สวัสดีผู้เยี่ยมชม [ เข้าระบบ | สมัครสมาชิก ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

Evolution Online วิวัฒนาการสะท้านโลก

ตอนที่ 29 : ก้าวแรกบนแผ่นดินใหญ่ ( เริ่มภาค 2 )


     อัพเดท 2 มี.ค. 54
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/แฟนตาซี
Tags: แฟนตาซี, เวทมนตร์, ผจญภัย, เกม, ออนไลน์
ผู้แต่ง : NightBerry ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ NightBerry
My.iD: http://my.dek-d.com/nightwings
< Review/Vote > Rating : 96% [ 207 mem(s) ]
This month views : 12 Overall : 1,425,960
12,792 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 3140 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
Evolution Online วิวัฒนาการสะท้านโลก ตอนที่ 29 : ก้าวแรกบนแผ่นดินใหญ่ ( เริ่มภาค 2 ) , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 29160 , โพส : 60 , Rating : 652 / 134 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


เริ่มภาคสงครามนครมนตรา

 

บทที่ 29 ก้าวแรกบนแผ่นดินใหญ่

 

ดวงตะวันค่อยๆลับขอบฟ้าอย่างแช่มช้า หรือถ้าจะกล่าวให้ถูกก็คววรจะบอกว่า ดวงตะวันค่อยๆลับเหลี่ยมหลังคาของวิหารจอมเวทอันภูมิฐานอย่างแช่มช้า นครมนตราเริ่มตกลงสู่อุ้งหัตถ์ของรัตติกาลอันน่าลุ่มหลง แสงไฟประดิษฐ์จากกลไกมนตรา สาดส่องสว่างไสวตรงโน้นตรงนี้ จุดประกายอันสดใสให้เมืองทั้งเมืองดูมีชีวิตชีวาในรูปแบบที่แตกต่างไปจากตอนกลางวัน

 

เมฆาเดินไปตามถนนสายใหญ่ที่พาดผ่านกลางเมือง เหลียวมองรอบข้างอย่างตื่นตาตื่นใจ ถึงตอนนี้เขาเข้าใจชัดแจ้งแล้ว ว่าทำไมจึงไม่มีผู้เล่นคนไหนรู้ความลับในศิลาจารึกมาก่อน นั่นเป็นเพราะเมื่อผู้เล่นมาถึงแผ่นดินใหญ่แล้ว คงไม่มีผู้ใดอยากกลับไปยังดินแดนแรกกำเนิดอีกเป็นอันขาด

 

นครมนตรา เมืองหลวงของหนึ่งในสี่ขั้วอำนาจที่มีชื่อเดียวกัน กว้างใหญ่ไพศาลกว่าเมืองเริ่มต้นบนดินแดนแรกกำเนิดร่วมยี่สิบเท่าเป็นอย่างต่ำ และครึกครื้นยิ่งกว่าเป็นร้อยเท่า

สถาปัตยกรรมภายในนครมนตราดูแปลกแยก ไม่เหมือนที่ใดที่เขาเคยพบเห็นมาก่อน  เกือบทั้งเมืองสร้างขึ้นมาจากองค์ประกอบที่แตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นอารยธรรมแบบกรีกโบราณ การก่อสร้างแบบจีน และงานฝีมือแบบไทย ทั้งผสมผสานและขับเน้นซึ่งกันและกันอย่างพอเหมาะพอดี ก่อเกิดมหานครอันงดงามราวกับแดนสวรรค์ ภายใต้ภาพลักษณ์ที่เรียบง่าย ภูมิฐาน หรูหรา และเปี่ยมล้นด้วยกลิ่นอายศักดิ์สิทธิ์เข้มข้นจนแทบจะสัมผัสได้

 

ผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนดำเนินชีวิตไปตามท่วงทำนองของความเรืองรอง ตรงกันข้ามกับเมืองเริ่มต้นที่แทบจะร้างผู้คนเต็มที คนหล่านี้มีทุกรูปแบบ  ทั้งคนที่แต่งกายด้วยชุดแบบจีนเช่นเดียวกันกับเขา  คนที่แต่งกายแบบนักรบกรีกหรือนักรบยุโรปโบราณ  แต่งกายแบบนักรบชนเผ่าต่างๆ แต่งกายด้วยชุดคลุมแบบนักบวชหรือชุดคลุมแบบจอมเวท ชุดนักพรต ชุดเจ้าชาย ไปจนถึงแต่งกายด้วยชุดแปลกๆราวกับหลุดออกมาจากเทพนิยายเรื่องใดสักเรื่อง

เมฆากล้าสาบานเลยว่าเห็นคนแต่งกายด้วยชุดแบบไทยโบราณ เหมือนในภาพยนตร์เรื่องพระนเรศวรแวบๆอีกด้วย 

                ข้างทางเต็มไปด้วยร้านแผงลอย ขายสารพัดสิ่งประดามี ทั้งอาวุธ เครื่องป้องกัน อาหาร รวมถึงไอเท็มทั้งที่ธรรมดาและไอเท็มแปลกๆอีกมากมาย

                ไม่อยากจะบอกว่าบางร้านดูอย่างกับแผงเช่าพระ ขายเครื่องรางของขลังอีกด้วย

 

                “พี่เมๆ เขาอยากกินสายไหมนั่นอ่ะ” สาวน้อยแสนสวยข้างกายเขย่าแขนเขาเบาๆอย่างออดอ้อน

                เมฆาเหลือบมองนิดหนึ่ง

                เออ......แม่นี่ก็แต่งตัวแปลกไม่เหมือนใครเหมือนกัน!

                ชายหนุ่มนึกขอโทษผู้คนที่เขาแอบค่อนขอดว่าแต่งตัวแปลกๆเมื่อสักครู่ในใจ เพราะลืมดูคนข้างตัวไปเสียสนิท เจ้าหล่อนน่าจะแปลกกว่าใครเขาเพื่อน เพราะใส่กางเกงเลกกิ้งสีดำ เสื้อยืดตัวใหญ่คลุมสะโพกสีขาวมีลายแบบอาร์ตๆอยู่ตรงกลางเสื้อ ซึ่งตอนนี้มองไม่เห็นแล้วเพราะถูกปิดทับด้วยเสื้อเกราะสีดำประกายดาวแบบผู้หญิง เข้าคู่กับรองเท้าคอนเวิร์สสีเดียวกันที่ยาวแค่หุ้มข้อ  มือหนึ่งล้วงกระเป๋าที่ชายเสื้อ อีกมือหนึ่งเขย่าแขนเขายิกๆ ทำตาใสปิ๊งอย่างกับเด็ก

                ภูตสาวจอมแสบออกมาจากเกราะวิญญาณหมาป่าจันทราดับเรียบร้อยแล้ว เพราะไม่จำเป็นต้องตบตาใครอีกต่อไป หรือถ้าจะกล่าวให้ถูกก็คือ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนสีชุดเกราะอีกต่อไป เพราะตอนนี้เมฆาซ่อนทั้งร่างไว้ในเสื้อคลุมสีดำ ยาวรุ่มร่ามถึงครึ่งแข้ง คล้ายๆกับเสื้อคลุมของพวกจอมเวท เพียงแต่ตลบฮู้ดคลุมหัวลงมา เปิดเผยส่วนศรีษะแบบไม่ต้องกลัวใครมอง เพราะการแต่งกายเช่นนี้นับว่าธรรมดามากในเมืองแห่งนี้

                พอเขาหันมามอง เจ้าหล่อนก็ยิ้มใส พลางชี้ไปยังผู้เล่นคนหนึ่งที่น่าจะได้อาชีพพ่อค้า ซึ่งกำลังยืนปั่นเครื่องทำสายไหมอย่างเมามัน พลางร้องตะโกนขายอยู่ไม่ห่างไปนัก

 

                เมฆาพยักหน้าเล็กน้อยอย่างอ่อนใจ ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นกุมขมับ เมื่อมีเสียงเจ้าบาร์บีกอนกระซิบเบาๆออกมาจากปลอกแขนมังกรสายรุ้งว่า “ขอข้าด้วย .....สองอัน!”

                เมฆาแทบจะพูดไม่ออก “นี่....เอ็งเป็นน้องพลับหรือไงวะ ขอสอง!” เขาบ่น แต่ก็ยอมเดินเข้าไปซื้อสายไหมแต่โดยดี เพราะทนเสียงรบเร้าแง้วๆข้างตัวไม่ไหว

                ชายหนุ่มอ่อนอกอ่อนใจจนอยากเอาหัวโขกกำแพง จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่รู้เลย ว่าเคยไปก่อกรรมไว้ตั้งแต่ชาติปางไหน ถึงต้องมาใช้ชีวิตผูกติดกับเจ้าตัวแสบคู่นี้  .....เจ้าสองตัวนี่ดีแต่กิน ทีตอนสู้ล่ะแทบจะไม่เคยช่วยกันเลย ปล่อยให้เขาหนีเอาชีวิตรอดอย่างทุลักทุเลอยู่คนเดียว

เมฆาแอบบ่นในใจ จ่ายเงินให้คนขายสายไหม พลางนึกถึงตอนที่หลบหนีหัวซุกหัวซุนออกมาจากป่าสายรุ้ง....

..................................................................................

 

 

                ย้อนกลับไปยังเวลาเช้ามืดของวันนี้...

                เมื่อเมฆาหลบพ้นจากสายตาของผู้ไล่ล่าทั้งห้าจากสองขั้วอำนาจได้แล้ว เขาก็ออกวิ่งเต็มฝีเท้าตรงไปที่ท่าเรือ พร้อมระมัดระวังรอบข้างไปด้วย

                เขาเลือกเดินทางผ่านไปในราวป่า วิ่งขนานไปกับถนนสู่ท่าเรือสายเล็กๆซึ่งอยู่ห่างออกไปยี่สิบกว่าวา  โดยยึดถนนสายนั้นเป็นหลักเพื่อป้องกันการเตลิดหลงทาง แม้ความรกทึบของป่าดิบจะทำให้ต้องบุกฝ่าเข้าไปอย่างยากลำบากอยู่บ้าง แต่ก็ยังดีกว่าวิ่งบนทางเดินโล่งๆให้ตกเป็นเป้าหมาย

                โชคดียังเป็นของเขาอยู่บ้าง ที่ไม่เจอสัตว์อสูรใดๆอีกเลย ซึ่งอาจจะเกี่ยวเนื่องกับการปรากฏตัวของเจ้าตัวร้ายอย่างปีเตอร์กับมาธ่าห์ก็ได้ ที่ทำให้สัตว์อสูรชนิดอื่นหวาดกลัวจนหลบหนีไปหมดสิ้น

               

เมฆาเดินทางอย่างเร่งรีบอยู่ราวๆหนึ่งชั่วโมงครึ่ง ท้องฟ้าเบื้องบนเริ่มปรากฏแสงสว่างจับปลายฟ้า ยามเช้าค่อยๆย่างกรายมาเยือนอย่างอ่อนโยน ในที่สุดชายหนุ่มก็หลุดพ้นออกมาจากราวป่าสายรุ้ง มุ่งเข้าสู่บริเวณเวิ้งอ่าวขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง กลางอ่าวนั้นมีสะพานไม้ทอดยาวลงไปในทะล กินระยะทางร่วมห้าสิบวา  ปลายสะพานเห็นเรือใบสองเสาลำใหญ่จอดเทียบอย่างสงบนิ่ง

สีเขียวสดใสของน้ำทะเล ขับเน้นให้สีน้ำตาลเข้มของไม้ที่ใช้ทำสะพานลอยเด่นกระจ่าง อยู่ท่ามกลางความอ้างว้างของเกลียวคลื่น หาดทรายขาวทอดยาวเป็นแนวโค้ง สอดรับกับเวิ้งฟ้าสีน้ำเงินสดอันหมดจดที่ดูราวกับจะโอบกอดทุกสิ่งทุกอย่างไว้

 และในเช้าอันร้อนแรงนี้ ทิวทัศน์ของหาดโอบฟ้ายิ่งงดงามเกินคำบรรยาย เพราะมีเงาร่างบอบบางในชุดสีดำสนิทยืนตระหง่านอย่างองอาจอยู่กลางสะพาน  เงาสายนั้นทาบทับลงเป็นส่วนหนึ่งของผืนฟ้า หลอมกลืนลงในแสงตะวันเฉิดฉาย ก่อเกิดเป็นเส้นสายโค้งเว้าอันนุ่มละมุน เว้าราวกับส่วนเว้าของเสี้ยวจันทรา โค้งราวกับแนวโค้งของภูผาอันละเมียดละไม วาดเป็นเรือนกายพิลาสล้ำ จนแม้แต่ฟ้ายังครวญคร่ำเฝ้าถวิลหาด้วยความอาดูร

เงาร่างอันน่าพิศวงนั้น คือสายสืบสาวนักรบจากวังสยบฟ้า เจ้าของนามฟ้าอาดูร!

