ตอนผู้ดีมีสกุล
หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว ทับทิมอยูหน้าคันฉ่องอยู่นานหลายนาที เพื่อพิจารณาดูตัวเองว่าตาคล้ำไปหรือไม่ ผิวหมองลงบ้างหรือเปล่า เพราะในสมัยนี้ ครีมบำรุงยี่ห้อดังที่เคยใช้ประจำคงไม่มีขายที่ไหน หญิงสาวจึงไม่ได้ปะทินผิวด้วยเครื่องสำอางเหล่านั้น แทบทำให้หมดความมั่นใจไปเลยทีเดียว เมื่อเห็นว่ายังคงสวยอยู่เหมือนเดิม หญิงสาวจึงฉีกยิ้มกว้างให้กับตนเองในกระจกอย่างมีความสุข
“ลงไปเถิดเจ้าค่ะคุณทับทิม ประเดี๋ยวคุณหลวงภาคจะคอยนาน “ทับทิมพยักหน้าเห็นด้วย นับว่าเป็นครั้งแรกที่เธอจะออกไปไหนไกลๆ เรือน อยากเห็นเหลือเกินว่าบ้านเมืองสมัยร้อยปีก่อนจะเป็นอย่างไรบ้าง ยิ่งคิดยิ่งตื่นเต้น
มือน้อยเอื้อมไปเปิดประตูไม้
ปรากฏร่างสูงปราดเปรียวของชายผิวสีเข้มยืนอยู่ตรงหน้าประตู เขาวางมาดเคร่งขรึม ใช้มือแตะริมฝีปากเรียวเหมือนครุ่นคิดหนัก ท่าทางเหมือนยืนคอยเธออยู่ ชายหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อยที่เธอเปิดประตูออกมาพอดี ดวงตาเรียวคมนั้นฉายแววแห่งความขุ่นข้อง
“ทำไมวิชิตยังคอยอยู่ที่ศาลา”แม้จะเปล่งออกมาน้ำเสียงกระด้างแต่ยังฟังดูหวาน หลวงภพรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบ่อนทำลาย เขาอดทนไม่ได้อีกต่อไป หากต้องยอมอยู่ห่างๆ โดยไม่ทำอะไรเลยต้องอกแตกตายแน่
“มะ...ไม่ทราบเจ้าค่ะ”ทับทิมตอบ ก็เธอไม่รู้จริง ๆ
“...........” คิ้วเข้มขมวดเป็นปมแสดงอาการวิตกกังวล เขาลูบคางที่มีไรหนวดเล็กน้อย สักพักจึงหยุดนิ่งค้อนใส่ทับทิมว่า “กระนั้นฤา” พอพูดเสร็จเขาก็สะบัดตัวออกไปซะเฉยๆ ดูเอาเถอะ ทำตัวยังกะผู้หญิงแสนงอน ทับทิมแปลกใจในอาการนั้นนิดหน่อยแต่ก็ไม่ได้เก็บเอามาใส่ใจแต่อย่างใด
“เป็นอะไรของเขานะ” พูดยังไม่ทันขาดคำ ชายหนุ่มก็เดินกลับมาอีกครั้งหนึ่ง เขายกยิ้มเล็กน้อยที่มุมปากอย่างมีเลศนัย ทับทิมเพ่งมองใบหน้าคมอย่างประหลาดใจในท่าทีที่เปลี่ยนไปมาเร็วปานสายฟ้าแลบ
“ปะ ลงไปพร้อมกันเถิด วันนี้ฉันจะไปทางเรือพร้อมหล่อนกับพ่อภาค”เสียงนุ่มนวลเอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้า ทับทิมพยักหน้าแบบงุนงง พร้อมกับก้าวข้ามธรณีประตูออกไป เธอหยุดรอชายผู้นั้นให้เดินนำหน้าไปก่อน แล้วจึงเดินตามไปใกล้ๆ ในใจก็มัวแต่เหม่อลอยคิดโน้นคิดนี่ไปตามเรื่อง
