สวัสดีผู้เยี่ยมชม [ เข้าระบบ | สมัครสมาชิก ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

เพชรพระอุมา

ตอนที่ 9 : ไพรมหากาฬ เล่ม 1 ครั้งที่9


     อัพเดท 1 ม.ค. 55
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/ผจญภัย
Tags: ยังไม่มี
ผู้แต่ง : Snow Wolf ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Snow Wolf Email : nickyza008(แอท)hotmail.com
My.iD: http://my.dek-d.com/nickyza008
< Review/Vote > Rating : 0% [ 0 mem(s) ]
This month views : 58 Overall : 6,152
17 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 9 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
เพชรพระอุมา ตอนที่ 9 : ไพรมหากาฬ เล่ม 1 ครั้งที่9 , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 676 , โพส : 0 , Rating : 14 / 3 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


 80

หนทางอันเป็นด่านช้างราบโล่งกว้างใหญ่ ราวกับใครมาตัดไว้เป็นถนน เป็นลอนคลื่นสูง

ต่ำสลับกัน สามารถมองในระดับราบไปเบื้องหน้าได้ไม่เกิน 50 เมตร เพราะความสลับเป็นลอนของ

พื้นที่ บางครั้งก็ไต่ขึ้นสูงและบางครั้งก็ลาดเทลึกลงไป ขวามือเป็นเหวลึก ซ้ายมือเป็นเนินของตีนเขา

ใหญ่รกชัฏไปด้วยป่าทึบ

แสงตะวันใกล้เที่ยงเริ่มจะผ่อนความร้อนแรงลง

เมื่อเข้าอยู่ในเขตหุบก็จะมองเห็นฝูงนกเงือกบินโฉบเป็นระยะ นานๆ ครั้ง พวกชะนีหรือ

ฝูงค่าง ก็ส่งเสียงเกรียวกราวอยู่บนยอดไม้สูง พอเห็นพวกนกเงือกและฝูงค่าง หญิงสาวก็เกิดคันมือ

ขึ้นมาอีก จัดแจงขอปืนจากบุญคำที่หล่อนฝากให้สะพายไว้ แต่พี่ชายสะกิดห้ามเสียก่อนโดยให้

เหตุผลว่า ถ้ายิงค่างหรือนกเสียก่อน ป่าอาจแตกและโอกาสที่จะได้พบสัตว์ใหญ่ก็จะไม่มี หล่อนจึง

ชะงัก

ไต่ขึ้นทางลาดสูงอีกครั้งหนึ่ง ทันใดนั้นเอง เงาสีเทาของอะไรชนิดหนึ่ง ก็เผ่นแผล็ว

ออกมาจากป่าด้านขวา ระยะห่างเพียงไม่เกิน 40 เมตร

สิ่งที่เห็นเด่นชัดที่สุดก็คือ เขางานอันแตกแยกออกเป็นกิ่ง

ทุกคนมองเห็นพร้อมกัน และตะลึงไปชั่วเสี้ยวของวินาทีที่ไม่คาดฝันมาล่วงหน้า ยกเว้น

รพินทร์คนเดียว ขณะนั้นเขาเดินนำอยู่เบื้องหน้าของทุกคน จอมพรานทรุดตัวลงนั่งในพริบตานั้น

เพื่อหลบทางปนื ของคนเบื้องหลัง ร้องออกมาเบาๆ เร็วปรื๋อ

“ยิงซิครับ ยิง

ไชยยันต์และเชษฐาประทับปืนขึ้นพร้อมกัน เป็นจังหวะเดียวกับที่กวางหนุ่มตัวนั้นเผ่น

เสียงไรเฟิลขนาดหนักกับลูกซองระเบิดสะท้านป่าขึ้นแทบจะเป็นเสียงเดียวกัน

กวางใหญ่ที่กำลังจะโลดเข้าริมทาง กระโจนไปสุดช่วงตัวแล้วคอพับลงพลิกหงายท้อง

ดิ้นตะกุยตะกายอยู่ในพงไม้ ทั้งหมดอุทานออกมาอย่างดีใจจนลืมตัว พากันวิ่งพรูเข้าไปทันที

รพินทร์เดินยิ้มๆ เข้าไปถึงเป็นคนสุดท้าย เจ้ากวางตัวนั้นขณะนี้หยุดดิ้น ตายสนิทลงแล้ว

ผลของการตรวจสอบรอยกระสุน ปรากฏว่าทั้งเก้าเม็ดลูกปรายของกระสุน โอ-โอ บั๊ค

จากลูกซองที่ยิงโดยเชษฐา เจาะเป็นกลุ่มเข้าก้านคอของมันพอดี แต่กระสุนขนาด .458 ของไชยยันต์

ไม่รู้หายไปไหน เพราะไม่ปรากฏอยู่บนร่างกายส่วนใดของกวางตัวนั้นเลย มันพิสูจน์ชัดออกมา

บัดนี้เองว่า คนเฉยๆ เงียบๆ อย่าง ...เชษฐา ถ่อมตัวและไม่เคยคุยอะไรเลย แท้ที่จริงฝีมือในการ

ล่าสัตว์เหนือกว่าไชยยันต์เพียงไร

จอมพรานนึกทำนายไว้ล่วงหน้าแล้วไม่ผิด เขาสังเกตดูจากการเลือกถือปืนของบุคคลทั้ง

สอง ในภาวะเช่นนี้...ไชยยันต์เลือกเอาปืนไรเฟิลขนาดใหญ่เกินความจำเป็น แรงสะท้อนถอยหลังสูง

มิหนำซ้ำยังติดศูนย์กล้อง ซึ่งไม่สามารถจะเล็งยิงได้ทันการ ในเวลาฉุกละหุกกะทันหันเช่นนี้ ผิดกับ

เชษฐา ซึ่งใช้ปืนลูกซองอันเป็นปืนที่เหมาะที่สุดในการยิงอย่างฉับพลัน แทบจะเรียกว่าไม่ต้องเล็ง

81

ประณีตอะไรเลย ผลก็คือเชษฐายิงเข้าเป้าอย่างแม่นยำ ส่วนไชยยันต์ยิงผิดทั้งๆ ที่ต่างก็ลั่นไกพร้อม

กัน

“วิเศษมากครับคุณชาย เป็นการประเดิมชัยที่วิเศษสุด ผมยังนึกว่าคุณชายกับคุณไชยยันต์

จะยิงไม่ทันเสียอีก มันกำลังเผ่นแล้ว”

รพินทร์ยิ้มพราย เข้ามาจับมือนายจ้างของเขาบีบแน่น กล่าวชมเชยอย่างจริงใจ

“มันฟลุ้กน่ะคุณรพินทร์ ผมก็คิดว่าผิด เพราะผมยิงดักหน้ามันตั้งวา ประจวบเหมาะกับที่

มันเผ่นพอดี”

เชษฐาตอบยิ้มๆ ด้วยอาการถ่อมตามนิสัยอย่างเดิม แต่ไชยยันต์เกาหัว จุ๊ปากลั่น

“โชคดีเหลือเกินที่แกล้มมันได้ ลูกปืนของฉันมันไม่รู้หายไปทางไหน ว้า! ไม่ได้ความ

บอกตรงๆ อีตอนคุณรพินทร์บอกให้ยิง ฉันยกปืนขึ้นยังไม่ทันเห็นศูนย์ปืนถนัดเลย อารามตื่นเต้น

กลัวว่ามันจะเผ่นไปเสียก่อน ก็เหนี่ยวตูนไปงั้นเอง ไอ้ศูนย์กล้องนี่มันไม่ได้ความแฮะ ยิงกันแบบ

กะทันหันอย่างนี้เล็งไม่ทัน ไม่เอาล่ะ เปลี่ยนมาเป็นลูกซองแฝดของฉันมั่งดีกว่า”

“ก็มีอย่างรึ เอาปืนยิงช้างมายิงกวาง”

ดารินว่า ทุกคนพากันหัวเราะครึกครื้น ขันในท่าทีอันติดตลกและรื่นเริงอยู่ตลอดเวลาของ

ไชยยันต์ เขาบ่นพึมอยู่เช่นนั้น จัดแจงจะเดินกลับไปที่เกวียนเพื่อเปลี่ยนมาเป็นลูกซอง แต่รพินทร์

เหนี่ยวแขนไว้

“ผมว่าเพื่อความไม่ประมาท เป็นการดีแล้วล่ะครับ ที่คุณไชยยันต์ถือไอ้ .458 นี่ ผมเองมี

30-06 คุณชายถือลูกซอง บุญคำกับจันที่เดินตามเรานี่ก็มีลูกซองเหมือนกัน ขณะนี้เราอาศัยทางเดิน

ของช้างเดิน เจ้าของทางมันอาจยกโขลงเดินสวนกับเราเมื่อไหร่ก็ได้ ถือปืนใหญ่ๆ ไว้บ้างสัก

กระบอกก็ยังพอจะรับหน้ามันไว้ได้”

ไชยยันต์ยิ้มแห้งๆ บ่นอุบอิบ

“เฮ้อ! เอาก็เอา เป็นอันว่าผมไม่ต้องยิงอะไรกันจนกว่าจะเจอไอ้จมูกยาว ซึ่งบอกตามตรง

ว่า ผมก็ไม่อยากเจอมันนัก”

“ช่วยไม่ได้ อยากถือมันมาเองทำไมล่ะ คนไม่เคยชินกับป่าก็แบบนี้แหละ ต้องเลือกถือ

ปืนโตๆ ไว้ก่อน ทั้งที่ว่าอันที่จริงแล้ว ปืนโตมีโอกาสยิงได้น้อยที่สุด”

ดารินได้โอกาส พูดเยาะมาปนหัวเราะ

“เอางี้ดีกว่า คุณรพินทร์มีหน้าที่คุ้มกันเรา เปลี่ยนเอาไอ้นี่ไปถือไว้เถอะ เพราะถ้าไอ้จมูก

ยาวมันโผล่มา ผมก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ผมจะรับหน้ามันไว้ได้หรือเปล่า เปลี่ยนเอา 30-06 ของ

คุณมาให้ผมชั่วคราวดีกว่า ผมจะได้มีโอกาสยิงอะไรได้บ้าง ประเดี๋ยวต้องขอแก้หน้าเสียหน่อย”

รพินทร์ส่งปืนของเขาไปแลกกับปืนของไชยยันต์ ด้วยสีหน้ายิ้มขันๆ อยู่เช่นนั้น นายพัน

ตรีหนุ่มรับไปอย่างยินดี จอมพรานขยับลูกเลื่อนของไรเฟิลขนาดหนักที่เขารับมาจากไชยยันต์ แล้ว

ก็พบความหละหลวมอีกข้อหนึ่งของไชยยันต์ คือภายหลังจากยิงนัดแรกไปแล้ว ไชยยันต์ยังไม่ได้

82

สลัดปลอกกระสุนเก่าออกทิ้ง คงปล่อยให้คารังเพลิงอยู่เช่นนั้น อันเป็นความเผอเรอทั่วไปของนักล่า

สัตว์มือใหม่ทั้งหลาย ในการใช้ปืนแบบโบล์ทแอ็คชั่น เขาไม่ได้พูดอะไรทั้งสิ้น เพียงแต่กระชากลูก