เธอยืนรออย่างสงบพร้อมดาบขนาดยักษ์ในมือ ดาบเล่มนั้นตัวดาบยาววาครึ่ง ส่วนกว้างของใบดาบกว้างร่วมฟุต นับเป็นดาบขนาดใหญ่โตมโหฬารที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา สร้างความฉงนสนเท่ห์ให้กับผู้คน ว่าแขนบอบบางถึงเพียงนั้น ยกดาบใหญ่เท่าบ้านไหวได้อย่างไร

 

“มันอยู่นั่น ตามไปเร็ว!” เสียงหนึ่งดังมาจากเบื้องหลัง เมฆาเหลียวไปมองก็พบชายชุดดำสองคนทะยานออกมาจากราวป่าคนละด้าน พุ่งดิ่งเข้าหาเขาอย่างรวดเร็ว

 

เสียงลมดังมาจากอีกด้านหนึ่งไม่ไกลออกไปนัก ทูตสายลมจากตำหนักลมคลั่งทั้งสองคน ก็กำลังทะยานลิ่วออกมาจากราวป่าอีกด้านเช่นกัน

 

เมฆาตัดสินใจในทันที เขาฉวยโอกาสที่คนทั้งสี่ยังอยู่ห่างออกไปอีกช่วงหนึ่ง วิ่งเต็มฝีเท้าไปบนสะพานไม้ ตรงดิ่งเข้าหาฟ้าอาดูรที่ยืนดักอยู่กลางสะพาน ดวงตาทอประกายกร้าว บ่งบอกความหมายว่าต่อให้ต้องฆ่าเธอก็จะผ่านไปให้จงได้

ซึ่งในสายตาผู้อื่นแล้ว นี่เป็นสิ่งที่ควรจะทำ เพราะการสู้กับหญิงสาวบอบบางผู้ยืนดักอยู่กลางสะพานเพียงคนเดียว ย่อมดีกว่าให้คนทั้งห้าล้อมกรอบเข้ามารุมสังหารเขาแน่นอน

แต่ตัวเมฆาเองกลับไม่คิดเช่นนั้น จากการประเมินของเขา หญิงสาวผู้นี้น่าจะมีระดับพื้นฐานไม่ต่ำกว่าห้าสิบ แถมท่าทียังบอกชัดว่าเป็นผู้เล่นที่ได้อาชีพสายต่อสู้เต็มตัว ต่อให้เขาดวลเดี่ยวกับเธอตัวต่อตัว ความหวังจะเอาชนะยังริบหรี่เหลือเกิน อย่าว่าแต่เธอแค่หยุดเขาไว้เพียงไม่กี่วินาที ศัตรูอีกสี่คนข้างหลังก็จะตามมาทัน และนั่นหมายถึงการพ่ายแพ้ถูกจับกุมโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยง

เพราะฉะนั้น ทางรอดสายเดียวของเขาก็คือ..... หนี!

 

                เมื่อระยะห่างระหว่างทั้งคู่ย่นลงมาเหลือสามวาอย่างรวดเร็ว เมฆาเห็นทูตสาวนักรบชัดตา เห็นท่วงท่าเฉียบขาดดุดันชำนิชำนาญในการใช้อาวุธสังหาร เห็นเค้าความเข้มแข็งแกร่งกร้าวในใบหน้าเฉยชา ราวกับว่าเงาร่างอันนุ่มละมุนท่ามกลางแสงตะวันเป็นเพียงภาพฝันฉากหนึ่ง

ดาบยักษ์ในมือหญิงสาวพลันสะบัดฟันเข้ามาอย่างดุร้าย เสียงฉีกอากาศดังเสียดหูราวกับเสียงมัจจุราชทวงวิญญาณ

                ฉึก!

                เมฆาอ่านการเคลื่อนไหวของหญิงสาวล่วงหน้า ชิงปักปลายหอกลงบนพื้นสะพานไม้ อาศัยด้ามหอกแทนไม้ค้ำถ่อ ดีดส่งตัวเองทะยานลิ่วข้ามหัวหญิงสาวไปอย่างลอยนวล

                พริบตานั้น ดาบยักษ์ที่โถมฟันใส่ความว่างเปล่าพลันชะงักค้างอยู่กลางอากาศ ก่อนที่เจ้าของดาบจะแหงนมองชายหนุ่มที่กำลังลอยข้ามหัวเธออย่างอุกอาจ รอยยิ้มลี้ลับจุดขึ้นที่ริมฝีปากบาง ฟ้าอาดูรคาดไว้แล้วว่าเขาอาจจะใช้ลูกไม้นี้ เพราะเคยเห็นเขาใช้มาแล้วครั้งหนึ่งในตอนที่สู้กับแมลงสาบยักษ์ ดาบเมื่อครู่จึงเป็นเพียงท่าหลอกล่อเพื่อให้ชายหนุ่มเคลื่อนไหวเช่นนี้เอง

                ฟ้าอาดูรย่อร่างลง แล้วดีดพุ่งทะยานขึ้นหาชายหนุ่มราวกระสุนปืน ด้วยระดับพลังและความเร็วเหนือกว่าไม่ต่ำกว่าสองขั้น สองมือเหวี่ยงดาบยักษ์สะบัดฟันย้อนจากล่างขึ้นบนอย่างรุนแรง หมายจะผ่าเป้าหมายเป็นสองเสี่ยงในดาบเดียว

                วู่บบบ!

                เสียงเบาๆดังขึ้น ร่างของชายหนุ่มพลันหายไปราวกับกลืนหายไปกับอากาศ ดาบยักษ์ฟันใส่ความว่างเปล่าอีกครั้ง เจ้าของดาบมีสีหน้าตกตะลึง

                ตุบ!

เสียงเหยียบพื้นดังขึ้นด้านหลัง เธอพลิกหมุนร่างกลางอากาศหันไปมอง พบว่าเหยื่อของเธอลงไปอยู่บนพื้นห่างออกไปสามก้าวอย่างน่าฉงน

ก่อนที่เสียงเบาๆจะดังขึ้นอีกครั้ง

วู่บบบ! วู่บบบ! วู่บบบ! วู่บบบ! วู่บบบ! วู่บบบ!

 

เมฆาใช้ก้าวพริบตาต่อเนื่องไปจนถึงปลายสะพาน ก่อนจะปักปลายหอกแทงใส่พื้น ใช้การดีดกลับของด้ามหอกที่โค้งงอ เป็นแรงส่งดีดตัวพลิ้วตีลังกาลงไปยืนบนกราบเรืออย่างงดงาม

โดยที่ผู้ตามล่าทั้งสี่ได้แต่ยืนมองตาค้างอยู่ห่างออกไป ในขณะที่หญิงสาวผู้ขวางทางเพิ่งพลิ้วตัวลงสู่พื้น พลางส่งสายตาอาฆาตแค้นตามหลังเขามา

ฟ้าอาดูรเพิ่งจะรู้เอาในตอนนี้ ว่าการใช้หอกดีดส่งตัวขึ้นไปและทำเหมือนจะพุ่งข้ามหัวเธอ เป็นเพียงการหลอกล่อ จุดประสงค์เพื่อให้เธอกระโดดตามขึ้นมาสกัดเท่านั้น เพราะเมื่อเธอลอยตัวขึ้นมาแล้ว ก็จะสูญเสียที่ทรงกาย ไม่สามารถพุ่งตามเขาที่ใช้ก้าวพริบตาข้ามมิติลงสู่พื้นได้ทัน

ความจริงหากฟ้าอาดูรไม่เชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไป จนกระโดดตามขึ้นมาแล้วละก็ ต่อให้เขาใช้ก้าวพริบตาหลบพ้นไปได้ แต่ตัวเธอที่อยู่บนพื้นสามารถก็ไล่ตามจนทันแบบไม่ยากเย็นอะไรนัก ด้วยพลังการเคลื่อนไหวที่เหนือกว่าอย่างเทียบกันไม่ติด

การประมือรอบแรกของทั้งคู่ เมฆาชิงเป็นฝ่ายเหนือกว่า เพราะคาดเดาความทระนงตนในใจเธอได้อย่างแม่นยำ และสามารถนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้อย่างแยบยล

แน่นอน.... ถึงแม้ว่าถ้าให้สู้กันตัวต่อตัว โอกาสตายของเขามีมากกว่าเก้าส่วนก็ตาม แต่ถ้าจะให้แข่งหลบหนีกันแล้วล่ะก็ .......ต่อให้ฟ้าอาดูรสามคนก็สกัดเขาไม่อยู่หรอก!

เมฆาอดปาดน้ำตาอย่างปวดใจเล็กๆไม่ได้ ทำไปทำมา ความสามารถที่ร้ายกาจที่สุดของเขาก็คือการหนี อย่างที่เจ้าบาร์บีกอนมันชมจริงๆ

อนาถใจเหลือเกิน ฮือๆ...

