไดโนเสาร์มีชีวิตอยู่นั้น เราพบว่ามันปรากฎกายอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์จนถึงยุคเครตาเชอุสตอนปลาย หลังจากนั้นก็ไร้ร่องรอยไปเฉย ๆ นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งได้สันนิษฐานข้อมูลเอาไว้ว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่าใน ยุคเครตาเชอุสตอนปลายนั้น อาจมีลูกอุกาบาตที่มีความกว้างถึง 3 เมตร จำนวนมากพุ่งเข้ามาชนโลกของเรา ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ส่งผลให้เกิดหมอกควันหนาทึบบดบังแสงอาทิตย์ที่ส่องให้ความอบอุ่นแก่โลกเป็น เวลานาน สัตว์เลือดเย็นอย่างไดโนเสาร์ไม่สามารถที่จะปรับอุณหภูมิของตนเองให้อบอุ่น ได้เหมือนสัตว์เลือดอุ่น จึงพากันล้มตายและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก เมื่อฟังดูข้อสันนิษฐาน แล้ว ก็ดูเหมือนว่าจะมีความเป็นไปได้เช่นกัน แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นอยู่ที่ว่าแล้วร่องรอยของ อุกกาบาตที่ชนโลกนั้นหายไปไหน?คำถามดังกล่าวนี้ได้รับการเฉลยในปี 2523 เมื่อ หลุยส์ อัลวาเรซ (Luis Alva rez) และ วอลเตอร์ อัลวาเรซ (Walter Alvarez) นักธรณีวิทยาบุตรชายของ หลุยส์ แฟรงค์ อาซาโร (Frank Asaro) นักเคมีนิวเคลียร์ และเฮเลน ไมเคิล (Helen Michael) นักโบราณชีววิทยาได้ค้นพบ ธาตุอีรีเดียม (Iridium) ปริมาณสูงในชั้นดินเหนียวที่แยกระหว่าง ตะกอนของดินในยุค เครตาเชอุสและยุคเตร์ฌีอารวื ข้อมูลใหม่นี้ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์หลาย คนรู้สึกมั่นใจในทฤษฎีอุกกาบาตชนโลกมากยิ่งขึ้น สาเหตุหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์สามารถใช้ธาตุอีรีเดียมเป็นตัวอธิบายในเรื่อง นี้ได้นั้นเป็น เพราะการคงสภาพที่ดีของมันนั่นเอง ทั้งนี้เพราะในระหว่างที่มีการกระทบกันอย่างรุนแรง โลหะหนักส่วนใหญ่ เช่น เหล็ก มักจะจมลงไปในพื้นดิน แม้ว่าเหล็กจะเป็นธาตุหลักที่พบมากใน อุกกาบาต แต่ก็ยังมีธาตุอีกตัวหนึ่งที่พบได้มากเช่นกัน คือ ปลาุม (Platinum : แพลทินัม) และโลหะที่มีลักษณะใกล้เคียงกับปลาุม ด้วยเหตุนี้เองปลาุมจึงกลายเป็นแร่ที่มีราคา แพงมาก อีกทั้งยังหายากอีกต่างหาก เพราะเป็นสิ่งที่ได้มาพร้อมกับอุกกาบาตนอกโลกของเรา แต่ถ้าหากเราสามารถเดินทางออกไปในอวกาศนอกโลกกันได้ง่าย ๆ เหมือนเดินทางจาก กรุงเทพฯ ไปอยุธยาแล้วล่ะก็ แร่ในกลุ่มปลาุมจะกลายเป็นแร่ธาตุที่หาได้ง่ายทันที เพราะ มันเป็นฝุ่นผงที่พบได้ทั่วไปในอวกาศอันกว้างใหญ่ไพศาล สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ เมื่อแร่ปลาุม หรือแร่โลหะทีมีลักษณะใกล้เคียงกับปลาุม ถูกฝังอยู่ในตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งแล้ว มันมักจมอยู่กับที่ไม่มีการเคลื่อนย้ายไปไหน แร่ธาตุ เหล่านี้จึงมีลักษณะค่อนข้างเฉื่อย และไม่ทำปฏิกิริยากับธาตุชนิดอื่น หนึ่งในกลุ่มของแร่ธาตุ ในกลุ่มปลาุมก็คือ แร่อีรีเดียมนั่นเอง แร่อีรีเดียมสามารถตรวจพบได้ง่ายแม้ว่ามักจะมี ปริมาณน้อยมาก จึงทำให้นักวิทยาศาสตร์นิยมใช้แร่อีรีเดียมเป็นตัวอ้างอิงการชนของลูก อุกกาบาตต่อโลกของเรา สถานที่ที่คาดว่าน่าจะมีผงฝุ่นผสมอยู่ พื้นมหาสมุทรใดที่เป็นรอยต่อระหว่างยุคเครตาเชอุส และ ยุคเตร์ฌีอารวื ตำแหน่งที่พวกเขาสนใจคือ กุบบีโอ (Gubbio), อุมบรีอา (Umbria : อัมเบรีย) ในประเทศอิตาลี เมื่อลงมือขุดตะกอนดินขึ้นมา พวกเขาก็พบว่า บริเวณรอยต่อทั้งสองยุคจะมีร่องรอยการสูญหายของฟอสซิลสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กใน ยุคเครตาเชอุส อย่างชัดเจน โอยเฉพาะอย่างยิ่ง โฟรามีนีเฟรันส์ (Foraminiferans) บริเวณ รอยต่อของทั้งสองยุคจะเป็นชั้นดินเหนียวบาง ๆ สีน้ำตาลและดำ คั่นดินและซากฟอสซิล ของทั้งสองยุคเอาไว้ ทีมงานของ อัลวาเรซ ได้นำตัวอย่างหินของชั้นนี้มาศึกษาเพื่อตรวจ สอบหาแร่อีรีเดียม ผลการศึกษาสร้างความพิศวงงงงวยขึ้นในใจของนักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้มาก เพราะปริมาณแร่อีรีเดียมในก้อนหินยังคงมีปริมาณเท่าเดิม และเปลี่ยนแปลงน้อยมากเมื่อ เทียบกับตะกอนดินเหนียวที่พวกเขาเก็บเอามาทดสอบ สิ่งที่พวกเขาสามารถทดสอบได้นั้น มีเพียงการตรวจวัดอายุของคัลเซียมคาร์บอเนต ที่พบในตัวอย่าง ดังนั้นพวกเขาจึงเสีย เวลาไปกับการวิเคราะห์ดินเหนียวจากท้องทะเล แม้ว่าจะผิดหวังจากสิ่งที่ค้นพบ ทีมของ อัลวาเรซ ก็ยังไม่ยอมแพ้ พวกเขาจึงมาศึกษากันใหม่ว่าจุดใดน่าจะเป็นจุดที่มีการเปลี่ยนแปลง พวกเขาจึงได้ทำการสำรวจเพิ่ม 2 จุด จุดหนึ่งเป็นทะเลในนิวซีแลนด์ และอีกจุดเป็นทะเลใน ส เคนท์ (Stevens Klint) ในเดนมาร์ก ในระหว่างการศึกษานี้พวกเขาได้พยายามสันนิษฐานกันว่าอะไรที่น่าจะเป็นสาเหตุ ที่ ทำให้มีปริมาณของแร่อีรีเดียมในชั้นรอยต่อระหว่างยุคเครตาเชอุสและเตร์ฌีอา รวืบ้าง คำตอบ ของพวกเขาสามารถสรุปได้เป้น 2 ประเด็น ใหญ่ ๆ คือ1. อาจมีเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้การผสมกันของตะกอนดินเหนียวและฝุ่น หยุดชะงักลง ทำให้ปริมาณของแร่อีรีเดียมจากอวกาศจึงยังคงมีปริมาณคงที่2. อาจจะมีบางอย่างที่มีขนาดใหญ่โตมาก ส่งผลให้เกิดผงฝุ่นของแร่อีรีเดียม ตกค้างในชั้นโลกเป็นจำนวนมากเมื่อศึกษาไปศึกษามาก็ไม่พบข้อมูลที่จะมาสนับ สนุนทฤษฎีในข้อแรก พวกเขาจึง หันมาศึกษาข้อสันนิษฐานข้อถัดมา แต่ก็มีคำถามข้อใหม่เกิดขึ้นมาเช่นกันว่า แล้วผงฝุ่นปริมาณ มหาศาลจากนอกโลก จะเพิ่มปริมาณขึ้นมาเป็นจำนวนมากได้อย่างไร? เมื่อถกเถียงกันไปมา จึงได้ข้อสรุปออกเป็น 2 ประเด็น คือ1. อาจจะมีดวงดาวขนาดใหญ่ใกล้ ๆ โลก เปลี่ยนสภาพเป็นซุปเปอร์โนวา ส่งผล ให้เกิดผงฝุ่นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเหล็กหรือแร่อีรีเดียมตกลงมาบนโลกของเรา2. แร่อีรีเดียมอาจจะมาพร้อมกับวัตถุขนาดใหญ่นอกโลกที่เคลื่อนที่หลุดเข้ามาใน โลกของเรา มันอาจจะเป็นดาวหางหรือลูกอุกกาบาตยักษ์ก็ได้

