สวัสดีผู้เยี่ยมชม [ เข้าระบบ | สมัครสมาชิก ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
นิยาย นักเขียน
เข้าสู่ My.iD Control | สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ | กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

พรีเซ้น - พุทธปรัชญา

ปัญหารูปภาพหาย | ค้นหาบทความแบบ Browse |   ค้นหาแบบ search! > ชื่อเรื่อง ชื่อผู้แต่ง
นิยาย-เรื่องยาว: มีสาระ/ ความรู้เรื่องเรียน
Tags: ยังไม่มี
ผู้แต่ง : berry_nanz ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ berry_nanz
My.iD: http://my.dek-d.com/nanzy-phil52
< Review/Vote > Rating : 0% [ 0 mem(s) ]
This month views : 10 Overall : 1,239
11 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 2 คน ]
แนะนำเรื่องแบบย่อๆ
ขออวยพรให้ทุกท่าน โชคดีในการสอบวิชานี้เป็นอย่างยิ่งงงงงงงงง
บทความ/รายงาน ในวิชาพุทธปรัชญา ของอ.ปรุต @ มช. ปี 2553
ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
บทความ/รายงาน/พรีเซ้น  ในวิชาพุทธปรัชญา ของอ.ปรุต @ มช. ปี 2553

เป็นโปรเจ็คเหนื่อยอีกหนึ่งอัน

แต่ก้อหวังว่าจะช่วยทุกคนได้ไม่มากก็น้อยนะคะ

ฝากด้วยนะคะ v(^0^)v


ชอบมาก! ทำไงดี

บอกต่อ ๆ กัน
URL\Link สำหรับเข้ามาอ่านหน้านี้
Embed Code สำหรับนำหน้านี้ไปแปะ
ส่งหรือเก็บบทความ ผ่านช่องทางอื่นๆ

Hi5Hi5
คำวิจารณ์ของเรื่องนี้ วิจารณ์บ้าง
  • ยังไม่มีคำวิจารณ์ของเรื่องนี้


ส่ง เรื่องนี้ ให้เพื่อนคุณอ่าน!!


คำสั่ง บันทึกบทความเป็น Favorite   ค้นหาบทความ   เวบบอร์ด Writer แจ้งบทความไม่เหมาะสม   กฏเกณฑ์การใช้งาน
เลือกอ่านตอนต่างๆ - อัพเดท 23 ก.พ. 54 / 16:45

ตอนที่ ชื่อตอน วันที่ลง
1สำนักโยคาจาร - อภิปรัชญา14 ก.พ. 54
2สำนักโยคาจาร - ญาณวิทยา14 ก.พ. 54
3สำนักโยคาจาร - จริยศาสตร์20 ก.พ. 54
4สำนักโยคาจาร - สุนทรีียศาสตร์13 ก.พ. 54
5สำนักมาธยามิกะ - อภิปรัชญา23 ก.พ. 54
6สำนักมาธยามิกะ - ญาณวิทยา18 ก.พ. 54
7สำนักมาธยามิกะ - จริยศาสตร์17 ก.พ. 54
8สำนักมาธยามิกะ - สุนทรียศาสตร์13 ก.พ. 54
9สำนักไวภาษิกะ - อภิปรัชญา13 ก.พ. 54
10สำนักไวภาษิกะ - ญาณวิทยา15 ก.พ. 54
11สำนักไวภาษิกะ - จริยศาสตร์15 ก.พ. 54
12สำนักไวภาษิกะ - สุนทรียศาสตร์22 ก.พ. 54
13สำนักเสาตรานติกะ - อภิปรัชญา18 ก.พ. 54
14สำนักเสาตรานติกะ - ญาณวิทยา14 ก.พ. 54
15สำนักเสาตรานติกะ - จริยศาสตร์15 ก.พ. 54
16สำนักเสาตรานติกะ - สุนทรียศาตร์13 ก.พ. 54
17พุทธปรัชญา - ปัญหาโสเภณี13 ก.พ. 54
18พุทธปรัชญา - ปัญหาการทำแท้ง20 ก.พ. 54
19พุทธปรัชญา - ปัญหายาเสพติด14 ก.พ. 54
20พุทธปรัชญา - ปัญหาภาวะโลกร้อน22 ก.พ. 54
21พุทธปรัชญา - ปัญหาสิทธิสตรี15 ก.พ. 54
22พุทธปรัชญา - ปัญหาการโคลนิ่ง14 ก.พ. 54
23พุทธปรัชญา - ปัญหาการใช้สเต็มเซลล์รักษาโรค17 ก.พ. 54
24พุทธปรัชญา - ปัญหาการทำการุณยฆาต19 ก.พ. 54
25พุทธปรัชญา - ปัญหาการซื้อขายอวัยวะ14 ก.พ. 54
26พุทธปรัชญา - ปัญหาการอุ้มบุญ14 ก.พ. 54
27พุทธปรัชญา - ปัญหาวัตถุนิยม14 ก.พ. 54
28พุทธปรัชญา - ปัญหาการตัดสินประหารชีวิต22 ก.พ. 54
29พุทธปรัชญา - ปัญหา3จังหวัดชายแดนใต้14 ก.พ. 54
30พุทธปรัชญา - ปัญหาความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตาย14 ก.พ. 54
31พุทธปรัชญา - ปัญหาสิทธิมนุษยชน14 ก.พ. 54
32พุทธปรัชญา - ปัญหารักร่วมเพศ15 ก.พ. 54

ส่ง เรื่องนี้ ให้เพื่อนคุณอ่าน!!