 

เมฆาอาศัยจังหวะที่ผู้ไล่ล่าทั้งห้ายังไม่ขึ้นเรือ กระโดดลงจากกราบเรือแล้วผลุบหายเข้าไปภายในอย่างรวดเร็ว เขามุ่งตรงลงไปในห้องโถงใหญ่ใต้ท้องเรือ เสาะหาพบตัวกัปตัน จ่ายเงิน 30,000 เอโร เช่าห้องพิเศษสองห้อง รับคีย์การ์ดสำหรับเปิดประตูมาสองใบ เมื่อเสร็จเรียบร้อยก็เป็นเวลาเดียวกับที่ผู้ติดตามทั้งห้าตามมาถึงพอดี

 

ชายหนุ่มหันไปโบกมือให้อย่างยิ้มแย้ม ก่อนจะเดินไปเลือกโต๊ะอาหารที่ยังว่างอยู่นั่งลงง่ายๆ พลางหยิบเมนูที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาพลิกดูอย่างสบายอารมณ์ ทำหน้าคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วหันไปสั่งอาหารเช้ากับสาวเสิร์ฟในชุดเมด โดยไม่สนใจกลุ่มชุดดำสามคนที่จ้องมองมาอย่างขุ่นเคือง

ฟ้าอาดูรนำผู้ร่วมทางเดินตรงเข้ามา นั่งลงบนเก้าอี้ด้านตรงข้ามอย่างกระแทกกระทั้นเล็กน้อย ในขณะที่ผู้ติดตามทั้งสองเพียงเดินเข้ามาหยุดขนาบอยู่เบื้องหลังโดยไม่นั่งลง

 

“นึกว่าแค่นี้ก็หนีรอดแล้วหรือไง?” นักรบสาวคนสวยกระซิบลอดไรฟัน

เมฆาขมวดคิ้วทำหน้ารำคาญ แล้วจงใจพูดเสียงดังจนคนทั้งห้องหันมามองว่า “เอ๊ะ! ฉันก็บอกแล้วว่ารับรักเธอไม่ได้ เลิกตามตื๊อเสียทีเถอะน่า”

สายตาหลายสิบคู่ลอบมองอย่างสนอกสนใจ ในขณะที่หนึ่งในทูตสายลมผู้มีนามว่าลมละเมอหัวเราะคิกคักอย่างสะใจ เล่นเอาฟ้าอาดูรหน้าเขียว อยากจะฆ่าคนขึ้นมาทันทีทันใด

“บ้า! ใครเขาจะไปตามตื๊อคนอย่างแก หึ! อย่าคิดว่าจะหนีรอดไปได้นะ เดี๋ยวจะได้เห็นดีกัน” หล่อนเข่นเขี้ยว ก่อนจะลุกพรวดพราด นำผู้ติดตามไปนั่งลงที่ห่างออกไปสี่ห้าโต๊ะ พลางมองเขาแบบไม่ให้คลาดสายตา

 

เมฆาส่ายหน้าเบาๆยิ้มกับตัวเองอย่างขบขัน ทูตสายลมเดินเข้ามานั่งแทนที่ฟ้าอาดูรด้วยท่าทีสบายๆ ทั้งคู่ยิ้มให้เขาอย่างเป็นกันเอง

 

“คุณเก่งมากเลยที่หนีมาลงเรือจนได้” วายุภักดิ์เอ่ยปาก “แต่ถึงอย่างไรก็เป็นอย่างที่ฟ้าอาดูรเขาว่าจริงๆนั่นแหละ คุณหนีไม่รอดหรอก ...เอางี้มั้ย...ถ้ายอมรับปากไปเยือนตำหนักลมคลั่ง ผมจะรับรองความปลอดภัยของคุณให้ ....ต่อให้จักรพรรดิฟ้ามาเอง ผมก็มีทางพาคุณจากไปอย่างปลอดภัยแน่นอน”

เมฆายิ้มเล็กน้อย “คุณจะพูดยังไง ผมก็ยังไม่สนใจจะพบกับราชาลม เจ้าตำหนักของคุณอยู่ดี ....อย่าเสียเวลาอีกเลย ผมจะไม่ตามใครไปทั้งนั้นแหละ ไม่ว่าจะตำหนักลมคลั่งหรือวังสยบฟ้า”

“อวดดี!” ลมละเมอยิ้มหยัน “นายจะอาศัยอะไรหลบหนีไปจากพวกเราทั้งห้าคนมิทราบ ตอนขึ้นไปจากเรือน่ะ ไม่ง่ายเหมือนตอนลงเรือหรอกนะ เพราะพอขึ้นไปก็ไม่มีที่ปลอดภัยให้นายหลบอีกแล้ว ไม่ว่านายจะลงที่ท่าเรือไหนก็ตาม”

เมฆายักไหล่ “ผมก็ต้องมีวิธีของผมสิ เอาน่า อย่าลำบากไปเลย เมื่อไรที่ผมเกิดสนใจตำหนักลมคลั่งขึ้นมา ผมจะไปหาพวกคุณเองแหละ”

“งั้นเอางี้ เปลี่ยนข้อเสนอใหม่ เราจะรับรองความปลอดภัยของคุณ แลกกับข้อมูลที่คุณรู้  ดีไหม? คุณไม่ต้องลำบากตามเราไปไหนต่อไหนด้วย วินวินทั้งคู่” บุรุษผู้ใช้นามที่มีความหมายว่าผู้ภักดีแห่งสายลมพูดยิ้มๆ

เมฆาชะงักไปวูบหนึ่ง ก่อนจะปฏิเสธว่า “ข้อมูลอะไร ผมมีข้อมูลเป็นร้อยเรื่อง ไม่รู้ว่าคุณจะต้องการหรือเปล่าน่ะสิ  อย่างเรื่องกระต่ายลายเสือมันนอนที่ไหน หรือจิ้งจอกเจ็ดสีมันไปเข้าส้วมกันที่ไหน อะไรแบบนี้ อ๋อ หรือถ้าจะเอาเบอร์สาวๆล่ะก็มีเป็นร้อยเหมือนกัน แต่นั่นอีกราคาหนึ่งนะ”

ลมละเมอจ้องเขาเคืองๆ ในขณะที่ชายหนุ่มผู้ร่วมทางยังยิ้มเรื่อยๆ พลางพูดว่า “เฉไฉไปก็ไม่มีประโยชน์... คุณรู้ดีว่าผมหมายถึงเรื่องอะไร ลองคิดดูดีๆสิ ความจริงแล้วเงื่อนไขนี้คุณได้เปรียบฝ่ายผมอยู่มากเลยนา เพราะผมขอแค่ข้อมูล ไม่ได้ขอของ ที่คุณได้มาเสียหน่อย” ท้ายประโยคเน้นเสียงอย่างมีนัย

เมฆาหน้าไม่เปลี่ยนสี ซ่อนร่องรอยตื่นตระหนกไว้อย่างแนบเนียน เขารู้ดีว่านี่เป็นส่วนที่สำคัญที่สุด จะพลาดไม่ได้แม้แต่น้อย เพราะชายหนุ่มเบื้องหน้าฉลาดเป็นกรดไม่แพ้เขา แถมยังช่างสังเกตและละเอียดรอบคอบอย่างน่ากลัว

“ผมไม่รู้ว่าคุณพูดถึงอะไร แต่ไม่มีประโยชน์หรอก เพราะผมไม่คิดจะรับเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น ผมคิดว่าผมเอาตัวรอดได้นะ คงไม่จำเป็นต้องรบกวนให้ใครมาห่วงแทน”

 

วายุภักดิ์ยิ้มเล็กน้อยอย่างสุภาพ ดูไม่ออกว่าเย้ยหยันหรืออื่นใด สองตาสาดประกายเจิดจ้าวูบหนึ่ง เขาเอ่ยอย่างเยือกเย็นว่า

“เรือลำนี้จะใช้เวลาเดินทางประมาณหนึ่งวัน ราวๆช่วงเย็นก็จะถึงท่าเรือแห่งแรก ในอาณาเขตของวังสยบฟ้า ในระหว่างนี้ ถ้าคุณเปลี่ยนใจก็บอกพวกเราได้ตลอดเวลา ข้อตกลงจะเตรียมไว้เพื่อคุณเสมอ....คิดดูดีๆ  ว่าอะไรกันแน่ที่จะเอื้อประโยคกับคุณมากที่สุด....หวังว่าคุณจะคิดได้นะ....ขอย้ำอีกครั้ง ว่าตำหนักลมคลั่งคือมิตรของคุณ!”

จบคำโดยไม่รอคำตอบ เขาก็พาลมละเมอจากไปนั่งลงที่โต๊ะว่างอีกตัวหนึ่ง ห่างจากเมฆาไปสี่ห้าโต๊ะ อยู่คนละด้านกับพวกวังสยบฟ้า

 

ร้ายกาจ!

ทั้งปลอบ ทั้งขู่ ทั้งล่อลวง ทั้งชี้นำให้คิดเสร็จสรรพ ขนาดทูตยังร้ายขนาดนี้ ตัวราชาลมจะร้ายขนาดไหน?

หรือจะเป็นไปตามข่าวลือจริงๆ? ที่เขาว่าราชาลมมันอ่อนแอ ...

ก็ถ้าคนรอบตัวร้ายลึกขนาดนี้ ราชาลมจะถูกลูกน้องควบคุมไว้ก็คงไม่แปลกอะไร ....แต่ในทางกลับกัน ถ้าราชาลมทรงอำนาจอยู่เหนือคนพวกนี้จริงๆ เขาก็คิดไม่ออกเลยว่าราชาลมจะร้ายขนาดไหน....แต่ถึงยังไงเขาก็ไม่อยากจะเจอไอ้คนร้ายกาจแบบนั้นสักเท่าไรหรอก!

 

เมฆาถอนหายใจเล็กน้อย ก่อนที่อาหารเช้าที่เขาสั่งจะยกมาเสิร์ฟ ชายหนุ่มไม่อนาทรร้อนใจ นั่งจิบกาแฟไปพลาง สำรวจไอเท็มที่ได้จากแมลงสาบยักษ์ทั้งสองตัวไปพลาง

ปีเตอร์กับมาธ่าห์ทั้งๆที่ไม่ใช่สัตว์อสูรระดับราชา แต่นับว่าให้ไอเท็มคุ้มค่าจนเหลือเชื่อ มันสองตัวเหมือนขุมสมบัติเคลื่อนที่ดีๆนี่เอง เพราะนอกจากจะให้เงินถึง 10,000 เอโรแล้ว ยังให้ผลึกธาตุความมืดอีกห้าก้อน ดาบใหญ่ระดับสองดาวจำนวน 2 เล่ม และเกราะหนังระดับสองดาวอีก 1 ชุด

นอกจากนี้ยังมีไอเท็มที่ค่อนข้างพิเศษแถมมาอีกสองชนิด หนึ่งคือเสื้อคลุมตัวยาวสีดำ คล้ายเสื้อคลุมของจอมเวท หากมองผ่านๆจะดูเหมือนเสื้อคลุมธรรมดา แต่จริงๆแล้วมันเป็นเสื้อคลุมสุดวิเศษ มีชื่อว่า ลมหายใจรัตติกาล เป็นเครื่องป้องกันระดับสองดาว มีพลังป้องกันแค่ 200 จุด

แต่จุดที่ทำให้น่าสนใจก็คือ มันมีคุณสมบัติพิเศษถึงสองอย่าง หนึ่งคือคุณสมบัติเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนไหว 5% และสองคือคุณสมบัติยื้อชีวิต ความสามารถของมันไม่ได้เลอเลิศอันใด แค่ช่วยให้เขาตายยากเหมือนแมลงสาบเท่านั้น เรียกว่าต่อให้ถูกโจมตีรุนแรงถึงตาย แต่ลมหายใจรัตติกาลจะช่วยยื้อไว้ไม่ให้ตาย โดยจะเหลือพลังชีวิตติดตัวให้หนึ่งจุดเสมอ

เริ่ดมาก...ต่อให้ขาดเป็นชิ้นๆเหมือนไอ้สองตัวนั่นก็ไม่ตายสินะ....แล้วมีอะไรช่วยให้ไม่เจ็บไหมเนี่ย?