เลื่อนสลัดปลอกกระสุนเก่าทิ้ง แล้วส่งลูกใหม่เข้าประจำรังเพลิง พร้อมกับลดนกลงเสีย

ขณะนั้นพวกลูกหาบทั้งหลายก็พากันละหน้าที่วิ่งกันเข้ามามุงอยู่ที่ตัวกวางนั้น รพินทร์สั่ง

ให้ขนขึ้นบรรทุกในเกวียนสำรองและออกคำสั่งเดินทางต่อไป

ไชยยันต์ไม่ยอมพูดคุยอะไรเอะอะอีก ถือ 30-06 ของรพินทร์อย่างเตรียมพร้อมเอาจริงเอา

จัง สอดสายตากราดค้นหาสัตว์ไปตลอดทาง ดูเขามีความตั้งใจแน่วแน่ ในอันที่จะล้มอะไรให้ได้สัก

อย่างหนึ่งเพื่อโชว์ฝีมือ และไม่ให้เป็นการน้อยหน้าเพื่อนสาวเท้าตามหลังรพินทร์แจ

เชษฐาก็ดูเหมือนจะรู้ใจ ยิ้มๆ อยู่ในสีหน้าปล่อยให้ไชยยันต์เดินเคียงคู่กับรพินทร์ไปอย่าง

ใกล้ที่สุด โดยตนเองผ่อนระยะคล้อยหลังลงมา เป็นความหมายว่า ถ้าเจอะสัตว์อะไรต่อไป ก็จะเปิด

โอกาสให้ไชยยันต์ยิงโดยไม่แย่งยิงเสีย

...ดารินพูดกระเซ้าเย้าแหย่ยั่วเพื่อนชายไปตลอดทางอย่างร่าเริงสนุกสนาน มันเป็นที

ของหล่อนแล้วที่จะแกล้งพูดบลั๊ฟคู่ปรับ เดินไปก้าวสองก้าว หล่อนก็แกล้งทำหน้าตื่น ชี้หลอก

พร้อมกับร้องบอกว่า เก้ง กวาง หรือวัวแดง ยืนอยู่ที่โน่นที่นี่ ให้ไชยยันต์หน้าตื่นหันขวับมาเสียที

หนึ่ง แล้วหล่อนก็หัวเราะคิก บรรยากาศเต็มไปด้วยความครึกครื้นบันเทิง

“แล้วกัน น้อย! เอะอะมะเทิ่งแบบนี้ก็เดินแบกปืนเปล่าทั้งนั้น ไม่มีได้ยิงหรอก”

ไชยยันต์ขมวดคิ้วนิ่วหน้า บ่นอย่างหัวเสีย

อีกชั่วโมงเต็มๆ ผ่านไป ก่อนจะผ่านหุบลงป่าโปร่งอีกครั้ง โชคก็เข้านายพันตรีหนุ่มนอก

ราชการ ช่วยให้เขากู้หน้าอวดพวกพรานพื้นเมืองได้อย่างเต็มภาคภูมิ หมูป่าฝูงหนึ่งประมาณ 5-6 ตัว

โผล่เซ่อซ่าขึ้นมาจากลำห้วยข้างทาง และพากันวิ่งตัดหน้าอย่างรวดเร็วจะข้ามฝั่งป่า รพินทร์ผู้เดินอยู่

ข้างหน้าทรุดคุกเข่าลงอีก เปิดโอกาสให้กับไชยยันต์ นายทหารหนุ่มประทับ 30-06 ในทันทีนั้น ชุด

แรก 4 ตัว ข้ามพ้นทางไปได้โดยที่เขาไม่ทันจะจับเป้าได้ถนัด แต่อีก 2 ตัวที่วิ่งตามมาเบื้องหลังเป็น

หมูขนาดใหญ่ และเข้าทางปืนพอดี

ไชยยันต์ลั่นไกสนั่นป่า ตัวที่วิ่งรั้งท้ายกระโจนผ่านไปได้ แต่ตัวล้ำหน้าพลิกตีลังกาสาม

ทอด ส่งเสียงร้องแหลมยาว ชักพราดๆ อยู่กับที่ กระสุนขนาด 200 เกรน หัวซิลเวอร์ทิป ตัดซอกขา

หน้าตรงบริเวณรักแร้แดงพอดี

ทุกคนชมเชยแสดงความยินดีกับเขา เว้นแต่ดารินคนเดียวที่อมยิ้มเฉยๆ ไชยยันต์มีสีหน้า

เบิกบานแจ่มใสกระปรี้กระเปร่าขึ้น

ตามความรู้สึกของรพินทร์ เขาบอกกับตนเองว่า ฝีมือการยิงของไชยยันต์ ความจริงแล้ว

อยู่ในขั้นดีทีเดียว เสียตรงที่เป็นคนบุ่มบ่ามใจร้อน และอ่อนในศิลปะการล่าสัตว์ตามประสาของคน

83

ที่ยังไม่ชำนาญกับเรื่องของป่าไปบ้างเท่านั้น ผิดกับเชษฐา ผู้นอกจากจะยิงได้แม่นยำแล้ว ยังเป็นคน

ถี่ถ้วน รอบคอบใจเย็น และเข้าใจในธรรมชาติของสัตว์ป่าได้ดีพอใช้

“มันเป็นการเริ่มต้นที่มีโชคเหลือเกินครับ”

จอมพรานบอก

“เรายังไม่ตั้งใจจะล่ากันจริงๆ เลย แต่ก็อุตส่าห์มีสัตว์มาเข้าทางปืน และยิงได้ติดๆ กันถึง

สองครั้ง อาหารค่ำของเราวันนี้หรูหรามาก ทั้งกวางของคุณชาย และหมูป่าของคุณไชยยันต์ เฉพาะ

ไอ้สองตัวนี่ พวกเราทั้งคณะก็อิ่มกันไปหลายวัน โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งอาหารกระป๋องเลย”

“เราเริ่มออกรสกันตั้งแต่ออกเดินทางทีเดียวนะ”

ไชยยันต์พูดอย่างร่าเริงตื่นเต้น

“แต่ถ้าไม่ใช่เพราะแงซายแนะให้เราลงมาเดินกับคุณรพินทร์ เราก็คงนั่งเบื่อกันอยู่บน

เกวียนนั่น จนกว่าจะถึงการล่าจริงๆ ที่คุณกำหนดให้”

ภายหลังจากให้ลูกหาบแบกหมูป่าขึ้นไปบรรทุกเกวียนอีกตัวหนึ่งแล้ว รพินทร์ก็ให้

สัญญาณออกเดินทางต่อ เขาหันมาทางไชยยันต์ผู้กำลังอิ่มอกอิ่มใจอยู่

“คุณไชยยันต์สลัดปลอกกระสุนเก่าออกแล้วหรือยังครับ”

ไชยยันต์ทำท่าเพิ่งคิดขึ้นมาได้ ลืมตาโตร้องออกมาว่า

“เอ้อ จริงซิ ลืมไป”

ว่าแล้วก็กระชากลูกเลื่อนคายปลอกเก่าทิ้ง ส่งลูกต่อไปเข้ารังเพลิง จอมพรานหัวเราะ

เบาๆ กล่าวต่อมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ว่า

“คราวหลังกันลืม เอาอย่างนี้ซิครับคุณไชยยันต์ พอเรายิงไปหนึ่งนัด จะผิดหรือจะถูกช่าง

มันก่อน ไม่ต้องไปคำนึงถึงผล รีบกระชากลูกเลื่อนคายปลอกเก่า ใส่ลูกใหม่เข้าไปก่อนทันที

พยายามทำให้ติดเป็นนิสัยเลย เวลาเราใช้ปืนแบบลูกเลื่อนอย่างนี้ ม่ายงั้นพอเราเกิดความจำเป็นจะยิง

ขึ้นมาอีกครั้ง มันจะขลุกขลักไม่ทันการ หรือม่ายก็คิดไปว่าสัตว์มีอาถรรพณ์ ทำให้ปืนของเรายิงไม่

ออกไปเลย”

ไชยยันต์ยิ้มเจื่อนๆ อย่างสารภาพ พูดอ่อยๆ ว่า

“ขอบคุณมากที่เตือน ผมมักจะเผลอเสมอ ลืมคิดไปว่ามันเป็นปืนแบบโบล์ทแอ็คชั่น เอา

ล่ะ ทีหลังผมจะถือหลักปฏิบัติ พอยิงนัดแรกก็กระชากลูกเลื่อนเลยทันที”

แล้วเขาก็บุ้ยปากไปที่ .458 ของเขา ที่เปลี่ยนไปให้จอมพรานถือ บอกพร้อมกับหัวเราะ

แหะๆ ว่า

“คุณพูดทำให้ผมนึกขึ้นมาได้ .458 กระบอกนั้น ตั้งแต่ผมยิงกวางผิดไปแล้ว ผมยังไม่ได้

คายปลอกเก่าทิ้งเลย”

“ผมจัดการให้เรียบร้อยแล้วครับ”

รพินทร์ตอบ

84

...เชษฐา จุ๊ปากเบาๆ บ่นมาว่า

“แกละมันเป็นเสียอย่างนี้ ไม่รอบคอบเลยพับผ่า เสียแรงเป็นนายทหาร จำเรื่องเก่าไม่ได้

เหรอ เมื่อหน้าร้อนปีก่อนโน้น แกก็เข้าป่าประจวบคีรีขันธ์กับฉัน ก็ไอ้แบบนี้แหละ ยิงแล้วไม่คาย

ปลอกทิ้งแล้วก็ลืม พอกวางมันเข้ามาใต้ห้าง แกก็เหนี่ยวไกใหญ่ แล้วก็สบถสาบานลั่นว่า ไอ้กวางตัว

นั้นมันมีดี เพราะปืนของแกยิงไม่ออก ที่แท้ก็เพราะแกไม่ได้กระชากลูกเลื่อนเตรียมไว้นั่นเอง นั่นดี

ว่ามันเป็นกวาง แล้วก็เข้ามาให้แกยิงใต้ห้างนะ ถ้าเป็นเสือหรือช้าง มันชาร์จรี่เข้ามาแล้ว แกมัวแต่ขี้

หลงขี้ลืมแบบนี้ก็มีหวังเกม”

“ก็ไชยยันต์นี่น้า”

ดารินไม่ยอมปล่อยโอกาสให้ผ่านไป

“ถึงเขาจะเป็นนายทหาร เขาก็เป็นนายทหารปืนใหญ่ ที่ใช้ยิงด้วยกลไกอัตโนมัติ

เพราะฉะนั้นพอมายิงไรเฟิลแบบลูกเลื่อน ก็คิดอยู่ร่ำไปว่ามันคงจะอัตโนมัติสลัดปลอกกระสุนเอง”

“เอาเลย ได้ทีขี่แพะไล่เข้า น้อย

เพื่อนชายร้องมา ทำหน้ายู่ยี่

ในที่สุดทั้งหมดก็เดินลงไปตามทางลาดต่ำ มองเห็นป่าโปร่งอยู่เบื้องหน้า ขณะที่ทุกคน

กำลังเดินคุยกันเพลิน รพินทร์ผู้เดินนำอยู่เบื้องหน้า ก็หยุดชะงักกับที่อย่างกะทันหัน เชษฐา ไชยยันต์

