|
終幕 บทจบ เขายืนอยู่ในความมืดมิด เขาไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ไหนและเขากำลังทำอะไรอยู่ ทั้งบนล่างซ้ายขวา รอบตัวเขามืดมิดไปหมด แต่เขากลับมองเห็นตัวเองได้อย่างชัดเจน ที่นี่มันที่ไหนกัน พอเขาคิดเช่นนั้นก็มีอะไรบางอย่างวิ่งผ่านริมสายตาของเขาไป ลอเรนซ์หันไปมองทางนั้นโดยอัตโนมัติ แต่ก็ไม่มีอะไร เขาคิดว่าเขาอาจจะคิดไปเอง แต่เมื่อเขาแพ่งสมาธิมอง ก็มีอะไรบางอย่างวิ่งผ่านริมสายตาของเขาไปอีกครั้งหนึ่ง เปลวไฟ? เขาคิดแล้วหันไปมอง ครั้งนี้เขามองเห็นสิ่งที่วิ่งผ่านไปได้อย่างชัดเจน อะไรบางอย่างสีน้ำตาลสั่นไหว พอลอเรนซ์แพ่งสมาธิจ้องมองมัน ในที่สุดเขาก็รู้ว่ามันไม่ใช่เปลวไฟ มันคือขน ปุยขนยาวสีน้ำตาลกำลังสั่นไหวอยู่ ปลายปุยขนที่สั่นไหวอยู่นั้นเป็นสีขาว เสี้ยววินาทีนั้น ลอเรนซ์เบิกตากวว้างกลั้นหายใจ แล้วรีบออกวิ่งไปเต็มกำลัง ปุยขนนั้น ปลายสีขาวนั้น คือโฮโล ขนหางของโฮโลแน่ๆ ขนหางนั้นสั่นไหวไปพร้อมกับเล็กลงเรื่อยๆ ลอเรนซ์วิ่งไล่ตามมันไปพลางตะโกนออกมา แต่ไม่มีเสียงดังขึ้น แล้วระยะห่างกับหางของโฮโลก็ไม่สั้นลง ลอเรนซ์รู้สึกหงุดหงิดกับขาของเขาเองที่ค่อยๆหนักขึ้น เขากัดฟันแล้วเอื้อมมือขวาออกไปทั้งที่รู้ว่าไร้ประโยชน์ แล้วหางของโฮโลก็หายวับไปทางวิสัยของเขา ทันใดนั้นดวงตาของลอเรนซ์ก็จ้องมองไปยังเพดานของห้องที่ไม่คุ้นเคย “อูย” ลอเรนซ์ตั้งท่าจะลุกขึ้นแต่ก็ต้องร้องออกมาเพราะความเจ็บปวดที่แขนซ้าย เขานึกอะไรไม่ออกไปครู่หนึ่ง แต่ความเจ็บปวดที่แขนซ้ายนั้นทำให้ความทรงจำของเขากลับคืนมา การถูกคนของห้างเมดิโอไล่ตาม การถูกแทงเข้าที่แขนซ้าย การถูกพวกนั้นต้อนจนมุม และการที่โฮโลจากเขาไป เวลานั้น ลอเรนซ์นึกถึงครั้งสุดท้ายที่เขาเห็นหางของโฮโลที่แกว่งอย่างเศร้าสร้อยห่างออกไป แล้วก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาคิดว่า ที่จริงแล้วมีคำพูดที่เหมาะสมกว่านั้นสินะ พลางรู้สึกขี้เกียจที่จะลุกขึ้น ความสงสัยว่าที่นี่คือที่ไหนนั้นแทบจะไร้ความหมายเมื่อเทียบกับความรู้สึกเสียดายนั้น “อ๊ะ ตื่นแล้วเหรอครับ” แต่เมื่อเขาหันไปยังแหล่งกำเนิดเสียงนั้น เขาก็เห็นร่างของมาร์ไฮท์อยู่นอกประตูที่เปิดค้างอยู่ “อาการของบาดแผลเป็นอย่างไรครับ” มาร์ไฮท์ถือเอกสารอยู่ในมือพลางเดินเข้ามาหาลอเรนซ์ แล้วเปิดบานหน้าต่างไม้ข้างหัวนอนของลอเรนซ์ “ครับ...