 

ส่วนไอเท็มพิเศษชนิดที่สองคือ ยาเม็ดเหยียบลมจำนวนสามเม็ด มีคุณสมบัติเพิ่มความเร็วให้อีก 50% เป็นระยะเวลาครึ่งชั่วโมง แต่มีผลข้างเคียงที่หนักหนาสาหัสอยู่บ้าง นั่นคือในระยะเวลาดังกล่าวจะไม่สามารถใช้น้ำยาฟื้นพลังได้

               

                เมฆาไม่รู้หรอก ว่าการที่แมลงสาบยักษ์คู่รักให้ไอเท็มจำนวนมากและสูงค่าขนาดนี้ เนื่องเพราะพวกมันถือเป็นจอมวายร้ายในหลายๆความหมาย

อันที่จริงปีเตอร์กับมาธ่าห์จัดว่าเป็นสัตว์อสูรที่เป็นมายาของป่าสายรุ้ง เพราะพวกมันไม่ค่อยปรากฏตัวออกมามากนัก เดือนๆหนึ่งจะโผล่หัวออกมาสักครั้ง และมีโอกาสน้อยมากที่จะโผล่ออกมาพร้อมกันทั้งสองตัว เป็นสาเหตุให้ไม่ค่อยมีใครเคยพบพวกมันนัก และคนที่โชคดีได้พบก็ไม่เคยมีใครรอดตายเสียด้วย เพราะนอกจากความเก่งกาจของมันแล้ว คนที่เจอส่วนใหญ่ยังขยะแขยงมันจนไม่มีแรงจะสู้ด้วยอีกต่างหาก

โธ่...แค่แมลงสาบตัวเล็กๆก็กรี๊ดกร๊าดกันบ้านแทบแตกแล้ว นับประสาอะไรกับแมลงสาบขนาดยักษ์อย่างไอ้สองตัวนี่

เวลาเจอพวกมันเข้า  ร้อยละเก้าสิบยืนตัวแข็งน้ำตาร่วง ปล่อยให้มันช่วยส่งไปเกิดใหม่อย่างยินยอมพร้อมใจกันทั้งนั้น ....อย่างน้อยก็ดีกว่าทนยืนขยะแขยงพวกมันนานอีกหลายวินาทีนั่นล่ะ

                ที่จริงแล้ว ผู้ไล่ล่าทั้งห้าต่างก็สามารถปรากฏตัวออกมาได้ตั้งแต่ก่อนหน้านั้น แต่เหตุผลหลักที่ทำเป็นซ่อนตัวนิ่งอยู่ก็คือ ไม่มีใครกล้าสู้กับเจ้าปีเตอร์และมาธ่าห์ที่แทรกเข้ามาเท่านั้นเอง เพราะทั้งห้าคนต่างก็รังเกียจแมลงสาบขึ้นสมองทีเดียว ซึ่งส่วนนี้ก็นับว่าเมฆาเป็นโชคดีของเมฆาก็ไม่ผิด

                ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมา ทำให้แมลงสาบยักษ์ทั้งสองตัวไล่ฆ่าผู้เล่นมาเสียนักต่อนัก และไม่เคยถูกสังหารมาก่อน จัดเป็นสัตว์อสูรระดับหายากระดับต้นๆเลยทีเดียว และนั่นคือเหตุผลที่มันให้ไอเท็มหายากหลายชนิด

               

                ตรงกันข้ามกับไอเท็มที่จัดว่าชั้นเยี่ยม อาชีพที่เมฆาได้มากลับกลายเป็นปริศนาข้อหนึ่ง เขายังจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าทำไมถึงได้อาชีพนี้ และยังมืดแปดด้าน ค้นไม่พบว่าอาชีพนักวิจัยสามารถทำอะไร หรือมีประโยชน์แบบไหนบ้าง

แม้แต่ทักษะพิเศษตรวจสอบที่ได้มาพร้อมกับอาชีพ ก็มีแค่เพียงคำอธิบายสั้นๆว่า ใช้ตรวจสอบข้อมูลของเป้าหมายเท่านั้น

                เห็นทีถ้าไม่ลองใช้ดูก็คงจะไม่รู้ว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง ที่จริงแล้วเขาอยากลองใช้ทักษะตรวจสอบกับเหล่าสายสืบจากสองขั้วอำนาจเหลือเกิน แต่ติดขัดอยู่ที่ว่า หากใช้ทักษะนี้ออกไปจะถูกระบบตัดสินว่าทำการโจมตีผู้อื่นในเขตหวงห้ามหรือเปล่า? เมฆาจึงยังไม่กล้าลองให้รู้ชัดไปเสียที

 

                เมฆาถูกใจเสื้อคลุมลมหายใจรัตติกาลยิ่งนัก เพราะนอกจากคุณสมบัติพิเศษอันเยี่ยมยอดแล้ว มันยังสามารถช่วยปิดบังชุดเกราะวิญญาณหมาป่าที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของเขาไปแล้วได้อีกต่างหาก

ชายหนุ่มเริ่มวางแผนหลบหนีเงียบๆในใจ มองสำรวจผู้เล่นอื่นๆที่ขึ้นเรือมาก่อนเขา หนึ่งในนั้นเป็นกลุ่มชายหนุ่มหกคน นั่งห่างเขาไปสองสามโต๊ะ และชายหนุ่มกลุ่มนี้เองที่ยืนอยู่บนดาดฟ้าเรือ ชมดูเขาฝ่าด่านฟ้าอาดูรขึ้นมาบนเรืออีกด้วย

เขารู้สึกคุ้นหน้าสองคนในกลุ่มหกคน จึงมองนิ่งๆพร้อมกับพยายามทบทวนความทรงจำ

ชายหนุ่มกลุ่มนั้นเห็นเขามองก็พากันยิ้มให้ แล้วหันไปซุบซิบกันในกลุ่ม ต่อจากนั้นก็พากันเดินมาที่โต๊ะของเขา

“พี่ชาย ขอเรานั่งด้วยได้มั้ย” หนึ่งในหกถามพร้อมรอยยิ้ม

เมฆายิ้มตอบ แล้วพยักหน้าน้อยๆ ชายหนุ่มทั้งหกแยกย้ายกันนั่งลงบนเก้าอี้ว่าง

ดี! มากันเองก็ดี จะได้ไม่ต้องเสียเวลาวางแผน เมฆาคิดในใจอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง

 

“พี่ชายไปทำอะไรมา ถึงได้ถูกตำหนักลมคลั่งกับวังสยบฟ้าตามล่า” ชายหนุ่มที่นั่งตรงหน้าเขาถามตรงๆ

“ฮ่าๆๆ ก็ผู้หญิงสองคนนั้นน่ะสิ ตามจีบพี่ คนมันหน้าตาดีก็ช่วยไม่ได้อ่ะนะ ว่าแต่เราสองคนเหอะ คุ้นๆหน้านะเนี่ย ชื่ออะไรกันล่ะ” เมฆากลบเกลื่อนแล้วเบี่ยงประเด็นอย่างแนบเนียน

สองคนที่เขาชี้หัวเราะ แล้วบอกมาว่า “เราสองคนเคยซื้ออาวุธจากพี่ไง เคยดูตอนที่พี่สู้กับกระต่ายลายเสือหน้าประตูเมืองด้วย แถมพี่ยังเคยสอนเคล็ดลับให้พวกเราอีก แล้วเราก็มาสอนไอ้พวกนี้ต่อ”

เมฆาถึงบางอ้อทันที ชายหนุ่มทั้งหกบอกชื่อให้เขารู้ทีละคน เขาทำเป็นยกไม้ยกมือคุยกับกลุ่มหกคนอย่างออกรสออกชาติ และอาศัยความเร็วใส่ชื่อของคนทั้งหกลงไปในรายชื่อเพื่อนอย่างแนบเนียน

เมื่อเสร็จเรียบร้อย เมฆากับชายหนุ่มทั้งหกคุยกันไป หัวเราะเสียงดังกันไปอย่างครึกครื้น เรียกสายตาของกลุ่มคนชุดดำให้มองมาอย่างหมั่นไส้  ซึ่งเขาก็หันไปยิ้มให้อย่างยียวนทีหนึ่ง จนสาวสวยแห่งวังสยบฟ้าสะบัดหน้าหนีด้วยความไม่สบอารมณ์

ระหว่างนั้นเอง เมฆาแอบส่งข้อความให้หนึ่งในหกคนผ่านรายชื่อเพื่อน บอกเล่าแผนการให้รู้ พร้อมกับเตือนว่าให้คุยกับเขาไปเรื่อยๆ อย่าแสดงพิรุธ ซึ่งชายหนุ่มผู้นั้นก็ทำตามเป็นอย่างดี

               

                นอกจากฟ้าอาดูรแล้ว ผู้ไล่ล่าจากตำหนักลมคลั่งกับวังสยบฟ้า จ้องมองเมฆาและชายหนุ่มทั้งหกโดยไม่คลาดสายตา แต่ก็พบว่าทั้งเจ็ดคนต่างคุยเรื่องสัพเพเหระไปเรื่อยๆ โดยไม่มีท่าทีผิดปกติใดๆ คุยกันอยู่ครึ่งค่อนวันเขาก็เป็นเจ้ามือเลี้ยงอาหารกลางวันทั้งหก ด้วยความสนิทสนมราวกับรู้จักกันมานาน

เมื่อเสร็จจากอาหารเช้า ชายหนุ่มสองสามคนก็ลุกขึ้นไปทักทาย แล้วคุยเรื่อยเปื่อยกับผู้เล่นกลุ่มอื่น ซึ่งอันที่จริง ทั้งหกรับรู้แผนการที่เขาวางไว้ให้อย่างละเอียดแล้วด้วยการส่งข้อความลับในช่องเพื่อน และหนึ่งในสามก็รับคีย์การ์ดเข้าห้องพิเศษจากเขาไปหนึ่งใบ

                ชายหนุ่มคนที่รับคีย์การ์ดไป อยู่ในกลุ่มที่ออกไปเดินเล่นทักทายกับผู้เล่นอื่น หลังจากคุยกับผู้เล่นกลุ่มอื่นจนทั่วแล้ว ก็กลับมานั่งคุยต่อที่โต๊ะของเขาโดยไม่มีอะไรผิดสังเกต

 

                เมฆารู้ทันทีว่าแผนการที่วางไว้ เริ่มดำเนินไปแล้วอย่างเงียบเชียบ

เรือเดินสมุทรแล่นฉิวไปเรื่อยๆ มองออกไปนอกหน้าต่างก็เห็นแต่ฟ้ากับน้ำ ผู้เล่นบางคนที่นั่งอุดอู้อยู่ในห้องท้องเรือมานาน พากันเดินออกไปรับลมที่ดาดฟ้าเรือ บางคนเดินเข้า บางคนเดินออก สลับสับเปลี่ยนกันเป็นระยะ

เมฆาแอบยิ้มอย่างสมใจ เมื่อสังเกตเห็นผู้เล่นคนหนึ่งซึ่งมาคนเดียว เดินออกไปรับลมแล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย ซึ่งเขาแน่ใจว่าอีกฝ่ายเข้าไปอยู่ในห้องพิเศษตามคีย์การ์ดที่เขาให้ไป โดยส่งผ่านชายหนุ่มหนึ่งในหกนั่นเอง

ตัวเขาเองมีคีย์การ์ดอยู่อีกใบ แต่ไม่ได้ย่างกรายไปทางโซนห้องพิเศษ เหตุผลหนึ่งก็คือไม่ต้องการให้ฝ่ายศัตรูระแคะระคายว่าเขาเช่าห้องไว้ และดูจากสภาพมือใหม่ของเขา ใครจะไปคิดว่าจะยอมเสียเงินแพงๆเช่าห้องพิเศษอีกเล่า

อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ เขารู้ว่าคนอย่างฟ้าอาดูรย่อมมีปัญญาเช่าห้องพิเศษแน่ และเธอก็อยากจะเช่าห้องพิเศษพักผ่อนเป็นการส่วนตัวเสียด้วย ....นั่นแหละ เมฆาก็เลยแกล้งดึงถ่วงเธอให้เฝ้าเขาไว้ตรงนี้เสียให้เข็ด!