“เมื่อคืนหล่อนหายไป เหตุใดถึงหายวับไปเช่นดั่งเกิดปาฏิหาริย์”เขาหยุดรอแล้วจึงกระซิบถามเธอเบาๆ คงกลัวน้อยได้ยิน ทับทิมไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรเช่นกัน เธออ้ำอึ้ง อ้าปากค้างอยู่อย่างนานหลายวินาที
“ว่าอย่างไร”เขาย้ำถามมาอย่างรวดเร็วระหว่างที่ย่างเท้าเดินไปด้วยกัน
“เรื่องมันยาว แล้วอธิบายยากค่ะ เล่าไปก็มิทราบว่าคุณหลวงจะรับฟังหรือไม่”ทับทิมเอียงคอไปพูดใกล้ๆ เธอพยายามพูดให้เบาที่สุด
“อย่างนั้นค่ำนี้ไปเจอกันที่สวนหลังบ้านได้หรือไม่ ฉันอยากรู้จริงๆ”เขานัดแนะทิ้งท้ายก่อนที่จะถึงศาลาท่าน้ำ ทับทิมก้มหน้ารับ หลวงภพดีใจมากที่เธอไม่ปฏิเสธ ต้องใช้ความใกล้ชิดให้เป็นประโยชน์ สองหนุ่มสาวเดินมาจนถึงท่าน้ำ หลวงวิชิตกำลังนั่งรออยู่ด้วยรอยยิ้ม ชายผู้นี้ยิ้มเก่งจริงๆ ดูแล้วขัดหูขัดตาหลวงภพเหลือเกิน
“ยังไม่กลับอีกหรือ พ่อวิชิต”น้ำเสียงกระด้างถามไถ่ขึ้น
“กระผมรอไปส่งน้องทับทิมนะขอรับ ภาคขอให้ไปส่งแทน”เขาอ้างอภิสิทธิ์นั้นทันที หลวงภพรู้สึกเสียดเข้ามาถึงหัวใจ น้องชายตัวดีทำอย่างนี้มันไม่ถูก ไม่รู้ซึ้งถึงหัวใจของพี่ชายตัวหรืออย่างไร ช่างน่าโมโหนัก
“ดี....ฉันขอไปด้วยนะพ่อวิชิต”คำพูดนี้ทำเอาคุณหลวงวิชิตทำอะไรไม่ได้ นอกจากจะก้มหน้ายินยอมแต่โดยดี ที่สำคัญ เรือลำใหญ่คุณหญิงและท่านเจ้าคุณนำออกไปใช้แล้ว จึงเหลือเพียงเรือลำเล็ก จะนั่งได้อย่างไรถึงห้าหกคนทั้งคุณภพ คุณวิชิต ทับทิม ขาม น้อย ทุกคนต่างตัดสินใจไม่ถูกว่าให้ใครนั่งตรงไหน และก็ต้องปวดหัวหนักขึ้น เมื่อเห็นมิ่งกำลังวิ่งหน้าตั้งเข้ามาสมทบอีกคน
“เอาเรือไปสองลำเถิดขอรับ เรือลำหนึ่งนั่งได้เพียงสามสี่คน เรือพี่ภพกับมิ่ง แลเรือกระผมกับขาม คงต้องให้น้องทับทิมเลือกว่าจะลงเรือลำไหน ส่วนเรือที่ว่างอีกลำนั้นก็ให้น้อยไปนั่งแทน”หลวงวิชิตแสดงความคิดเห็น เขาไตร่ตรองอย่างดีแล้วถึงพูด หลวงภพหวาดหวั่นอยู่ในใจกับคำถามที่ว่า
หล่อนจะเลือกลงเรือลำไหนหรือแม่ทับทิม เขากลัวว่าเธอจะลงเรือไปกับคนอื่น
“................”ทับทิมแอบเหลือบไปมองหลวงภพและหลวงวิชิตสลับกัน หญิงสาวลังเลใจไม่รู้ว่าจะเลือกลงลำไหน หากลงเรือหลวงวิชิตก็กลัวว่าบ่าวไพร่จะครหา จะนั่งเรือหลวงภพก็กลัวว่าคุณวิชิตจะน้อยใจ
“ว่าอย่างไรดี”หลวงวิชิตถามขึ้นอีกครั้ง
“เออ คือ น้องขอนั่งไปกับ...”
