สวัสดีผู้เยี่ยมชม [ เข้าระบบ | สมัครสมาชิก ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

ไหมแสงจันทร์ [YURI]

ตอนที่ 20 : ตอนที่ 20


     อัพเดท 9 ก.ย. 55
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/ซึ้งกินใจ
Tags: ลลนล, ไหมแสงจันทร์ , Yuri , ยูริ
ผู้แต่ง : ลลนล ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ลลนล Email : la_la_non(แอท)hotmail.com
My.iD: http://my.dek-d.com/o_waan
< Review/Vote > Rating : 100% [ 1 mem(s) ]
This month views : 312 Overall : 43,685
854 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 43 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
ไหมแสงจันทร์ [YURI] ตอนที่ 20 : ตอนที่ 20 , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 1361 , โพส : 10 , Rating : 33 / 7 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


สามารถสั่งซื้อนิยายลลนลได้ที่เว็บนี้นะจ๊ะ


คลิกๆ >>>>>>>>   <<<<<<<<< คลิกๆ 


ตอนที่ 20

เสียงพูดคุยปรึกษายังคงดังขึ้นเป็นระยะ ขณะที่ทั้งสองได้เปิดบันทึกเล่มนั้นไปทีละหน้า แต่หากว่าถึงตอนที่ไม่สลักสำคัญณิชวรรณก็จะเป็นผู้ตัดสินใจที่จะเปิดผ่านไปเอง และได้แต่หวังว่าสิ่งที่เธอต้องการรู้นั้นน่าจะอยู่ในหน้าใดหน้าหนึ่งทั้งที่แม่เลี้ยงพยายามจะบอกว่าเสียเวลาเปล่า

แม้นจะเป็นการจดบันทึกด้วยลายมือของพ่อเลี้ยงแดนธรรม แต่พวกเธอทั้งสองก็สามารถสัมผัสได้ถึงคำบอกเล่าที่น่าจะเป็นเรื่องจริงจากเจ้าของบันทึก คลับคล้ายว่าพ่อเลี้ยงแคนคำตั้งใจถ่ายทอดให้แก่ลูกบุญธรรมอย่างลึกซึ้ง และก่อนที่พ่อของแม่เลี้ยงจะสิ้นใจยังกำชับว่าให้เก็บรักษาสมุดบันทึกไว้ให้ดีที่สุด แต่ในเวลานั้นเธอก็แค่เข้าใจว่ามันก็เป็นเรื่องที่สมควรทำสำหรับคนที่สืบทอดมรดกเท่านั้น หาใช่ว่าจะมีเรื่องที่ทำให้ต้องกลับมาสนใจอย่างจริงจังเช่นตอนนี้

และในคราที่แม่หญิงแสงจันทร์จากไปพร้อมๆ กับเรื่องของเครือออนที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นมา เธอจึงเพิ่งจะนึกถึงสมุดบันทึกเล่มนี้อีกครั้ง ดังนั้นหลายเดือนก่อนเธอจึงได้อ่านละเอียดทุกตัวอักษร แต่ก็จนปัญญาที่จะมีคำพูดใดเชื่อมโยงไปถึงหญิงสาวปริศนา ผู้ที่อาจจะเป็นอีกหนึ่งที่กลับมาเพื่อทวงความหลังเช่นเดียวกับแม่หญิงแสงจันทร์

แต่ถึงอย่างไรในครั้งที่อ่อนไหวอย่างหนัก ถึงแม้เวลานั้นจะไม่มีสิ่งใดบ่งบอกความสัมพันธ์ระหว่างหมอกับเครือออนเช่นตอนนี้  แต่ทว่าเธอก็ยังกล้าปล่อยตัวปล่อยใจได้อย่างน่าละอาย จนเกิดเป็นเรื่องราวบานปลายให้ต้องรู้สึกผิดมาจนทุกวันนี้

แต่แล้วในครั้งที่พยายามจะตัดใจ เธอก็แค่คิดว่าความรู้สึกที่มีให้แก่กันเป็นเพียงความหวั่นไหวเล็กน้อยตามประสาคนที่ไม่เคยเจอใครมาแสดงความรู้สึกชัดเจนต่อกันขนาดนี้ ซึ่งเธอเคยมั่นใจว่าจะสามารถจัดการต่อเศษเสี้ยวเล็กๆ นั้นได้ไม่ยากเย็น ตอนนั้นจึงเลือกที่จะหลบหน้าหนีหายไปเสียดื้อๆ แต่ทว่าพอมาถึงวันนี้ วันที่เธออยากจะเจ็บปวดแทนคนที่ขดตัวงอทั้งน้ำตา อาการที่เหมือนจะตายแต่ไม่ตายเธอรู้ดีที่สุดว่ามันทรมานขนาดไหน

ถึงแม้ชีวิตนี้จะผ่านการสูญเสียมาหลายครั้ง และเข้าใจว่าฝืนธรรมชาติไม่ได้แต่ก็ทำใจไม่ได้หากว่ามันจะต้องเกิดกับณิชวรรณในตอนที่หัวใจเธอยอมรับกันมากขึ้นเช่นนี้ เพราะยากเหลือเกินที่ชีวิตหนึ่งจะพานพบกับคนที่พร้อมจะเป็นทุกอย่าง ทั้งสุขทั้งทุกข์พวกเธอได้ร่วมแบ่งปันกันมาไม่น้อย แม้จะเป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ แต่กลับตราตรึงในหัวใจเสียจนไม่อยากจะเสียใครคนนี้ไปจริงๆ

ครั้นความชัดเจนในจิตใจเริ่มที่จะซื่อสัตย์ต่อตัวเองมากขึ้น เธอจึงยอมตามใจคนที่ยังดื้อดึงที่จะอ่านบันทึกนั้นอย่างคนหิวกระหายคำตอบ หากคิดจะหยุดยั้งกันอย่างจริงจังเธอคิดว่าไม่ใช่เรื่องยากเลยสักนิด แต่เป็นที่ตัวเธอต่างหากที่ไม่อยากจะปิดบังอะไรกันอีก ในเมื่อประตูหัวใจของเธอมันทนต่อแรงยื้อยุดของณิชวรรณต่อไปอีกไม่ไหว เลยเห็นความดื้อรันกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเสียแล้ว

ขณะเดียวกันคนที่สนใจตัวหนังสือในสมุดก็เริ่มที่จะหายใจลำบาก เมื่อเรื่องราวเริ่มเข้าสู่เนื้อหาของหัวใจและมันกำลังบีบเค้นความรู้สึกให้อึดอัดจนต้องเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่น ยิ่งได้อ่านถ้อยคำพรรณาถึงการฝ่าฟันของทั้งคู่ยิ่งทำให้สัญชาตญาณบางอย่างบอกกับเธอให้หันกลับไปหาอีกคนที่นั่งเงียบโอบเอวกันอยู่

แต่ในทันทีแม่เลี้ยงเองก็รีบเบือนหน้าหลบไปอีกทาง ช่างเป็นการแสดงออกที่สื่อชัดว่าเรื่องที่กำลังอ่านนั้นคงห่างไกลจากตัวเธอสินะ

“ธิดาเทพไม่ใช่ณิช...”

