|
บทนี้แต่งยากกว่าบทที่แล้วอีก แถมพลังพิเศษของโพเซ่ก็ชวนปวดหัวชะมัด ปล. ครึ่งหลังยาวเหยียดจนครึ่งแรกกลายเป็น 20% ไปเลยทีเดียว 555 เชิญติดตาม -------------------------------
กระสุนปืนกระหน่ำรัวเป็นชุด!!! แรงโน้มถ่วงเพิ่มน้ำหนักมหาศาล!!! แต่ไม่ว่าการโจมตีจะรุนแรงเพียงใด ก็ถูกสลายด้วยเขาแข็งแกร่งทั้งสองข้างของวัวสี่ตัวที่หันหลังชนกันจนสิ้นราวกับเขานั้นคือศาสตราวุธที่สามารถสลายการโจมตีทุกอย่าง ไม่ต้องสื่อสารด้วยคำพูด แค่ชายหนุ่มผู้เย็นชาทั้งสองสบตากันก็เข้าใจทันทีว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร แดเนียลระดมยิงปืนขึ้นฟ้าและใช้พลัง GPS บังคับทิศทางให้มันพุ่งกลับลงมายังพื้นด้วยความเร็ว คาซีเพิ่มความเร็วของการตกด้วยแรงโน้มถ่วงที่กดทับกระสุนปืนจนห่ากระสุนพุ่งตกด้วยความเร็วประหนึ่งดาวตก ความรุนแรงของการทำลายล้างย่อมมากมายมหาศาลจนยากจะมีอะไรต้านทานได้ เว้นเพียงเขาของวัวทั้งสี่.... ‘เปรี้ยง!!!’ เพียงแค่เสยเขาแกร่งเข้าใส่ห่ากระสุน ลูกตะกั่วก็กระเด็นกระดอนและสายไปราวกับปุยนุ่น ความรุนแรงเมื่อครู่ราวกับภาพลวงตา โพเซ่ที่ย้ายตัวเองมานั่งบนรถบังคับวิทยุขนาดใหญ่ยิ้มร่าอย่างดีใจเมื่อเห็นชายหนุ่มทั้งสองไม่อาจทำอะไรสัตว์จากนิทานของตน มือแกะห่อฟลอยด์ก่อนส่งอมยิ้มสีดำรสโคลาเข้าปากอมจนแก้มตุ่ย คาซีเบิกตาค้างมองพลังพิเศษของตนถูกสลายอย่างง่ายดาย เขากำหมัดแน่นอย่างแค้นเคือง “ขนาดนี้แล้วยังไม่สะเทือนเลยเหรอ งั้นเจอนี่เป็นไง.. ปลดขีดจำกัดสปิริต!!” คาซีคำรามพลางชูมือขึ้นฟ้า พลังระดับปลดขีดจำกัดทำให้ท้องฟ้าที่มืดครึ้มดำสนิทจนมองไม่เห็นสีอื่นใด “เดี๋ยวก่อน!!” คาซีชะงักเมื่อแดเนียลร้องห้าม คิ้วชนกันราวกับผูกโบ “นายห้ามชั้นทำไม” แดเนียลมองวัวอย่างพิจารณา แม้เขาของมันจะทรงอาณุภาพขนาดทำลายล้างการโจมตีทุกชนิดได้ แต่พวกมันกลับทำแค่เพียงยืนเฝ้าอยู่ด้านหน้าทางเดิน ไม่มีทีท่าจู่โจมพวกเขาแม้แต่น้อย คล้ายกับไม่มีเจตนาต่อสู้ แต่เพียงเพื่อป้องกันหรือถ่วงเวลาเท่านั้น “โจมตีแรงแค่ไหนก็ทำอะไรวัวพวกนั้นไม่ได้หรอก” “หมายความว่ายังไง” แดเนียลมองลอดปอยผมที่ระลงมาปรกใบหน้าซีกซ้าย ภาพเด็กน้อยที่สร้างเรื่องเล่าจนหนามเถาวัลย์มีชีวิตจู่โจมเขาที่สถานีรถไฟยังคงติดตา พลังอันร้ายกาจช่างขัดแย้งกับรูปลักษณ์ไร้เดียงสาที่ปรากฏ “หมอนั่นสร้างเรื่องราวในนิทานให้เป็นเรื่องจริง วัวพวกนั้นมาจากเรื่อง ‘วัวสี่ตัวกับราชสีห์’ “ คาซีสบถอย่างรำคาญใจ “แล้วไอ้นิทานบ้านี่เรื่องมันเป็นยังไง” เพราะต้องอยู่กับพ่อสองคนตั้งแต่เด็ก อีกทั้งทริมิดายังคร่ำเคร่งกับการทำงาน ทำให้คาซีไม่มีโอกาสฟังนิทานก่อนนอนเหมือนเด็กคนอื่น เขารู้จักนิทานอีสปไม่ถึงสามเรื่อง ตรงข้ามกับแดเนียล... ชายผมยาวคิดย้อนถึงภาพความทรงจำเมื่อครั้งยังเด็ก เขาและน้องสาวฟังนิทานที่แม่เล่าให้ฟังก่อนนอนทุกคืน แม้ความแค้นจะบ่มฝังจนจิตใจเย็นชา แต่อดีตที่มีความสุขไม่อาจลบล้างไปจากจิตใจ เรื่องราวในนิทานถูกถ่ายทอดผ่านน้ำเสียงนิ่งเรียบ แต่เปี่ยมด้วยความรู้สึกที่อัดแน่นจนคาซีสัมผัสได้ ราชสีห์ตัวหนึ่งมักจะเข้าไปหากินบริเวณทุ่งหญ้าซึ่งเป็นที่ อยู่อาศัยของวัวทั้งสี่ บ่อยครั้งที่ราชสีห์พยายามเข้าจู่โจมพวกวัว แต่เมื่อไดก็ตามที่มันเข้าใกล้ วัวทั้งสี่จะหันหางเข้าหากัน ดังนั้นไม่ว่าราชสีห์จะวิ่งไปทางไหนก็หนีไม่พ้นเขาของพวกวัว อย่างไรก็ตาม ในที่สุดวัวทั้งสี่ตัวก็เกิดเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกัน พวกมันแต่ละตัวแยกกันเดินไปในทุ่งหญ้าตามลำพัง แล้วราชสีห์ก็เข้าจู่โจมพวกมันทีละตัว ทำให้วัวทั้งสี่ตัวต้องพบจุดจบในที่สุด….. คาซีเลิกคิ้วอย่างครุ่นคิด “ไม่ว่าจะโจมตีอย่างไร จากทิศทางไหน ก็ต้องเจอเขาวัวอย่างนั้นเหรอ... น่ารำคาญว่ะ” คาซีเดินอาด ๆ เข้าหาวัวที่ยืนจังก้าดักทาง พวกมันพ่นลมหายใจฟึดฟัดอย่างลำพอง ศัตรูร่างจ้อยหากเข้ามาถึงระยะจู่โจมเมื่อไหร่ มันจะได้เอาเขาอันแหลมคมเสียบให้ทะลุ “เฮ้!! ไอ้วัวโง่” คาซีหยุดเดินพลางส่งเสียงตะโกน รอยยิ้มเจ้าเล่ห์สาดฉายบนใบหน้าคมคาย แม้ภาพลักษณ์ของเขาจะมืดหม่นจนกลมกลืนไปกับบรรยากาศ แต่อีกนัยก็ดูเหมือนมีอะไรแอบแฝงทำให้โดดเด่นจากความมืดมิดแห่งรัตติกาล อาจเพราะความสามารถด้านการปรับตัวให้กลมกลืนกับสถานการณ์ทำให้คาซีเปลี่ยนแปลงบุคลิก นิสัย ได้ราวกับกิ้งก่าเปลี่ยนสี “เก่งนักก็รับสลายพลังของฉันให้ได้ทั้งหมดล่ะ… Newton’s Gravity!!!” คาซีกระหน่ำสร้างแรงโน้มถ่วงโจมตีใส่สัตว์ยักษ์ โพเซ่หัวเราะร่ากับความเขลาของศัตรูที่ทำเรื่องไร้ประโยชน์ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าการโจมตีไม่มีผล ส่วนแดเนียลแม้ตอนแรกตั้งใจจะห้าม แต่เมื่อเห็นสายตาของคาซีเขาก็รู้ว่าชายหนุ่มไม่ทำอะไรโดยไม่วางแผนไว้ก่อนแน่ วัวตัวที่หันหน้าเผชิญกับคาซีสะบัดศีรษะส่งเขาแหลมให้ฟาดฟันแรงโน้มถ่วงที่มองไม่เห็นสลายไป รอยยิ้มเหยียดบนใบหน้าสัตว์เดรัจฉานเหมือนดูแคลนคู่ต่อสู้ที่เป็นมนุษย์ การป้องกันอันสมบูรณ์แบบนี้แม้แต่หัวหน้าเงารัตติกาลอย่างวาร์ดก็ไม่อาจทำลายได้ ครั้งที่สอง!! ครั้งที่สาม!! ครั้งที่สี่ ห้า หก!!! คาซีไม่เว้นจังหวะให้วัวยักษ์ได้พัก เขาระดมโจมตีอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ว่าจะใช้พลังมากมายเท่าไหร่ ก็ไม่สามารถทำอันตรายสัตว์ร้ายได้เลยแม้แน่น้อย ชายหนุ่มดีดนิ้วเป็นสัญญาณเปลี่ยนการโจมตีจากด้านบนมาเป็นใช้แรงโน้มถ่วงจากด้านล่างเพื่อยกร่างพวกมันให้ลอย แต่วัวยักษ์ก็ยังสามารถก้มตัวใช้เขาขวิดพลังพิเศษให้สลายไปได้อยู่ดี รอยยิ้มเหี้ยมของคาซีแสยะมากขึ้น เขาใช้พลังพิเศษสลับบนล่างอย่างต่อเนื่อง วัวตัวหน้าต้องก้มเงยสะบัดศีรษะรัวคล้ายตุ๊กตาสปริง แม้มันจะเหนื่อยแต่เมื่อเห็นการโจมตีของคาซีถูกทำลายก็ทำให้มันลำพองใจและรู้สึกถึงชัยชนะที่อัดแน่นเต็มอก “พอที เหนื่อยแล้วว่ะ” คาซีเลิกดีดนิ้ว เขาล้วงมือลงกระเป๋ากางเกงพลางเดินไปยืนพิงต้นไม้ด้วยท่าทีสบาย ๆ “ฮ่า ๆ ๆ พลังของแกกระจอกขนาดนี้ ก็สมควรแล้วล่ะที่จะเลิกคิดต่อกรกับข้า” วัวตัวหน้าระเบิดเสียงหัวเราะพร้อมถ้อยคำถากถาง “ก็จริง พลังของแกเหนือกว่าฉันจริง ๆ นั่นแหล่ะ” น้ำเสียงคาซีกลับแฝงความเยาะเย้ยมากกว่า “สงสัยแกคงมีพลังมากที่สุดในกลุ่ม เลยต้อง.. เหนื่อย อยู่ ตัว เดียว” เจ้าวัวตัวหน้าคิ้วกระตุก มันคิดถึงการโจมตีเมื่อครู่ มีเพียงมันเท่านั้นที่รับการโจมตีของคาซีจนตอนนี้มึนงงไปหมดเพราะหัวที่สั่นหมุนเป็นใบพัดเครื่องบิน ขณะที่วัวอีกสามตัวกลับยืนเฉยไม่สนใจ แล้วทำไมพวกมันไม่ช่วยกันบ้างล่ะ….. ไม่ใช่เพียงมันเท่านั้นที่เริ่มคิดในแง่ลบ วัวอีกสามตัวที่เหลือเมื่อได้ยินคาซีเอ่ยชมเชยวัวตัวหน้า ก็เกิดความขุ่นข้องหมองใจในพลังของตน ด้วยเขาแข็งแกร่งที่ทุกตัวมีย่อมมีพลังเท่าเทียมที่สามารถสลายการโจมตีทุกชนิดได้เช่นกัน แต่ทำไมคาซีถึงได้บอกว่าวัวตัวหน้าแข็งแกร่งที่สุด แล้วทำไมเจ้าตัวหน้าถึงไม่ปฏิเสธล่ะ….. สะโยกที่ยืนชิดติดกันเป็นกากบาทเริ่มถอยห่างทีละนิด