สวัสดีผู้เยี่ยมชม [ เข้าระบบ | สมัครสมาชิก ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

วรรณคดีร.6-ปัจจุบัน

ตอนที่ 1 : วรรณคดี


     อัพเดท 21 ม.ค. 50
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: มีสาระ/เกร็ดประวัติศาสตร์
Tags: ยังไม่มี
ผู้แต่ง : nirun club ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ nirun club Email : mooping_nb(แอท)hotmail.com
My.iD: http://my.dek-d.com/narak_rs
< Review/Vote > Rating : 35% [ 4 mem(s) ]
This month views : 7 Overall : 2,757
1 Comment(s)

[ กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
วรรณคดีร.6-ปัจจุบัน ตอนที่ 1 : วรรณคดี , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 4067 , โพส : 0 , Rating : 5 / 1 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


วรรณคดีสมัยรัชกาลที่6 - ปัจจุบัน

เหตุการณ์บ้านเมืองและวรรณคดี

              การติดต่อและการรับอิทธิพลตะวันตก   ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคมและวัฒนธรรมบางประการ  เช่น  การปรับปรุงการปกครองบ้านเมือง  การจัดการศึกษา  การแปลงวรรณกรรมตะวันตก  การมีสื่อสารมวลชน  ฯลฯ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงด้านวรรณกรรมทำให้วรรณกรรมมีลักษณะเป็นสากลมากขึ้นตามลำดับเวลาเห็นได้ชัดตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕  และรัชกาลที่ ๖  เป็นต้นมา 

              ภายหลังรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  คือ  ตั้งแต่ พ.. ๒๔๖๘  จนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลาที่สังคม  บุคคล  และวรรณกรรมอยู่ร่วมสมัยกันในกาลปัจจุบัน  มีความเคลื่อนไหวสอดคล้องกันตามความเป็นไปของชีวิต  วรรณกรรมแสดงสภาพของสังคมปัจจุบัน  มีความเคลื่อนไหวสอดคล้องกันตามความเป็นไปของชีวิต  วรรณกรรมแสดงสภาพของสังคมปัจจุบัน  และสังคมปัจจุบันมีอิทธิพลต่อการสร้างสรรค์วรรณกรรม   วรรณกรรมส่วนใหญ่ในระยะเวลานี้  จึงเขียนขึ้นโดยใช้ประเภทและรูปแบบที่เป็นสากล  แสดงความคิด  ความรู้สึก  และใช้ถ้อยคำสำนวนถ่ายทอดชีวิต  รวมทั้งนักเขียนและผู้อ่านก็มีชีวิตอยู่ในระยะเวลาใกล้เคียงกับสมัยปัจจุบัน  ลักษณะสำคัญเหล่านี้ประมวลกันเข้า  ไม่จำเป็นต้องครบถ้วนทุกประการ  ก็อาจเรียกวรรณกรรมสมัยนี้ได้ว่า  "วรรณกรรมปัจจุบัน"

เหตุการณ์บ้านเมือง

              เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  เสด็จสวรรคตใน พ.. ๒๔๖๘  สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์  กรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา  ได้ขึ้นเสวยราชย์สืบต่อมา   ทรงพระนามว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปกพระเกล้าเจ้าอยู่หัว   นับเป็นพระองค์ที่ ๗  แห่งราชวงศ์จักรี   เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์สุดท้ายของการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์  เพราะได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร์ใน พ..๒๔๗๕  ตั้งแต่นั้นมาการปกครองของประเทศก็ได้เปลี่ยนเป็นระบอบประชาธิปไตย  โดยมีพระมหากษัตริย์อยู่ใต้กฎหมาย

              พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงสละราชสมบัติ  เมื่อวันที่    มีนาคม  .. ๒๔๗๗  และได้ประทัยอยู่ในประเทศอังกฤษ  จนกระทั่งเสด็จสวรรคต  เมื่อวันที่  ๓๐ พฤษภาคม  .. ๒๔๘๔  พระชนมายุได้  ๔๘  พรรษา

              พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ  ไม่มีพระราชโอรสหรือพระราชธิดา  ดังนั้นคณะรัฐมนตรี  และสภาผู้แทนราษฎรเห็นสมควรกราบบังคมทูลเชิญ  พระวรวงศ์เธอ  พระองค์เจ้าอานันทมหิดล  พระโอรสในสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงสงขลานครินทร์ขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ ๘  แห่งราชวงศ์จักรี  ทรงพระนามว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล  ในขณะนั้นมีพระชนมายุเพียง  ๑๐  พรรษา  ทรงศึกษาอยู่    ประเทศสวิตเซอร์แลนด์  รัฐบาลจึงต้องแต่งตั้งคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ขึ้น

              พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล  เสด็จนิวัติพระนครในเดือนธันวาคม  พศ. ๒๔๘๘  และขณะที่เตรียมพระองค์เพื่อเสด็จกลับไปทรงศึกษาต่อนั้นเอง  เสด็จสวรรคตเพราะถูกพระแสงปืน  เมื่อวันที่    มิถุนายน  .. ๒๔๘๙  พระชนมายุได้  ๒๑  พรรษาเศษ  และอยู่ในราชสมบัติได้  ๑๒  ปี

              รัฐสภาได้มีมติให้กราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ  เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดชขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ ๙ แห่งราชวงศ์จักรี  ทรงพระนามว่า  พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิอดุลยเดช  ตั้งแต่ พ..๒๔๘๙  จนถึงปัจจุบันนี้

              ความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยมีเป็นอันมากในระหว่างเวลาประมาณ    ทศวรรษ  นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยมาจนถึง  .. ๒๔๒๖  เช่น  สงครามโลกครั้งที่สองระหว่าง  .. ๒๔๘๒–๒๔๘๘  ก็ได้มีผลกระทบถึงประเทศไทยหลายประการ  นอกจากนี้ด้านการปกครอง  การเมือง  การเศรษฐกิจ  การศึกษา  ความสัมพันธ์กับนานาประเทศ  และจำนวนประชากร  ล้วนเป็นเหตุให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตของคนไทย  และสังคมไทยในปัจจุบันทั้งสิ้น

มูลเหตุที่ทำให้วรรณกรรมไทยหลังรัชกาลที่ ๖  มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลง

              .  อุดมการณ์ทางการเมือง  เมื่อสิ้นรัชกาลที่ ๖  เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก  และมีผลกระทบต่อประเทศไทยเป็นอันมาก  ทำให้บุคคลส่วนหนึ่งซึ่งนิยมการปกครองระบอบประชาธิปไตยตามแนวตะวันตกเห็นว่าการแก้ไขวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจจะทำได้สำเร็จต้องนำระบอบประชาธิปไตยมาใช้ปกครองประเทศ

                   ในช่วงนั้นจึงเกิดวรรณกรรมเน้นคงความคิดเห็นเกี่ยวกับการปกครอง  เศรษฐกิจและสังคม  ซึ่งเป็นแนวเขียนตามแบบตะวันตก

              .  การศึกษา  นับแต่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกาศใช้พระราชบัญญัติประถมศึกษาทำให้การศึกษาระบบโรงเรียนตามแนวตะวันตกแพร่หลายไปทั่วประเทศ  และเมื่อประเทศไทยเปลี่ยนการปกครองมาสู่ระบอบประชาธิปไตยแล้ว  ก็มีการเร่งรัดขยายและยกระดับการศึกษาอย่างกว้างขวาง  มีการสอนวิชาอักษรศาสตร์  วิชาการหนังสือพิมพ์และการสื่อสารมวลชนถึงขั้นอุดมศึกษา  มีการไปศึกษาวิชาการต่อ    ต่างประเทศ  เมื่อมาตรฐานการศกึษาของประชาชนสูงขึ้น  ความเจริญก้าวหน้าในการแต่งหนังสือทุกประเทศ เพื่อสนองความต้องการของประชาชนก็เจริญก้าวหน้าตามไปด้วย

              .  สำนักวัฒนธรรมทางวรรณกรรม  ได้มีการตราพระราชบัญญัติจัดตั้งสภาวัฒนธรรมแห่งชาติเมื่อ พ..๒๔๘๕  มีสำนักวัฒนธรรมทางวรรณกรรมทำหน้าที่ส่งเสริมและเผยแพร่วรรณกรรม

              .  การแสดงละครบนเวที  ละครวิทยุ  และโทรทัศน์และภาพยนตร์    ได้นำนวนิยายและเรื่องสั้นมาแปลงเป็นบทละคร  บทละครวิทยุ  และบทละครโทรทัศน์และบทภาพยนตร์อย่างแพร่หลาย

              .  หนังสือพิมพ์และวารสาร   ช่วยส่งเสริมและเผยแพร่วรรณกรรมประเภทต่าง ๆ  เป็นอันมาก  เช่น  บทความ  นวนิยาย  เรื่องสั้นและสารคดี  วรรณกรรมที่มีชื่อเสียง  มักลงพิมพ์เป็นตอน ๆ  ในหนังสือพิมพ์รายวันหรือวารสารมาก่อนพิมพ์เป็นเล่มแทบทั้งสิ้น

              .  การประกวดวรรณกรรม  การที่หน่วยงานของรัฐบาล  องค์การระหว่างชาติและองค์การเอกชนจัดประกวดให้รางวัลสำหรับวรรณกรรมดีเด่นมีส่วนส่งเสริมวรรณกรรมให้มีมาตรฐานสูงขึ้นและแพร่งหลายไปสู่มวลชนมากขึ้น

ความเคลื่อนไหวด้านวรรณคดี

              .  วรรณคดีประเภทร้อยแก้ว

                   การเขียนความเรียงของไทย  ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า  ร้อยแก้ว  มีมาแต่เดิม  ดังปรากฎในจารึกสมัยสุโขทัยแต่ไม่ใช่เรื่องอ่านเพื่อความบันเทิงอารมณ์  ร้อยแก้วจึงใช้ในการบันทึกเรื่องราวอันเป็นหลักฐานสำหรับบ้านเมือง  เช่น  พงศาวดาร  คัมภีร์ศาสนา  กฎหมาย  ตำรา  หรือนิทาน  ซึ่งตั้งใจให้เป็นประโยชน์ด้านคติธรรม

                   วรรณคดีร้อยแก้วที่เจตนาให้อ่านเพื่อความบันเทิงใจและบำรุงสติปัญญา  เริ่มมีในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ  โปรดให้แปลเรื่องสามก๊ก  ราชาธิราชขึ้น  นับแต่นั้นมาความนิยมวรรณคดีประเภทร้อยแก้วก็เจริญมาโดยลำดับ  จนถึงปัจจุบันนี้ปรากฏชัดว่ามีการแต่งร้อยแก้วมากกว่าร้อยกรอง  และอาจจำแนกร้อยแก้วได้เป็น ๒ ประเภท  คือ

                   สารคดี  คือ  เรื่องซึ่งมีเนื้อหาสาระที่จะให้ความรู้  ความคิดข้อเท็จจริงต่าง ๆ  ซึ่งอ้างหลักฐานและที่มาได้  หรือถ้ากล่าวอ้างถึงทฤษฎีหรือหลักการใด   ทฤษฏีและหลักการนั้นก็เป็นความจริงและมีจริง