และดาริน ซึ่งเดินตามกันมาอย่างไม่เป็นระเบียบเบื้องหลัง ก้าวมาทันและต่างก็พลอยหยุดกึกลง

หมดทุกคน

บนพื้นดินเบื้องหน้า ห่างออกไปไม่เกิน 15 เมตร ลำยาวมีส่วนอวบขนาดท่อนขาของ

อะไรชนิดหนึ่ง ทอดขวางอยู่กลางทาง สีของมันเป็นสีน้ำตาลอ่อนกลมกลืนกับใบไผ่ที่ร่วงกลาด

เกลื่อนอยู่กับพื้น จนแทบเป็นสีเดียวกัน ถ้าไม่ใช่เพราะอาการเคลื่อนไหวแสกสากไปกับพื้นอย่าง

แช่มช้า มันเคลื่อนไปในลักษณะเลื้อยไม่เห็นหัว และไม่ปรากฏส่วนหาง ทว่าแต่แล้วบัดนั้นเอง

ลักษณะคล้ายๆ กันอีกส่วนหนึ่ง ก็ชูร่าขึ้นมาอย่างรวดเร็วฉับพลัน ตั้งเป็นลำสูงกว่าระดับพื้นเลย

ระดับศีรษะของคณะเดินป่าทุกคนที่พากันยืนนิ่งอยู่ ขึ้นไปเกินกว่าช่วงแขนแผ่พังพานแบบใหญ่

ออกไปเกือบจะเท่ากระด้งย่อมๆ พร้อมกับดวงตาทั้งคู่ที่ฝังอยู่ในเบ้าลึกแดงฉาน ราวกับทับทิม และ

ปลายลิ้นสองแฉกอันตวัดอยู่แปลบปลาบ

มัจจุราชร้ายแห่งดงดิบ! พญาจงอาง!

ใครคนใดคนหนึ่ง...จากเบื้องหลังของเขาขยับตัว แต่รพินทร์กระซิบเฉียบขาด

“อย่า! เฉยไว้

“สวรรค์โปรดเถอะ ถ้ามันฟาดหัวฉกลงมาก็ถึงพวกเราแล้ว”

ใครอีกคนหนึ่งครางแหบๆ ออกมาเบาที่สุด

“คุณชายครับ”

85

“ผมอยู่นี่ ทางด้านซ้ายของคุณ”

“ลูกซองของคุณชาย บรรจุลูกอะไรไว้”

“ลูกปรายชนิดเก้าเม็ดทั้งสี่นัด”

“กรุณาส่งมาให้ผม ช้าๆ นะครับ ทุกคนอยู่นิ่งกับที่ก่อน อย่าเพิ่งเคลื่อนไหวแม้แต่นิด

เดียว”

...เชษฐา ค่อยๆ ส่งเอฟเอนไปให้รพินทร์ ทุกคนกลั้นลมหายใจ ภาวะนั้นเหมือนตก

อยู่ในมนต์สะกด จอมพรานรับปืนมาอย่างแผ่วเบาแช่มช้า ตาเขาจับนิ่งอยู่ที่พญาอสรพิษไม่กระพริบ

ค่อยๆ วาดลำกล้องขึ้นเตรียมพร้อมเล็งจับอยู่ที่บริเวณพังพานใหญ่ แล้วก็กระซิบบอกต่อมาโดยไม่

เหลียวหลังว่า

“เอาล่ะ! ทุกคนถอย ช้าๆ นะครับ พยายามถอยไปให้ห่างที่สุด เร็วเข้า

“แต่ คุณ...”

“ไม่ต้องเป็นห่วงผม ทำตามคำสั่ง

เชษฐาคว้าแขนดารินก้าวถอยหลังไปทีละก้าว พร้อมกัน ไชยยันต์ กองเกวียนทั้งหมดที่

เดินตามมา พลันหยุดชะงักลงหมด พวกลูกหาบทุกคนยืนตะลึงอยู่กับที่

อึดใจเต็มๆ รพินทร์จ้องประทับปืนเฉย จงอางยักษ์ก็ยังชูคอร่าแผ่พังพานหรา ส่วนที่

ยกขึ้นไปในอากาศตั้งตรงเหมือนเสาไม้ โดยไม่เคลื่อนไหวอยู่เช่นนั้น แต่ส่วนหางที่ทอดขวางอยู่

กลางทาง ค่อยๆ ลากตวัดช้าๆ ไปรวมกลุ่มอยู่ยังป่าฟากเดียวกับส่วนหัวของมัน พอส่วนหางของมัน

ลากเข้ามารวมกันได้ ส่วนที่ชูอยู่ในอากาศก็เริ่มส่ายไปมาน้อยๆ และสูงขึ้นเป็นลำดับ

เอฟเอนในมือของรพินทร์ก็แผดก้องขึ้นไปในบัดนั้น เขายิงพร้อมกับกระโดดเผ่นออก

จากที่ยืนเดิมไปทางหนึ่ง มันก็ดูเหมือนจะเป็นเวลาเดียวกับที่ลำตัวอันตั้งอยู่ในอากาศนั้น ฟาดโครม

ลงมายังตำแหน่งที่จอมพรานยืนอยู่ในครั้งแรก เสียงกระทบพื้นดังได้ยินถนัด อสรพิษร้ายม้วนลำตัว

จนป่าข้างทางไหวสะเทือน ผงกหัวอันแดงฉานไปด้วยเลือดสดขึ้น พุ่งเข้าติดตามจอมพรานอย่าง

รวดเร็ว

รพินทร์สะบัดปากกระบอกปืนเข้าใส่อีกครั้ง แต่เขาไม่ทันจะลั่นไก เสียงลูกซองก็ระเบิด

ลั่นมาจากเกวียนเบื้องหลังติดๆ กันสองนัดซ้อน ส่วนหัวที่กำลังจะผงกชูของมันสะบัดเริดไปกองอยู่

กับลำตัวอันยาวเหยียด หางฟัดฟาดตวัดอยู่ไปมา รพินทร์ปล่อยกระสุนติดตามเข้าไปอีกสองนัดที่

หมายบริเวณศีรษะของมัน ซึ่งบัดนี้เป็นรอยกระสุนยับเยินฟูมไปด้วยเลือด

มฤตยูดงดิบก็ถึงกาลอวสานสิ้นฤทธิ์ลงเพียงแค่นั้น มีแต่บริเวณปลายหางเท่านั้น ที่ยังคง

เคลื่อนไหวอยู่อย่างน่าขนพองสยองเกล้า

ทุกคนหันขวับไปทางเบื้องหลัง ก็เห็นแงซายยืนตระหง่านอยู่บนเกวียนของคณะนายจ้าง

ในมือถือปืนลูกซองแฝดของไชยยันต์ ซึ่งวางไว้ในราวปืนข้างเกวียน

86

หนุ่มชาวดงนักพเนจรกระโดดลงจากเกวียน วิ่งตรงมาที่พรานใหญ่ และซากของงูร้ายใน

ระหว่างที่ทั้งหมดยังพากันยืนตะลึงอยู่ กระชากดาบที่ขัดหลังออกมากระหน่ำฟันลงไปบนบริเวณ

ส่วนหัวอันใหญ่โตของมันจนขาดแล่ง แล้วก็หันมาทางรพินทร์ ถามห้าวๆ ขึ้นว่า

“ผู้กองไม่เป็นอะไรไม่ใช่หรือครับ”

“ฮือม์! ขอบใจแกมากแงซาย ที่แกช่วยยิงซ้ำมาอย่างทันการ ฉันยังเดาไม่ถูกเหมือนกันว่า

ถ้านัดที่สองแกยิงมาช้ากว่านัดสักนิดเดียว มันจะพุ่งเข้าถึงตัวฉันหรือเปล่า”

จอมพรานพูดต่ำๆ ยกแขนขึ้นปาดเหงื่อสลัดออกไป แงซายหันมาทางเชษฐา

“ผมต้องขออภัยที่บังอาจขึ้นไปหยิบปืนของท่านมาใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต มันเป็นคราว

คับขันมาก ปืนของผมเองเป็นไรเฟิลแบบเก่า ถ้าผมเอาปืนของผมยิงมันอาจผิดก็ได้”

...เชษฐา เข้ามาจับไหล่แงซายบีบแน่น และตบหนักหน่วง

“แงซาย! ตั้งแต่เห็นแกครั้งแรกแล้ว ฉันมีความรู้สึกเชื่อมั่นอย่างไรพิกลว่า แกจะต้องเป็น

ประโยชน์ต่อคณะของเราเป็นอย่างมาก และมันก็เป็นความจริง แกเป็นคนกล้าหาญ ตัดสินใจได้

ถูกต้องฉับไวและฉลาด อย่างน้อยที่สุด การกระทำของแกในครั้งนี้ ก็เป็นการช่วยพวกเราทุกคนไว้

พวกเราไม่มีใครถือปืนลูกซองสักคนนอกจากฉัน ซึ่งก็ส่งให้กับรพินทร์ไป ส่วนบุญคำกับจันจะช่วย

ยิงซ้ำก็ไม่ถนัด เพราะติดพวกเราขวางหน้าอยู่ แกอยู่ใกล้เกวียนและใกล้ปืนที่สุด แล้วแกก็ขึ้นไปยืน

อยู่บนเกวียน โดยผ่านหัวพวกเราไป ไม่เสียแรงหรอกที่เรามีแกร่วมทางมาด้วย”

หนุ่มชาวดงผู้ลึกลับเพียงแต่ยิ้มน้อยๆ ให้แก่คำชมของนายจ้าง และตรงเข้าไปช่วยพวก

ลูกหาบทั้งหลาย ลากซากจงอางยักษ์ให้หลีกทางเกวียนออกไป

รพินทร์ยืนสูบบุหรี่อัดควันลึกเป็นตัวแรก นับตั้งแต่เริ่มออกเดินทางมาเป็นเวลาถึง 6

ชั่วโมง ตาของเขาหรี่มองจับอยู่ที่แงซายเงียบๆ

“ผมเห็นคุณเล็งอยู่ตั้งนาน ตอนที่มันชูหัวอยู่ ทำไมคุณไม่ยิง จนกระทั่งมันฉกลงมา”

ไชยยันต์ถามแหบๆ ท่าทางเขายังไม่หายขนลุกขนชันในภาพหวาดเสียวเมื่อครู่นี้

“ผมไม่แน่ใจว่ามันจะเล่นงานพวกเราจริงหรือเปล่า ผมพบกับพวกมันบ่อยๆ ชูคอร่าใน

ลักษณะนี้ แต่ส่วนมากถ้าเฉยสงบเสีย มันจะลดลงและเลื้อยหลีกทางไปเอง ผมไม่อยากจะยิงมันโดย

ไม่จำเป็น ยกเว้นแต่ว่าถ้ามันจะเล่นงานเราจริงๆ ก็ต้องฆ่ามัน ไอ้ตัวนี้ใหญ่ที่สุดตั้งแต่ผมเคยพบเห็น

มา และก็เป็นตัวแรกที่เข้ามาเล่นงานเอาก่อน มันใหญ่เหลือเกิน ใหญ่เสียจนกระทั่งกระสุนลูกปราย

ขนาด 9 เม็ด ที่รวมกันเป็นกลุ่ม ยิงเข้าไปในบริเวณใต้ลำคอ ก็ยังไม่สามารถจะหยุดมันได้ในนัดแรก