PS.  สิ่งที่ผู้หญิงต้องการที่สุด. . . .ไม่ใช่สิ่งของ. . . .เงิน. . . . .หรือความรัก. . . . .สิ่งที่ผู้หญิงต้องการที่สุดก็คือ. . . . "ความเป็นตัวของตัวเอง" ต่างหาก. . . . .
Name : BlackMoon< My.iD > [ IP : 115.87.238.241 ]
Email / Msn: -
วันที่: 25 พฤษภาคม 2555 / 22:36

ความคิดเห็นที่ 458 (จากตอนที่ 36)

ตรวจงานของคุณ อลิซ

1.ดรอปเพลแกงเกอร์ - วิญญาณ : ผ่าน
จากข้อมูลที่ให้มาแล้ว ดรอปเพล นั้นถือว่าเป็นวิญญาณชนิดหนึ่ง ซึ่งเราจะไม่เจาะลึกอะไรมาก เพราะดรอปเพล นั้นเป็นเพียงแค่เสี้ยววิญญาณที่เกิดจาก สปริต ของมนุษย์ผสมกับเงา จึงถือได้ว่า ดรอปเพลนั้น เป็นได้ทั้ง วิญญาณ และ สปิริต

2.ราชินีแห่งรัตติกาล ลิลิธ - สปิริต : ผ่าน
ลิลิธ คือ ปีศาจหรือหญิงสาวที่แต่งงานกับปีศาจ เธอเป็นมนุษย์ที่ถูกความมืดครอบงำ และสุดท้ายก็ถูกสปิริตของตนเองกลืนกินร่างกายและจิตใจทำให้เธอกลายเป็นปีศาจไป

3.อินคิวบัส - โกส : ผ่าน
อินคิวบัส หรือ ปีศาจแห่งความฝันเพศชายนั้น จัดอยู่ในหมวดปีศาจที่เกิดขึ้นเอง ไม่ได้เกิดจากมนุษย์หรือสิ่งใด ซึ่งพวกนี้นั้น ถูกจัดไว้ว่าเป็น โกส (วิญญาณธาตุ ที่อันตราย)

4.ซัคคิวบัส - โกส : ผ่าน
ซัคคิวบัส หรือ ปีศาจแห่งความฝันเพศหญิงนั้น จัดอยู่ในหมวดปีศาจที่เกิดขึ้นเอง ไม่ได้เกิดจากมนุษย์หรือสิ่งใด ซึ่งพวกนี้นั้น ถูกจัดไว้ว่าเป็น โกส (วิญญาณธาตุ ที่อันตราย)

5.แวมไพร์ - สปิริต : ผ่าน
แวมไพร์ หากหมายถึงแวมไพร์ตนแรกที่เป็นผู้ที่แพร่เชื้อแวมไพร์ทั้งปวงนั้น ถูกจัดอยู่ในหมวด โกส (ซึ่งข้อมูลนั้นไม่สามารถบ่งบอกได้ว่า ใครคือแวมไพร์ตนแรก) แต่หากหมายถึง ผู้ติดเชื้อ ที่กลายเป็นแวมไพร์นั้น ถูกจัดอยู่ในหมวดสปิริต


PS.   หากคุณเป็นผม คุณจะรู้ได้ถึงความรู้สึกที่ผมนั้นเป็นอยู่
Name : LordOFDarKNesS< My.iD > [ IP : 118.172.239.186 ]
Email / Msn: -
วันที่: 25 พฤษภาคม 2555 / 21:53

ความคิดเห็นที่ 457 (จากตอนที่ 36)
1.ด๊อปเปิลแกงเกอร์ - วิญญาณ
2.ราชินีแห่งรัตติกาล ลิลิธ - สปิริต
3.อินคิวบัส - ผี
4.ซัคคิวบัส - ผี
5.แวมไพร์ - สปิริต

PS.  มนุษย์เรานั้นอยู่กับความมืดก่อนที่จะได้พบกับแสงสว่าง.....เมื่อได้พบกับแสงสว่างจึงเข้าไปหามัน....เพราะมันสดใสกว่า สบายกว่า โล่งใจกว่า และเปิดเผยกว่า..... ความมืดจึงต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว.....
Name : Bluewind< My.iD > [ IP : 58.11.54.220 ]
Email / Msn: -
วันที่: 25 พฤษภาคม 2555 / 21:36

ความคิดเห็นที่ 456 (จากตอนที่ 36)
::Vampire::
  

     แวมไพร์ (Vampire) ผีชนิดหนึ่งตามความเชื่อของชาวยุโรป ในยุคกลาง เชื่อว่าเป็นผีดิบ ที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนมนุษย์ทั่วไป แต่มีฟันแหลมคม ดื่มเลือดของมนุษย์ด้วยกันเป็นอาหารเพื่อหล่อเลี้ยง

     โดยที่แวมไพร์จะมีชีวิตเป็นอมตะ ไม่มีวันตาย จะปรากฏตัวได้แต่เฉพาะเวลากลางคืน เพราะแพ้เเสงแดด แวมไพร์จะหลบซ่อนอยู่ในโลงของตนหรือในหลุมในเวลากลางวัน สามารถแปลงร่างได้หลายแบบ เช่น ค้างคาว, นกฮูก, หมาป่า, กบ, คางคก, แมลงเม่า, งูพิษ เป็นต้น สามารถกำบังกายหายตัวได้ ไม่มีเงาเมื่อกระทบกับแสงหรือสะท้อนในกระจก มีแรงมากเหมือนผู้ชาย 20 คน

     สิ่งที่จะกำราบแวมไพร์ได้คือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา เช่น
ไม้กางเขน, น้ำมนตร์ หรือแม้กระทั่งสมุนไพรกลิ่นแรงบางชนิด เช่น กระเทียม
     วิธีฆ่าแวมไพร์มีมากมาย เช่น ตอกลิ่มให้ทะลุหัวใจ เผา หรือ ตัดหัวด้วยจอบของสัปเหร่อ บุคคลที่ตกเป็นเหยื่อของมัน จะกลายเป็นแวมไพร์ไปด้วย และกลายเป็นสาวกของแวมไพร์ตนที่ดูดเลือดตัวเอง...