ขอบคุณมากครับ” สายลมเย็นสบายที่พัดเข้ามาทางหน้าต่างกับเสียงอึกกะทึกที่ดังเข้ามาพร้อมกันทำให้เขารู้ว่าที่นี่คือห้างมิโลเน่ ก็หมายความว่า หลังจากตอนนั้นมีคนของห้างมิโลเน่เข้ามาช่วยเหลือเขาได้โดยปลอดภัย “เป็นความผิดพลาดของทางเราเองที่ทำให้คุณต้องเจอกับอันตรายเช่นนั้น ผมขออภัย” “ไม่เป็นไรครับ ต้นเหตุจริงๆก็มาจากผู้ร่วมทางของผมอยู่แล้ว” เมื่อได้ยินคำพูดของลอเรนซ์ มาร์ไฮท์ก็พยักหน้าด้วยสีหน้าที่บอกความรู้สึกไม่ได้ แล้วก็เงียบลงครู่หนึ่งราวกับหาคำพูดที่เหมาะสมจึงเปิดปากออกมาช้าๆ “โชคดีที่ไม่ถูกศาสนจักรพบตัว และนับว่าโชคดีที่ความวุ่นวายเกิดขึ้นในทางใต้ดิน หากศาสนจักรเห็นร่างของผู้ร่วมทางของคุณลอเรนซ์เช่นนั้นแล้ว...เกรงว่าจะไม่ใช่แค่ห้างร้านสาขา แต่สาขาใหญ่ก็อาจถูกเผาตามไปด้วยครับ” ลอเรนซ์ตกใจกับคำพูดนั้นแล้วถามกลับไป “คุณเห็นร่างของโฮโลด้วยเหรอครับ” “ครับ ผมได้รับรายงานจากลูกน้องที่ลงไปช่วยเหลือว่าพบคุณลอเรนซ์แล้ว แต่มีหมาป่าตัวมหึมาบอกว่าจะไม่ส่งตัวคุณลอเรนซ์ให้จนกว่าจะพาผมไปพบ” ไม่มีเหตุผลอะไรที่มาร์ไฮท์จะโกหก นั่นก็หมายความว่าระหว่างที่ลอเรนซ์หมดสติไป โฮโลกลับมาอยู่กับเขา “แล้ว แล้วโฮโล ตอนนี้อยู่ที่ไหน” “ไปตลาดแล้วครับ ดูรีบร้อนจะเตรียมชุดสำหรับเดินทาง” มาร์ไฮท์ที่คงไม่รู้เรื่องอะไรพูดออกมาได้สบายๆ แต่สำหรับลอเรนซ์แล้วนั่นหมายถึงว่าโฮโลจะออกเดินทางไปคนเดียว ตอนนี้คงอยู่ระหว่างทางไปทางเหนือ พอนึกถึงแล้วก็รู้สึกเหมือนเกิดช่องว่างขึ้นในใจของเขา แต่ในทางกลับกันก็รู้สึกโล่งอก เพราะโฮโลก็แค่ร่วมเดินทางด้วยกันเพราะสาเหตุที่แปลกจนไม่สามารถเรียกว่าบังเอิญได้เพียงไม่กี่วันเท่านั้น หากคิดว่าไม่กี่วันที่ผ่านมาเป็นเพียงความฝัน ก็ใช่ว่าจะทนไม่ได้ ลอเรนซ์คิดเช่นนั้นแล้วเปลี่ยนความรู้สึกของตนเองให้กลับไปเป็นพ่อค้าเหมือนเดิม เพราะในคำพูดของมาร์ไฮท์นอกจากมีเรื่องของโฮโลแล้วยังมีเรื่องสำคัญอีกเรื่องรวมอยู่ด้วย “โฮโลไปตลาด ก็หมายความว่าการค้าขายกับห้างเมดิโอเป็นไปได้ด้วยดีใช่ไหมครับ” “ครับ เมื่อเช้าม้าเร็วที่ให้วิ่งไปปราสาทเทรนี่กลับมาโดยสวัสดิภาพ และได้ข้อสรุปเรื่องการค้ากับกษัตริย์เรียบร้อย