ต้องซ้ำกันหลายนัด ตามปกตินัดเดียวก็อยู่แล้ว บางตัวเพียงนัดเดียวก็ถูกเด็ดหัวขาดไปเลยด้วยซ้ำ”

ไชยยันต์ห่อไหล่

“แล้วคุณรู้ได้ยังไงว่า มันเจตนาจะเล่นงานเราแน่ ถึงได้ยิง แล้วก็หลบทัน”

“มันขดตัวเข้ามารวมกลุ่มแล้วยกหัวสูงขึ้นไปอีก นั่นแปลว่ามันเอาเราแน่ ผมชักสงสัยเสีย

แล้ว ถ้ามันจะไม่เหมาะยังไงพิกล”

87

“คุณสงสัยอะไร

“ตามปกติมันอยู่เป็นคู่ เราอาจพบคู่ของมันอีกตัวในรัศมีหนึ่งกิโลเมตรที่เราจะเดินไปนี่ก็

ได้ ทางที่ดีที่สุด ผมอยากจะขอร้องให้พวกคุณกลับขึ้นไปนั่งบนเกวียนเสีย จนกว่าจะถึงที่ซึ่งผมจะ

กำหนดให้พัก ความจริงพวกคุณก็เดินกันมาหลายชั่วโมงแล้ว ออมแรงไว้ยิงเลียงผาในตอนเย็นนี้

ดีกว่า”

เชษฐา ไชยยันต์ และดาริน หันมามองดูหน้ากัน แล้วเชษฐาผู้เป็นหัวหน้าคณะก็ยิ้มพยัก

หน้า

“ความจริงเรายังไม่อยากจะกลับไปนั่งเกวียน อยากจะเผชิญอะไรเคียงบ่าเคียงไหล่กับคุณ

ให้สาสมกับที่เราก็ได้ตั้งใจมาแล้ว แต่พวกเราในฐานะที่ฝากชีวิตไว้กับคุณ ก็จะถือว่าคำสั่งของคุณ

สำคัญที่สุด เอาล่ะ พวกเราจะกลับไปอยู่บนเกวียน”

“ขอบพระคุณครับคุณชาย การเผชิญภัย เรายังจะต้องเผชิญร่วมกันอีกมาก และไม่มี

ขอบเขตจำกัด แต่ผมไม่ต้องการให้คณะของคุณชายมาเผชิญและเสี่ยงกับไอ้สัตว์ไม่มีตีนชนิดนี้เลย

มันไม่มีประโยชน์และไม่น่าสนุกสักนิด ผมเองเดินป่ามานานก็ไม่รู้สึกสนุกในการที่จะพบมันเลย

และก็ไม่อยากจะพบเห็นมันด้วย มันบังเอิญมาให้พบเอง ไม่ถือเป็นเกมส์กีฬาหรือว่าจะอะไรทั้งนั้น

นอกจากว่าเป็นเรื่องโชคไม่ดี ทนรำคาญอยู่ในเกวียนอีกสักชั่วโมงกว่าๆ เท่านั้นเองครับ เราก็จะถึงที่

พักแห่งแรกของเราแล้ว”

“อ้อ! บางทีคุณอาจต้องการปืนลูกซองมากกว่านี้ บนเกวียนมีอยู่ตั้งสามกระบอกให้แง

ซายขนลงมาได้เลย”

“เห็นจะไม่ต้องหรอกครับ ผมถือ เอฟเอนของคุณชายกระบอกนี้แล้ว แงซายเองก็ถือแฝด

ของคุณไชยยันต์ติดมืออยู่โน่น นอกนั้นพรานของผมและพวกลูกหาบก็ล้วนใช้ลูกซองกันอยู่ทุกคน

ถึงแม้จะเป็นแบบเดี่ยว บรรจุเดี่ยว แต่หลายๆ กระบอกก็พอจะช่วยกันได้ทัน”

เชษฐานำคณะกลับขึ้นนั่งเกวียน รพินทร์สั่งจัดขบวนการเดินทางใหม่ ถอนแงซายจาก

การเดินเฝ้าอยู่ใกล้ชิดกับเกวียนของคณะนายจ้าง ให้ขึ้นมาคู่กับเขาพร้อมกับจันและบุญคำ ซึ่งให้

คอยตามหลังเป็นแถวเรียงสอง ตะโกนบอกเส่ยกับเกิดผู้คุมอยู่ด้านหลัง รวมทั้งลูกหาบทุกคนให้ตื่น

พร้อมคอยระวังภัยจงอางร้าย ที่อาจถูกดักหรือตามโจมตี แล้วก็เคลื่อนขบวนต่อไปอย่างระแวดระวัง

“แงซาย แกดูจะมีส่วนช่วยชีวิตฉันมาสองครั้งแล้วนะ”

จอมพรานพูดขึ้น ขณะที่เดินเคียงคู่ไปกับอดีตนายทหารโจรกะเหรี่ยง

แงซายยิ้มกว้างๆ

“ใครจะรู้ได้ สักวันหนึ่งผู้กองอาจช่วยชีวิตผมไว้บ้างก็ได้ และผมก็ต้องการให้ผู้กอง

ช่วย

“หมายความว่ายังไง

88

ชาวดงพเนจรหัวเราะเฉยเสีย ใช้ดาบฟันกิ่งไม้เล่นไปเป็นระยะที่ผ่านไป

รพินทร์สังเกตด้วยอาการพินิจแล้วก็บอกกับตนเองว่า เป็นการฟันเล่นอย่างปราศจาก

ความหมาย ไม่ใช่ทำเครื่องหมายชี้ทาง หรือสัญญาณลับอะไรอย่างเช่นที่เขาระแวง

แล้วขบวนทั้งหมดก็มาถึงที่พักแห่งแรกตามกำหนดของจอมพราน

89

รพินทร์สั่งให้ปลดควาย ตั้งแค้มป์ชั่วคราวขึ้นที่บริเวณพื้นราบตอนหนึ่ง ชิดกับหน้าผา

ชัน อันเปรียบเสมือนกำแพงธรรมชาติ ต่ำกว่าระดับที่ตั้งแค้มป์ลงไป เบื้องล่างเป็นลำธารไหลลงมา

จากเทือกเขาใหญ่ ห่างประมาณ 100 เมตร เป็นธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมงดงามน่าตื่นใจของชาว

พระนคร อันเป็นคณะนายจ้างของเขาทั้งสามอย่างยิ่ง ตำแหน่งนี้พรานใหญ่บอกให้คณะนายจ้าง

ของเขาทราบว่า คือสถานที่ซึ่งพรานพื้นบ้านทั้งหลายขนานนามว่า ‘เขาโล้น’

เขาบอกให้ทุกคนหยุดพักรับประทานอาหารกลางวัน

“ผมจะออกไปสำรวจก่อน ประเดี๋ยวจะกลับ ระหว่างที่ผมไม่อยู่ กรุณาอย่าเดินออกไปให้

ห่างบริเวณแค้มป์ของเรานักนะครับ”

จอมพรานสั่ง แล้วก็คว้าปืนเดินดุ่มๆ หายไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับบุญคำ เกิด จัน

และเส่ย อันเป็นพรานพื้นเมืองคู่ใจของเขาทั้งสี่คน ประมาณเกือบชั่วโมงก็โผล่กลับมา

“เรียบร้อยครับ เตรียมตัวเถอะ ผมจะพาไปนั่งประจำที่”

“เลียงผารึ

“ครับ”

“พอมีสัตว์อื่นๆ บ้างไหม

“ผมตรวจดูแล้วที่ลำธารใต้แค้มป์ของเรานี่ มีรอยกระทิงลงกินน้ำสองสามตัว แต่เป็นรอย

เก่าหลายวันมาแล้ว เหนือขึ้นไปอีกนิด ก็มีรอยหมูลงเกลือกปลักรอยใหม่สักเมื่อเช้านี่เอง ตัวเดียว

เท่านั้น ถ้าไม่รีบร้อน เราหยุดอยู่ที่นี่สักสองคืน ในเวลากลางคืนจะนั่งห้างในละแวกใกล้ๆ หรือจะ

เดินส่องไฟพวกเก้ง กวาง ก็คงจะเหลือเฟือ เพราะดอกมะค่าโมงกับลูกหมาดกำลังร่วง”

“น้อยชอบที่นี่จังค่ะพี่ใหญ่ เราพักที่นี่สักสองคืนตามคำของนายพรานใหญ่ของเราดีไหม

คะ”

...หญิงดารินพูด ในขณะที่ยืนกวาดสายตาสดใสเป็นประกายชื่นชอบไปรอบด้าน

“เอาเถอะ คืนนี้ค่อยหารือกันดูใหม่ แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ เราไม่ควรจะใช้เวลาให้มัน

สิ้นเปลืองไปกับการเที่ยวสนุกสนานเกินไปนัก จุดหมายสำคัญของเรามีอยู่ อย่าลืมว่าเราไม่ได้มา

เพื่อการเที่ยวป่าล่าสัตว์”

...เชษฐา พูดเป็นงานเป็นการ แล้วหันมาทางจอมพราน

“คุณบอกไว้ว่าเราจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 อาทิตย์ไม่ใช่หรือ ในการไปถึงหล่มช้าง”

“ครับ 2 อาทิตย์ แต่ต้องหมายถึงว่าเราจะต้องเดินทางกันจริงๆ โดยไม่แวะไถลพักที่ไหน

เกินกว่าแห่งละคืนเลย”

90

“ว้า! ถ้าจะตั้งหน้าตั้งตาเดินกันจริงๆ อย่างนั้น มันจะไปมันอะไรเล่า ไหนๆ เราก็มาแล้ว

อุปกรณ์ทุกอย่างก็พรักพร้อมอย่างนี้ เราควรจะถือโอกาสเที่ยวล่าสัตว์ให้เต็มที่ไปด้วย ระยะนี้ถือเป็น

ระยะสำราญรมย์สนุกสนานเพลิดเพลินกันก่อนดีกว่า พอถึงหล่มช้างก็แปลว่า เราจะต้องตั้งหน้าตั้ง

ตาเดินกันจริงๆ อยู่แล้ว”

ไชยยันต์ร้องออกมา หญิงสาวก็สนับสนุนมาว่า

“จริงด้วย พี่ใหญ่ไม่เห็นเหรอคะ น้อยเตรียมอะไรมามากมายก่ายกองถึงอย่างนี้ เราควรจะ

ใช้มันให้เป็นประโยชน์ในการเที่ยวป่าของเราให้คุ้มทีเดียว ก่อนที่จะทิ้งมันไว้ที่หล่มช้าง การติดตาม

พี่กลางน่ะ มันไม่มีความจำเป็นที่เราจะต้องรีบร้อนอะไรเลย ระยะเวลาที่พี่กลางเริ่มออกเดินทางเข้า

ป่า จนกระทั่งที่เราเริ่มต้นออกค้นหาเขา มันก็ล่วงเลยมานานแล้ว ถ้าเขาเดินโดยไม่หยุดเราก็ไม่มีวัน

จะตามเขาได้ทัน หรือถ้าเคราะห์หามยามร้ายพี่กลางถึงแก่ชีวิตไปแล้ว ไม่ว่าเราจะเร่งรีบสักขนาด