เป็นประโยคคำพูดที่มาพร้อมการเลิกคิ้วถามเหมือนรู้คำตอบอยู่แล้ว อารมณ์ทั้งหมดถูกจับโยนใส่คนที่ยังไม่กล้าจะสบตากัน แต่เพียงครู่เดียวแม่เลี้ยงก็ถอนหายใจยาวเพื่อตั้งสติ แล้วค่อยๆ หันกลับมาจ้องตากันนิ่ง...ไม่ผิดแน่ที่ตอนนี้ณิชวรรณมองไม่เห็นตัวเธออยู่ในแววตานั้นเลย...ว่างเปล่า และไม่ใช่เธอจริงๆ

ว่าแล้วคนเศร้าก็หันกลับไปอ่านเรื่องที่ค้างคาต่อไปแบบพูดอะไรไม่ออก ทั้งที่ก็ไม่อยากจะรู้แต่ก็ห้ามใจตัวเองไม่ได้...รักกันนัก รักกันเหลือเกิน ทั้งคู่ต่อสู้เพื่อกันเสียยิ่งกว่านิยายน้ำเน่าฉาวโฉ่ แต่ยิ่งอ่านเธอก็ยิ่งหงุดหงิดและในที่สุดมันก็รำคาญในใจจนไม่อยากที่จะอยู่ใกล้กันแม้สักเพียงนิดเดียว อารมณ์นั้นเลยพาเธอลุกพรวดพราดจากตักแม่เลี้ยงเพื่อที่จะไปนั่งอยู่บนโซฟาตัวยาวอีกมุมของห้องด้วยใบหน้าบึ้งตึง

เอ่อ...หึงแม้กระทั่งอดีต นี่ล่ะณิชวรรณตัวจริง!

แม้แม่เลี้ยงจะไม่ตามมาในทันที แต่สุดท้ายเธอก็ทนมองคนที่แทบจะทิ่มหน้าลงสมุดบันทึกนั้นไม่ได้ ร่างสูงจึงลุกตามไปนั่งข้างกันเงียบๆ โดยที่หมอแสดงออกชัดเจนเป็นการขยับตัวห่างในทันใด

และที่แย่ไปยิ่งกว่าเดิม นั่นคือพอรู้เรื่องว่าธิดาเทพแสงจันทร์ได้เสียชีวิตลง พ่อเลี้ยงก็ถึงกับตรอมใจทรุดหนักแทบไม่เป็นผู้เป็นคน แต่ที่ทำให้ณิชวรรณสะอึกจุกจนพูดไม่ออกอีกครั้งก็เห็นจะเป็นการพลิกกระดาษอีกหน้ามาเจอกับคำสาบานต่อนางผู้เป็นรักสุดท้าย

ทั้งโศกเศร้าอาดูร หวานซึ้ง มั่นคงและแสนซื่อสัตย์...ตัวหนังสือถ่ายทอดให้เธอรู้สึกเช่นนั้นจนแทบน้ำตาร่วง

จากนั้นเรื่องราวของหัวใจก็ไม่ถูกกล่าวถึงอีกเลย เพราะมันได้ดำเนินมาจนกระทั่งถึงตอนที่รับเด็กชายแดนธรรมมาเป็นบุตรบุญธรรมอย่างฉับไว ซึ่งแน่นอนว่าพ่อเลี้ยงแคนคำไม่มีเรื่องผู้หญิงคนใดอีกนอกจากธิดาเทพแสงจันทร์ หญิงสาวที่ทำให้เขาต้องตั้งชื่อโรงทอผ้าไหมให้พ้องกันกับชื่อของนางผู้เป็นที่รักเพียงคนเดียว

ว่าแล้วณิชวรรณก็พยายามเปิดหน้ากระดาษให้ผ่านไปเร็วๆ อย่างคนใจร้อนเพื่อที่จะค้นหาเนื้อหาสักตอนให้เชื่อมโยงมาถึงในสิ่งที่อยากรู้ แต่แล้วอยู่ๆ ก็โดนแม่เลี้ยงยื่นมือออกมาวางทาบลงบนสมุดเล่มนั้นเอาไว้ เพื่อให้เธอได้มีสติและหลุดออกมาจากบันทึกเล่มนั้นเสียที

“พอเถอะณิช มันไม่มีอะไรแล้ว”

“.........”

ไม่มีคำพูดใดโต้แย้ง หากแต่มีเพียงแววตาแดงก่ำของณิชวรรณที่มองกันอย่างตัดพ้อ

“พี่ถึงบอกว่าอย่าอ่านอย่างไรละคะ” แม่เลี้ยงพูดพลางยกมือขึ้นเขี่ยปอยผมที่กำลังแยงตาของอีกคนให้หยุดอาการกะพริบตาถี่ทั้งเสียงหอบหายใจหนัก

หากเป็นเมื่อก่อนณิชวรรณอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องไร้สาระ แต่ไม่ใช่ตอนนี้ที่เธอกำลังถูกดึงดูดให้ไปสัมผัสกับเรื่องราวเร้นลับพวกนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้ จึงไม่แปลกสักนิดที่ตอนนี้เธอกำลังน้อยใจ ด้วยมั่นใจว่าอย่างน้อยจะต้องมีชื่อเครือออนปรากฎอยู่ในนั้น

อืมม์ เธอเชื่อไปแล้วสินะว่าเป็นตัวของเธอจริงๆ แต่ทว่าสิ่งที่ค้นหากลับไม่ใช่อย่างที่คิด ทั้งเสียใจทั้งผิดหวังจึงเกิดขึ้นพร้อมกับกัดฟันถามออกมาว่า “แล้ว...พี่เจอเค้าแล้วหรือคะ”

ว่าแล้วณิชวรรณก็จับสมุดบันทึกเขย่าเบาๆ เหมือนจะถามถึงผู้หญิงอีกคนในนั้นให้แม่เลี้ยงผลุบตามองพื้น ก่อนที่จะพยักหน้ายอมรับให้หัวใจที่กำลังเต้นเป็นจังหวะหน่วงได้รัวหนัก และในทันทีคนที่กำลังแยกแยะระหว่างอดีตกับปัจจุบันยังไม่ได้ก็แทบคลั่ง หญิงสาวรีบง้างแขนขึ้นเพื่อจะเขวี้ยงของในมือลงกับพื้นให้แม่เลี้ยงรีบพุ่งตัวเข้ามาแย่งเอาไว้ด้วยความตกใจ

“ณิชอย่า!