      ชาวยุโรปในยุคกลางนั้น หวาดกลัวแวมไพร์มาก ผู้ที่สงสัยว่าเป็นแวมไพร์ จะตกอยู่ในสถานะเดียวกับแม่มด หรือ มนุษย์หมาป่า คือ ถูกตัดสินลงโทษด้วยการเอาถึงชีวิต

     มีวิธีการป้องกันการรุกรานของแวมไพร์หลายวิธี เช่น บางหมู่บ้านจะโปรยเมล็ดข้าวไว้บนหลังคาบ้าน เพราะเชื่อว่าแวมไพร์จะง่วนกับการนับเมล็ดข้าวเป็นการถ่วงเวลาจนรุ่งเช้า หรือ โรยเศษขนมปังไว้ตั้งแต่สุสานให้แวมไพร์เดินเก็บเศษขนมนั้นวนเวียนไปมา(แวม ไพร์นี่หลอกง่ายดีจังแหะ =__='') หรือแม้แต่การวางไม้กางเขนหรือดอกกุหลาบที่มีหนามแหลมเพื่อเป็นการพันธนาการ ไว้ในโลง

     เรื่องราวของผีแวมไพร์ มีมากมาย ที่เป็นนิทานพื้นบ้านและวรรณกรรม โดยวรรณกรรมที่ว่าถึงแวมไพร์ที่เก่าแก่ที่สุด มีมาตั้งแต่สมัยโรมัน วรรณกรรมที่มีชื่อเสียงที่สุดของแวมไพร์คือ เรื่องเค้าท์แดร็กคูล่าร์ ของ บราม สโตกเกอร์ ที่โด่งดังจนมีการนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ ละคร ละครเวที หรือแม้แต่กระทั่งภาพยนตร์การ์ตูนมากมายตราบจนปัจจุบัน เช่น ภาพยนตร์เรื่อง Nosferatu ในปี ค.ศ. 1922 เป็นต้น



     เป็นไปได้ว่าความเชื่อเรื่องของแวมไพร์ที่สามารถแปลงร่างเป็นค้างคาวได้ อาจมีที่มาจากที่ทวีปอเมริกากลาง มีค้างคาวขนาดเล็กชนิดหนึ่ง ดูดเลือดสัตว์ที่ใหญ่กว่าเป็นอาหารในเวลากลางคืน ซึ่งค้าวคาวชนิดนี้ก็ได้มีการเรียกชื่อว่า แวมไพร์ เช่นกัน


 
ค้างคาวแวมไพร์ (น่ากลัวอ่า T^T)


     ผีดูดเลือด หรือ แวมไพร์ (Vampire) เป็นมนุษย์อีกรูปแบบหนึ่งที่มีพลังปิศาจ แม้ ว่า ผีดูดเลือด จะอยู่ในร่างของมนุษย์ มันก็ไม่มีความเป็นมนุษย์อยู่ มันคือคนที่ตายไปแล้วและลุกขึ้นมาจากโลงมีชีวิตใหม่โดยดูดเลือดเป็นอาหาร สังคมแทบทุกสังคมรู้จัก ผีดูดเลือด...

     ผีดูดเลือดปรากฎครั้งแรกใน อาณาจักร บาบิโลเนีย ในหีบศพที่ถูกปิดมานานกว่า 4,000 ปี มีตำนานเกี่ยวกับผีดุดเลือดมากมายใน อินเดีย จีน กรีก โรมัน มาเลเซีย และไทย ก็มีเรื่องราวเกี่ยวกับผีดูดเลือดเช่นกัน...

 

     .::ผู้หญิงที่มาเลเซีย เชื่อกันว่า เสียชีวิต ในขณะ หรือหลังคลอดลูก จะกลายเป็นผีดูดเลือด::. 

     ในประเทศมาเลเซีย เชื่อกันว่า ผู้หญิงที่เสียชีวิต ในขณะ หรือหลังคลอดลูก จะกลายเป็นผีดูดเลือด และลูกที่ตายพร้อมกันก็จะเป็นผีดูดเลือดด้วย ส่วนของไทยก็เห็นจะเป็น กระสือ หรือปอบ ที่เรารู้จักกัน (กระสือ ปอบ เป็นแวมไพร์ของไทยซินะ =w=;) ประเพณีโบราณมักมีวิธีป้องกันผีพวกนี้และบางประพณีก็สืบทอดมาถึงปัจจุบัน ในแถบตะวันตก ผีดูดเลือด เป็นที่รู้จักกันในนามแวมไพร์ ปรากฏในอังกฤษครั้งแรก...


 


     .::ศพถูกขุดขึ้นมาและพบว่า มีรอยเลือดอยู่ที่ปาก::.

     ในปี พ.ศ.2275 ตามบันทึกว่าเป็น แวมไพร์ ชาวเซอร์เบีย (Serbian : แคว้นในยูโกสลาเวีย) ที่กลับมาจากหน้าที่ทางทหารใน กรีก ด้วยท่าทีที่แปลกไป เขาผู้นั้น คือ อาร์โนลด์ เปาเล (Arnold Paole)

     เปาเล ยอมรับกับภรรยาในเวลาต่อมาว่า เขาโดน แวมไพร์ ดูดเลือดในขณะเดินทางและได้กลายเป็น แวมไพร์ ไปด้วย

     เปาเล ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตในเวลาต่อมา แต่เพื่อนบ้านยังคงเห็นเขาวนเวียนอยู่ =[]=! ศพของเขาถูกขุดขึ้นมาและพบว่า มีรอยเลือดอยู่ที่ปาก การที่จะพิสูจน์ว่า เป็น แวมไพร์ หรือไม่นั้น ทำได้โดยตอกหมุดไม้ลงไปที่หัวใจ ศพของ เปาเล ถูกพิสูจน์และด้วยความประหลาดใจ....



     .::ขณะที่ตอกหมุดนั้นมีเลือดทะลักออกมาและมีเสียงกรีดร้องตามมาด้วย::.

    
ในขณะที่ตอกหมุดนั้นมีเลือดทะลักออกมาและมีเสียงกรีดร้องตามมาด้วย ศพของ เปาเล ถูกเผาตามขั้นตอนของพิธีกรรมทางความเชื่อ
     หลายปีต่อมา ก็ยังมีกรณีของ แวมไพร์ ตัวอื่นอยู่ ซึ่งเชื่อว่า เป็นเหยื่อของ เปาเล จึงสรุปได้ว่า แวมไพร์ ถ่ายทอดได้โดยการถูกกัด...