                   แยกประเภทของสารคดีได้ดังนี้

                   )  สารคดีเชิงวิชาการ

                   )  บทความต่าง ๆ

                   )  ชีวประวัติ

                   )  การท่องเที่ยว

                   นอกจาก    ประเภทนี้แล้ว  สารคดียังอาจเป็น  จดหมายเหตุ  ความทรงจำ  บันทึก  อนุทิน  จดหมายโต้ตอบทางวิชาการ  บทวิจารณ์  บทสัมภาษณ์  และบทปาฐกถา  ฯลฯ

                   บันเทิงคดี  หมายถึง  เรื่องที่แต่งขึ้นโดยอาศัยเค้าความจริงของสังคมและชีวิต  หรือแต่งขึ้นจากจินตนาการก็ได้  บันเทิงคดีร้อยแก้วอาจมีรูปแบบเป็น

                   )  นิทานหรือนิยาย

                   )  นวนิยาย

                   )  เรื่องสั้น

                   รูปแบบของบันเทิงคดีเจริญเต็มที่แล้วตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๖  ความจริงของบันเทิงคดี  ปรากฏชัดในด้านต่อไปนี้

                   )  การผูกเรื่อง  ให้มีความคิดสำคัญเกี่ยวกับพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อมของมนุษย์

                   )  กลวิธีในการแต่ง  หรือกลวิธีในการเสนอเรื่อง

                   )  ท่วงทำนองในการแต่ง

                   )  วรรณกรรมแปลจากภาษาต่าง ๆ 

              .  วรรณคดีประเภทร้อยกรอง

                   ร้อยกรองเจริญอย่างยิ่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ  มีวรรณคดีร้อยกรองขนาดยาวและขนาดสั้นเป็นจำนวนมาก  มีฉันทลักษณ์ต่าง ๆ  กัน  มีเนื้อหาสาระกว้างขวางหลายแนว  มีอรรถรส  มีคุณค่า

                   ข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับวรรณคดีร้อยกรองปัจจุบัน

                   )  บทร้อยกรองจะเน้น "ความคิด"  หรือ "ข้อคิด" อย่างใดอย่างหนึ่งเป็น "สาร" ที่ผู้แต่งสื่อมายังผู้อ่าน

                   )  ขนาดของบทประพันธ์ร้อยกรอง  สั้นลง

                   )  ความเคร่งครัดด้านฉันทลักษณ์ซึ่งเคยนิยมลดน้อยลง

                   )  เนื้อหาขยายออกกว้างขวาง  อาจเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดจริง

                   )  ถ้อยคำสำนวนที่สรรใช้ของนักเขียนบางคนกร้าวแกร่ง  เสียดสีสังคม 

              .  วรรณคดีประเภทบทละครแบบตะวันตก

                   เราเริ่มรับละครตะวันตกหรือแบบปัจจุบันตั้งแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ  ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ  การละครแบบตะวันตกเจริญมาก   มีบทละครที่แต่งขึ้นในรัชสมัยนั้นเป็นจำนวนมาก

                   ละครตะวันตกมีเจตจำนงที่จะถ่ายทอดชีวิตจริงไปแสดงบนเวที  จึงแตกต่างกับละครรำแบบเดิมของไทย  ซึ่งมุ่งความงามอย่างอุดมคติในการแสดง  ท่าท่าทาง (รำ)  เนื้อเรื่อง (ร้อยกรอง)  หลีกหนีอารมณ์รุนแรง  และเรื่องร้ายต่าง ๆ  ถ้าละครรำของไทยมีเรื่องร้าย  หรือมีอารมณ์รุนแรงจะแสดงออกด้วยศิลปะของท่ารำประกอบบทร้อง

                   บทเจรจา  หรือบทสนทนา  เป็นภาคที่สำคัญที่สุดของบทละครแบบตะวันตก  เราจะรู้จักตัวละครและเข้าใจเนื้อเรื่องได้จากบทเจรจาทั้งสิ้น

                   บทละครแบบตะวันตก  มีหลายรูปแบบ ได้แก่

                   )  บทละครพูด  ตัวละครแสดงด้วยการพูดล้วน ๆ

                   )  บทละครพูดสลับคำ  ตัวละครแสดงด้วยการพูดเป็นส่วนใหญ่  มีบทร้อง(เพลง)ประกอบ  เช่น  วิวาห์พระสมุทร

                   )  บทละครร้อง  ตัวละครแสดงด้วยการร้องเพลงตลอดเรื่อง  เช่น เรื่องสาวิตรี

                   )  บทละครสลับพูด  ตัวละครแสดงด้วยการร้องเป็นส่วนใหญ่  แต่พูดได้บ้างคือพูดทบทวนที่ร้องไปแล้ว  เช่น  สาวเครือฟ้า

                   )  ละครสังคีต  มีบทพูด  และบทร้อง  ซึ่งสำคัญเท่าเทียมกัน

              .  วรรณกรรมประเภทสื่อมวลชน

                   สื่อมวลชนเป็นวรรณกรรมประเภทที่เจริญก้าวหน้า  ทวีบทบาทและมีอิทธิพลต่อสังคมเป็นอันมาก

                   วารสาร  และหนังสือพิมพ์รายวัน  มีทั้งภาษาไทย  ภาษาจีน  ภาษาอังกฤษ  มีวารสารการบันเทิง เกี่ยวกับภาพยนตร์และละครหลายฉบับในระยะเวลานี้

                   สื่อมวลชนเหล่านี้ให้บริการต่าง ๆ  ตามความจำเป็นของชีวิตและสภาพสังคม  เป็นต้นว่า  ข่าวสาร  วิชาการ  บทความ  นวนิยาย  เรื่องสั้น  สารคดี  ประกาศ  โฆษณา  ธุรกิจการค้า  การบันเทิง  บริการตอบปัญหาด้านต่าง ๆ  แนะนำการเรียน-การสอบ  มิตรสัมพันธ์  การแพทย์  โภชนาการ  การฝีมือ  การพยากรณ์  และเรื่องของเด็ก   สื่อมวลชนจึงสนองความต้องการและความสนใจของประชาชนส่วนใหญ่ได้กว้างขวาง   แม้ว่าจะแพร่ได้ช้ากว่า  และไม่กว้างไกลเท่าวิทยุโทรทัศน์  แต่เป็นสื่อมวลชนที่ถาวรกว่า  คือเก็บเป็นหลักฐานและอ่านทบทวนได้อีก   ข่าวสารที่เผยแพร่ไปทำให้คนทั่วไปได้รับรู้เรื่องต่าง ๆ  ทันเหตุการณ์ทันเวลา  บทบรรณาธิการ  และบทความแสดงความคิดเห็นชวนให้คิดและกระตุ้นให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ทำนองเห็นด้วนหรือคัดค้าน  วรรณกรรมประเภทสื่อมวลชนจึงมีความสำคัญต่อความรอบรู้  ความรู้สึกนึกคิด  ตลอดจนการสร้างปฏิกิริยาตอบสนองของประชาชนอย่างกว้างขวาง  เรียกได้ว่ามีอิทธิพลต่อชีวิตของบุคคลในสังคมเป็นอย่างมาก

                   ความก้าวหน้าของวงวรรณกรรมในปัจจุบัน  ก็คือ  มีการส่งเสริมการประกวด  วรรณกรรมทั้งประเภทร้อยแก้วและร้อยกรอง  อันทำให้ได้วรรณกรรมดีเด่นหลายประเภทด้วยกัน  การประกวดวรรณกรรมเริ่มเห็นชัดเจนตั้งแต่รัชกาลที่ ๗  เป็นต้นมา

ตอนที่    กวีและนักเขียนที่มีชื่อบางคน

              ศรีบูรพา  เป็นนามปากกาของนายกุหลาบ  สายประดิษฐ์   ศรีบูรพา  เป็นบุตรนายสุวรรณและนางสมบุญ  เกิดเมื่อ พ.. ๒๔๔๘  จบการศึกษาชั้นมัธยมปีที่ ๘  จากโรงเรียนเทพศิรินทร์  เป็นครูสอนภาษาอังกฤษอยู่ระยะหนึ่ง  หลังจากนั้นก็เข้าสู่วงการนักเขียนและนักหนังสือพิมพ์

              งานประพันธ์ด้านนวนิยาย  และเรื่องสั้นของศรีบูรพาอาจแบ่งได้เป็น    สมัย  คือ  สมัยแรกเป็นเรื่องรักโศก  ซึ่งเป็นที่นิยมอ่านกันอยู่ทั่วไปในเวลานั้น  เช่น  เรื่อง  สงครามชีวิต  ลูกผู้ชาย  ข้างหลังภาพ  ฯลฯ  สมัยหลังงานประพันธ์ของศรีบูรพาทั้งที่เป็นบันเทิงคดีและสารคดีหันเหเข้าสู่แนวทางการเมืองมากขึ้น  โดยเน้นเรื่องสิทธิและเสรีภาพของบุคคลในสังคม  เช่น  ข้าพเจ้าได้เห็นมา  จนกว่าเราจะพบกันอีก  และไปข้างหน้าและปรัชญาลัทธิมาร์กซิสม์  ฯลฯ

              ศรีบูรพาขอลี้ภัยการเมืองอยู่    สาธารณรัฐประชาชนจีน  และถึงแก่กรรมที่ประเทศนั้น

              ฮิวเมอริสต์  เป็นนามปากกาของนายอบ  ไชยวสุ  เกิดเมื่อ  วันที่  ๑๕  สิงหาคม พ.. ๒๔๔๔  ศึกษาจบชั้นมัธยมปีที่ ๘  จากโรงเรียนเทพศิรินทร์  เป็นครูสอนที่โรงเรียนเบญจมบพิตร  โรงเรียนเทพศิรินทร์  เบญจมราชาลัย  และเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์  ระหว่างเป็นครูได้เริ่มงานเขียนไปด้วย  ต่อมาลาราชการไปทำหนังสือพิมพ์หลายฉบับและเคยเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์สยามราษฏร์

              นายอบ  ไชยวสุ  ใช้นามปากกาอื่นอีก  คือ  ..  งานเขียนสำคัญในฮิวเมอริสต์มี  รวมเรื่องสั้นชื่อ  อ้ายเปียด้วน  นิยายธิเบต  นิยายรักในราชสำนักฝ่ายใน ฯลฯ  งานส่วนใหญ่เขียนในแนวขบขัน  ฮิวเมอริสต์ยังสนใจการเขียนสะกดให้ถูกต้อง  มีผลงานเรื่อง  "สะกดให้ถูกต้องตามพจนานุกรม"  ปัจจุบันนี้ (.. ๒๕๒๖)  ยังเขียนประจำอยู่ในวารสาร "ลลนา"

              ...คึกฤทธิ์  ปราโมช  เกิดเมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน  ๒๔๕๔  เป็นบุตรพระวรวงศ์เธอ  พระองค์เจ้าคำรบกับหม่อมแดง  ได้รับปริญญาตรีเกียรตินิยม  และปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยออกฟอร์ดในวิชาปรัชญาเศรษฐศาสตร์การเมือง  ...คึกฤทธิ์เคยเป็นนายกรัฐมนตรี  รัฐมนตรี  ปัจจุบันเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองและเป็นผู้แทนราษฎรของกรุงเทพมหานคร

