สวัสดีผู้เยี่ยมชม [ เข้าระบบ | สมัครสมาชิก ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

แก้วนพเก้า

ตอนที่ 2 : บทที่ ๑ กำเนิดพระอังคาร


     อัพเดท 3 ก.พ. 54
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/แฟนตาซี
Tags: ไทยแฟนตาซี, เวทมนตร์, จักรๆวงศ์ๆ, ผจญภัย, จักร, ขรรค์
ผู้แต่ง : นานะจัง ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ นานะจัง Email : nanajung_086(แอท)hotmail.com
My.iD: http://my.dek-d.com/nanajung_boy
< Review/Vote > Rating : 0% [ 0 mem(s) ]
This month views : 16 Overall : 1,999
8 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 2 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
แก้วนพเก้า ตอนที่ 2 : บทที่ ๑ กำเนิดพระอังคาร , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 343 , โพส : 0 , Rating : 0 / 0 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด




ในกาลหนึ่งที่สรวงสวรรค์ มนุษยโลก บาดาลรวมถึงนรกภูมิยังคงบังเกิดสรรพสิ่ง อันมีกำเนิดทั้งสี่ประการโดย โอปาติกะ...ชลาพุชะ...สังเสทชะและอัณฑชะ  เล่าลือเป็นตำนานกล่าวขานกันมาเนิ่นนานชั่วกัปกัลป์


เสียงกัมปนาทสนั่นหวั่นไหวยังผลให้ปรางค์แก้วเหนือทวารแบ่งแยกเขตแดนสวรรค์ด้านทักษิณทิศพังครืนลงมา ดวงมณีบนยอดปรางค์ที่ส่องรัศมีสีรุ้งเลื่อมพรายอยู่เป็นนิจแตกซ่าน เทวารักษ์ผู้มีหน้าที่อารักษ์ทวารสวรรค์ต้องเร้นกายหลบหนีความโกลาหลที่เกิดขึ้นอย่างกระทันหัน ไม่เพียงเท่านั้น แม้แต่ทวารบาลด้านอื่นๆต่างก็ระเนระนาดด้วยพลังที่ยิ่งกว่าสายวชิรวาต

คลื่นรัศมีที่เคยสว่างกระจ่าง ณ แดนสรวงเหลือบรุ้งพรรณรายถูกรัศมีสีทึมอันบ่งบอกถึงอำนาจในด้านมืดแผ่เข้ามาปะปน เบื้องหลังม่านหมอกทมิฬ ปรากฏรูปลักษณ์อสูรจำนวนมากมายหลายเผ่าพันธุ์ ภายใต้การนำของอสุราทรงสง่ากำยำ พักตร์เหี้ยมเกรียมแย้มเยาะเหล่าเทวาทั้งหลายที่พ่ายแพ้หลบหายไป

ลำแสงสีแดงเรืองโรจน์สาดไปทั่วทุกสารทิศทำลายทวารแก้วอันแบ่งแยกระหว่างสรวงสวรรค์และเขตแดนอสุรา มิให้ปะปนจนพังทลายย่อยยับ พลังพิฆาตพุ่งผ่านจาตุมหาราชิกาขึ้นสู่แดนสรวง ผ่านดาวดึงส์ อุทยานสระสวรรค์แห่งอินทราทั้งสี่แห่งพังพินาศ ศิลาเรืองรองดุจแก้วแววค่าระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ ผืนธาราสีครามวาวระยับกระเซ็นเป็นฟองคลื่นถาโถมเทลงสู่โลกมนุษย์ เดือดร้อนไปทุกช่วงชั้น สร้างความสั่นสะเทือนดุจฟ้าโลกาจักถล่มทลาย

:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:
:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:

ณ เทวสภา

คณาเทพทั้งหลายต่างน้อมเศียรเคารพนบนอบต่อประทีปที่ผุดวาบขึ้นบนพระแท่นว่างเปล่าเบื้องหน้า ทิพยรัศมีสุกสว่างยิ่งกว่ารัศมีเทวเทพองค์ใดๆ ที่กำลังเรืองรอง เป็นสัญญาณที่ต่างเฝ้ารอคอย

องค์ศาทศิวะ...หนึ่งในมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่แห่งจตุรภพเสด็จมาแล้ว!