“ก็นั่งไปเสียทั้งสามคนนั่นละ ฉัน พ่อวิชิต แม่ทับทิม ส่วนบ่าวก็เกาะกลุ่มกันไปอีกลำ”น้ำเสียงนุ่มหวานชิงพูดตัดหน้ามาก่อน
“อย่างนั้นก็ดีนะเจ้าคะ”ทับทิมสนับสนุนเพราะไม่ต้องเลือกให้ลำบากใจ หลวงวิชิตฝืนยิ้มเล็กน้อย ‘พี่น้องคู่นี้ดูแปลกยังไงชอบกล ขอให้รักกันฉันพี่น้องจริงๆ อย่างที่ว่ามาเถิด’หลวงวิชิตกริ่งเกรงอยู่ในใจลึกๆ
“หามิได้หนาขอรับ แล้วใครเล่าจะเป็นคนพายเรือ”มิ่งค้านขึ้นมาด้วยความเป็นห่วง
“มิเป็นไร ประเดี๋ยวฉันพายเอง”หลวงภพออกปากพูดอย่างนี้ ใครหน้าไหนคงมิกล้าขัดอีกแน่ เทพบุตรสุดหล่อถึงสองคน นั่งรอเธออยู่ก่อนแล้ว ทับทิมวุ่นวายใจอีกครั้ง เธอจะหันหน้าไปทางไหน ในเมื่อหากหันหน้าไปหัวเรือ ก็จะไม่เห็นหน้าคนท้ายเรือ หากหันหน้าไปทางท้ายเรือ ก็จะไม่เห็นหน้าคนอยู่หัวเรือ แต่เธอก็เลือกที่จะนั่งหันหน้าไปทางหลวงวิชิตในที่สุด พอก้าวขาลงเรือได้ เธอก็นั่งพับเพียบอย่างเรียบร้อย คนนั่งมองแผนหลังนัยน์ตาเศร้าหมอง ทำไมต้องมานั่งทำอะไรอย่างนี้ นี่เราพายเรือให้เขาจ้องตากันหรือไร โง่เง่าเต่าตุ่นเสียจริง
ทับทิมไม่สนใจใครทั้งนั้น หล่อนเอามือกวักน้ำเล่นอย่างสบายอารมณ์
“เย็นเจี๊ยบเลยเจ้าคะ แล้วน้ำที่นี่ก็ใสสะอาดมาก มองเห็นถึงปลาที่แหวกว่ายอยู่”ดวงตาคมโตเฝ้ามองอยู่เป็นนิจ ริมฝีปากแย้มบานเพราะชอบในบรรยากาศนี้นัก
“น้องพูดเหมือนมิเคยเห็นมาก่อน ที่นี่ หมายความว่าอย่างไรรึ”คนที่นั่งอยู่หัวเรือถาม
“เออคือ น้องมักอยู่แต่ในบ้านไม่ค่อยได้ออกไปไหนนะเจ้าค่ะ”เธอตอบด้วยรอยยิ้มอันน่า หลงใหลชวนเสน่หา เรือโคลงเคลงขึ้นมาในชั่วพริบตา เหตุเพราะบุรุษท้ายเรือยินเสียงน้องพี่แล้ว เกิดอาการสั่นสะท้าน หล่อนไม่เคยแทนตัวว่าน้องกับเขาสักครั้ง คิดแล้วตะขิดตะขวงใจ ทับทิมเอี้ยวตัวกลับไปมองบุรุษท้ายเรือ มือสองข้างจับขอบเรือไว้แน่น เธอไม่อยากตกน้ำตัวเปียกอีกแล้ว
“ฮะ ฮึม”หลวงภพแสร้งไอออกมาเพื่อกลบเกลื่อน แล้วก็พายเรือต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“นั่นวัดวัดอรุณใช่หรือไม่เจ้าคะ โล่งโปร่งน่าเที่ยวชมทีเดียว ปูชนียสถานที่งดงามวิจิตรล้ำ คราวก่อนที่อิฉันเคยมาเที่ยว พระปรางค์ยังดูเก่ากว่านี้มากเจ้าค่ะ พอได้เห็นตอนที่เพิ่งปฏิสังขรณ์เสร็จมองดูสวยไปอีกแบบ”หลังจากสาธยายจนลืมตัว ว่าตนอยู่ ปี ๒๔๓๕ หาใช่ปี ๒๕๕๕ ไม่ ถึงกับอยากเฆี่ยนตัวเองสักร้อยครั้ง พูดมากจนเสียหลายตำลึงทองแล้ว ชายหนุ่มทั้งเกิดความสงสัยในคำพูดของหญิงสาวขึ้นมาในบัดดล