              ...คึกฤทธิ์  ปราโมช  ใช้นามจริงในการประพันธ์  งานประพันธ์มีมาก  ประเภทนวนิยาย  เช่น  เรื่องสี่แผ่นดิน  ประเภทเรื่องสั้นหลายตอนจบ  เช่น  ไผ่แดง  หลายชีวิต  ประเภทสารคดี  เช่น  ห้วงมหรรณพ  ถกเขมร  พม่าเสียเมือง  ยิว  ยังมีบืความและคำตอบปัญหาอีกเป็นจำนวนมาก

              เนาวรัตน์  พงษ์ไพบูลย์  เกิดเมื่อ  .. ๒๔๘๒  ที่อำเภอพนมทวน  จังหวัดกาญจนบุรี  เป็นบุตรนายสมบัติและนางสมใจ  พงษ์ไพบูลย์

              เนาวรัตน์  พงษ์ไพบูลย์  เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนมัธยมทวีธาภิเษก  ศึกษาต่อและได้รับปริญญานิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ได้เข้าทำงานในกองบรรณาธิการนิตยสาร  "วิทยาสาร"  และ  "วิทยาสารปริทัศน์"  อยู่ระยะหนึ่ง  เป็นอาจารย์ประจำคณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์อยู่    ปี  แล้วลาออกมาทำงานที่ธนาคารกรุงเทพ  จำกัด  จนถึงปัจจุบันนี้

              เนาวรัตน์  พงษ์ไพบูลย์  เป็นนักเขียนร้อยกรองที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักและนิยมยกย่องว่ามีลีลาและเสียงเสนาะเป็นอย่างยิ่ง  แต่งได้ไพเราะ   ไม่ว่าเนื้อเรื่องแสดงความคิด  ศรัทธา  หรืออารมณ์  งานร้อยกรอง  เช่น  คำหยาด ประคำกรอง  อาทิตย์ถึงจันทร์  (ได้รับรางวัลชมเชยของธนาคารกรุงเทพ  จำกัด  .. ๒๕๑๘)  เพียงความเคลื่อนไหว  ชักม้าชมเมือง   เพลงขลุ่ยเหนือทุ่งข้าว  เป็นต้น  นอกจากงานด้านร้อยกรองแล้ว  เนาวรัตน์ยังเขียนร้อยแก้ว  ได้ดีอีกด้วย  เช่น  เรื่องดาบที่หมกอยู่ในจีวร   เจ้าประคุณเอ๋ย  และมืดจริงหนอ    ซึ่งเรื่องเหล่านี้แสดงความสนใจในด้านสัจธรรมแห่งพุทธศาสนา

              เนาวรัตน์  พงษ์ไพบูลย์  ได้รับรางวัลกวีนิพนธ์ดีเด่นจากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ  .. ๒๕๒๑  เรื่องชักม้าชมเมือง  และได้รับรางวัลนักเขียนอาเซียนจากบทประพันธ์เรื่อง  เพียงความเคลื่อนไหว  เมื่อ พ.. ๒๕๒๓  อีกด้วย   นับเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงทั้งภายในและภายนอกประเทศ

              นอกจากนี้  ยังมีนักเขียนและนักแปลที่มีชื่อเสียงอื่น ๆ  อีกมาก  เช่น หม่อมเจ้าอากาศดำเกิง  รพีพัฒน์     สด  กูรมะโรหิต     หลวงวิจิตรวาทการ    อิศรา  อมันตกุล   อังคาร  กัลยาณพงศ์   สุคนธรส  (..รสสุคนธ์  อิศรเสนา)  อมราวดี  (ลัดดา  ถนัดหัตถกรรม)  .. ประมวญมารค   (พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต)   บุญเหลือ (..บุญเหลือ  เทพยสุวรรณ)   โบตั๋น (สุภา  ลือศิริ)  ฯลฯ  ซึ่งทำให้เห็นว่าวรรณกรรมของไทยพัฒนา  ขยายตัวออกอย่างกว้างขวาง  และนับวันจะมีความสัมพันธ์กับชีวิตในสังคมไทยยิ่งขึ้น

ประวัติวรรณคดีสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว( พ.ศ. 2453-2468 )

ความเคลื่อนไหวทางวรรณคดี

1.วรรณคดีประเภทร้อยกรองเจริญถึงขีดสูงสุดถือว่าเจริญก้ำกึ่งกับร้อยแก้ว

2.วรรณคดีประเภทร้อยแก้วได้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน

3.เป็นระยะเวลาที่วรรณคดีตะวันตกเข้ามามีอิทธิพลต่อวรรณคดีไทย

4.หวนมานิยมวรรณคดีสันสกฤตอีกวาระหนึ่ง แต่ผ่านมาทางต้นฉบับภาษาอังกฤษ

5.นาฏวรรณคดีเปลี่ยนรูปมาเป็นบทละครพูด ละครร้อง

6.ทรงตราพระราชบัญญัติวรรณคดีสโมสร พ.ศ.2457

7.กษัตริย์ทรงเป็นประธานในการแต่งวรรณคดี ทรงสร้างสรรค์วรรณคดีไว้มาก ทรงสนับสนุนให้ผู้อื่นอ่านหนังสือและให้เสรีภาพในการเขียนหนังสืออย่างกว้างขวาง

       สาเหตุแห่งความเจริญของวรรณคดีสมัย ร.6

1.กษัตริย์ทรงเป็นกวี นักเขียน และนักหนังสือพิมพ์

2. ทรงชักชวนให้ผู้อื่นเขียนหนังสือ

3.ทรงตั้งวรรณคดีสโมสร เพื่อส่งเสริมการแต่งหนังสือ

 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระราชประวัติ

  ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ  ทรงพระราชสมภพ เมื่อวันที่ 1มกราคม พ.ศ. 2423 พระนามเดิมว่า เจ้าฟ้าชายมหาวชิราวุธ ครองราชย์เมื่อ พ.ศ.2453 พระชนมายุ 30 พรรษา ครองราชย์เป็นเวลา 15 ปี สวรรคต พ.ศ. 2468

พระชนมายุ 14 พรรษา เสด็จไปศึกษา ณ ประเทศอังกฤษ ทรงศึกษาวิชาทหารที่โรงเรียนทหารแซนด์เฮิสต์ วิชาพลเรือนที่มหาวิทยาลัยออกฟอร์ด ทรงเชี่ยวชาญในอักษรศาสตร์ แตกฉานในภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส ทรงศึกษาวิชาการอยู่ 9 ปีจึงเสด็จนิวัติสู่พระนครใน พ.ศ. 2466

ตลอดรัชสมัยของพระองค์ ทรงปรับปรุงความเจริญของบ้านเมืองสืบต่อจากร .5  และทรงริเริ่มสิ่งใหม่หลายประการ ทรงโปรดการเล่น3 อย่างคือ

1.การออกหนังสือพิมพ์

2.การสโมสร

3.การละคร

งานทางวรรณคดี

ลักษณะงานพระราชนิพนธ์ของ ร.6

1.    ทรงลำดับข้อความดีเด่นเป็นพิเศษ

2.    มีลีลาดีเด่นในการกระชับเรื่อง กระชับความ

3.    โปรดการใช้ภาษาไทยที่บริสุทธิ์ ทรงรังเกียจสำนวนอย่างฝรั่ง และสำนวนที่ฟุ่มเฟือยหรูหรา

4.    ความชัดเจนในสำนวนภาษา

5.    ทรงสามารถเลือกใช้คำที่มีวิญาณ มีชีวิตชีวา

6.    ทรงมีอุบายในการใช้ถ้อยคำ

7.    ทรงมีศิลปะในการตั้งชื่อเรื่อง

ประเภทของงานพระราชนิพนธ์ ร.6

1.ประเภทวรรณคดีต่างประเทศที่ถอดเป็นภาษาไทย เช่น ศกุนตลา,สาวิตรีตามใจทาน

2.ประเภทบทละคร ทั้งที่ทรงแปลจากต่างประเทศ และที่ทรงประดิษฐ์เรื่องขึ้นเอง

3.ประเภทตำนาน ประวัติศาสตร์และโบราณคดี ได้แก่ เที่ยวเมืองพระร่วง,สืบราชสมบัติโปรแลนด์,ขอมดำดิน

4.ประเภทคติทางการเมือง ปาฐกถาและบทความ ได้แก่ ปลุกใจเสือป่า , โคลนติดล้อ

5.ประเภทสารคดีและงานวิจัย ได้แก่ บ่อเกิดพระราม พระศุนหเศป

6.ประ เภทบันเทิงคดี เช่น หัวใจชายหนุ่ม

7.  ประเภทกวีนิพนธ์และร้อยกรองทั่วไป เช่น พระนลคำหลวง ,นิราศพระมเหลเถไถ

8.เรื่องศาสนา ธรรมะ เช่น พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร,มงคลสูตร

9.เรื่องการทหาร เช่น สงครามป้อมค่ายประชิด

10.เรื่องปลุกใจ เช่น ปลุกใจเสือป่า เมืองไทยจงตื่นเถิด

11.บทพากย์โขน ได้แก่ บทพากย์รามเกียรติ์ชุดต่างๆ

ก.   พระราชนิพนธ์ประเภทร้อยกรอง 

ทรงพระราชนิพนธ์ได้ดีเยี่ยมทั้งโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน

1.    พระราชนิพนธ์ประเภทกาพย์เห่เรือ

ประวัติ

 ทรงพระราชนิพนธ์  "กาพย์เห่เรือยุคใหม่ "เมื่อ พ.ศ. 2457 พระราชทานแก่หนังสือ "สมุทรสาคร "

     จุดมุ่งหมาย

เพื่อชี้ให้เห็นความสำคัญของกองทัพเรือ เชิญชวนให้สนใจกองทัพเรือ

       เนื้อเรื่อง

กล่าวเริ่มต้นถึง ร.6 เสด็จทางชลมารคโดยเรือมหาจักริ แวดล้อมด้วยเรือปืนและเรือตอปิโด เมื่อไปทอดพระเนตรการซ้อมรบทางเรือสัตหีบ เมื่อเสด็จผ่านตำบลใดก็ทรงพรรณนาไว้โดยจละเอียดทุกตอนตามแบบนิราศ บางตอนก็แทรกความเห็นเกี่ยวกับสังคมสมัยใหม่ และเน้นความสำคัญของกองทัพเรือ

ตัวอย่างคำประพันธ์

     "  อ่านอ่านรำคาญฮือ     แบบหนังสือสมัยใหม่

              อย่างเราไม่เข้าใจ       ภาษาไทยเขาไม่เขียน   "

2.    ประเภทลิลิตทำนองนิราศ  "ลิลิตพายัพ"

      ประวัติ ทรงพระราชนิพนธ์เมื่อ พ.ศ. 2448 เป็นปีที่สร้างทางรถไฟสายเหนือไปถึงนครสวรรค์ ได้รับพระราชบัญชาจาก ร.5 พระชนกนาถให้เสด็จประพาสหัวเหนือโดยประสงค์จะให้คุ้นเคยกับประชาชนและข้าราชการหัวเมือง รวมทั้งประเทศที่ห่างไกล ได้นำลงพิมพ์ในหนังสือทวีปัญญา รายปักษ์เป็นครั้งแรก ภายหลังจัดพิมพ์เป็นเล่มเนื่องในงานทำบุญปัญญาสมวารศพเจ้าพระยาราชศุภมิตร