  ค้นหาบทความ   เวบบอร์ด Writer แจ้งบทความไม่เหมาะสม / Vote ผิดปกติที่ writer@dek-d.com

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ berry_nanz จากทั้งหมด 3 บทความ
เรื่อง หมวด ตอน คนเข้าชม โพสท์ คะแนน อัพเดท
1. Moral Problem เทอม 2/2554 ความรู้เรื่องเรียน 22 4/298 6 0% 3 มี.ค. 55
2. นักปรัชญาไทย ความรู้เรื่องเรียน 39 42/2782 21 0% 20 มิ.ย. 54
3. พรีเซ้น - พุทธปรัชญา ความรู้เรื่องเรียน 32 10/1239 11 0% 23 ก.พ. 54
คำนิยม Top 3

ยังไม่มีคำนิยม
คลิกที่นี่เพื่อเพิ่มคำนิยม
คำนิยมล่าสุด
 

ยังไม่มีคำนิยม
คลิกที่นี่เพื่อเขียนคำนิยม
 
หน้าที่ 1

ความคิดเห็นที่ 11 (จากตอนที่ 14)    
ขอบคุณมากครับ กำลังหารายงานอยู่พอดี
Name : wichian [ IP : 49.49.181.174 ]
Email / Msn: sayfar2533(แอท)hotmail.com
วันที่: 4 มกราคม 2556 / 16:43

ความคิดเห็นที่ 10 (จากตอนที่ 14)    
ขอบคุณมากครับ กำลังหารายงานอยู่พอดี
Name : wichian [ IP : 49.49.181.174 ]
Email / Msn: sayfar2533(แอท)hotmail.com
วันที่: 4 มกราคม 2556 / 16:37


ความคิดเห็นที่ 9 (จากตอนที่ 9)    
โดยสรุป
ไวภาษิกะ เป็นสำนักปรัชญาที่พัฒนามาจากหลักคำสอนของนิกายสรวาสติวาทหรือเรียกได้ว่าเปลี่ยนชื่อจากสรวาสติวาทมาเป็นไวภาษิกะนั้นเอง แต่แนวคิดพื้นฐานของสำนักก็ยังคงเหมือนเดิมคือ ยึดมั่นอยู่ในความมีอยู่จริงแห่งสวภาวะของสรรพสิ่ง โดยนิกายสรวาสติวาทนี้ได้แตกออกมาจากเถรวาทโดยตรงอีกทีหนึ่ง
อภิปรายอภิปรัชญาของไวภาษิกะในเรื่อง กาล
ไวภาษิกะมีทรรศนะว่า ขณะคือช่วงที่แสดงสภาวะของสรรพสิ่งที่เหมือนกันและสัมพันธ์กันตลอด อดีตคือช่วงของสรรพสิ่งที่ผ่านมาแล้ว ปัจจุบันคือช่วงของสภาวะนั้นแหละที่ผ่านมาถึงสถานะปัจจุบัน อนาคตคือช่วงสภาวะของสรรพสิ่งนั้นแหละที่ผ่านเลยไปถึง ภาพที่ปรากฏต่างกันเป็นเพียงภาพภายนอก ส่วนแก่นหรือสาระของภาพนั้นยังเหมือนกันทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน
เหตุผลของไวภาษิกะที่ยืนยันความมีอยู่จริงแห่งกาลทั้ง 3 ที่ชัดเจนคือ ความเป็นปัจจัยแก่กันและกัน โดยสิ่งที่จะเป็นปัจจัยให้เกิดสิ่งอื่นได้นั้นต้องมีอยู่จริง มีสวภาวะหรือฐานถาวรของตนเองก่อนนั้นเอง


Name : ooo [ IP : 202.28.248.140 ]
Email / Msn: -
วันที่: 24 กุมภาพันธ์ 2554 / 21:15

ความคิดเห็นที่ 8 (จากตอนที่ 9)    
อวิญญัติก็เป็นรูป
คัมภีร์สังยุกตาคมกล่าวถึงคุณลักษณะของรูป 3 ประการ คือ
1. สนิทัศนะ-สัปปฏิฆะ รูปที่เห็นได้ กระทบได้
2. อนิทัศนะ-สัปปฏิฆะ รูปที่เห็นไม่ได้ แต่กระทบได้ เช่น เสียง กลิ่น รส ผัสสะ
3. อนิทัศนะ-อัปปฏิฆะ รูปที่เห็นไม่ได้ กระทบไม่ได้ เช่น ความคิด
ไวภาษิกะกล่าวว่า อนิทัศนะ-อัปปฏิฆะเป็นอวิญญัติรูป เห็นรูปที่ไม่มีการเคลื่อนไหว เห็นไม่ได้ กระทบไม่ได้ แต่มีผลทำให้เกิดปรากฏการณ์ได้
เถรวาทกล่าวถึงวิญญัติ 2 ประการ คือ
1. กายวิญญัติ ความเคลื่อนไหวทางกาย
2. วจีวิญญัติ ความเคลื่อนไหวทางวาจา
ไม่กล่าวถึงอวิญญัติ ส่วนอนิทัศนะ-อัปปฏิฆะนั้น เถรวาทเรียกว่า “สุขุมรูป” เป็นรูปที่ละเอียดจึงไม่สามารถเห็นได้ และกระทบไม่ได้ สุขุมรูปมี 16 ชนิด คือ มหาภูต 1(อาโป) ภาวรูป 2 หทัย 1 ชีวิต 1 อาหาร 1 ปริจเฉท 1 วิญญัติ 2 วิการ 3 และลักษณะ 4