จิตใจที่สับสนทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวโดยไม่รู้ตัว ความเชื่อใจที่พวกมันมีให้กันโดยตลอดสั่นคลอนเกิดเป็นรอยร้าวที่ยากจะประกบให้แนบสนิทเหมือนเดิม วินาทีที่รอคอยมาถึง!! แค่เห็นปฏิกิริยาที่เปลี่ยนไปของวัวทั้งสี่ แดเนียลก็เข้าใจแผนของคาซีทันที เขาเห็นคาซีผิดสังเกตตั้งแต่ใช้พลังจู่โจมศัตรูเพียงตัวเดียวอย่างต่อเนื่อง จึงรู้ว่าชายหนุ่มจงใจใช้เนื้อเรื่องของนิทานที่ได้รับฟังเป็นประโยชน์ นิ้วกดโกร่งไกส่งกระสุนสี่ลูกลอยขึ้นฟ้าพลางใช้พลัง GPS ควบคุมการเคลื่อนไหว เหล่ากระสุนพุ่งไปในทิศทางที่แดเนียลวาดไว้ในหัว เพราะหันหน้าชนกัน จึงสามารถรับการโจมตีจากทุกทิศทุกทางได้อย่างสมบูรณ์ แต่เมื่อผละแยกจากกัน การป้องกันด้านหลังจึงเกิดช่องโหว่ กระสุนสังหารพุ่งเข้าสู่มุมอับทางด้านหลังเจาะเข้าที่สะโพก ก่อนที่จะเคลื่อนเข้าฝังค้างอยู่ในหัวใจ วัวทั้งสี่ล้มตึงลงขาดใจตายในการโจมตีเพียงครั้งเดียว ร่างสลายไปราวกับขี้เถ้าถูกลมพัด หนึ่งเจ้าเล่ห์.. หนึ่งเยือกเย็น.. การจับคู่ของสองความต่างก่อให้เกิดส่วนผสมที่ลงตัว สายตาสองคู่หันขวับไปมองที่รองหัวหน้าเงารัตติกาลร่างเล็ก สัตว์อารักษ์สลายไปแล้ว ตอนนี้เหลือเพียงเด็กน้อยคนเดียวเท่านั้น คาซีไม่อยากเสียเวลาจึงเตรียมใช้พลังพิเศษจัดการโดยไม่สนใจว่าคู่ต่อสู้จะเป็นเพียงเด็กตัวเล็ก ๆ “ฉันถูกหัวหน้าสั่งให้ถ่วงเวลาพวกแกเอาไว้ เลยเลือกใช้นิทานเรื่องที่อันตรายน้อยที่สุด” เด็กน้อยบ้วนอมยิ้มทิ้งพลางขับเขี้ยวเคี้ยวฟัน แต่เพียงครู่ รอยยิ้มก็ฉีกกว้างบนใบหน้ากลม แก้มสีแดงเรื่อผุดผาดขึ้นมาราวกับลูกมะเขือเทศ บ่งบอกว่าความหฤหรรษ์พลันบังเกิดขึ้นในจิตใจ โพเซ่ย้ายตัวเองไปนั่งบนตุ๊กตาสัตว์โยกเยก น้ำหมึกที่แต่งแต้มเป็นเรื่องราวบนหน้านิทานเรื่องวัวสี่ตัวของโพเซ่ซีดจางลงก่อนหายไปเกลี้ยง ทิ้งไว้เพียงกระดาษสีเหลืองซีดเปล่า ๆ ราวกับไม่เคยมีอะไรขีดเขียนมาก่อน เด็กน้อยเปิดหน้ากระดาษที่คั่นเอาไว้ “แต่เรื่องอะไรจะทำตามคำสั่งกันเล่า!! ขอให้สนุกกับนิทานนะ ไอ้พวกกระจอก ฮิ ๆ ๆ ๆ” ตัวหนังสือสีดำที่แต่งแต้มจากหมึก เล่าเรื่องราวนิทานเรื่องใหม่เอาไว้อย่างวิจิตรบรรจง กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหมาป่าตัวหนึ่งกำลังกินน้ำอยู่ที่น้ำพุบนเนินเขา และพอมันเงยหน้าขึ้นมาก็มองเห็นลูกแกะตัวหนึ่งกำลังจะกินน้ำที่ใหลลงไป เบื้องล่างบ้าง “นั่นเป็นอาหารเย็นของข้า” เจ้าหมาป่าคิดในใจ “ถ้าเพียงข้าสามารถหาข้ออ้างได้ก็จะกินเจ้าลูกแกะตัวนี้ได้” แล้วหมาป่าก็ตะโกนว่า “เจ้าบังอาจมากวนน้ำที่ข้ากำลังกินอยู่ให้เลอะโคลนสกปรกได้อย่างไร” “เปล่านะท่าน ข้าเปล่า” เจ้าลูกแกะพูด “ถ้าน้ำข้างบนนั้นมีโคลนปนอยู่ ก็แสดงว่าข้าไม่ได้เป็นต้นเหตุแน่นอนเพราะน้ำนี้ไหลลงมาจากตรงที่ท่านยืน อยู่ก่อนแล้ว” “ถ้าอย่างนั้นละก็” เจ้าหมาป่าพูด “ทำไมช่วงเวลานี้เมื่อปีที่แล้วเจ้าถึงมาด่าว่าข้าเสียๆ หายๆ ด้วย” “เป็นไปไม่ได้หรอกท่าน” เจ้าหมาป่าคำราม “ถ้าไม่ใช่เจ้า ก็ต้องเป็นพ่อของเจ้าแน่ๆ” ว่าแล้วเจ้าหมาป่าก็กระโจนเข้าตะครุบลูกแกะผู้น่าสงสาร และขย้ำกิน อย่างไม่สนใจเหตุผลของเจ้าแกะนั้นเลย….. ปรากฏสายน้ำเล็ก ๆ ทอดยาวคล้ายงูตัวใหญ่พาดผ่านถนนทางเดินจากด้านหน้า สองขาของทั้งคู่จ่อมจมลงไปในน้ำกว่าครึ่งเข่า ความเย็นของกระแสน้ำแม้ชำระล้างความเหนื่อยล้าให้ทุเลาลงบ้าง แต่กระแสอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมาจากความมืดมิดเบื้องหน้าทำให้คาซีและแดเนียลต้องยืนชิดกันอย่างระวังโดยไม่รู้ตัว “เจ้าบังอาจมากวนน้ำที่ข้ากำลังกินอยู่ให้เลอะโคลนสกปรกได้อย่างไร!!!” เสียงแหบแห้งราวกับคนเป็นหวัดดังจากเงาที่ก่อตัวจากกลุ่มความมืดทำให้มองไม่เห็นเจ้าของเสียง ปืนสองกระบอกถูกกระชับแน่นพลางเล็งไปยังความมืดนั้น แดเนียลสัมผัสได้ถึงอันตรายกว่าวัวทั้งสี่ตัวเมื่อครู่หลายเท่า แต่เร็วกว่าที่ตาจะมองเห็น... ร่างเคลื่อนไหวคล้ายเงาแห่งสายฟ้า เพียงวูบเดียวที่หางตาจับความเคลื่อนไหวได้ กรงเล็บมหึมาก็ฟาดเข้าใส่อย่างรุนแรง แดเนียลที่ปฏิกิริยาว่องไวกว่า ถีบคาซีให้ร่างของทั้งคู่แยกจากกัน กรงเล็บฟาดลงตรงกลางระหว่างพวกเขายืนอยู่ก่อกำเนิดหลุมลึกพร้อมฝุ่นควันปลิวคละคลุ้ง “แก!!” คาซีหันมองแดเนียลอย่างเอาเรื่อง แต่เมื่อเห็นร่างศัตรูที่ปรากฏจากกลุ่มควันที่เริ่มเบาบาง เขาก็ต้องถอยกรูดถอยหลังตั้งเพื่อตั้งหลัก ฟันแหลมยาวราวใบเลื่อยตั้งเรียงรายในปากที่ยื่นยาวออกมา น้ำลายหยดตามซี่ฟันติ๋ง ๆ ลงพื้นอย่างน่าสะอิดสะเอียน เล็บแหลมทั้งห้าแข็งแกร่งขนาดเจาะพื้นหินหนาเป็นรูราวกับเนย ขนหนาปกคลุมทั่วร่างสีดำสนิท ดวงตาจ้องมองอย่างกระหายคล้ายกำลังเลือกเหยื่อที่มันต้องการ “ไอ้ตัวบ้านี่มัน.. อะไรกัน!!” หมาป่ายักษ์ที่น่าสะพรึงกลัวมีรูปลักษณ์ที่ทำให้ขนอ่อนกลางหลังของคาซีลุกชันอย่างไม่ตั้งใจ รังสีอำมหิตของมันมีมากกว่าหมาจิ้งจอกที่โจมตีเครื่องบินที่ประเทศจีนหลายเท่า นั่นหมายถึงความเหี้ยมโหดอำมหิตของมันย่อมมีมากขึ้นหลายเท่าทวีเช่นกัน “แกเรียกข้าว่าไอ้บ้าอย่างนั้นเหรอ แกพูดจาให้ร้ายข้าสินะ” มันหรี่ตาเล็กอย่างถูกใจเมื่อเนื้อเรื่องดำเนินไปอย่างถูกต้องตามบทบรรยายเช่นนี้ บัดนี้สัตว์ยักษ์เลือกได้แล้วว่าเหยื่อรายแรกของมันคือใคร ท่อนขาทั้งสี่ย่อตัวก่อนดีดพุ่งเข้าใส่คาซีด้วยความเร็วมหาศาล ชายหนุ่มแม้ยังตระหนกแต่ประสาทสัมผัสยังดีเยี่ยม นิ้วดีดเป็นสัญญาณการใช้พลังพิเศษรุนแรง ‘กึก!!!’ แรงโน้มถ่วงกดทับจากด้านบนและยกลอยจากด้านล่างบีบอัดเข้าหากันตรึงร่างยักษ์กลางอากาศ แดเนียลไม่รอช้ารีบส่งกระสุนสังหารพุ่งเข้าใส่จุดตายของหมาป่ายักษ์ ‘ปัง ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ!!!’ กระสุนพุ่งแหวกอากาศอย่างรวดเร็ว ไม่จำเป็นต้องบังคับทิศทางเพราะเหยื่อถูกตรึงอยู่กับที่ ความแม่นยำในการใช้อาวุธยิงของแดเนียลทำให้ความคลาดเคลื่อนจากตำแหน่งที่เล็งแทบเป็นศูนย์ คาซียื่นมือค้างเกร็งจนร่างสั่นเทิ้ม หมาป่าสะบัดดิ้นภายใต้แรงโน้มถ่วงที่พันธนาการร่างจนชายหนุ่มต้องฝืนเร่งพลังจนเส้นเลือดปูดโปน ฝ่ายหนึ่งเป็นมนุษย์ธรรมดา กับอีกฝ่ายเป็นสัตว์ร้ายจากจินตนาการ แค่เพียงรูปลักษณ์ก็เทียบเคียงพลังกายและพลังใจได้อย่างไม่ยาก ‘เปรี้ยงงง!!!’ คาซีทรุดฮวบลงเข่ากระแทกพื้น แรงโน้มถ่วงสลายไปทันทีเมื่อร่างยักษ์สะบัดดิ้นจนหลุด มันหันมาใช้กรงเล็บฟาดฟันห่ากระสุนกระเด็นกระดอนไปลูกละทิศละทางพลางแยกเขี้ยวใส่แดเนียลที่มองมาอย่างตื่นตะลึง แต่เมื่อชายผมยาวไม่ใช่เหยื่อที่มันหมายตา สัตว์ร้ายจึงหันกลับมามองเหยื่อที่เสียหลักก่อนพุ่งเข้าหาคาซีอีกครั้ง “ไอ้ หมา เวร!!” คาซีดีดนิ้วรัว แรงโน้มถ่วงกดเข้าใส่ดักทางที่หมาป่าวิ่งเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่สัมผัสของสัตว์ป่าเฉียบคมกว่ามนุษย์หลายเท่า มันใช้ปลายเท้าสะกิดพื้นดีดตัวเปลี่ยนทิศซ้ายที ขวาที ร่างปราดเปรียวหลบการโจมตีรุนแรงได้อย่างง่ายดาย เขี้ยวแหลมคมสะท้อนแสงจันทร์เป็นประกาย ดวงตาอำมหิตสบกับดวงตาสีเทาของคาซีที่มองกลับมาอย่างตระหนก หมาป่าอ้าปากค้างก่อนร่างจะพุ่งเข้าใส่หมายขย้ำคาซีให้ขาดเป็นสองท่อนในการกัดเพียงครั้งเดียว “Newton’s Gravity!!!” สีหน้าคาซีแปรเปลี่ยนเป็นเรียบเฉย ใบหน้าตื่นตระหนกเมื่อครู่เป็นเพียงโป๊กเกอร์เฟซที่ลวงล่อให้หมาป่าเข้าใจผิดคิดว่าเขาไม่อาจหลบเลี่ยงหรือโจมตีกลับได้อีกแล้ว แรงโน้มถ่วงที่ใช้ไม่ได้ใช้กับศัตรูร่างยักษ์ แต่คาซีใช้แรงโน้มถ่วงยกร่างให้ลอยหวือสู่ท้องฟ้าด้วยความเร็วหลบเลี่ยงคมเขี้ยวสังหารอย่างกระชั้น “ถ้าหิวนักก็เอานี่ไปกิน ย้ากกกกกก!!!’ คาซีสร้างแรงโน้มถ่วงหลายสิบเท่าของที่เคยใช้ มวลน้ำหนักมหาศาลไหลตกจากฟากฟ้าราวกับน้ำตกขนาดยักษ์ หมาป่าที่โจมตีพลาดจากคาซีจนร่างกระแทกกับพื้นหินอย่างจังถูกน้ำหนักกดทับจนร่างบี้แบน ร่างกายหนักอึ้งราวกับมีเหล็กนับสิบตันวางทับอยู่ด้านบน มันพยายามยันร่างให้ลุกยืน แต่เพียงแค่นิ้วสักนิ้วก็ไม่อาจกระดุกกระดิกได้แม้เพียงน้อย ‘ตูมมมมมมมม!!!’ พื้นยุบเป็นวงกว้างด้วยขนาดของร่างที่ใหญ่ยักษ์ หินแตกละเอียดเป็นริ้วระแหง ร่างคาซีลอยหล่นลงพื้นอย่างแผวเบาราวเทพสวรรค์จุติ ปอยผมสีเทาสะบัดพลิ้วตามแรงลมพัด เหงื่อพร่างพรายบนใบหน้าบ่งบอกให้รู้ว่าชายหนุ่มใช้พลังพิเศษไปมากมายเพียงใด ตุ๊กตาโยกหยุดสั่น ร่างเล็กที่นั่งอยู่ด้านบนกลับสั่นเทิ้มยิ่งกว่า แม้พลังพิเศษของโพเซ่จะมากมายมหาศาลขัดกับวัยและรูปร่าง แต่หากถูกการโจมตีที่รุนแรงยิ่งกว่าก็จะสามารถยับยั้งการดำเนินเรื่องของนิทานได้ หมึกที่ขีดเขียนเป็นเนื้อเรื่องนิทานในหน้าที่เปิดอ้าซีดจางหายไปเช่นเดียวกับเรื่องก่อน สีหน้าของรองหัวหน้าวัยเยาว์เหยเกราวกับถูกขัดใจอย่างรุนแรง “มีนิทานอีกกี่เรื่อง เล่ามาให้หมดเลยสิ” คาซีพูดเสียงเรียบ แดเนียลเดินมาหยุดยืนเคียงข้างพลางมองโพเซ่ด้วยแววตาอำมหิต “พวกฉันจะฉีกหน้านิทานของแกให้หมดเอง ไอ้ เด็ก พ่อ แม่ ไม่ สั่ง สอน!!” ‘ปึด!!’ เหมือนเสียงบางอย่างขาดผึง โพเซ่ปิดหน้าหนังสือลงพลางจ้องหน้าปก หนังสือเล่มเก่าซีดจนใกล้ขาดที่เขาทนุถนอมมันเป็นอย่างดีคือสิ่งเดียวที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของเด็กน้อยเอาไว้ “แกว่ายังไงนะ” น้ำเสียงเล็กแหลมของโพเซ่เอ่ยถามด้วยอารมณ์รุนแรงราวกับภูเขาไฟใกล้ปะทุ คาซีย่นคิ้ว ท่าทีของรองหัวหน้าเด็กไม่น่าไว้วางใจจนเขาสัมผัสได้ถึงอันตราย “แกเรียกฉันว่ายังไงนะ!!” โพเซ่แผดเสียง คำพูดต้องห้ามของคาซีกระตุ้นความทรงจำส่วนลึกที่เด็กน้อยพยายามเก็บมันเอาไว้ราวกับเปิดกล่องแพนโดร่า หนังสือนิทานในมือเรืองแสงเจิดจ้าจนความมืดมิดยามราตรีถูกทดแทนด้วยแสงสว่าง ชายหนุ่มทั้งสองเห็นท่าไม่ดีรีบพุ่งเข้าใส่พร้อมใช้พลังโจมตี แต่ไม่ทันการณ์... หน้าหนังสือถูกเปิดไปที่หน้า ‘สารบัญ’ เพื่อใช้พลังระดับ ‘ปลดขีดจำกัด’ เพียงแค่สายตาเหลือบมองตัวอักษรในหน้ากระดาษนั้น แม้ระยะทางที่ไกลจะทำให้อ่านไม่ออกว่ามันถูกเขียนว่าอย่างไร แต่นั่นก็ถือว่าเงื่อนไขการใช้พลังขั้นที่สองของรองหัวหน้าวัยเยาว์สำเร็จแล้ว “ปลดขีดจำกัดสปิริต.. Once upon a time!!!” แสงเจิดจ้าทวีความสว่างจนคาซีและแดเนียลต้องเอามือป้องตา และเพียงครู่เดียว แสงก็จางหาย แดเนียลมองภาพเบื้องหน้า โพเซ่ยังยืนถือหนังสือนิทานอยู่ดังเดิม ภาพปราสาทขนาดใหญ่ก็ตั้งตระหง่านดังเดิม แม้กระทั่งความมืดมิดและบรรยากาศโดยรอบก็คงเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง... เว้นเพียง.. ความรู้สึกแปลก ๆ ที่เกิดขึ้น สองขาที่วิ่งแม้ออกแรงมากเท่าเดิม แต่ทำไมระยะทางกลับไม่หดสั้นลงนัก แถมเสื้อผ้าก็รู้สึกเกะกะราวกับมันหลวมโพรกลงอย่างน่าประหลาด แล้วปืนสองกระบอกในมือนี่อีกล่ะ ทำไมมันถึงหนักอึ้งขนาดนี้ น้ำหนักมหาศาลที่ฉุดดึงจนแขนสองข้างตกห้อยนี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!! โพเซ่หัวเราะอย่างร่าเริง เด็กน้อยกระโดดโลดเต้นไปมาท่ามกลางเสียงเพลงที่ดังจากลำโพงสีชมพูแปร๋นขัดกับบรรยากาศเย็นยะเยือก ท่วงทำนองเพลง ‘Old mcdonald has a farm’ ดังคุ้นหู รองหัวหน้าวัยเยาว์ฮึมฮัมเพลงตามอย่างสบายใจ ดวงตากลมโตหันมามองแดเนียลที่ยังงุนงงกับเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้น ก่อนถ้อยคำที่เอ่ยจะเฉลยผลลัพธ์ของพลังระดับปลดปล่อยให้รู้ “พร้อมจะฟังนิทานเรื่องใหม่หรือยังล่ะ.. เจ้า เด็ก น้อย!!” แดเนียลเบิกตากว้าง บัดนี้เขารู้แล้วว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปคืออะไร มือสองข้างที่ยกขึ้นมานั้นเล็กและบอบบาง เขาเอามือปัดป่ายทั่วร่าง สัมผัสนั้นไม่ต่างจากการสัมผัสร่างกายของเด็กตัวเล็ก ๆ ผมที่ยาวปรกหลังพลันหดสั้นและตั้ง ดวงตาเหลือบมองภาพสะท้อนบนกระบอกปืนโลหะสีเงินเห็นภาพใบหน้าของตัวเองสมัยเมื่อครั้งอายุ 5 ขวบ แต่นั่นยังไม่ทำให้แดเนียลตื่นตระหนกเท่ากับร่างเล็กในกองเสื้อผ้าสีเทาของคาซี แดเนียลก้าวเท้าอย่างโงนเงนคล้ายจะเป็นลม ใบหน้าชะโงกมองภายในกองผ้า เห็นเด็กทารกอายุไม่ถึงขวบส่งเสียงร้องจ้า ใบหน้าขาวอมชมพูตัดกับผมเส้นบางและดวงตาสีเทาสนิท...
ด้วยจินตนาการของมนุษย์ สร้างสรรค์เป็นเรื่องเล่ามหัศจรรย์มากมาย ทั้งสิงสาราสัตว์พูดได้และใช้ชีวิตร่วมกับมนุษย์อย่างมีความสุข ทั้งสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์ประหลาด ดังเช่น เอลฟ์ คนแคระ ยักษ์ และอื่น ๆ อีกมากมาย เหล่านี้ล้วนแต่เป็นเพียงสิ่งที่ถูกสร้างจากความคิดที่เหนือสามัญสำนึก และถ่ายทอดสู่รุ่นต่อรุ่นจนกลายเป็นเรื่องเล่าสนุกสนานในยามราตรีเพื่อขับกล่อมให้เด็กไร้เดียงสารู้สึกเพลิดเพลินก่อนเข้าสู่ห้วงนิทรา เรื่องเล่าเหนือจินตนาการนี้ ถูกเรียกรวมว่า.. “นิทาน” คุณฟังนิทานก่อนนอนครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่? ห้าขวบ... สี่ขวบ... สามขวบ... หรือเด็กกว่านั้น? ‘Once upon a time’ พลังพิเศษระดับปลดขีดจำกัดของโพเซ่ สามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างของเป้าหมายให้มีอายุเท่ากับครั้งสุดท้ายที่คน ๆ นั้นเคยฟังนิทานก่อนนอน แดเนียลซึ่งเกิดมาในครอบครัวที่อบอุ่น ได้ฟังเรื่องเล่าสนุกสนานก่อนนอนทุกคืน ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่เขามีความสุขที่สุด เพราะได้อยู่กันพร้อมหน้า พ่อ แม่ ลูก ทั้งแดเนียลและดีน่าจะงอแงหากไม่ได้ยินเสียงขับกล่อมเรื่องราวสนุกสนามจากน้ำเสียงอ่อนโยนของผู้เป็นแม่ จนกระทั่งเขาอายุได้ห้าขวบ เมื่อพ่อและแม่จากไป แดเนียลก็ไม่เคยได้ฟังนิทานก่อนนอนอีกเลย แต่กระนั้นก็ยังนับว่าแดเนียลโชคดีกว่าคาซี เพราะชายหนุ่มเสียแม่ตั้งแต่จำความไม่ได้ เมื่อแรกเกิดคาซีไม่รู้เลยว่าหญิงสาวผู้ให้กำเนิดจะให้ความรักและความอบอุ่นกับเขามากเพียงใด หญิงสาวบอบบางเล่านิทานให้ทารกฟังทุกเมื่อเชื่อวันโดยมิว่างเว้น จนกระทั่งเธอเสียชีวิตลง แม้ทริมิดาจะพยายามเลี้ยงคาซีอย่างดี แต่เพราะความเป็นผู้ชาย จึงไม่อาจทำเรื่องละเอียดอ่อนอย่างการเล่านิทานให้คาซีฟัง และช่วงอายุที่เรื่องเล่าก่อนนอนผ่านเข้าหูเป็นครั้งสุดท้าย ก็ทำให้ทั้งคาซีและแดเนียลต้องตกอยู่ในสภาพร่างกายเช่นนี้... โพเซ่ที่เคยถูกสบประมาทว่าเป็นเด็ก