หน้าสวยๆหยิ่งๆ เวลางอง้ำบึ้งตึง น่าดูจะตาย ฮ่าๆ

 

เวลาล่วงผ่านไปอย่างเชื่องช้าจนถึงยามเย็น ใกล้เวลาที่เรือจะเทียบท่าเรือแห่งแรกในอาณาเขตของวังสยบฟ้า เมฆาพลันลุกจากโต๊ะ เดินนำชายหนุ่มทั้งหกออกไปจากห้องโถง ก่อนจะพาทั้งหกตรงดิ่งเข้าไปยังบริเวณที่จัดไว้เป็นห้องพิเศษ แล้วคนทั้งเจ็ดก็หายเข้าไปในห้องพิเศษห้องหนึ่ง

 

สายสืบทั้งห้าลุกขึ้นจากโต๊ะ ติดตามเขาไปทันที แต่ก็ถูกห้ามไม่ให้ตามเข้าไปในพื้นที่ของห้องพิเศษ จึงได้แต่ยืนรออยู่ตรงทางเดินที่นำไปสู่ห้องพิเศษอย่างเจ็บใจที่เสียรู้อีกครั้ง

คนทั้งห้าจะรู้อยู่แก่ใจว่าเมฆามีแผนการอะไรบางอย่าง แต่คิดทบทวนดูแล้ว ตกลงใจว่ายืนเฝ้าอยู่ตรงนี้ก็เพียงพอที่จะสกัดเขา เพราะถึงอย่างไรการจะขึ้นไปจากเรือ เมฆาจะต้องผ่านจุดนี้เสียก่อน

 

ความจริงแล้วเมฆาติดสินบนกัปตันเรือเล็กน้อย โดยจ่ายเงินเพิ่มเพื่อให้กัปตันเรือยินยอมให้คนทั้งหกเข้าไปในห้องพิเศษกับตัวเองได้ ควรทราบว่าห้องพิเศษไม่ค่อยมีใครเช่ากันนัก เพราะราคาแพงจนน้ำตาร่วง นอกจากผู้เล่นนิสัยประหลาดที่ไม่ชอบสุงสิงกับใครแล้ว เมฆาก็นับเป็นคนแรกที่จ่ายเงินให้กัปตันมากมายขนาดนี้ กัปตันจอมงกจึงพร้อมที่จะอำนวยความสะดวกทุกอย่างให้โดยไม่อิดออดให้เสียเวลา

 

ตัวเรือเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ในที่สุดก็มาถึงที่หมายแห่งแรก เรือใบสองเสาเทียบท่าอย่างช้าๆจนจอดสนิท ผู้โดยสารบางคนที่จะลงที่นี่ ทยอยลงลงเรือไปจนหมด เรือมีกำหนดจอดเพียงสิบนาที เพื่อให้ผู้โดยสารลง หลังจากนั้นก็จะออกเดินทางต่อ

แต่ทางห้องพิเศษของเมฆายังสงบเงียบ ไม่มีใครออกมาจากห้องเลย สายสืบทั้งห้าถกเถียงกันเบาๆในกลุ่ม ชายชุดดำสองคนคิดว่าเมฆาน่าจะไม่ลงจากเรือที่นี่ เพราะคงไม่กล้าขึ้นไปในเขตของวังสยบฟ้า แต่ฟ้าอาดูรกลับบอกว่า คนกล้าบ้าบิ่นอย่างเมฆา อาจจะทำอะไรที่คาดไม่ถึงก็ได้

 

ทันใดนั้น ประตูห้องพิเศษของเมฆาพลันเปิดออกเสียงดังปัง แล้วเงาร่างเจ็ดสายถลันออกมา ทุกร่างอยู่ในเสื้อคลุมยาวสีดำ รวบฮู้ดคลุมหัวปิดบังใบหน้าเหมือนกันหมด

ทั้งเจ็ดวิ่งรวมกลุ่มผ่านหน้าสายสืบทั้งห้าไปอย่างลอยนวล โดยที่คนทั้งห้าได้แต่มอง เพราะติดขัดที่กฎห้ามลงมือต่อสู้ บุรุษในผ้าคลุมทั้งเจ็ดดิ่งไปยังทางออก แล้วพากันกระโดดลงจากเรือ วิ่งแยกย้ายไปคนละทิศละทางอย่างรวดเร็ว

                เงาร่างทั้งเจ็ดมาอย่างรวดเร็ว และไปอย่างรวดเร็วยิ่งกว่า ไม่เปิดโอกาสให้สายสืบทั้งห้าทำอะไรได้เลย

 

“ตามเร็ว!” ฟ้าอาดูรตวาดสั่งผู้ติดตามทั้งสอง

แต่บุรุษชุดดำทั้งสองคนหมุนไปหมุนมาอย่างงุนงง เพราะไม่รู้จะตามใครดี ในขณะที่วายุภักดิ์กับลมละเมอพุ่งปราดออกไปราวสายลมสองหอบ แยกย้ายกันติดตามเงาร่างสองสายที่เคลื่อนไหวรวดเร็วกว่าเงาร่างอื่นไปติดๆ

“ตามสองคนนั้น สองคนที่วิ่งเร็วกว่าคนอื่นนั่น มันต้องใช้ไอเท็มพิเศษอะไรบางอย่างแน่” ฟ้าอาดูรที่สังเกตเห็นเช่นกัน ตะโกนสั่งผู้ติดตาม ทั้งสองคนก็ไม่รอช้าพุ่งทะยานจี้ติดไปอย่างรวดเร็ว

 

ฟ้าอาดูรขบคิดเล็กน้อย เธอถลันตัววูบ อาศัยความเร็ววิ่งเข้าไปดูห้องพิเศษที่เปิดประตูกว้างอยู่ เมื่อพบว่ามีเพียงห้องว่างเปล่า นักรบสาวก็วิ่งออกไป กระโดดลงจากเรือ ติดตามเงาร่างหนึ่งในสองที่วิ่งเร็วที่สุดไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่เรือขยับเคลื่อนออกตัวอย่างช้าๆ

 

เมื่อเรือเคลื่อนออกจากท่า ก็กางใบเรือรับลมเต็มที่ เดินทางต่อไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งท่าเรือในอาณาเขตของวังสยบฟ้ากลายเป็นจุดเล็กๆไว้ที่เบื้องหลัง

 

ประตูห้องพิเศษด้านตรงข้ามกับห้องที่พวกเมฆาเข้าไปอยู่ พลันเปิดออก เมฆายื่นหน้าออกมามอง เมื่อไม่เห็นใครเหลืออยู่ เขาก็ยิ้มกว้าง แล้วเดินขึ้นไปรับลมบนดาดฟ้าเรืออย่างสบายใจ!

 

ในที่สุด หลังจากวางแผนซับซ้อนหลายชั้น ก็สลัดหลุดจากสายสืบทั้งห้าเสียที นับว่าเขาทุ่มเทกำลังความคิด และกำลังทรัพย์ไปไม่น้อยทีเดียว

หากจะจาระไนแผนการอย่างละเอียด ก่อนอื่นก็ต้องเริ่มจากชายหนุ่มทั้งหก

เมื่อตัวเขาเองไม่สามารถเคลื่อนไหวได้สะดวก จึงใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อแกล้งดึงความสนใจของฝ่ายตรงข้ามไว้ ปล่อยให้ชายหนุ่มทั้งหกเคลื่อนไหวดำเนินแผนการแทน โดยให้ไปจัดหาเสื้อคลุมแบบเดียวกันกับเสื้อคลุมของเขาจากกัปตันเรือ ซึ่งกัปตันเรือเล่าว่าปกติมีคนหลบหนีขึ้นมาบนเรืออยู่บ่อยๆ  เขาจึงจัดเตรียมอุปกรณ์ซ่อนตัวไว้ให้บริการอย่างครบครัน ขอเพียงมีเงินจ่าย เสื้อคลุมแค่ไม่กี่ตัวนั้นเป็นเรื่องหมูๆ

หลังจากนั้นเมฆาก็ให้ชายหนุ่มทั้งหกไปเสาะหาใครสักคนมารับบทเป็นตัวแทนเขา ซึ่งทั้งหกก็ทำสำเร็จอย่างแนบเนียน โดยการไปชักจูงผู้เล่นคนหนึ่งที่มาคนเดียว ทำความตกลง อธิบายแผนการ มอบคีย์การ์ดให้ จัดให้คนผู้นั้นอาศัยจังหวะปลอด หลบเข้าไปซ่อนตัวในห้องพิเศษห้องหนึ่ง

และเมื่อได้เวลาที่เรือใกล้จะเทียบท่า เมฆาก็นำชายหนุ่มทั้งหกเข้าไปในห้องพิเศษของเขาซึ่งอยู่ด้านตรงข้ามกับห้องแรก เพื่อจัดให้ทั้งหกสวมใส่เสื้อคลุมปิดบังหน้าตาแบบฮู้ดสีดำ ซึ่งผู้รับบทแทนตัวเขาในอีกห้องหนึ่งก็สวมเสื้อคลุมแบบเดียวกัน

ช่วงเวลาแรกเริ่มปฏิบัติการ ผ่านการคาดคำนวณอย่างละเอียดรอบคอบทุกแง่มุม

ควรทราบว่าตลอดทั้งวันเมฆาเอาแต่ผ่อนคลายอยู่กับกลุ่มเพื่อนใหม่ทั้งหก ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามจดจ่อทุ่มเทสมาธิจิตใจคอยระวังเขา ระหว่างนั้นเมฆายังลุกเข้าเดินออก สร้างความปั่นป่วนรวนเร เพิ่มความเขม็งตึงเครียดให้กับคนทั้งห้าเป็นระยะ ไม่เปิดโอกาสให้พักผ่อนคลายใจแม้แต่น้อย

ฝ่ายหนึ่งอดออมกำลัง อีกฝ่ายทุ่มเทใช้ออกตลอดเวลา ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงของสมาธิจิตใจ คงไม่ต้องบ่งบอกบรรยายอีก

และช่วงเวลาเล็กน้อยก่อนที่เรือจะเข้าสู่น่านน้ำของวังสยบฟ้า เมฆาพลันลงมือเคลื่อนไหว นั่นเป็นช่วงที่สมาธิจิตใจของฝ่ายตรงข้ามเปราะบางถึงขีดสุดพอดี การตัดสินใจเชื่องช้าลง เป็นเหตุให้เมฆาชิงเคลื่อนไหวก่อนหนึ่งก้าวเสมอ

 