แสงทิพยะสว่างโรจน์หลอมรวมเป็นวรองค์สง่างดงามเกินกว่าเทวเทพทั้งมวลด้วยรัศมีสีขาวสว่างแกมประกายทองระยับ นัยนาดำดั่งนิลมณีทรงอำนาจราวสะกดทั้งโลกา พระเกศาดำพลิ้วไหวดุจต้องกระแสวายุ ยอดเศียรมุ่นสูงเป็นเมาลีประดับจันทราเสี้ยวเรืองรอง สังวาลนาคราชวาสุกรีดุจสายทองคล้องอังสา หากขยับไหวอยู่ทุกยามด้วยคือเทวนาคราชที่แท้จริงอันยอมศิโรราบแด่จอมจตุรภพ

“คงจะเดือดร้อนหนัก จึงได้มากันพรักพร้อมเช่นนี้” แม้แต่สุรเสียงที่ตรัสทักทายราวทรงทราบความมาบ้างยังกังวานเสนาะดุจคีตา

“ขอเดชะ องค์พระศิวราช...บัดนี้ทาระกะอสูรได้ออกอาละวาด สร้างความเสียหายไปทั่วทั้งสวรรค์ชั้นต่างๆทำให้เหล่าเทวดานางฟ้าเดือดร้อนจนมิอาจทนทานได้ อีกทั้งอิทธิฤทธิ์ของมันยังมีมากจนมิอาจหาผู้ใดต่อกรกับมันได้แล้วพระเจ้าค่ะ”

พระวิรุฬหก...เทพทวารบาลประจำด้านทิศทักษิณผู้ปกครองเหล่าครุฑากราบทูลด้วยความทุกข์ร้อน แม้แต่พระเวสสุวรรณซึ่งปกครองเหล่าอสุรายังมิสามารถยับยั้งสิ่งใดได้

“ทาระกะอสูรเป็นอสุราจำพวกแทตย์ที่ถือกำเนิดมาจากกิเลสของเหล่าเทพบุตรมารแลปวงเทวาที่บังเกิดจิตอันไม่บริสุทธิ์และได้ทิ้งลงไปทับถมกันเป็นตะกอนในก้นบึ้งแห่งเกลสมหานทีเพื่อลดความมัวหมองในจิตใจ จนกระทั่งตะกอนเหล่านั้นได้หลอมรวมกับปิลันธโมราจนเกิดเป็นรูปอสูรที่เต็มไปด้วยกิเลสแห่งความชั่วร้าย...และยิ่งเมื่อเกิดจากกิเลสของเทวา จึงไม่มีเทวาองค์ใดกล้าต่อกรพระเจ้าค่ะ” องค์อัมรินทร์...เทวราชผู้ทรงปกครองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์กราบทูลขยายความ

“ก็คู่ควรกันแล้วไม่ใช่หรือ เกิดจากกิเลสตัณหาของพวกเทวดาเองก็ควรจะอยู่ด้วยกันให้ได้!” สุรเสียงเสนาะราวสายพิณบรรเลงควรคู่กับความงดงามเกินกว่ากวีเอกทุกยุคทุกสมัยแต่ปางบรรพ์จักจินตนาการถึงอิสตรีที่จะงามเทียมเท่า เครื่องพัสตราภรณ์พรรณราย ยามยุรยาตรกลิ่นหอมละมุนประดุจบุษปมาลีสวรรค์กำจาย รัศมีแห่งทิพยะเรืองรองทรงอำนาจเทียบได้ด้วยองค์ศาทศิวะ…องค์พระมหาอุมาเทวี!

มิมีเทวาองค์ใดหาญกล้ากราบทูลขัดแย้งพระชายาเอกแห่งจอมจตุรภพได้ ต่างรู้กันดียามพระนางเธอกริ้วโกรธานั้นทรงแบ่งภาคออกมาสำแดงเดชเหี้ยมโหดปานใด!