เสียงตวาดเข้มจัดของแม่เลี้ยงทำเอาอีกคนถึงกับหน้าชาอ้าปากหวอ ทุกการกระทำบ่งบอกว่าเธอแตะต้องไม่ได้ หวงสุดหวงนั่นคือสิ่งที่แม่เลี้ยงแสดงออกมาอย่างเปิดเผย อีกทั้งการจับสมุดนั้นไว้แน่นก็กำลังปกป้องผู้หญิงอีกคนให้ณิชวรรณตัวอ่อนคอตกอยากจะร้องไห้ออกมาดังๆ

“เป็นใคร! แล้วตอนนี้อยู่ที่ไหน” ณิชวรรณยังจะถามออกมาทั้งดวงตาร้อนผ่าว

“ณิชคะ พี่ว่าณิชใจเย็นๆ ก่อนนะ อย่าเป็นแบบนี้ พี่เองก็ลำบากใจที่จะพูดนะคะ” แม่เลี้ยงพูดพลางจับสมุดบันทึกไปซ่อนไว้ด้านหลังให้อีกคนมองตามตาเขียวปั๊ด แต่ก็พยายามจะแสดงออกมาว่ากำลังควบคุมตัวเองด้วยการสะบัดหน้าหนีเพื่อไปปรับสีหน้าให้ดีขึ้น ก่อนจะหันกลับไปหากันอีกครั้งด้วยรอยยิ้มฝืนๆ และพูดว่า

“โอเค ณิชโอเคละ พี่พูดมาเถอะค่ะ จะพูดตอนนี้หรือตอนไหนมันก็ไม่ต่างกันหรอก”

“แน่ใจนะคะว่าอยากฟัง” แม่เลี้ยงถามย้ำด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล

“ค่ะ”

ชัดถ้อยชัดคำอย่างเตรียมพร้อมเต็มที่ นั่นเลยทำให้แม่เลี้ยงค่อยๆ เท้าความทีละน้อย และคอยจับสังเกตปฏิกิริยาของฝ่ายตรงข้ามอย่างละเอียด พอถึงตอนที่สร้างความขัดแย้งในใจณิชวรรณอย่างมาก เธอก็เลือกที่จะเงียบเพื่อรอว่าอีกคนยังอยากจะรับรู้อยู่อีกไหม และแน่นอนว่าพอนิ่งขึ้นมาเมื่อใด ก็กลายเป็นหมอเองที่ทนไม่ไหวต้องรบเร้ากันให้เล่าจนจบ

แต่ถึงกระนั้นความคิดที่เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งของเรื่องราวสุดประหลาด ก็ทำให้สาวเจ้าโพล่งขึ้นมาในตอนท้ายอย่างอารมณ์เสีย

“บ้าไปแล้ว! นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันน่ะพี่ แฟนพี่ไม่ใช่คน นี่ณิชจะทนอยู่บ้านหลังนี้ได้ยังไง ไม่เอาแล้ว  ถ้าเผื่อแม่หญิงบ้าขึ้นมาหักคอณิชจะทำยังไง!

ความในใจพวยพุ่งออกมาด้วยท่าทีผุดลุกผุดนั่งอยู่หลายรอบ แต่แล้วเธอก็ต้องชะงักมองกันตาค้าง เมื่อแม่เลี้ยงก้มหน้าพูดเสียงเรียบอย่างไม่ชอบใจออกมาว่า “อย่าว่าแม่หญิงอย่างนั้นนะ!

ปรี๊ดขึ้นหัวใจทะลุสมองไปแล้วตอนนี้สำหรับณิชวรรณ เพราะคำพูดนั้นยิ่งตอกย้ำว่าแม่เลี้ยงแคร์อีกคนมากขนาดไหน

“แตะไม่ได้เลยนะ รักกันนักพี่ก็ไปอยู่กับเค้าสิ!” ณิชวรรณลุกขึ้นโก่งคอตะเบ็งใส่กันสุดเสียงให้อีกคนแหงนหน้าขึ้นไปหาทันที

“แล้วณิชคิดว่าพี่อยากจะอยู่อย่างนี้หรือ”

ยังคงจะแสดงให้รู้ว่าความสำคัญของแม่หญิงนั้นล้นเหลือ ณิชวรรณที่รับรู้เข้ามาเต็มๆ จึงพูดยั่วโมโหกลับไปด้วยแววตาแข็งกร้าวไม่ยอมแพ้

“พี่คิดว่าพี่รักผู้หญิงคนนั้นจริงหรือคะ พี่คิดอย่างนั้นจริงๆ หรือ”

“แล้วทำไมจะไม่ใช่!” แม่เลี้ยงเองก็เถียงเผ็ดร้อนสวนกลับมาอย่างไม่ยอมเช่นกัน

“ก็ถ้ามันเป็นความรักจริงๆ พี่ไม่มีทางมาหวั่นไหวกับณิชหรอกน่า ตอนนั้นเค้าก็ยังอยู่ไม่ใช่หรือคะ แล้วเพราะเราทำอะไรกันล่ะเค้าถึงต้องไปอย่างนี้...พี่ตอบณิชมาสิ” ณิชวรรณพูดพลางโน้มตัวไปหาคนที่ก้มหน้าซีดเผือดหลบตากันทันควัน

สะอึกแน่นไปทั้งอกกับท่าทีคุกคามที่มาพร้อมคำพูดและการกระทำ ลมหายใจของแม่เลี้ยงเริ่มหดสั้นลงเรื่อยๆ เมื่อลมหายใจร้อนผ่าวของอีกคนมาคลอเคลียอยู่ข้างแก้ม เธอเลยต้องข่มอารมณ์พูดเสียงต่ำออกมาว่า

“อย่ามาดูถูกความรักของพี่”

ขาดคำฝ่ามือของณิชวรรณก็ผลักไหล่คนพูดให้เสียหลักล้มลงไปนอนกับโซฟาพร้อมเสียงร้องตกใจ หากพอจะตั้งหลักลุกขึ้นมาอีกครั้งคุณหมอก็ไม่รอช้ารีบตามขึ้นไปกอดร่างที่พยายามจะขัดขืนทันที ความตื่นกลัวไม่ได้ทำให้แม่เลี้ยงรู้สึกได้ถึงความรัก มันขาดซึ่งการทะนุถนอมเหมือนทุกครั้ง เพราะนี่คือความโกรธที่ณิชวรรณแสดงออกมากับเนื้อตัวของเธอที่ไม่ว่าริมฝีปากรุ่มร้อนนั้นจะแตะต้องลงส่วนใดก็พานแต่จะพาให้น้ำตาไหลออกมา

แม่เลี้ยงอยากจะรักคนคนนี้ แต่ทำไมต้องปลดปล่อยความโกรธเกี้ยวออกมาได้ร้ายกาจนัก ทว่าถึงอย่างไรจิตใจที่ว้าวุ่นก็ไม่สามารถพยุงอารมณ์ตัวเองได้ทัน เธอยังไม่เข้าใจว่าที่ยอมอยู่ตอนนี้คืออะไร การต่อต้านราวกับหมดแรงไปดื้อๆ เธอกำลังสับสนเหมือนสมองกับร่างกายยังทำงานไม่ผสานเป็นหนึ่งเดียว แม้นการเม้มจูบลงกลีบปากจะไม่ได้ถูกผลักไส หากแต่เธอก็ไม่ได้ตอบสนองยอมเปิดรับการรุกล้ำที่พยายามจะแทรกตัวเข้ามาอย่างหื่นกระหาย