การที่เขาเช่าห้องพิเศษไว้ แต่ไม่เข้ามาอยู่ตั้งแต่แรก ก็เพื่อวางกับดักชั้นที่หนึ่ง หลอกให้เหล่าสายสืบคิดว่าเขาเช่าไว้ เพื่อใช้ในตอนที่เข้ามาใส่เสื้อคลุมปิดบังหน้าตา ดำเนินแผนการคลุมหน้าอาศัยตัวปลอมอีกหกคนช่วยในการหลบหนี

พอถึงเวลาที่เรือเทียบท่า ชายหนุ่มทั้งหกก็แกล้งเปิดประตูเสียงดังเรียกร้องความสนใจ แล้วทยอยวิ่งออกมาจากห้อง ในขณะที่ห้องตรงข้ามเปิดประตูอย่างเงียบๆ อาศัยชายหนุ่มทั้งหกที่วิ่งออกมาก่อนเป็นม่านบังสายตา ก้าวออกมาสมทบเป็นคนที่เจ็ด ทำราวกับว่าวิ่งออกมาจากห้องเดียวกัน

คนที่เจ็ดยังเปิดประตูห้องตรงข้ามทิ้งไว้ เมฆาอาศัยคนทั้งเจ็ดบดบังสายตาอีกที ใช้ก้าวพริบตาเคลื่อนตัววูบเข้าไปยังห้องตรงข้าม แล้วปิดประตูเบาๆ ซึ่งสายสืบทั้งห้าที่ถูกคนในเสื้อคลุมทั้งเจ็ดดึงดูดความสนใจไว้ ไม่มีทางที่จะสังเกตเห็นอยู่แล้ว ....และนี่คือกับดักชั้นที่สอง

ต่อจากนั้น คนในเสื้อคลุมทั้งเจ็ดก็จะแยกย้ายกันหลบหนี ซึ่งเมฆายอมเสียสละให้สองในเจ็ดกินยาเม็ดเหยียบลมอันล้ำค่าโดยไม่เสียดาย เพื่อให้ทั้งคู่เคลื่อนไหวเร็วกว่าคนอื่น หลอกให้สายสืบคิดว่า หนึ่งในสองคนที่วิ่งเร็วต้องเป็นเขาแน่ .....นี่คือกับดักชั้นที่สาม

ที่จงใจเปิดประตูอีกห้องทิ้งไว้ เพราะถ้ามันปิดลงจะไม่สามารถเปิดได้โดยไม่ใช้คีย์การ์ด เขาคาดเดาว่าจะต้องมีใครสักคนเข้ามาตรวจสอบดู จะได้พบว่าเขาไม่ได้อยู่ในห้อง หลอกซ้ำเข้าไปอีกชั้น ให้อีกฝ่ายปักใจเชื่อว่าเขาคือหนึ่งในสองคนที่หลบหนีรวดเร็วที่สุดอย่างแน่นอน ....นี่คือกับดักชั้นที่สี่

นอกจากนี้เขายังจงใจให้ตัวล่อทั้งเจ็ดคน สวมใส่ชุดเดิมไม่ต้องเปลี่ยนชุดแต่อย่างใด เมื่อพวกเขาเคลื่อนไหว บางส่วนของร่างกายก็จะโผล่พ้นออกมาจากเสื้อคลุม แม้ผู้ที่พบเห็นจะสังเกตได้ว่ามันแตกต่างจากการแต่งกายของเขา แต่สายสืบทั้งห้าต่างก็เฉลียวฉลาด เป็นไปได้สูงที่ทั้งห้าจะคาดคิดว่าเขาพยายามปลอมตัว และระแวงว่าเขาเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อตบตาหรือไม่  นำมาซึ่งการลังเลไม่สิ้นสุด ทำให้การตัดสินใจใคร่ครวญลดความเฉียบคมลง.....กลายเป็นกับดักชั้นที่ห้า

สุดท้าย เขาก็เลือกช่วงเวลาที่เรือใกล้จะออกจากท่า เป็นเวลาเคลื่อนไหวของทั้งเจ็ด เพื่อกดดัน บีบคั้นให้สายสืบทั้งห้ามีเวลาคิดไตร่ตรองน้อยที่สุด .....นับเป็นกับดักชั้นที่หก ซึ่งเป็นชั้นสุดท้าย

เรียกได้ว่าทุกการเคลื่อนไหว ทุกคำพูดนับตั้งแต่ขึ้นเรือมา จัดเป็นกับดักทั้งหมดก็ว่าได้ ต่อให้คนทั้งห้าฉลาดล้ำปานใดก็ตาม แต่ภายใต้กับดักหกชั้นที่เขาสร้างขึ้น และช่วงเวลาตัดสินใจเพียงน้อยนิด ทำให้ทั้งห้าหลงกลติดกับดักอย่างไม่มีทางเลือก หรือจะพูดให้ถูกก็คือ ยิ่งทั้งห้าเฉลียวฉลาดปานใด ก็ยิ่งจะบังเกิดความสงสัย ลังเลในทางเลือกมากมายที่เขาบรรจงวางไว้ให้ จนเดินลงไปในกับดักด้วยตัวเอง

นี่คือสิ่งที่เขาเรียนรู้มาจากวงกตลวงใจอันสุดแสนจะร้ายกาจ จนเขาเกือบจะต้องทิ้งชีวิตไว้ในครั้งหนึ่งที่ผ่านมา...

 

สำหรับค่าจ้างของคนทั้งเจ็ด แม้จะราคาสูงอยู่บ้าง แต่ก็จัดว่าคุ้มค่า เขาใช้ดาบใหญ่ระดับสองดาวจำนวน 2 เล่ม เกราะหนังระดับสองดาว 1 ชุด และเงินจำนวน 20,000 เอโร จ้างคนทั้งเจ็ดให้ทำตามแผนนี้ ซึ่งคนทั้งเจ็ดต่างก็รับทำอย่างยินดี เพราะค่าจ้างจำนวนนี้นับว่าสูงอย่างยิ่ง แถมยังเป็นแผนที่เสี่ยงค่อนข้างไม่มีอันตราย  เพราะต่อให้พวกสายสืบไล่ตามคนใดคนหนึ่งทัน ก็เพียงแค่อ้างว่า ตนเองแค่ลงจากเรือ มีความผิดอะไรด้วย?

แม้สายสืบทั้งห้าจะรู้ตัวว่าหลงกล แต่ก็จะไม่ทำอะไรพวกนั้นเด็ดขาด เพราะหากทำร้ายคนไม่มีความผิด ชื่อเสียงของกลุ่มขั้วอำนาจก็จะเสียหายไปด้วย

ซึ่งความจริงโอกาสที่จะไล่ทันก็มีน้อยเหลือเกิน เพราะคนทั้งห้าเลือกไล่ตามสองคนที่กินยาเพิ่มความเร็วเข้าไป แถมพอหนีพ้นสายตาไปแล้ว ผู้หลบหนีทั้งเจ็ดก็แค่ถอดเสื้อคลุมออก แล้วเดินปะปนไปในกลุ่มคนก็เพียงพอแล้ว

 

สำหรับตัวเขาเอง ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าจะลงจากเรือที่นครมนตรา เมืองหลวงแห่งเวทมนตร์ เพื่อศึกษาเวทมนตร์เพิ่มเติม เพิ่มความเก่งกาจให้เพียงพอที่จะรับมือความวุ่นวายทั้งหลาย ที่มีตัวเขาเองเป็นศูนย์กลาง

ซึ่งการจะลงจากเรือที่ท่าเรือในนครมนตรา จัดว่าสะดวกสบายและปลอดภัยเพียงพอสำหรับเขา แค่เปลี่ยนเสื้อผ้าจากชุดยาวสีน้ำเงิน เป็นชุดยาวสีเขียวอ่อน ซึ่งหาซื้อได้จากกัปตันเรือหัวการค้าอีกเช่นกัน หลังจากนั้นก็เรียกบลูเบอร์รี่ชีสเค้กออกมาจากเกราะ ชุดเกราะก็จะกลายเป็นวิญญาณหมาป่าสีแดงเลือดดังเดิม แล้วสวมเสื้อคลุมลมหายใจรัตติกาลทับลงไป กึ่งปกปิด กึ่งเปิดเผย ดูลี้ลับอยู่บ้าง แต่ก็กลมกลืนกับผู้คนในเมืองเป็นอย่างดี

 ตอนที่ลงจากเรือ ชายหนุ่มนำภูตสาวเข้าไปพูดคุยกับผู้เล่นที่มาเป็นกลุ่ม แล้วขอร่วมกลุ่มลงจากเรืออย่างสนิทสนม ประหนึ่งว่ามาด้วยกันตั้งแต่แรก

 

ต่อให้มีสายสืบของที่ใดมาคอยดักรอดูอยู่ ก็ย่อมจะไม่รู้ว่าเป็นเขาแน่นอน เพราะสายสืบที่มาดักต้องไม่เคยเห็นหน้าเขา  อย่างดีที่สุดก็คือได้รับคำบอกเล่ามาจากสายสืบทั้งห้าเท่านั้น และคงจะพากันจ้องมองค้นหาชายหนุ่มเดินทางคนเดียว ที่มีรูปลักษณ์แบบเขาก่อนหน้านี้อย่างขมักเขม้น

 

และนี่คือเหตุผลที่เขายอมให้ยัยบลูเบอร์รี่ตัวแสบ มาเดินเคียงข้างกายราวกับคู่รักที่กำลังเดินชมเมือง จนเป็นเหตุให้ต้องเสียค่าสายไหมโดยไม่ตั้งใจ!

                เมื่อมองเจ้าหล่อนยิ้มร่ารับขนมสายไหมไปกินอย่างถูกอกถูกใจ เขาก็ส่ายหน้าน้อยๆด้วยความอ่อนใจ ก่อนจะหันไปถามคนขายสายไหมว่า “พี่ชาย ไม่ทราบว่าร้านอาหารที่ขึ้นชื่อที่สุดของนครมนตราอยู่ที่ไหนหรือ?”