ไหน เราก็ไม่สามารถจะช่วยเขาได้ ทุกสิ่งทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับโชคชะตาของเขาเองทั้งสิ้น

เหตุการณ์มันไม่ได้เกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ ชนิดที่เรารู้แน่ว่าเขากำลังรอความช่วยเหลือจากเราอยู่ยังที่ใด

ที่หนึ่ง การตามพี่กลางในครั้งนี้ เป็นการเสี่ยงบุญเสี่ยงกรรมของเราตะหาก มันก็เหมือนกับงมเข็มใน

มหาสมุทรนั่นแหละ พี่ใหญ่โปรดอย่าเข้าใจผิดว่าน้อยไม่เป็นห่วงพี่กลางนะคะ น้อยเป็นห่วง ถ้าม่าย

งั้นน้อยจะขอมาด้วยทำไม แต่ขอให้พิจารณากันถึงเหตุผลเถอะว่า มันไม่มีประโยชน์อะไรขึ้นมาเลย

ถึงแม้ว่าเราจะเร่งรีบกันสักขนาดไหน หรือว่าช้าไปกว่ากำหนดสักอาทิตย์สองอาทิตย์ ข้อสำคัญที่สุด

ก็คือ เราต้องไปตามค้นหาเขาแน่ๆ โดยไม่ถอยหลังกลับจนกว่าเราจะพบตัวเขา หรือมิฉะนั้นก็

จนกว่าจะแน่ใจว่า เขาหาชีวิตไม่แล้ว ดังที่เราได้ตั้งเจตนาเดิมไว้”

เชษฐานิ่งไปครู่เหมือนจะใช้การใคร่ครวญ สีหน้าของเขาขรึมเคร่งลง แล้วก็หันมาทาง

จอมพราน

“คุณมีความเห็นเช่นไร รพินทร์

“ผมไม่อาจออกความเห็นใดๆ ได้ทั้งสิ้นครับ ทุกสิ่งทุกอย่างต้องแล้วแต่คุณชายผู้เป็น

นายจ้างของผม บอกได้แต่เพียงว่า ถ้าเราถือโอกาสล่าสัตว์กันไปด้วยอย่างคุณหญิงและคุณไชยยันต์

ว่า กำหนดเดินทางของเราที่จะไปถึงหล่มช้างก็ต้องยืดออกไปอย่างไม่มีปัญหา”

รพินทร์ตอบอย่างสำรวม

“เอากันตามสบายๆ โดยไม่เร่งร้อนนัก คุณคิดว่าสักกี่วันเราจะไปถึงที่นั่น

“หนึ่งเดือนกำลังสวยครับ แปลว่าเราสามารถจะหยุดพักได้แห่งหนึ่งเท่าที่เราพอใจ พร้อม

ทั้งล่าสัตว์ทุกชนิดที่เราต้องการจะล่าได้ ผมคิดว่าเอาอย่างนี้ดีกว่าครับ ผมจะนำไปยังหล่มช้าง และ

โดยวัตถุประสงค์ในการล่าพร้อมกันไปในตัว ถ้าเบื่อในการล่าสัตว์เมื่อไหร่ เราก็ยุติเสีย และหันมา

เร่งในการเดินทาง ผมกะว่าอย่างช้าก็คงไม่เกินเดือนหนึ่งหรอกครับ อาจเร็วกว่านั้นก็ได้ ถ้าพวกคุณ

เบื่อในการล่าขึ้นมา”

91

“ก็ถูกของน้อยกับไชยยันต์เหมือนกัน ในข้อที่ว่าถึงเราจะเร่งร้อนนัก มันก็ไม่เห็นจะมี

ประโยชน์อะไรขึ้นมาเลย”

...เชษฐา พูดขึ้นต่ำๆ ด้วยอาการซึมเศร้า แล้วก็ถอนใจพยักหน้า

“เอาล่ะ ค่อยปรึกษากันใหม่เป็นคราวๆ ไป ว่าเราจะหยุดที่ไหนนานสักเท่าไหร่ มีเวลาคุย

กันถมไป”

ทั้งสามเตรียมปืน น่าขันสำหรับรพินทร์อีก คือในการจะไปดักยิงเลียงผาตามวิธีไล่ราว

ครั้งนี้ ไชยยันต์ผู้เข็ดต่อการใช้ปืนไรเฟิล และเพิ่งจะเห็นประสิทธิภาพของปืนลูกซองในการยิงแบบ

กะทันหันรวดเร็ว หันไปคว้าปืนลูกซองแฝด ตรงข้ามกับเชษฐา ผู้บัดนี้แทนที่เขาจะใช้ลูกซอง

เหมือนเดิม เขากลับเลือกปืนไรเฟิลขนาด 30-30 แบบลีเวอร์แอ็คชั่น ซึ่งเป็นปืนเหมาะควรอย่างยิ่ง

สำหรับสัตว์ขนาดเลียงผา แต่ก็ต้องหมายความถึงว่าฝีมือในการยิงจะต้องดีจริงๆ เพราะเป็นการยิง

ในขณะที่สัตว์กำลังวิ่งตื่น มันส่อให้เห็นชัดอีกครั้งหนึ่งว่า เชษฐามีรสนิยมในการล่าสัตว์สูงเพียงไร

เขาไม่ต้องการใช้ปืนลูกซอง ซึ่งเป็นการเอาเปรียบสัตว์เกินไปโดยไม่ใช้ฝีมือเลย

ส่วนดารินถือ .270 ติดศูนย์กล้องกระบอกเดิมของหล่อน ซึ่งรพินทร์บอกกับตนเองว่า ถ้า

...หญิงคนสวยหัวรั้นคนนี้ สามารถจะยิงเลียงผาที่กำลังวิ่งเตลิดได้ด้วยปืนกระบอกนี้หล่อนก็

น่าจะเป็น ‘จอมพราน’ ที่ยิ่งใหญ่กว่าเขาเสียอีก เขาอยากจะแนะให้หล่อนถือลูกซองกึ่งอัตโนมัติ แต่

ก็เฉยเสียไม่พูด ต้องการให้ประสบการณ์สอนหญิงสาวเอาเอง

ในจำนวนคณะนายจ้างของเขาสามคนที่มาด้วย มีเชษฐาคนเดียวเท่านั้น ที่พรานใหญ่

อย่างรพินทร์เลื่อมใสในฝีมือและชั้นเชิงในการล่า

เมื่อเตรียมตัวเสร็จ รพินทร์ก็นำทางเกณฑ์ลูกหาบของเขาไปเกือบหมด เพื่อทำหน้าที่ไล่

ราว คงเหลือไว้แต่ส่วนน้อยให้เฝ้าแค้มป์ และจัดเตรียมหุงหาอาหาร เมื่อทุกคนเดินผ่านลงมาที่ลำ

ธารก็เห็นแงซายกับลูกหาบอีกสามคนกำลังช่วยกันถลกหนังหมูป่าและกวางอยู่

“อ้าว! แงซาย แกไม่ไปช่วยไล่เลียงผารึ

เชษฐาทักยิ้มๆ

หนุ่มชาวดงนักพเนจรเงยหน้าขึ้น ยิ้มยิงฟันขาวเหมือนอย่างที่เคยเห็น

“ผู้กองให้ผมช่วยลอกหนังกวางกับหมูป่าครับ แล้วให้เฝ้าแค้มป์ด้วย”

“ทำไมคุณไม่ให้แงซายไปด้วย

นายจ้างหนุ่มหันมากระซิบถามจอมพราน

“เราไปกันหมดไม่ได้ครับคุณชาย ต้องมีเหลือเฝ้าแค้มป์ไว้บ้าง และในจำนวนลูกหาบที่

เราทิ้งให้เฝ้าแค้มป์ คนที่เราควรจะไว้ใจได้มากที่สุดก็คือแงซาย”

ทั้งหมดข้ามลำธารไต่ขึ้นเนินทึบเตี้ยๆ ตัดทางลงสู่ป่าโปร่ง รพินทร์ออกคำสั่งกำหนดการ

นัดแนะกับคนของเขาไว้เรียบร้อยแล้ว บุญคำนำพวกลูกหาบทั้งหมดที่ตามมาด้วย แยกตัดทางอ้อม

92

ไปทางหลังเขา รพินทร์กับคณะนายจ้าง จัน เกิด และเส่ย คงเดินตัดป่าโปร่งต่อไปอีกประมาณ 20

นาที ก็ถึงชัยภูมิที่เขาสำรวจไว้ก่อนแล้วในอันที่จะวางปืน เขาจัดที่ซุ่มดักยิงให้แก่บุคคลเหล่านั้นเป็น

ลำดับไป คือเชษฐาเป็นแห่งแรก โดยให้นั่งคู่กับจัน ต่อมาไชยยันต์ ให้นั่งคู่กับเส่ย

พรานของเขาที่ให้คู่อยู่ด้วย จะไม่มีหน้าที่ในการยิงเลียงผา แต่ถือปืนขนาด .375 สำหรับ

หน้าที่คอยคุ้มกันอันตรายอันไม่คาดฝันที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ซึ่งเป็นการให้ความปลอดภัยแก่นายจ้าง

ตำแหน่งสุดท้าย เป็นซุ้มไม้สลับไปด้วยโขดหินงดงาม เหลือเพียงดารินคนเดียว ที่ถือปืน

เดินตามหลังเขามา

“นี่แหละครับ ที่ของคุณหญิง นั่งประจำได้”

รพินทร์บุ้ยปากแล้วก็ถอยไปนั่งอยู่บนโขดหินอีกก้อนหนึ่งเบื้องหลัง ควักบุหรี่ออกมาจุด

สูบ ดารินกวาดสายตาไปรอบๆ แล้วดึงผ้าพันคอออกมาซับเหงื่อพร้อมกับยักไหล่

“แกล้งให้ฉันเดินไกลกว่าคนอื่นเสียงั้นแหละนะ นายพราน”

“ที่ไหนได้ ผมพยายามเลือกที่นั่งยิงให้คุณหญิงดีที่สุด โอกาสที่เลียงผาจะวิ่งออกมาให้ยิง

มีมากกว่าที่นั่งของคุณชาย หรือคุณไชยยันต์เสียอีก มิหนำซ้ำยังเป็นที่ร่มไม่ต้องนั่งตากแดดเหมือน

สองคนนั่น”

หล่อนทรุดตัวลงนั่งบนก้อนหินเตี้ยๆ พิงปืนไว้ข้างๆ ถอดหมวกออกมาโบกพัดชำเลือง

หางตามองดูเขาอย่างขวางๆ

“ไหนลองบอกกติกามาซิ ฉันจะต้องยิงยังไง

“ก็ไม่มีอะไรมาก”

รพินทร์ตอบห้วนๆ โดยไม่ได้หันมามองดูหน้า เอนกายลงนอนหงาย ไขว่ห้างอย่างสบาย

ใจ ตาจับอยู่ที่ชะนีซึ่งโหนนิ่งอยู่บนยอดไม้สูงลิบเหนือศีรษะ

“พอมันวิ่งออกมาให้เห็น คุณหญิงก็ยิงเอาได้ตามถนัด สำคัญอย่างเดียวคือ ถ้ามันวิ่งเลย

ระดับของต้นตะเคียนใหญ่โน่น ที่ผมชี้ให้ดูแต่แรกแล้ว ก็อย่ายิงก็แล้วกัน เพราะมันเป็นทางที่พวก