ขณะเดียวกันณิชวรรณเองที่กำลังเสียใจกับสิ่งที่คาดหวังก็ไม่อาจจะหยุดยั้งอารมณ์ฝ่ายต่ำของตัวเองได้อีก เธอเองก็ไม่เข้าใจหรอกว่าไฉนจึงแสดงออกเช่นนี้ รู้เพียงว่าเธอแค่ต้องการที่จะหยุดอีกคนให้อยู่กับความเป็นจริงเสียที เพราะหากไม่คิดมีใจแล้วใยจะเคยมีอารมณ์หวานซึ้งกับเธอมาก่อนด้วยเล่า แค่อยากจะยืนยันกันอีกสักครั้ง แต่ที่ปฏิเสธไม่ได้อีกอย่างนั้นคือ หัวใจแท้จริงของเธอต้องการร่างกายผู้หญิงคนนี้จริงๆ ยิ่งอยู่ใกล้ยิ่งห้ามใจไม่ได้ ความหอมหวานที่เคยคลอเคลียสัมผัสได้แทรกซึมมาเป็นส่วนหนึ่งของความคิด เธอกำลังอยากจะค้นหาว่าปลายทางจะเป็นเช่นไร ทั้งๆ ที่ตัวเองใช่จะช่ำชองในเรื่องที่กระทำอยู่ตอนนี้ ประหนึ่งว่าทั้งตัวและหัวใจเธอเก็บไว้เพื่อแม่เลี้ยงเพียงคนเดียวมาโดยตลอด...ยอมรับได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าแค่ผู้หญิงคนนี้เอ่ยปาก เธอก็พร้อมยินยอมให้กันได้ทุกอย่างโดยไม่อิดออดหรือเขินอาย และยิ่งได้แตะต้องกันโดยไม่รู้สึกผิดเหมือนที่ผ่านมา เธอก็ย่ามใจซุกไซร้ได้ตามใจปรารถนาอย่างไร้การควบคุม

เพียงครู่เดียวเม็ดกระดุมเสื้อของแม่เลี้ยงก็ถูกปลดออกอย่างรวดเร็ว ร่างที่โดนรุกเร้าถึงกับผวาเฮือก หากแต่พอจะยกมือขึ้นไปดันใบหน้าที่กำลังซุกซบอยู่กับเนินอก เธอก็ต้องเก็บมือไว้อย่างเดิมเมื่อผลุบตาลงไปพบดวงตาของณิชวรรณที่ยังเต็มไปด้วยความเคืองขุ่น

แม่เลี้ยงไม่ได้ต้องการอย่างนี้ นี่ไม่ใช่ความรัก!

ขณะที่สะบัดใบหน้าหนีไปอีกทางสมองก็เต็มไปด้วยความคิดที่จะหยุด แต่มันก็เต็มตื้อคิดอะไรไม่ออก เพราะหน้าอกที่กำลังสะท้อนลมหายใจหอบถี่กำลังถูกบีบเค้นอย่างไม่ออมแรง แต่เธอก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าน้ำตาที่รินไหลมันมาจากความเจ็บปวดของร่างกายหรือหัวใจกันแน่ ขอร้องเถอะ...อย่ารังแกร่างกายกันอย่างนี้อีกเลย

ฉะนั้นการนิ่งเงียบไปเฉยๆ ของเธอจึงทำให้อีกคนเริ่มรู้สึกตัว น้ำตาที่ไหลออกมาจากใจช้ำๆ คือคำตอบที่มากกว่าคำพูดใด หากคิดว่ากายนี้จะทำให้ลบล้างความโกรธลงได้เธอก็ยอม แต่แล้วมันจะมีประโยชน์อันใดในเมื่อหัวใจเธอไม่ได้ร่วมเดินทางไปพร้อมกัน

   “พี่...” ณิชวรรณครางออกมาในครั้งที่ชะโงกหน้าขึ้นไปเห็นน้ำตาของแม่เลี้ยงด้วยความตกใจ

“........”

มีเพียงการเม้มปากสั่นกลั้นเสียงสะอื้นเท่านั้นที่สื่อสารกับอีกคนได้ในตอนนี้

“ร้องไห้ทำไม...ณิชขอโทษ”

พูดออกมาในครั้งที่สติกลับคืนมาเกือบครบสมบูรณ์ นี่เธอบ้าไปแล้ว! ณิชวรรณได้แต่ก่นด่าตัวเองในใจ เพราะสิ่งที่ต้องการไม่ใช่รูปแบบนี้ หากว่ามันจะผิดไปจากที่คาดหวังเพียงนิดเธอก็ไม่ต้องการ ดังนั้นการขยับตัวขึ้นไปจะทำท่าติดเม็ดกระดุมให้กลับคืน จึงถูกตอบสนองด้วยการโดนปัดมือนั้นออกทันที

เสียงคัดจมูกจากคนที่พยายามจะเข้มแข็ง พร้อมกับการลุกขึ้นมาปาดน้ำตา และอีกมือก็รวบกระชับคอเสื้อของตัวเองทำให้หัวใจของณิชวรรณเหมือนโดนเท้าของตัวเองขยี้เหยียบมันสุดแรง

ความต้องการถูกเบรกตัวโก่งไปในบัดดล ยิ่งมองมือสั่นเทานั้นค่อยๆ กลัดเม็ดกระดุมกลับคืนยิ่งทำให้เธอรู้สึกแย่กับตัวเองเข้าไปอีก พอจะเอื้อมมือเข้าไปช่วยมันก็ถูกปัดออกมาอีกรอบ พร้อมกับคำพูดบาดหัวใจให้ตัวชา “พอใจหรือยัง...”

พูดแล้วก็มีเพียงความเย็นชาที่สาดกลับมาให้อีกคนไปไม่เป็น ได้แต่พูดซ้ำออกมาว่า “ณิชขอโทษ”

“ณิชอยากได้พี่แค่นี้หรือ พี่มีค่าแค่นี้เองหรือ” แม่เลี้ยงถามเสียงสั่นทั้งที่ไม่มองหน้ากัน

“พี่กำลังเข้าใจณิชผิดนะคะ”

“แล้วจะให้เข้าใจอย่างไรคะ ถ้าได้ไปแล้วหัวใจพี่ยังเป็นอย่างนี้ มันจะมีค่าอะไร”

“ก็บอกแล้วไงว่ามันไม่ใช่อย่างนั้น”

ไม่มียอมกันล่ะ จากที่รู้สึกผิดพอโดนเข้าใจผิดณิชวรรณก็กลับมาโมโหอีกรอบได้อย่างนาทีต่อนาทีเลยทีเดียว

“ค่ะ...เอาเถอะ ถึงพูด...” แม่เลี้ยงพูดได้แค่นั้นก็ถอนหายใจเพลียๆ ด้วยไม่ว่าจะพูดอะไรไปมันก็สวนทางกับการกระทำอยู่ดี อยากจะเข้าใจกันหรอกนะ แต่ตอนนี้เธอไม่ต้องการให้อีกคนร้อนเข้ามาใส่อย่างนี้ รู้แล้ว ยอมแล้ว เธอเองก็พอใจที่ทุกอย่างจบแบบนี้ แต่ที่คุยกันเหมือนเถียงมันคล้ายว่าต่างก็กำลังเรียกร้องความสนใจจากกันต่างหาก

นี่ก็แค่การเริ่มต้นของทั้งสองเท่านั้นเอง มันคืออารมณ์ของคนที่ต่างก็อยากมีส่วนร่วมในความคิดของกันและกัน กำลังอยากจะสร้างความเข้าใจ และกล้าที่จะแสดงตัวตนออกมามากกว่าอยู่กับคนอื่น เพราะแน่นอนว่านับเป็นเวลามาสิบกว่าปีเลยทีเดียว ที่ไม่มีใครเคยเห็นแม่เลี้ยงกล้าแหงนหน้าเถียงใครเอาจริงเอาจังอย่างนี้มาก่อน

“เป็นอย่างนี้อีกละ มีอะไรทำไมพี่ไม่พูด อยากด่าก็ด่ามาสิ ณิชทำไม่ดีก็พูดออกมาบ้าง”

“ก็พูดไปแล้ว”

“ค้างคาตลอด จะเป็นอย่างนี้อีกนานเท่าไร” คนตรงอย่างณิชวรรณถามออกมาอย่างขัดใจ

“..............”

เอ่อ...เจอเงียบไปอีกเด้งก็ถึงกับกลอกตามองเพดานกันเลยทันที

“เชิญ! เชิญอยู่กับตัวเองตามสบาย ณิชจะกลับละ”

คำขู่สุดท้ายเหมือนจะไม่มีผล เพราะแม่เลี้ยงก็ใช่จะฉุดรั้ง หากแต่เธอทำเพียงเลิกคิ้วเหมือนยินยอม ก่อนจะถอนหายใจหนักๆ อีกรอบแล้วเอี้ยวตัวไปหยิบสมุดบันทึกมาถือเอาไว้ และสิ่งที่ผิดคาดนี่เองที่ทำให้คนขู่ต้องกลับลำอย่างแนบเนียน โดยการทำเป็นก้าวเท้าปึงปังก็จริง หากแต่มันก็หยุดอยู่แค่ที่โต๊ะอ่านหนังสือที่ยังมีกองหนังสือวางอยู่

ใช่สิ...ใจยังไม่อยากกลับอย่างที่ปากพูด เธอเลยทำเป็นกระแทกกระทั้นหยิบหนังสือทีละเล่มเพื่อเอาเข้าไปเก็บในตู้ตามเดิม ซึ่งนั่นก็ทำให้แม่เลี้ยงที่ลอบมองอยู่ต้องแอบอมยิ้มออกมาน้อยๆ ทำไมถึงไม่โกรธต่อล่ะ ชอบหรืออย่างไรที่ใครคนนี้ไม่ได้ออกไปอย่างที่พูด

แต่เธอก็ปล่อยคนนั้นเดินอยู่หลายรอบเลยทีเดียวจึงกล้าแง้มปากถามขึ้นมาว่า “กินข้าวมาหรือยังคะ”

แค่คำนั้นเองที่ทำให้คนได้ยินหันไปเจอรอยยิ้มอ่อนโยน ประหนึ่งว่าไม่เคยเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาแม้แต่น้อย แม่เลี้ยงสามารถทำอย่างนั้นได้จริงๆ

“ยังค่ะ แล้วพี่ละคะ”

เคลิ้มกันไปสำหรับคนที่เผลอลืมเรื่องทะเลาะตามมนต์เสน่ห์หวานเย็นของแม่เลี้ยงเข้าให้ หากแต่การไม่ตอบในทันทีของคนที่กำลังลุกขึ้นเดินเข้ามาหาก็สร้างช่องว่างให้เกิดความสงสัย เธอไม่เคยเลยที่จะอ่านใจผู้หญิงคนนี้ออกได้ในคราวเดียว แต่ก็ชอบนักล่ะที่จะอยู่ค้นใจกันอย่างนี้ เพราะเมื่อเดินมาถึงกันแม่เลี้ยงก็เอามือแตะสะโพกกันเบาๆ “ไปกินข้าวกันนะคะ เดี๋ยวณิชรอพี่ที่นี่ก่อนนะ เดี๋ยวพี่มา”

รู้ว่าจะได้กินข้าว แต่ท่าทางของแม่เลี้ยงไม่ได้บอกเพียงแค่นั้น ณิชวรรณเลยทำได้แค่รอด้วยความตื่นเต้น แม้กระทั่งการชวนกินข้าวยังลึกลับ นี่เธอกำลังหลงอยู่ในแดนสนธยาหรืออย่างไร ทำไมวันนี้มีแต่เรื่องน่าพิศวงให้เธอจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าแค่เรื่องธรรมดา หรือมันเป็นกลลึกลับซับซ้อนให้เธอต้องมึนงงได้ตลอดจริงๆ

แต่ในความจริงแล้วนั้นไม่มีอะไรเลย เพราะเพียงแค่อีกคนกลับไปเปลี่ยนเสื้อยับๆ ตัวนั้นออกแล้วเปลี่ยนตัวใหม่ ก่อนจะเดินกลับมาพร้อมกุญแจรถในมือก็เท่านั้น

“ไปทานกันข้างนอกนะคะ เดี๋ยวพี่ขับพาไปเอง” แม่เลี้ยงเฉลยพร้อมรอยยิ้มที่สดใสขึ้นมามากกว่าเดิม

นานเท่าใดแล้วที่เธออยากมีชีวิตแบบนี้ อยากมีเพื่อนสักคนที่วัยไล่เลี่ยกันเพื่อที่จะชวนกันไปนั่นไปนี่อย่างที่หญิงสาวทั่วไปทำบ้าง และในเวลานี้เหมือนจะมีเพียงณิชวรรณคนนี้เท่านั้นที่จะตอบโจทย์ชีวิตของเธอได้ทั้งหมด ดังนั้นแม้ว่าคนคนเดียวกันนี้จะคอยสร้างเรื่องให้ต้องน้อยใจ แต่เธอก็ทำใจยอมรับได้อย่างไม่เคืองขัด เพราะหัวใจมันยอมรับกันไปแล้ว...เธอรู้ใจตัวเองได้เท่านี้จริงๆ

และเมื่อเดินตามกันลงจากเรือน คนที่ยังมึนๆ อยู่เลยชวนคุยขึ้นว่า “ณิชเพิ่งจะรู้ว่าพี่ก็ขับรถเป็นนะคะ”

“ขับเองบ้างค่ะ นานๆ ทีเวลาอยากไปไหนคนเดียว”

“นั่นน่ะสิเนาะ บางครั้งก็อยากทำตามใจตัวเองบ้างอย่างนั้นใช่ไหมคะ”

“ใช่ค่ะ เหมือนอย่างวันนี้ที่ไม่อยากเป็นแม่เลี้ยง แต่อยากเป็นพิรดาคนธรรมดาที่อยากไปไหนก็ไป” แม่เลี้ยงยังพูดด้วยรอยยิ้มมีความสุข

