สวัสดีผู้เยี่ยมชม [ เข้าระบบ | สมัครสมาชิก ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

จักรพรรดิมังกร

ตอนที่ 28 : ดำดิ่งสู่อดีตกาล 2 (ครบ100%)


     อัพเดท 5 พ.ค. 56
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/อดีต ปัจจุบัน อนาคต
Tags: ยังไม่มี
ผู้แต่ง : พันราตรี ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ พันราตรี Email : bewty_2010(แอท)hotmail.com
My.iD: http://my.dek-d.com/panti
< Review/Vote > Rating : 99% [ 10 mem(s) ]
This month views : 8,996 Overall : 88,731
1,097 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 695 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
จักรพรรดิมังกร ตอนที่ 28 : ดำดิ่งสู่อดีตกาล 2 (ครบ100%) , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 1365 , โพส : 14 , Rating : 72 / 15 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


 
                                                   ...ดำดิ่งสู่อดีตกาล 2...

                                                              

อดีตสร้างพันธะเนื่อง...ปัจจุบัน

เวลาผันผ่านวัน...คืนล่วง

รักแค้นผูกพัน...สู่วิถี

กำเนิดมาชำระหนี้...รักลวง
 
 

 

  

      แสงไต้ริมทางวูบไหว  สะท้อนเงาของร่างของคนสามคนที่เดินตามกันมาผ่านลานหินเข้าสู่โถงใหญ่   ที่นี่คือตำหนักชินอ๋องที่ตั้งอยู่ด้านตะวันออกของวังหลวง  ฉีซุ่ยเหลียนมองอักษรสามคำสลักบนแผ่นศิลาหน้าประตูว่า เฮ่อเหลียนอ๋องเหงื่อก็พลันไหลซึมแผ่นหลัง  มือเย็นเฉียบกำแน่นจนไร้สีเลือด  เหลือบมองขันทีหลวงท่าทางคล่องแคล่วกำลังชูป้ายหยกให้ทวารบาลสองนายดูก่อนเอ่ยอะไรอยู่สองสามคำ  

                    นางจึงหันกลับมายังแผ่นหลังแบบบางของสตรที่เดินนำหน้า   ฉีซุ่ยเหลียนมองผิวเนื้อรำไรอยู่ภายใต้อาภารณ์สีกลีบบัวโรยบางใส   สตรีด้านหน้าสูงกว่านางเพียงเล็กน้อย  หากท่วงท่ายักเยื้องอย่างมีจริตเป็นธรรมชาติ   บัดนี้ดีกดื่นค่อนราตรีไปแล้วหลังงานเลี้ยงเสร็จสิ้น   นางยังคงไม่คาดฝันถึงสิ่งที่ตนได้ประสบ...คือไม่เพียงมิได้กลับออกไปเหมือนคนอื่นในคณะ  กลับถูกรั้งไว้รอรับราชองค์การจากจักรพรรดิเฮ่อเหลียนแห่งแคว้นเป่ย   ราชองค์การที่ทำเอานางแทบล้มทั้งยืนว่า 

บ้านเมืองเสร็จสิ้นการสงคราม ราชสำนักต้องการรวบรวมนักดนตรี หลี่ซุ่ยเหลียนฝีมือดีเข้าขั้นจึงให้รับไว้เป็นนักดนตรีหลวงสังกัดกองดนตรีนับแต่นี้ 

นางเข่าอ่อนทรุดลงตรงหน้าผู้นำราชองค์การ   เสียงเบาแทบกระซิบเอ่ยพ้นริมฝีปากไปว่า

น้อมรับราชองค์การ 

แม้นางจะใช้ความกล้าหาญมากมายนักในการเข้ามาเห็นจักรพรรดิแคว้นเว่ยด้วยตาตัวเอง   ทว่าการต้องใช้ชีวิตอยู่ในแวดล้อมของศัตรูที่ทำลายบ้านเมืองของนางนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง...นางคงไม่อาจทนได้   

สวรรค์ช่างเล่นตลกนัก...หรือเพราะฟ้าดินต้องการดูว่าคนผู้หนึ่งจะสามารถทนทรมานได้สักเพียงใด  

ฉีซุ่ยเหลียนข่มกลั้นความกดดันทั้งหลายลงไปอย่างยากเย็นขณะเข้ามายืนอยู่หน้าประตูใหญ่พร้อมด้วยขันทีนำทางและสตรีโฉมงาม  นางมองม่านมุกสลับพู่ไหมหน้าประตูไม้บานใหญ่  ด้านหน้านี่คงเป็นเรือนของแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่คนนั้น  และครู่เดียวที่ไม้สลักบานนั้นเปิดออก   ร่างทะมัดทะแมงของบุรุษผู้หนึ่งก็ก้าวออกมา 

“รองแม่ทัพหม่า  ผู้น้อยนำ ‘ของพระราชทานจากฝ่าบาทมากำนัลแก่แม่ทัพหยางหลง”   ขันทีเอ่ยเสียงดังฟังชัด หม่าหย่งจื้อ   พยักหน้ารับก่อนเดินกลับเข้าไปด้านใน  

ครู่เดียวร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นหน้าประตู   ความกดดันอันมหาศาลที่พุ่งตรงมาเล่นเอาทุกคนแทบเข่าอ่อนทรุด   ฉีซุ่ยเหลียนเหลือบขึ้นมองบุรุษผู้มีใบหน้าเฉยชา   เห็นเขาสวมอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มจนเกือบดำ   ดูรูปร่างสูงใหญ่โดดเด่นนักเมื่อเทียบกับบุรุษและครึ่งบุรุษผู้ยืนอยู่ข้างๆ   และใบหน้าที่หล่อเหลาสะอาดสะอ้านนั้นช่างเกินความคาดหมายของผู้อื่นยิ่งนัก...คนผู้นี้ไฉนรูปงามเกินกว่าบุรุษทั่วไปทั้งที่น่าจะเป็นแม่ทัพที่กร้าวกระด้าง  

พอเฮ่อเหลียนหยางหลงออกมาท่าทางขันทีหลวงจะสำรวมกิริยาขึ้นเล็กน้อย  ค้อมกายเอ่ยอย่างนอบน้อมออกไป 

“ฝ่าบาทเห็นว่าท่านแม่ทัพเหน็ดเหนื่อยจากการศึกสงครามจึงให้ผู้น้อยนำคนมาคอยปรนนิบัติ” 

ร่างสูงตรงหน้านิ่งไปครู่หนึ่งก็สะบัดชายอาภรณ์คุกเข่าลงเอ่ยว่า  “หยางหลงน้อมรับพระเมตตา”  เสียงทุ้มเคร่งขรึมเอ่ยจบแล้วทรงกายขึ้นมายืนสงบนิ่งเช่นเดิม  

ขันทีน้อยรีบเบี่ยงตัวให้สตรีอรชรเบื้องหลังแสดงตัวเพื่อเอาหน้า  เขาเอ่ยว่า  “ผู้นี้คือแม่นางหานเยวี่ยถิง” 

ตอนนั้นเองโฉมงามจึงเยื้องย่างออกมาแล้วยอบกายลงอย่างอ่อนน้อมรู้งาน  นางกล่าวเสียงอ่อนหวานว่า

  “เยวี่ยถิงคาระวะท่านแม่ทัพ”  ใบหน้าน้อยระเรื่อแดงด้วยความอุธัจ   นางเป็นสตรีงามหยาดเยิ้มที่สุดที่เพิ่งเข้าวังมา   หากแต่จักรพรรดิเทียนหยางกลับตัดพระทัยยกให้แม่ทัพประจำกายได้ช่างนับว่าเห็นความสำคัญต่อเฮ่อเหลียนหยางหลงผู้นี้อย่างมาก  ขันทีน้อยลอบสังเกตกิริยาผู้มีศักดิ์เป็นถึงหลานจักรพรรดิ...ทว่าคนตรงหน้ามิได้แสดงอาการตอบรับหรือแสดงสีหน้าใดออกมา  ขันทีจึงกระแอมไอเอ่ยเสียงดังอีกว่า 

“ค่ำคืนนี้อากาศเย็นสบาย  ฝ่าบาทยังประทานนักดนตรีมาขับกล่อม  หวังว่าท่านแม่ทัพจะผ่อนคลายอิริยาบถได้จนรุ่งสาง”   ขันทีน้อยยิ้มประจบประแจงและเบี่ยงตัวหลบให้ฉีซุ่ยเหลียนที่ยืนอยู่ด้านหลังก้าวขึ้นมา 

ทว่าสตรีด้านหลังไม่เพียงไม่ตอบรับยังไม่ขยับแม้สักครึ่งก้าว  ขันทีน้อยดูจะร้อนรนขณะเอ่ยเตือนเบาๆว่า  “แม่นาง” 

...