     บันทึกในปี พ.ศ.2306 ของนักเขียนชาวฝรั่งเศส ชื่อ ฌอง จาก รูสโซ (Jean-Jacques Rousseau) กล่าวว่า "ในปีนั้นมีพยานหลายคนทั้งที่เป็นแพทย์ นักบวชและพนักงานปกครอง ได้พบเห็น แวมไพร์"
     เรื่องราวได้เริ่มถูกนำไปแต่งเป็นวรรณกรรม จนกระทั่งในต้นพุทธศตวรรษที่ 24 แวมไพร์ ก็เป็นที่ยอมรับว่ามีอยู่จริง มีทั้งสองเพศ แต่โดยมากจะเป็นเพศชาย มีเขี้ยวยาว ผิวซีดเซียว และมีดวงตาที่แข็งกร้าว มักออกหาเหยื่อในเวลากลางคืน และเหยื่อก็จะเป็นเพศตรงข้าม ป้องกันได้โดยใช้กระเทียม
     การเป็น แวมไพร์ นั้นเป็นไปโดยไม่ได้สมัครใจและก็ไม่ค่อยจะเกี่ยวข้องกับปิศาจหรือเวทมนตร์ แม่มดเท่าใดนัก แวมไพร์ มักเป็นคนบาปที่ดำเนินชีวิตอย่างชั่วร้าย ผู้บริสุทธิ์ก็เป็น แวมไพร์ ได้โดยตกเป็นเหยื่อของพวกมัน...


     .::แวมไพร์ มีจริงหรือ ?::.

     บุคคล ที่มีความแตกต่างไปจากคนอื่นและมีการตายอย่างประหลาดนั้นมักถูกเชื่อว่า จะเป็นแวมไพร์ อย่างแน่นอน บุคคลใดที่มีลักษณะคล้าย แวมไพร์ จะถูกกีดกันจากสังคมทันที
     การกำจัด แวมไพร์ นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะต้องทำเฉพาะเวลากลางวัน ตอนที่มันไม่มีอำนาจเท่านั้น เชื่อว่าหลุมศพใดมีโพรงอยู่แสดงว่าศพในหลุมนั้นเป็น แวมไพร์ โดยความเชื่อของ ชาวโรมัน ให้เทน้ำเดือดลงไปในโพรงเพื่อกำจัด แวมไพร์ หรือกำจัดได้โดยวิธีเดียวกับที่ทำกับ แวมไพร์ เปาเล...



     ปลายพุทธศตวรรษที่ 19 นักเขียนชาว ไอริช เมื่อ บราม สโตกเกอร์ (Bram Stoker) ได้แต่งนิยายเรื่อง แดรกคูลา (Dracula) ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของคำอีกคำหนึ่งที่แปลว่า ผีดูดเลือด

     แดรกคูลา เป็นลูกชายของ แดรกคูล (Dracul) กษัตริย์โรมันที่โหดร้าย ทารุณ แดรกคูล เป็นสมญานามที่แปลว่า ปิศาจ ซึ่งกษัตริย์ได้สมญานามมาจากการปกครองที่โหดร้าย กระหายเลือด และแดรกคูลา ก็แปลว่า ลูกชายของปิศาจ


     ในนิยาย แดรกคูลา เกิดในทรานซิลวาเนีย (Transylvania) และมีความโหดร้ายเช่นเดียวกับพระบิดา ทรงสร้างศัตรูมากมาย มีการตายอย่างลึกลับ ไม่มีใครพบเห็นศพและไม่ได้ถูกฝังตามพิธี

 

    "
จน ปัจจุบันเรื่องราวของ แวมไพร์ ก็ยังคงน่าหลงใหลและน่าหวาดกลัวมีผู้คนที่เชื่อว่า แวมไพร์ มีจริง ยิ่งกว่านั้น ยังมีศูนย์วิจัย แวมไพร์ ใน นิวยอร์ก ที่ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับ แวมไพร์ ใน ยุโรป และ อเมริกา อีกด้วย "


ปล. Nosferatu  = Dracula นะครับ นอสเฟอราตูเป็นการนำเรื่องแดรกคูล่ามาเล่นใหม่โดยชาวเยอรมันครับ ชื่อทั้งสองมีความหมายเดียวกันว่า "ผีดูดเลือด"


CREDIT : wikipedia

               : http://bbs.asiasoft.co.th/showpost.php?p=3968272&postcount=81


               : http://www.oknation.net/blog/wiglud/2009/11/03/entry-1


PS.  มนุษย์เรานั้นอยู่กับความมืดก่อนที่จะได้พบกับแสงสว่าง.....เมื่อได้พบกับแสงสว่างจึงเข้าไปหามัน....เพราะมันสดใสกว่า สบายกว่า โล่งใจกว่า และเปิดเผยกว่า..... ความมืดจึงต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว.....
Name : Bluewind< My.iD > [ IP : 58.11.54.220 ]
Email / Msn: -
วันที่: 25 พฤษภาคม 2555 / 21:22

ความคิดเห็นที่ 455 (จากตอนที่ 36)

.::INCUBUS::SUCCUBUS::.


Succubus

    ปีศาจแฝงฝัน หรือ ซัคคิวบัส (Succubus) ตามความเชื่อแล้ว ลักษณะของซัคคิวบัส จะเป็นปีศาจที่อยู่ในรูปของผู้หญิงที่มีเสน่ห์เย้ายวน ที่แฝงด้วยอาคมจนยากที่ชายใดจะปฏิเสธได้ เชี่ยวชาญด้านการหลอกล่อผู้ชาย...


     ร่างจริงจะมีปีก ตาคล้ายงู แต่สามารถแปลงกายให้คล้ายมนุษย์ได้ จะล่าเหยื่อในฝัน โดย จะหลอกล่อเหยื่อ แล้วมอบความฝันสุดปรารถนาให้กับชายที่โดนสิง แลกกับไอชีวิตของเหยื่อ เหยื่อจะสูญเสียพลังงานอย่างมากบางทีอาจถึงชีวิต

     **ปีศาจประเภทนี้ในขณะที่ยังไม่โตเต็มที่ จะเป็นได้ทั้งชายและหญิง เมื่อโตเต็มที่จึงจะเลือกเพศ โดยปีศาจประเภทนี้ที่เป็นชาย จะมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า อินคิวบัส (incubus) ซึ่งต่างก็มีพฤติกรรมการล่าคล้ายกัน หากแต่จะเลือกเหยื่อที่เป็นเพศตรงข้ามกับตนเอง
     พฤติกรรมของซัคคิวบัสนั้นเชื่อได้ว่ามีเค้าโครงมาจากลิลิมซึ่งเป็น ลูกสาวของลิลิธในตำนานของชาวยิว


     เป้าหมายที่เป็นเหยื่อของซัคคิวบัส มักจะอยู่ที่บาทหลวงหนุ่มๆ เพื่อเป็นการขโมยพลังที่จะใช้ต่อสู้กับซาตานไป เช่นเดียวกับอินคิวบัสที่ส่วนใหญ่จะมีเป้าหมายเป็นแม่ชีสาวๆ ซึ่งสิ่งที่ซัคคิวบัสขโมยไปจากผู้ชายคือน้ำอสุจิ เพื่อนำไปใช้ในการสร้างภูตผีใหม่ๆ ขึ้นมา โดยเชื่อกันว่าการที่ผู้ชายฝันเปียกเพราะการทำร้ายจากซัคคิวบัสนั่นเอง =w=