ไม่หรอกเธอไม่ได้สุขแค่ได้ทำอะไรตามใจ หากแต่คนที่ไปด้วยนี่สิที่สร้างบรรยากาศให้ทุกย่างก้าวของเธอเต็มไปด้วยความรู้สึก จิตใจไม่ได้แห้งแล้งเหมือนอย่างที่ผ่านมา เพิ่งจะรู้สึกถึงความเป็นคนอย่างจริงจังขึ้นมาเสียที หาใช่สิ่งมีชีวิตอะไรสักอย่างที่ต้องคอยทำเพื่อคนอื่น หรือกังวลห่วงแต่กิจการว่าจะมีปัญหาอะไรเข้ามาบ้าง เธอแค่อยากจะปล่อยวางของที่เคยแบกไว้บนบ่าให้ได้สัมผัสพื้นเป็นครั้งคราวเท่านั้นเอง

และเมื่อเดินมาถึงโรงรถที่ถูกปิดประตูเอาไว้ แต่เพียงแค่ผลักบานประตูไม้เข้าไปก็พบกับรถญี่ปุ่นขนาดเล็กสีดำเพียงคันเดียว ซึ่งดูจะเป็นความขัดแย้งอย่างใหญ่หลวงสำหรับคำว่าแม่เลี้ยงเสียเหลือเกิน หากแต่มันก็ถูกดูแลอย่างดีแม้จะไม่ใช่ป้ายแดงรุ่นล่าสุดเลยก็ตาม

 “รถพี่เอง ตั้งแต่ซื้อมาเข็มไมค์ยังไม่ถึงห้าพันเลยมั้งคะ” แม่เลี้ยงพูดแล้วหัวเราะ และดูจะเป็นคนที่คุยเก่งขึ้นแบบไม่รู้ตัว เพราะเธอยังจัดแจงต่อเนื่องอีกว่า

“เดี๋ยวพี่ถอยรถออกก่อนนะ ณิชรอปิดประตูโรงรถให้ด้วยนะคะ”

ดูเป็นความกระตือรือร้นให้ณิชวรรณมีความสุขตามได้ไม่ยาก เธอรับรู้ได้เองว่านี่ล่ะคือพิรดา หญิงสาวที่คงจะโหยหาสิ่งเหล่านี้มานานเหลือเกิน อยู่ๆ ก็รู้สึกสงสารคนเพียบพร้อมคนนี้ขึ้นมาจับใจ เพราะหลายเรื่องราวที่เพิ่งจะเล่าให้กันฟังนั้นเหมือนกับว่าช่วงชีวิตอย่างที่ควรจะเป็นอย่างคนทั่วไปของผู้หญิงคนนี้ได้หายไปกับคำว่าแม่เลี้ยง มันเป็นการแลกเปลี่ยนโดยการถูกยัดเยียดไม่ต่างกับสิ่งที่แม่เลี้ยงเข้าใจว่าเป็นรักนั่นก็ด้วยเช่นกัน

“โอย นั่งรถพี่ต้องเลื่อนเบาะขนานใหญ่” ณิชวรรณบ่นขึ้นมาทันทีที่พอเอาตัวเข้ามานั่งแล้วขากระแทกเข้ากับคอนโซลด้านหน้าอย่างจัง

“ขอโทษทีค่ะ พี่ไม่ได้ปรับเลย เพราะไม่เคยมีใครนั่งด้วย กดตรงนั้นๆ ค่ะณิช” แม่เลี้ยงพูดพลางชี้ปุ่มเลื่อนให้อีกคนทำตามเพื่อปรับมันให้อยู่ในตำแหน่งเดียวกับคนขับเป๊ะ

“พี่ไม่ต้องปรับคืนนะคะ ไม่ให้ใครนั่งตรงนี้แล้วนะรถคันนี้ คราวหน้าถ้ารู้ว่าผิดตำแหน่งณิชมีงอนน่ะ” หมอพูดออกมาให้ได้หัวเราะตามกัน และแม่เลี้ยงยังจะพูดออกมาให้หัวใจพองโตอีกว่า “ไม่หรอกค่ะ ไม่มีใครอีกแล้วล่ะ”

โอ้ ยังคงเป็นความสุขเล็กๆ ให้เปล่งประกายออกมาได้ไม่หยุดหย่อนขณะรถแล่นผ่านถนนคอนกรีตออกมาไกลใช่เล่น และดูเหมือนว่าคนในคุ้มจะรู้จักรถคันนี้ดีว่าเจ้าของคือผู้ใด เพราะพวกเขาต่างค่อมตัวโค้งหัวยิ้มทักทายให้แม่เลี้ยงผู้ใจดีที่ได้โบกมือยิ้มทักตอบกลับไปเป็นระยะ แม้นวันนี้เธอจะพลางตัวเล็กน้อยด้วยการสวมแว่นกันแดดและสวมหมวกทรงปานามาเพื่อปล่อยผมยาวสยายให้เหมาะกับวันพักผ่อน หากแต่ก็ต่างจดจำกันได้อยู่ดี

“ดังนะเนี่ยแม่เลี้ยง” ณิชวรรณอดไม่ได้ที่จะพูดแซวออกมา

“ดังแค่ในคุ้มค่ะ พวกเขาจำรถพี่ได้ แต่ถ้าออกไปข้างนอกก็ไม่มีใครจำได้แล้ว”

“ณิชชอบที่พี่เป็นแบบนี้จัง” ณิชวรรณพูดขณะขยับตัวไปเอาหลังพิงกับประตูเพื่อที่จะได้มองกันชัดๆ เพราะใบหน้าไร้เครื่องสำอางค์ตอนนี้ของแม่เลี้ยงทำให้แลดูอ่อนเยาว์ไปหลายปีเลยทีเดียว

จากที่ว่าสวยมากจากการปรุงแต่ง หากแต่เวลานี้กลับมองดูน่ารักในแบบที่อยากมองอยู่อย่างนั้นโดยไม่เบื่อสายตา เพราะนี่คือคนที่ทำให้เธอหลงรักตอนอยู่บนดอยผาหลบคนเดิม คนที่เคยใส่เสื้อผ้าของเธอ คนที่ตื่นมาเจอกันโดยไม่แต่งหน้า คนที่กำลังเป็นธรรมชาติของตัวเองมากที่สุด และการที่เธอตั้งใจทำตามความคิดเลยพลอยทำให้อีกคนขวยเขินจนต้องยกมือขึ้นถูจมูกเขินๆ กันเลยเชียวล่ะ

“พี่ดูน่ารักเหมือนเราอยู่บนดอยเลย”

“อืมม์ ทุกวันพี่ก็อยากเป็นแบบนี้นะคะ แต่พี่ทำไม่ได้”

พูดออกมาแล้วก็กลายเป็นหัวข้อที่ลามเลยไปสู่อีกหลายเรื่อง ซึ่งก็มีบ้างที่ความอึดอัดของแม่เลี้ยงได้ถูกระบายออกมา สลับกับการให้กำลังใจของตุ๊กตาหน้ารถคนงาม จนกระทั่งมาถึงร้านอาหารที่ณิชวรรณเป็นคนเลือก เพราะดูเหมือนจะเป็นผู้ชำนาญพื้นที่มากกว่า ด้วยว่าแม่เลี้ยงถนัดรอต้อนรับแขกอยู่ที่คุ้ม หรือไม่ก็จะเป็นการนัดพูดคุยธุรกิจกันตามโรงแรมหรูเสียมากกว่า 