กระทั้งสายตาของบุรุษอีกสองคนยังเหลือบมอง   ผ่านไปอึดใจหนึ่งเสียงแผ่วเบาของนางจึงเอ่ยขึ้นมาได้ 

“ผู้น้อยคาระวะท่านแม่ทัพ”   

ฉีซุ่ยเหลียนรู้สึกได้ชัดเจนถึงสายตาคมกริบที่จับจ้อง  นางค่อยๆเงยมองร่างสูงใหญ่ที่เบื้องหน้าด้วยความหาญกล้าไร้เหตุผล   นางเพียงต้องการยลใบหน้าของบุรุษที่ก่อความเจ็บปวดสาหัสให้ชีวิตนาง  

เฮ่อเหลียนหยางหลง 

ดวงตากลมงามสบประสานกับดวงตาเรียวยาวดำสนิท   ดวงตาที่แสนเรียบเฉยกลับแฝงไว้ด้วยร่องรอยอะไรสักอย่างที่นางยังไม่อาจเข้าใจ   ครู่เดียวก็หรุบตาลงขณะนึกแปลกใจในความเข้มแข็งของตนที่สามารถก้มศีรษะให้คนผู้นี้ได้อย่างสงบ   แม้ฝ่ามือจะเยียบเย็น...หัวใจเต้นถี่รัวยามเผชิญหน้ากับบุรุษผู้พรากทุกสิ่งทุกอย่างไปชีวิต   ภายนอกแม้ไม่แสดงกิริยา...แต่หัวใจกำลังเจ็บแค้นแทบหลั่งเลือด   ฉีซุ่ยเหลียนอยากหัวเราะและกรีดร้องออกมาดังๆ  อยากด่าว่าประณามเขา...ใบหน้าเฉยชา  ท่าทางเลือดเย็นไม่รู้สึกรู้สาที่พล่าผลาญชีวิตคนนับหมื่นพัน  ช่างไม่ผิดจากภาพในจินตนาการของนางแม้แต่นิด  สมญานาม ‘ปีศาจสงครามนั้นดูเหมาะสมกับเขายิ่ง 

เสร็จสิ้นการรับ ‘ของ พระราชทาน   เฮ่อเหลียนหยางหลงก็เดินกลับเข้าไปด้านใน   ส่วนรองแม่ทัพแซ่หม่าหันมากล่าวแก่ขันทีน้อยว่า   “ขอบใจกงกงมาก”   หม่าหย่งจื้อผู้รับใช้ใกล้ชิดเฮ่อเหลียนหยางหลงรีบเชิญโฉมสะคราญตามแม่ทัพของเขาเข้าไปในห้อง   เหลือเพียงฉีซุ่ยเหลียนที่ต้องเดินตามบ่าวไพร่ไปยังระเบียงชมจันทร์ด้านหน้า 

เมฆาเคลื่อนคล้อยโอบล้อมจันทรา  ราตรีล่วงเข้าดึกสงัดแล้วแสงโคมตรงมุมระเบียงยังวูบไหว  ไม่ต่างจากหัวใจของผู้ที่นั่งอยู่ริมระเบียงคอยทอดทัศนายอดไม้โบกโบยลม  ดอกเยี่ยเซียงโชยกลิ่นหอมรื่น  ม่านไม้ไผ่ต้องลมกระทบกันดังกึกกัก  ขณะที่ฉีซุ่ยเหลียนนั่งรออย่างสงบอยู่ตรงนี้เกือบครึ่งชั่วยามแล้ว  ใบหน้านางเย็นจนเริ่มซีดขาว   แล้วครู่ใหญ่ต่อมาบ่าวรับใช้จึงให้สัญญาณให้นางเริ่มบรรเลงเพลงได้  ฉีซุ่ยเหลียนจรดริมฝีปากลงบนเลาขลุ่ยแผ่วเบา  มือนางยังสั่นน้อยๆ  ขณะท่วงทำนองแว่วหวานเย็นฉ่ำราวสายน้ำบรรเลงขึ้น  เสียงใสกังวานพลิ้วไหวราวลมหายใจของสายลม  ขณะนี้ดวงตานางทอดทัศนาความมือสลัวของราตรี   บทเพลงนี้ผสมผสานกลมกลืนไปกับสรรพสำเนียงของธรรมชาติ  กังวานลึกล้ำ 

นางบรรเลงได้ครู่ใหญ่ก็ได้ยินเสียงร้องแผ่วๆแทรกผ่านออกมาจากในห้อง  ทำให้ลมหายใจของฉีซุ่ยเหลียนพลันสะดุด...ทว่าอึดใจเดียวก็ดึงสติกลับคืนมาได้  ท่วงทำนองที่รั้งรอจึงค่อยดำเนินต่อไป   แม้จะฝืนรั้งสติให้อยู่กับเพลงขลุ่ยสักเพียงใดทว่าเรื่องในห้องหับของบุรุษสตรีนั้นแม้ยังไม่ประสาเท่าใดนักหากก็พอรู้อะไรอยู่บ้าง   เนื่องจากระเบียงตรงนี้ไม่ห่างจากเตียงหลังใหญ่  ทำให้นางได้ยินเสียงนั้นชัดเจนทีเดียว   เสียงหอบหายใจหนักหน่วงจนแทบกลายเป็นสะอื้นของสตรีที่ดังออกมาจากในห้องสร้างความกระอักกระอ่วนชวนอับอายนักสำหรับนาง   จนริ้วเลือดฝาดฉีดซ่านขึ้นใบหน้า  นวลแก้มแดงก่ำเรื่อยไปจนถึงลำคอ

“ท่านแม่ทัพ  ดะ...ได้โปรด” 

เสียงสั่นพร่าดังขึ้นอย่างแจ่มชัด   ถ้อยคำรำพันที่แสนน่าอายทำเอาฉีซุ่ยเหลียนรีบหลับตาลง  รวบรวมสติให้หูสดับฟังแต่เสียงขลุ่ย  มือสัมผัสรู้แต่เนื้อหยกเย็นๆ  น่าอายเหลือเกินที่ต้องมารับรู้เรื่องในห้องหอของผู้อื่น   

ฉีซุ่ยเหลียนเกิดความรู้สึกพะอืดพะอมยิ่งขึ้นเมื่อกอรปกับความชิงชังในบุรุษผู้ ‘ร่วม อยู่ด้านใน   เพียงคิดว่าเขากำลังเสพสุขอย่างใดอยู่ในขณะที่ผู้อื่นสูญเสียความสุขเล็กน้อยที่สุดในชีวิตไปเพราะเขา   ความเกลียดชังขยะแขยงยิ่งทวีขึ้น   ทำให้นางหยุดมือลงกะทันหัน   รสข่มปราแล่นทะลักขึ้นลำคอจนนางรู้สึกคล้ายอยากอาเจียน   กระบอกตาร้อนผ่าว   นางนึกโทษตัวเองที่ไม่เข้มแข็ง...เกลียดหัวใจตัวเองที่ช่างอ่อนแอนัก  

“ท่านพ่อ”  นางพึมพัมกับตนเองแผ่วเบา  แสบร้อนเบ้าตาจนอยากระบายความอัดอั้นออกมาด้วยการร้องไห้ยิ่ง  อยากวิ่งหนีออกไป...ไปให้ไกลสุดหล้า   อยากปล่อยความรู้สึกเคียดแค้นชิงชังไปจากหัวใจ   นางกำลังเจ็บปวดรวดร้าว   อยากลืมแม้กระทั่งโลกที่โหดร้ายใบนี้เสีย  บางทีนางน่าจะตายไปเสียแต่ในคุกเชลยนั่น

“ลูกขอโทษ”   เพียงใช้ชีวิตอย่างเป็นสุขอย่างที่บิดามารดาปรารถนาให้นางเป็นนางยังไม่รู้ว่าต้องทำเช่นไรในเวลานี้  แต่เล็กจนเติบใหญ่ชีวิตนางล้วนเรียบง่าย  โลกทั้งใบนี้มีแต่ความสวยสดงดงาม   ลุงป้ารักใคร่ถนอมหลาน  บิดามารดาห่วงใยสั่งสอนสิ่งดีงาม  ไม่นึกเลยว่าวันหนึ่งนางจะได้รู้ว่าเส้นทางแห่งชีวิตช่างห่างไกลจากโลกใบน้อยของนาง...ในวันที่ต้องเผชิญกับชีวิตจริงที่แสนโหดร้าย   เพิ่งรู้ว่านางนั้นช่างอ่อนต่อโลกยิ่งนัก  นางไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งต้องเกลียดใครสักคนถึงขนาดอยากเห็นคนผู้นั้นดาวดิ้นไปต่อหน้า   เคียดแค้นประหนึ่งว่าอยากให้เขากลายเป็นเถ้าธุลี...ไฉนสวรรค์ต้องทำให้นางได้รู้จักความรู้สึกเช่นนี้ในวันที่สิ้นไร้บิดามารดาเคียงข้าง

“ท่านพ่อท่านแม่”

แล้วความคิดของนางก็สะดุดเมื่อเสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลัง 

“แม่นางเป็นอะไรหรือไม่”  น้ำตาที่เกือบจะไหลออกมาพลันเหือดหาย  เสียงของบ่าวรับใช้หน้าห้องเรียกสตินางกลับมา  บ่าวรับใช้ในจวนหลังนี้ถูกฝึกมาอย่างดี  ท่าทางกิริยาสำรวมสงบนิ่ง  ทำเหมือนไม่ได้ยินเสียงกระเส่าของสตรีที่ดังมาจากในห้อง   ด้วยคงไม่ใส่ใจอันใดมากไปกว่าหน้าที่...นางก็สมควรเป็นเช่นนั้นด้วยมิใช่หรือ  ฉีซุ่ยเหลียนสงบใจได้ก็ส่ายหน้าเบาๆ  แล้วยกขลุ่ยขึ้นจรดริมฝีปากอีกครั้ง...ราตรีช่างเนิ่นนานเหมือนนิรันดร์

เช้าตรู่วันใหม่มาเยือนแล้ว  อาทิตย์ยังไม่ทันเยี่ยมขอบฟ้าเสียงของวิหกนกกาก็เจื้อยแจ้วกระฉับกระเฉง    ฤดูร้อนบรรยากาศแจ่มใสคึกคักแต่เช้าตรู่  สายลมยามเช้าพัดพรูคลอเคลียแก้มซีดของฉีซุ่ยเหลียน  ใบหน้านางสงบนิ่งขัดกับบรรยากาศนัก  นางตื่นตั้งแต่เช้าตรู่แม้จะหลับไปก่อนรุ่งสางเพียงไม่นาน   เมื่อคืนนางบรรเลงขลุ่ยอยู่เกือบสองชั่วยาม  บ่าวรับใช้จึงเชิญมาที่ห้องพักด้านล่าง  ฉีซุ่ยเหลียนหลับไปอย่างรวดเร็วเพราะความเหนื่อยอ่อน   การที่นางมีห้องพักในจวนหลังนี้หมายความว่านางกลายเป็นคนของที่นี่แล้วหรือไร 

เมื่อเช้าที่ตื่นขึ้นมาพร้อมคราบน้ำตา  ทำให้นางแม้ไม่อยากยอมรับหากต้องยอมรับในชะตากรรม   รีบอาบน้ำล้างหน้าผลัดเปลี่ยนชุดแล้วออกมานั่งอยู่ในสวนข้างห้อง   เสียงบ่าวไพร่ดังแว่วมาจากโรงครัวด้านหลัง   หากสายตานางกลับเลื่อนลอย   มองกิ่งไม้ไหวเอนต้องแรงลม  มองหยดน้ำค้างบนยอดหญ้า  ดวงหน้าอ่อนใสบอกความงดงาม  เดิมนางเป็นสตรีหน้าตาหมดจดจนผู้อื่นไม่อาจมองเมินอยู่แล้ว   กระทั่งต้องผ่านความเศร้าและความทุกข์ทรมานใจแสนสาหัสมาช่วงหนึ่งยังไม่ทำให้สูญเสียความเฉิดฉันไปได้  ความสงบเสงี่ยมบนความหมองเศร้าทำให้นางดูมีเสน่ห์จนบ่าวไพร่หลายคนลอบมองอย่างชื่นชม 

“วันนี้ได้จัดสำรับสายกว่าทุกวัน  ช่างน่ายินดียิ่งนักที่ท่านแม่ทัพสามารถหลับได้นานเพียงนี้”

เสียงสนทนาดังใกล้เข้ามา 

“เรื่องนี้เชื่อว่าท่านหม่าต้องยินดียิ่ง”

เพราะบริเวณที่นางนั่งอยู่เป็นทางผ่านจากครัวเข้าสู้ตัวเรือนด้านใน  ครู่เดียวหญิงรับใช้ทั้งสองก็เหลือบเห็นนาง

“แม่นางตื่นแล้วหรือ”  หญิงที่เดินหน้าทักทายนางอย่างนอบน้อม  ด้วยนางก็เป็นถึงนักดนตรีหลวงที่จักรพรรดิพระราชทาน  ฐานะจึงห่างชั้นจากบ่าวไพร่ทั่วไปมาก  ถึงแม้จะเทียบมิได้กับเจ้านายก็ไม่เรียกว่าต่ำต้อย  ทั้งท่วงท่ากิริยาของนางงดงามน่ามองจนชุนฮัวอดเอ่ยอีกประโยคไม่ได้ 

“หากประสงค์จะรับอาหารเช้าบ่าวจะนำไปให้ที่ห้อง”  สองพี่น้องยิ้มให้อย่างนอบน้อม

“ข้ายังไม่หิวขอบใจเจ้าทั้งสองมาก”  น้ำเสียงนุ่มของฉีซุ่ยเหลียนกล่าวอย่างสุภาพ  ท่าทางของนางยิ่งเป็นที่ชื่นชมของชุนฮัวและน้องสาวยิ่งขึ้นเมื่อชุนเหมยคนน้องเอ่ยขึ้นบ้างว่า

“เมื่อคืนท่านแม่ทัพสามารถนอนหลับได้ถึงสองชั่วยาม  นับว่าเป็นเพราะเพลงขลุ่ยของท่านส่วนหนึ่ง”

ทั้งสองหันมาพยักหน้าให้แก่กัน  เมื่อเห็นสตรีตรงหน้านิ่งก็คิดว่านางไม่เข้าใจ  ชุนฮัวจึงอธิบายต่อว่า

“เดิมท่านแม่ทัพจะนอนหลับได้อย่างมากวันละชั่วยามเท่านั้น  บางวันก็นั่งอยู่เช่นนั้นจนรุ่งสาง ไม่ว่าหมอหรือยาขนานใดก็สุดปัญญาจะช่วยได้  ถึงแม้ร่างกายจะแข็งแรง  แต่พวกเราเกรงว่าการมิได้นอนหลับคงไม่ดีต่อสุขภาพท่านแม่ทัพนัก”  ชุนฮัวถอนใจยาวก่อนที่น้องสาวจะเสริมขึ้นมาว่า

“เรื่องการนอนยังไม่เท่าไหร่นะพี่ชุนฮัว  นี่ท่านแม่ทัพของเรายังไม่เคยยิ้มหัวหรือแสดงท่าทางยินดียินร้ายในเรื่องใดสักครั้ง  ถ้าเมื่อคืนไม่ทำให้แม่นางหานเยวี่ยวถิงสลบไสลมาจนเช้าล่ะก็  ข้าคิดว่าท่านแม่ทัพอาจ ‘ไร้สัมผัสทั้งห้าไปแล้วก็ได้” 

วาจาของชุนเหมยทำให้พี่สาวรีบเอ่ยปราม  “อย่าพูดจาเหลวไหล”  ก่อนหันมายอบกายให้นางแล้วเอ่ยขอตัวจากไป  “พวกเราขอตัวไปเตรียมสำรับเช้า  หากแม่นางประสงค์จะพักผ่อนต่อประเดี๋ยวสายอีกหน่อยข้าจะให้คนส่งสำรับมาให้เจ้าค่ะ”

ทั้งสองจากไปแล้วดวงตานางยังคงจับจ้องจนลับตา   นึกถึงเรื่องเมื่อคืนแล้วนางก็หน้าแดงขึ้นมาอีก  รีบสลัดเสียงอันน่าอายที่ยังคงติดหูออกไป  ก่อนขบคิดลำพังว่าผู้ที่สามารถสยบแคว้นทั้งสี่ในแผ่นดินให้ศิโรราบ  ไม่นึกเลยว่าจะเป็นโรคนอนไม่หลับ  และที่ชุนเหมยบอกว่า  ‘ไร้สัมผัสทั้งห้า นั้นที่แท้นับเป็นจุดอ่อนของเขาหรือไม่

 

ต้นฤดูร้อนอากาศอุ่นสบาย  นางนั่งอยู่หลังม่านโปร่งทอลายดอกเหมยแดงสลับขาว   ม่านบางผืนงามทำให้นางมองเห็นร่างสูงที่นั่งอยู่บนตั่งขนาดใหญ่ด้านหน้าได้ชัดเจน   ทว่าผู้ที่อยู่ในห้องไม่อาจมองเห็นนางได้ถนัดเพราะตรงนี้เป็นมุมอับ  และแน่นอนว่าบุรุษผู้นั้นไม่แม้แต่จะเหลือบมองมาทางนี้เลยด้วยซ้ำ   เพราะเขาจมอยู่กับม้วนกระดาษกองใหญ่ตรงหน้า   ฉีซุ่ยเหลียนลอบมองภายในห้อง  นางนั่งรออยู่ตรงนี้ได้ครู่ใหญ่เมื่อไม่มีสัญญาณให้ เริ่ม’   จึงได้แต่นั่งรออย่างอดทน   ดวงตาเหลือบมองแถวพู่กันแขวนเรียงราย   มองกระทั่งอักษรภาพแขวนผนังอันโดดเด่น  