Name : ooo [ IP : 202.28.248.140 ]
Email / Msn: -
วันที่: 24 กุมภาพันธ์ 2554 / 21:15

ความคิดเห็นที่ 7 (จากตอนที่ 9)    
ธรรม
คำว่า ธรรม หมายถึงองคภาวะชั้นสูงที่มีลักษณะเฉพาะตนทั้งรูปธรรมและนามธรรม ธรรมเหล่านี้เกดิขั้นโดยอาศัยเหตุปัจจัย จึงเป็นองคภาวะที่ไม่เที่ยง เป็นขณิกะคือตั้งอยู่ชั่วขณะหนึ่งแล้วดับไป เมื่อรวมกันเข้าทำให้เกิดวัตถุ วัตถุจึงไม่ได้เกิดจากธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง
คำว่า ธรรม ในทางภววิทยา หมายถึงสัจธรรม ธรรมนิยามหรือธรรมดาสิ่ง ธรรมารมณ์ ในทาง จริยศาสตร์ หมายถึงคุณธรรมและศีลธรรม สำนักไวภาษิกะแบ่งธรรมเป็น 2 กลุ่ม คือ
1. สังขตธรรม มี 2 ประเภท ได้แก่
1.1 ประเภทจิตวิสัย ได้แก่ ขันธ์ 5 ประกอบด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อายตนะ 12 ประกอบด้วยอายตนะภายใน 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และอายตนะภายนอก 6 คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ธาตุ 18 ประกอบด้วยอายตนะ 12 และวิญญาณ 6 คือ จักษุวิญญาณ(ตา+รูป), โสตวิญญาณ (หู+เสียง), ฆานวิญญาณ(จมูก+กลิ่น), ชิวหาวิญญาณ(ลิ้น+รส), กายวิญญาณ (กาย+โผฏฐัพพะ), มโนวิญญาณ(ใจ+ธรรมารมณ์)
1.2 ประเภทวัตถุวิสัย ได้แก่ รูปธรรม มีส่วนประกอบแห่งรูปขันธ์ จิตตธรรม มีส่วนประกอบแห่งวิญญาณขันธ์ เจตสิกธรรม มีส่วนประกอบแห่ง เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์บางส่วน และจิตตวิปประยุกตธรรม มีส่วนประกอบแห่งสังขารขันธ์บางส่วน

2. อสังขตธรรม มี 3 ประเภท ได้แก่
2.1 อากาส สภาวะที่แพร่กระจายอยู่ทั่วไป กำหนดขอบเขตไม่ได้ ไม่มีอะไรกีดขวาง มีเองเป็นเองโดยไม่ต้องอาศัยอะไร มีภาวะนิรันดร์ ส่วนอวกาศคือที่ว่างนั้น ไม่จัดเป็นอสังขตธรรม
2.2 ประติสังขยานิโรธ ประกอบด้วย 2 คำ คือ (1) ประติสังขยา คือปัญญา (2) นิโรธ คือความดับ เมื่อรวมเข้าด้วยกัน แปลว่า ความดับด้วยปัญญา หมายถึง การดับกิเลสด้วยอำนาจวิปัสสนาปัญญา ตรงกับปัญญาวิมุตติ คือ ความหลุดพ้นด้วยอำนาจปัญญา
2.3 อประติสังขยานิโรธ ประกอบด้วย 2 คำ คือ (1) อประติสังขยา คือ อปัญญา กล่าวคือไม่ใช่ปัญญา (2) นิโรธ คือความดับ เมื่อรวมเข้าด้วยกัน แปลว่า ความดับด้วยอปัญญา ตรงกับเจโตวิมุตติ คือ ความหลุดพ้นด้วยกำลังสมาธิจิต


Name : นนน [ IP : 202.28.248.140 ]
Email / Msn: -
วันที่: 24 กุมภาพันธ์ 2554 / 21:14

ความคิดเห็นที่ 6 (จากตอนที่ 9)    
ขณิกวาทคืออะไร
ขณิกวาท คือ ทรรศนะที่ว่าด้วยเรื่องขณะ เถรวาทมีทรรศนะว่า ขณะคือช่วงหรือลำดับแห่งความเปลี่ยนแปลงของสังขตธรรมโดยมุ่งถึงขันธ์ 5 เป็นสำคัญ มี 3 ขณะ คือ (1) อุปปาทขณะ (2) ฐิติขณะ (3) ภังคขณะ ถ้าไม่มีการเปรียบเทียบ เราไม่สามารถกำหนดได้ว่าขณะใดคืออดีต อนาคต ปัจจุบัน เพราะสังขตธรรมเกิดดับตลอดเวลา เถรวาทแบ่งขณะออกเป็น 2 ส่วน คือ ขณะแห่งนามและขณะแห่งรูป โดยกำหนดว่า 17 ขณะแห่งนาม(จิต)เท่ากับ 1 ขณะแห่งรูป