ดังนั้นจึงเป็นการพบกันครึ่งทางคือเป็นร้านสไตล์ครอบครัวที่ดูอบอุ่น ไม่อินดี้จัดอย่างที่พวกหมออย่างเธอชอบนั่ง hang out กันตอนค่ำคืนหรือหรูจัดชนิดต้องตั้งกระบังเขียนคิ้วเข้าไปนั่งเชิดอะไรอย่างนั้น

“ร้านนี้ณิชชอบมากับพ่อค่ะ”

“น่ารักจัง พี่ชอบคนกตัญญู” แม่เลี้ยงพูดขณะถอดแว่นออกเพื่อจะมองหน้ากันด้วยความชื่นชมจริงใจ หากแต่อีกคนก็ยังจะพูดสวนกลับมาว่า “กตัญญูอะไรพี่ ทะเลาะกันตลอดน่ะ”

“คนเราอยู่ด้วยกัน ถ้าไม่ทะเลาะกันสิแปลก เพราะหมายความว่าไม่กล้าแสดงความเป็นตัวเองจริงๆ ออกมา เป็นไปได้ยากนะคะที่จะอยู่ด้วยกันโดยรู้ใจกันทั้งหมด ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ไม่ใช่มนุษย์” แม่เลี้ยงพูดแล้วเสมองไปด้านอื่น เพราะคำที่พูดนั้นคือชีวิตตัวเธอเอง ทำไมเธอจะไม่รู้ว่าเก็บกดขนาดไหนที่ต้องซ่อนปัญหาไว้ข้างหลังเพื่อจะยิ้มแย้มให้แต่แม่หญิง ซึ้งเข้าถึงกระดูกดำเลยเชียวล่ะกับความราบรื่นที่ข่มพายุร้ายไว้ภายใน และเมื่อถึงคราวที่มันเปิดเผยตัวตนจึงกะทันหันอย่างเป็นมาอย่างไรเล่า

ณิชวรรณเองก็เหมือนจะเข้าใจดีเลยไม่อยากจะทำให้บรรยากาศเศร้า เธอรู้ว่าอีกคนยังลืมคนเก่าไม่ได้  แต่ก็ไม่อยากงี่เง่าไม่เป็นเวล่ำเวลา เพราะแค่แม่เลี้ยงไม่โกรธในสิ่งที่เธอทำจนไล่ตะเพิดก็ถือว่าเป็นบุญหัวเท่าไร รับรู้ได้เองว่าแม่เลี้ยงเองนั้นยอมเธอมากขนาดไหน...แค่ให้เวลากันอีกสักหน่อยเท่านั้นล่ะ

“ก็ใช่นะคะ ไม่ทะเลาะสิแปลก วันนี้ยังชวนพี่ทะเลาะอยู่เลย” หมอสาวพูดแล้วก็หัวเราะเพื่อปรับอารมณ์อีกคนให้กลับคืนมา

“พี่ยังตกใจตัวเองเลยนะคะ” แม่เลี้ยงเองก็พูดออกมาด้วยรอยยิ้มอีกครั้งจนได้

“กลัวมากน่ะ กลัวว่าพี่จะด่า”

“ด่าไม่เป็นหรอกค่ะ”

“แต่เงียบนี่น่ากลัวกว่าอีกนะคะ คิดว่าช็อคคาอก” ณิชวรรณยังพูดติดตลกให้แม่เลี้ยงได้ยิ้มเขิน

“ไม่เอาไม่พูดเรื่องนี้ มันผ่านไปแล้ว”

“อย่าเลยๆ ผ่านแล้ว แต่เดี๋ยวณิชก็จะเริ่มให้ใหม่”

“ณิชน่ะ ก็คิดแต่เรื่องพวกนี้”

“เอ้า ก็พี่สิ พี่เลย...โหย พูดแล้วหมั่นไส้” ณิชวรรณยังจะโบ้ยให้อีกคนจ้องตากันงงๆ

“พี่อะไร พี่ก็อยู่ของพี่ไม่ใช่หรือคะ”

“ไม่น่ะ พี่ชอบยั่วโมโห”

“ถ้าไม่โมโหนี่ก็จะไม่...ใช่ไหมคะ” แม่เลี้ยงเถียงกลับอย่างอยากรู้คำตอบกันจริงๆ

“โอ๊ยน่ะ พี่เป็นอย่างเนี้ย ก็มันอย่างเนี้ย ลูกดกแน่ๆ”

“ไม่เอาน่ะ ถ้าเกิดได้ลูกดื้ออย่างณิชพี่ไม่เอาหรอกค่ะ วันๆ คงจะเอาแต่เถียงแม่ฉอดๆ ปวดหัวตายกันพอดี” แม่เลี้ยงยังนึกสนุกต่อปากต่อคำทั้งที่เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ให้อีกคนยิ้มกริ่ม แล้วทำท่าแบมือขึ้นสองข้าง “ยอมแพ้ ณิชแพ้พี่ละ ไม่เถียงแล้วค่ะ เดี๋ยวพี่ไม่รัก” พูดแล้วก็หัวเราะคิกชอบใจอยู่คนเดียว

“ณิชน้า...เฮ้อ สั่งอาหารค่ะสั่งอาหาร” แม่เลี้ยงเองก็ชักจะทนไม่ไหวในความน่ารักของคุณหมอฟันขาวที่ยังยิ้มไม่หุบ เธอเลยจำต้องปัดออกนอกเรื่อง เพื่อรักษาอรรถรสของอาหารที่จะตามมาโดยที่ไม่ต้องมีคำว่าเถียงหน้าคว่ำหน้าหงายมาทำลายบรรยากาศที่นานๆ จะเจอสักที

“รักนะคะ”

อยู่ๆ ณิชวรรณก็พูดออกมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยให้แม่เลี้ยงหน้าเหวอ ไม่มั่นใจว่าพูดออกมาเพราะอารมณ์พาไปหรือมาจากใจจริงๆ เลยต้องถามกันออกมาว่า “อารมณ์ไหนคะ...”

“ไม่รู้น่ะ อยากบอกก็บอก มันแน่นอยู่ในนี้น่ะ” ณิชวรรณพูดเว้นจังหวะเพื่อทุบอกตัวเองเบาๆ แล้วพูดออกมาอีกว่า “งั้นก็บอกเลยแล้วกันเนาะ รู้สึกแบบนั้นจริงๆ พี่ แต่พี่ขาไม่ต้องตอบณิชอะไรมาหรอกนะคะ ณิชรอได้ รอมาตั้งนาน รออีกนิดจะเป็นไรไป...รักค่ะ”