“เอาเถอะ ดูท่าครานี้พวกเทวดาคงเดือดร้อนกันจริง ความดีงามและความชั่วร้ายย่อมเกิดมาคู่กัน ไม่ว่าจะเป็นเทพหรือมาร พวกเราประมาทเองที่ครั้งนั้นไม่ได้สนใจปิลันธโมรามัวแต่ยินดีกับน้ำอมฤต...ในเมื่อไม่มีใครปราบทาระกะอสูรได้ เราก็จักสร้างผู้ที่มาปราบมันให้”

ตรัสแล้วก็ทรงยื่นพระหัตถ์ขวาออกไปเบื้องหน้า บรรดาเทวสภาที่อยู่พร้อมหน้ากันต่างประหลาดใจ เมื่อปรากฏประทีปดวงเล็กเท่าแสงแห่งเปลวเทียนสว่างด้วยสีชมพูพริ้งพรายลอยอยู่เหนือฝ่าพระหัตถ์ ก่อนจะทรงปล่อยลงในสายคงคาสวรรค์...สายน้ำแห่งความบริสุทธิ์ที่ไหลลงมาจากไกรลาสคีรี ภายใต้การดูแลของพระคงคาเทวี!

พระเทวีแห่งธาราพิศุทธิ์กวนกระแสสินธุ์บริเวณนั้นให้หมุนวน หล่อหลอมดวงประทีบที่องค์ศิวราชทรงปล่อยลงมาจนกระทั่งรัศมีสีชมพูเรื่อเรืองสาดประกายขึ้นมาเหนือผิวน้ำพร้อมกับวรกายสง่างามยิ่งกว่าบุรุษใดปรากฏขึ้นมา 


                                           วรองค์ทรงศักดิ์พักตร์พิลาศ          ฉวีผาดผุดพรรณจรัสฉาย
                                       สังวาลรัตตมณีสีเพทาย                     งามกว่าชายเลิศภพจบธาตรี



อาภรณ์สีแดงประดับเพทาย ผิวพรรณวรรณะดุจเนื้อมณีเปล่งปลั่ง เกศาสยายยาวเคลียอังสะละเอียดราวคลื่นไหมรับกับพักตร์คมเข้มที่งดงามราวอิสตรีหากมีเค้าความดุดันห้าวหาญเช่นบุรุษ และเมื่อดวงเนตรที่หลับพริ้มลืมขึ้น ก็ดั่งมีมนตร์สะกดดึงดูด ให้น่าหลงใหลขึ้นเป็นทวีคูณ รัศมีกายเป็นแสงแสดสว่างเจือปนด้วยเพทายสีฟ้ากระจ่าง เป็นความร้อนแรงและความเย็นฉ่ำที่ผสานกันด้วยสองสายกำเนิด

วรกายงามสมส่วนนอบน้อมลงต่อหน้าพระพักตร์พระผู้เป็นใหญ่แห่งจตุรภพและองค์มหาเทวี พนมหัตถ์ค้อมเศียรลงดั่งเคารพบิดาและมารดา ก่อนจะหันมาทางต้นสายคงคาสวรรค์นบน้อมลงให้แก่พระคงคาเทวี

“เราขอให้นามแก่เจ้าว่า...กรรติเกยะ...นับแต่นี้เจ้าคือเทพแห่งสงคราม ขอทุกท่านสรรเสริญแก่เจ้าว่าพระอังคารโดยให้เป็นหนึ่งในเหล่าเทพพระเคราะห์รวมกับเทพอีกแปดองค์...มี โตมร  กระบอง และตรีศูล เป็นศาสตราวุธ พร้อมด้วยมหิงสาเป็นเทพพาหนะคู่กาย...”

สิ้นกระแสรับสั่ง ศาสตราวุธทั้งสามก็ปรากฏขึ้นในหัตถ์เทพแห่งสงคราม โดยมีหัตถ์ที่สามและสี่ยื่นออกมาช่วยรองรับ และมหิงสาสีดำสูงใหญ่พ่วงพีประดับเครื่องทรงศาสตราวุธพร้อมสรรพระยอบอยู่เคียงข้าง

“เจ้าถือกำเนิดมาเพื่อปราบทาระกะอสูรที่กำลังก่อสงครามกับทุกพิภพในเวลานี้...ขอชัยชนะจงมีแด่เจ้า...กรรติเกยะ...บุตรแห่งเรา”

:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:
:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:*:

สงครามระหว่างพระอังคารกับทาระกะอสูรขยายอาณาบริเวณไปทั่วแทบจะทุกแห่งหนบนแดนสรวง กินเวลายาวนานมากว่าเจ็ดทิวาราตรีตามเวลาของโลกมนุษย์ และทุกครั้งที่ตรงเข้ารุกโรมฟาดฟันกัน แผ่นดินผืนฟ้าต้องสะท้านสะเทือนเป็นพิบัติภัยทำลายล้าง

พระอังคารก้มหลบกระบองที่ยักษ์ทาระกะหวดลงมาได้ทันท่วงที ส่งผลให้แรงหวดนั้นเลยไปกระทบเข้ากับยอดเขายุคนธรจนอิฐศิลาถล่มลงมากว่าครึ่งยอด เป็นทีของเทพแห่งสงครามได้ใช้กระบองฟาดกลับกระทบเข้าอุระของศัตรูเต็มแรง อสุราคำรามโหยหวนลั่นจนสวรรค์สะเทือนด้วยความเจ็บปวด พระอังคารจึงใช้โอกาสนั้นเปลี่ยนโตมรเป็นเกาทัณฑ์น้าวขึ้นปล่อยศรยิงเข้าไปในปากอสุราที่คำรามอ้ากว้าง

ศรที่พุ่งเข้าไปกลับคืนเป็นโตมรทะลวงร่างของอสูรร้ายจนแหลกเหลว ใบหน้าที่บ่งบอกถึงความเจ็บปวดเคียดแค้นแสนสาหัสของยักษ์ทาระกะบิดเบี้ยว นัยน์ตาเบิกโพลง ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะแตกสลายไปในที่สุด!

ท่ามกลางความปิติโสมนัสจากบรรดาเทวดานางฟ้า ที่พากันสรรเสริญเทพแห่งสงครามผู้กำจัดอสูรร้าย รัศมีดำทะมึนแตกออกเหมือนควันที่ถูกกระแสลมพัดพา เศษซากของยักษ์ทาระกะตกเป็นหยาดหยดสีคล้ำเหนียวกระเซ็นไปทั่วบริเวณเรียกให้บรรดาเทพบุตรมารรวมทั้งอิทธิความชั่วร้ายต่างๆ กรูกันเข้ามายื้อแย่งปรารถนาเพื่อเสริมพลังและอิทธิฤทธิ์ของตนเอง

ดั่งมีแรงดึงดูดความเลวทรามทั้งมวล นอกจากเหล่าเทพบุตรมาร ยักษ์ แทตย์ อสูรที่มีจิตใจอันโหดร้ายทั้งหลายแล้ว จิตอันเกิดกิเลสของเทวดานางฟ้าเองก็พลอยถูกชักนำไปโดยมิอาจรู้ตัวด้วยเฉกเช่นเดียวกัน

สรวงสวรรค์เกิดความโกลาหลเมื่อเหล่าเทพต้องรับมือกับเหล่ามารที่ปรี่กันเข้ามารอรับพลังของยักษ์ทาระกะที่แตกกระจาย ละอองไอสีทะมึนจากเศษซากความชั่วร้ายลอยคละคลุ้งหมุนวนไปรอบร่างเทพแห่งสงคราม แต่ก็ไม่อาจต้านทานจิตอันแข็งแกร่งนั้นได้ มันจึงเปลี่ยนทิศทางมุ่งเข้าหาเทวดาองค์หนึ่งที่เพิ่งลงมือสังหารยักษ์ร้ายไปอย่างไม่ปรานี

“อ๊ากกกกกกกกกกกก!!!!!”