คัมภีร์อรรถกถาของเถรวาทอธิบายกรอบของรูปเป็นต้นที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ไว้ดังนี้
1. กำหนดโดยภพตามนัยพระสุตตันตะ
รูปที่เกิดขึ้นนับแต่ปฏิสนธิไปจนถึงภพที่ล่วงไปแล้ว จะเป็นรูปที่เกิดขึ้นในภพติดต่อกันไป หรือในที่สุดแห่งแสนโกฏิกัปก็ตาม ทั้งหมด จัดเป็นอดีต
รูปที่เกิดขึ้นนับแต่จุติไปจนถึงภพที่ยังมาไม่ถึง จะเป็นรูปที่เกิดในภพติดต่อกันไป หรือในที่สุดแห่งโกฏิกัปก็ตาม ทั้งหมด จัดเป็นอนาคต
รูปที่เป็นไปในระหว่างแห่งจุติและปฏิสนธิ จัดเป็นปัจจุบัน
2. กำหนดโดยขณะในพระอภิธรรม
รูปที่ถึงขณะทั้ง 3 (อุปปาทะ, ฐิติ, ภังคะ) แล้วดับลง จะเป็นรูปที่ดับติดต่อกันไปหรือดับในที่สุดแสนโกฏิกัปที่ล่วงไปแล้วก็ตาม ทั้งหมด จัดเป็นอดีต
รูปที่ยังไม่ถึงขณะทั้ง 3 จะเป็นรูปที่ยังไม่ถึงโดยเพียงขณะจิตเดียว หรือยังไม่ถึงในที่สุดแสนโกฏิกัปซึ่งยังมาไม่ถึงก็ตาม ทั้งหมดจัดเป็นอนาคต
รูปที่ถึงขณะทั้ง 3 นี้แล้ว จัดเป็นปัจจุบัน
ส่วนไวภาษิกะมีทรรศนะว่า ขณะคือช่วงที่แสดงสภาวะของสรรพสิ่งที่เหมือนกันและสัมพันธ์กันตลอด อดีตคือช่วงของสรรพสิ่งที่ผ่านมาแล้ว ปัจจุบันคือช่วงของสภาวะนั้นแหละที่ผ่านมาถึงสถานะปัจจุบัน อนาคตคือช่วงสภาวะของสรรพสิ่งนั้นแหละที่ผ่านเลยไปถึง ภาพที่ปรากฏต่างกันเป็นเพียงภาพภายนอก ส่วนแก่นหรือสาระของภาพนั้นยังเหมือนกันทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน
เหตุผลของไวภาษิกะที่ยืนยันความมีอยู่จริงแห่งกาลทั้ง 3 มีหลายอย่าง เหตุผลที่ชัดเจนข้อหนึ่งคือ ความเป็นปัจจัยแก่กันและกัน ประเด็นนี้ไวภาษิกะมองทฤษฏีปฎิจจสมุปบาทต่างจากเถรวาทที่มองว่า สรรพสิ่งไม่มีสวภาวะถาวร ไม่มีความเป็นใหญ่ในตัวเอง เพราะเกิดขึ้นอิงอาศัยกัน เป็นปัจจัยให้กันและกันเกิดขึ้นเพราะมีนั้นจึงมีนี้ แต่ไวภาษิกะมองว่า สิ่งที่จะเป็นปัจจัยให้เกิดสิ่งอื่นได้ ต้องมีอยู่จริงและมีสวภาวะหรือฐานถาวรของตนเองก่อน
Name : นนนน [ IP : 202.28.248.140 ]
Email / Msn: -
วันที่: 24 กุมภาพันธ์ 2554 / 21:14

ความคิดเห็นที่ 5 (จากตอนที่ 9)    
สรรพสิ่งมีอยู่จริงตลอดกาลทั้ง 3
ท่านวสุพันธุอ้างทรรศนะของปราชญ์ฝ่ายไวภาษิกะไว้ในหนังสืออภิธรรมโกศะว่า
1. ภาวอันถิกะ หมายความว่า ภาวะแห่งสรรพสิ่งอาจต่างกันเมื่อกาลเปลี่ยนแปลงจากอดีตสู่ปัจจุบัน และจากปัจจุบันสู่อนาคต แต่สวภาวะซึ่งเป็นสารัตถะแห่งสรรพสิ่งเหมือนกันและมีอยู่ตลอดทั้ง 3 ไม่เปลี่ยนแปลง
2. ลักษณอันยถิกะ หมายความว่า ลักษณะแห่งสรรพสิ่งอาจต่างกันเมื่อกาลเปลี่ยนแปลงจากอดีตสู่ปัจจุบัน และจากปัจจุบันสู่อนาคต แต่สวลักษณะซึ่งเป็นสารัตถะแห่งสรรพสิ่งเหมือนกันและมีอยู่ตลอดกาลทั้ง 3 ไม่เปลี่ยนแปลง
3. อวัสถาอันยถิกะ หมายความว่า กาลเป็นเพียงหน่วยเวลา ที่เรียกว่า อดีต อนาคต และปัจจุบัน เพราะมีตำแหน่ง(อวัสถา)ต่างกันซึ่งมีผลทำให้รูปแบบต่างกันด้วย ตำแหน่งที่ผ่านไปแล้ว เรียกว่า อดีต ตำแหน่งที่กำลังเป็นไปอยู่เรียกว่า ปัจจุบัน ตำแหน่งที่ยังมาไม่ถึง เรียกว่า อนาคต แม้ตำแหน่งจะเปลี่ยน แต่ตัวสวภาวะและสวลักษณะไม่เปลี่ยน
กาลกับวัตถุมีความสัมพันธ์กัน แต่บางคราวดูเหมือนไวภาษิกะจะกล่าวถึงกาลแยกจากวัตถุ บางคราวก็กล่าวรวมกัน แต่เถรวาทเห็นว่า กาลเป็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงของนามรูป ซึ่งครอบคลุมสังขตธรรมทั้งหมด