มังกรสยบฟ้า...พยัคฆ์ย่ำปฐพี

แคว้นเป่ยช่างมีบุญยิ่งนัก   มีทั้ง มังกรและพยัคฆ์ ที่สามารถสยบย่ำปฐพีได้ราบคาบ!   ฉีซุ่ยเหลียนคิดอย่างเหยียดหยัน   นางกวาดมองข้าวของรอบกายเขาทีล่ะชิ้น  และดูเหมือนจะทำเช่นนี้มาหลายวันแล้ว   หลังจากหม่าหย่งจื้อออกคำสั่งให้นางคอยบรรเลงขลุ่ยในห้องทำงานและหน้าระเบียงห้องนอนของเฮ่อเหลียนหยางหลง   แม้ไม่เคยเผชิญหน้าโดยตรงและแทบไม่เคยได้ยินเสียงเอ่ยประโยคยาวๆออกจากปากนอกจากคำสั่งไม่เกินสองคำ  นางได้เรียนรู้แล้วว่าคนผู้นี้พูดน้อยยิ่งนัก  และแทบไม่เคยแสดงอารมณ์ใดใดออกมา   และเช่นเดียวกันทุกวันที่สายตาหยุดพิจารณาคนผู้นี้เมื่อมีโอกาส  เรือนกายสูงใหญ่กว่าบุรุษทั่วไป  ไหล่กว้างผึ่งผาย   ร่างนั้นทรงกายนิ่งหลังตรงอยู่เสมอ  และทุกครั้งยามมองดวงตาแน่วนิ่งคู่นั้นทอดมองม้วนกระดาษที่วางอยู่ตรงหน้า   มองคิ้วเข้มเฉียงพาดแนวตาที่ดูเฉยเมย  พิศมองใบหน้าจัดว่าหล่อเหลาหากไร้อารมณ์  หัวใจที่แสนอ่อนแอของนางก็ได้แต่ตั้งคำถามครั้งแล้วครั้งเล่า  เพราะอะไรสวรรค์ถึงต้องให้นางได้เผชิญหน้ากับผู้ที่พรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากนาง  มีเหตุผลอันใดกันแน่ที่ทำให้นางได้อยู่ใกล้เขาเพียงเท่านี้แต่ไม่อาจแก้แค้นได้

...แก้แค้น  คำนี้ผุดขึ้นมาเสียดแทงหัวใจ   นางสมควรทำอะไรสักอย่างเพื่อแก้แค้นให้บิดามารดาและผู้คนที่ล้มตายไปด้วยมือเขา...นางมีสิทธิ์ทำเช่นนั้นหรือไม่   เพียงความอาฆาตพยาบาทในหัวใจที่อ้างว่าเป็น  ความชอบธรรม  เพราะนางกตัญญูต่อบิดามารดาอันเป็นที่รักและแผ่นดินเกิด   นางจึงสมควรทำอะไรสักอย่างกับผู้ที่พรากสิ่งเหล่านั้นไปจากนาง...ได้หรือไม่กัน  นางเฝ้าถามตนเองเช่นนั้นหากไร้ซึ่งคำตอบ

สตรีผู้เติบโตมาในแวดล้อมของความรัก...ไหนเลยจะรู้จักความเกลียดชังดีพอ  นางจึงสนองตอบอารมณ์อันไม่เคยประสบมาก่อนด้วยความสับสน  ยิ่งนางเคียดแค้นเขานางยิ่งเกลียดชังตนเอง  ยิ่งนางรู้รสของความพยาบาทนางยิ่งเหินห่างจากตัวตนที่แท้

ขณะที่ฉีซุ่ยเหลียนเอาแต่หมกมุ่นอยู่ในความคิดคำนึง  เสียงทุ้มเสียงหนึ่งก็ทำเอานางสะดุ้ง

“บรรเลงขลุ่ย”  

ฉีซุ่ยเหลียนต้องสูดลมหายใจเข้าออกยาวๆ คราหนึ่ง  ก่อนจรดริมฝีปากที่เลาขลุ่ยแล้วบรรเลงเพลงหวานแว่วขึ้นมา   ทำนองแผ่วเบาเรื่อยเฉื่อยผ่านไปครู่ใหญ่  เสียงทุ้มต่ำก็เอ่ยแทรกขึ้นจนลมหายใจนางสะดุด

“เปลี่ยนเพลง”   เขาสั่ง

นั่นทำให้นางต้องรวบรวมสมาธิอยู่ครู่หนึ่งกว่าจะบรรเลงเพลงใหม่ออกมาได้  หลายวันมานี้นางมักเลือกทำนองฟังง่ายแสนธรรมดา...ก็ไม่เห็นเขาเคยเอ่ยทัก  กอรปกับฝีมือที่นับเป็นเลิศของนางกระทั่งทำนองเพลงสามัญยังเป่าได้น่าฟัง  คนทั่วไหนเลยจะรู้ได้ว่านางปกปิดทักษะที่แท้จริงเอาไว้  ไฉนวันนี้เขาถึงบออกให้นางเปลี่ยนเพลง 

เพียงครู่เดียวที่นางเริ่มเป่าเพลงต่อไป  และเป่าได้เพียงท่อนสั้นๆ ก็เกิดความเคลื่อนไหวขึ้นหลังม่าน  ร่างสูงใหญ่ทรงกายขึ้นและก้าวเข้ามาใกล้ม่านทีละก้าว  หัวใจนางเต้นระรัวเมื่อรู้ว่าคนผู้นั้นมายืนอยู่หน้าม่านเกือบชิด  ฉีซุ่ยเหลียนยังคงบรรเลงเพลงต่อไป   ดวงตาหวาดหวั่นเมื่อเห็นเงาร่างสูงใหญ่ตรงหน้าได้ชัดเจน

เพลงขลุ่ยยังคงแผ่วพลิ้วไปตามจังหวะ  และตอนนั้นเองที่เฮ่อเหลียนหยางหลงกระชากม่านโปร่งผืนนั้นออกไปทันที   ใบหน้าเรียบเฉยของเขาปรากฏอยู่ตรงหน้า  ทำให้เสียงขลุ่ยของนางชะงักไป 

ฉีซุ่ยเหลียนเงยประสานกับดวงตาดำสนิทที่ไร้ก้นบึ้ง  มองใบหน้าเฉยเมยไร้อารมณ์ที่เอ่ยช้าชัดกับนางว่า 

“เพลงขลุ่ยที่แท้ของเจ้า...เป่ามันออกมาตามนั้นจะดีกว่า”   น้ำเสียงที่ราบเรียบจนไม่อาจนับเป็นคำสั่ง...ถ้อยคำที่เกือบคล้ายการขอร้องของเขาทำให้นางได้แต่เงยมองอย่างงุนงง   ฉีซุ่ยเหลียนไม่อาจขยับริมฝีปาก  นางทำได้เพียงจ้องเขานิ่งอยู่อย่างนั้น  ถึงมิใช่การเผชิญหน้าครั้งแรกแต่ครั้งนี้นางอยู่ใกล้เฮ่อเหลียนหยางหยงเพียงไม่ถึงสองก้าว   คนที่มองนางนิ่ง...นิ่งจนนางไม่อาจเลื่อนสายตาไปไหน   นางได้ถูกดวงตาดำสนิทราวก้นมหาสมุทรคู่นั้นสะกด   และเพียงเขาเหลือบสายตาลงแลขลุ่ยหยกในมือนาง  ฉีซุ่ยเหลียนถึงได้สติขึ้นมา   นางหรุบตาลงยกขลุ่ยขึ้นจรดริมฝีปาก   มือไม้กลับสั่นเทาอย่างหนัก   ความชิงชังปะปนกับความตื่นกลัวทำเอานิ้วเรียวเพียงแค่แตะเลาขลุ่ยไว้เป็นหลักยึดเท่านั้น   นางไม่สามารถเป่ามันได้เพราะยิ่งยกมือขึ้นยิ่งทำให้ขลุ่ยทั้งเลาสั่นระริกตาม   นางพยายามขยับมือเท่าไหร่ร่างกายกลับยิ่งไม่เชื่อฟัง  น่าขายหน้านัก!  หัวคิ้วนางขมวดมุ่น  ร่างกายสูญเสียการควบคุมจนดวงตาวูบไหว  นางเลือกมาอ่อนแอในเวลาเช่นนี้ได้อย่างไรกัน 

เมื่อสตรีน้อยตรงหน้าพยายามอย่างยิ่งที่จะควบคุมร่างกาย   เฮ่อเหลียนหยางหลงกำลังก้มมองมือของนางสั่นเทาไร้สีเลือด...ก่อนเลื่อนสายตาขึ้นมองใบหน้าซีดเผือดที่ไม่ต่างกัน   เขาไม่ได้กล่าวสิ่งใดต่อ   ทำเพียงหันหลังกลับเอ่ยออกมาประโยคเดียวว่า