เราเรียกเอกสิทธิ์ที่ห้างเมดิโอดูท่าจะอยากได้มากที่สุดมาได้แล้วครับ แล้วเราก็นำเอกสิทธิ์นั้นไปเป็นเหยือล่อต่อรองกับห้างเมดิโอ ทางห้างเมดิโอเองก็เหมือนจะเข้าใจสถานการณ์และเห็นว่าตนแพ้อย่างหมดรูป ทุกอย่างก็เป็นไปได้อย่างราบรื่นครับ” มาร์ไฮท์ตอบอย่างภาคภูมิใจ “งั้นเหรอครับ ดีมากเลยครับ แต่นั่นก็หมายความว่าผมหลับไปหนึ่งวันเต็มๆเลยสิครับ” “เอ๋? ครับ จริงด้วยครับ รับอาหารกลางวันไหมครับ เมื่อครู่นี้เพิ่งผ่านเวลาอาหารกลางวันไปไม่นาน ในห้องครัวคงยังไม่ได้ดับไฟ ผมคิดว่าคงนำอาหารอุ่นๆมาให้ได้ครับ” “ไม่เป็นไรครับ ก่อนอื่น ผมอยากทราบรายละเอียดการค้าขายได้รึเปล่าครับ” ลอเรนซ์แปลกใจที่มาร์ไฮท์เป็นพ่อค้าชาวใต้ที่ไม่คะยั้นคะยอให้เขาทานอาหาร หากเป็นผู้คนแถวนี้จริงๆคงจะให้เขาทานให้ได้ “เรารวบรวมเหรียญเงินมาได้ทั้งหมด สามแสนเจ็ดพันสองร้อยสิบสองเหรียญ เหมือนว่ากษัตริย์จะลดปริมาณเงินในเหรียญลงอย่างมาก ทำให้เราได้รับกลับคืนมาประมาณ สามแสนห้าหมื่นเหรียญครับ” เป็นตัวเลขที่ชวนให้แสบตาจริงๆ แต่ลอเรนซ์ก็ไม่เกรงกลัวตัวเลขนั้นแล้วคำนวณกำไรที่ตนจะได้รับ ตามสัญญา เขาจะได้รับกำไรร้อยละห้าของกำไรที่ห้างมิโลเน่ได้รับ เมื่อคำนวณแล้วก็เท่ากับเหรียญเงินสองพันหนึ่งร้อยเหรียญ หากเป็นเช่นนั้น ความฝันของลอเรนซ์นั่นก็คือการเปิดร้านค้าเป็นของตนเองก็กลายเป็นจริงขึ้นมาได้ “ตามสัญญากับคุณลอเรนซ์ เราจะต้องมอบกำไรร้อยละห้าให้คุณ ถูกต้องใช่ไหมครับ” ลอเรนซ์พยักหน้าให้กับคำพูดของมาร์ไฮท์ แล้วมาร์ไฮท์ก็พยักหน้าตอบ แล้วมาร์ไฮท์ก็ยื่นเอกสารให้ลอเรนซ์อีกหนึ่งแผ่น “ตรวจสอบดูด้วยครับ” คำพูดนั้นไม่เข้าไปถึงหูของลอเรนซ์ เพราะบนกระดาษแผ่นนั้นมีตัวเลขที่ไม่น่าเชื่อเขียนไว้อยู่ “นะ...นี่มัน” “เหรียญเงินหนึ่งร้อยยี่สิบเหรียญ คือร้อยละห้าของกำไรของเรา” คำพูดนั้นของมาร์ไฮท์นั้นฟังดูเลือดเย็นเกินไป แต่ลอเรนซ์ไม่สามารถโกรธใครได้ เพราะเอกสารที่อยู่ในมือของลอเรนซ์นั้นมีรายละเอียดว่าทำไมส่วนแบ่งของลอเรนซ์จึงเหลืออยู่แค่นั้น “ค่าขนส่งเหรียญเงินที่เราเตรียมไว้ อีกทั้งค่าขนส่งเหรียญเงินคืนจากกษัตริย์ ภาษีจากการขนส่งเหรียญเงิน และค่าธรรมเนียมของหนังสือสัญญานั้นอีก คนที่เสนอความนี้คิดให้คงเป็นพ่อค้าประจำตัวกษัตริย์แน่ๆ คงจะกะให้ทางเราแทบจะขาดทุนในการแลกเปลี่ยนเหรียญเงินแลกกับการออกเอกสิทธิ์” เมื่อดูรายละเอียดแล้ว กษัตริย์ก็ใช้ตำแหน่งของตนเพื่อเรียกกำไรคืนจากห้างมิโลเน่ได้เป็นอย่างดี นอกจากจะให้ห้างมิโลเน่รับภาระจ่ายค่าขนส่งเหรียญเงินที่ทางห้างมิโลเน่เตรียมมาเอง กษัตริย์ยังยืนยันที่จะจ่ายคืนด้วยเหรียญเงิน ไม่ใช่สินค้าหรือเหรียญประเภทอื่น การขนส่งเหรียญเงินนับแสนเหรียญนั้นต้องใช้ค่าใช้จ่ายมหาศาล ทั้งม้าและคน กล่องไม้สำหรับใส่เหรียญเงิน อีกทั้งคนคุ้มครองการขนส่ง ยิ่งไปกว่านั้นในช่องค่าธรรมเนียมการออกสัญญา กษัตริย์ได้ใส่ตัวเลขเป็นจำนวนเงินมหาศาลลงไป แม้จะเป็นเพียงสัญญากับห้างสาขาของห้างร้านใหญ่ ที่ดำเนินการโดยพ่อค้าที่ถือบรรดาศักดิ์มาควิสในประเทศทางใต้ แต่นั่นก็เป็นเทียบเท่าสัญญาระหว่างกษัตริย์กับพ่อค้าที่ถือบรรดาศักดิ์มาควิส ความต่างของอำนาจก็เห็นอยู่อย่างชัดเจน ห้างร้านมิโลเน่ไม่มีสิทธิ์จะกล่าวโต้แย้งอะไรเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมนั้นได้ “ผลจากการคำนวณของเรา กำไรที่เราได้คิดเป็นเหรียญเงินสองพันสี่สิบเหรียญ กำไรร้อยละห้าที่เราจะมอบให้คุณลอเรนซ์คือจำนวนที่เขียนไว้ตามนั้นครับ” เขาใช้หัวคิดอย่างเต็มที่ ถึงกับต้องถูกแทงที่แขน เทียบกับเหรียญเงินหนึ่งร้อยยี่สิบเหรียญ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อคิดว่าหากไม่เข้ามายุ่งกับเรื่องนี้เขาก็ไม่ต้องแยกทางกับโฮโล จะคิดอย่างไรก็มีแต่คำว่าขาดทุน เหรียญเงินหนึ่งร้อยยี่สิบเหรียญนั้นไม่คุ้มกัน แต่สัญญาก็คือสัญญา ลอเรนซ์ทำได้เพียงยอมรับ เมื่อมีได้กำไรก็ต้องมีขาดทุนบ้าง นี่คือความจริงของพ่อค้า การเป็นโชคดีแล้วก็ได้ที่พ้นจากสถานการณ์อย่างนั้นมาโดยไม่เสียชีวิต อีกทั้งยังได้เหรียญเงินมาอีกหนึ่งร้อยยี่สิบเหรียญ ถึงจะเป็นแค่เหรียญจำนวนน้อยก็ตาม “เราเองก็ไม่ได้คาดการณ์เหตุการณ์เช่นนี้ไว้ก่อนครับ ผมคิดว่าเป็นผลลัพธ์ที่น่าเสียดาย “เรื่องไม่คาดคิดเป็นสิ่งที่มาพร้อมกับการค้าแหละครับ” “ดีใจที่คุณพูดเช่นนั้นครับ แต่ว่า” ลอเรนซ์หันไปหามาร์ไฮท์ที่พูดต่อไปโดยไม่คาดคิด เพราะน้ำเสียงของมาร์ไฮท์ฟังดูสดใส “เรื่องไม่คาดคิดด้านดีก็มีเหมือนกันครับ ลองดูนี่ครับ” ลอเรนซ์รับเอกสารแผ่นที่สองที่มาร์ไฮท์ยื่นให้มาดู