ขณิกวาท
อดีต อนาคต และปัจจุบันคืออะไร
พุทธปรัชญาเถรวาทพัฒนาขณิกวาทขึ้นมาในตำราสายอภิธรรม คัมภีร์วิภังค์ของเถรวาทกล่าวว่า
รูปที่เป็นอดีต คือ รูปที่ดับไปแล้ว ไปปราศแล้ว แปรไปแล้ว ตกไปแล้ว พลัดไปแล้ว คือเกิดขึ้นแล้วไปปราศ ล่วงไปแล้ว สังเคราะห์โดยส่วนที่ล่วงไปแล้ว หมายถึง มหาภูตรูป4 และอุปทายรูป นี่แหละเรียกว่า รูปที่เป็นอดีต
รูปที่เป็นอนาคต คือ รูปที่ยังไม่เกิด ยังไม่มี ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิด ยังไม่บังเกิดยิ่ง ยังไม่ปรากฏ ยังไม่เกิดขึ้น ยังไม่เกิดพร้อมขึ้น ยังไม่ตั้งขึ้น ยังไม่ตั้งขึ้นพร้อม ยังมาไม่ถึง สังเคราะห์โดยส่วนที่ยังมาไม่ถึง... นี่แหละเรียกว่า รูปที่เป็นอนาคต
รูปที่เป็นปัจจุบัน คือ รูปที่เกิดแล้ว เป็นแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดยิ่งแล้ว ปรากฏแล้ว เกิดขึ้นแล้ว เกิดขึ้นพร้อมแล้ว ตั้งขึ้นแล้ว ตั้งขึ้นพร้อมแล้ว เกิดปรากฏเฉพาะแล้ว สังเคราะห์โยส่วนที่ปรากฏเฉพาะ... นี่แหละเรียกว่า รูปที่เป็นปัจจุบัน
เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณก็มีนัยเหมือนกัน
Name : นนนน [ IP : 202.28.248.140 ]
Email / Msn: -
วันที่: 24 กุมภาพันธ์ 2554 / 21:13

ความคิดเห็นที่ 4 (จากตอนที่ 9)    
การคาดคะเนความจริงทางจักรวาลวิทยา
นักปรัชญาไม่ว่ายุคใดย่อมถือว่าจักรวาล หรือสากลโลกเป็นเรื่องที่ดึงดูดความสนใจเป็นอันดับหนึ่ง เพราะเป็นสิ่งที่ประจักษ์อยู่เบื้องหน้า ท้าทายให้ศึกษาหาคำตอบว่ามาอย่างไรมาจากไหน, ประกอบด้วยอะไร และจะเป็นอย่างไรต่อไป ความจริงข้อนี้เราจะเห็นได้จากสำนักปรัชญาต่าง ๆ ทั้งในสมัยโบราณ , สมัยกลางและสมัยปัจจุบัน
พุทธปรัชญาสำนักไวภาษิกะก็สนใจเรื่องจักรวาลนี้อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน และเป็นระบบปรัชญาฝ่ายพุทธ ระบบแรกที่ยอมรับความมีอยู่จริงของจักรวาล คือรับรองว่า จักรวาลเป็นองค์ภาวะชั้นสูงที่มีอยู่จริง ๆ และมีอยู่อย่างอิสระจากตัวเอง ความมีอยู่ของจักรวาลนี้ไม่ว่าจะมองแง่ใดมุมใด คือแง่สามัญสำนึกหรือแง่ปรมัตถ์ ก็คงเห็นว่า จักรวาลเป็นองค์ภาวะหนึ่งต่างหากจากตัวเรา แต่มีลักษณะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

วัตถุประสงค์ที่ไวภาษิกะต้องศึกษาเรื่องนี้ ก็เพื่อค้นคว้าถึงความแท้จริงขั้นสูงสุดอันจะนำไปสู่การดับทุกข์ ตามเป้าหมายของพระพุทธศาสนา กล่าวคือ จากการวิเคราะห์สิ่งภายนอกตัวเราว่ามีอะไรเป็นอย่างไรแล้ว ในที่สุดจะนำไปสู่การศึกษาเรื่องตน และผลท้ายสุดที่ได้รับก็คือ “ความว่าง ” แม้ว่าสำนักปรัชญานี้จะยังไม่ได้บรรลุตามเป้าหมายอันนี้ก็ตามก็เชื่อว่าเป็นการปูพื้นฐานให้พุทธปรัชญาสำนักอื่น ๆ เช่น โยคาจาร หรือ มาธยมิกะก้าวเข้าไปจนถึง...
Name : นนน [ IP : 202.28.248.140 ]
Email / Msn: -
วันที่: 24 กุมภาพันธ์ 2554 / 21:13