Incubus

      อินคิวบัส(Incubus)  มาจากตำนานพื้นเมืองของยุโรปในยุคกลาง (ยุคมืด เรื่องนี้จึงค่อนข้างเลวร้าย) 


     เป็นปีศาจชายที่ล่อลวง ทำร้ายเหยื่อผู้หญิงในความฝันของพวกเธอ คนที่เป็นเหยื่อจะไม่มีทางตื่นขึ้นภายใต้อำนาจของอินคิวบัส แต่จะรู้สึกได้ถึงสิ่งที่มันกระทำในฝันร้ายนั้น 


     เมื่อเธอ(ผู้เป็นเหยื่อ)ตื่นขึ้นมา จะพบว่าตัวเองตั้งครรภ์ และบุตรที่กำเนิดออกมานั้น จะไม่มีอะไรผิดแปลกจากมนุษย์ทั่วไปเสียแต่ว่าจะมีอำนาจมนตร์ หรือความสามารถเหนือธรรมชาติมากกว่ามนุษย์อื่น

     อำนาจ ที่ว่านั้นออกไปทางชั่วร้าย ศาสตร์มืด เด็กที่เติบโตขึ้น ส่วนใหญ่แล้วท้ายที่สุดจะกลายเป็นบุคคลชั่วร้าย หรือพ่อมดผู้ทรงอำนาจและพลัง


     ...มีตำนานกล่าวว่า พ่อมดเมอร์ลินเองก็เป็นทารกที่เกิดจากอินคิวบัสกับแม่ชีองค์หนึ่ง...



     บางตำนานเล่าว่า ทั้ง Incubus และ Succubus เป็นหนึ่งในพวกเทพยาดาที่โดนลงโทษและถูกขับออกจากสวรรค์...

    
Yasha

      ยาฉะ (Yasha) เป็นปีศาจที่มีพฤติกรรมคล้ายกับซัคคิวบัสมาก แต่เป็นผู้หญิงและเป็นผีญี่ปุ่น ลักษณะ เป็นหญิงสาวที่งดงามเช่นเดียวกับซัคคิวบัส และใช้มนต์มายาได้เหมือนกับซัคคิวบัส ยาฉะจะดูดไอชีวิตจากเหยื่อเพื่อยังชีพเหมือนกัน มนต์มายาของยาฉะสามารถทำให้เหยื่อเป็นบ้าได้ สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างยาฉะกับซัคคิวบัส คือ ยาฉะไม่สามารถล่าเหยื่อในฝันได้เหมือนซัคคิวบัส



(สรุปนี่สวยหรือหลอนกันเนี่ย =w='')

     อินคูบัส (Incubus) เป็นวงอัลเทอร์เนทีฟร็อกจากอเมริกา เจ้าของเพลงดังอย่าง “Drive “ และ “Are You In?” ประกอบด้วยสมาชิก Brandon Boyd (ร้องนำ และ เพอร์คัชชั่น), Mike Einziger (กีตาร์), Ben Kenney (เบส), Jose Pasillas (กลอง) และ DJ Kilmore (เทิร์นเทเบิ้ล)

CREDIT : wikipedia

               : http://bbznet.pukpik.com/scripts2/view.php?user=room_5&board=1&id=23&c=1&order=numview&bbz_htmledit=Y


PS.  มนุษย์เรานั้นอยู่กับความมืดก่อนที่จะได้พบกับแสงสว่าง.....เมื่อได้พบกับแสงสว่างจึงเข้าไปหามัน....เพราะมันสดใสกว่า สบายกว่า โล่งใจกว่า และเปิดเผยกว่า..... ความมืดจึงต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว.....
Name : Bluewind< My.iD > [ IP : 58.11.54.220 ]
Email / Msn: -
วันที่: 25 พฤษภาคม 2555 / 21:20

ความคิดเห็นที่ 454 (จากตอนที่ 36)

ราชินีแห่งรัตติกาล ลิลิธ
 

Lilith
 

 

     ปกติแล้วถ้าพูดถึงลิลิธ เรามักจะคุ้นเคยกันดีในนามของราชินีแห่งรัตติกาล แต่บางที ก็เรียกกันด้วยนามอื่นเช่น ลิลี - Lili หรือ Lilu - ลิลู อันหมายถึงอสุรกายแห่งยามราตรี เรียกว่าความหมายผิดเพี้ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือไปเลย~

     ตามไบเบิลกล่าวไว้ว่า พระยะโฮวาห์เจ้าสร้างลิลิธขึ้นมาเพื่อให้เป็นเมียคนแรกของอดัม แต่วิญญาณของนางมีมลทิลมากตั้งแต่ตอนสร้าง ดังนั้นทายาทของลิลิธที่ให้กำเนิดแก่อดัม จึงมีแต่พวกอสุรกายมารร้ายที่น่าเกลียดน่ากลัว ท้ายที่สุดหลังจากปฐมบาปของมนุษย์เกิดขึ้น (การกินผลไม้ต้องห้าม) ลิลิธจึงกลายไปเป็นคนสนิทและชายาของซาตาน พระยะโฮวาห์จึงสร้างมนุษย์คนใหม่ขึ้นมาแทน นั่นก็คือ Eve ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาจากซี่โครงของอดัมนั่นเอง...

  

     ลิลิธเป็นหญิงที่มีความงาม - ที่ค่อนข้างจะออกไปทางน่ากลัว - อย่างไม่สร่างซา ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเธออายุเท่าไหร่ เนื่องจากกาลเวลาไม่สามารถสร้างรอยตำหนิให้แก่เธอได้... มาถึงตอนนี้สาวๆหลายคนคงอิจฉาลิลิธแล้วสินะ ข้อด้อยเพียงอย่างเดียวของเธอก็คือ ในบางเวลา ท่อนขาอันเรียวงามของลิลิธจะเต็มไปด้วยขนอันยุ่บยั่ย เยอะจนมองไม่เห็นผิวเนื้อ (อี๋ๆๆ ><) ซึ่งเธอถือเป็นเรื่องน่าอับอายที่สุดในชีวิต ถ้าหากชายใดพบความลับของเธอเข้าล่ะก็ คงสายเสียแล้วครับ หากเขาคิดจะนำไปบอกใคร หึหึ

     เชื่อกันว่า ลิลิธนี่แหละ คือ Mother of the Vampire ต้นตระกูลแห่งแวมไพร์ขนานแท้ ที่สืบเนื่องกันมานานหลายศตวรรษ โดยติดต่อกันผ่านทางสายเลือด หล่อนสามารถหายตัวผ่านสิ่งกีดขวางทุกชนิด และไปปรากฏตัวยังอีกด้านหนึ่งได้ เพื่อที่จะไปดูดเลือดเหยื่อ หรือไม่ก็สมสู่ล่อลวงผู้ชาย ผู้ชายที่สมสู่กับเธอในความฝัน เมื่อตื่นมาจะรู้สึกอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ราวกับว่าถูกผีดูดเลือดสูบเลือดออกไปจากตัวจนเหือดแห้ง นอกจากพฤตกรรมชอบลักหลับผู้ชายแล้ว นิสัยของลิลิธที่คล้ายกับคนในยุคปัจจุบันคือถ้ำมอง = ='' หล่อนชอบหายตัวเข้าไปลอบดูสามีภรรยากุ๊กกิ๊กกัน และคอยขโมยน้ำเชื้อผู้ชายเพื่อนำไปสร้างเป็นอสุรกายตัวใหม่ ให้เป็นข้ารับใช้ของเธอ (โอ้ว้าวววว)

     ลิลิธจะเกลียดเด็กๆมาก เนื่องจากว่าลูกๆของเธอล้วนแล้วแต่จะน่าเกลียด น่าขยะแขยง ดังนั้นเมื่อสบโอกาส หล่อนจะทำลายเด็กทุกคนที่พานพบ หรือไม่ก็ชักจูงให้เด็กๆพากันทำอะไรต่างๆนาๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่วิปริตวิตถารทั้งสิ้น...