       มีผู้ช่วยเหลือในการแต่ง 3 คน คือ น้อยสบจินดา ( ม.จ.ถูกถวิล) หนานขวาย

   เนื้อเรื่อง

กล่าวถึงการเดินทางรถไฟ จากกรุงเทพฯถึงปากน้ำโพ ทางเรือจากปากน้ำโพไปขึ้นบกที่อุตรดิตถ์ และเสด็จทางม้าและทางช้าง ไปเมืองแพร่ ลำปาง เชียงราย เชียงใหม่  จากเชียงใหม่ลงเรือล่องมาตามแม่น้ำปิงเรื่อยมาจนถึงบางประอิน แล้วเสด็จกลับรถไฟ ตลอดระยะทางที่เสด็จผ่านไปในภาคพายัพ ได้รับการสมโภชและต้อนรับอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ทรงพระเกามสำราญราชหฤทัยอย่างยิ่ง

3.    ประเภทนิราศ

นิราศมะเหลเถไถ

ประวัติ

เป็นหนังสือนิราศคำกลอนประเภทตลกขบขัน ทรงพระราชนิพนธ์ พ.ศ. 2465 เนื่องในการเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคประพาสมณฑลอยุธยาและนครสวรรค์

จุดมุ่งหมาย

ทรงพระราชนิพนธ์ล้อเล่นเรื่องพระมะเหลเถไถ ของคุณสุวรรณ

เนื้อเรื่อง

กล่าวบรรยายเมื่อประพาสหัวเมือง ทำนองบันทึกรายวันธรรมดา บางตอนเล่าละเอียดถึงประวัติสถานที่ต่างๆ คล้ายๆนิราศลอนดอน บางตอนประสงค์จะให้เป็นที่เพลินเพลิดและขบขัน

4.ประเภทสุภาษิตต่างๆ

โคลงสุภาษิต

ประวัติ

เป็นหนังสือรวมบรรดาโคลงสุภาษิตต่างๆ ที่ลงพิมพ์ในหนังสือดุสิตสมิตรวม 65 บาท พิมพ์เป็นเล่มเมื่อ พ.ศ. 2463 เนื่องด้วยนายหมวดตรี นายจ่ายวด( ปราณี ไกรกฤษ์ ) เลขานุการคนสนิทแห่งยานกเสือป่า(ร.6) ได้เสียชีวิตลง

บรรดาโคลงสี่สุภาษิตต่างๆ ได้ทรงแปลจากสุภาษิตต่าง  ๆของปราชญ์ และพุทธภาษิตและได้แต่งบทอธิบายออกไปให้กว้างขวางทำนองจำแนกเนื้อความ

5.ประเภทสักวา

สักวาหน้าหนาว

ทรงพระราชนิพนธ์สักวารวม 66 บท บรรยายเรื่องคนจับจด ชอบโก้เก๋ ชื่อนายสวัสดิ์ พ่อแม่ร่ำรวย แต่ตัวเองเป็นคนไม่ดี ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ทำงานอะไรไม่เป็น ได้แต่ผลาญทรัพย์สมบัติพ่อแม่ให้หมดไป ในที่สุดเมื่อสิ้นสุดเนื้อประดาตัวลง กลับคิดได้ และตั้งตนเป็นคนดี

6.บทละครประเภทเบิกโรงสั้นๆ

บทละครเบิกโรงเรื่องดึกดำบรรพ์

ประวัติ

ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นตามหนังสือวรรณคดีโบราณและดัดแปลงให้เหมาะแก่การเล่นละครไทย

จุดมุ่งหมาย

1.เพื่อใช้เล่นเบิกโรงคล้ายๆออกแขก แต่มีลักษณะทุกอย่างเป็นละครรำ

2.การพิมพ์ครั้งแรกเพื่องานฉลองสุพรรณบัฏองเจ้าพระยารามาฆพ

เนื้อเรื่อง มีอยู่ 4 เรื่อง

1.    มหาพลี กล่าวถึงพระพรหมเชิญเทวดาทุกชั้นฟ้า มาประชุมบูชาพระรัตนตรัยอวยพรให้พระมหากษัตริย์ตลอดจนไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินเป็นสุข แล้วพระพรหมให้พระภรตตมุนีจัดการเล่นละครดึกบรรพ์

2.    ฤษีเสี่ยงลูก กล่าวถึงตรีกาลัญดาบสอุ้มลูกไปอุ้มลูกไปอาบน้ำ นางสวาหะลูกสาวตัดพ้อฤษีผู้เป็นบิดาว่าอุ้มลูกคนอื่น ปล่อยให้ตนซึ่งเป็นลูกตัวต้องเดิน พระฤาษีจึงเสี่ยงอธิษฐานโยนลูกทั้ง 3ลงไปในน้ำ ถ้าใครเป็นลูกตนแท้ๆให้ว่ายกลับมา ปรากฏว่านางสวาหะว่ายน้ำกลับมาผู้เดียว ส่วนพาลีและสุครีพว่ายขึ้นฝั่งตรงข้ามและเข้าป่าไป ฤาษีจึงทราบว่าวานร 2 ตัวนั้นเป็นลูกของบเมียดที่เกิดแต่ชู้

3.นรสิงห์หาวตาร กล่าวถึงพระอินทร์ถูกยักษ์ ชื่อหิรัญยักษ์สิปุ แย่งสวรรค์จึงฟ้องพระอินทร์ พระอินทร์โปรดให้พระนารายณ์ไปปราบ พระนารายณ์แปลงเป็นนรสิงห์ไปฆ่าหิรัญยักษ์สิปุตาย

4. พระคเณศร์เสียงา กล่าวถึงพราหมณ์ ปรศุรามถือตัวว่าเป็นที่โปรดปรานของพระอิศวรจะเข้าเฝ้าตามอำเภอใจทั้งๆที่เป็นเวลาบรรทม พระคเณศร์หัก พระอุมาโกรธสาปให้ปรศุรามหมดฤทธิ์ ปรศุรามขอให้พระนารายณ์ช่วย พระนารายณ์ได้ช่วยให้พ้นคำสาป

7. ประเภทโขน

ธรรมะสงคราม

ประวัติ

ทรงพระราชนิพนธ์ตามเค้าเรื่อง ในธรรมชาดกเอกาทศนิบาต เมื่อ พ.ศ. 2461 พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2463 ได้เนื้อเรื่องมาจากสดับพระเทศนา

จุดมุ่งหมาย เพื่อแสดงคติว่า ธรรมกับอธรรมให้ผลในด้านตรงกันข้ามธรรมย่อมนำไปสู่สุคติ อธรรมย่อมนำไปสู่นรก

เนื้อเรื่อง

กล่าวถึงพระธรรมะเทพบุตร ผู้รักษาธรรมทุกวันพระได้เสด็จมาตักเตือนชาวโลกให้ทำดีประพฤติกุศลกรรมบถ 10 ประการ ฝ่ายอธรรมเทพบุตรผู้ประพฤติชั่ว สอนประชาชนให้ประพฤติอกุศลกรรมบถ เทพทั้ง 2 ได้นำขบวนเทวดาทั้ง 2 ฝ่ายมารบกันกลางอากาศฝ่ายธรรมเทพบุตรเป็นฝ่ายชนะ      

8.    ประเภทแสดงตำนาน

ประวัติ  ทรงพระราชนิพนธ์ เมื่อ พ.ศ. 2466  จบบริบูรณ์ เมื่อ พ.ศ. 2467

พิมพ์แจกในงานฉลองพระชนมายุ  21  พรรษา แห่งสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจี พระบรมราชินี ในการนิพนธ์ทรงใช้ หนังสือ

Hindo  Mythology  ของ J.W. Wilkins  เป็นหลัก

จุดมุ่งหมาย

 เพื่อแสดงตำนาน  เรื่องนารายณ์อวตารคติพรหมณ์และพุทธ

เนื้อเรื่อง

กล่าวถึง พระนารายณ์อวตารลงมาปราบทุกข์เข็ญในโลก 10 ปาง

     ปางที่  1  มัตสยาวตาร  อวตารลงมาเป็นปลาศะผะริฆ่าอสูรหัยครีพ ผู้ลักพระเวท ของพระพรหม  แล้วปลาศะผะรินำพระเวทมาคืนพระพรหม

     ปางที่ 2  กูรมาวตาร  อวตารลงมาเป็นเต่าใหญ่ไปรองรับข้างใต้ภูเขา มันทรที่                                                                                                                                                                   ปางที่  3 วราหวตาร อวตารลงมาเป็นหมูปราบหิรันตยักษ์ผู้ม้วนแผ่นดิน

ปางที่ 4 นรสิงหาวตาร เป็นนรสิงห์ ปราบหิรัณยกสิปุยักษ์

ซึ่งแย่งสวรรค์ของพระอินทร์

ปางที่ 5 วามนาวตาร เป็นพราหมณ์เตี้ย ทำอุบายแย่งโลกสวรรคื จากท้าวพลีพญาแทตย์และมอบบาดาลให้พลีครอบครอง

ปางที่ 6 ปรศุรามาวตาร เป็นพราหมณ์ชื่อราม (รามสูตร) ฆ่าอรชุน

ปางที่ 7 รามจัทรอวตาร เป็นพระรามตามเรื่องรามเกียรติ์

ปางที่ 8 กฤษณาวตาร เป็นพระกฤษณะปราบยักษ์ชื่อพญากงศ์ ตามเรื่องมหาภารตยุทธิ์

ปางที่ 9 พุทธวตาร เป็นพระพุทธเจ้า คือพระสิทธัตถกุมาร

ปางที่ 10 กัลป์กกยาวตาร อวตารเป็นบุรุษผิวขาว ชื่อ กัลป์ลี ลงมาปราบกลียุคซึ่งจะมาถึงนี้

9.    ประเภทเสภา

ได้แก่บทเสภาสำหรับขับนำและแทรกชุดระบำสามัคคีเสวก ทรงพระราชนิพนธ์ใน พ.ศ. 2457 ใช้สำหรับในชุดระบำสามัคคีเสวก

เนื้อเรื่อง

แบ่งเป็น 4 บท

1.กล่าวถึงนนทีผู้เป็นเทพสาวก แปลงเป็นโคอสุภราชให้พรอินทร์ทรงประทับ

2.กล่าวถึงพระคเณศร์ผู้เป็นเทพแห่งศิลปะวิทยาและเป็นผู้สร้างตระกูลช้างต่างๆในโลก

3.กล่าวถึงพระวิศวกรรมผู้เป็นเทพเจ้าแห่งการก่อสร้างและงานช่าง

4.กล่าวถึงความสามัคคีในหมู่ราชสวามิภักดิ์ใต้เบื้องยุคลบาท

ตัวอย่างบทประพันธ์

อันชาติใดไร้ช่างชำนาญศิลป์    เหมือนนารินไร้โฉมบรรโลมสง่า

ผู้ใดเห็นไม่เป็นที่เจริญตา          เขาจะพากันเย้ยให้อับอาย

10.ประเภทบทละครคำกลอน

บทละครที่แปลจากบทละครของเชกสเปียร์

เวนิสวานิส

   ประวัติ

ทรงพระราชนิพนธ์เป็นบทละครพูดคำกลอน เมื่อ พ.ศ. 2459 โดยทรงแปลถอดมาจากบทละครพูดภาษาอังกฤษ เรื่อง The Merchant of Venice