ความคิดเห็นที่ 3 (จากตอนที่ 9)    
กำเนิดคำว่า ไวภาษิกะ
บางหลักฐานบอกว่า ท่านกาตยายนีบุตร ไม่ได้รับนิมนต์ให้เข้าร่วมตติยสังคายนา เกิดความไม่พอใจจึงพาศิษย์ของตนเดินทางขึ้นไปตอนเหนือของอินเดีย ตั้งมั่นอยู่ที่แคว้นแคชเมียร์และได้รวบรวมบริวารจัดทำสังคายนา นักประวัติศาสตร์พุทธศาสนาถือว่าเป็น จตุตถสังคายนา ท่านกาตยายนีบุตรเมื่อทำสังคายนาเสร็จก็ร่วมกับทางฝ่ายบ้านเมืองส่งภิกษุออกไปประกาศศาสนายังถิ่นต่างๆ ทำให้พุทธศาสนาแบบใหม่เจริญไปทั่วเอเชียกลาง ส่วนท่านกาตยายนีบุตรเองได้ทำการศึกษาค้นคว้าและแต่งหนังสือชื่อ ชญานปรัสถาน เนื้อหาว่าด้วยเรื่อง ญาณวิทยา อภิปรัชญา และจริยศาสตร์ มี 8 เล่ม จำนวน 50,000 คาถา ต่อมากาตยายนีบุตรอาราธนาท่านอัศวโฆษะแห่งเมืองสาเกตแต่งอรรถกถาอธิบาย ชญานปรัสถาน ท่านอัศวโฆษะใช้เวลา 12 ปี จึงแต่งคัมภีร์เสร็จ ใช้ชื่อว่า มหาวิภาษาศาสตร์ มี 8 บท ว่าด้วยเรื่อง ญาณ กรรม ธาตุ อินทรีย์ สมาธิ และปัญญา มหาวิภาษามีนัยลึกซึ้งจนกาตยายนีบุตรห้ามเผยแพร่ออกนอกเมืองแคชเมียร์ เพราะกลัวจะเกิดความผิดพลาด ถือเป็คัมภีร์สำคัญยิ่งของสรวาสติวาทิน สานุศิษย์จึงใช้เป็นชื่อสำนักว่า ไวภาษิกะ
ในเรื่องของ สรวาสติวาท ที่พัฒนาต่อจากเถรวาท ต่อมาได้ชื่อว่า ไวภาษิกะ เพราะเหตุผล 2 ประการ คือ 1. กล่าวหาภาษาของสำนักอื่นว่าเป็นภาษาที่ผิด เรียกว่า วิรุทธภาษา
2. ยึดมั่นอยู่กับอรรถกถาอภิธรรมชื่อ วิภาษาศาสตร์
อย่างไรก็ตามแม้ชื่อสำนักจะเปลี่ยนเป็นไวภาษกะ แต่แนวคิดพื้นฐานของสำนักยังคงยึดมั่นอยู่ในความมีอยู่จริงแห่งสภาวะของสรรพสิ่ง แต่ความหลากหลายแห่งแนวคิดมีมากขึ้น ความรุ่งเรืองของสำนักไวภาษิกะในบริเวณแคชเมียร์และบริเวณอินเดียตอนเหนือทั้งหมดมีปรากฏให้เห็นทั่วไป กล่าวได้ว่า พระพุทธศาสนาหยั่งรากลึกในอินเดียตอนเหนือและแผ่เข้าไปในเอเชียกลางได้ รวมทั้งเอเชียตะวันออกทั้งหมด ก็เพราะอิทธิพลของไวภาษกะนั้นเอง
Name : som_nuw14< My.iD > [ IP : 202.28.248.140 ]
Email / Msn: som_nuw14(แอท)hotmail.com ส่งข้อความลับ
วันที่: 24 กุมภาพันธ์ 2554 / 21:11

ความคิดเห็นที่ 2 (จากตอนที่ 9)    
อภิปรายทัศนะทางอภิปรัชญาของสำนักปรัชญาไวภาษิกะ
ความเป็นมา
หลังพุทธปรินิพพาน 200 ปี อาจรินวาทแตกออกจากเถรวาทเกิดเป็น 2 นิกาย คือ มหสาสกะและวัชชีปุตตกะ ต่อมาวัชชีปุตตกะแตกเป็น 4 นิกาย คือ ธัมมุตตริยะ,ภัทรยานิกะ,ฉันนาคาริกะ,สมิติยะ ต่อมามหิสาสกะแตกเป็น 2 นิกาย คือ สัพพัตถิกวาทะและธัมมคุตติกะ ต่อมามีสำนักพุทธปรัชญาชื่อ ไวภาษิกะ เป็นสำนักปรัชญาที่พัฒนามาจากหลักคำสอนของนิกายสรวาสติวาท โดยนิกายสรวาสติวาทได้แตกออกมาจากเถรวาทโดยตรงตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 200
เกี่ยวกับสรวาสติวาท
นิกายสรวาสติวาทหรือนิกายสัพพัตถิกวาท ตามหลักฐานภาษาบาลี ฝ่ายบาลีกล่าวว่านิกายนี้แยกมาจากนิกายมหิสาสกวาท ส่วนหลักฐานฝ่ายสันสกฤตกล่าวว่าแยกมาจากนิกายเถรวาทโดยตรง นิกายนี้แพร่หลายไปทั่วอินเดียภาคกลางและอินเดียภาคเหนือ รวมทั้งแพร่หลายไปสู่เอเชียกลางและจีนด้วย หลักธรรมของนิกายนี้เขียนด้วยภาษาสันสกฤต
หลักธรรมโดยทั่วไปใกล้เคียงกับเถรวาท แต่ต่างกันที่ว่านิกายนี้ถือว่า ขันธ์ห้าเป็นของมีอยู่จริง พระอรหันต์เสื่อมได้ สิ่งทั้งหลายมีอยู่และเป็นอยู่ในลักษณะสืบต่อ คัมภีร์ของนิกายนี้มีผู้แปลเป็นภาษาจีนและภาษาทิเบตไว้มาก พระภิกษุในทิเบตปัจจุบันถือวินัยของนิกายนี้
นิกายนี้ในญี่ปุ่นเรียกว่านิกายกุชา
Name : น่นน่ะ [ IP : 202.28.248.140 ]
Email / Msn: -
วันที่: 24 กุมภาพันธ์ 2554 / 21:10