     คำแนะนำ สำหรับสุภาพบุรุษท่านใด ที่กลัวลิลิธจะย่องเข้าหายามหลับ ควรใช้วิธีป้องกันง่ายๆ โดยเขียนข้อความไว้หน้าประตูห้องนอนว่า "อาดัมกับอีฟเข้ามาในนี้ได้ แต่ราชินีลิลิธห้ามเข้า" อันนี้เป็นวิธีป้องกันของพวกฮีบรูและชาวยุโรปยุคกลาง ได้ผลหรือไม่นั้น ไม่รับรอง**


ประวัติของลิลิธ

 


     ลิลิธ(Lilith)ผู้หญิงที่เกิดก่อน 'อีฟ' (EVE) ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีใครทราบว่า หญิงคนที่ชื่อลิลิธคือใครเพราะทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับนามนี้ รวมทั้งเรื่องราวอันเป็นตำนานของเธอได้อันตรธานหานไปกับพระคัมภีร์ไบเบิ้ล ฉบับพันธสัญญาเก่าของชาวยิว ลิลิธ คือผู้หญิงคนแรกจากการสร้างสรรค์ของพระผู้เป็นเจ้า อีกทั้งยังเป็น๓รรยาคนแรกของอดัม ผู้ชายคนแรกก่อนหน้าที่ พระเจ้าจะสร้างอีฟ (ซึ่งเราเข้าใจผิดกันเสมอมาว่าคือ)ผู้หญิงคนแรกเสียอีก


     ทว่า ลิลิธได้ถูกพระเจ้าตัดสินให้ขับออกจากสวนสวรรค์แห่งอีเดนเป็นคนแรก เนื่องเพราะการกระทำอันชั่วร้ายของเธอเอง จากนั้นก็ถูกเนรเทศไปอยู่ภายใต้เงามืด ณ ก้นบึ้งของโลกแห่งจิตใต้สำนึก--ความจริงเรื่องท่ว่าลิลิธเป็นผู้หญิงคนแรก
ของโลก พิ่งจะได้รับการเปิดเผยเมื่อไม่กี่ปีมานี้

 


     "แล้วพระเจ้าก็ทรงสร้างผู้ชายขึ้นด้วยพระฉายาและพระสิริของพระองค์ ท่านได้ทรงสร้างผู้หญิงขึ้นเป็นศักดิ์ศรีของผู้ชาย" ในปฐมกาล (Genesis) บทที่ 1 ข้อที่ 27 ของพระคัมภีร์ไบเบิ้ลพูดถึงการถือกำเนิดของเผ่าพันธ์มนุษย์ว่า พระเจ้ามิได้ทรงสร้างผู้ชายสำหรับผู้หญิง หากทรงสร้างผู้หญิงสำหรับผู้ชาย โดยสร้างมนุษย์สองเพศขึ้นมาพร้อมกัน

     ทว่า ผู้หญิง คนแรกที่พระเจ้าสร้างขึ้นในบทแรกแห่งปฐมกาลนี้ มิใช่อีฟ ซึ่งเกิดมาทีหลังในปฐมกาลบทที่ 2 ข้อ 21-22 เมื่อพระยะโอวาห์นำกระดูกซี่โครงของอดัมออก มาขณะหลับไหล เพื่อบัลดาลคู่คนใหม่ให้แก่เขา

 


     แล้วใครกันเล่า คือหญิงสาวผู้ลึกลับคนก่อนหน้า เธอยังคงเป็นปริศนาในฐานะมารดาแห่งมนุษยชาติ รวมถึงฐานะภรรยาคนแรกของอดัม แม้ในคัมภีร์ไบเบิ้ลไม่มีการเอ่ยนามของเธอ แต่ลิลิธมีตัวตนจริ้งในตำนาน

     แม้ว่าชื่อลิลิธจะถูกลบออกไปจากพระธรรมคัมภีร์ฉบับพันธสัญญาเก่าแล้วก็ตามที แต่นามนี้ยังสามารถอ่านพบได้ในบันทึกความเชื่อดั้งเดิมของชาวยิว ในการชำระพระคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับพันธสัญญาเก่า เมื่อศตวรรษที่ 13 หรือที่รู้จักกันว่า
การออกความเห็นของโชห์อาร์ (Zohar) เกี่ยวกับความลึกลับเป็นปริศนาของห้าบทแรกแห่งพระคัมภีร์ไบเบิ้ล (หรือพระคัมภีร์โตราห์ Torah คำสอนของศาสนายิว) รวมทั้งพระคัมภีร์ฉบับอื่นๆ เราสามารถพบเธอแทรกอยู่เป็นส่วนหนึ่งในนั้น...

 


     ใน ขณะที่พระยะโฮวาห์ทรงสร้างอดัม พระองค์ทรงสร้างผู้หญิงนามว่า ลิลิธ ขึ้นมาพร้อมกันด้วย โดยทรงสร้างทั้งสอง ขึ้นจากฝุ่นดิน--พระเจ้าสร้างเธอเพื่อเป็นภรรยาของอดัม หากตำนานเล่า ว่าได้เกิดการถกเถียงกันระหว่างมนุษย์คู่แรก ซึ่งนำมาสู่ข้อสรุปคำตัดสินอย่างลับๆ ครั้นเมื่อเธอเอ่ยนามต้องห้ามของพระผู้เป็นเจ้า เธอก็อันตรธานหายไป กลายเป็นปริศนาลึกลับให้พวกเราสงสัยข้องใจ แล้วก็ต้องการคำตอบซึ่งค้างคา

     ลัทธิลึกลับในศตวรรษที่ 11 เองก็พยายามเหลือเกินที่จะไขกุญแจเพื่อเผยความลับนี้ โดยสรุปว่า ความขัดแย้งเกิดขึ้นเมื่ออดัมยืนกรานว่า ขณะที่กำลังดำเนินบทพิศวาสลิลิธจะต้องอยู่เบื้องล่างเขาเท่านั้น -- นี่คือวิธีการที่เขาใช้ใน
การแสดงอำนาจความเป็นผู้นำครอบครัว หากทว่าลิลิธเชื่อมั่นในความเท่าเทียมระหว่างเธอกับอดัม เธอจึงปฏิเสธไม่ยอมทำตามเขา การโต้เถียงขยายใหญ่โตไปเรื่อยๆ และจบลงด้วยการต่อสู้ของผู้หญิงคนแรก 


     ย้อนกลับมาที่มุมมองของโซห์อาร์ ซึ่งได้กล่าวถึงความอ่อนแอของผู้ชายอย่างอดัม...เขาคุกเข่าอ้อนวอนให้คนรักกลับคืน