ตอนนี้เขามองคู่ต่อสู้ที่กลายเป็นเด็กอายุน้อยกว่าด้วยความลำพอง มือไล่กรีดนิ้วหานิทานเรื่องโปรดที่จะเล่าให้เด็กทั้งสองฟังอย่างใจระทึก “นี่คือนิทานเรื่องสุดท้ายที่จะกล่อมให้พวกแกหลับ... และไม่มีวันได้ตื่นมาอีกเลย ฮิ ๆ ๆ” หนังสือเล่มหน้าถูกพลิกเปิดหน้ากึ่งกลางออก นิทานเรื่องที่โพเซ่ชื่นชอบที่สุดสลักเสลาลายมือด้วยหมึกสีซีดจางจนแทบอ่านไม่ออก แต่กระนั้นเรื่องราวสนุกสนานของนิทานก็ประทับในสมองของโพเซ่จนมิอาจลืมเลือน ตัวหนังสือใหญ่หนาด้านบนเหนือเนื้อเรื่องแสดงชื่อนิทานเรื่องนี้ ‘ลูกหมูสามตัว’ รูปลักษณ์น่าสะพรึงกลัวที่แดเนียลเคยเห็นเมื่อครู่ บัดนี้ความหวาดหวั่นกลับเพิ่มพูนในจิตใจมากขึ้น อาจเพราะแม้ความทรงจำของช่วงอายุที่แท้จริงยังคงอยู่ แต่จิตใจที่เปราะบางลงตามขนาดร่างกายทำให้หมาป่าตัวที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ณ เวลานี้ ทำให้เด็กชายตัวสั่นงันงก “วะ.. เหวอ!!!” ทันทีที่เห็นการเคลื่อนไหวของหมาป่าที่ถูกสร้างจากนิทาน แดเนียลก็รีบวิ่งย้อนกลับไปอีกด้านในทิศทางตรงข้ามกับปราสาท เด็กน้อยไม่วายคว้าคาซีในห่อเสื้อมาอุ้มอย่างทุลักทุเลท่ามกลางความหวาดกลัวที่เพิ่มพูนในจิตใจ ความอบอุ่นจากร่างเล็กในอ้อมแขนถ่ายทอดสู่ร่างกายของแดเนียลจนเขาเกิดความรู้สึกปกป้อง ต่อให้เป็นลูกชายของศัตรูที่เป็นเป้าหมาย เขาก็ไม่อาจละทิ้งชีวิตน้อยที่ไร้ทางสู้ให้ตกเป็นเหยื่อของหมาป่าได้ หมาป่าเห็นเหยื่ออันโอชะไม่รอช้า กรงเล็บแหลมจิกพื้นเป็นรูก่อนดีดร่างพุ่งเข้ากวดร่างเล็กทั้งสองโดยไม่รอช้า เขี้ยวยาวกับกรงเล็บแหลมคมเพียงสัมผัสเนื้อบาง ก็สามารถฉีกกระชากร่างกายและวิญญาณของเหยื่อวัยเยาว์ทั้งคู่ได้ไม่ยาก แต่นิทานย่อมดำเนินไปตามเนื้อเรื่องที่ถูกเล่าขานเอาไว้... แดเนียลเห็นหนทางทอดยาวที่กว่าจะไปถึงหน้าประตูทางเข้าขนาดใหญ่นั้นแสนไกล ลำพังสองขาสั้นที่วิ่งอ้าวสุดชีวิต เมื่อเทียบกับขายาวทั้งสี่ของหมาป่า เขาคงไม่อาจรักษาชีวิตของตัวเองและคาซีไว้ให้รอดพ้นจากพื้นที่ปราสาทไปได้ สัญชาตญาณทำงานก่อนสมองสั่ง ขาเล็กจึงเปลี่ยนทิศวิ่งออกนอกพื้นทางเดินเข้าสู่พงหญ้ารก หญ้าหนาขึ้นรกครึ้มตลอดแนวทางเดิน สุมทุมพุ่มไม้ขึ้นระเกะระกะไม่เป็นระเบียบเหมาะแก่การซ่อนตัว ด้วยร่างเล็กจึงทำให้แดเนียลมุดคลานอย่างว่องไวหลบเลี่ยงสายตาของหมาป่ายักษ์ในพริบตา ลมหายใจแผ่วเบาราวกับพยายามควบคุมไม่ให้เกิดเสียงดัง หัวใจดวงน้อยเต้นตุบในอกระรัวราวกลองชุด เหงื่อผุดพรายที่ใบหน้าและแผ่นหลังจนชุดหลวมโพรกเปียกชื้น ด้านคาซีแม้อยู่ในสภาพเด็กทารก แต่ก็ไม่ร้องโยเยให้เกิดเสียงบอกตำแหน่งให้หมาป่ารู้ ทำให้แดเนียลคลายกังวลได้เปราะหนึ่ง หมาป่าแม้ตาแหลมคมและมองเห็นได้ในความมืด แต่ด้วยทัศนียภาพที่ถูกบดบังด้วยพงหญ้ารูปร่างประหลาดขึ้นสูงเกือบเท่ากำแพงปราสาท ทำให้มันหยุดยืนและเหลือบมองซ้ายขวาด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ “คิดว่าหลบในนั้น แล้วจะหนีข้าพ้นเหรอ เจ้าลูกหมูงี่เง่า” กลิ่นกายของเด็กน้อยแดเนียลและคาซีลอยตามลมโชยมาเข้าจมูกที่รับกลิ่นได้ดีกว่ามนุษย์หลายเท่า เพียงเท่านี้ตำแหน่งที่เด็กทั้งสองซุกซ่อนอยู่ก็ปรากฏชัดแม้มองไม่เห็น “บ้านที่ทำจากฟางน่ะ มัน พัง ง่าย จะ ตาย!!” ปากยักษ์เปิดอ้าสูดลมเข้าไปจนท้องบวมเป่ง ใบไม้ไหวติงเล็กน้อยก่อนหยุดนิ่ง เปรียบดังคลื่นลมที่สงบก่อนพายุใหญ่จะมา และพายุก็พัดกระหน่ำ!! ‘ฟู่วววว!!!’ หมาป่ายักษ์พ่นลมจากปากเป่าพัดกระหน่ำเข้าใส่พงหญ้า แรงลมมหาศาลฉุดกระชากหญ้าต้นสูงให้ปลิดปลิวไปทั้งราก ส่งผลให้พื้นดินข้างกำแพงโล่งเตียนราวกับไม่เคยมีต้นไม้ใบหญ้าขึ้นมาก่อน ร่างเล็กที่มุดขดตัวเหมือนหอยทาก แดเนียลหลับตาปี๋เพราะลมกรรโชกแรง ทารกในอ้อมแขนถูกลมกระชากจนเกือบปลิว เคราะห์ดีที่เด็กชายวางร่างคาซีไว้กับพื้นก่อนเอาตัวครอบเหมือนโล่กำบัง ทำให้คาซีในสภาพทารกรอดพ้นจากการถูกลมพัดไปกระแทกกำแพงเช่นเดียวกับเหล่าต้นหญ้าและพืชพันธุ์ทั้งหมด น้ำลายไหลย้อยจากปากยาวยื่น ร่างอันโอชะของเหยื่อยิ่งกระตุ้นต่อมความอยากอาหารจนน้ำย่อยในกระเพาะของหมาป่ายักษ์ทำงาน มันแยกเขี้ยวแหลมคมก่อนวิ่งเข้าใส่แดเนียลที่เพิ่งลืมตามาพบภาพอันน่าสะพรึงกลัว “ยะ.. อย่าเข้ามานะ!!” เด็กน้อยคลานพลางหอบร่างทารกอย่างทุลักทุเล สองเท้ารีบจ้ำวิ่งตัดถนนไปยังอีกฟากหนึ่งของทางเดิน หมาป่าแม้อยากจะขย้ำเหยื่อโดยเร็ว แต่ด้วยเพราะความสนุกจากการไล่กวดเด็กน้อยไร้ทางสู้ ทำให้ความหฤหรรษ์บดบังความอยากอาหารจนสิ้น ถ้าฆ่าเด็กสองคนนี้ตอนนี้ เนื้อเรื่องในนิทานก็ไม่สมบูรณ์น่ะสิ!! เพราะว่ามันคือตัวละครจากนิทาน เรื่องราวทั้งหมดจึงอยู่ในหัวสมองอย่างชัดเจน เจ้าหมาป่าถูกเล่าขานผ่านปากของผู้คนมาแล้วหลายยุคหลายสมัยตั้งแต่อดีตกาล เนื้อเรื่องที่ดำเนินตั้งแต่ต้นจนจบยังคงย้ำตรึงชัดเจนว่าบทสรุปของนิทานเรื่องนี้เป็นอย่างไร หลังจากเป่าลมพัดทำลายบ้านที่ทำจากฟาง ลูกหมูก็วิ่งไปหลบในบ้านที่สร้างจากไม้... เฉกเช่นเดียวกับแดเนียลและคาซีที่มองเห็นป่ารกชัฏเป็นดั่งปราการกั้น แดเนียลรีบมุดร่างเบียดเสียดเข้าไปในสุมทุมไม้ใหญ่ แม้หนามของต้นไม้จะข่วนจนเนื้อบอบบางเป็นรอยแผล แต่จิตสังหารที่ไล่ตามมาอย่างกระชั้นก็ทำให้ขาไม่อาจหยุดวิ่ง ลมหายใจที่ถูกพ่นเป็นไอขาวขุ่นเริ่มถี่และหอบมากขึ้น ตากลมแป๋วของทารกน้อยมองเด็กชายที่พยายามปกป้องตนเองอย่างเต็มกำลังด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด เพราะต้นไม้สูงและแข็งแกร่งที่ขึ้นเว้นช่วงกันไม่ห่างมากนัก ทำให้มีช่องพอให้เด็กตัวเล็กลอดผ่านอย่างสะดวก ผิดกับร่างใหญ่ยักษ์ของสัตว์ร้ายที่ไม่อาจแทรกตัวเข้าไปในช่องว่างระหว่างต้นไม้ได้ มันเดินวนไปมามองหมู่มวลพฤกษาสีเทาที่ขึ้นเรียงรายดุจดั่งกำแพงจากธรรมชาติอย่างครุ่นคิด จมูกสูดดมฟุดฟิดจับตำแหน่งเหยื่อไม่ให้คลาดเป้า แม้มองไม่เห็นแต่สัตว์ร้ายก็รู้ทันทีว่าเด็กน้อยหมดแรงล้มนอนแผ่อยู่ตรงใจกลางของปราการต้นไม้ใหญ่ อากาศโดยรอบถูกสูดเข้าปอดเต็มที่อีกครั้ง ท้องของมันพองเป่งออกมาราวกับลูกโป่ง ไอเย็นที่ต้นไม้คายออกมาทำให้หมาป่าสดชื่น ดวงตามันวาวโรจน์เมื่อคิดถึงภาพของเหยื่อที่ตัวสั่นงันงกรอให้มันขย้ำ ‘ฟู่ววววววว!!!!’ ลมแรงประหนึ่งพายุถูกเป่าซัดเข้าใส่ต้นไม้ใหญ่จนลำต้นตรงตระหง่านสั่นไหว ใบไม้ปลิดปลิวราวถูกมือไม่เห็นเด็ดดึง ใบเขียวลอยหมุนคว้างตามกระแสลมจนเกลี้ยงต้น กระทั่งกิ่งไม้ขนาดเล็กที่เพิ่งโผล่พ้นลำต้นยังถูกแรงลมกระชากให้หลุดลอยตามไป แต่กระนั้น ลำต้นแข็งแกร่งก็ยังถูกรากที่ชอนไชลึกลงไปใต้ผิวดินฉุดรั้งเอาไว้ให้ยอมหักโค่น หมาป่าส่งเสียงคำรามอย่างไม่พอใจ แดเนียลได้ยินเสียงที่เสียดแทงเข้าไปในแก้วหูถึงกับตัวสั่นเทิ้มขึ้นมาอีกครั้ง ดวงตากลมโตมองลอดช่องว่างของต้นไม้ เห็นภาพอันน่าสะพรึงกลัวแล้วก็ต้องใจหาย หมาป่าพุ่งชนต้นไม้ใหญ่เสียงดังตึง กล้ามเนื้อที่ใหญ่กว่าปกติหลายเท่า กับขนแข็งฟูที่ขึ้นปกคลุมดั่งเกราะ ทำให้ต้นไม้สั่นสะเทือน พื้นดินรอบบริเวณเคลื่อนไม่เป็นจังหวะราวกับแผ่นดินไหว พื้นที่สั่นอย่างรุนแรงทำให้แดเนียลกลิ้งไปมาดุจลูกบอล เด็กน้อยกอดทารกไว้แนบอกแน่น เสื้อผ้ารุ่มร่ามเกะกะจนเขาเคลื่อนไหวไม่สะดวกนัก อีกทั้งปืนที่อยู่ในซองด้านในแจ็คเก็ตก็หนักอึ้งจนเขาคิดว่าเป็นภาระ ใจหนึ่งนึกอยากโยนมันทิ้งไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด แต่อีกใจ มันคืออาวุธเพียงอย่างเดียวที่เขามี แม้ตอนนี้นิ้วเล็กจะไม่มีเรี่ยวแรงพอจะเหนี่ยวไก แต่หากทิ้งไปก็เท่ากับเขาทิ้งไพ่ตายในมือจนหมด แดเนียลถูกหยุดไว้ด้วยต้นสนใหญ่ขนาดสามคนโอบ ขาถูกกระแทกจนกระดูกร้าว เด็กน้อยก้มมองดูคาซีที่ปลอดภัยก็ต้องเป่าปากอย่างโล่งอก แรงสั่นสะเทือนหยุดลงแล้ว แต่... มันกำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้ง!! ‘ตึง!!’ หมาป่าถอยหลังไปไกลก่อนจะวิ่งด้วยความเร็วสูงพุ่งกระแทกต้นไม้จนหักโค่น ปลายยอดสูงเสียดฟ้าทำมุมตกลงขนานกับพื้นโลกเรื่อย ๆ และตำแหน่งที่ไม้สูงโค่นลงมา คือตำแหน่งที่แดเนียลนอนหมอบกระแตอยู่ไม่อาจหลบไปไหนได้ ภาพต้นไม้ขนาดใหญ่ที่ล้มลงมาขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วในดวงตาสีน้ำเงินของเด็กน้อย อีกเพียงไม่กี่เมตรลำต้นก็จะหักโค่นลงมาทับแดเนียลจนบี้แบน ‘กึก!!!’ ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใด แต่ร่างกายที่ควรแหลกสลายกลับยังคงอยู่ดังเดิม แดเนียลเปิดเปลือกตาที่ปิดเพราะความหวาดกลัวทีละนิด ภาพแรกที่เห็นคือต้นไม้ใหญ่ที่ยังคงตรึงอยู่ในดวงตาไม่ห่างจากร่างเขานักจนทำให้เด็กชายต้องหลับตาลงอีกครั้ง แต่เมื่อค่อย ๆ แง้มตามองก็พบว่ามันถูกตรึงค้างกลางอากาศก่อนจะล้มลงทาบทับกับพื้นดินเพียงไม่ถึงเมตร สัมผัสถึงพลังทำให้แดเนียลมองลงมายังร่างเล็กกระจิดริดในอ้อมแขน แม้จะอยู่ในร่างทารก แต่พลังพิเศษที่ถูกใช้บ่งบอกให้รู้ว่าคาซียังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน แดเนียลรีบมุดร่างตัวเองออกจากไม้ต้นใหญ่ก่อนที่มันจะตกลงมาเพราะพลังแรงโน้มถ่วงที่จางหายไปในพริบตา แต่ความตระหนกจากต้นไม้ใหญ่ยังไม่ทันหาย ความหวาดผวาจากร่างยักษ์เบื้องหน้าก็เข้ามาแทนที่ไม่เว้นจังหวะให้หายใจ หมาป่าที่รอโอกาสอยู่ กระโดดเข้ามาตะครุบร่างของแดเนียล อุ้งเท้ามันเหยียบเด็กน้อยโดยเว้นศีรษะให้พอโผล่ออกมาหายใจได้เท่านั้น แดเนียลพยายามแข็งขืนแต่พละกำลังของเด็กชายไหนเลยจะสู้สัตว์ร้ายร่างยักษ์ได้ ส่วนคาซีนั้นยังโชคดีที่แดเนียลปล่อยให้เขาตกลงบนพื้นก่อนที่จะโดนตะครุบตัว แต่ถึงอย่างนั้นเด็กทารกก็ไม่อาจหลบลี้หนีไปไหนได้อยู่แล้ว เจ้าสัตว์ร้ายแลบลิ้นเลียริ้มฝีปากจนน้ำลายเปียกท่วมหนวดทั้งหก เพราะเนื้อเรื่องของนิทานดำเนินมาเกินค่อนเรื่อง ทำให้มันรู้ว่าหากปล่อยให้เด็กทั้งสองหนีไปได้ ‘บ้านอิฐ’ หลังที่สามจะทำให้มันไม่มีโอกาสขย้ำเหยื่อได้อีก เขี้ยวแหลมคมเคลื่อนเข้ามาใกล้แดเนียลช้า ๆ หยดน้ำลายเหม็นเปรี้ยวย้อยลงพื้นส่งกลิ่นสะอิดสะเอียนคละคลุ้งเข้าจมูกจนเด็กน้อยแทบอาเจียน แดเนียลเหลือบมองทารก คาซีหลับตาพริ้มไม่รู้ประสีประสา อาจเพราะฝืนใช้พลังในร่างกายแบบนั้น จึงทำให้เขาหลับไป เมื่อไม่อาจพึงพาพลังพิเศษของอีกฝ่าย สิ่งเดียวที่จะทำให้มีชีวิตรอด คือพลังของตัวเองเท่านั้น ปากกระบอกปืนที่นอนสงบนิ่งอยู่ในสายคาดเสื้อแจ็คเก็ตเริ่มมีปฏิกิริยา มันดูดซับพลังงานบางอย่างที่อยู่โดยรอบเข้าสู่ลำกล้องอย่างเงียบงันราวการคืบคลานของตัวทาก ปลายลิ้นสากหนาของหมาป่าแลบเลียใบหน้าขาวของเด็กน้อย แม้แดเนียลจะตื่นกลัวแต่เขายังคงใช้พลังพิเศษ ‘Absorption’ อย่างต่อเนื่อง และเมื่อปากเผยออ้าพุ่งเข้าใส่พร้อมคมเขี้ยวหมายฉีกกระชาก แดเนียลก็รวบรวมกำลังสุดชีวิตเพื่อเหนี่ยวไกปืนแข็งได้สำเร็จ “ปลดปล่อย!!!” สิ่งที่ออกจากปากกระบอกปืน มีเพียงความมืดมิด แดเนียลดูดซับความมืดที่ปกคลุมทั่วบริเวณเข้าไปจนเต็มรังเพลิง เพราะรู้ว่ามิติอันมืดมิดนี้ย่อมไร้ซึ่งแสงตะวัน ต่อให้ดูดกลืนความมืดมากมายเพียงใดก็ไม่อาจมีแสงสว่างเข้ามาทดแทนที่ การใช้พลังพิเศษจึงทำได้โดยหมาป่าไม่ผิดสังเกต และเมื่อความมืดถูกปลดปล่อย สิ่งที่หมาป่าเคยมองเห็นก็พลันดับสนิทคล้ายสวิตซ์ไฟถูกปิดลง “แกทำบ้าอะไรเนี่ย!!” มันคำรามอย่างตกตะลึง แม้สายตาจะมองเห็นได้ในที่มืด แต่พลังพิเศษที่รวบรวมความมืดมิดจนอัดแน่นเป็นกระสุนแบบนี้มันดำมืดยิ่งกว่ายามราตรีที่มันคุ้นชิน เพราะความตกใจ ทำให้เท้าที่เหยียบร่างแดเนียลอยู่เผลอยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว เด็กน้อยกลิ้งตัวห่างจากตำแหน่งเดิม มือคว้าห่อผ้าซึ่งมีร่างทารกนอนสลบไสลอยู่ก่อนวิ่งไม่คิดชีวิตเข้าสู่ผนังอิฐของปราสาทขนาดใหญ่ ก้อนหินที่หยิบติดมือมาเขวี้ยงใส่กระจกหน้าต่างรูปทรงวิจิตรเต็มแรงจนกระจกแตกกระเด็นเป็นช่องกลม แดเนียลล้วงมือเข้าไปในช่องว่างปลดกลอนก่อนเปิดหน้าต่างอย่างว่องไว ร่างของเด็กทั้งสองปีนเข้าสู่ตัวปราสาทได้ในที่สุด ทิ้งไว้เพียงร่างใหญ่โตของหมาป่าที่ยังสาละวนวิ่งไปรอบ ๆ เพื่อให้หลุดพ้นจากหมอกควันแห่งยามราตรีที่ห้อมล้อมปกคลุมศีรษะจนไม่อาจมองเห็นอะไรได้อีก
เมื่อร่างถลันเข้าสู่ปราสาท แดเนียลก็ทิ้งตัวลงบนพื้นพรมหนานุ่มพลางหอบหายใจตัวโยน เด็กชายเหนื่อยแทบขาดใจเพราะร่างเล็กต้องวิ่งหนีเสี่ยงชีวิตอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน แข้งขาอ่อนแรงจนแทบอยากคลานแทนการเดิน แม้จะเข้าสู่ตัวปราสาทได้ แต่ร่างกายแบบนี้ย่อมไม่สามารถทำให้เป้าหมายบรรลุได้ ทางเดียวที่จะทำให้กลับสู่สภาพเดิมคือต้องกำจัดโพเซ่เท่านั้น ความคิดส่วนความคิด ร่างกายก็ส่วนร่างกาย แม้ปรารถนาจะแรงกล้าเพียงใด แต่ความเหนื่อยล้ากลับสั่งการให้สมองหาที่พักผ่อนเพื่อวางแผนอย่างรอบคอบ แดเนียลอุ้มคาซีเดินเปะปะตามทางเดินที่ทอดยาว ตำแหน่งที่เขาเข้ามาในปราสาทอยู่ส่วนหน้าถัดจากห้องโถงใหญ่ เด็กน้อยพยายามเดินอย่างระวังเพื่อไม่ให้เกิดเสียงจนทำให้นักฆ่าที่อยู่ในปราสาทรู้ตัว แต่ดูท่าต่อให้ส่งเสียงดังเพียงใด ก็ไม่มีการเคลื่อนไหวหรือร่องรอยของนักฆ่าคนอื่นเลยสักคน ประตูห้องขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านขวางหน้าพวกเขาอยู่ ด้านหลังคือโถงทางเดิน ส่วนด้านหน้าคือห้องที่ไม่รู้ว่ามีอะไรหรือมีใครอยู่ข้างใน แดเนียลเลือกผลักประตูเข้าไปในห้อง... ห้องมืดมิดไร้การเคลื่อนไหวของสิ่งใด แดเนียลพยายามซุกตัวมุดร่างให้เตี้ยที่สุดก่อนเคลื่อนไปกับเก้าอี้ตัวใหญ่ที่ตั้งขนานทางเดินเข้าสู่ใจกลางห้อง เพราะไม่สัมผัสถึงจิตสังหารหรือพลังวิญญาณ แตกต่างจากแรงกดดันรุนแรงของโพเซ่ที่เคลื่อนใกล้กดดันเข้ามาจากด้านหลัง จึงทำให้แดเนียลเลือกเข้ามาในห้อง ‘ฮือ ๆ’ เสียงครางเบา ๆ ทำให้ฝีเท้าหยุดชะงัก แดเนียลสอดส่ายสายตาเพ่งมองในความมืด ที่มาของเสียงอยู่ด้านท้ายห้องที่ลึกเข้าไปกว่าสิบเมตร เงาตะคุ่ม ๆ บนกำแพงบ่งบอกให้รู้ว่ามีบางคนอยู่ตรงนั้น แต่เงานั้นไม่อาจเคลื่อนไหว!! ลักษณะอาการที่มองเห็นแม้ไม่ชัดเจน แต่ก็ทำให้รู้ว่าใครคนนั้นไม่อาจขยับร่างกายได้ แถมท่าทางก็ดูคุ้นตาราวกับเคยเห็นมาแล้วอย่างคุ้นชิน ....