ความคิดเห็นที่ 1 (จากตอนที่ 20)    
ฺBy...ขวัญจอม

พุทธปรัชญากับปัญหาภาวะโลกร้อน
สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนก็เพราะว่าก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้นจากการทำกิจกรรมต่างๆของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการเผาผลาญถ่านหินและเชื้อเพลิง รวมไปถึงสารเคมีที่มีส่วนผสมของก๊าซเรือนกระจกที่มนุษย์ใช้ และอื่นๆอีกมากมาย จึงทำให้ก๊าซเรือนกระจกเหล่านี้ลอยขึ้นไปรวมตัวกันอยู่บนชั้นบรรยากาศของโลก ทำให้รังสีของดวงอาทิตย์ที่ควรจะสะท้อนกลับออกไปในปริมาณที่เหมาะสม กลับถูกก๊าซเรือนกระจกเหล่านี้กักเก็บไว้ ทำให้อุณหภูมิของโลกค่อยๆสูงขึ้นจากเดิม
ภาวะโลกร้อนเป็นภัยพิบัติที่มาถึง โดยที่เราทุกคนต่างทราบถึงสาเหตุของการเกิดเป็นอย่างดี นั่นคือ การที่มนุษย์เผาผลาญเชื้อเพลิงฟอซซิล เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ เพื่อผลิตพลังงาน เราต่างทราบดีถึงผลกระทบบางอย่างของภาวะโลกร้อน เช่น การละลายของน้ำแข็งในขั้วโลก ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ความแห้งแล้งอย่างรุนแรง การแพร่ระบาดของโรคร้ายต่างๆ อุทกภัย ปะการังเปลี่ยนสีและการเกิดพายุรุนแรงฉับพลัน โดยผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ ประเทศตามแนวชายฝั่ง ประเทศที่เป็นเกาะ และภูมิภาคที่กำลังพัฒนาอย่างเอเชียอาคเนย์
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปทีละเล็กทีละน้อย แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และมีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดได้แก่ ความแห้งแล้งอย่างรุนแรง วาตภัย อุทกภัย พายุฝนฟ้าคะนอง พายุทอร์นาโด แผ่นดินถล่ม และการเกิดพายุรุนแรงฉับพลัน
---------------------------------------
การแก้ปัญหาตามหลักพุทธปรัชญา

พุทธศาสนาคือวิชาและระเบียบปฏิบัติ เพื่อให้รู้สิ่งทั้งปวงถูกต้องตามที่เป็นจริงว่าอะไรเป็นอะไร สิ่งทั้งปวง มีสภาพตามที่เป็นจริง คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวหรือของตัว แต่สัตว์ทั้งหลายยังหลงรัก หลงยึดติดสิ่งทั้งปวง เพราะอำนาจของการยึดมั่นที่ผิด ในพุทธศาสนามีวิธี ปฏิบัติเรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา เพื่อใช้เป็นเครื่องมือ ตัดการติดการยึดมั่นนั้นเสีย อุปาทาน การยึดมั่นนั้นมีสิ่งที่ลงเกาะหรือจับยึด คือ ขันธ์ทั้งห้า คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
เมื่อรู้จักขันธ์ทั้งห้า ตามที่เป็นจริง ก็จะสามารถเข้าใจสิ่งทั้งปวงจนถึงกับเบื่อหน่ายคลายความอยาก ไม่ยึดอะไร ติดอะไร และเราควรจะมีชีวิตอยู่อย่างที่เรียกว่า "เป็นอยู่ชอบ" คือให้ วันคืนเต็มไปด้วยความปีติ ปราโมทย์ อันเกิดมาจากการกระทำที่ดีที่งามที่ถูกต้องอยู่เป็นประจำ แล้วระงับความฟุ้งซ่าน เกิดสมาธิ เกิดความเห็นแจ้งได้เรื่อยๆ ไป จนกระทั่งเกิดความเบื่อหน่าย ความคลายออก ความหลุดพ้น และนิพพานได้ตามความเหมาะสมของสิ่งแวดล้อม