แล้วอ่านข้อความสั้นๆบนกระดาษแผ่นนั้น แล้วลอเรนซ์ก็ตกใจหันไปมองมาร์ไฮท์ “เราเห็นว่าห้างเมดิโออย่างได้เอกสิทธิ์นั้นมาก ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาได้รวบรวมเหรียญเงินที่มีแต่จะลดค่าลงเรื่อยๆ ซึ่งเท่ากับการถือหนี้สินไว้นี่เอง ดังนั้นพวกเขาคงอยากจะใช้เอกสิทธิ์นั้นค้าขายให้ได้กำไรแน่นอน พวกเขายื่นราคาที่ไม่ต้องคิดมาให้เราครับ” บนเอกสารในมือของลอเรนซ์เขียนไว้ว่า เราขอมอบส่วนแบ่งของกำไรพิเศษให้แก่คุณลอเรนซ์เป็นเหรียญเงินหนึ่งพันเหรียญ “หนึ่งพันเหรียญ...จะดีเหรอครับ” “ครับผม เล็กน้อยครับ” เขาพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ดูท่าจะได้กำไรมหาศาล แต่ลอเรนซ์ก็ไม่ใช่คนไม่รู้กาลเทศะถึงขนาดถามตัวเลขนั้น การได้รับส่วนแบ่งนอกสัญญาเป็นเงินขนาดนี้ก็เหมือนกับการเดินไปตามถนนแล้วเก็บก้อนทองได้ การทำสัญญานั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก การแลกเปลี่ยนโดยไม่มีสัญญานั้นแทบจะไม่มี “แล้วค่าพักของคุณลอเรนซ์จนกว่าแผลจะหาย กับค่าดูแลเกวียนของคุณลอเรนซ์ ทางเราขอเป็นผู้จัดการให้ครับ” “ม้าลากเกวียนปลอดภัยเหรอครับ” “ครับผม ห้างเมดิโอคงลงความเห็นว่าจะนำม้าไปเป็นตัวประกันก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา” มาร์ไฮท์พูดพลางหัวเราะ ทำให้ลอเรนซ์พลอยหัวเราะตามไปด้วย แต่ถึงอย่างไรก็ตาม นี่เป็นการตกลงที่ไม่ธรรมดา “เรื่องรายละเอียดการจ่ายเงินยกไปวันหลังดีไหมครับ” “ครับผม แต่ว่า ขอบคุณมากๆครับ” “ไม่เป็นไรครับ ทางเราเองก็อยากมีสัมพันธ์ที่ดีกับพ่อค้าอย่างคุณลอเรนซ์ต่อไปเหมือนกันครับ แค่นี้เรื่องเล็กน้อยครับ” มาร์ไฮท์มองลอเรนซ์ด้วยตาที่ไม่เคยปล่อยให้การคิดกำไรขาดคลาดสายตาไปได้ แล้วอาจจะจงใจยิ้มด้วยร้อยยิ้มที่ใช้ในการทำการค้า แต่นั้นก็หมายความว่า ลอเรนซ์ได้รับการประเมินว่าเป็นพ่อค้าที่มีค่าถึงขนาดผู้ดูแลห้างสาขาของห้างร้านใหญ่มิโลเน่มอบเหรียญเงินให้ถึงหนึ่งพันเหรียญเพื่อความสัมพันธ์ นี่เป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับพ่อค้าเร่ตัวคนเดียวอย่างลอเรนซ์ ลอเรนซ์ก้มหัวให้แล้วกล่าวคำขอบคุณจากบนเตียง “อ้อ ผมขอถามสักหน่อยครับ จะให้ทางเราจ่ายเป็นเหรียญเงินดีไหนครับ หรือหากอยากได้เป็นสินค้าอื่นทางเราจะได้จัดการให้” เหรียญเงินหนึ่งพันเหรียญก็มีแต่จะเป็นภาระไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา ลอเรนซ์คิดเงียบๆกับคำพูดประสงค์ดีของมาร์ไฮท์ เขาคำนึงถึงจำนวนเหรียญเงินที่ได้รับกับความกว้างของเกวียนแล้วนึกถึงสินค้าที่เหมาะสมมาได้ชนิดหนึ่ง “มีพริกไทยรึเปล่าครับ ทั้งน้ำหนักเบาไม่เป็นภาระ และจากนี้ไปจะเข้าฤดูหนาว อาหารประเภทเนื้อยิ่งมากขึ้นราคาก็ยิ่งสูงขึ้นด้วยครับ” “พริกไทย เหรอครับ” “ทำไมเหรอครับ” ลอเรนซ์ถามกลับไปเพราะมาร์ไฮท์หัวเราะขึ้นมา “อ้อ ขออภัยครับ ไม่นานมานี้ผมเพิ่งได้อ่านบทละครที่ส่งมาจากทางใต้ครับ ผมพลอยนึกถึงเรื่องนั้นขึ้นมาน่ะครับ” “บทละครเหรอครับ?” “ครับ เป็นเรื่องที่ว่า มีปิศาจร้ายปรากฎกายขึ้นมาต่อหน้าพ่อค้าผู้ร่ำรวยคนหนึ่งครับ แล้วกล่าวว่าจงนำมนุษย์ที่อร่อยที่สุดมา มิฉะนั้นข้าจะกินเจ้าแทน พ่อค้าคนนั้นก็กลัวนำคนใช้สาวสวย หรือทาสที่อ้วนที่สุดมาให้ แต่ปิศาจร้ายก็ยังส่ายหน้า” “โอ้” “แต่แล้วในที่สุดเขาก็ออกหาคนที่ดูน่าอร่อยที่สุดในเมือง แล้วพบกับเด็กชายที่เป็นพระฝึกหัดผู้ซึ่งตัวมีกลิ่นน้ำผึ้งกับนมออกมา พ่อค้าคนนั้นก็จ่ายเงินให้กับสำนักสงฆ์ซื้อตัวเด็กชายผู้นั้นออกมาแล้วรีบนำตัวไปให้กับปิศาจร้าย แต่เมื่อนั้นเด็กชายก็พูดขึ้นกับปิศาจร้ายว่า เจ้าปิศาจร้ายผู้ขัดบัญชาของพระเจ้า ข้ามิใช่มนุษย์ที่อร่อยที่สุดในโลกใบนี้หรอก” ลอเรนซ์ผู้ซึ่งฟังเรื่องเล่าอย่างใจลอยก็พยักหน้าเงียบๆ “มนุษย์ที่เอร็ดอร่อยที่สุดในโลกนั้นอยู่ต่อหน้าท่านแล้ว นั่นก็คือชายผู้แบกเครื่องเทศอยู่ทุกวันๆเพื่อทำกำไร ในวิญญาณอ้วนพีนี้เต็มไปด้วยรสชาติของเครื่องเทศ” มาร์ไฮท์ผู้ซึ่งดูสนุกกับการเล่าเรื่องก็เพิ่มท่าทางเข้าไปด้วย จนถึงตอนสุดท้ายที่ทำหน้าเลียนแบบพ่อค้าที่กลัวจนตัวสั่น แล้วก็เหมือนกลับมาเป็นตัวของตัวเองแล้วหัวเราะอย่างอายๆ “เป็นบทละครศาสนาไว้สำหรับสั่งสอนห้างร้านต่างๆให้ทำการค้าแต่พอดีครับ ผมเผลอนึกถึงบทละครนี้แหละครับ แล้วคิดว่าเครื่องเทศนั้นเหมาะที่สุดสำหรับพ่อค้าที่จะทำกำไรสูงต่อไปครับ” หากเป็นพ่อค้าด้วยกันก็จะเข้าใจได้ดีว่านี่เป็นคำชม ลอเรนซ์ยิ้มกว้างให้กับเรื่องราวที่น่าสนใจและคำชมนั้น ก่อนจะเอ่ยปากออกมา “อยากให้ร่างกายนี้มีรสเครื่องเทศเร็วๆจัง” “ผมก็หวังเช่นนั้นเหมือนกันครับ ต่อจากนี้ก็อย่าลืมห้างร้านของเรานะครับ คุณลอเรนซ์” มาร์ไฮท์พูดอย่างชาญฉลาด แล้วทั้งคู่ก็หัวเราะขึ้นอีกครั้ง “ถ้างั้น ผมจะจัดเตรียมพริกไทยไว้ครับ ผมต้องขอตัวไปทำงานก่อน...” ขณะที่มาร์ไฮท์กำลังจะหันตัวกลับไปนั่นเอง ก็มีเสียงเคาะประตูเบาๆดังขึ้น “คงเป็นผู้ร่วมเดินทางของคุณกระมัง” มาร์ไฮท์พูดออกมา แต่ลอเรนซ์ก็มั่นใจว่าไม่ใช่ มาร์ไฮท์เดินไปเปิดประตู ลอเรนซ์จึงมองขึ้นไปยังบานหน้าต่างที่หัวนอน เขามองเห็นท้องฟ้าสดใส “หัวหน้าสาขาครับ มีเอกสารเรียกเก็บเงินนี้” เมื่อประตูเปิด ก็มีเสียงพูดเบาๆ พร้อมกับเสียงกระดาษ คงเป็นใบเรียกเก็บเงินด่วนหรืออะไรประเภทนั้นแหละ ลอเรนซ์คิดว่าอยากจะตั้งร้านของตนเองได้เร็วๆ พลางมองก้อนเมฆเล็กๆสีขาวบนท้องฟ้า ต่อจากนั้นเขาได้ยินเสียงของมาร์ไฮท์ “จ่าหน้าถึงห้างร้านของเราก็จริง...” แล้วเมื่อลอเรนซ์หันไปมองมาร์ไฮท์ มาร์ไฮท์ก็มองกลับมาหาลอเรนซ์ “คุณลอเรนซ์ครับ มีใบเรียกเก็บเงินถึงคุณลอเรนซ์ส่งมาครับ” ลอเรนซ์นึกถึงรายชื่อคู่สัญญากับประเภทหนี้ที่ตนต้องจ่ายขึ้นมา เขาลองคิดถึงเจ้าที่ต้องจ่ายเงินใกล้ๆนี้ขึ้นมา แต่โดยปกติแล้วจำนวนวันที่ใช้ในการเดินทางนั้นไม่แน่นอน ถึงวันกำหนดจ่ายเงินจะเป็นเมื่อวานก็ตาม แต่คงไม่มีใครเรียกร้องให้พ่อค้าเร่อย่างลอเรนซ์รีบจ่ายให้ตรงเวลา ประเด็นแรก ทำไมถึงรู้ว่าเขาอยู่ที่นี่ “ขอดูได้ไหมครับ” มาร์ไฮท์รับเอกสารมาจากลูกน้องแล้วนำมายื่นให้ลอเรนซ์ เมื่อลอเรนซ์รับเอกสารมา เขาก็ข้ามข้อความสัญญาลงมายังรายละเอียดสินค้า ห่กรู้ประเภทสินค้าก็ต้องรู้ในทันทีว่ามาจากใคร แล้วรายชื่อสินค้าที่เขียนไว้ก็เป็นสินค้าที่ไม่มีอยู่ในความทรงจำของเขา “เอ่อ...” เวลาที่เขานึกสงสัยอยู่นั่นเอง เสี้ยววินาทีนั้นเขาก็ดีดตัวขึ้นนั่ง มาร์ไฮท์ตกใจจะเอ่ยปากถาม แต่ลอเรนซ์ไม่รีรอกระโดดลงจากเตียง ไม่สนใจความเจ็บปวดที่แขนซ้ายแล้ววิ่งไปยังประตู “อะ เอ่อ” “หลบไป!” ลอเรนซ์ตะโกน แล้วออกไปยีงระเบียงโดยไม่สนใจสายตาแปลกๆของคนของห้างร้านที่หลีกทางให้ ขณะที่เขากำลังจะออกวิ่งนั้นก็นึกขึ้นได้แล้วหยุดนิ่ง “ที่ยกของอยู่ไหน” “อะ เอ่อ ตรงไปจากระเบียงนี้ เลี่ยวซ้ายแล้วตรงไป” “ขอบคุณ” เขาพูดสั้นๆแล้วออกวิ่งไป