“ออกไปได้”   

 

แว่วเสียงขลุ่ยสูงต่ำ  เคล้าเสียง...เรไร

อดีตเนิ่นนานผ่านไป  ไยหวน...คำนึงถึง

เช้าค่ำเพลงเห่กล่อม  แว่วหวาน...ตราตรึง

ยังซึ้งถึงหนหลัง  แต่ไม่อาจรั้งคืน

ร่างสูงใหญ่ยืนนิ่งอยู่ริมหน้าต่างห้อง  อาภรณ์สีทึบทึมของเขาทำให้ร่างแทบกลืนหายไปกับผืนราตรี  ภายในห้องจุดตะเกียงน้ำมันไว้เพียงดวงเดียวตรงมุมห้องเหนือตั่งวางตำรา  แสงนั้นสะท้อนเงาร่างสูงสง่าที่ผู้คนทั้งแผ่นดินกริ่งเกรง...แม่ทัพปีศาจผู้กำลังสดับเสียงขลุ่ยที่บัดเดี๋ยวแหลมสูงบัดเดี๋ยวทุ้มต่ำอยู่ท่ามกลางราตรีอันมืดมิด  บางคราวเสียงนั้นเกือบแผ่วหายไปกับสายลมยามค่ำ  ดวงตาดำสนิทยิ่งกว่าความมืดภายนอกสะท้อนวูบไหว  เป็นเวลาเกือบยี่สิบห้าปีมาแล้วที่เขาหล่อเลี้ยงลมหายใจและชีวิตอยู่บนความเฉยชา  นานนักหนาแล้วที่ลืมเลือนไปว่าความสนุกสนานร่าเริงเป็นฉันใด  ท่วงทำนองขลุ่ยนี้ช่างกระตุ้นเตือนความทรงจำสมัยยังเยาว์วัยให้หวนกลับมานัก   ภาพมารดาเล่นพิณผีผาหน้าเตียงนอน  อ้อมอกอบอุ่นยามเห่กล่อมเด็กชายตัวน้อยเข้านิทรา...บ้างแจ่มชัดบ้างเลือนราง  หากเรื่องราวหนหลังค่อยหวนกลับคืนสู่ความนึกคิด   

เรื่องเล่าของสตรีแบบบางที่หาญกล้าติดตามสามีออกรบและให้กำเนิดบุตรในค่ายทหาร  เขาภาคภูมิใจในตัวมารดามากพอๆกับความฉงนสงสัย  ร่างกายอ่อนแอกลับเข้มแข็งถึงขนาดโอบอุ้มชีวิตหนึ่งท่ามกลางความทุรกันดาร   เพศที่หลั่งน้ำตาง่ายดายกลับมีหัวใจรักอันคงมั่นยิ่ง...ไม่แปรผันแม้กับบุรุษที่คิดถึงแต่บ้านเมือง  สายตามีไว้เพื่อมองแต่อุดมการณ์   บิดาที่แข็งกระด้างเหลือเกินในวิถีทางแห่งการดำเนินชีวิต   หากมารดายังคงโอนอ่อนผ่อนตาม   เป็นทั้งผู้รักและผู้ให้อย่างยินยอมพร้อมใจที่สุด   แม้ร่างกายอ่อนแอก็ยินดีจะอยู่ชายแดนใกล้ชิดสามี  ทั้งที่ด้วยฐานะชายาเฮ่อเหลียนอ๋องนางจะเสพสุขสักเท่าใดก็ย่อมได้  และกระทั่งวันที่ลมหายใจสุดท้ายมาเยือนในวันที่บิดาเขายังคงออกไปบัญชาการรบ...มารดาเขาไม่เคยตัดพ้อต่อว่า  นางจากไปด้วยรอยยิ้มและความเข้าใจ  แม้บิดากลับมาพบเพียงศพของนางยังไม่แม้แต่จะหลั่งน้ำตาสักหยด   เขายังคงฉงนสงสัยในความรักมากมายของมารดาและความเย็นชาของบิดาเสมอ 

มารดาจากไปเมื่อเขาอายุได้เพียงแปดขวบเท่านั้น   ทิ้งบุตรตัวน้อยที่ไม่เคยมีโอกาสได้ร้องไห้คร่ำครวญเอาไว้ในโลกเพียงลำพัง   เด็กชายที่คืนวันผันผ่านไปโดยไม่รู้ตัวว่าวิถีทางของบิดาได้กลายมาเป็นวิถีทางของเขาไปตั้งแต่เมื่อใด  รู้แต่เมื่อผู้นำแคว้นเว่ยต้องการรวบรวมแผ่นดินใต้ให้เป็นหนึ่ง  เขาก็ได้เดินบนเส้นทางสายนั้นแล้ว

“บิดาเจ้าเกิดเป็นแม่ทัพใหญ่ในยุคสงคราม  สิ่งที่ต้องทำคือสร้างศัตรูและฆ่าศัตรูเท่านั้น”   คำพูดที่เขาได้ประจักษ์มานานแล้วกระทั่งวันที่บิดาจากไป  ไม่มีผู้นำคนใดปรารถนาจะให้ผู้คนล้มตาย...หากก็ไม่มีใครยอมจำนนถ้าหนทางมีอยู่เช่นเดียวกัน  สงครามจึงกลายเป็นเส้นทางแห่งการวางรากฐานอันเจ็บปวดทุกยุคทุกสมัย  

และเขาคือผู้ทำหน้าที่นั้น...สร้างสงครามให้เกิดขึ้นและจบมันลงให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้   แน่นอนว่าต้องไม่มีคำว่าพ่ายแพ้เท่านั้นจึงสูญเสียน้อยที่สุด  เฮ่อเหลียนหยางหลงผู้ไม่เคยเสียใจเพราะนี่คือวิถีทางของเขา   ต้องเดินย่ำไปบนซากศพนับหมื่นพัน...สำหรับเขาแล้วถ้าชีวิตหนึ่งไม่ดาวดิ้นอีกชีวิตก็ปลิดปลิว  บนหนทางแห่งเลือดและน้ำตานี้เขาเองก็ไม่รู้ว่าชาชินแล้วหรือไม่กับการคร่าชีวิตผู้อื่น  รู้แต่เขายอมรับมัน...ยินยอมรับคำสาปแช่งทั้งหลายเอาไว้   ไม่มีวีรบุรุษใดมือไม่เปื้อนเลือด  ไร้ทรราชย์ผู้ไม่เสียสละ ในเมื่อทุกชีวิตที่ล้มตายด้วยมือเขาเหล่านั้นแม้จะไม่มีโอกาสรู้ชื่อหรือกระทั่งเห็นหน้าค่าตา  แต่ทุกคนต่างคือเพื่อนร่วมชะตากรรม...ศัตรูที่เขาเคารพดุจพี่น้องในภพชาตินี้  แม้ภาพความทรงจำใน ครอบครัวสงครามจะไม่น่าอภิรมย์นักก็ตาม  

แน่นอนว่าอารมณ์ทั้งหลายไม่จำเป็นสำหรับผู้ที่ตลอดชีวิตมีแต่การฆ่าฟัน   เฮ่อเหลียนหยางหลงไม่เคยหวาดกลัว  เขาไม่มีความรัก  ไม่ไยดีความสนุกสนานเริงรื่น  และยิ่งไม่ปรารถนาจะสร้างอารมณ์ชนิดใดให้ตนเองนอกจากสัญชาตญาณที่มีติดตัว...ที่ยังทำให้เขารู้รสชาติของเพศตรงข้ามอยู่  ถ้าไม่ใช่นักรบมือเปื้อนเลือดหม่าหย่งจื้อเคยแนะนำให้ไปบำเพ็ญพรตด้วยซ้ำ   ที่สามารถนั่งนิ่งอยู่ได้เป็นเวลานานๆนั้นยังนับว่าน้อย  เขาเคยฝึกยุทธิ์ไม่หลับนอนถึงเจ็ดวันเจ็ดคืนด้วยซ้ำ  

เขาไม่ชอบความฝัน   จึงไม่ต้องการนอนหลับ   ความฝันซ้ำซากที่เขาชิงชังและชินชา  การต้องไขว่คว้าใครคนหนึ่งเอาไว้สุดชีวิตในความฝัน...ลงเอยเหมือนกันทุกครั้งคือใครคนนั้นก็จากไป   เป็นฝันแปลกประหลาดที่หลายสิบปีมาแล้วทำให้เขากลายเป็นคนไม่หลับไม่นอน  ในสนามรบเขาเพียงนั่งสมาธิจนรุ่งสาง  ในเวลาพักผ่อนที่จวนคือนั่งมองทิวทัศน์ราตรีจนสว่างคาตา  ใช่ที่ว่าโรคฝันร้ายไม่มียาชนิดใดรักษาหาย  หากตอนนี้น่าประหลาดคือมีสตรีคนหนึ่งทำให้เขาสามารถหลับโดยไม่ฝัน