ไล่ราวของเราป้วนเปี้ยนอยู่ที่นั่น”

“แล้วคุณมานอนเขลงอยู่นี่นะ มานอนทำไม แกล้งมาคอยเฝ้าดูให้ฉันประหม่า แล้วก็ยิง

ไม่ถูก จะได้หัวเราะเยาะงั้นซิ”

“เปล่า! ไม่ได้มาแกล้งนอนเฝ้าดูเพื่อให้ประหม่าแล้วยิงผิดหรอก เพราะถึงยังไงมันก็ต้อง

ผิดอยู่วันยังค่ำ แต่ที่มานอนอยู่นี่น่ะ กลัวว่าเจ้าลายหรือเจ้าจมูกยาว มันจะย่องเข้ามาทำเจ้าชู้กับนัก

มานุษยวิทยาคนสวยเสียเท่านั้น มันเป็นหน้าที่ที่จะต้องเฝ้า เพราะรับเงินค่าจ้างเขามาแล้ว”

“บ้า

...หญิงดารินร้องแหลมออกมาอย่างฉุนเฉียว หน้าแดงก่ำ ตาลุกวาว ในที่สุดก็เค้น

หัวเราะออกมา พูดเน้นเสียง

93

“นึกแล้วทีเดียวไม่มีผิด เห็นจากลักษณะท่าทีแต่แรก ก็พอจะเดาถูก คุณเป็นคนมีกิริยา

วาจากระด้างมาก เหมาะแล้วกับอาชีพพรานใจฉกรรจ์ของคุณ ที่ใช้ชีวิตอยู่กับป่ากับดงมาตลอด แต่

ไม่เหมาะเลยที่ฉันได้รับทราบจากคุณอำพลว่า คุณเป็นคนมีการศึกษามาแล้วอย่างดีเลิศ พี่ใหญ่กับ

ไชยยันต์เข้าใจผิดมากที่หลงสรรเสริญอยู่ตลอดเวลา ว่าคุณเป็นคนสุภาพ ทั้งๆ ที่แท้จริง คุณเป็นคน

หยาบคายไม่ใช่สุภาพบุรุษเลย อย่าลืมนะ นายพราน อย่าลืมว่าคุณกำลังพูดอยู่กับนายจ้างของคุณ

ฉันจะฟ้องพี่ใหญ่”

“เพื่อไล่ผมออกจากการเป็นลูกจ้างน่ะหรือครับ

รพินทร์ถามเรียบๆ มาจากอาการนอนอยู่เช่นเดิมโดยไม่เปลี่ยน หญิงสาวเม้มริมฝีปากอึ้ง

ไป จอมพรานค่อยๆ ชันกายขึ้นนั่ง มองด้วยสายตาเฉยๆ มายัง ...หญิงคนสวย กล่าวต่อมาว่า

“บังเอิญเหลือเกินครับคุณหญิง บังเอิญที่ผมไม่ได้ศึกษาในทางมานุษยวิทยาเสียด้วย ก็เลย

ไม่ค่อยจะทราบว่าสังคมของมนุษย์เขาถืออะไรเป็นหลักในการจะพิจารณาว่า อะไรเป็นการสุภาพ

และอะไรเป็นการหยาบคาย ถูกแล้วครับ ผมเป็นชาวดง ชาวดงมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษทีเดียว และ

ชาวดงเขามักจะพูดกันตรงๆ ไม่อ้อมค้อม รู้สึกยังไงก็พูดออกไปยังงั้น มันติดเป็นสันดานเสียแล้ว

เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามที่เป็นการล่วงเกิน ผมก็ต้องขออภัย”

“มานุษยวิทยาไม่ใช่วิชาที่จะสอนให้รู้ว่าอะไรสุภาพ หรืออะไรหยาบคาย แต่เป็นวิชาที่จะ

แจกแจงพิสูจน์ให้รู้ชัดว่า มนุษย์แยกออกเป็นกี่เผ่า สืบเชื้อสายต้นตระกูลมาจากอะไร เราสามารถจะ

รู้ได้ว่า มนุษย์ชนิดไหนถือกันว่าเป็นพวกยังไม่เจริญ เป็นต้นว่า พวกชาวดงชาวเขา อาศัยอยู่ในป่าซึ่ง

ยังไม่ได้รับการพัฒนาใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นศีลธรรม จริยธรรม มโนธรรม โครงกระดูก และหัว

กะโหลกของมนุษย์ประเภทนี้มันบอกชัด จัดเป็นมนุษย์สมัยดึกดำบรรพ์ เพื่อจะวิวัฒนาการปฏิรูปมา

จากสัตว์สองเท้าประเภทหนึ่ง”

หญิงสาวตอบมาอย่างเผ็ดร้อน

รพินทร์ ไพรวัลย์ เป่าควันบุหรี่ให้กระจายไปกับลมป่าอย่างเรื่อยเฉื่อยทอดหุ่ย

“และก็สัตว์สองเท้า อันเป็นต้นตอของมนุษย์อย่างที่คุณหญิงว่านี่ใช่ไหมครับ ที่มาเป็นต้น

ตระกูลของมนุษย์เราทั่วไป สืบเนื่องกันมาจนทุกวันนี้ ส่วนไอ้เรื่องที่ว่ามนุษย์คนไหนจะมีเลือดสี

แดง โดยถือกันว่าเป็นไพร่สามัญชน หรือมนุษย์คนไหนจะมีเลือดสีน้ำเงิน อันหมายถึงฐานันดรศักดิ์

ชาติตระกูลสูง เป็นเรื่องที่มนุษย์มาแบ่งกันเองภายหลังทั้งๆ ที่ก็มีต้นกำเนิดมาจากแหล่งเดียวกัน

นั่นเอง”

...ดาริน ผุดลุกขึ้นยืนในทันทีนั้น

“ร้ายกาจนัก ฉันอยากจะตบหน้าคุณเสียจริง”

“ตบหน้าผมไม่สนุกหรอกครับ ยิงเลียงผาดีกว่า โน่นแน่ะ กระโจนออกมาโน่นแล้ว ตั้งฝูง

เบ้อเร่อ”

94

ขาดเสียงของรพินทร์ ก็มีเสียงปืนระเบิดขึ้นเป็นระยะ กึกก้องไปหมด พร้อมกับเสียง

ตะโกนไล่ตะเพิดเอะอะของพวกลูกราว

ดารินลืมเรื่องที่ต่อปากต่อคำกับรพินทร์อย่างรุนแรงเสียชั่วขณะ หันขวับไปทางทุ่งโล่งก็

เห็นเลียงผามาเป็นฝูง ฝูงละสองสามตัว กำลังเผ่นกระโดดเปะปะอยู่ตามพุ่มไม้และพื้นราบ หล่อน

หันไปคว้าปืนขึ้นมาโดยเร็ว อันเป็นเวลาเดียวกับที่รพินทร์ก็กระโจนจากโขดหิน ลงมายืนอยู่ใกล้ๆ

หล่อนเริ่มตื่นเต้นยกปืนขึ้นเล็ง แต่ตัดสินใจไม่แน่ ไม่รู้จะเล็งตัวไหนก่อนดี ครั้นแล้วเสียง

เรียบๆ ของรพินทร์ก็ดังมากระทบโสตประสาทของหล่อนว่า

“ยิงสัตว์มีชีวิตที่กำลังเคลื่อนที่ ไม่เหมือนยิงเป้ากระดาษหรือเป้านิ่งนา...คุณหญิง...แต่ได้

ข่าวว่าคุณหญิงเคยล้มหมีโคเดี๊ยก กับควายป่าแอฟริกันมาแล้วไม่ใช่หรือ”

ดารินฉุนกึกขึ้นมาอีกในบัดนั้น เพราะหล่อนจำได้ว่า เขาเอาประโยคคำพูดของหล่อนเอง

ที่พูดเป็นเชิงปรามาสเขาไว้ในคืนหนึ่ง บ้านพักหนองน้ำแห้ง ขณะที่เขาหยิบปืนสั้นขึ้นมาทดลอง

ยิงลูกมะขวิดป่า โดยใช้เรียงประโยคย้อนถ้อยคำเหมือนที่หล่อนพูดกับเขาไม่มีผิด

หล่อนเล็งอย่างทิฐิแล้วเหนี่ยวไกปัง เลียงผาตัวที่หล่อนหมายถึง คงกระโจนซิกแซ็กอยู่

เช่นนั้น

“เหลว

เสียงเขาครางออกมา ซึ่งมันก็เป็นคำพูดของหล่อนอีกนั่นแหละ ในขณะที่เขายิงลูก

มะขวิดผิดในคืนนั้น

หล่อนเม้มปาก ปล่อยกระสุนออกไปอีกสามนัดซ้อน ผลของมันก็คือไม่มีเลียงผาตัวใดตก

เป็นเป้ากระสุนของหล่อนเลย ในขณะนี้ทางด้านไชยยันต์และเชษฐาก็มีเสียงยิงอย่างถี่ยิบ หูดับตับ

ไหม้เอ็ดอึงไปหมด ผลจะเป็นอย่างไรยังไม่รู้กัน

“อะฮ่า...ศิลปะการยิงสัตว์กับยิงเป้ากระดาษ มันไม่ยักเหมือนกันนะ คุณหญิงตัดสินใจถูก

แล้วที่คิดจะตบหน้าผมแทนที่จะยิงเลียงผา”

เสียงลอยๆ ยั่วโทสะดังมาอีก มันก็ไอ้การล้อเลียนประโยคคำพูดของหล่อน ที่เคยเย้ยเขา

ไว้ทุกถ้อยกระทงความไปทีเดียว ดารินแทบจะร้องกรีดออกมาดังๆ หันมาเสือกปืนพรวดส่งไปให้

เขาผู้ยืนยิ้มๆ อยู่ พูดด้วยเสียงแหว

“เอ้า! ไหนนายพรานผู้ยิ่งใหญ่ลองยิงให้ดูหน่อยซิ ฉันจะยิงถูกได้ยังไง มันกระโจนกันเร็ว

ยิ่งกว่าลิง แล้วก็มองไม่เห็นศูนย์กล้องนี่เลย จับมันไม่ทัน”

รพินทร์รับปืนมาอย่างเยือกเย็น แกล้งพูดยั่วต่อมาว่า

“นั่นน่ะซิ ก็ใครใช้ให้ใช้ปืนแบบติดศูนย์กล้องล่ะ ศูนย์กล้องน่ะเขาเอาไว้ยิงเป้ากระดาษ

ยิงสัตว์ทุ่งโล่งในระยะไกลที่มันยืนเป็นเป้านิ่งให้ หรือมิฉะนั้นก็เอาไว้ลอบฆาตกรรมในระยะไกล”

“ไม่ต้องพูดมาก คุณว่าฉันยิงผิด คุณก็ลองยิงให้ดูซิ โดยปืนกระบอกนี้แหละ

95

จอมพรานหัวเราะหึๆ เอานิ้วแตะน้ำลายแล้วป้ายที่ปากกระบอกปืนทำยั่วหล่อน พร้อมกับ

ตวัดปืนขึ้นประทับบ่า พึมพำเบาๆ

“เอ...ผมก็ไม่เคยยิงปืนผู้ดีชนิดติดศูนย์กล้องราคาแพงอย่างนี้เสียด้วย ถ้ามันผิด ก็นึกว่า