ลอเรนซ์กำใบเรียกเก็บเงินมูลค่าสูงพอควรไว้ในมือแล้ววิ่งเต็มกำลัง ในใบเรียกเก็บเงินที่เขากำจนยับมีชื่อสินค้าที่ทำให้เขาวิ่งขนาดนั้นอยู่ ลงวันที่วันนี้ อีกทั้งเรียกเก็บจากร้านเครื่องทอกับร้านผลไม้ในเมืองพัทซิโอ รายการข้างในนั้นคือชุดคลุมชั้นดีสำหรับผู้หญิงสองชุดกับสายคาดเอวทำจากไหม ตามมาด้วยรองเท้าสำหรับเดินทางกับหวีทำจากกระดองเต่า ตามมาด้วย แอปเปิลจำนวนมหาศาล รวมราคาทั้งหมดนั้นถึงหนึ่งร้อยสี่สิบเหรียญเงิน โดยเฉพาะจำนวนของแอปเปิลนั้นไม่ใช่ปริมาณที่จะถือด้วยมือได้ แต่ก็ไม่มีรายการของเกวียนเขียนอยู่ในใบเรียกเก็บเงินแต่อย่างใด แล้วข้อสรุปก็คือ ลอเรนซ์มาถึงที่ยกของ สินค้ามากมายกายกองเรียงรายกันอยู่ ทั้งสินค้าที่เคลื่อนย้ายเข้ามากับสินค้าที่ขนย้ายออกไปต่างสวนทางกัน ทั้งเสียงคนและเสียงม้าดังอึกกะทึกทั่วทั้งที่ยกของ ความอึกกะทึกของที่นี่แสดงถึงความรุ่งเรืองของห้างมิโลเน่ ลอเรนซ์มองไปรอบๆ หาสิ่งที่ต้องมีอยู่อย่างแน่นอน ในที่ยกของกว้างนี้มีม้าและเกวียนเทียมม้าอยู่มากมาย ลอเรนซ์วิ่งวนพลางไถลไปกับเศษไม้ใบไม้และกอฟางสำหรับเลี้ยงม้า จนในที่สุดก็พบม้าที่คุ้นตาของตนอยู่ ณ มุมหนึ่งของที่ยกของ แล้ววิ่งเข้าไปหา ท่าทางเช่นนั้นของลอเรนซ์ทำให้คนทั้งที่ยกของจ้องมองด้วยความสงใส แต่ตัวเขาเองไม่สนใจ จ้องมองไปยังที่เดียว ร่างเล็กๆซึ่งนั่งอยู่บนเกวียนที่เต็มไปด้วยแอปเปิล ถือขนสัตว์ชั้นดีอยู่ในมือ และใช้หวีกระดองเต่าหวีขนสัตว์นั้นอยู่ เธอสวมเสื้อคลุมที่ดูแวบแรกก็รู้ว่าเป็นของชั้นดี สวมฮู้ดปิดจนถึงตา ในที่สุดเธอก็หยุดหวีแล้วถอนหายใจ ผู้ที่อยู่บนที่นั่งคนขับนั้นพูดโดยไม่มองมายังลอเรนซ์ “ข้าไม่อยากถูกตามไปเรียกเก็บเงินถึงป่าเดินเหนือน่ะ” ลอเรนซ์อดยิ้มให้กับคำพูดเหมือนไม่สบอารมณ์นั้น ลอเรนซ์เดินเข้าไปใกล้ที่นั่งคนขับแล้วยื่นมือขวาไปให้โฮโลที่ตั้งใจจะไม่มองเขา โฮโลเหลือบตามองเขาแวบหนึ่ง แล้วหันกลับไปมองหางที่อยู่ในมือของตน แต่แล้วในที่สุดก็ค่อยๆยื่นมือออกมา พอลอเรนซ์จับมือนั้น โฮโลก็ยิ้มเหมือนยอมจำนน “ค่อยกลับหลังจากชดใช้หนี้เจ้าหมดแล้วนะ” “แน่นอนอยู่แล้ว” โฮโลบีบมือลอเรนซ์กลับ ดูเหมือนว่าการเดินทางของคู่เดินทางอันแปลกประหลาดนี้จะยังดำเนินต่อไปอีกสักหน่อย นั่นก็คือ การเดินทางสองคนของหมาป่ากับเครื่องเทศ จบ
|