เนื้อเรื่อง

กล่าวถึงไชล็อคยิวใจดำ ฟ้องศาลให้บังคับคดีให้ตนเชือดเนื้ออันโตนิโย 1 ปอนด์ ตามที่ระบุไว้ในสัญญาเงินกู้อันโตนิโยถูกฟ้องศาลเพราะไม่มีเงินใช้หนี้ ที่กู้ให้บัสสานิโยไปใช้จ่ายในงานแต่งงาน  ปอร์เชียได้คิดช่วยอันโตนิโยผู้มีบุญคุณต่อสามี โดยปลอมเป็นผู้พิพากษาไปชำระคดี มีผลให้ไชล็อคแพ้คดี

ตัวอย่างคำประพันธ์

ชนใดไม่มีดนตรีการ    ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก

อีกใครฟังดนตรีไม่เห็นเพราะ    เขานั้นเหมาะคิดขบถอัปลักษณ์

10.2 บทละครที่ได้รับอิทธิพลจากวรรณคดีสันสกฤต

ศกุนตลา (ศกุนตลา เป็นชื่อนางเอก แปลว่า นกเลี้ยง)

       ประวัติ เป็นบทละครรำและร้อง ทรงพระราชนิพนธ์จากมหาภารตยุทธ์ตอนหนึ่งเรียกว่า ศกุนตโลปาขยานัม เดิมเป็นนาฏวรรณกรรมของกาลิทาสรัตนกวีชาวอินเดียโดยทรงแปลจากฉบับภาษาอังกฤษของเซอร์วิลเลี่ยม โจนส์และ เซอร์ โมเนีย วิลเลี่ยม เนื้อเรื่องยาว 9000 คำ

       เนื้อเรื่อง ท้าวทุษยันต์ แห่งกรุงหัสดินประพาสป่าได้พบนางศกุนตลาและรักกัน ได้มอบพระธำมะรงค์ไว้ให้นาง และจะรับนางเป็นราชินี วันหนึ่งฤษีทุรวาสได้มาเรียก นางไปเปิดประตูช้า ฤษีโกรธสาบแช่งให้นางได้รับความทรมาน และให้ท้าวทุษยันต์จำนางไม่ได้ ตอนหลังลดโทษให้ว่าถ้าท้าวทุษยันต์เห็นแหวนจึงจะนำนางได้ นางศกุนตลาทำแหวนตกน้ำ เมื่อพบท้าวทุษยันต์จึงจำไม่ได้ นางจึงถูกเหยียดหยามว่าสิ้นคิด ภายหลังเมื่อกุมภิลชาวประมงนำแหวนมาถวายท้าวทุษยันต์ พระอินทร์มอบนางศกุนตลากับโอรสเป็นรางวัล

       ข้อวิจารณ์ กระบวนกลอนดีมาก การดำเนินเรื่องเหมาะสม ใช้คำดีเด่น การพรรณนาแจ่มแจ้ง บทร้องไพเราะและแพร่หลาย ขบวนชมความงามดีเด่น

       ตัวอย่างคำประพันธ์

              1. "ดูผิวสินวละอองอ่อน            มะลิซ้อนดูดำไปหมดสิ้น

       สองเนตรงามกว่ามฤคิน                   นางนี้เป็นปิ่นโลกา

              2. เหลือบเห็นกวางขำดำขลับ            งามสรรพสะพรั่งดังเลขา

       งามเขาเป็นกิ่งกาญจนา                    งามตานิลรัตน์รูจี"

10.3 บทละครที่เกี่ยวกับตำนาน

1. บทละครพูดคำกลอนเรื่อง พระร่วง

       ประวัติ ทรงพระราชนิพนธ์ในปี พ.ศ. 2456 ในระหว่างเสด็จกลับจากทอดพระเนตรพระเจดีย์พระเนศวรที่แขวงเมืองสุพรรณบุรี

       จุดมุ่งหมาย เพื่อแสดงตำนานเมืองอู่ทอง และประวัติพระเจ้าอู่ทอง

       เนื้อเรื่อง กล่าวถึง ชินเสนโอรสพระเจ้ากรุงศรีวิไชยปลอมตัวเป็นนายแสนปม ลอบรักใคร่กับนางอุษาราชธิดาท้าวไตรตรึงษ์จนเกิดพระโอรส (พระเจ้าอู่ทอง) โดยไม่ทราบว่าใครเป็นบิดาของทารก ได้มีประกาศเสี่ยงทายเพื่อให้ทราบว่าใครเป็นพระสวามีของนางอุษา ชินเสนถือก้อนเช้าเย็นล่อพระกุมาร ท้าวไตรตรึงส์ต้องยอมยกนางอุษาให้ท้าวแสนปม

       ข้อวิจารณ์ เนื้อเรื่องเป็นไทยๆ แต่งดี เนื้อเรื่องไพเราะ บทรักหวานล้ำ

       ตัวอย่างคำประพันธ์

       "เห็นแก้วแวววับที่จับจิต            ไยไม่คิดอาจเอื้อมให้เต็มที่

       เมื่อไม่เอื้อมจะได้อย่างไรมี         อันมณีฤาจะโลดไปถึงมือ

       อันของสูงแม้ปองต้องจิต           ถ้าไม่คิดปีนป่ายจะได้ฤา-"

10.4 บทละครประเภทอื่นๆ

มัทนะพาธา ( แปลว่า ความเจ็บหรือความเดือดร้อนแห่งความรัก )

       เป็นบทละครพูดคำฉันท์ แสดงตำนานแห้งดอกกุหลาบ และแสดงคติในพุทธภาษิตว่า "ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์" ทรงพระราชนิพนธ์เมื่อ พ.ศ. 2466 เป็นเรื่องที่ทรงพระราชดำริผูกเรื่องขึ้นโดยตลอด ขนาดยาว 5 องก์

       เนื้อเรื่อง สุเทษณ์เทพบุตรได้สาปนางฟ้าซึ่งไม่รักตอบตน ให้ไปเกิดเป็นดอกกุหลาบในหิมวัน พระฤาษีกาละทรรศินได้นำไปปลูกไว้ ท้าวชัยเสนออกป่าล่าสัคว์ได้พบมัทนาขณะที่กลายเป็นคนในคืนวันเพ็ญ เกิดรักใครกัน พระฤาษีจึงอภิเษกให้ นางจัณฑีมเหสีเกิดหึงหวงจึงหาอุบายให้ท้าวชัยเสนฆ่ามัทนา แต่เพชฌฆาตปล่อยไป นางอ้อนวอนให้สุเทษณ์ช่วย แต่สุเทษณ์โกรธที่นางไม่รับรัก จึงสาปให้เป็นกุหลาบตลอดไป เมื่อท้าวชัยเสนตามไปพบ ได้นำกุหลาบไปปลุกในวังหลวง

       คุณค่าทางวรรณคดี เป็นละครพูดคำฉันท์เล่มแรก และเล่มเดียวในวรรณคดีไทยเป็นหนังสือดีที่สุด ยิ่งใหญ่ที่สุด มีค่ามากที่สุด เพราะเรียบเรียงได้ดียิ่งก่อให้เกิดความซาบซึ้งกินใจ กระบวนการบรรยายไพเราะจับใจ การใช้ชนิดฉันท์เหมาะกับเนื้อเรื่อง เนื้อเรื่องเป็นไปตามแบบอย่างของโศกนาฏกรรม

       ตัวอย่างคำฉันท์        ความรักเหมือนโรคา         บันดาลตาให้มืดมน

                      ไม่ยินและไม่ยล              อุปะสัคคะใดๆ"

 พระเกียรติรถ

เป็นบทละครร้องและรำ ทรงพระราชนิพนธ์ เมื่อ พ.ศ. 2468

       เนื้อเรื่อง กล่าวถึงพระเกียรติรถเป็นลูกที่ดี มีกตัญญูกตเวทีต่อบิดา ยอมไปให้ยักษ์จับตามสัญญาที่พระเกียรติราชพระราชบิดาให้ไว้กับภาสูร

พระราชนิพนธ์ประเภทร้อยแก้ว

ก.   เกี่ยวกับประวัติศาสตร์

 ตำนานของชาติฮั่น

       ประวัติ เป็นหนังสือภาพล้อ ประกอบคำอธิบาย พระองค์ทรงแปลและจำลองภาพมาจากฉบับภาษาอังกฤษ ของนายอาร์เทอร์  มอร์แลนด์ ลงพิมพ์ในหนังสืพิมพ์ดุสิตสมิต พ.ศ.2462

       จุดมุ่งหมาย  มีพระราชปรัสงค์ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติเยอรมัน และได้ทราบถึงความต่ำช้าและไร้ศีลธรรมของเยอรมัน

       เนื้อเรื่อง เยอรมันเดิมเป็นชนเผ่าดิวโตนิค อยู่แถบภูเขาในสวสเซอร์แลนด์ได้รุกรายอิตาลีแย่งชิงดินแดนเป็นของต่อมาพวกฮั่นมาชิงดินแดนอิตาลีไปอีกต่อหนึ่ง พวกฮั่นเป็นผู้วางแบบแผนต่างๆให้แกเยอรมัน เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์เยอรมันเต็มไปด้วยความยุ่งยาก มีการทะเลาะวิวาทระหว่างกษัตริย์กับสังฆราช ได้คิดแผนการจะเป็นใหญ่ในดินแดนยุโรได้รุกรานประเทศต่างๆ

 เที่ยวเมืองอียิปต์

       ประวัติ คณะไทยเขษมพิมพ์เป็นครั้งแรก เพื่อแจกในวันตรงกับวันสวรรคต ร.6 พ.ศ.2472 เป็นหนังสือหนา 11 ยก

       จุดมุ่งหมาย เพื่อเป็นเครื่องประกอบความรู้แก่นักศึกษาทั่วไป จะได้ทราบถึงศิลปะการก่อสร้าง ประเพณีนิยม การนับถือศาสนาและความเชื่อต่างๆ ตลอดจนความเป็นอยู่ของชาวอียิปต์

       เนื้อเรื่อง ทรงบรรยายพงศาวดารย่อลำดับเหตุการณ์ และกษัตริย์ในราชวงศ์ต่างๆ การแบ่งยุคประวัติศาสตร์เป็นอียิปต์โบราณ อียิปต์ปัจจุบัน การแบ่งอาณาเขตเป็นภาค เป็นมณฑล ได้ทรงบรรยายถึงสิ่งต่างๆ เช่น สถานที่ ขนบประเพณี และสิ่งอื่นๆที่ได้พบเห็นในการเสด็จประพาสอียิปต์

ข.   เกี่ยวกับวรรณคดีและศาสนา

1. คำอธิบายและอภิธานประกอบเรื่องนารายณ์สิบปาง

ประวัติ ทรงพระราชนิพนธ์เมื่อพ.ศ.2466 ยาวประมาณ 15 ยก

จุดมุ่งหมาย เพื่อเป็นคู่มือในการอ่านนารายณ์สิบปาง และเพื่อเป็นข้อเปรียบเทียบเรื่องนารายณ์สิบปางฉบับของหอพระสมุด และลิลิตนารายณ์สิบปางที่ ร.6 ทรงพระราชนิพนธ์