รูปกายอันงดงามของเทวดาองค์นั้นบิดเบือนไป ละอองทิพยะแตกซ่านก่อนจะกลับกลายเป็นร่างสูงผงาดดุดันเยี่ยงอสุรา พุ่งตรงเข้าหาพระอังคาร พระองค์ทรงงัดเขามหิงสาคู่กายขึ้นขวิดจนยักษ์ร้ายในร่างเทวากระเด็นไป พลังทั้งความดีและความชั่วระเบิดออกจากร่างนั้น เหลือเพียงดวงประทีบเล็กๆ กระพริบดั่งดาราเป็นดวงจิตที่จะต้องจุติลงสู่ภพภูมิเบื้องล่าง

    ทว่าพลังความชั่วร้ายของยักษ์ทาระกะยังมิสิ้นสูญ เมื่อหลุดออกจากมลเทวา ก็พุ่งตรงไปยังเทพบุตรมารอีกตนหนึ่งแทรกซึมจิตสำนึกให้ใช้อาวุธเข้าจู่โจมเทพแห่งสงคราม พระอังคารเหวี่ยงกระบองปัดอาวุธสังหารนั้นออกไปก่อนจะพุ่งโตมรปลิดชีพเทพบุตรมารตนนั้นในทันที พลังนั้นลอยออกมาจากร่างที่กำลังดับสลาย แต่ก่อนที่จะมีโอกาสได้เข้าสิงสู่ทวยเทพองค์อื่นต่อไป เทวบุตรผู้ทรงมหิสาก็ดึงอัญมณีเพทายที่ประดับอยู่บนอุระออกมากำกับพลังความชั่วร้ายเอาไว้ได้ทันท่วงที หมอกควันดำทมิฬหมุนวนพลุ่งพล่านไร้ทางออกอยู่ภายในรัศมีสีชมพูเรื่อเรืองที่ทอประกายจากอัญมณีเพทาย

เพทายสีฟ้าเรื่อเรืองของพระอังคารส่องแสงครอบคลุมมิให้ยักษ์ทาระกะอาละวาดได้อีก แต่ด้วยพลังอัญมณีเพียงหนึ่งเดียวย่อมไม่เพียงพอ

“พลังความชั่วร้ายของทาระกะอสูรอันตรายนัก ไม่ว่าพระอังคารจะสังหารมันสักกี่ครั้ง ก็ยังก่อกำเนิดใหม่ได้อีกตราบเท่าที่มีผู้ที่ไม่สามารถยับยั้งกิเลสในตัวได้” องค์อัมรินทร์ตรัสด้วยความเป็นกังวล

“ในเมื่อทำลายมันไม่ได้ ก็มีเพียงทางเดียวคือกักขังมันเอาไว้ ไม่ให้พลังความชั่วร้ายของมันเล็ดลอดออกมาก่อกวนทั้งสี่พิภพให้เกิดกิเลสตัณหาขึ้นมาอีก” เหล่าเทวดาทั้งหลายต่างประชุมกัน

“พระอังคารคือหนึ่งในเทพพระเคราะห์เช่นพวกเรา เช่นนั้น พวกเราต้องสละพลังส่วนหนึ่งเพื่อช่วยพระอังคาร” พระศุกร์ทรงลงความเห็นพ้องกับเหล่าเทพพระเคราะห์ทั้งหลาย

“ขอให้เทพพระเคราะห์ทุกองค์ผนึกกำลังรวมกับพลังอัญมณีของพระอังคารหลอมรวมอำนาจนพเคราะห์ให้เป็นหนึ่งเดียว!” พระพฤหัสบดีทรงดึงอัญมณีบุษราคัมออกมาเป็นอันดับแรก เทพพระเคราะห์องค์อื่นกระทำตามเช่นกันโดยการยอมสละอัญมณีของตนสร้างปราการกักขังความชั่วร้าย

ทับทิมจากพระอาทิตย์...มุกดาหารจากพระจันทร์...มรกตจากพระพุธ...บุษราคัมจากพระพฤหัสบดี...พัชรจากพระศุกร์...นิลจากพระเสาร์...โกเมนจากพระราหู...และไพฑูรย์จากพระเกตุ

ผนวกกำลังรวมกับเพทายของพระอังคารสร้างเป็นปรางค์ปราสาทสูงใหญ่กักขังพลังความชั่วของยักษ์ทาระกะเอาไว้อย่างมั่นคง และตราบนานเท่านาน

เป็นที่เลื่องลือกันกลายเป็นตำนานว่าปราสาททรกาชิต!

***************************************


Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
แก้วนพเก้า ตอนที่ 2 : บทที่ ๑ กำเนิดพระอังคาร , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 343 , โพส : 0 , Rating : 0 / 0 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1


Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

SOSO Simulation of Soul Online

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android