ไม้กางเขน!! ร่างนั้นถูกตรึงติดกับกำแพงในลักษณะกางแขนออกสองข้างดุจไม้กางเขน แถมไม่ได้มีเพียงหนึ่ง กลับมีถึงสองร่างที่ถูกแปะค้างกลางผนังราวกับภาพศิลปะที่น่าหวาดผวา แดเนียลเดินเข้าไปใกล้ ใบหน้าของชายหญิงชราลอยเด่นขึ้นมาชัดเจนเมื่อเขาแหงนมองจากระยะประชิด สีหน้าของพวกเขาตื่นตระหนกประหนึ่งเจอเรื่องที่น่าหวาดกลัวที่สุดในชีวิต ผมทุกเส้นหลุดร่วงจากศีรษะ ตาที่เหลือกถลนจากเบ้ามีคราบน้ำตาที่บ่งบอกว่าเคยไหลพรากเป็นสายอาบแก้ม แต่ตอนนี้มันแห้งผากลงไปแล้ว ปากบิดเบี้ยวส่งให้ใบหน้าเกร็งหงิกงอ ร่างผอมโซซูบซีดราวกับกิ่งไม้แห้ง ๆ หากไม่มีเสียงหายใจและเสียงครางฮือ ๆ แดเนียลคงเข้าใจว่าชายหญิงชราคู่นี้เสียชีวิตไปแล้ว ‘ผึ่บ!!’ ไฟทุกดวงในห้องสว่างพรึ่บพร้อมกัน แดเนียลหันหลังขวับมองร่างเล็กที่เดินเข้ามาพร้อมด้วยสายตาอำมหิต สองขาถอยกรูดเข้าหากำแพงอย่างไม่ตั้งใจ “เห็นแล้วสินะ!!” โพเซ่คำราม น้ำเสียงเล็กแหลมแปรเปลี่ยนเป็นกระโชกราวกับกล่องเสียงแทบระเบิดเพราะการคำราม “เห็น.. เห็นอะไร” แดเนียลกัดฟันกรอด จิตใจของเด็กน้อยพยายามข่มใจไม่ให้หวาดกลัวต่อแรงกดดันของโพเซ่ นิ้วมือเล็กของมือขวาละจากหนังสือนิทานชี้ไปที่ร่างชายหญิงที่ถูกตรึงกับผนัง แดเนียลหันซ้ายขวามองแหงนขึ้นไปอย่างใคร่รู้ เมื่อพิจารณาให้ดีภายหลังที่ไฟในห้องส่องสว่าง ห้องนี้ย่อมเป็นห้องของโพเซ่ไม่ผิดเพี้ยน เพราะเฟอร์นิเจอร์และสิ่งประดับประดาที่ตกแต่งล้วนเป็นลวดลายการ์ตูน ของเล่นกองเกลื่อนกลาด หนังสือการ์ตูนและนิทานอัดแน่นในชั้นวางที่ตั้งเรียงรายชิดผนัง กระทั่งเพดานสูงยังมีโมบายล์รูปตัวการ์ตูนห้อยแขวนเป็นพวงระย้าเต็มไปหมด สิ่งที่ผิดเพี้ยนและไม่น่าจะอยู่ในห้องนี้ได้มีเพียงชายหญิงชราสองคนนี้เท่านั้น แดเนียลมองใบหน้าทั้งคู่สลับกับโพเซ่ ดวงตาสีเขียวมรกตและดวงหน้าช่างคล้ายคลึง สมองพยายามปฏิเสธความคิดเลวร้ายที่บังเกิดในใจ “สองคนนั่น.. พ่อกับแม่ฉันเอง” แล้วโพเซ่ก็ยืนยันสำทับความคิดเลวร้ายนั้นเอง แดเนียลอ้าปากค้าง เขาหันมองใบหน้าที่ไร้สติของร่างที่ถูกตรึงทั้งคู่ด้วยแววตาที่ยากจะอธิบายความรู้สึก “มะ.. หมายความว่ายังไง ทำไมพ่อกับแม่นายถึง...” โพเซ่ยิ้มเหยียด สีหน้านั้นวิปริตเกินกว่าจะประดับบนใบหน้าของเด็กอายุไม่ถึงสิบขวบ “เพราะพวกมันสมควรได้รับโทษทัณฑ์น่ะสิ” ด้วยเพราะห้องนี้มีทางเข้าออกเพียงแค่ประตูบานใหญ่ทางเดียว ไม่มีหน้าต่างหรือช่องลมสักบาน ทำให้ต่อให้แดเนียลมีปีกก็ไม่อาจหนีไปไหนรอดอีกแล้ว เรื่องราวอันวิปริตวิปลาสจึงถูกถ่ายทอดจากปากของโพเซ่ด้วยน้ำเสียงแหลมเล็กแต่แฝงด้วยความขมขื่นคล้ายระบายสิ่งที่อัดอั้นภายในใจดวงเล็กของเด็กน้อยผู้ครองตำแหน่งรองหัวหน้าแห่งเงารัตติกาล
สองสามีภรรยาตระกูล ‘เครก’ ผู้ร่ำรวยจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จนกลายเป็นอภิมหาเศรษฐีในเวลาอันสั้น ทั้งคู่ใช้ชีวิตสมรสมาอย่างยาวนานจนย่างเข้าสู่วัยกลางคนก็ยังไม่มีลูกด้วยกัน อาจเพราะการทำงานอย่างหนักและการไม่ใส่ใจเรื่องความสัมพันธ์อันหวานซึ้งเช่นคู่รักคู่อื่น จนเมื่อนางเครกอายุย่างเข้าสี่สิบห้า เธอกลับตั้งครรภ์ขึ้นโดยไม่คาดคิด ลูกคนแรกที่จะถือกำเนิดสร้างความปลาบปลื้มให้แก่สองสามีภรรยาเป็นอย่างมาก ถึงขนาดนายเครกสั่งให้สร้างบ้านหลังใหญ่โตเพื่อรับขวัญลูก เด็กน้อยเกิดขึ้นมาท่ามกลางความรักอย่างสุดซึ้งจากพ่อแม่ และความรักนั้น ก็มาพร้อมกับอุดมคติอันสูงส่ง... ภาพฝันในอนาคตถูกวาดไว้ให้กับเด็กชายอย่างวิจิตร ทั้งการศึกษา ตำแหน่งงาน รวมถึงการใช้ชีวิตที่วางกรอบและกฎเกณฑ์มากมาย สามีภรรยาเครกเชื่อว่าหากเด็กน้อยเดินตามเส้นทางที่ตนวางไว้ให้ ย่อมก้าวไปสู่อนาคตที่สวยงามดั่งที่ตนเคยเป็นมาก่อน ดังนั้นแล้ว หากเด็กน้อยเดินออกนอกกรอบ นั่นหมายถึงความผิดที่ร้ายแรงเกินกว่าที่พ่อและแม่จะรับได้ ครั้งหนึ่งเมื่อเลิกเรียน ตารางเวลาที่วางเอาไว้บอกให้เด็กชายต้องไปเรียนเปียโนต่อ แต่เสียงเรียกร้องชักชวนจากเพื่อนร่วมห้องที่อยู่ในสนามเบสบอล ดึงดูดจิตใจจนเด็กชายต้องโยนกระเป๋าไว้บนม้านั่งก่อนถลาเข้าสู่สนาม รอยยิ้มและเสียงหัวเราะรวมถึงการแข่งขันอันตื่นเต้นทำให้เด็กชายลืมเวลา เมื่อรู้ตัวอีกทีก็ไม่สามารถไปเรียนเปียโนได้ทัน คราบไคลและร่องรอยสกปรกบนเสื้อผ้า ไม่อาจทำให้เด็กชายปฏิเสธหรือหาข้ออ้างอื่นใดได้ รอยฝ่ามือใหญ่ถูกทาบทับบนใบหน้าอย่างแรงจนเด็กน้อยน้ำตาเล็ด ความผิดหวังอย่างรุนแรงปรากฎออกมาในรูปของเสียงก่นด่าและถ้อยคำผรุสวาทอย่างที่เด็กชายไม่เคยได้ยินมาก่อน ตั้งแต่วันนั้นเด็กชายก็ไม่อาจก้าวเท้าออกนอกกรอบที่พ่อแม่ขีดไว้ให้ได้อีกเลย… กระทั่งย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิในวันคล้ายวันเกิดปีที่เจ็ด แม้ที่ผ่านมาผลการเรียนของเด็กชายจะได้อันดับหนึ่งมาโดยตลอด แต่ผลการเรียนครั้งนี้กลับทำให้นายเครกขยำและฉีกรายงานอย่างรุนแรงก่อนปาใส่หน้าลูกชาย เขาเรียนได้ที่สองของห้อง!! “แกมันโง่!! เรียนประสาอะไรถึงได้ที่สอง ชั้นอุตส่าห์ส่งให้แกเรียนพิเศษในโรงเรียนที่ดีที่สุด นี่แกไม่ได้เอาสมองของชั้นติดตัวไปเลยเหรอ ไอ้เด็กโง่เอ๋ย!!” เด็กชายถูกขังไว้ในห้องหนังสือที่มืดมิด เบรกเกอร์ไฟในห้องถูกยกลงทำให้ไม่สามารถเปิดสวิตซ์ไฟได้ แม้จะเป็นห้องที่อยู่ในบ้านซึ่งเคยวิ่งเข้าออกจนคุ้นชิน แต่ความมืดมิดในยามค่ำคืนกับเสียงสะท้อนของฝีเท้าที่ดังก้องไปมา ทำให้ความหวาดกลัวเกาะกุมหัวใจเด็กน้อยจนเขาไม่อาจข่มตาหลับลงในค่ำคืนนั้นได้ เด็กน้อยกลายเป็นโรคกลัวความมืดตั้งแต่บัดนั้น... และเมื่อบานประตูถูกคนรับใช้เปิดออกในตอนเช้า เด็กชายก็รีบถลันออกจากห้องเพื่อโผกอดผู้เป็นพ่อและแม่ สองขาเดินเตาะแตะอย่างโรยแรงไปยังห้องขนาดใหญ่ในชั้นบนของบ้าน เขาตั้งใจว่าต่อแต่นี้ไปเขาจะเป็นที่หนึ่งในทุกเรื่อง ให้พ่อและแม่ภูมิใจ และไม่ผิดหวังในตัวเขาอีก แต่เสียงสนทนาที่ดังออกจากห้อง กลับตรึงสองขาเขาเอาไว้จนไม่อาจก้าวเดินต่อได้อีก “พวกเราควรรับเด็กสักคนมาเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรมนะ คุณว่ามั้ย” นายเครกเริ่มบทสนทนาด้วยเสียงเครียด ด้วยเส้นทางฝันที่วาดไว้ให้ลูกชายไม่เป็นดั่งที่ใจหวัง ทำให้อุดมคติเริ่มสั่นคลอน นักวางแผนอย่างเขาจำเป็นต้องมีแผนเผชิญความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต “ถ้าคุณเห็นว่าดี ฉันก็ไม่ขัดหรอกค่ะ” ไม่มีคำปฏิเสธ นางเครกเห็นดีเห็นงามกับสามีอย่างไม่อาจเลี่ยงได้ ถ้อยคำของทั้งคู่กระทบก้องไปมาในจิตใจของเด็กน้อยจนหัวสมองเขาเป็นสีขาวโพลน ทุกสิ่งทุกอย่างโล่งสนิทราวกับห้องถูกทาทับด้วยสีขาวเกลี้ยงไม่มีแม้รอยจุดด่างดำแม้แต่น้อย สองขาก้าวเดินกลับไปยังห้องหนังสือที่เคยหวาดกลัว มุมห้องมีหนังสือนิทานที่เขาเคยเปิดอ่านอยู่บ่อยครั้ง เด็กน้อยรื้อหนังสือเกลื่อนกลาดพลางกรอกสายตาที่รื้นไปด้วยน้ำตาไล่ตัวหนังสือและรูปภาพโดยที่ความสนุกของเรื่องราวไม่อาจเข้าสู่สมองได้เลย และเมื่อมือสัมผัสกับหนังสือเก่าคร่ำคร่าเล่มหนึ่งที่ซุกตัวอยู่อย่างสงบในชั้นลึกสุดของตู้ พลังแห่งนิทานก็พลันบังเกิด เด็กน้อยหนีออกจากบ้านและเข้าสู่เงารัตติกาลในคืนนั้น...