เนื้อเรื่อง แบ่งออกเป็น 2 ภาค คือคำอธิบายและภาคอภิธาน อธิบายศัพท์และข้อความที่เข้าใจยาก ให้ความรู้ในเรื่องลัทธิศาสนาพราหมณ์

2. พระราชนิพนธ์คำนำ

       ประวัติ รวบรวมจากพระราชนิพนธ์ต่างๆของ ร.6

       จุดมุ่งหมาย เพื่อให้ผู้อ่านได้ทราบถึงกรณียกิจที่ทรงพระราชนิพนธ์เรื่องนั้นๆ

       เนื้อเรื่อง ทรงอธิบายพระราชประสงค์ในการที่ทรงพระราชนิพนธ์เรื่องเที่ยวเมืองพระร่วง พงศาวดารยุทธศิลป์ พระบรมราโชวาทในงานวิสาขบูชา รามเกียรติ์ ตามใจท่าน พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร และเรื่องตรีอาธิปไตย

ค. เกี่ยวกับการทหาร การต่างประเทศและเบ็ดเตล็ด

                             1. ความฝันของเยอรมัน

ประวัติ    ทรงแปลจากเรื่อง มหาเยอรมันนี ฉบับภาษาฝรั่งเศส  ของโมริสมิลลิยูด์   แปลเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2459 ยาวประมาณ 8 ยกครึ่ง

จุดมุ่งหมาย   เพื่อให้ชาวไทยได้ทราบถึงแผนการอันชั่วร้ายที่เยอรมันนีมีต่อชาวโลกและการคิดเข้าครอบครองดินแดนไทย

เนื้อเรื่อง  เยอรมันนีหวังว่า เมื่อสงครามระเบิดขึ้นชาติต่างๆ จะเข้าข้างเยอรมันและช่วยกับรุกรบฝรั่งเศสและรัสเซียจนมีผลให้เยอรมันชนะสงคราม

2. พันแหลม

ประวัติ  เป็นหนังสือรวมพระราชนิพนธ์ต่างๆ เกี่ยวกับกิจการทหารเรือ ลงในหนังสือพิมพ์ระหว่าง พ.ศ. 2457 – 2458

จุดมุ่งหมาย  ทรงเห็นสมควรที่จะให้ชาวไทยทราบถึงการดำเนินสงครามและเรื่องต่างๆที่เกี่ยวกับสมครามโลกครั้งที่ 1

เนื้อเรื่อง กล่าวถึง ประโยชน์ของเรือรบ ประโยชน์แห่งเรือใต้น้ำ เรือรบใหม่ของอังกฤษ ฯลฯ การยุทธ์ทางทะเลในยุโรปฯลฯ

                             3. ความเจริญของปืน

ประวัติ  ทรงแปลลงในสมุทรสาร พ.ศ. 2459

จุดมุ่งหมาย  เพื่อให้ผู้อ่านได้รับความรู้ใหม่ ๆ เกี่ยวแก่ปืน

เนื้อเรื่อง  กล่าวถึงประวัติการใช้อาวุธในอดีต ต่อมาจึงรู้จักใช้ปืน ได้รับการปรับปรุงให้มีคุณภาพมากขึ้นทุกที ได้แก่ ปืนใหญ่ ปืนกล ปืนดาบชุด  ปืนคาบศิลา

                             4. เรือเบอร์เก็นเหด

ประวัติ  ทรงแปลลงในสมุทรสาร พ.ศ. 2461

จุดมุ่งหมาย  เพื่อเป็นคติอันดีแก่ทหารเรือไทยในการปฏิบัติราชการโดยเต็มความสามารถและเพื่อเป็นตัวอย่างอันดี

เนื้อเรื่อง กล่าวถึงนายทหารและลูกเรือเบอร์เก็นเหดได้รับการสรรเสริญว่าต่างเป็นผู้กล้าหาญและเคร่งครัดในระเบียบวินัย ยอมเสียสละชีวิตของตนช่วยผู้หญิงและเด็กไว้จากภัยสงครามเป็นจำนวนมาก

คำวิจารณ์พระราชนิพนธ์หมวดสารคดี

       เป็นพระราชนิพนธ์ที่ให้ความรู้แก่ผู้อ่านพร้อมทุกด้าน  ทำให้ได้รับบความรู้กว้างขวาง ทุกเรื่องเหมาะสมกับเหตุการณ์และเวลา เช่นในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 ทรงพระราชนิพนธ์และแปลเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับสงครามเพื่อให้ประชาชนชาวไทยได้ทราบความเคลื่อนไหวของสงคราม ในด้านศาสนา ทรงเลือกสรรทรงพระราชนิพนธ์แต่ในข้อที่น่ารู้น่าสนใจ ทรงใช้พระโวหารเรียบๆเข้าใจง่ายน่าอ่าน ตอนใดที่ยุ่งยากซับซ้อนก็พระราชทานอรรถาธิบายอย่างละเอียดพร้อมกับยกเหตุผลและอุทาหรณ์เปรียบเทียบทำให้เข้าใจซาบซึ้ง ทรงสนพระทัยค้นคว้าความรู้มาเผยแพร่แก่พศกนิกรด้วยพระวิริยะอุสาหะเป็นที่ยิ่ง

หมวดปลุกใจเสือป่า

          ร.6 มีพระราชประสงค์ในการทรงพระราชนิพนธ์ปลุกใจ เพื่อให้เป็นข้อกระตุ้นเตือนชาวไทยให้ตระหนักในความสำคัญของชาติ ให้รู้จักรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ประพฤติตนเป็นพลเมืองดีของชาติ มีความสามัคคี ตั้งมั่นอยู่ในความสุจริตและรักษาความสงบเรียบร้อย ให้สำนึกในภัยต่างชาติและแก้ไขและช่วยจรรโลงชาติให้เจริญวัฒนาถาวรสืบไป

                             1. ปลุกใจเสือป่า

ประวัติ  ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นเมื่อ  พ.ศ. 2455 ยาวประมาณ 10 ยก

เนื้อเรื่อง   กล่าวถึงคุณลักษณะของผู้ที่เป็นเสือป่า คือ ต้องเป็นผู้กล้าหาญ อดทนมีความรอบครอบ มีไหวพริบดี มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์  อย่างแท้จริง เสือป่าจึงเป็นผู้ที่ทำประโยชน์  เป็นบุคคลที่ควรได้รับการยกย่องสรรเสริญ  เพราะเป็นกำลังช่วยป้องกันบ้านเมือง

                             2. เมืองไทยจงตื่นเถิด

ประวัติ ลงพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ไทย ยาวประมาณ 5 ยก

เนื้อเรื่อง  กล่าวเตือนให้ชาวไทยต้องรู้จักเห็นแก่ประโยชน์ของชาติ เร่งสำนึกในภัยชองชนต่างชาติ ไทยต้องพยายามพึ่งตนเองให้มากที่สุดทั้งในด้าน

กสิกรรม อุตสาหกรรมและการค้า ถ้าไม่แก้ไขในเวลาอับจน ไทยจะต้องเผชิญปัญหาที่ยุ่งยากที่สุด

                             3. พวกยิวแห่งบูรพาทิศ

ประวัติ ลงพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ไทย พ.ศ. 2457 ยาวประมาณ 4 ยก

เนื้อเรื่อง  ทรงเปรียบเทียบจีนว่า เป็นยิวแห่งทวีปเอเชีย  จีนเข้าแทรกแทรงอยู่ในดินแดนต่างๆ ทั่วไป และกอบโกยผลประโยชน์จากดินแดนนั้นฝ่ายเดียว จีนเป็นชาติที่อวดดี ถือตนว่าเป็นชาติที่เจริญที่สูงสุด กล้าประณามไทยว่าเป็นชาติป่าเถื่อนโดยเรียกว่า "ฮวน" นอกจากนี้จีนยังมีเล่ห์เหลี่ยมหาเงินเข้าสู่กระเป๋าตนอย่างฉลาด เช่นเดียวกับยิว ชาวไทยควรระวังและรีบหาทางแก้ไข

                             4. โคลนติดล้อ

ประวัติ  ปรากฏครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ไทย ยาว 7 ยก

เนื้อเรื่อง ทรงเปรียบเทียบสิ่งที่ขัดความเจริญก้าวหน้าของชาติประดุจโคลนที่ติดล้อซึ่งทำให้รถแล่นไปไม่สะดวก ได้แก่ การเอาอย่าง , การยกย่องชนต่างชาติ การเชื่อหรือบูชาหนังสือมากจนเกินควร  การสุรุ่ยสุร่าย การแต่งงานชั่วคราวไม่เป็นหลักฐาน ฯลฯ ล้วนเป็นสิ่งที่ชาวไทยทุกคนไม่ควรประพฤติทั้งสิ้น

คำวิจารณ์พระราชนิพนธ์หมวดปลุกใจและเสือป่า

           พระราชนิพนธ์หมวดนี้ชี้ให้เห็นพระปรีชาสามารถอันล้ำเลิศของพระองค์ในกิจการทุกด้าน พระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสต่างๆก็แถลงให้ทราบถึงพระบรมราโชบายในการปกครองและทะนุบำรุงบ้านเมืองให้เจริญขึ้นอย่างน่าสรรเสริญ ทรงอบรมเสือป่า ,ลูกเสือและชาวไทยทุกคนให้มีความกล้าหาญ รู้จักเสียสละเพื่อชาติศาสนาพระมหากษัตริย์ ในการปลุกใจประชาชน ทรงโน้มน้าวจิตใจชาวไทยให้รู้สึกตัวตามไปด้วย ทรงมีเหตุและหลักฐานควรเชื่อถือ

          หมวดบันเทิงคดี

1.    ตั้งใจช่วยชาติ

ลงพิมพ์ในดุสิตสมิต พ.ศ. 2463 เพื่อเป็นตัวอย่างในการทำประโยชน์แก่ชาติเล่าถึงนายสวัสดิ์นักสืบ ตอนที่เป็นมิตรกับชาวอังกฤษ

2.    สาวคำทำเหตุ

ลงพิมพ์ในดุสิตสมิต  พ.ศ. 2463 เป็นตัวอย่างให้รู้จัก ไหวพริบ  เล่าถึงนายสวัสดิ์ขาดความสังเกตเมื่อพบหญิงแก่แกล้งทำเป็นสาว

3.ใครเป็นผู้ฆ่า

ทรงแปลจากนิทานภาษาอังกฤษของวอร์ดรูม  ลงในสมุทรสารเดือนมีนาคาม  พ.ศ. 2460  เป็นตัวอย่างในความมีไหวพริบ  เนื้อเรื่อง  กล่าวถึงทหารยามผู้หนึ่งตาย  สงสัยผู้ที่เคยวิวาทกันเป็นผู้ฆ่า  แต่การสืบสวนได้ความว่า  ผู้ตายตายเพราะเหตุจากปืนใหญ่ซึ่งอยู่ใกล้ๆ