“เมื่อก่อนสมัยอยุธยาเขาเรียกว่าวัด มะกอก แล้วก็เปลี่ยนมาเป็น วัดแจ้ง แปลกหนา ยังมิแก่แต่ชอบเข้าวัด แลน้องพูดจาเหมือนมาจากที่อื่น ไม่ใช่คนที่นี่”หลวงวิชิตกล่าวขึ้น ปล่อยให้หลวงภพพายเรือต่อด้วยความขุ่นมัว เขาแอบทำหน้ามุ่ยคิ้วชนกันอยู่เงียบๆ คนเดียว นี่ตนคงเป็นส่วนเกินไปแล้ว
“เจ้าค่ะ”เธอหันหน้าหนีไปทางอื่น ยิ้มเล็กน้อยให้กับสายน้ำ
“ถ้าชอบ....ไว้วันหลังพี่จะพาไปไหว้พระวัดราชบพิตร แถวนั้นเขามีงานจัดแสดงสินค้าให้ชาววังเดินเที่ยวซื้อของ"หลวงวิชิตพูดเอาอกเอาใจ เขาเคยเป็นมหาดเล็กหลวง ย่อมทราบสถานที่ท่องเที่ยวมากมายในบางกอก คนพายเรือฟังแล้วร้อนใจที่สุด
“มิต้องก็ได้ ฉันว่าง ไว้จะพาหล่อนไปเอง”หลวงภพแทรกขึ้นมาอย่างอดรนทนไม่ไหว หลวงวิชิตถึงกับยิ้มแห้งๆ แล้วจึงขยับปากโดยไม่ให้ได้ยินเสียงถามทับทิมเป็นเชิงว่า
“ตกลงหรือไม่”เธอเห็นแล้วถึงกับหัวเราะชอบใจ แกมพยักพเยิดหน้า หัวร่อต่อกระซิกกันเพียงสองคน คุณหลวงภพถึงกับเครียดจนจะลมจับอยู่รอมร่อ พลางคิดในใจว่า 'แล้วเราจะดึงดันมาให้เจ็บซ้ำทำไมกัน'
สักพักพอมาถึงตรงศาลาริมน้ำบ้านทรงไทยหลังหนึ่ง ไม่ได้ใหญ่โตเท่าเรือนนพเก้า แต่ก็ดูเป็นบ้านของคนพอมีฐานะดีทีเดียว บังเอิญมีเรือของหญิงสาวสองคน พายเข้ามาเทียบท่าเดียวกันพอดี ทับทิมเห็นหน้าไม่ชัดเท่าไหร่เพราะบ่าวของพวกหล่อนกางร่มบังหน้าบังตาไว้หมด คงเป็นลูกสาวของผู้ดีมีสกุล สังเกตได้จากการแต่งกายที่หรูหราในสมัยนั้น เธอ หลวงภพและหลวงวิชิต ขึ้นมาอยู่ตรงศาลาอยู่ก่อนแล้ว สักพักเรือลำนั้นก็เทียบท่าตามมาติด ๆ
เมื่อร่มสีเขียวยอดตองถูกพับเก็บ ปรากฏร่างของหญิงสาวสองนาง หน้าตาสะสวยผิวผ่องอำพรรณ ก้าวขาขึ้นจากเรือมาด้วยกิริยามารยาทอันแช่มช้อย น่าดูชม
หนึ่งในนั้น หล่อนคือผู้หญิงในรูปที่หลวงภพพกติดตัวไว้ตลอด
ทับทิมถึงกับเย็นวูบไปทั้งร่างกาย หล่อนทั้งคู่ดูราวกับรู้จักชายหนุ่มทั้งสองเป็นอย่างดี เห็นพนมมือไหว้กันยกใหญ่ ทับทิมอดเหลือบไปสังเกตอากับกิริยาของหลวงภพมิได้ว่าเขาจะทำหน้าอย่างไรเมื่อเจอกับเจ้าของรูปภาพที่เขาพกติดตัวไว้ตลอดเวลา ทว่าช่างดูเฉยชา เขาเก็บอาการเรียบร้อยดีมากจนผิดสังเกต
“บังเอิญจริง แม่จวงจันทร์กับแม่วันเพ็ญก็มาเรียนดนตรีไทยเช่นกันหรือ”หลวงวิชิตเอ่ยปากถาม จวงจันทร์คู่หมายที่ผู้ใหญ่ทาบทามให้คุณหลวงภาค จันเพ็ญที่ผู้ใหญ่ทาบทามให้หลวงภพนะหรือ สองชื่อนี้ทับทิมจำได้ขึ้นใจ หลังจากที่น้อยเคยเล่าให้ฟังวันก่อน ไม่นึกว่าจะได้เห็นตัวจริง งามล้ำในพระนครอย่างที่ลืออ้าง คิดแล้วก็ใจสั่นๆ ทับทิมเกิดอาการตำหนิตนเองที่ไปคิดเล็กคิดน้อยเรื่องของคนอื่นได้
“เจ้าค่ะ แล้วนี่พาใครมาด้วยหรือเจ้าคะ”หญิงสาวที่ชื่อจวงจันทร์ถาม เธอดูเป็นคนวางตัวหยิ่งยโส เวลามองก็ใช้หางตาแลมองเธอแปลกๆ ดั่งเคยเป็นคู่อาฆาตกันมาร้อยชาติก็ไม่ปาน