“พวกมันไม่เคยเห็นชั้นเป็นลูก พวกมันก็แค่อยากให้ชั้นสืบทอดสมบัติและชื่อเสียงบ้า ๆ เท่านั้น มันไม่เคยถามความต้องการของชั้นเลยว่าชั้นต้องการอะไรบ้าง ได้แต่ยัดเยียดทุกสิ่งทุกอย่างให้” น้ำเสียงอัดอั้นระบายอย่างเหลืออด ความโกรธแค้นถูกเก็บไว้ในใจไม่อาจบอกใครได้ถูกปลดปล่อยออกมาในคราวเดียว โพเซ่จิกหนังสือนิทานจนมือเล็กหงิกเกร็ง สีหน้าบูดเบี้ยวคล้ายดินน้ำมันโดนความร้อน “ชั้นคิดว่าพอชั้นหนีออกจากบ้านแล้ว พวกมันจะสำนึกเสียใจขึ้นมาบ้าง.. แต่เปล่าเลย!! มันกลับรับเด็กบ้าที่ไหนไม่รู้มาเลี้ยงเป็นตัวแทนชั้น พวกมันไม่คิดแม้แต่จะตามหาชั้นด้วยซ้ำ” โพเซ่หวนคิดถึงเมื่อครั้งที่ย้อนกลับไปที่บ้านหลังจากหนีออกมาได้ถึงหนึ่งปีเต็ม ตอนนั้นแม้เขาจะได้รับพลังและดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าแห่งเงารัตติกาลแล้ว แต่ห้วงความคิดถึงและความอบอุ่นของครอบครัวยังเป็นสิ่งที่เด็กชายโหยหามาโดยตลอด เขาหวังว่าเมื่อเขากลับบ้านจะได้รับอ้อมกอดและหยาดน้ำตาแห่งความดีใจจากพ่อและแม่ แต่เมื่อก้าวเท้าเข้าสู่ประตูบ้าน ภาพที่วาดฝันเอาไว้แม้เกิดขึ้นจริง แต่กลับไม่มีเขาเป็นส่วนร่วมในเหตุการณ์นั้นเลย สามีภรรยาเครกสวมกอดเด็กผู้ชายสวมแว่นคนหนึ่งอย่างรักใคร่ ผลการเรียนที่เด็กชายนำมาแสดงให้ดูแสดงอันดับหนึ่งของห้อง ยิ่งสร้างความภูมิใจให้นายเครกจนเขาต้องหยิบกล่องของขวัญที่เตรียมไว้มายื่นให้เด็กคนนั้น สติรับรู้ผิดชอบชั่วดีขาดสะบั้น!! พลังพิเศษทำงานโดยไม่รู้ตัว ร่างเด็กน้อยถูกสิงโตตัวใหญ่ที่ถูกสร้างจากนิทานขย้ำครั้งเดียวไม่เหลือ นายและนางเครกตกใจจนแทบสิ้นสติ แต่ก่อนที่ทั้งคู่จะเป็นเหยื่อรายต่อไป โพเซ่ก็สลายพลังพร้อมปรากฏตัวต่อหน้าพ่อและแม่ ความตายไม่อาจคลายความคั่งแค้นที่ฝังแน่นอยู่เต็มอกไปได้ ความทรมานยิ่งกว่าความตายต่างหาก คือสิ่งทั้งคู่ควรได้รับ พลังพิเศษสร้าง ‘สิ่งที่หวาดกลัว’ ของแคธี่ ลุทซ์ หญิงชราผู้เชื่อมต่อ SSS โฉนดบ้านเลขที่ 112 แห่งลองไอซ์แลนด์ถูกใช้กับสามีภรรยาเครกจนเขาตกอยู่ในห้วงมิติที่ฉายภาพสิ่งที่แต่ละคนหวาดกลัวถึงที่สุด แม้ชีวิตจะยังอยู่ แต่จิตใจกลับถูกทนทุกข์ทรมานกับความหวาดกลัวมาโดยตลอดไม่อาจหลุดพ้นได้ โพเซ่ตรึงร่างพ่อและแม่ไว้บนผนัง รั้งชีวิตพวกเขาไว้ด้วยสายน้ำเกลือเพื่อไม่ให้ทั้งคู่ตายไปก่อนที่เขาจะหายแค้น ภาพสีหน้าที่บิดเบี้ยวทรมาน ร่างกายที่ซูบผอมและผมที่ร่วงจากศีรษะเหลือไว้เพียงหย่อมที่เปลี่ยนเป็นสีขาวบางกระจุก เป็นอีกสิ่งที่โพเซ่นั่งมองทุกวันนอกเหนือจากหนังสือนิทาน
หน้ากระดาษพลิกเปิดเพื่อหานิทานเรื่องถัดไป ดวงตาเบิกโพลงบนใบหน้ากลมเล็กไล่สายตาอ่านนิทานเพื่อสร้างเรื่องราวให้เป็นจริง เสียงปีกกระพือดังพึ่บพั่บสะท้อนตามโถงทางเดินบ่งบอกเป็นสัญญาณการเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ของสิ่งมีชีวิตฝูงใหญ่ สิ่งมีชีวิตที่มีชื่อเดียวกับชื่อนิทานที่ถูกเขียนในกึ่งกลางหน้ากระดาษ ‘ค้างคาวเลือกพวก’ สิ่งมีชีวิตที่ไม่อาจเข้าได้กับสัตว์ทั่วไปแม้มีหู และก็ไม่สามารถเข้ากับพวกนกได้แม้มีปีก จึงต้องอาศัยในถ้ำอันมืดมิดดังเช่นปราสาทเงารัตติกาลแห่งนี้ คมเขี้ยวแหลมดุจตะปู ใบหน้ายับย่นคล้ายรูปปั้นการ์กอยล์ แม้ดวงตาจะมองไม่ชัดเจนแต่คลื่นเสียงที่ปล่อยออกมาสะท้อนสิ่งกีดขวางทำให้บินใกล้เข้ามายังห้องโพเซ่เรื่อย ๆ รูปลักษณ์อันน่าสะพรึงกลัว สอดคล้องกับความบิดเบี้ยวในจิตใจของโพเซ่ที่เพิ่มพูนขึ้นทุกวัน จนไม่อาจมีใครดึงรั้งจิตใจอันบริสุทธิ์ของเด็กน้อยกลับคืนมาได้อีกแล้ว เว้นเพียง... แดเนียล!!! เรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดจากปากของโพเซ่ ทำให้ห้วงคำนึงถึงครอบครัวของแดเนียลผุดขึ้นเป็นฉาก ๆ ทั้งภาพความรัก ความอบอุ่น ความผูกพัน ที่เขาเคยได้รับจากพ่อและแม่ รวมถึงฉากสุดท้ายของชีวิตที่พวกเขาพยายามปกป้องตนเอง ความโกรธอันแสนล้ำลึกปะทุขึ้นในจิตใจส่วนลึกอย่างเงียบงัน สีหน้าของแดเนียลนิ่งสงบราวกับเหตุการณ์เสี่ยงตายที่ผ่านมาเป็นเพียงความฝัน จิตใจที่หวาดผวาตามอายุที่ผันแปรกลับนิ่งเรียบราวผิวน้ำไร้คลื่นลม เขาวางร่างคาซีในสภาพทารกลงกับพื้นอย่างนุ่มนวล ก่อนชักปืนกระบอกหนึ่งจากซองออกมาถือในมือมั่น ดวงตาปิดลงโดยไร้ความหวาดกลัว และเมื่อลืมตา ห้วงมิติที่คุ้นชินก็ปรากฏขึ้น ผืนดินแตกระแหง ท้องฟ้าสีแดงสดเพราะดวงตะวันสาดฉายแสงแรงกล้า เสียงโขกหมากรุกบนกระดานไม้ดังตามสายลมเรียกสายตาเด็กชาย เมื่อหันมองเขาเห็นชายในชุดสูทสองคนกำลังดวลหมากรุกกันอย่างดุเดือด นิ้วเรียวบางของด๊อกเตอร์เออร์วิงคีบตัวพอนเลื่อนเข้าแทนที่คิงของอีกฝ่าย ด๊อกเตอร์ริชาร์ดลูบศีรษะล้านที่ชื้นเหงื่อด้วยความตื่นเต้นพลางทำหน้าเสียดาย “50 ต่อ 50.. เสมอกันแล้วนะครับด๊อกเตอร์” เออร์วิงพูดพลางดุนกรอบแว่นให้กระชับสายตา แม้ทั้งคู่จะรู้ว่ามีแขกที่ไม่ได้รับเชิญยืนจ้องมองอยู่ด้วยแววตาเรียบสงบ แต่ก็ไม่ได้สนใจเด็กตัวเล็กมากไปกว่าการดวลหมากรุกที่ยังตัดสินผู้แพ้ชนะไม่ได้เสียที “ผมอยากได้พลัง แลกกับการให้ที่พักพิงกับพวกคุณ” เสียงเล็กดังจากร่างที่แตกต่าง เออร์วิงเหลือบตามองเพียงครู่ ก่อนหันมาจัดตัวหมากให้อยู่ในตำแหน่งเริ่มเกม “คุณดู.. เปลี่ยนไปนะครับ” เขากล่าวทักเจ้าของร่างกายที่จิตวิญญาณของตัวเองเชื่อมต่ออยู่ ขณะที่ริชาร์ดเป็นผู้เปิดเกมใหม่อีกครั้ง “ผมต้องการหยุดเรื่องเลวร้ายที่กำลังเกิดขึ้นนี้ ขอพลังระดับปลดขีดจำกัดให้ผมด้วย” เออร์วิงมีสีหน้าครุ่นคิด แดเนียลเดาใจชายหนุ่มไม่ออกว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ “ปลดขีดจำกัดเหรอ.. ยังไม่ถึงเวลาหรอกครับ” “ว่าไงนะ!!” แดเนียลคำราม “ก็.. หมายความตามนั้นนั่นแหล่ะครับ” ก่อนที่แดเนียลจะได้พูดอะไรอีก ชายที่มีคำนำหน้าชื่อว่า ‘ด๊อกเตอร์’ ทั้งสองหยุดมือ หมากรุกเกมที่ 101 ไม่อาจเล่นต่อไปเพื่อหาผู้แพ้และชนะได้ เพราะทั้งคู่ตกลงใจที่จะ ‘เสมอกัน’ มิติพิเศษภายในจิตใจเลือนหายไปช้า ๆ แม้จะไม่อาจใช้พลังระดับปลดขีดจำกัดได้ แต่พลังพิเศษที่เอ่อล้นทั่วร่างบ่งบอกว่าเขาได้รับบางสิ่งบางอย่างจากการสนทนาครั้งนี้เรียบร้อยแล้ว ‘เพล้ง!!’ มิติพิเศษแตกสลาย พร้อมการปรากฏของสัตว์ปีกรูปร่างน่าสะพรึงกลัวที่กรูเข้ามาทางประตูหลายสิบตัว คมเขี้ยวสังหารของแต่ละตัวแม้ไม่อาจทำให้ถึงตาย แต่หากโดนกลุ้มรุมจากพวกค้างคาวทั้งฝูง ไม่แคล้วเลือดคงถูกสูบจนหมดเกลี้ยง แดเนียลไม่หวาดหวั่น สายตาก้มมองทารกน้อยที่ลืมตาตื่นขึ้นมาพอดี เมื่อสองสายตาประสานกัน ความรู้สึกก็ถูกถ่ายทอดโดยไม่ต้องมีคำสนทนาใด ๆ แดเนียลจ่อปลายกระบอกปืนเข้าหาคาซี แรงโน้มถ่วงจากร่างของทารกไหลเข้าสู่ปืนลูกโม่อย่างรวดเร็ว เพราะมือข้างเดียวไม่อาจเหนี่ยวไกปืนได้ นิ้วชี้ทั้งสองจึงประสานกันกดโกร่งไกเข้าหาตัวเพื่อปลดปล่อยพลังพิเศษของเพื่อนร่วมรบ “Newton’s Gravity!!!” แรงโน้มถ่วงพุ่งเข้าปะทะฝูงค้างคาวอย่างจัง แต่เพราะประสาทสัมผัสของสัตว์บวกกับคลื่นเสียงที่เปรียบเสมือนเรดาห์นำทาง ทำให้สัตว์ปีกฝูงใหญ่บินแหวกเป็นสองข้างจนแรงโน้มถ่วงพุ่งผ่ากลางไปไม่อาจโจมตีพวกมันได้สักตัว โพเซ่หัวเราะร่าเมื่อพลังพิเศษของแดเนียลไม่สามารถทำอะไรฝูงค้างคาวได้ และเสียงหัวเราะยิ่งระเบิดลั่นดังขึ้นเมื่อค้างคาวพุ่งกรูเข้าหาเด็กชายที่ยืนสงบนิ่งคล้ายรอความตาย “ต่อให้แกดูดพลังของคนอื่นได้ก็ไร้ประโยชน์ ถ้า โจม ตี ไม่ โดน” “แค่พลังพิเศษของคนอื่น คงโจมตีไม่โดนหรอก ถ้ายังไม่ได้รวมกับ พลัง ของ ฉัน เข้า ไป ด้วย!!” แดเนียลพูดเสียงเรียบ วินาทีแรกที่ได้ยินโพเซ่คงอาจไม่เข้าใจความหมาย จนเมื่อเห็นฝูงค้างคาวเริ่มร่วงหล่นสู่พื้นทีละตัวเพราะน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมหาศาล รองหัวหน้ารุ่นเยาว์ถึงเข้าใจคำพูดของศัตรู แดเนียลใช้พลังพิเศษของตัวเอง ควบคุมทิศทางการเคลื่อนที่ของพลังพิเศษที่ถูกดูดกลืนได้ไม่ต่างจากควบคุมกระสุนปืน แรงโน้มถ่วงที่ควรจะสลายไปเพราะพลาดเป้า จึงกลับย้อนมาโจมตีฝูงค้างคาวจากด้านหลังได้แบบนี้ หน้านิทานเรื่องใหม่ถูกพลิกเปิดอ้าอย่างร้อนรน แต่เพียงพริบตาหนังสือนิทานเล่มหนาก็หนักอึ้งราวกับแต่ละหน้ากระดาษมีน้ำหนักมหาศาล เรี่ยวแรงของเด็กตัวเล็กไหนเลยจะแบกมันไหวได้อีกต่อไป ‘ตึง!!’ SSS ของโพเซ่หล่นลงพื้นก่อนจะยุบตัวตามพื้นทางเดินที่แตกร้าวลงไปอีกเป็นเมตร แรงโน้มถ่วงที่แดเนียลแบ่งมาส่วนหนึ่งถูกใช้กับหนังสือนิทานจนโพเซ่ไม่อาจยกมันขึ้นได้ เด็กน้อยพยายามอย่างเต็มกำลัง แต่หนังสือเล่มหนาไม่กระดิกแม้แต่น้อย กระสุนปืนลอยละลิ่วจากด้านนอกปราสาททะลุผ่านรูกระจกที่เขาใช้หินปาตอนเข้ามาด้านใน เพราะรูปร่างที่ยังเป็นเด็กทำให้พลังพิเศษควบคุมลูกกระสุนได้เพียงลูกเดียวจากทั้งหมด แต่นั่นก็เพียงพอที่จะจัดการกับเด็กที่อายุห่างกันเพียงสองปีอย่างโพเซ่ได้ ทิศทางที่ลูกกระสุนลอยดิ่งด้วยความเร็ว คือทิศทางที่แดเนียลเดินเข้ามา และปลายทางของมันก็คือห้องที่เขายืนอยู่ ตรงตำแหน่ง ‘หัวใจ’ ของเด็กชายที่นั่งแกะสมุดขึ้นจากพื้นอย่างพยายาม กระสุนลอยผ่านบานประตูใหญ่ ลัดเลาะเก้าอี้ตัวยาว เข้ามาด้านท้ายห้อง ก่อนจะพุ่งตรงเข้าใส่หัวใจของโพเซ่อย่างแม่นยำ ร่างเล็กถูกกระโจนเข้าโผกอดเพื่อช่วยให้หลบรอดจากกระสุนสังหารอย่างเฉียดฉิว เด็กน้อยตะลึงจนตาค้าง ไออุ่นจากร่างที่โผเข้ากอดคือสิ่งที่โหยหามาตลอด แต่ไออุ่นนี้คือสิ่งที่ถ่ายทอดจากความรักและความรู้สึกผิดบาปเป็นครั้งสุดท้าย ที่คนอย่างพ่อและแม่จะทำให้ได้ “อะ.. ไรกัน.. พวกแก.. พวกแก.. มาช่วยฉันไว้ทำไม” โพเซ่ระล่ำระลักคำพูดจนแทบไม่เป็นภาษา กระทั่งแดเนียลก็ตกใจไม่แพ้กันจนเขาต้องหยุดการควบคุมทิศทางกระสุน ปล่อยให้มันหล่นร่วงลงพื้นดังเช่นกระสุนปกติ ร่างของนายและนางเดรกเริ่มเย็นลง ไม่มีคำพูดใดเปล่งจากปากที่แห้งผากและแตกเป็นขุย ดวงตาจับจ้องที่ใบหน้าของลูกน้อยราวกับอยากจะถ่ายทอดคำพูดนับแสนล้านคำที่อัดอั้นอยู่ในใจ แต่คำพูดนั้นคงอาจเปล่งออกจากปากของทั้งคู่ได้อีกแล้วเมื่อดวงวิญญาณของสามีภรรยาเดรกได้หลุดลอยจากร่างอย่างสงบ เมื่อพลังพิเศษของเคธี่สลายไปเพราะเจ้าตัวสิ้นชีพ ความหวาดกลัวที่หลอกหลอนนายและนางเดรกจึงสลายไป ภาพแรกที่ปรากฏสู่สายตาคือร่างเล็กและบอบบางของลูกชาย น้ำตาเอ่อล้นจากดวงตาทั้งคู่ด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเป ทั้งคิดถึง ทั้งเป็นห่วง ทั้งสำนึกผิด แต่ทุกความรู้สึกมีต้นกำเนิดจากความรู้สึกร่วมอย่างเดียวกัน... นั่นคือความรัก พวกเขาทั้งคู่เฝ้าออกตามหาโพเซ่ตั้งแต่วันที่เด็กชายหนีออกจากบ้าน เงินทองมากมายถูกใช้เพื่อจ้างนักสืบและตำรวจให้ระดมกำลังตามหาลูกชายอย่างเต็มที่ แต่ไม่ว่าจะใกล้หรือไกล ไม่ว่าสถานที่แห่งใด ก็ไม่มีข่าวคราวหรือแม้แต่ร่องรอยสักเพียงนิดให้รู้ว่าโพเซ่ไปอยู่ที่ใด สามีภรรยาเดรกจึงรับเด็กชายคนหนึ่งมาเป็นลูกบุญธรรม แต่ไม่ใช่เพื่อเป็นความหวังใหม่บนอุดมคติที่ตนเองสร้าง เพราะทั้งคู่ทนคิดถึงลูกชายไม่ไหวต่างหาก จึงไม่รู้จะถ่ายทอดความรักของพ่อและแม่ให้กับใครได้ ลูกบุญธรรมจึงเปรียบเสมือนตัวแทนของโพเซ่ที่ไม่รู้เป็นตายร้ายดีอย่างไรเพื่อให้ทั้งคู่หายคิดถึงได้สักเพียงน้อยก็ยังดี พริบตาที่รู้ว่าลูกอยู่ในอันตราย จิตสำนึกก็สั่งการให้ร่างดิ้นหลุดจากพันธนาการ นายและนางเดรกเห็นกระสุนสังหารเคลื่อนเข้าใกล้ ร่างกายจึงเคลื่อนไปโดยสัญชาติญาณความเป็นพ่อและแม่ แต่การเคลื่อนไหวนั้นก็เป็นการเคลื่อนไหวครั้งสุดท้ายที่จะทำได้ เพราะความอ่อนล้าของร่างกายและจิตใจที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน ภาพความกลัวจากพลังพิเศษของเคธี่ที่ตามหลอกหลอนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ภาพลูกชายตัวน้อยถูกฆ่าอย่างเหี้ยมโหด ภาพนั้นทำให้ทำให้จิตใจแทบแหลกสลายในร่างที่ยังหายใจ โพเซ่กรีดร้องร่ำไห้อย่างน่าเวทนาในอ้อมกอดของพ่อและแม่ที่เขาเข้าใจทั้งสองคนผิดมาโดยตลอด พลังพิเศษระดับปลดปล่อยสปิริตสลายไปพร้อมกับสติสัมปชัญญะที่ดับวูบลง รองหัวหน้าวัยเยาว์ถูกปลดเปลื้องจากพันธนาการแห่งความเลวร้ายในจิตใจเสียที คาซีและแดเนียลที่กลับกลายเป็นผู้ใหญ่ดังเดิมเก็บความสะทกสะท้อนใจเกี่ยวกับครอบครัวไว้เพื่อเป็นแรงกระตุ้นขับดันให้เขาทำตามเป้าหมายโดยเร็ว เป้าหมายในการล้มล้างเงารัตติกาล!!!
แรงกดดันแผ่ซ่านจนไม่อาจขยับร่างกายได้ เซราห์และซูอัลมองหน้ากันอย่างตัดสินใจ ไม่มีทางรอด!! คำนี้ปรากฏขึ้นทันทีที่เห็นการปรากฏตัวของวาร์ด เยอร์มูห์ สองขาถอยกรูดไปด้านหลังโดยไม่ตั้งใจ และเมื่อตั้งสติได้ ทั้งคู่ก็ประคองร่างเน็กเธอร์วิ่งกลับหลังสุดฝีเท้า “อ๊ะ!!” เซราห์อุทานเมื่อออกวิ่งได้เพียงไม่กี่ก้าว เมื่อทางเดินอีกฟากกลับปรากฏร่างที่เธอเพิ่งหนีดักขวางหน้าอยู่ “เป็น.. ไป.. ไม่ได้” ซูอัลครางออกมาอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง การเคลื่อนไหวที่รวดเร็วขนาดนี้นอกจากเรแพนที่เพิ่มความเร็วด้วยตารางแสงแล้ว เขาไม่เคยเห็นใครมีความสามารถแบบเดียวกันนี้อีก สายฟ้าที่ปะทุในมือเหยียดยาวคล้ายหอก ภาพอันน่าสะพรึงกลัวที่เขาเคยเจอตอนต่อสู้กับลิกเนอร์ย้อนกลับมาในสมอง มือยื่นผลักเน็กเธอร์และเซราห์ให้ล้มไปอีกทาง ‘เปรี้ยง!!’ สายฟ้าพุ่งใส่แขนขวาจนไหม้เกรียม ซูอัลกัดฟันกรอดอย่างเจ็บปวด พลังเพิ่มความเร็ว!! พลังสายฟ้า!! หมอนี่มันใช้พลังอะไรกันแน่... และเพียงแค่กระพริบตา หอกเล่มยาวในมือขวาและโล่กลมในมือซ้ายก็ปรากฏขึ้นมาราวกับเสกขึ้นมาจากอากาศ ความชั่วร้ายที่แผ่ซ่านจากปลายหอกทำให้ซูอัลสัมผัสได้ถึงความตาย “ฆ่ามันเลยค่ะหัวหน้า ฉันจับมันให้แล้ว” เสียงแผ่วเบากระซิบข้างใบหูซูอัลจนเขาตกตะลึง ร่างถูกโอบรัดด้วยเรียวแขนบอบบาง หากเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายเป็นปกติ เพียงแค่สะบัดซูอัลก็สามารถดิ้นหลุดจากการกอดรัดได้ไม่ยาก แต่เพราะความเหนื่อยล้าบวกกับบาดแผลจากไฟฟ้าที่เพิ่งถูกโจมตี ทำให้ซูอัลไม่อาจสะบัดจากพันธนาการของ ‘อาทาโพเอล’ ที่กระเสือกกระสนพาร่างตัวเองมาช่วยเหลือชายอันเป็นที่รักได้ “ขอบใจนะ อาทาโพเอล” เสียงเย็นดังขึ้นพร้อมการโจมตีเพียงครั้งเดียว ปลายหอกแหลมเสือกแทงเข้าใส่ช่องท้องของซูอัล ก่อนพุ่งทะลุออกจากด้านหลังของหญิงสาวที่โอบรัดร่างเขาอยู่ “ไม่.. จริง!!” คำพูดสุดท้ายของรองหัวหน้าสาวหลุดลอยจากปากพร้อมร่างที่หล่นร่วงลงกองกับพื้นทันทีที่วาร์ดถอนหอกออกราวเศษใบไม้ไร้ค่า ดวงตาที่เบิกโพลงของร่างไร้วิญญาณมีคำถามประทับอยู่ ว่าเพราะเหตุใดวาร์ดถึงตอบแทนความรักและภักดีของเธอด้วยการสังหารอย่างเหี้ยมโหดเช่นนี้ เพราะความสูงที่แตกต่าง ตำแหน่งของหอกที่ทะลุจึงต่างกัน อาทาโพเอลซึ่งเตี้ยกว่าถูกแทงเข้าหน้าอกจนหัวใจถูกทำลาย ขาดใจตายในครั้งเดียว ส่วนซูอัลที่ถูกแทงเข้าที่ท้อง แม้จะไม่ใช่จุดตาย แต่บาดแผลสาหัสก็ทำให้เขาเสียเลือดมาก ใบหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วง สติใกล้จะดับวูบลงทุกที หอกและโล่ในมือวาร์ด แปรเปลี่ยนเป็นเคียวด้ามยาวขนาดใหญ่ นี่คือหนึ่งในสิบอาวุธที่เขาถนัดและชื่นชอบมัดที่สุด รูปร่างโค้งที่ดูราวกับจะเกี่ยวคร่าทุกชีวิตเพิ่มความโหดเหี้ยมให้กับพลังวิญญาณจนเอ่อล้นทั่วร่างของหัวหน้าเงารัตติกาล คมเคียวถูกง้าง ประกายแสงสีม่วงเข้มส่องเจิดจ้า เป้าหมายที่เจียนตายแบบนี้เพียงแค่สะกิดลำคอเบา ๆ ครั้งเดียวก็สามารถช่วงชิงวิญญาณของชายหนุ่มได้ ‘ฟึบ!!’ วาร์ดตวัดเคียวอย่างแผ่วเบา คมเคียวพุ่งเข้าหาลำคอของซูอัลที่แทบประคองสติไม่อยู่ ‘เคร้ง!!!’ ร่างที่เคลื่อนไหวรวดเร็วดุจสายฟ้าพุ่งเข้ารับการโจมตีอย่างไม่กลัวเกรง นอกจากความเร็วที่ถูกเพิ่มขึ้น ท่อนแขนยังอาบไล้ด้วยพลังจากตารางแสงจนแข็งแกร่งไม่ต่างจากเหล็กกล้าจนสามารถต้านทานคมเคียวสังหารได้โดยไม่บาดเจ็บ มือหนึ่งประคองร่างซูอัลไว้ มืออีกข้างผลักยันอาวุธโค้งของวาร์ดด้วยกำลังที่เพิ่มขึ้นตามความเร็วจนหัวหน้าเงารัตติกาลผงะถอยกรูดไปหลายก้าว สายตาสบกันอย่างไม่หวั่นเกรง เรแพน โนเวน เข้าสู่สนามรบสุดท้ายแล้ว...
Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone และ Android Phoneเตรียมพบกับ Dek-D Writer App เวอร์ชั่น iPad / Android Tablet เร็วๆนี้ ฟรี!
|
ในที่สุดเรแพนก็มีฉากเท่ห์ๆกับเขาบ้าง
อยากอุ้มคาซีตอนเด็กจัง