ยังจะทิ้งท้ายตาหวานเยิ้มอีกหยด และก็เป็นฝ่ายที่ทำเป็นไม่สนใจกันอีก ณิชวรรณทำเหมือนว่าไม่ได้พูดอะไรออกมาทั้งนั้น หากแต่แม่เลี้ยงนี่สิ อยู่ๆ เก้าอี้ก็เหมือนจะเบาพาตัวเธอลอยติดเพดานอยู่มะรอมมะร่อ หากช่วยยืนยันต่ออีกนิดเธออาจจะพูดคำเดียวกันนั้นกลับไป แต่พอมาคิดอีกทีว่าที่ณิชวรรณทำแบบนี้ก็ดีสำหรับเธอไม่น้อย เพราะหากปากไวพูดตามกันออกไปทั้งๆ ที่วันนี้เธอยังแสดงอาการหวงแหนแม่หญิงออกอย่างนั้น มันก็ดูจะไม่เหมาะไม่ควร เพราะตัวเองเธอก็ยังไม่มั่นใจว่า รักที่มีต่อแม่หญิงคือแบบไหน และความรู้สึกที่มีต่อณิชวรรณคือแบบเดียวกันหรือเปล่า...เธอยังสับสนอยู่จริงๆ

แต่ทว่าอาหารยังไม่มาถึงโต๊ะ โทรศัพท์มือถือของแม่เลี้ยงก็ดังขึ้นเป็นสายของพวงผกาที่มีเรื่องงานค้างคาให้พูดออกมาว่า “พี่ขอรับสายหน่อยนะคะ”

“ตามสบายค่ะพี่”

ขาดคำแม่เลี้ยงก็กดรับสาย “จ้ะ เรื่องไปถึงไหนแล้ว”

“ติดต่อคุณบุหลันแล้วนะคะ ตอนเย็นเธอจะเข้าพบแม่เลี้ยงที่ร้านค่ะ”

“ได้ๆ ดีแล้วล่ะนัดตอนเย็น เพราะตอนเช้าฉันต้องเข้าไปตรวจโรงทอ แล้วตอนนี้จุ้มจิ้มอยู่แถวนั้นไหม”

“อยู่ค่ะแม่เลี้ยง”

“ฝากบอกเธอให้สั่งโรงครัวเตรียมของรับรองคุณบุหลันด้วยนะ เวลาก็ตามที่ผกานัดกันไว้ และไม่มีอะไรอีกแล้วใช่ไหม ถ้าไม่มีฉันจะวางสายนะ”

และเหมือนจะไม่มีอะไรมากกว่านั้น การวางสายจึงจบลงอย่างรวดเร็ว แต่ณิชวรรณก็ไม่วายที่จะพูดเตือนออกมาว่า “อย่าเพิ่งโหมงานหนักมากนะคะ”

“ค่ะ พี่ก็ทำแค่นี้ เช้าเข้าดูโรงทอ เย็นคุยกับลูกค้า คงไม่หนักมากใช่ไหมคะคุณหมอ” แม่เลี้ยงพูดล้อเลียนอารมณ์ดีให้อีกคนพูดกลับมาว่า “จะทำอะไรก็ได้ แต่อย่าทำให้หมอโมโหแล้วกันค่ะ เพราะหมอไม่รับประกันความปลอดภัยแม่เลี้ยงแน่”



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
ไหมแสงจันทร์ [YURI] ตอนที่ 20 : ตอนที่ 20 , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 1361 , โพส : 10 , Rating : 33 / 7 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1

#10 : ความคิดเห็นที่ 634
หมอณิช หึงโหดมาก.... ... พี่เป็นอย่างเนี้ย ก็มันอย่างเนี้ย ลูกดกแน่ๆ....555+ หนาวแทนแม่เลี้ยง เลยน่ะเนี่ย
Name : Platoo Thai< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Platoo Thai [ IP : 125.24.13.102 ]
Email / Msn: xplatoox(แอท)gmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 12 กันยายน 2555 / 03:19

#9 : ความคิดเห็นที่ 631
บุหลันจะออกมาแล้ว จะใช่อย่างที่คิดเปล่าหนออ ยิ่งอ่านยิ่งลุ้นค่ะ :)
Name : zetah [ IP : 124.122.70.239 ]
Email / Msn: -
วันที่: 10 กันยายน 2555 / 20:31


#8 : ความคิดเห็นที่ 620
โอ๊ะ!!โอ!!หมอณิชอารมณ์รุนแรง
ฮาร์ดคอร์แบบนี้ ชอบ ชอบ 55+
และแล้ว "บุหลัน" ผู้หญิงปริศนาคนนั้นก็มาสักที
อยากรู้จิงๆ ว่าจะไช่แม่หญิงอย่างที่คิดรึเปล่า???
Name : Lady M [ IP : 101.51.32.232 ]
Email / Msn: -
วันที่: 9 กันยายน 2555 / 20:35

#7 : ความคิดเห็นที่ 619
หมอนี่ น่ารักอ่ะ ....ยอมแล้วกลัว แม่เลี้ยงไม่รัก :)
Name : noo [ IP : 124.122.98.4 ]
Email / Msn: -
วันที่: 9 กันยายน 2555 / 19:45

#6 : ความคิดเห็นที่ 618
วันนี้เธอเล่นจำเลยรักกันเหรออออออ
นางเอกเบอร์หนึ่งโดนนางเอกเบอร์สองขืนใจ อร๊ายยยยย>/////<
บุหลันมาแล้ววว เรื่องยุ่งๆคงตามมาอีกเป็นขบวนนนน
PS.  คำว่า'พรสวรรค์'ไม่เทียบเท่า'ความพยายาม'
Name : Meena-san< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Meena-san [ IP : 101.109.196.53 ]
Email / Msn: meenasang222(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 9 กันยายน 2555 / 14:53

#5 : ความคิดเห็นที่ 616
อ๊ากกกก บุหลันเธอกำลังจะมา!!
Name : เด็กบ้า [ IP : 223.206.116.47 ]
Email / Msn: -
วันที่: 9 กันยายน 2555 / 11:31

#4 : ความคิดเห็นที่ 615
กรี๊ด!!!!!!!!!!!!!!!!!!
ณิชชะนี้เค้าแรงเสมอต้นเสมอปลายดีนะคะ...แต่ชอบคะ
ติดใจตรงมุขลูกดกนี่คะ(อ่าแล้วฮากระจาย)
Name : yulkii< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ yulkii [ IP : 27.55.5.220 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 9 กันยายน 2555 / 10:08

#3 : ความคิดเห็นที่ 614
โกรธกันบ่อยๆก็ดีนะค่ะ
อยากดูฉากสวีต ลูกดก
Dr.
Name : Dr. [ IP : 115.67.160.134 ]
Email / Msn: -
วันที่: 9 กันยายน 2555 / 08:40

#2 : ความคิดเห็นที่ 613
สนุกสนานเข้มข้น กันอีกหนึ่งตอน แล้วตอนหน้าจะมีให้อ่านอีกไหมคะ แบบว่าค้างคาค่ะอยากรู้ว่าบุหลันเป็นใคร
Name : Bow [ IP : 49.48.216.53 ]
Email / Msn: -
วันที่: 9 กันยายน 2555 / 02:50

#1 : ความคิดเห็นที่ 612
Wow !!! หลากหลายความรู้สึกค่ะ
Name : puiuq [ IP : 115.67.97.42 ]
Email / Msn: -
วันที่: 9 กันยายน 2555 / 02:19

หน้าที่ 1
เจ้าของบทความเปิดให้เฉพาะสมาชิกแสดงความคิดเห็น

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android