“หลานท่านเจ้าคุณไกร...น้องทับทิม”หลวงวิชิตตอบ ทับทิมยกมือไหว้ไปตามมารยาทเพราะไม่อยากสร้างศัตรู ทั้งสองก็เพียงแต่ยกมือรับส่งๆ คล้ายไม่เต็มใจเท่าไหร่
“ฉะนั้นก็เป็นเรื่องจริง ที่คุณหลวงมีชื่อทั้งสองคนซ่อนหญิงงามไว้ที่เรือน จนไม่เอื้อมาเจรจาพาทีคู่หมั้นคู่หมาย”หญิงคนนั้นกระแทกเสียง ใบหน้านิ่งแฝงด้วยเลศนัยมากมาย ทับทิมรับรู้ได้ถึงรังสีอัมหิต หลวงภพแสดงอาการสะดุ้งเฮือก ทับทิมเห็นแล้วพูดไม่ออกบอกไม่ถูก
คุณหลวงวิชิตชักสีหน้าไม่พอใจในคำพูดนั้น เขากำลังจะอ้าปากติเตียนแต่
“คุณพี่เจ้าค่ะ”น้ำเสียงอ่อนหวานพูดขึ้นเชิงห้ามปรามพี่สาวตนก่อน หล่อนดูแตกต่างจากพี่สาว กิริยามารยาทเรียบร้อย มิน่าละถึงได้กุมหัวใจของหลวงภพไว้ได้ ขนาดที่ว่าต้องพกรูปหล่อนติดตัวเสมอ คิดแล้วมันโหวงๆ เหวงๆ ในใจชอบกล
“ขออภัยเจ้าค่ะ คุณพี่จวงจันทร์เพียงแต่เป็นคนพูดจาจริงจัง ไม่ให้ดีคิดก่อนพูดเท่านั้น”เธอพยายามแก้ตัวแทนพี่สาว แล้วจึงลากแขนพี่สาวออกไปทางเรือนของครูกวีก่อน ปล่อยให้ชายสองหญิงหนึ่งยืนนิ่งเป็นหุ่นยนต์อยู่ที่เดิม
“ฉันขอตัวก่อนหนา”หลวงภพกล่าวลาออกไปซะดื้อ ๆ มันต้องมีอะไรแน่ ๆ ความอยากรู้ของทับทิมเริ่มทวีมากขึ้นเป็นลำดับ
สักพักหลวงวิชิตจึงพาเธอไปไหว้ครูสอนดนตรี ท่านมีนามว่ากวี ลักษณะประจำตัวของท่านก็คือหัวเถิก หุ่นอ้วนท้วมและก็พุงโย้ ท่านเหมาะสมกับการเป็นครูสอนดนตรีไทยจริง ๆ เพราะมีอุปนิสัยโอบอ้อมอารี ต้อนรับขับสู้ลูกศิษย์คนใหม่อย่างดีเยี่ยม
“แล้วพี่จะมารับตอนบ่าย”ท่าทางใส่ใจของหนุ่มหล่อ ทำให้ผู้หญิงคนอื่นที่มาเรียนอิจฉาตาร้อนไปตามๆ กัน ทับทิมเพียงพยักหน้าน้อย ๆ เห็นเช่นนั้นหลวงวิชิตจึงเดินห่างออกไป
ทับทิมวุ่นวายใจนัก หล่อนสำคัญเพียงไหนกัน ถึงได้พกรูปหล่อนไว้ แล้วนี่ยังมีฐานะเป็นคู่หมายอีก โอ๊ย!!! อยาก จะกรีดร้องให้สุดเสียง เธอมักจะไปเกาะสะพานลอยกรี๊ดดังๆ เมื่อเครียดจัด แต่ที่นี่ไม่มีสะพานลอย ความข้องใจนี้พลุ่งพล่านอยู่ในหัวสมองสลัดยังไงก็ไม่ออก พอนึกขึ้นได้ว่าไม่ใช่เรื่องตน เธอเองก็เลยสะกัดกั้นความคิดฟุ้งซ่านของตนหยุดลงเพียงแค่นั้น
การเรียนขิมที่น่าตื่นเต้นกลับดูน่าเบื่อแลเชื่องช้า กระวนกระวายร้อนรนใจยังไงก็บอกไม่ถูก สายตาที่ไม่เป็นมิตรของแม่จวงจันทร์ที่จ้องมาแทบจะแล่เนื้อเถือหนังเธอนั่น ก็อีกเรื่องหนึ่ง ทับทิมไม่ชอบเลย