               

“อ๋อ ถ้าอย่างนั้นก็ต้องไปที่เหลาลืมภรรยา ที่ถนนตะวันตก เดินตามทางนี้ไปจนถึงจัตุรัตกลางเมือง แล้วเดินตรงขึ้นไปทางทิศตะวันตก เมื่อไปถึงก็จะเห็นเอง เหลาแห่งนี้นอกจะขึ้นชื่อเรื่องอาหารแล้ว ยังมียอดสุราชนิดหนึ่ง ที่สมควรลิ้มลองอย่าได้พลาด มีชื่อว่าเทพธิดาเจ็ดชั้นฟ้า ว่ากันว่าผู้ใดได้ลิ้มรสอาหารกับยอดสุราของเหลาแห่งนี้ จะถึงขั้นลืมเลือนบ้านช่อง กลับบ้านไม่ถูก จึงได้รับการขนานนามว่า เหลาลืมภรรยา” พ่อค้าสายไหมแนะนำอย่างอารมณ์ดี

 

เมฆายิ้มฝืดๆ กล่าวขอบคุณพ่อค้า แล้วออกเดินนำไปลิ่วๆ ปล่อยให้สาวน้อยวิ่งตามไปติดๆไม่ยอมห่าง แต่เจ้าหล่อนก็ไม่ปริปากบ่นสักคำ ....เพราะปากไม่ว่าง ...กำลังเพลิดเพลินกับขนมสายไหมนั่นเอง

เดินไปชั่วระยะหนึ่ง ตามคำบอกของพ่อค้า เขาก็พบสิ่งก่อสร้างแบบจีนขนาดใหญ่สามชั้น มีผู้คนเข้าออกไม่ขาดสาย คึกคักวุ่นวายเป็นที่ยิ่ง กลิ่นอาหารเลิศรสกับสุราชั้นเยี่ยมดึงดูดชายหนุ่มให้เข้าไปข้างในทันทีโดยไม่รีรอ

เขาแจ้งความต้องการ ว่าอยากได้โต๊ะที่มีวิวดีๆและสงบเงียบ เสี่ยวเอ้อเห็นชายหนุ่มท่าทางทระนงและแปลกแยก หญิงสาวข้างกายงดงามล้ำฟ้า จึงต้อนรับอย่างนอบน้อม ก่อนจะพาเขาขึ้นไปบนชั้นสามริมระเบียง มองลงไปเห็นทิวทัศน์อันน่าพิศวงของนครมนตรายามค่ำคืน ที่พร่างพราวไปด้วยมนต์ขลังจากแสงไฟเวทมนตร์

 

ชายหนุ่มฉวยอากาศผ่อนคลาย นับตั้งแต่ถูกตามล่าเป็นต้นมา ก็เพิ่งจะมีโอกาสพักอย่างสงบก็คราวนี้เอง เขาสั่งอาหารขึ้นชื่อห้าหกอย่าง และที่ขาดไม่ได้ก็คือสุราเทพธิดาเจ็ดชั้นฟ้าอีกหนึ่งขวด

เสี่ยวเอ้อยกสุราเข้ามาก่อน เมื่อเปิดฝาก็ส่งกลิ่นหอมจรุงราวกับดอกไม้ร้อยชนิดเบ่งบานพร้อมกัน เมื่อลองจิบเข้าไป รสชาตินุ่มละมุนอุ่นละไมก็แทบจะพาเขาลอยละล่องไปถึงสวรรค์ชั้นฟ้าจริงๆสมดังชื่อ

 

ภูตสาวจับตามองเขาเงียบๆอย่างสนอกสนใจ ก่อนจะค่อยๆเอื้อมมือมารินเหล้าจะลองชิมบ้าง

เพี๊ยะ!

ชายหนุ่มตีมือยัยตัวแสบอย่างหมั่นไส้

“ว้าย! ตีทำไม?” เจ้าหล่อนหันมาแหว

“เหล้าของฉัน อย่ามาเนียน” เขาสวน

“ขอชิมมั่งสิ นิดหนึ่งน่า... อย่างกไปหน่อยเลย” ภูตสาวว่า

“จะกินไปทำไม เธอเองก็เป็นเทพธิดาอยู่แล้ว จะดื่มเทพธิดาเจ็ดชั้นฟ้าไปทำไมมิทราบ? หรือคิดจะกลับสวรรค์แล้ว?” ชายหนุ่มถาม พลางจ้องสายตาวิบวับมองสาวน้อยตรงหน้า

เจ้าหล่อนคงไม่รู้ตัวหรอกว่า มุมที่นั่งนั้นเบี่ยงข้างให้แสงไฟสีหวาน ทำให้ใบหน้าบางส่วนของเธอตกอยู่ใต้เงามืด ก่อเกิดส่วนผสมอันกลมกลืนของแสงกับเงา กรีดวาดเป็นเส้นสายอันอ่อนช้อย นุ่มหวาน ดูลี้ลับ และงดงามอย่างน่าพิศวง เป็นอาหารตาให้เขาดูอย่างไม่รู้เบื่อ

 

หญิงสาวอยากจะเถียง แต่ก็ไม่กล้าสู้สายตาคมวาววิบวับ ที่ดูจะแปลกไปกว่าที่เคยเป็น ได้แต่เสมองไปทางอื่น แล้วบ่นเบาๆว่า “ทีตัวเองยังกินได้ จะกินให้มันได้อะไรขึ้นมาฮึ เหล้าน่ะ”

เมฆาหัวเราะลั่น แล้วตอบว่า “สุราถือเป็นรสชาติชั้นดีของชีวิต คนเรามีชีวิตแค่หกสิบปี เธอคิดว่ามันนานเหรอ ไม่เลย หกสิบปีมันก็แค่ความฝันตื่นเดียวเอง เพราะงั้นมีชีวิตควรอยู่อย่างที่หัวใจตัวเองต้องการ ชีวิตมีไว้ใช้ ไม่ได้มีไว้ถนอม ขอเพียงใช้ชีวิตอย่างไม่ต้องมานึกเสียใจภายหลัง ถือว่าคุ้มค่ากับที่เกิดมา ในเมื่อวันนี้มีสุราเลิศรส มีทิวทัศน์เลิศล้ำ และสาวงามนั่งร่วมโต๊ะ ...ขอถาม...เรายังจะต้องมุ่งมาดปรารถนาสิ่งใดอีก?”

 

แปะๆๆๆ

ทันใดนั้น เสียงปรบมือเบาๆดังขึ้นจากโต๊ะด้านหลัง “พูดได้ดี! ชีวิตมีไว้ใช้ไม่ได้มีไว้ถนอม ถูกแล้ว คนเราควรมีชีวิตอย่างสมใจ... ขอบังอาจเรียนถามว่า ในความเห็นของคุณ สิ่งใดที่นับว่าเป็นความเสียใจที่สุดในชีวิต?” สุ้มเสียงบุรุษอ่อนโยนเรื่อยเจื้อยดุจสายลมบางเบา แต่ส่วนลึกแฝงไว้ด้วยความไว้ตัวชนิดหนึ่ง ถามมา

 

เมฆาไม่ได้หันไปมองผู้ถาม เขาเหม่อมองนครมนตราอย่างเคลิบเคลิ้มดื่มด่ำ ก่อนจะตอบว่า “มีสายตา แต่ไม่เคยใช้ชื่นชมสิ่งงดงาม ....มีความรู้สึก แต่ไม่เคยแสดงออกตามตรง... มีหัวใจ แต่ไม่เคยได้สัมผัสกับความรัก ...มีความสามารถ แต่ไม่เคยกระทำการให้ระบือลือลั่น...มีเวลา แต่ไม่เคยใช้ให้คุ้มค่า ....มีชีวิต แต่ไม่เคยแสวงหาคุณค่าความหมายของการดำรงคงอยู่  ....ทุกสิ่งที่กล่าวมา ล้วนเป็นสิ่งที่นับว่าน่าเศร้าที่สุดในชีวิต”

 

“ตอบได้เยี่ยม! ขอเสียมารยาทเรียนถามบ้าง ว่าถ้าเช่นนั้น สิ่งที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิตคือสิ่งใด?” อีกสุ้มเสียงหนึ่งดังขึ้น จากทิศทางที่แตกต่างจากบุรุษคนแรก ฟังดูองอาจ กร้าวกระด้าง แต่ก็แฝงไว้ด้วยความละเอียดอ่อนลึกซึ้งชนิดหนึ่ง

 

เมฆายังคงไม่หันไปมองผู้ถาม เขาเพียงก้มหน้าถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะตอบว่า

“สิ่งที่ถือว่าล้ำค่าที่สุดในชีวิตก็คือเวลา  เวลาอยู่กับทุกผู้คนมาตั้งแต่ถือกำเนิด นำพาให้เราผ่านพบเรื่องราวโศกซึ้งตรึงตรามากมาย แต่มีผู้ใดบ้างที่รู้ซึ้งถึงคุณค่าของเวลา? ว่ากันว่าคนที่รู้คุณค่าของเวลามากที่สุด ก็คือคนที่มาไม่ทันเครื่องบินออก กับคนที่รู้ตัวเองว่ากำลังจะตาย น่าขำนะ... เวลาอยู่กับเราทุกเมื่อเชื่อวัน  เป็นสิ่งที่จริงแท้แน่นอนที่สุดในชีวิต แต่เรากลับเคยชินกับมัน จนถึงกับลืมเลือนมันไป  ......จะมีสักกี่คนที่ตระหนักถึงการดำรงคงอยู่ของเวลา? มีสักกี่คนที่รู้ว่าเวลานั้นมีค่าเสียยิ่งกว่าทองคำ เพราะเมื่อเวลาหมดลง ต่อให้ใช้ทองคำมากเพียงใดก็ไม่อาจยื้อคืนมาได้แม้แต่วินาทีเดียว ...จะมีสักกี่คน ที่รู้ว่าควรจะใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุดอย่างไร ....จะมีใครบ้างไหม ที่ตระหนักซึ้งถึงคุณค่าของเวลา ก่อนที่จะสายเกินไป”

 

เงียบงันกันไปชั่วอึดใจ แม้แต่บลูเบอร์รี่ชีสเค้กเองก็มีสีหน้าครุ่นคิด ก่อนที่หนึ่งในสองเสียงด้านหลังจะเอ่ยต่อว่า “ตอบได้ลึกซึ้ง ชวนให้ผู้คนหวนคิดคำนึงนัก ถ้าสหายไม่รังเกียจ พวกเราขอนั่งร่วมโต๊ะได้หรือไม่?”

 

เมฆาพลันหมุนเก้าอี้กลับไปเผชิญหน้ากับคนทั้งสอง เขายิ้มอย่างเฉิดฉัน ผายมือกว้าง แล้วเอ่ยเพียงคำเดียวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า “เชิญ...”

 

บุรุษสองคนยืนอยู่คนละด้าน เดินเข้ามาทรุดนั่งลงเคียงข้างเมฆาพร้อมๆกัน

บุรุษหนึ่งสวมชุดยาวสีขาวสะอาด ใบหน้าใสกระจ่างอ่อนเยาว์จนชวนให้นึกถึงความเปราะบาง ดวงตาเรียวยาวอ่อนโยนเรื่อยเฉื่อย แฝงไว้ด้วยความหมองหม่นที่ชวนให้ผู้คนหัวใจสลายประการหนึ่ง

ส่วนอีกบุรุษหนึ่ง สวมชุดยาวสีดำสนิท เหน็บดาบเล่มใหญ่ไว้ที่ข้างเอว ใบหน้าคมเข้มฉายแววดิบเถื่อนชนิดหนึ่ง ท่วงท่าห้าวหาญองอาจ คละเคล้าไปด้วยความเฉียบขาดจนเกือบจะอำมหิต ลึกลงไปกว่านั้น กลับแฝงไว้ด้วยความละเอียดอ่อนที่ซ่อนอยู่ลึกซึ้งจนแทบจะไม่สังเกตเห็น

ทั้งคู่หาได้สวมใส่เกราะป้องกันหรือไอเท็มชั้นสูงใดๆไม่ แต่กลับแผ่ซ่านสง่าราศี และรัศมีแห่งราชันออกมาอย่างชัดแจ้ง

 

เมฆาทั้งตึงเครียด กังวล และยินดีปรีดาในเวลาเดียวกัน.... หัวใจเต้นเร่าด้วยความหวาดหวั่นผสมปนเปกับความเร้าใจขีดสุด ...เขารับรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่านี่คือบุรุษสองคนที่เขาทั้งอยากพบ และไม่อยากพบเป็นที่สุด!