แน่นอนว่าไม่ใช่เพียงฝีมือขลุ่ยอันเป็นเลิศ   และมิใช่การร่วมเสพอภิรมย์กับสตรีที่คืนนั้นทำให้เขาเผลอหลับและตื่นขึ้นมาโดยไร้ภาพฝัน   แต่เพราะกระแสบางอย่างที่ผ่านเสียงขลุยของนางมาปลุกเร้าและเห่กล่อม  อะไรบางอย่างแผ่ซ่านผ่านดวงตากลมใสที่เคียดแค้นและตื่นกลัวจนสามารถสัมผัสได้   และสิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจอย่างที่สุดคือไฉนตนเองถึงมีการตอบสนอง  หัวใจเขามิใช่ด้านชาไปแล้วหรอกหรือ

 

ไฉนถึงเสพดนตรีจากนางราวกับอาหารทิพย์...อร่อยล้ำ  อิ่มเอมไม่รู้เบื่อ  ประหนึ่งเสียงจากลมหายใจและวิญญาณของนางสร้างพลังงานชวิตให้แก่เขา  ประหนึ่งกล่อมเข้าสู่นิทราอันสงบสุขและ ปลุก เขาขึ้นจากความหลับใหล   มอบอารมณ์เยี่ยงปุถุชนหลายอย่างให้ได้ประจักษ์ทั้งที่สู้ลืมเลือนไปนานแล้ว   น่าประหลาดใจไม่น้อยที่สตรีเยาว์วัยนางนั้นทำให้เขารู้สึกชอบให้มีนางอยู่ใกล้   

                 แม้
คนดูเหมื่อนจะไม่ชอบอยู่ใกล้เขาเท่าใดนัก   ไม่ว่าเพราะสาเหตุใดแต่เขารู้สึกได้ว่านางเกลียดเขา 

 

ฝนหลงฤดูตกพร่ำๆ ตั้งแต่ก่อนรุ่งสาง  บัดนี้ล่วงเข้ามืดค่ำแล้วยังคงตกปรอยๆไม่หยุด  ระเบียงชมจันทร์ชื้นชุ่มไปด้วยละอองฝน  นางจึงต้องเข้ามาบรรเลงเพลงพิณในห้องนอนของแม่ทัพแคว้นเว่ย  เนื่องจากสองวันมานี้อากาศเย็นชื้นนางหายใจไม่สะดวกนักจึงแจ้งกับหม่าหย่งจื้อว่าขอเล่นพิณแทน...ซึ่งคนผู้นั้นก็อนุญาต  

                 แม้เป็นเครื่องดนตรีที่ไม่ถนัดเท่าขลุ่ย  หากฝีมือนางก็ถือว่าดีพอตัว  ทุกวันเช้าตรู่และเย็นย่ำนางต้องบรรเลงดนตรีให้เจ้าของห้องนี้ฟังไม่เคยขาด  เพราะเหตุใดเขาถึงไม่เบื่อหน่ายหรืออยากเปลี่ยนสิ่งบันเทิงใจเป็นผู้อื่นบ้างนางไม่อาจรู้  หรือที่ยังไม่เบื่อหน่ายเพลงขลุ่ยของนางเพราะมิได้สดับฟัง  ที่ว่าไร้อารมณ์ทั้งห้าและไม่ยินดีในสัมผัส  ไฉนกลับรู้ว่านางจงใจออมฝีมือ...เขาสามารถจำแนกขลุ่ยอย่างไรได้หากไม่ตั้งใจสดับฟัง 

                  ฉีซุ่ยเหลียนรู้สึกหายใจติดขัด  นางกระแอมไอเบาๆให้ลำคอโล่ง  รู้สึกได้ว่าพลังปราณของตนเริ่มมีปัญหา  นางเหนื่อยง่ายและหายใจไม่สะดวกเลยนับแต่บาดเจ็บในคุกเชลยนั่น

เสียงหยดฝนกระทบม่านไม้ไผ่ดังเปาะแปะๆ   ภายในห้องอุ่นด้วยกระถางกำยานขนาดใหญ่ส่งไอเบาบาง  ทำให้นางค่อยหายใจโล่งขึ้นกว่าอยู่ในห้องเล็กของตน  ฉีซุ่ยเหลียนยังคงนั่งนิ่งอยู่มุมหนึ่งใกล้ประตู  ห้องด้านในนี้คือห้องนอนของเฮ่อเหลียนหยางหลง  เพียงลับม่านไหมสีน้ำตาลเข้าไปก็คือเตียงนอนของเขา  บัดนี้ตัวคนนั่งอยู่บนตั่งข้างเตียง  ไร้วี่แววสตรีงามผู้คอยปรนนิบัติ  นั่นไม่รู้จะทำให้นางโล่งใจหรือหนักอกดีที่คืนนี้หานเยวี่ยวถิงไม่ถูกเรียกตัวมา  ด้วยบัดนี้หากนับในห้องก็เหลือเพียงนางกับเขา  แม้คนผู้นั้นไม่แสดงกิริยาว่ารับรู้ถึงการมีตัวตนของนางอยู่ในห้อง  หากความจริงนางก็นั่งอยู่ในบริเวณที่นับเป็นห้องนอนของเขาอยู่ดี   ความใกล้ที่ทำให้หัวใจนางเหมือนถูกกดทับ    เมื่อใดจะพ้นไปจากสภาพนี้เสียที   มีหนทางให้นางหลบหนีออกไปจากที่นี่หรือไม่     

เวลาเหมือนผ่านไปเนิ่นนาน...หนึ่งชั่วยาม  สองชั่วยาม  หรือมากกว่านั้น  นึกแปลกใจที่นางมีความอดทนอย่างเหลือเชื่อ  นางนั่งนิ่งอยู่ในห้องโดยไม่ได้ทำสิ่งใดมาหลายชั่วยามแล้ว  เมื่อเขาไม่สั่งให้บรรเลงดนตรีนางจึงทำได้เพียงเท่านี้คือรอ...เวลาผ่านแล้วผ่านเล่า  รอจนความคิดนางล่องลอยไปไกล  เวลานำพาภาพในอดีตย้อนกลับ... ความเจ็บปวดอันไม่สามารถลบเลือนนั้นย้อนมาทำร้ายหัวใจนางอีกจนได้ 

เวลานี้ที่นางควรนั่งบรรเลงขลุ่ยอยู่ในตำหนักชมจันทร์  นั่งสนทนากับบิดามารดายามค่ำในแคว้นฉี  เมื่อฝนพรำอากาศเย็นชื้นเช่นนี้นางควรซุกกายอยู่ใต้ผ้าห่มในห้องนอนของตน   แต่ตอนนี้กลับนั่งอยู่หน้าห้องบุรุษผู้หนึ่งราวกับบ่าวไพร่  รอคอยให้เขาออกคำสั่งบรรเลงเพลงเพื่อความสำราญ  คนผู้นั้นที่ฆ่าคนที่นางรักและพรากททุกอย่างไปจากนาง  หากแต่นางคอยยับยั้งชั่งใจตนเองทุกครั้งเมื่อต้องโยนความผิดและความเกลียดชังสงครามไปที่เขา 

น้ำตาสายหนึ่งไหลลงมาจากดวงตาหงส์ที่แดงก่ำ  ความโกรธและเสียใจผสมปนเปกัน  นางสะกดกลั้นเสียงร่ำไห้  ความเศร้าจึงได้แต่กลั่นตัวเป็นหยดน้ำตา  หากสามารถหลั่งเลือดได้คงเกิดสายธารโลหิต  พลังงานความคับแค้นของชีวิตอันทรงมหิธลานุภาพ  พุ่งเข้ากระทบร่างสูงใหญ่ที่นั่งสมาธิอยู่ด้านในจนกรอบตาใหญ่เรียวยาวเบิกขึ้น  เขาชันกายลุกขึ้นจากที่นั่ง 

เฮ่อเหลียนหยางหลงเดินออกมาด้านนอก   ยืนอิงกรอบฉากกั้นห้องขณะที่สายตาจับจ้องร่างเล็กข้างประตู   สตรีเยาว์วัยที่ก้มหน้าหลั่งน้ำตาเงียบๆ  หากกระแสความเจ็บปวดรวดร้าวกลับแผ่ซ่านออกมาอย่างชัดแจ้ง  ทะลวงกำแพงความเฉยชาเข้ามากระทบความรู้สึกของเขาจนต้องขมวดคิ้ว  ริมฝีปากหยักลึกกดต่ำลงขณะเอ่ยออกไปว่า

“บรรเลงพิณ”