อริยสัจ 4 อันประกอบด้วย ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
ทุกข์ คือ ภาวะบีบคั้นที่มนุษย์ได้รับในปัจจุบัน และจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในอนาคต
สมุทัย คือ เหตุแห่งทุกข์ ที่ผ่านมา มนุษย์นำเอาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่มาสนองความต้องการ ความอยากที่ไม่มีที่สิ้นสุดของมนุษย์เอง เพื่อให้บรรลุมาตรฐานการเป็นอยู่คือมีคุณภาพชีวิตที่ดี
หากแต่การนำสิ่งดังกล่าวมาใช้ ไม่สามารถสนองความต้องการมนุษย์ทุกคนได้ มีเพียงประชากร 20 % ของโลกเท่านั้นที่ได้รับการตอบสนอง แต่อีก 80 % แค่ปัจจัยพื้นฐาน ยังไม่สามารถมีให้ครบได้ จึงเกิดความเหลื่อมล้ำเป็นอย่างมาก
นิโรธ การสิ้นสุดของปัญหา เป็นที่ยอมรับว่า ปัญหาโลกร้อนนั้นแก้ได้ยาก และปัจเจกชนไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ แต่ในระดับท้องถิ่น ยังพอแก้ไขได้ และยังมีความหวังว่า เมื่อมีการแก้ไขในระดับท้องถิ่น จนเกิดจิตสำนึกร่วมกัน อาจขยายวงไปสู่ระดับชาติ ระดับนานาชาติได้
มรรค ทางแก้ปัญหา ถ้าจะแก้ปัญหานี้อย่างยั่งยืน เมื่อมนุษย์เป็นผู้ก่อ ก็ต้องแก้ที่มนุษย์ นั่นคือลดกิเลส ลดความต้องการอย่างฟุ่มเฟือยลง มาเป็นความต้องการที่พอเพียงต่อการดำรงชีวิตเท่านั้น
มรรคมีองค์แปด หมายถึงวิธีทั้ง 8 ที่รวมเป็นหนึ่งทางในแก้ปัญหานั้นคือ
1 สัมมาทิษฐิ ความเห็นชอบ มนุษย์ต้องมีทัศนคติต่อทรัพยากรโลก การใช้ทรัพยากร การเปลี่ยนแปลงของทรัพยากร สาเหตุของปัญหา และการแก้ไขอย่างถูกต้อง
2 สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ คือ มีความคิดอันถูกต้อง ในการที่จะแก้ปัญหา และไม่เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างปัญหา เช่น มีความคิดที่จะลดการใช้พลังงาน มีความคิดที่จะใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
3 สัมมาวาจา เจารจาชอบ คือสื่อสารในอันที่เผยแพร่ข้อมูลอันเป็นความจริง ในอันที่จะช่วยลด หรือแก้ปัญหา เช่น บอกแม่ค้าว่าไม่ขอรับถุงพลาสติกใส่สินค้า บอกสมาชิกในบ้านให้ช่วยประหยัดพลังงาน เป็นต้น
4 สัมมากัมมันตะ การงานชอบ หรือการกระทำชอบ มีการกระทำที่ช่วยในการแก้ปัญหา และไม่เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เช่น ดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำอัดลม เพราะการผลิตน้ำเปล่าใช้กระแสไฟฟ้าน้อยกว่า เลือกอาหารสดมาปรุงรัปประทานแทนอาหารแช่แข็ง เพราะอาหารแช่แข็งใช้พลังงานในการรักษาคุณภาพอาหารมากกว่าอาหารสดถง 10 เท่า นำสิ่งของที่ไม่จำเป็นออกจากหลังรถเพื่อลดน้ำหนักบรรทุก อันเป็นการช่วยประหยัดน้ำมัน นำปิ่นโตไปใส่อาหารเมื่อจะซื้ออาหารสำเร็จรูป เพื่อช่วยลดการใช้ถุงพลาสติก
หรือมีการกระทำที่ช่วยให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ความตระหนักถึงความสำคัญของปัญหานี้ในวงกว้าง ชักชวนลูกออกไปเดินเล่นในสวนสาธารณะเพื่อแยกเด็กจากการเล่นเกมในคอมพิวเตอร์อันช่วยประหยัดพลังงาน ชักชวนเด็กๆสังเกตธรรมชาติรอบตัว เช่น ลักษณะของใบไม้ ดอกไม้ เพื่อบ่มเพาะความรัก และหวงแหนในธรรมชาติ เหล่านี้เป็นต้น
5 สัมมาอาชีวะ ประกอบอาชีพชอบ ไม่ประกอบอาชีพที่มีผลต่อการลดลงของทรัพยากระรรมชาติ เช่น เผาป่าเพื่อทำไร่ คนบางกลุ่ม อาจต้องลดความต้องการในการหารายได้โดยมิชอบลง เช่นการตัดไม้ทำลายป่า
6 สัมมาวายามะ พยายามชอบ คือพยายามละ ลด พฤติกรรมที่ทำร้ายโลก และพยายามเพิ่ม และรักษา พฤติกรรมในการเยียวยาโลกที่ได้ริเริ่มทำขึ้นแล้ว
7 สัมมาสติ ระลึกชอบ มีสติระลึกรู้อยู่เสมอ ว่าการกระทำใดๆที่กำลังจะกระทำ หรือกระทำอยู่จะมีผลต่อโลกอย่างไร เช่น เมื่อจะออกจากห้อง ให้ระลึกว่าควรทำอะไรก่อนเดินออกจากห้องไป นั่นคือ ปิดไฟ ปิดแอร์ ถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น
8 สัมมาสมาธิ มีสมาธิชอบ หรือตั้งมั่นชอบ มั่นใจว่าทำในสิ่งที่ถูกต้องไม่หวาดเสียวต่อคำนินทาจากสังคมที่ยังไม่เห็นความสำคัญอันเนื่องเพราะการกระทำที่ผิดแผกจากผู้อื่น อีกทั้งการมีสมาธิ จะช่วยให้จิตมีพลังเพียงพอที่จะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น นำไปใช้คิดหาหนทางแก้ไขปัญหาต่อไป


Name : sukulaya [ IP : 180.180.220.223 ]
Email / Msn: kuan_plank(แอท)hotmail.com
วันที่: 18 กุมภาพันธ์ 2554 / 23:06

หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

Blood Incident ทีมผมไม่ (วุ่น) วายนะครับ

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android