"วันนี้เป็นวันแรกของการเรียน ธรรมเนียมการเรียนดนตรีไทยนั้น เราเชื่อว่าต้องไหว้ครูบาร์อาจารย์ก่อนเพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทิตา ฉะนั้นกระผมจะให้คุณๆ ร้อยพวงมาลัยเพื่อไหว้ครูบาร์อาจารย์คนละหนึ่งพวง หรือจะร้อยกี่พวงก็แล้วแต่คุณ ๆ "เสียงสั่นแหบ ๆ ของครูกวีเอ่ยขึ้น อย่างอารมณ์ดียิ่ง ทับทิมเกือบจะฟังไม่รู้เรื่องเพราะเผลอเข้าไปติดอยู่ในความคิดเดิมที่คอยวนเวียนหลอกหลอนอีกครั้ง
"แล้วจะเอาดอกที่ไหนมาร้อยหรือเจ้าคะ"น้ำเสียงหวานพูดแช่มช้า กิริยาเรียบร้อยถามขึ้น
เธอมีนัยน์ตาคม ใบหน้าสวยได้รูป ปากเล็กเรียวเหมาะสมเป็นคู่กับคนหน้าตาคมเข้มอย่างคุณหลวงภพมาก ทับทิมจินตนาการไปไกลโพ้น
"เดี๋ยวลูกสาวกระผมจะยกมาให้ อ๊ะ...นั่นไง.....กรองแก้ววางไว้ตรงนี้เลยลูก"หญิงโบราณที่งามไม่แพ้กันยกถาดดอกมะลิแลกุหลาบเข้ามา เธอคุกเข่าคลานเข้ามาเนิบๆ ใบหน้านวลลออยิ้มแย้มแจ่มใส ยุคนี้คนสวยแทบเดินชนกันตาย พวกเธองามโดยธรรมชาติสร้างสรรค์
"คุณเจ้าคะ"น้อยกระซิบ
"........................"คนถูกเรียกไม่ตอบโต้เพราะเหม่อลอยไปไกลสุดกู่
"คุณทับทิมเจ้าคะ"คราวนี้ทับทิมสะดุ้งละสายตาจากหญิงงามมาที่บ่าวตนแทน
“อือ ว่าไงจ๊ะน้อย”
"ร้อยเป็นไหมเจ้าคะ"ทับทิมส่ายหน้า เกิดมาเพิ่งเคยเห็นเข็มยาวๆ ที่เขาใช้ร้อยพวงมาลัยก็วันนี้แหละ
"ไม่เคยร้อยมาก่อนเลยน้อย ถ้าเป็นจัดใส่แจกันยังพอไหว อันนี้ฉันจนใจนัก " คนกำลังเหม่อลอย ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรทั้งสิ้น ใบหน้านวลแทบไม่ปรากฏรอยยิ้ม
"มิเป็นไรดอกเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวบ่าวจะสอนนะเจ้าคะ"น้อยพูดเสียงแผ่วเบา เธอเกรงว่าคนอื่นจะครหานายตนว่ามิเป็นกุลสตรี ผู้หญิงสมัยนี้หากร้อยพวงมาลัยไม่เป็นถึงกับใช้ไม่ได้เลยทีเดียว น้อยสอนทับทิมขมุบขมิบกันสองคน ใช้เวลานานนับสองชั่วโมง กว่าจะได้พวงมาลัยที่ดูบิดเบี้ยวไม่ได้เฉียดคำว่าสวยงามเลย ทับทิมถอนหายใจยาว เธอแพ้ราบคาบ พวงมาลัยของวันเพ็ญดูสวยงามกว่าอย่างเอามาเปรียบเทียบไม่ได้เลยทีเดียว
"เอาละ นี่ก็จวนบ่ายแล้ว เชิญทำพิธีไหว้ครูบาร์อาจารย์กันที่ห้องพระขอรับ" ครูกวีกล่าวอย่างสุภาพเพราะคนที่มาเรียนมีฐานะสูงกว่าตนทั้งนั้น ลูกศิษย์ทยอยเดินไปห้องพระ นับรวมกันแล้วมีสักห้าหกคนได้ ทุกคนสวดคาถาตามที่ครูกวีเป็นคนนำ นับว่าเป็นขวัญกำลังใจที่ดีสำหรับคนหัดเล่นดนตรีใหม่ พอครูกวีเห็นพวงมาลัยทับทิม ท่านถึงกับหัวเราะชอบใจบ่นว่า ‘ลายมันแปลกพิลึก’ จวงจันทร์ยิ้มเยาะเย้ยหยันแบบสมน้ำหน้า ทับทิมจึงทำได้เพียงยกยิ้มแหยงๆ จวบจนพิธีเสร็จสิ้นลง ทุกคนจึงเริ่มขอตัวกลับบ้าน