น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขาทำเอานางเบิกตากว้างอย่างคาดไม่ถึง  ครู่หนึ่งเห็นรีบยกชายเสื้อขึ้นเช็ดน้ำตาแล้วก้มหน้าพรมนิ้วดีดพิณ 

เสียงกรีดแหลมสูงขึ้นก่อนต่ำลง  ดังกลบเสียงสายฝนภายนอกจนก้องไปทั่วบริเวณ   กังวานเสียงเพลงดังกระทบใจคน...หนึ่งคือผู้ยืนทอดทัศนาลึกซึ้ง...อีกหนึ่งก้มบรรเลงพิณด้วยดวงตาหม่นเศร้า  ระหว่างทั้งสองแม้ไร้ซึ่งวาจาหากเหมือนว่าเต็มไปด้วยความรู้สึก  ยามนิ้วน้อยกรีดไล่ทำนอง  เสียงแหลมก้องสะท้อนสะท้านบอกกล่าวถึงความเจ็บปวดผ่านเสียงเพลง   เฮ่อเหลียนหยางหลงจับจ้องนางนิ่ง  กระแสสายตาที่ทำให้นางต้องเงยมองสบประสาน 

ดวงตาดำสนิทลึกล้ำ  ขณะที่นางกล้าสบตาปีศาจ   เสียงพิณแหลมสูงทะท้อนก้อง  ในใจร่ำร้องดังขึ้นไม่แพ้กันว่านางแสนเกลียด!  อารมณ์ที่สู้เก็บกดพลันทะลักทลายออกมาผ่านท่วงทำนอง  ดวงตาบ่งความเคียดแค้นชิงชัง  หยาดน้ำตาไหลหลั่งเป็นสายขณะนิ้วมือกรีดไล่สายพิณอย่างไม่สามารถควบคุมตนเอง  ไม่คิดยั้งมือ  ไม่ใส่ใจอื่นใดมากกว่าประสงค์สื่อมันออกไปในตอนนั้นว่านางเกลียดเขา   สายพิณถูกกรีดตึงครั้งแล้วครั้งเล่า  จนท่วงทำนองแหลมสูงบาดหู  พริบตานั้น 

ติ๊ง!

สายพิณขาดสะบั้น  นิ้วมือนางถูกบาดเป็นทางยาวจนโลหิตหยาดหยด  ร่างน้อยหอบหายใจหนักหน่วงขณะน้ำตายังร่วงริน...หยดลงบนสายพิณและละลายโลหิตสีเข้มจนไหลเป็นทาง

ดวงตาดำยังจับจ้องนิ่ง  มุมปากหยักลึกของเฮ่อเหลียนหยางหลงยกขึ้นเพียงนิดเดียวขณะเอ่ยว่า

“บรรเลงได้ดี”

ก่อนที่ร่างสูงใหญ่นั้นจะเดินเข้ามาใกล้  เขาทรุดกายลงเบื้องหน้าพร้อมกับดึงมือเล็กของนางขึ้นมาดู  ชั่วขณะนั้นฉีซุ่ยเหลียนตกใจรีบดึงมือกลับ  หากนางมิอาจสู้แรงเขาข้อมือจึงถูกยึดไว้มั่น   เขามองนิ้วมือขาวผ่องที่ถูกโลหิตชุบย้อมจนแดงฉาน  เลือดของนางหยดลงบนอาภรณ์สีเข้มของเขาจนกลืนหายแทบไม่เห็นร่องรอย  นิ้วมือทรงพลังกดปากแผลเอาไว้

“ปล่อยข้านะ”  เสียงสั่นของฉีซุ่ยเหลียนช่างไม่มีความหนักแน่นเหลืออยู่แม้แต่น้อย  เมื่อเขาดึงร่างนางให้ลุกตามไปอย่างง่ายดาย   ร่างแบบบางถูกเขาลากเข้าไปในห้อง  เฮ่อเหลียนหยางหลงรินน้ำจากกาล้างบาดแผลให้นาง  เขาซับด้วยผ้าฝ้ายสีขาวก่อนป้ายผงยาอะไรสักอย่างที่แสบจนนางต้องร้องเบาๆออกมา  เขาจึงกดด้วยผ้าฝ้ายผืนนั้นอีกครั้ง  ครู่ใหญ่ก็ปล่อยมือนาง  ฉีซุ่ยเหลียนมองนิ้วมือของตนที่บัดนี้เลือดหยุดเห็นเพียงผงสีขาวจับก้อนเลือดติดแน่นอยู่บนปากแผล

น้ำตานางเหือดแห้งไป  ความสับสนปรากฏแทนที่  นางกำมือที่เจ็บไว้แน่นขณะก้มหน้าไม่มองเขา  ครู่หนึ่งก็ได้ยินเขาเอ่ยออกมาเพียงว่า

“กลับไปนั่งที่เดิมและอย่าแตะต้องพิณตัวนั้นอีก”   

ร่างน้อยซุกกายนิ่งอยู่กับม่านริมประตู  ทำไม! คำถามนี้ผุดขึ้นในหัวนาง...ทำไม  ทำไมอยู่เช่นนั้นครั้งแล้วครั้งเล่า  เหตุใดต้องทำดีกับนาง  ไฉนไม่ด่าว่าสักคำ...นางพร้อมจะรับโทษทัณฑ์ทุกอย่างอยู่แล้วทำไมต้องทำดีกับนางเช่นนี้  ยิ่งทำให้นางเกลียด  เกลียดคนผู้นั้นรวมทั้งตัวเอง  ครู่เดียวนั้นนางก็ปิดปากสะอื้นไห้  ใช้ชายเสื้ออุดปากตนเองไว้แน่นเพื่อกลั้นเสียงสะอื้น  นางหอบหายใจจนตัวโยน  คิดถึงบิดามารดานัก 

กับแค่เคียดแค้นใครสักคนเจ้ายังขลาดกลัวถึงเพียงนี้เชียวหรือฉีซุ่ยเหลียน   ที่เอาแต่ตอกย้ำตนเองครั้งแล้วครั้งเล่าเพราะเจ้าขี้ขลาด   ไม่กล้าพยาบาท...แม้แต่กับคนที่แย่งเอาความสุขในชีวิตเจ้าไป   ร่างน้อนอ่อนล้ายามเอนศีรษะพิงกรอบประตู   ครู่ใหญ่ต่อมาก็หลับใหลไปตรงนั้นเอง

 

 

ราตรีล่วงเลยผ่าน  แสงอุษาค่อยปรากฏแสงเรืองรองเหนือขอบฟ้า  เช้าตรู่เมื่อลำแสงแรกลอดผ่านม่านหน้าเตียงลงมากระทบใบหน้าอ่อนเยาว์  แพขนตาหนากระพริบ  เปิดปลือขึ้นเผยดวงตากลมงามที่เพียงกระพริบสองสามครั้งก็เบิกกว้างพร้อมกับดีดตัวขึ้นนั่งในทันที

เตียงกว้างใหญ่หลังนี้ไม่ใช่ของนาง  ม่านไหมสีน้ำตาลกั้นห้องกว้างที่เลือนลางอยู่ในสายตานั้นทำให้นางจดจำได้ทันทีพร้อมกับจังหวะหัวใจกระตุกวูบ

เฮ่อเหลียนหยางหลง

นางนอนอยู่บนเตียงของเขา!   ฉีซุ่ยเหลียนหันมองรอบกาย  ความสับสนและหวาดผวาทำให้นางตวัดม่านหน้าเตียงโซซัดโซเซลงมายืนหอบหายใจอยู่หน้าห้อง  ศีรษะมึนวูบ  ฉีซุ่ยเหลียนต้องเกาะขอบประตูเอาไว้

“เกิดอันใดขึ้น”  นางไปนอนบนเตียงนั่นได้อย่างไร  นางจำได้ว่าเพียงนั่งอยู่หน้าประตูแล้วหลังจากนั้นความจำก็เลือนราง  เสียงที่ลอดผ่านริมฝีปากออกมาเบาราวกระซิบว่า   “เป็นไปไม่ได้”   นางไม่มีทางขึ้นไปนอนบนเตียงของเขาเองเว้นแต่จะไม่รู้ตัว   นึกถึงยาที่ใส่บาดแผลรวมทั้งกระถางกำยานในห้อง   และครู่เดียวก่อนที่นางจะขบคิดจนได้คำตอบประตูไม้สลักตรงหน้าก็เปิดออกทันที   หัวใจของนางกระตุกวูบอีกครา