 



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
Evolution Online วิวัฒนาการสะท้านโลก ตอนที่ 29 : ก้าวแรกบนแผ่นดินใหญ่ ( เริ่มภาค 2 ) , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 29160 , โพส : 60 , Rating : 652 / 134 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1 | 2 | 3

#60 : ความคิดเห็นที่ 12743
ปรัชญามากกกกก
Name : ChEss_ZeR< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ChEss_ZeR [ IP : 1.1.170.150 ]
Email / Msn: sakkaku__(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 11 กรกฎาคม 2557 / 19:15

#59 : ความคิดเห็นที่ 12351
ซึงเจ้าค่ะ
Name : พายุโลหิตทมิฬ< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ พายุโลหิตทมิฬ [ IP : 125.24.133.66 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 29 มิถุนายน 2556 / 17:04


#58 : ความคิดเห็นที่ 12303
ซวยแระ!!
PS.  แค่อยากเป็นคนที่เธอรัก...แค่อยากเป็นคนที่เธอนั้นจะมาเข้าใจ แค่สบตาฉันแล้วช่วยตอบ...ว่าเธอจะรักกันได้...
Name : Perz< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Perz [ IP : 115.67.194.127 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 22 มิถุนายน 2556 / 14:55

#57 : ความคิดเห็นที่ 12205
ลึกซึ้งงง!!! O.o
Name : MonSter PeS< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ MonSter PeS [ IP : 125.24.77.228 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 24 เมษายน 2556 / 15:57

#56 : ความคิดเห็นที่ 12132

รู้สึกปวดแปล๊บๆ มันแทงใจเราเลย คนเรารู้ว่าเวลามันมีค่ามากมายแค่ไหน ใกล้ตัวเพียงใด แต่ไม่เคยใช้ชีวิตให้มันคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป บางคนอาจคิดว่าแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว แต่เมื่อรู้ว่าเวลามันใกล้หมดหรือหมดไปแล้ว ความคิดของเราก็มีแต่ยังไม่พอ อยากทำนั้น อยากทำนี้ มันก็กลับไปแก้ไขสิ่งใดไม่ได้แล้วล่ะ อ่านแล้วเราก็ได้คิดนะว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นผ่านไป1วินาทีมันก็กลายเป็นอดีตไปแล้ว ขอบคุณคนแต่งมาก เราจะใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุด   คิดๆไปเราเพ้ออะไรเนี้ย

Name : soves< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ soves [ IP : 101.51.53.36 ]
Email / Msn: soves_jaejoong(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 25 มีนาคม 2556 / 15:55

#55 : ความคิดเห็นที่ 12080
ลึกซึ้ง
PS.  ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไปเช่นไร คนเราก็ยังมีสิ่งที่ห้ามลืมกันอยู่ หากเวลาที่ต้องทิ้งดาบมาถึง จงอย่าทิ้งดาบที่เก็บไว้ในวิญญาณเด็ดขาด // Sakata Gintoki [GINTAMA]
Name : Alleen< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Alleen [ IP : 101.108.231.137 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 15 มีนาคม 2556 / 15:28

#54 : ความคิดเห็นที่ 12007
ความคิดเห็นที่ 11428: ที่ว่ามา มันไม่ได้หายไปเลยนะ ถ้าคิดว่าไรท์เตอร์รีไรท์ แกก็ไปรีรี๊ดเอานะ เหอๆ
ความคิดเห็นที่ 11429: ไปเอามาจากไหนผ้าคลุมยาจก ไรท์เตอร์เขียนไว้ว่าผ้าคลุมรัตติกาลนะคับ คุณสมบัติผ้าคลุมก็ประมาณนั้น โดนโจมตียังไงก็ยังเหลือเลือดไว้ที่ 1 ชื่อ"ผ้าคลุมรัตติกาล" ใช้ชื่อนี้ทั่งในเด็กดีและในหนังสือ "ไม่เคยเปลี่ยน" นะ
Name : ๐เพลิงผลาญ๐ [ IP : 182.53.225.50 ]
Email / Msn: lllcazilll(แอท)hotmail.co.th
วันที่: 12 กุมภาพันธ์ 2556 / 05:06

#53 : ความคิดเห็นที่ 11725
ตอบ คห. 11428 11429 นะค่ะ



ไรเตอร์ไม่ได้รีไรท์นะค่ะ อีกอย่างตอนที่คุณบอกว่ามันหายไป มันไม่ได้หายนะค่ะ มันยังอยู่เหมือนเดิมทุกอย่าง แต่คุณคงอ่านขาดๆหายๆเองถึงไม่เจอ แล้วมาหาว่ามันหายไป ^ ^
PS.  ~ รั ก พ ว ก พี่ ม า ก ม า ย จ ริ ง ๆ >>> @ S u p e r J u n i o r @ <<< 13 ~ O n l y . . . . . . . . . ^ ^ L o v e U >>> Im"E.L.F. ^ ^
Name : RyomasU< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ RyomasU [ IP : 182.53.247.78 ]
Email / Msn: t-suchatthaya_1(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 17 ธันวาคม 2555 / 22:17

#52 : ความคิดเห็นที่ 11429
ถ้าจำไม่ผิดของรางวัลที่ตกจากปีเตอร์กับมาธา คือเสื้อคลุมยาจก ที่ยื้อชีวิตไว้เหลือ 1 ไม่ว่าจะโดนโจมตีแรงแค่ไหน ทำให้ไม่ตาย แต่มาอ่านรอบนี้ไม่มีของรางวัลซะแล้ว คิดว่าการดำเนินเนื้อเรื่องแบบเก่าดูมีเสน่ห์กว่านะคะ
Name : reader [ IP : 27.130.9.46 ]
Email / Msn: -
วันที่: 9 กันยายน 2555 / 09:36

#51 : ความคิดเห็นที่ 11428
เคยอ่านมารอบนึงแล้ว ไรเตอร์มีการรีไรท์ป่าวเหมือนบางตอนมันขาดหายไปอย่างตอนเรื่องราวพระเอกกับแฟนเก่า ในชีวิตจริง แล้วก็เรื่องราวบนเรือระหว่างเดินทางมาแผ่นดินใหญ่ หมดเสน่ห์ของเรื่องนี้ไปเยอะเลย
Name : reader [ IP : 27.130.9.46 ]
Email / Msn: -
วันที่: 9 กันยายน 2555 / 09:31

#50 : ความคิดเห็นที่ 11397
ชอบอ่ะ สิ่งที่่าเสียใจกะสิ่งที่มีค่าที่สุด T^T

ฟังคำตอบแล้วแทบร้องให้หายใจไม่ออกเลย Y^Y
Name : โwไซดอน< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ โwไซดอน [ IP : 49.48.199.235 ]
Email / Msn: adirek_supap(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 1 กันยายน 2555 / 03:26

#49 : ความคิดเห็นที่ 11370
รู้เลยว่าใครมานั่งด้วย - -
Name : Vongola Primo< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Vongola Primo [ IP : 183.89.117.28 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 24 สิงหาคม 2555 / 15:37

#48 : ความคิดเห็นที่ 11205
เริ่ดมาก!!!!!!!!!!
Name : BloodCroix< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ BloodCroix [ IP : 124.122.1.202 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 13 กรกฎาคม 2555 / 15:02

#47 : ความคิดเห็นที่ 11084
555555ซวยเเล้วว
PS.  it's me<33
Name : ant-moxdy< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ant-moxdy [ IP : 27.55.8.23 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 28 พฤษภาคม 2555 / 15:47

#46 : ความคิดเห็นที่ 9947
เจ๋งจริงๆ เมพสุดๆ
Name : ประกาศิต [ IP : 58.64.88.45 ]
Email / Msn: capeza5566(แอท)hotmail.com
วันที่: 25 มกราคม 2555 / 13:05

#45 : ความคิดเห็นที่ 9330
 ง่า ลึกซึ้ง
Name : Killer of Darkness< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Killer of Darkness [ IP : 223.204.75.153 ]
Email / Msn: Darkness_Phantom-666(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 28 ตุลาคม 2554 / 17:22

#44 : ความคิดเห็นที่ 9253
ง่า เจอทั้งลม และเพลิง เลยวุ้ย
Name : ขอเป็นเอลล์< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ขอเป็นเอลล์ [ IP : 202.29.109.56 ]
Email / Msn: swallofly(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 25 ตุลาคม 2554 / 18:09

#43 : ความคิดเห็นที่ 9113
เจอตัวพ่อแน่เลย
Name : ปีกราชันย์< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ปีกราชันย์ [ IP : 58.9.228.48 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 9 ตุลาคม 2554 / 00:24

#42 : ความคิดเห็นที่ 8297
ลึกซึ้งคำคมนักปราช
PS.  ความเหงาเอยเหมือนคอยเหยียบย่ำให้ทรมาน
Name : KIDno1412< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ KIDno1412 [ IP : 125.27.107.15 ]
Email / Msn: kidyourfriend(แอท)sanook.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 16 กรกฎาคม 2554 / 10:13

#41 : ความคิดเห็นที่ 8184
 อ่านไปฝึกเชาว์ไปเลยแฮะ
PS.  นิยาย นิยาย นิยายหนุกๆ ฉันจะตระครุบ ณ บัดนาวววววววว
Name : mona_nooparn< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ mona_nooparn [ IP : 49.49.125.189 ]
Email / Msn: chanonrat915recliningbuddha(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 13 กรกฎาคม 2554 / 23:01

#40 : ความคิดเห็นที่ 6541
หนีตัวลูก เจอตัวพ่อแหะ
PS.  ...จะมีไหมสักคน..ที่ให้ความสำคัญกับหมอกควันอย่างฉัน?...
Name : Gray Angle< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Gray Angle [ IP : 125.25.101.75 ]
Email / Msn: nuearth(แอท)windowslive.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 15 เมษายน 2554 / 13:05

#39 : ความคิดเห็นที่ 6506
โห เมฆามีมุมที่ลึกซึ่งกับเค้าเหมือนกันเนอะ นอกจากชั่วร่ายอย่างลึกซึ่ง 55

เดาว่าสองคนนี้ หัวหน้าสองกิลด์นั้นแหงๆเลย อุๆ

PS.  http://hotelhighlight.com/
Name : Whatever it is< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Whatever it is [ IP : 115.87.38.235 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 10 เมษายน 2554 / 17:46

#38 : ความคิดเห็นที่ 6389

จะมันไปไหนคับเนี้ย ชอบสุดๆ  อ่านมาตอนนี้หลังแทบจะดีที่สุด ของทุกเรื่องที่เคยอ่านมาเลย

Name : RedBaRon< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ RedBaRon [ IP : 125.26.61.11 ]
Email / Msn: - ส่งข้อความลับ
วันที่: 26 มีนาคม 2554 / 01:56

#37 : ความคิดเห็นที่ 6316
เล่นตอบคำถาม ปัดยา กันหรอ เหอๆ ชอบๆ
PS.  ก็ดีละมั้ง เหอๆ
Name : มายาในเงา< My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ มายาในเงา [ IP : 180.183.190.52 ]
Email / Msn: anny_fannie(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 20 มีนาคม 2554 / 02:44

#36 : ความคิดเห็นที่ 6173
งานเข้าแล้วไหมล่ะ แต่คำคมเนี้ยเยี่ยมจริงๆ
Name : tatary< My.iD > [ IP : 110.168.33.126 ]
Email / Msn: tatary(แอท)gmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 7 มีนาคม 2554 / 19:47

หน้าที่ 1 | 2 | 3
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

"ถ้าคุณคิดว่าภารโรงประจำ โรงเรียนเป็นแค่คนทำความสะอาด คุณคิดผิด เพราะภารโรงที่ชื่อแจ็ค สมิธ เป็นมากกว่านั้น"

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android