ชาวดงไม่เคยชินกับอาวุธของชาวกรุงก็แล้วกันนะครับคุณหญิง”

เลียงผาตัวหนึ่งกระโดดเลี้ยวหนีมาจากด้านของไชยยันต์เผ่นแผล็วๆ ผ่านพุ่มไม้มาให้เห็น

ในระยะประมาณ 40 เมตร รพินทร์วาดลำกล้องปืนตาม แล้วเหนี่ยวไกปัง เลียงผาตัวนั้นกระโจน

ทะลึ่งโดดตัวลอยขึ้นไปบนอากาศ แล้วร่วงลงมาฟุบนิ่งอยู่กับพื้น

อีกสามตัวก็วิ่งกระเจิงให้เห็นไม่เป็นระเบียบผ่านมาอีก

ปัง! ล้ม...อีกปัง! เหยื่อของกระสุนวิ่งไปได้สามสี่ช่วงก็ทรุดขาหน้าลง และอีกปัง! อันเป็น

นัดสุดท้ายที่บรรจุอยู่ในปืนกระบอกนั้น ตัวใหญ่เขางามที่สุดพลิกตีลังกาไปอย่างน่าดู

รพินทร์ ไพรวัลย์ ลดปืนลง หันมาหรี่ตาให้นายจ้างคนสวยของเขานิดหนึ่ง แล้วส่งปืนคืน

ไปให้ ดารินไม่ได้รับปืน แต่ยืนกอดอกเฉย หน้างอ จ้องหน้าเขา

“อ๋อ แน่ละซิ ถ้าคุณยิงผิด เราจะจ้างคุณให้เป็นพรานนำทางมารึ มันอาชีพของคุณอยู่แล้ว

นี่นะ”

หล่อนแสดงนิสัยพาล อันเป็นธรรมชาติแท้จริงของเพศ จอมพรานเบิกตานิดหนึ่งอย่าง

ล้อเลียน หล่อนเพิ่งจะเห็นเขามีนิสัยขี้เล่นอย่างเงียบๆ ครั้งนี้เป็นครั้งแรก ผิดกับอาการเคร่งขรึม

เหี้ยมเกรียม อันดูเป็นบุคลิกพื้นหน้า

“ขออภัย ที่ลูกแกะบังอาจกวนน้ำให้ขุ่น”

“แน้! ดูซิ อ้อ! นี่หมายความว่า ฉันเป็นหมาป่าขี้พาลหาเรื่องงั้นรึ”

“อย่ามัวทะเลาะอยู่กับผมเลยครับ ยิงเลียงผาดีกว่า กำลังสนุกทีเดียว นี่ยังไงครับ ปืนของ

คุณหญิง บรรจุกระสุนเร็วๆ เข้าเถอะ กระสุนในปืนหมดแล้ว ประเดี๋ยวพวกนั้นคงจะไล่กระเจิง

ออกมาอีก เลียงผาที่นี่ชุมมาก ผมสำรวจมาแล้วเห็นมีอยู่ตั้ง 40-50 ตัว ที่ไล่ออกมายังไม่ถึงครึ่ง”

หล่อนยิ้มเจื่อนๆ สั่นศีรษะปฏิเสธในการที่จะรับปืนคืนมา แต่ส่งลูกปืนให้เขา

“คุณยิงเถอะ ให้ฉันยิงก็ผิดหมด ฉันมองไม่เห็นเป้าในศูนย์กล้องนี่เลย มันกระโจนเร็ว

เหลือเกิน ส่องกล้องปืนตามไม่ทัน ถามจริงๆ เถอะ คุณยิงยังไงนะ”

“ใจเย็นหน่อยซิครับ อย่าเอาแต่โมโห”

เขาตอบพร้อมกับบรรจุกระสุนที่หล่อนส่งมาให้ไปพลาง พอเต็มซองกระสุนก็กระชาก

ขึ้นลำส่งไปให้หล่อนอีก

“เอ้า! ลองดูใหม่ซิครับ”

“ม่าย

“ถ้างั้น...”

เขาหันไปคว้า .375 ที่วางอยู่ข้างๆ ขึ้นมาส่งให้หล่อน

96

“ลองเอาไอ้นี่ยิงดูไหมครับ มันเป็นศูนย์เปิดเล็งง่ายหน่อย”

“โอ๊ย! ให้ฉันยิง .375 น่ะรึ บ้าจริง มันจะได้ถีบฉันหกคะเมนไปน่ะซิ”

“อ้าว! แล้วกัน ไหนว่าเคยยิง .458 แอฟริกันแม็กนั่มมาแล้ว .600 ไนโตรเอกซเปรส ก็ยัง

เคยยิง”

“โกหกเล่นโก้ๆ ไปงั้นแหละ ก็คุณอยากดูถูกกีดกันไม่ให้ฉันเดินทางมาด้วยทำไมล่ะ”

รพินทร์โคลงศีรษะช้าๆ มองดูหญิงสาวด้วยนัยน์ตาเป็นประกายแจ่มใสผิดไปกว่าเคย

แล้วยิ้มให้

“ว่าอันที่จริง คุณหญิงยิงปืนได้ดีมากนะครับ ผมยังไม่เคยเห็นผู้หญิงคนไหนยิงปืนได้

แม่นยำเท่าคุณหญิงมาก่อนเลย ถ้าตั้งเป้าแข่งกัน ผมก็เห็นจะสู้ไม่ได้ อย่าเพิ่งหมดกำลังใจซิครับ

คุณหญิงเองก็เจตนาอยากจะลองล่าสัตว์อยู่แล้ว ทดลองใหม่อีกครั้ง ผมจะเอาใจช่วย”

ว่าแล้วเขาก็ส่งปืนมาให้อีกครั้ง ...หญิงคนสวยเจ้าทิฐิยิ้มกร่อยๆ รับปืนมาอย่างไม่สู้

จะเต็มใจนัก พอเลียงผามาอีกฝูงหนึ่งเริ่มกระโจนมาให้เห็น หล่อนก็ประทับปืนขึ้นเล็งแล้วเล็งอีก

แต่ก็ไม่ได้ลั่นไกสักที ในที่สุดก็ลดปืนลง โคลงศีรษะ บ่นอู้ว่า มองไม่เห็นศูนย์ รพินทร์เข้ามายืน

กำกับอยู่ข้างหลัง พูดปลอบใจและสอนให้

“โน่นครับ กระโดดมาโน่นอีกสองตัว อย่าวาดปืนดักหน้ามันเข้ามาซิครับ วาดตามหลัง

ไปก่อน แล้วเลยหน้ามันไปประมาณสักช่วงแขน รอจังหวะที่ว่ามันกระโดดขึ้นอีกครั้ง เอ้า! ยิง

หล่อนเหนี่ยวไก ปัง!

เลียงผาเจ้ากรรมตัวนั้นม้วนคว่ำลงไปอย่างน่าดู

ดารินแทบจะกระโดดขึ้นทั้งตัว หัวเราะออกมาได้ หน้าแดงดว้ ยความตื่นเต้นปีติ หล่อน

เริ่มจะจับเคล็ดได้ ตัวที่สองหล่อนพลาด แต่ตัวที่สามและสี่ ดิ้นไปอีกอย่างแม่นยำ รพินทร์ถอยไป

ยืนสูบบุหรี่อีกตัวมองยิ้มๆ จับอยู่ด้านหลังของหญิงสาว ขณะที่หล่อนกำลังสาละวนยืนประทับปืน

เตรียมยิงอยู่ด้วยอารมณ์ที่เริ่มจะสนุกขึ้น

กว่าจะหมดระลอก ดารินยิงได้อีกสองตัว รวมทั้งหมดในแนวปืนรัศมีของหล่อน มี

เลียงผาที่ยิงได้ถึง 9 ตัว 4 ตัวเป็นการยิงในชุดแรกของเขาชนิดตัวละนัด และ 5 ตัวหลัง เป็นฝีมือของ

...ดาริน โดยปล่อยให้รอดไปได้ไม่น้อยกว่า 20 ตัว

“มันเป็นสัตว์สี่เท้า ที่ฉันยิงได้เป็นครั้งแรกในชีวิต โดยมีคุณเป็นครูสอน”

หล่อนหันมาบอกเขาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มยินดี ดูเหมือนจะลืมเรื่องทะเลาะเมื่อครู่นี้ไปเสีย

อย่างสนิท

เมื่อการไล่ราวยุติลง และพวกไล่เข้ามาสมทบเก็บพวกเลียงผาที่ถูกยิงล้มไว้เข้ามารวบรวม

บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้นสนุกสนานอีกครั้ง พวกนั้นช่วยกันแบกหลังแอ้ มีเลียงผาที่ยิงได้

ทั้งหมดถึง 20 เป็นฝีมือของเชษฐาเสีย 6 ตัว และฝีมือของไชยยันต์ผู้ที่ทั้งๆ ที่ใช้ปืนลูกซองอีก 5 ตัว

97

ส่วน 9 ตัวเป็นของด้านดาริน ซึ่งทำความตื่นตะลึงพิศวงให้แก่เชษฐา ไชยยันต์ และพวกลูกหาบ

ทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง ในกรณีที่ดารินสามารถยิงได้มากที่สุดเหนือกว่าทุกคน

รพินทร์รีบบอกกับพวกนั้นเสียก่อนว่า นั่นเป็นฝีมือของ ...หญิงคนสวยอย่างบริสุทธิ์

โดยที่เขาไม่ได้ช่วยเหลืออะไรเลย

หญิงสาวลอบหันมาทำหน้าย่นใส่เขา

คณะล่าเลียงผาทั้งหมดกลับมาถึงแค้มป์ในตอนเย็น ลูกหาบมีงานหนักเป็นการช่วยกัน

ถลกหนังเลียงผา ซึ่งได้มาอย่างมากมายเหล่านั้น บางส่วนเตรียมสำหรับปรุงอาหารค่ำร่วมกับเนื้อ

กวางและเนื้อหมูป่าที่เหลือ ส่วนมากบ้างก็ใส่เกลือไว้ และบ้างก็ก่อร้านขึ้นย่างไฟรมสำหรับสต๊อก

เป็นอาหารแห้งต่อไป

ทุกคนเต็มไปด้วยความเบิกบานสนุกสนาน

ก่อนตะวันจะตกดินเล็กน้อย รพินทร์สั่งให้คนของเขาจัดบริเวณแค้มป์ขึ้น โดยปลดควาย

ฉกรรจ์ที่ใช้เทียมเกวียนมาทั้ง 16 ตัว ออกผูกไว้ล้อมรอบอาณาบริเวณเป็นวงกลม เว้นระยะห่างกัน

พอสมควร เขาให้เหตุผลกับคณะนายจ้างของเขาว่า ควายที่ให้ล้อมอยู่เบื้องนอก จะเป็นด่านป้องกัน

ภัยจากสัตว์ร้ายที่จะแผ้วพานป้วนเปี้ยนเข้ามาในบริเวณได้อย่างดีที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสือ เพราะ

ควายมีสัญชาติญาณในการต่อสู้ และไม่เกรงสัตว์ป่าทุกชนิด ผิดกับวัวหรือสัตว์บ้านอื่นๆ และยาม