เมื่อร่างสูงใหญ่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า   ผู้ที่นางไม่อยากเจอที่สุดกลับยืนจ้องมองนางด้วยดวงตาดำสนิท     แม้ใบหน้าเขาจะปราศจากอารมณ์อย่างใด   เพียงมองหน้านางก่อนเลือนลงไปยังมือข้างที่มีแผล  ฉีซุ่ยเหลียนรีบชักมือหลบ   ที่ทำได้ตอนนี้คือรีบไปให้พ้นหน้าเขา   และเพียงนางก้าวเท้าออกไปเข่าก็อ่อนทรุดฮวบลง   ดีที่ต้นแขนถูกยึดเอาไว้ร่างจึงไม่ร่วงลงไปกองกับพื้น   มือแข็งแกร่งของเขาดึงร่างนางให้ทรงกายขึ้น  หากขาของนางกลับไร้เรี่ยวแรงจนซวนเซ  ร่างน้อยเอนซบลงไปบนแผ่นอกของเขาอย่างไม่ตั้งใจ   เมื่อสัมผัสแผ่นอกอุ่นๆของร่างใหญ่ตรงหน้าฉีซุ่ยเหลียนก็ผวาตกใจ  ใบหน้าเล็กขาวซีดขณะพยายามยันกายออกด้วยแรงทั้งหมดที่มี  หากไร้ผลเพราะลำแขนแข็งแกร่งของเขายังคงโอบร่างนางอยู่  มือเขาก็ยังกำต้นแขนนางนิ่ง   

“ปล่อย”  เสียงแหบแห้งผ่านริมฝีปากซีดออกมาเท่านั้น  ในศีรษะของนางโคลงวูบ  ร่างน้อยทรุดลงในอ้อมแขนเขาอย่างไม่อาจขัดขืนอีก  นางมึนศีรษะจนไร้เรี่ยวแรงแม้จะเอ่ยปาก  ขณะรู้ตัวอยู่ตลอดเวลาว่าถูกเขาอุ้มไปที่เตียงหากไม่สามารถขัดขืน...ได้แต่แม้มปากแน่นเป็นการต่อต้าน  นางกัดริมฝีปากตนเองจนได้รสเลือดเค็มปะแล่มสัมผัสปลายลิ้น 

ครู่เดียวก็รู้สึกเจ็บที่ปลายคาง   เพราะเฮ่อเหลียนหยางหลงบีบคางนางไว้นั่นเอง   นางเจ็บจึงยกมือไร้เรี่ยวแรงหมายจะดึงมือเขาออก  หากไร้ผลเมื่อมือแข็งแกร่งข้างนั้นยังคงบีบปลายคางนางแน่น  นางยังกัดริมฝีปากตนเองอย่างดื้อดึง  กระทั่งเลือดไหลลงสู่โพรงปาก   จนเมื่อนิ้วมือนั้นบีบหนักหน่วงขึ้นนั่นเองนางถึงร้องออกมาและปล่อยฟันออกจากริมฝีปากตนเอง   ปลายคางเรียวเล็กแดงเป็นปื้นจากแรงมือเขา  หากตอนนี้ที่ฉีซุ่ยเหลียนทำได้คือนอนนิ่งไร้เรี่ยวแรงอยู่บนเตียงหลังใหญ่  ดวงตาแดงก่ำมีหยาดน้ำตาไหลเป็นสาย  นางไม่อาจต่อสู้ขัดขืน  จึงได้แต่เอ่ยออกมาทันทีที่เขาปล่อมมือจากคางนางว่า

“ฆ่าข้าเสียสิเจ้าปีศาจ  ไฉนไม่ฆ่าข้าเสียเลยเล่า”

นางร่ำร้องทั้งที่ตนเองนอนอยู่บนเตียงเขา  นางไร้สติกระทั่งด่าทอผู้ที่สามารถสังหารนางได้เพียงฝ่ามือเดียว  หากแต่เฮ่อเหลียนหยางหลงเพียงดึงผ้าห่มคลุมร่างนาง  เขาเอ่ยนิ่งๆเพียงว่า

“นั่นไม่ยากเลย”

เขาแตะปลายนิ้วลงเหนือกระดูกไหปลาร้านาง  พริบตาสติสัมปะชัญญะของนางก็ดับวูบไป

                  ................ 

 
 
             (ตอนต่อไปค่ะ)       
   


Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
จักรพรรดิมังกร ตอนที่ 28 : ดำดิ่งสู่อดีตกาล 2 (ครบ100%) , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 1365 , โพส : 14 , Rating : 72 / 15 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1

#14 : ความคิดเห็นที่ 980
ต้องย้อนตอนเดิมใหม่อีกรอบ อิอิ
PS.  1 ห้องให้พิงถิงกับเป่ยเจี๋ย 1 ห้องให้ควิลล์กับธัญญ่า
Name : poonsuk< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ poonsuk [ IP : 58.8.84.235 ]
Email / Msn: kpoonsuk07(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 7 กรกฎาคม 2557 / 08:24

#13 : ความคิดเห็นที่ 973
คุ้มค่าแก่การรอคอย
PS.  มนุษย์เราหากทำใจที่ยอมเเพ้ให้เปิดกว้างภาพเเห่งอนาคตที่ปรากฏก็จะสว่างไสว
Name : kikza_kung< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ kikza_kung [ IP : 101.109.131.19 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 15 พฤษภาคม 2557 / 08:15


#12 : ความคิดเห็นที่ 941
รอรอรอค่ะกลับมาเร็วๆๆนะ
PS.  I'm here with you : )
Name : sofar away< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ sofar away [ IP : 79.37.67.105 ]
Email / Msn: nadia221985(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 6 สิงหาคม 2556 / 23:43

#11 : ความคิดเห็นที่ 912
ดำดิ่งสู่อดีตนานมากแล้ว เมื่อไหร่จะตื่นจากภวังค์จ๊ะ
Name : sasa [ IP : 103.28.100.9 ]
Email / Msn: sasatoo789(แอท)gmail.com
วันที่: 22 พฤษภาคม 2556 / 12:20

#10 : ความคิดเห็นที่ 910
ยิ่งอ่านยิ่งหลงรักค่ะ ตัวละครเหมื อนมีชีวิต เวลาอ่านแล้วจินตนาการ

เป็นเรื่องราวในสมองเลยค่ะ
Name : somza1< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ somza1 [ IP : 171.4.147.239 ]
Email / Msn: nun11291(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 18 พฤษภาคม 2556 / 12:34

#9 : ความคิดเห็นที่ 909
เพิ่งได้เข้ามาอ่าน สนุกน่าติดตาม ชอบค่ะ
Name : หนท [ IP : 103.28.100.9 ]
Email / Msn: sasatod789(แอท)gmail.com
วันที่: 14 พฤษภาคม 2556 / 10:34

#8 : ความคิดเห็นที่ 908
มาเร็วๆนะ รออ่านอยู่จ้า
Name : gift_Za< My.iD > [ IP : 124.122.247.101 ]
Email / Msn: gift_ku65(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 9 พฤษภาคม 2556 / 10:30

#7 : ความคิดเห็นที่ 900
รอสีเหยียนค่ะ555
Name : Phirena< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Phirena [ IP : 124.120.150.197 ]
Email / Msn: annplusann(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 6 พฤษภาคม 2556 / 10:43

#6 : ความคิดเห็นที่ 898
สนุกเวอร์
Name : miney_kirei< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ miney_kirei [ IP : 101.51.138.221 ]
Email / Msn: kireikirei_25(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 6 พฤษภาคม 2556 / 00:44

#5 : ความคิดเห็นที่ 897
รอต่อไปค่ะ เริ่มเข้าใจค่ะ
Name : น่ารัก [ IP : 113.53.161.235 ]
Email / Msn: kambodoor(แอท)gmail.com
วันที่: 5 พฤษภาคม 2556 / 20:22

#4 : ความคิดเห็นที่ 896
รอต่อค่ะ เรื่องนี้สนุกมาก
Name : จินะจนะ [ IP : 27.55.128.33 ]
Email / Msn: -
วันที่: 1 พฤษภาคม 2556 / 23:59

#3 : ความคิดเห็นที่ 893
อ่านกลอนด้านบนเริ่มเข้าใจแล้วค่ะ ชอบมากเลยค่ะ
Name : pung0420< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ pung0420 [ IP : 14.207.93.8 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 30 เมษายน 2556 / 22:16

#2 : ความคิดเห็นที่ 892
เย่ๆ ไรเตอร์มาอัพต่อแล้ววว ดีใจที่คราวนี้ไม่หายไปนาน ^^ ถ้าไรเตอร์ยังไม่ถอดใจแต่งเราก็ยังรอเสมอนะจ๊ะ
PS.  งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา แต่โซนยอชิแดจะจบลงอย่างสวยงามที่สุด...
Name : koomiko< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ koomiko [ IP : 124.122.227.191 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 30 เมษายน 2556 / 20:00

#1 : ความคิดเห็นที่ 891
รออยู่น่ะคะ เป็นกำลังใจให้ไรเตอร์
PS.  เป็นเพื่อนกันได้ทุกคนน่ะคะ
Name : saradon< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ saradon [ IP : 14.207.34.189 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 30 เมษายน 2556 / 14:38

หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

"หนังสือสดใหม่ ประจำเดือน พฤศจิกายน 2557"

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android