4.     โยนะฮันรัสต์

ทรงแปลจากนิทานภาษาอังกฤษของแต๊ฟเรล  ลงพิมพ์ในสมุทรสาร  เดือนพฤษภาคม  พ.ศ.2461  เพื่อเป็นตัวอย่างในความกล้าหาญ  และการเสียสละ  กล่าวถึงนายทหารอังกฤษซึ่งมีความผิด  ต้องถูกออกจากราชการ  ได้อาสาร่วมสงครามโดยยอมสละเลือดเนื้อและชีวิตทำประโยชน์ให้แก่ราชนาวีเป็นอันมาก

5.  นิทานทหารเรือ

          ลงพิมพ์ในดุสิตสมิต  พ.ศ.  2458-2460  ทรงแปลจากเรื่องของ  คอนราค  เคโต  เพื่อเป็นเครื่องปลุกใจทหารเรือของไทย  เล่าถึงชีวิตของทหารเรือ  และความสนุกสนานร่าเริงของทหารเรืออังกฤษ  ไม่เป็นผู้ชี้ขลาดหวาดกลัวต่อสิ่งใด

6.  ผีทะเล

     ทรงแปลงลงในสมุทรสาร  เดือนตุลาคม  พ.ศ.  2461  เพื่อให้ทราบถึงการปฏิบัติงานของทหารเรือเยอรมันที่ปฏิบัติการเรือดำน้ำ

     คำวิจารณ์พระราชนิพนธ์หมวดบันเทิงคดี

              เป็นเรื่องให้ความสนุกสนานและเพลิดเพลิน  ในเรื่องแปลทรงเลือกสรรเรื่องที่เหมาะแก่รสนิยม  เหตุการณ์และความเป็นไปของคนไทยในสมัยนั้น  ทรงแทรกคติธรรมสอนใจหลายเรื่อง  ทรงหวังให้เป็นตัวอย่างของความเฉลียวฉลาด  ความมีไหวพริบ  มีตัวอย่างของความกล้าหาญ  การเสียสละ  การปฏิบัติราชการโดยเต็มความสามารถ  ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆพระราชนิพนธ์ส่วนมากเป็นบรรยายโวหาร  มีโวหารเรียบๆเข้าใจง่าย  ความสละสลวยชวนอ่าน

     พระราชนิพนธ์ประเภทบทละคร  แบ่งเป็นลักษณะย่อยดังนี้

              1.  ปลุกใจให้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมให้รักชาติ  บำรุงชาติ  ป้องกันชาติ  ได้แก่  เรื่อง  หัวใจนักรบ  มหาตมะ  โพงพาง

              2.  แสดงความคิด  ข้อวิจารณ์  หรือให้เป็นคติ  เช่นเรื่อง  กลแตก  เสียสละ  ฉวยอำนาจ  ผู้ร้ายแผลง  แก้แค้น  พอกไม่ขาว  หลวงจำเนียรเดินทาง  เพื่อนตาย  เห็นแก่ลูก

              3.  เรื่องรักๆใคร่ๆการชิงรักหักสวาท  เชื่อเรื่อง  หาโล่ บ่วงมาร  หมายน้ำบ่อหน้า  หนังสือ  ความดีมีชัย  เสือเฒ่า  วิไลยเลือกคู่  ชิงนาง  เจ้าคุณเจ้าชู้

              4.  ละครชวนหัว  ชวนขัน  ชวนคิด  และเย้ยหยัน  เช่นเรื่อง  น้อยอินทเสน  จัดการรับเสด็จ  ขนมสมน้ำยา  เจ้าขาสารวัด  ตบตาล่ามดี  เกินต้องการ

              5.  เรื่องแสดงเงื่อนแง่ต่างๆ มีการผูกปม  คลายปมตามศิลปะในการแต่งเรื่อง  ได้แก่  หมิ่นประมาทศาล  ไม่โกรธ  นินทาสโมสร  ท่านรอง   กุศโลบาย  หาเมียให้ผัว  มิตรแท้  หมอจำเป็น  ต้อนรับลูก  งดการสมรส  ร.ต.ล. นนทรี    เนตรพระอิศวร ฯลฯ

              6.  บทละครพูดภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศส  ได้แก่เรื่อง  เรียลโกสท์,เอ  เควียร์ เบอร์กลารี ,เดอะ  แมน  อิน  กากี , เดอะ  อีลีมินนิส,  เอ  เสตท  แมนสไวท์ ,  เดอะ  เทมมีง  ออฟ อังเคิล  กิเดียน ,  ดิ  เอิล  ออฟ  คลาเวอร์เฮาส์ ,  วัน  ซัมเมอร์เดย์  คุปเดตาร์  เลอด์ยุค  เดอ  เรชาเก  ลอมอองกากี

              พระมหาธีรราชเจ้าทรงใช้บทละครเป็นเครื่องช่วยการศึกษาอบรมจิตใจของพลเมืองเกือบทุกเรื่องมีคติสอนใจให้มีศีลธรรมอันดีงาม  ทรงใช้ถ้อยคำธรรมดา  อ่านเข้าใจง่าย  ความหมายกว้าง  การดำเนินเรื่องไม่สับสน  แสดงลักษณะของตัวละครและผลงานของความประพฤติทรงสามารถนิพนธ์บทละครทั้งเรื่องเศร้าและเรื่องตลกขบขัน

     ตัวอย่างสำนวนภาษาในบทละคร

              "การตายกลางสนามเป็นความตายอย่างงดงามที่ลูกผู้ชายจะประสบได้" ฉวยอำนาจ

              "กูรู้จักโลกดี  กูจึงพูดว่าคนโดยมากดูรูปมากกว่าดูใจ  นิยมในเครื่องประดับประดาภานอกมากกว่าสติปัญญาและความสามารถ  ซึ่งเป็นเครื่องประดับภายใน" มหาตมะ

              "สิ่งที่จะให้ติดอยู่แน่นหนาและทั่วถึงจริงๆ  ก็ต้องทาสามชั้น  เมื่อทาแล้วนานกว่าจะแห้งสนิท  แต่เมื่อแห้งแล้วก็ทนนักเทียว  วิชาความรู้ก็เหมือนกัน  เพราะถ้าให้รู้จริง  จักต้องเรียนลึกซึ้ง  และกินวลานาน"

              หัวใจนักรบ  ได้รับยกย่องว่าเป็นยอดบทละครพูด  มีเค้าโครงเรื่องแนบเนียนการดำเนินเรื่องไม่สับสน  ปลุกใจให้รักชาติ  รักหน้าที่  บทสนทนาเหมาะสมกับบทบาทกะทัดรัด  เข้าใจง่าย  มีความหมายลึกซึ้ง (ผู้เรียบเรียงไม่สู้จะเห็นด้วย)

     สรุป  บทพระราชนิพนธ์ของ  ร.6  ไม่เพียงแต่ให้ความบันเทิง  ยังเป็นบ่อเกิดของความรู้นานาประการ  เป็นหลักฐานของการสอบสวนค้นคว้า  มีคุณค่าในแขนงสาขาวิชาสาขาต่างๆ  งานแปลวรรณคดีต่างประเทศเป็นภาษาไทยเป็นพระราชกรณียกิจที่ควรแก่การสรรเสริญอย่างยิ่ง

              สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ

              ทรงพระนามเดิมว่า  พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร  ทรงเป็นพระราชโอรสในรัชกาลที่  4  ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาชุ่ม  เมื่อวันที่  21  มิถุนายน  พ.ศ.  2405

              ทรงเริ่มศึกษาหนังสือไทยในสำนักคุณแสง  และคุณปานราชนิกูล  ในพระบรมมหาราชวัง  ทรงศึกษาภาษาบาลีในสำนักพระยาปริยัติธรรมธาดา (เปี่ยม)  และหลวงธรรมานุวัตจำนง(จุ้ย)  ทรงศึกษาภาษาอังกฤษในโรงเรียนหลวง  มีนายฟรานชิสยอร์ช  แปตเตอรสันเป็นอาจารย์  ทรงศึกษาวิชาทหารในสำนักหลวงรัตรณยุทธ (เล็ก)  และทรงได้รับความรู้รัฐประศาสน์  และโบราณคดี  จากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

              สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงได้รับตำแหน่งหน้าที่สำคัญมากมาย  เช่น  เคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหาร  ในกรมยุทธนาธิการ  เป็นพลโทราชองครักษ์พิเศษ  ทรงเป็นเสนาบดีกระทรวงธรรมการ  และกระทรวงมหาดไทย  ทรงเป็นนายกราชบัณฑิตยสภาและประธานกรรมการ  กรรมการ  และที่ปรึกษาในกิจการต่างๆมากมาย  เช่นการตั้งโรงพยาบาล  การตั้งโรงเรียนมหาดเล็กหลวง  การตั้งโรงเรียน  และการตั้งหอสมุดสำหรับประชาชนเป็นต้น  นอกจากนั้น  พระองค์ยังทรงพระปรีชาญาณในประวัติศาสตร์  และโบราณคดี  เป็นพิเศษ  จนได้รับถวายพระสมัญญาว่าพระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย

              ทางด้านอักษรศาสตร์  กรมพระยาดำรงฯ  ได้ทรงนิพนธ์หนังสือประเภทความเรียงไว้มากมายประมาณถึง 700 เรื่อง  ล้วนแต่มีค่าสำคัญในทางประวัติศาสตร์  โบราณคดี  และทางอักษรศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง  เช่นเรื่อง  ไทยรบพม่า,นิราศนครวัด,นิทานโบราณคดีสาส์นสมเด็จ  (ทรงนิพนธ์ร่วมกับกรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์)  เที่ยวเมืองพม่า , ตำนานอิเหนา ฯลฯ

     สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ  สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่  1  ธันวาคม  พ.ศ.  2486  ด้วยโรคพระทัยพิการ  ซึ่งเริ่มประชวรด้วยโรคนี้มาตั้งแต่เดือนธันวาคม  พ.ศ. 2485

นิทานโบราณคดี

     ที่มาของเรื่อง  สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ  ได้ทรงอธิบายไว้ในคำนำของหนังสือนิทานโบราณคดีว่า "เรื่องต่าง ๆ ที่จะเล่าต่อไปนี้  ล้วนเป็นเรื่องจริงซึ่งตัวฉันได้รู้เห็นเอง  มิได้คิดประดิษฐ์ขึ้นใหม่  แต่เป็นเรื่องเกร็ดนอกพงศาวดาร"

     ลักษณะการแต่ง  ใช้ร้อยแก้ว

     ความมุ่งหมาย  เริ่มทรงนิพนธ์ตั้งแต่  พ.ศ.  2483  จนจบเมื่อวันที่  9  ตุลาคม  พ.ศ.  2485  พิมพ์ครั้งแรกในงานพระราชทานเพลิงศพ  วันที่  11  มีนาคม  พ.ศ.  2487

     ความมุ่งหมายที่แต่ง  ทรงนิพนธ์ตามคำกราบทูลของหม่อมเจ้าหญิง  พูนพิสมัย  ดิศกุล  พระธิดา

     เนื้อเรื่องย่อ  มีนิทานรวมทั้งสิ้น  21  เรื่อง  เช่น  พระพุทธรูปประหลาด  พระครูในวัดฉลอง ,เสือใหญ่เมืองชุมพร , ห้ามไม่ให้เจ้าไปเมืองสุพรรณ  เรื่องของแปลกที่เมืองชัยปุระในอินเดีย , ของแปลกที่เมืองพาราณสี ฯลฯ