เมื่ออยู่ในป่าเช่นนี้ ควายย่อมจะรู้หน้าที่ของมันดีว่า จะต้องตื่นระวังภัยอะไรบ้าง อันเป็นธรรมชาติ

ของมันอยู่แล้ว

ถัดจากแนวล้อมของควายเข้ามา ก็จัดพวกลูกหาบให้สุมไฟและนอนเรียงรายกันเป็น

ระยะ ใจกลางให้ขึงเต้นท์ใหญ่สำหรับคณะนายจ้างของเขาขึ้น เตียงสนาม โต๊ะสนามตลอดจน

เครื่องใช้อำนวยความสะดวกทุกชนิดที่นำติดมา ถูกนำออกมาจัดเตรียมพรักพร้อม

ทุกสิ่งทุกอย่างเรียบร้อยลงอย่างรวดเร็ว

คนรับใช้ประจำเต้นท์ ...เชษฐา แสดงความจำนงว่า จะขอตัวแงซาย เพราะมีความ

ไว้วางใจและถูกชะตาเป็นพิเศษ รพินทร์ไม่ขัดข้อง สั่งให้แงซายมาคอยรับใช้ประจำอยู่กับเต้นท์ของ

นายจ้างโดยเฉพาะ ตามความต้องการ หน้าเต้นท์ก่อกองไฟใหญ่ไว้ และกำหนดเวรยามผลัดเปลี่ยน

ให้แก่พรานทั้งสี่ของเขา

อาหารค่ำมื้อนั้น เต็มไปด้วยความครึกครื้นออกรสออกชาติ สำหรับคณะนายจ้างและ

ลูกหาบทุกคน ไม่จำเป็นจะต้องอาศัยอาหารกระป๋องที่ ...ดารินจัดเตรียมมาอย่างเหลือเฟือเลย

นอกจากพวกส่วนประกอบในการปรุงรสอาหารต่างๆ

พวกลูกหาบจับกลุ่มกันกินข้างกองไฟ และคุยกันเป็นที่สนุกสนาน พรานใหญ่ถูกเชิญให้

เข้าไปร่วมโต๊ะในเต้นท์ของนายจ้าง ซึ่งจัดเตรียมไว้อย่างหรูหรา เท่าที่สภาพการเดินทางในป่าจะถูก

จัดขึ้นได้ ที่บริเวณประตูทางเข้าหน้าเต้นท์ตามไฟด้วยตะเกียงรั้วเล็กๆ ส่วนภายในอันกว้างขวาง

สว่างนวลด้วยแสงตะเกียงเจ้าพายุ

98

แงซายเป็นคนไปตามเขา ในขณะที่รพินทร์เดินตรวจตราดูความเรียบร้อยของบริเวณ

แค้มป์ ความจริงเขาตั้งใจจะกินอาหารร่วมกับพวกลูกหาบ และพรานของเขาตามแบบชีวิตป่าจริงๆ

เท่าที่ปฏิบัติอยู่ แต่เมื่อเป็นคำเชิญกึ่งคำสั่งของนายจ้าง เขาก็ไม่อยากจะขัด อีกอย่างหนึ่งก็พอจะ

ทราบอยู่ว่าคณะนายจ้างต้องการสังสรรค์ใกล้ชิดอยู่กับเขาตลอดเวลา

เมื่อเขาก้าวเข้าไปในเต้นท์ ทุกคนรอคอยเขาอยู่ก่อนแล้วด้วยสีหน้าผ่องใส ทั้งสามอาบน้ำ

ผลัดเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเรียบร้อยแล้ว ทั้งเชษฐาและไชยยันต์ เปลี่ยนมาอยู่ในชุดเสื้อกางเกง

สักหลาดแบบรัดกุมสำหรับเตรียมนอน แต่ ...หญิงดารินคนสวย ทำให้จอมพรานต้องถอน

หายใจเฮือกออกมาอีกอย่างเหลือระอา หล่อนอยู่ในไนท์กาวน์ หรือเสื้อนอนหรูหราสีเม็ดมะปราง

ราวกับจะนอนอยู่ในคฤหาสน์สำราญรมย์ตามเคย กลิ่นน้ำหอมฝรั่งเศสอย่างดีโชยกรุ่น

“อ้าว! ยังไม่ได้อาบน้ำอาบท่าอีกหรือ”

...เชษฐา ร้องทักมายิ้มๆ เมื่อมองเห็นรพินทร์อยู่ในชุดเดิม

“เมื่อผมเข้าป่า เรื่องการอาบน้ำ ล้างหน้า หรือแปรงฟัน กลายเป็นสิ่งไม่จำเป็นไปเสียแล้ว

ครับ พรานหรือนักเดินป่าอาชีพทุกคนก็ถือเช่นนี้”

เชษฐากับไชยยันต์ไม่สนใจอะไรอีก เพราะเข้าใจความหมายดี แต่ ...ดารินจ้องหน้า

เขา หัวเราะออกมาเสียงแหลม

“อ้อ แปลว่าเมื่อคุณเข้าป่า คุณไม่มีการอาบนํ้า ล้างหน้า และแปรงฟันเลยงั้นหรือ

นายพราน”

“อาจจะ เมื่อมีเวลาหรือโอกาสสะดวกๆ ครับ แต่ไม่ถือเป็นกิจวัตรที่จะต้องปฏิบัติชนิด

พลาดไม่ได้เหมือนขณะที่อยู่ในบ้าน ในป่าเราไม่มีเวลาพอที่จะคำนึงหรือพิถีพิถันอยู่ในเรื่องนี้”

“แล้วเคยสังเกตไหม เวลาคุณลองอาบน้ำที ปลาตายกี่ตัว”

หล่อนถามหน้าตาเฉย รพินทร์เองก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ เชษฐากับไชยยันต์หันไปจุ๊

ปากบ่นหญิงสาวพึม

“แล้วคุณหญิงจะได้ทราบจากตัวเองครับ เมื่อเราเดินทางออกจากหล่มช้างแล้ว เพราะเรา

อาจไม่มีโอกาสอาบน้ำล้างหน้า หรือแปรงฟันอีกเลยนับเป็นสิบๆ วัน”

รพินทร์ตอบเรียบๆ

ไชยยันต์ได้จังหวะลูกสอดเหน็บเพื่อนสาว ผู้สนิทกันเหมือนพี่น้องมาว่า

“แต่น้อยเขาไม่กังวลในเรื่องนั้นหรอกคุณรพินทร์ เขาเตรียมน้ำหอมมาดับกลิ่นหลายขวด

มันแปลว่าเขารู้ล่วงหน้ามาก่อนแล้วเหมือนกัน แต่สงสัยเหมือนกันนะ สงสัยว่าไอ้กลิ่นทีไม่ได้

อาบน้ำเป็นสิบๆ วัน กับกลิ่นน้ำหอมนี่ เวลามันผสมกันแล้ว มันจะส่งกลิ่นไปในลักษณะไหน”

ทั้งโต๊ะหัวเราะครืน เว้น ...คนสวยคนเดียว ที่หันไปค้อนเพื่อนชายขวับ กระแทกเสียง

ออกมาหนักๆ คำเดียวว่า

“บ้า

99

แล้วก็เลยนิ่งเงียบไป ไม่หาเรื่องรวนอะไรรพินทร์อีก

หลังเวลาอาหาร ระหว่างที่ดื่มกาแฟและสนทนากัน ดารินก็แสดงสัญชาติญาณอันเป็น

แพทย์หญิงของหล่อนออกมา โดยการเอายาออกมาแจก โดยบังคับให้พี่ชายและเพื่อนชายของ

หล่อนกิน มันเป็นยาประเภทสกัดไข้และป้องกันหวัด หล่อนเดินแจกและบังคับให้กินแม้กระทั่ง

แงซาย ผู้ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูเต้นท์ แล้วก็ตรงมาที่รพินทร์เป็นคนสุดท้าย

“จะเป็นการบังอาจและสู่รู้เกินไปไหน ถ้าหากฉันจะให้ยาสำหรับคุณก่อนนอนคืนนี้”

จอมพรานแบมือออกไปขอโดยดี

“แพทย์ให้ยาแก่คนธรรมดา ไม่ถือว่าเป็นการบังอาจหรือสู่รู้หรอกครับ คุณหญิง”

แววตาของหล่อนส่อความพอใจขึ้น ยิ้มออกมานิดๆ โรยยาต่างชนิดสองเม็ดลงไปบนฝ่า

มือที่แบของเขา

“ฮือม์ ให้รู้จักหน้าที่อย่างนี้เสียมั่งซิ ถึงจะเรียกว่าคนเจริญแล้ว ฉันคิดว่าคุณจะพูดว่า ‘ยา

ไม่จำเป็นสำหรับพรานใหญ่อย่างผม’ เสียอีก อ้อ! แล้วก็ตรวจตราดูแลลูกหาบของพวกเราทุกคน

ด้วย ใครไม่สบายหรือรู้สึกว่าจะไม่สบายอะไรก็มาบอก”

“ครับผม”

รพินทร์ตอบหางเสียงล้อเลียน โยนยาเข้าปาก ดื่มน้ำตามแล้วกล่าวต่อมา

“เมื่อกี้นี้ เป็นเรื่องของแพทย์กำหนดให้คนธรรมดา ซึ่งผมก็ได้ปฏิบัติตามไปแล้วโดย

เคร่งครัด ทีนี้ก็จะเป็นเรื่องของพรานป่ากับชาวกรุงบ้าง”

ดารินยกมือกอดอก พยักหน้าหยิ่งๆ

“คุณมีอะไรจะพูดกับเราก็ว่าไป”

“ไม่ใช่กับ ‘เรา’ อันหมายถึงคุณชายหรือคุณไชยยันต์ด้วยหรอกครับ แต่หมายถึงคุณหญิง

โดยเฉพาะ”

“ทำไม คุณมีอะไรจะพูดกับฉันโดยเฉพาะงั้นรึ”

“ครับ อีกสองท่านไม่เกี่ยว”

“ก็ว่าไปซิ”

หล่อนลากเสียง

“จะเป็นการบังอาจหรือสู่รู้เกินไปไหม ถ้าหากผมจะขอร้องให้คุณหญิงเลิกสวมไนท์

กาวน์อย่างนี้นอน ไม่ว่าจะที่นี่หรือที่ไหนทั้งสิ้นขณะที่เรายังอยู่ในป่า แต่ควรจะเปลี่ยนมาเป็นเสื้อ

และแสล็คที่รัดกุมที่สุด จริงอยู่ ถึงแม้ว่าสิ่งแวดล้อมจะให้ความสะดวกสบาย และน่าจะเรียกว่า

ปลอดภัยเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่มันก็ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มนัก ที่นี่เป็นป่าไม่ใช่เมือง เราอาจ

จำเป็นต้องตื่นพรวดพราดขึ้นมาในวินาทีใดวินาทีหนึ่งก็ได้ เสื้อนอนชนิดนี้ไม่ใช่เสื้อที่เหมาะ

สำหรับวัตถุประสงค์เช่นนั้น”




Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
เพชรพระอุมา ตอนที่ 9 : ไพรมหากาฬ เล่ม 1 ครั้งที่9 , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 676 , โพส : 0 , Rating : 14 / 3 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1


Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

Blood Incident ทีมผมไม่ (วุ่น) วายนะครับ

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android