     พระเจ้าส่งทูตสวรรค์สามองค์ไปพาลิลิธกลับมาแต่เธอไม่ยอมทำตามคำขอร้องนั้น ในที่สุด ทูตสวรรค์จึงปล่อยให้ลิลิธใช้ชีวิตอย่างที่เธอต้องการ ในข้อแม้ว่าจะต้องไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเกิดของเผ่าพันธุ์มนุษย์ อีกทั้งนามของเธอก็จะไม่
หลงเหลือให้กล่าวขวัญอีกต่อไป

 


     แล้วพระยะโฮวาห์ก็ได้มอบลิลิธให้เป็นของขวัญแก่ แซมมาเอล (ซาตาน) เธอคือภรรยาคนแรกในจำนวนทั้งหมดสี่คนของของจอมปิศาจ

     กระนั้น ในตำนานอื่นๆอีกหลายฉบับ เล่าถึงการแต่งงานระหว่างลิลิธกับจอมปิศาจแตกต่างกันออกไป โดยตำนานเหล่านั้นไม่ได้เล่าว่า เธอคือของขวัญจากพระเจ้าหากบอกว่า ซาตานพบและตกหลุมรักลิลิธระหว่างที่เธอกำลังร่อนเร่ไปอย่างไม่รู้ทิศทาง

 


     แต่เรื่องหนึ่งที่ทุกตำนานเล่าเหมือนกันก็คือ ในการสมรสครั้งใหม่ เธอได้รับบทพิศวาสอย่างที่ใจปรารถนาไม่ว่าเธอหรือเขาล้วนมีสิทธิเท่าเทียมในการอยู่เบื้องบนหรือเบื้องล่างของอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งวัฒนธรรมการสับเปลี่ยนบทบาททางเพศนี้ สามารถอธิบายพาดพิงถึงความเชื่อในอีกตำนานหนึ่ง ที่ว่า ลิลิธมีฮอร์โมนของเพศชายอยู่ในตัวเธอด้วย

     ในตำนานฉบับหนึ่งบรรยายว่า จริงๆแล้ว ลิลิธคือ มนุษย์ คนแรกสุดที่พระยะโฮวาห์ทรงสร้างขึ้น โดยอยู่ในฐานะคนสองเพศในร่างเดียว เธอเป็นให้กำเนิดอดัม ผู้ชายคนแรกหลังจากนั้นจึงค่อยแต่งงานกับเขา

 


     ชื่อลิลิธปรากฎเพียงครั้งเดียวในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับพีนธสีญญาเก่า(ที่ชำระแล้ว) ในอิสยาห์ (Isiah) บทที่ 34 ข้อ 14

     "ชื่อ สัตว์ร้ายแห่งทะเลทรายจะมาพบกับอสูรร้ายของแผ่นดิน ผู้นำของคนบาปจะร่ำร้องต่อผู้ตามของเขา--ลิลิธจะรวมอยู่ในคนกลุ่มเหล่านั้น ณ ที่แห่งนั้นคือที่ที่เธอจะอาศัยอยู่ได้"

 


     คณะกรรมการตีความพระคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับเยรูซาเล็มใส่ชื่อของเธอลงไปในโยบ (Job)บทที่ 18 ข้อ 14-15 ด้วย

     "มนุษย์ ผู้บาปหนา จะถูกลักพาจากที่อาศัย แล้วลากไป ณ เบื้องหน้าราชาแห่งความน่าสะพรึงกลัว ลิลิธจะรวมอยู่ในคนกลุ่มนั้นด้วย ลมหายใจของเธอปกคลุมเป็นส่วนหนึ่งในกลุมคนประเภทเดียวกับเธอ"

 


     หากพระในศาสนายิวคัดค้านการตีความเช่นนี้ โดยอ้างว่า คำเรียกลิลิธไม่ได้มีความหมายบ่งชี้ถึงหญิงคนหนึ่งคนใด แต่อุปมาเป็นคนซึ่งไม่เป็นที่ปรารถนาและพวกนอกรีต เช่นเดียวกับที่พวกคริสเตียนเชื่อว่า ลิลิธมิใช่คนหากแต่เป็นเครื่องล่อลวงใจมนุษย์ของจอมปิศาจ

     ลิลิธคงจะเป็นตำนานอันเก่าแก่เกินไปของบรรดาชาวยิวและคริสเตียน ในขณะที่เรื่องราวของเธอปรากฎมากมายและโดดเด่น ตลอดระยะเวลาในตำนานโบราณหลากหลายฉบับ เช่น ในความเชื่อของอารยธรรมซูมาเรียน และบาบิโลเนียน ราว 3,500 ปีก่อนคริสต์กาล เธอปรากฎในตำนานฐานะจอมปิศาจ ลามาซตู(Lamashtu) ผู้ถูกเนรเทศออกจากสรวงสวรรค์ เนื่องจากเพราะความร้ายกาจของตนเอง

 


     ส่วนใน ตำนานอื่นๆของซูมาเรียน เธอมีชื่อหลายอย่าง อาร์ดัท ลิลิ่ (Ardat Lili) หรือ ลีลีตู (Lilitu) เทพยดาผู้เป็นคู่ครองของจอมปิศาจ ลีลู(Lilu) สำหรับตำนานบทนี้เธอถูกวาดภาพเป็นหญิงปราศจากศีลธรรม เต็มไปด้วย ตัณหาราคะ คือหญิงสวยยวนนั่วใจในเรื่องเพศ เธอจะใช้มารยาล่อลวง ชายขณะหลับไหล ทั้งยังชอบสังหารเด็กๆ

     ลิลิธมักถูกสร้างภาพให้เป็นปิศาจ บางครั้งได้รับการบรรยายเป็นสิ่งใชีวิตชนิดหนึ่ง รูปร่างเหมือนงูใหญ่มีปีกแต่มีศีรษะเป็นผู้หญิง

 


     ทุกๆคราวที่ลิลิธเกิดใหม่ เธอคือเครื่องหมายแห่งพลังของเพศหญิง มักจะถูกขัดขวางทำลายจากกฎเกณฑ์ของสังคม(ที่ตั้งขึ้นโดยผู้ชาย) ผลสุดท้ายมักต้องไปหลบเร้นตนเงียบเชียบในเงามืด กระนั้น เธอยังคงอันตรายพอที่จะสั่นคลอนสังคมได้บางส่วน ณ ยุคปัจจุบัน ลิลิธกลายเป็นคำเรียกและเครื่องหมายของกลุ่มเฟมินิสต์ ผู้หญิงที่เชื่อว่าเธอเทียบเท่าชายในทุกกรณี

     "ลูกสาวของซาตาน หญิงสาวในเงามืด นั่นคือลิลิธ ผู้ได้รับฉายาไอซิส แห่งลุ่มน้ำไนล์" วิคเตอร์ ฮิวโก ผสมผสานเธอเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับเทพธิดาผู้ให้กำเนิดอารยธรรมอียิปต์โบราณ

     ลิลิธถูกพิพากษาให้อยู่ที่ก้นบึ้งของขุมนรก และด้านมืดของจิตใจตลอดไป
เธอต้องทุกข์ทรมานเพียงไรกับชะตากรรมนี้ บางทีเธออาจไม่ได้น่ากลัวหรือโหดร้าย อย่างที่ใครๆว่าไว้เลย