หลังจากกราบลาครูกวีแล้ว ทับทิมจึงเดินลงกระไดมาด้วยท่าทางสะลึมสะลือ เธอเห็นหลวงวิชิตกำลังนั่งรออยู่ที่ท่าน้ำ ‘เขามาคอยเธอนานไหมหนอ แล้วเหตุใดเธอถึงเป็นเช่นนี้ คิดอะไรเรื่อยเปื่อยหาประโยชน์อื่นใดได้ไม่ ช่างหัวมันประไรเล่า อย่าไปสู่รู้เรื่องของคนอื่นเขาเลย คนที่เธอควรใส่ใจคือชายที่ยืนอยู่ตรงหน้ามิใช่หรือ’ เธอพยายามเตือนสติตนเอง
"คุณพี่เจ้าคะ"น้ำเสียงคุ้นๆได้ยินมาจากทางด้านหลัง ทับทิมเหลียวกลับไปมอง แม่วันเพ็ญ หล่อนยืนนิ่ง ส่งยิ้มงามๆ มาให้เธอ ท่าทางดูเป็นคนดีนักหนา โดยมีพี่สาวยืนตะแคงข้างไม่สนแม้แต่แลมองเธอ โดยแสร้งเสมองไปทางอื่นแทน
"เจ้าค่ะ"ทับทิมหน้าเหวอทำตัวไม่ถูก
"น้องรบกวนฝากไปให้คุณหลวงภพด้วยนะเจ้าคะ"ทับทิมรู้สึกหัวใจกระตุกวูบอย่าไม่มีสาเหตุ
"นี่เจ้าคะ"เธอคนนั้นยื่นพวงมาลัยที่ร้อยด้วยความปราณีตงดงามเหลือเกินค้างไว้อยู่นาน กว่าที่ทับทิมจะรับมาอย่างงวยงง ใบหน้าชาจนเกือบไม่รู้สึกอะไรอีก
" เอามาฝากฉันทำไม ไยหล่อนมิเอาไปให้เอง"พูดแล้วก็สะบัดหน้าออกไปอย่างไม่เกรงหน้าอินหน้าพรหม กระหยิ่มยิ้มเยาะอย่างไม่ยี่หระ.......แต่!!!! มันเป็นเพียงภาพจินตนาการในห้วงแห่งความคิดของเธอเท่านั้น 'โธ่ ใครจะกล้าอาจหาญขนาดนั้นเล่า'
"ขอบพระคุณมากเจ้าค่ะ"คนฝากของเดินจากไป ทิ้งให้คนรับฝากยืนนิ่งอยู่กับที่ เอ๊ะ เรารู้สึกไม่พอใจอย่างงั้นหรือ? ‘ไม่จริงฉันไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย ไม่เห็นจะสนใจเลยสักนิด ใครจะฝากพวงมาลัยให้ใครไม่เห็นต้องไยดีเลย’ ทับทิมเถียงกับสมองตัวเอง เธอเดินเลยมาถึงท่าน้ำเมื่อไหร่ยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
อีกก้าวเดียวเท่านั้น คนเหม่อลอยกำลังจะเดินตกลงสู่แม่น้ำ หากไม่มีใครคนหนึ่งฉุดรั้งเธอไว้ก่อน รู้สึกว่าอยู่ในอกกว้างของใครบางคน คล้ายกับถูกสวมกอดจากด้านหลัง คางของเขาเกยไหล่น้อยข้างขวาของเธอพอดี ทับทิมเบี่ยงหน้าไปมอง ไม่คาดฝันมาก่อนว่ามันจะไปกระทบจมูกโด่งเป็นสันของเขาเข้า แววตาหวานส่งมาพร้อมรอยยิ้มอันสดใส
"น้องเหม่ออะไรหรือ ระวังหน่อยเถิด ประเดี๋ยวจะตกน้ำตกท่า"หลวงวิชิตเปรยถามด้วยความเป็นห่วง ทับทิมคิดได้ทันทีว่า ชายคนนี้ที่เธอควรเฝ้านึกถึง เมื่อสูดหายใจเข้าลึก ๆ เธอก็ทำใจให้สงบลง หัวใจดวงน้อย เธอสัญญากับอนุชิตว่า จะไม่ยกมันให้ใครนอกจากเขาเท่านั้น ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหน คำสาบานที่จะจองจำทั้งสองดวงวิญญาณ เธอจะต้องรักษาไว้ให้ได้เฉกเช่นกัน
"ขออภัยเจ้าค่ะ"ทับทิมผละออกมาจากชายหนุ่มอย่างรวดเร็ว หล่อนไม่อยากทำตัวประเจิดประเจ้อต่อหน้าสาธารณชนคนหมู่มาก