     คุณค่าทางวรรณกรรมและความสำคัญ

              พระนิพนธ์เรื่องนี้  ทรงเล่าตามความทรงจำ  ทำนองเล่านิทานไม่ได้กำหนดว่าจะทรงนิพนธ์เรื่องใดก่อนหลัง  สุดแต่จะทรงนึกได้  จึงมีหลายเรื่องหลายรสระคนกันไป  ทรงใช้สำนวนสนุกจึงอ่านได้เพลิดเพลินตลอดเล่ม  และที่สำคัญคือสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทรงแทรกความรู้ทางภูมิศาสตร์  ประวัติศาสตร์  และโบราณคดีต่าง ๆ ไว้โดยตลอด  จึงนับว่าพระนิพนธ์เรื่องนี้ให้คุณค่าทั้งความรู้และความเพลิดเพลินควบคู่กันไป  จนกระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้ใช้เป็นหนังสืออ่านประกอบ  และแบบเรียนสำหรับนักศึกษาบางชั้นด้วย

พระราชวรวงศ์เธอ  กรมหมื่นพิทยาลงกรณ

              พระราชวรวงศ์เธอ  กรมหมื่นพิทยาลงกรณ  ทรงเป็นพระราชโอรสในกรมพระราชวังบวรไชยชาญ ในสมัยรัชกาล ที่ 5 และเจ้าจอมมารดาเลี่ยม  มีพระนามเดิมว่า  พระองค์เจ้ารัชนีแจ่มจรัส  ประสูติเมื่อวันที่ 10  มกราคม  พ.ศ.  2419

     ทรงศึกษาขั้นแรกกับพระมารดา  ทรงอ่านเขียนหนังสือได้ตั้งแต่พระชันษา 5 ขวบ จากนั้นก็ไปทรงศึกษาเพิ่มเติมจากโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ  ทรงสอบไล่ได้ชั้นประโยค 2 ทรงฝึกฝนภาษาอังกฤษเพิ่มเติมกับครูภาษาอังกฤษอยู่เสมอ  เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรปเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. 2440 โปรดให้ตามเสด็จไปทรงศึกษาต่อ ณ ประเทศอังกฤษ แต่ประทับศึกษาอยู่ได้ 2 ปีเศษ ไม่ทันจบปริญญาจากหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ก็ต้องเสด็จกลับมาทรงรับราชการต่อใน  พ.ศ. 2442

              พระราชวรวงศ์เธอ  กรมหมื่นพิทยาลงกรณ  ทรงรับราชการก้าวหน้าเป็นลำดับจนกระทั่งได้รับตำแหน่งสูงถึงสภานายกองคมนตรี  และสภานายกราชบัณฑิตยสถาน  ในขณะเดียวกันก็ได้ทรงพระราชนิพนธ์วรรณคดีสำคัญทั้งร้อยแก้ว  และร้อยกรองไว้เป็นจำนวนมาก เช่น พระนลคำฉันท์  กนกนคร  สามกรุงนิทานเวตาล  จดหมายจางวางหร่ำ ฯลฯ ส่วนใหญ่ทรงใช้พระนามแฝงสำหรับบทพระราชนิพนธ์ว่า "น.ม.ส."  ซึ่งย่อมาจากพยางค์ท้ายของพระนามเดิมคือ  "รัสนีแจ่มจรัส"  นั่นเอง นอกจากนี้เคยมีส่วนในการออกหนังสือพิมพ์  ลักวิทยาทวีปัญญา  และทรงเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ประมาญวัน  และประมาญมารค  รวมทั้งทรงพระราชนิพนธ์  เรื่องต่างๆ ไปลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์อื่นๆมากมาย  จนกระทั่งสิ้นพระชนม์  เมื่อวันจันทร์ ที่ 23 กรกฎาคม  พ.ศ. 2488  ด้วยโรคหลอดโลหิตในสมองตัน  รวมพระชนมายุได้  68 ปี 6 เดือน 13 วัน

กนกนคร

     ผู้แต่ง  กรมหมื่นพิทยาลงกรณ

          ที่มาของเรื่อง  ทรงได้เค้าโครงเรื่องส่วนหนึ่งมาจากหนังสือกถาสริตสาครเรื่องเมืองทองกับเรื่องตริวิกรมาโธคาศระ  หนังสือสันสกฤตที่แปลเป็นภาษาอังกฤษ  แล้วกรมหมื่นพิทยาลงกรณทรงดัดแปลงแก้ไขเพิ่มเติม

          ลักษณะการแต่ง  ใช้กลอนหกแต่งเป็นส่วนใหญ่  โดยมีกาพย์สุรางคนางค์แทรกอยู่บ้าง

          ระยะเวลาที่แต่ง  ทรงเริ่มนิพนธ์เมื่อตอนกลางปี  พ.ศ.2458  จบเมื่อ  พ.ศ.  2465  รวมเวลาเกือบ  7  ปี

          ความมุ่งหมายที่แต่ง  เพื่อทดลองใช้กลอนหกแต่งเรื่องยาวๆ  เป็นครั้งแรก

          เนื้อเรื่องย่อ  แบ่งออกเป็น  3  ภาค

          ภาคที่  1  บนฟ้า

                   พญากมลมิตร  เป็นคนธรรพ์ที่บำเพ็ญพรตภาวนาอยู่ถึง  100  ปี  พระอิศวรจึงประทาน  นางอนุศยินี  นางฟ้ารูปงามให้เป็นคู่ครองตามปรารถนา  พญากมลมิตรคุยโอ้อวดบเพื่อนคนธรรพ์ถึงความงามของภรรยาตนว่าอาจทำลายตะบะของฤาษีผู้มีฌานแก่กล้าได้  จึงเกิดการท้าพนันให้ไปทำลายตะบะของฤาษีบาปะนาศน์  ซึ่งทรงณามนานถึงหมื่นปีโดยพญากมลมิตรยอมให้ตัดศรีษะถ้าไม่สำเร็จ  ในที่สุดถูกฤาษีปาปะนาศน์สาปให้ทั้งพญากมลมิตรและนางอนุศยินีไปเกิดในโลกมนุษย์  และจะพ้นคำสาปต่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดฆ่ากันตายเท่านั้นจึงพ้นคำสาปมาครองรักกันบนสวรรค์ตามเดิม

          ภาคที่ 2 บนดิน

          นางอนุศยินีจุติมาเกิดเป็นราชธิดาท้าวชัยทัตแห่งเมืองอินทิราลัย  ทรงพระนามว่า กนกเรขา ส่วนพญากมลมิตรจุติมาเป็นพระราชโอรสแห่งท้าวอธรรมราชผู้ครองนครอละกา  ทรงพระนามว่า อมรสิงห์ นางกมลเรขานั้นเมื่อเจริญวัย  ไม่พอใจชายใด  เมื่อบิดารบเร้าจึงรับจะอภิเษกกับชายที่มาจากเมืองกนกนครตามนิมิตฝันวนอมรสิงห์ไม่คิดมีคู่ครองเช่นกันเมื่อถูกบเร้าจากพระบิดาก็รับจะอภิเษกกับหญิงอย่างนิมิตฝัน  พระบิดากริ้วนำไปจองจำไว้อมรสิงห์หนีออกจากเมืองไปจนถึงเมืองจนถึงเมืองอินทิราลัยาไปพบนางกนกเรขา  ลวงว่าเคยเห็นกนกนคร  แต่นางจังพิรุธได้จึงขับไล่ออกจากเมือง  อมรสิงห์รอนแร่ไปจนถึงกนกนคร  พบศพนางกนกเรขาที่เมืองนั้น  จึงกลับมาเล่าให้นางกนกเรขาฟัง  นางก็รำลึกถึงความหลังได้และเป็นลมดับชีพไป  วิญญาณของนางกลับไปสิงในร่างนางกนกเรขาที่กนกนครจนฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งต้องหลบหนีอันตรายหลายประการในป่า  และได้พบกับอมรสิงห์ซึ่งพเนจรอยู่ในป่าเช่นกันทั้งสองจึงพ้นคำสาปของฤาษีปาปะนาสน์  ขึ้นไปอยู่บนสวรรค์ตามเดิม

ภาคที่  3  บนยอดเขาไกรลาส

                   พระอิศวร  และเหล่าคนธรรพ์ทั้งหลายต่างแสดงความยินดีกับพญากมลมิตร  และนางอนุศยินีที่พ้นคำสาป  และทั้งสองก็รักใคร่เป็นสามีภรรยากันดุจเดิม

          คุณค่าทางวรรณกรรมและความสำคัญ

                   เรื่องกนกนคร  ของกรมหมื่นพิทยาลงกรณ  ต่างจากวรรณคดีอื่นที่ใช้กลอนหกแต่งตลอดเรื่อง  แม้จะไม่ได้แต่งเป็นบทละครก็มีคำว่า  "เมื่อนั้น" "บัดนั้น"  อยู่ข้างหน้าบทเสมอ  กระบวนกลอนไพเราะ  เกลี้ยงเกลาเป็นพิเศษ  และมีสำนวนเปรียบเทียบที่คมคายอยู่หลายตอนเช่น

          หญิงใดไม่อยากมีสามี                                  หาในโลกนี้หาไหน

          อันพวงบุปผามาลัย                                      เกลียดแมลงภู่ไซร้ฤามี

          ควรจำธรรมดานาไร                                    จักไม่รับไถใช่ที่

          ฉันใดชาดานารี                                   พึงสามีแนบตัว

          ตอนชมเมือง

          มนเทียรเกือกทองก่องแก้ว                            เพริศแพร้วเรืองอร่ามงามสม

          ช่อฟ้าเชิดฟ้าน่าชม                                      เกลียวกลมแลรับกับฟ้า

          นพศูลสูงเยี่ยมเทียมเมฆ                    รุจิเรขเรืองรองห้องหล้า

          ปราสาทมาศแก้วแววตา                      อาภาผ่องค้ำอัมพร

          ภาพครุฑสุดสง่าสามารถ                    ขคราชเริงแรงแขงขร

          อุรงค์ฤทธิ์ล้ำกำธร                              ผกหงอนแผ่ง้ำอำไพ

          ภาพสิงห์หยิ่งย่างอย่างสิงห์                          มีมิ่งหมายเหมือนเคลื่อนไหว

          เทพพนมชมเห็นเป็นไป                     ดังเทพที่ในเมืองฟ้า

          ก่องเก็จเพชรรัตน์รุ้งร่วง                     โชติช่วงแวววับจับหล้า

          แสงทองส่องสุกมุกดา                         งามสง่าวังเวียงเพียงแมน


******************************************************

             จัดทำโดย
             น.ส น้ำทิพย์ พัดใหม่ เลขที่ 34 ม.6/3 (ข)  
             น.ส บุษกร   วนสันเทียะ  เลขที่ 42 ม.6/3 (ข) 
            โรงเรียน ราชสีมาวิทยาลัย
                



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
วรรณคดีร.6-ปัจจุบัน ตอนที่ 1 : วรรณคดี , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 4067 , โพส : 0 , Rating : 5 / 1 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1


Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

Dek-D ชวนน้องๆ ส่งเรื่องสั้นวันแม่หัวข้อ

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android