 


Credit:
http://board.dserver.org/t/torpong/00000344.html
            ***บทความนี้เราคัดลอกมาจากต่วย'ตูนพิเศษ ปีที่ 24 ฉบับที่288 หน้า 79- 81 คอลัมน์ อะไรก็ได้ ของ ปัญจณา ทั้งดุ้น


แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 25 พฤษภาคม 2555 / 21:21

PS.  มนุษย์เรานั้นอยู่กับความมืดก่อนที่จะได้พบกับแสงสว่าง.....เมื่อได้พบกับแสงสว่างจึงเข้าไปหามัน....เพราะมันสดใสกว่า สบายกว่า โล่งใจกว่า และเปิดเผยกว่า..... ความมืดจึงต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว.....
Name : Bluewind< My.iD > [ IP : 58.11.54.220 ]
Email / Msn: -
วันที่: 25 พฤษภาคม 2555 / 21:19

ความคิดเห็นที่ 453 (จากตอนที่ 36)
ส่งการบ้านค่ะ=_=

Doppelganger
 


     นี่คือชื่อที่เรียกเงาของพวกเราๆไง แต่ ด๊อปเปิลแกงเกอร์ ไม่ใช่เงาธรรมดาที่เกิดจากแสงแดดหรือแสงอื่นใดที่ฉายมาถูกตัว แต่เป็นภูตเงาที่ไม่มีใครมองเห็น ไม่สะท้อนในกระจกเงาหรือพื้นผิว ทำนองเดียวกัน มีเพียงเจ้าของเงาเองที่รู้สึกว่ามีมันอยู่

     ด๊อปเปิลแกงเกอร์ จะยืนอยู่ข้างหลังของเจ้าของตลอดเวลา มันมีความว่องไวในการหลบหลีกสูงจนหากแม้หันหน้าเร็วยังไงก็ไม่ทันมัน นอกจากนี้มันยังเลียนแบบทำทุกอย่างตามเจ้าของ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงสีหนา การเลียนเสียงซึ่งมันจะพูดออกมาพร้อม กับเจ้าของเอง เสียงของมันคล้ายกับเจ้าของจนดูดกลืนเข้าไปด้วยกันซะด้วย

 

     ฝรั่งเขากล่าวไว้ว่า "ด็อปเปิลแกงเกอร์ คือสิ่งที่ธรรมชาติสร้างมาเพื่อช่วยเหลือมนุษย์ไม่ให้รู้สึกโดดเดี่ยวมากเกินไป" เพราะเงานี้พร้อมจะเป็นเพื่อนที่ดี ฟังสิ่งที่คุณพูดทุกถ้อยคำแม้ว่าคำพูดเหล่านั้นจะเป็นคำพูดที่ไม่มีใครอยาก ฟัง คำตอบคำถามที่อาจจะไม่มีใครอยากตอบ
    
เคย สังเกตไหมว่าบางครั้งเราสามารถหนีอันตรายบางอย่างมาได้ชนิดฉิวเฉียดแค่เส้น ยาแดงผ่าแปด ฝรั่งอธิบายเรื่องอย่างนี้ ว่า เป็นเพราะด็อปเปิลแกงเกอร์ พุ่งออกไปเร็วกว่าและหยุดยั้งเราไว้ได้ทันท่วงที


     หมากับแมวมีสัญชาตญาณที่ทำให้เห็นเงาที่เป็นรูปร่างของเรา เพราะเหตุนี้อย่าแปลกใจเลยถ้าแมวที่คุณเลี้ยงเกิดตาวาวมองข้ามไหล่คุณไปข้าง หลังยังกับมีใครหรืออะไรอย่างหนึ่งอยู่ตรงนั้น หรือหมาที่คุณเลี้ยงไว้เกิดลุกขึ้นมาเห่าไล่หลังคุณอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ซึ่งก็เป็นเพราะมันตกใจกันนะซิที่เห็นใครหรืออะไรอย่างหนึ่งที่อยู่ข้างหลัง คุณแต่เหมือนคุณยังกับแกะ

     สำหรับหนุ่มๆ สาวๆ ด็อปเปิลแกงเกอร์ อาจจะเป็นเรื่องค่อนข้างแปลก แต่ถ้าเป็นคนเฒ่าคนแก่แล้วไซร้ เงานี้ทำท่าจะเป็นหนึ่งเดียวกับเจ้าของทีเดียว เคย สังเกตเห็นคนแก่ที่นั่งพูดอะไรกับ "ใคร" ก็ไม่รู้ทั้งวันไหม ?


     ดูๆ ก็เหมือนว่าด็อปเปิลแกงเกอร์นี้น่าจะเป็นเพื่อนทีดีของมนุษย์เสียจริงๆ แต่ยังก่อน ยังมีอันตรายอย่างหนึ่งที่พึงระวัง นั่นคือถ้า เงาเหล่านั้นได้รับแรงกระทบจากความอาฆาตแค้น และความพยาบาทของเจ้าของ มันอาจจะทอดทิ้งคุณไปชั่วระยะเวลาหนึ่งเพื่อปฏิบัติการบางอย่างด้วยตัวเอง โดยคุณไม่รุ้ตัว
     เช่น ออกไปก่อคดีต่างๆ เพื่อ แก้แค้นโดยอาศัยรูปลักษณ์ของคุณ (ก็มันเป็นเงาของคุณนี่นะ) นี่เป็นคำตอบว่าทำไมจึงมีคนเห็นคุณตามที่ต่างๆ ทั้งที่คุณอยู่บ้านเฉยๆ ที่แย่ยิ่งไปกว่านั้นคือ แทนที่จะออกไปก่อการวิวาทด้วยตัวของมัน มันอาจจะใช้วิธียืมมือคุณนั่นแหละทำเสียเองมันจะบีบบังคับให้คุณคิดและทำ อย่างที่มันต้องการ โดยที่ผิดวิสัยผิดลักษณะความเป็นตัวเองอย่างที่คุณหาคำตอบไม่ได้เชียวละ…(หึ หึ)



CREDIT : http://www.thaigaming.com/54385-post70.html

อีก 4 อย่างส่งแยกค่ะมันไม่พอ=_=
PS.  มนุษย์เรานั้นอยู่กับความมืดก่อนที่จะได้พบกับแสงสว่าง.....เมื่อได้พบกับแสงสว่างจึงเข้าไปหามัน....เพราะมันสดใสกว่า สบายกว่า โล่งใจกว่า และเปิดเผยกว่า..... ความมืดจึงต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว.....
Name : Bluewind< My.iD > [ IP : 58.11.54.220 ]
Email / Msn: -
วันที่: 25 พฤษภาคม 2555 / 21:18

ความคิดเห็นที่ 452 (จากตอนที่ 36)


ลืมบอก
ทำแค่ข้อเดียวนะ
แล้ว
กำหนดส่งถึงวันศุกร์หน้า ^ ^ 



PS.   หากคุณเป็นผม คุณจะรู้ได้ถึงความรู้สึกที่ผมนั้นเป็นอยู่
Name : LordOFDarKNesS< My.iD > [ IP : 118.172.239.186 ]
Email / Msn: -
วันที่: 25 พฤษภาคม 2555 / 21:15
หน้าที่ : 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 , 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 >>