"มิสบายหรือไม่ น้องหน้าเซียวๆ" ทับทิมรีบส่ายหน้า
"ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ"ทับทิมยิ้มหวานให้ชายหนุ่ม หลวงวิชิตเบาใจขึ้นที่น้องนางกลับมาสดใสดั่งเดิมแล้ว
"เชิญน้องก่อน”เขายืนคอยให้ทับทิมลงเรือไปก่อน พอทับทิมนั่งบนเรือเรียบร้อยแล้ว เขาก็หันหน้าไปสั่งน้อยเบาๆ ว่า “น้อยเอ็งนั่งข้างๆ คุณทับทิมเถิด แดดร้อนจัด กางร่มที่ฉันเตรียมไว้ให้ด้วย” น้อยพยักพเยิดทำตามอย่างว่าง่าย
"น่าหมั่นไส้นัก นังทับทิมนั่น ที่จริงน้องไม่เห็นต้องดีเด่อะไรกับมัน.."น้ำเสียงใส่อารมณ์โมโหร้าย จวงจันทร์ถูกเลี้ยงมาแบบตามใจทุกอย่างจนเสียนิสัย เวลาไม่ได้ดั่งใจเธอมักจะอดทนเก็บไว้ไม่ได้
"จะฆ่าปลา ไยต้องทุบหัวให้มันตายสบายเล่าเจ้าคะคุณพี่ หลอกให้มันคิดว่าตนจะถูกรับการไว้ชีวิต แล้วจึงขอดเกล็ด ขูดเนื้อมันเป็นๆ ให้มันดิ้นรนทุรนทุรายตายอย่างแสนสาหัส มิดีกว่าหรอกหรือ.....?" แทบไม่น่าเชื่อว่าคนหน้าตาสะสวย กิริยามารยาทยอดเยี่ยม วาจาไพเราะอ่อนหวานจะเปล่งคำพูดประโยคนี้ขึ้นมาได้ จิตใจมนุษย์นั้นไซร้ มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด อันเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน ดั่งคำกลอนของสุนทรภู่กล่าวไว้ไม่มีผิด สองพี่น้องมหาภัยหัวเราะร้าย คล้ายชอบใจกับคำพูดนั้นเหลือประมาณ นี่นะหรือคือคนที่หลวงภพหมายปอง

.............................................................................................................................................................
ด้วยความเคารพนะค่ะ เนื่องด้วยนิยาย"เรื่องเสน่ห์รักรัตนโกสินทร์"เป็นนิยายที่มีโครงเรื่องไม่ซ้ำกับเรื่องอื่น
ขอแจ้งให้ทราบว่า นิยายเรื่องนี้ข้าพเจ้าผู้เขียนเป็นผู้มีสิทธิ์ในการสร้างสรรค์ผลงานนี้แต่ เพียงผู้เดียว จึงขอสงวนลิขสิทธิ์ไว้ ห้าม!!!ผู้ใดลอกเลียนแบบ ทำซ้ำ หรือดัดแปลง แม้แต่ส่วนหนึ่งส่วนใด หรือการกระทำใดอันเป็นการละเมิดต่อสิทธิของข้าพเจ้า มิฉะนั้นจะดำเนินการตามกฎหมายจนถึงที่สุดต่อไป
(แฟนคลับคนไหนพบเห็นแจ้งได้นะจ๊ะ ถือว่ารักกันดูแลกันนะเจ้าคะ)
(ไม่ได้ ออกตัวแรงอะไรนะค่ะ คือว่าต้องป้องกันไว้ก่อน เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดได้ในอนาคตค่ะ หวังว่าเพื่อนๆคงเข้าใจน้าา เพราะผลงานแต่ละชิ้นเราสู้อุตส่าห์ ทำด้วยความวิริยะ อุตสาหะนะจ๊ะ)
Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone และ Android Phoneเตรียมพบกับ Dek-D Writer App เวอร์ชั่น iPad / Android Tablet เร็วๆนี้ ฟรี!
|
แต่คนน้องเลือดเย็นกว่ามากๆๆๆๆ