|
第6幕 บทที่ 6 กึก การที่เสียงฝีเท้าของโฮโลหยุดลง คงไม่ใช่เพราะว่ามีหนูส่งเสียงตกใจวิ่งผ่านเท้าเธอไป ท่ามกลางความมืดที่ติดตรึง ลอเรนซ์หันหน้าไปหาโฮโล เพราะยังจับมือกันอยู่ อย่างน้อยเขาก็แน่ใจทิศทาง “เกิดอะไรขึ้น” “เจ้าไม่รู้สึกถึงอากาศที่สั่นไหวอยู่เล็กน้อยเหรอ” ถึงตอนนี้เขาจะไม่รู้ว่าตนเองอยู่ตรงไหนของเมือง แต่เมื่อครู่เขาได้กลิ่นน้ำสะอาด ก็หมายความว่าพวกเขาคงอยู่ใกล้ๆกับตลาด อย่างน้อยที่สุดก็รู้ว่าอยู่ห่างจากแม่น้ำที่ไหลเลียดเมือง แล้วหากเป็นเช่นนั้นก็คงจินตนาการได้อย่างไม่ยากเย็น ว่าเหนือศีรษะของพวกเขาทั้งสองมีผู้คนและรถม้าขนของมากมายผ่านไปมาขวักไขว่ อากาศจะสั่นไหวก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร “ไม่ใช่ข้างบน” “แต่ว่า...” เขารู้ว่าโฮโลพูดพลางหันมองดูทางอย่างกระสับกระส่าย แต่ทางก็มีเพียงข้างหน้ากับข้างหลังเท่านั้น “หากข้ามีหนวดก็คงรู้ได้ชัดเจนกว่านี้แล้ว...” “คิดไปเองรึเปล่า” “อื้ม...มี มีเสียง นี่เสียง น้ำ? เสียงน้ำกระฉอก...” ลอเรนซ์เบิกตากว้างแล้วรู้สึกว่า มีคนไล่ตามมา “จากข้างหน้า แย่แล้ว ถอยหลังกันเถอะ” ลอเรนซ์หันหลังกลับแล้วออกวิ่งก่อนที่โฮโลจะพูด โฮโลรีบร้อนตามเขาไป “นี่เป็นทางตรงใช่มั้ย” “จุดมุ่งหมายที่เราจะไปอยู่ทางตรงไปข้างหน้า ข้างหลังมีทางแยกหนึ่งทาง ในทางแยกเป็นทางซับซ้อนเหมือนเขาวงกต” “ขนาดข้ายังไม่มั่นใจว่าจะไม่หลงทางนี้เลย...หืม?” โฮโลพูดแล้วก็หยุดกึก เธอหยุดกระทันหันทำให้มือที่จับกันไว้หลุดออกจากกัน และลอเรนซ์เซไปข้างหน้า พอเขารีบกลับมาหาโฮโล เธอก็กำลังหันกลับไปข้างหลัง “เจ้าอุดหูซะ” “ทำไมเหรอ” “ถึงจะวิ่งก็ถูกตามทัน ฝั่งนั้นปล่อยหมามาไล่ตาม” เมื่อถูกหมาที่ได้รับการฝึกฝนให้วิ่งทางตรงวิ่งไล่ก็ไม่มีทางหนีพ้นได้ เช่นเดียวกับที่โฮโลมองเห็นได้ชัดเจนในความมืด หมาเล่านั้นก็สามารถจู่โจมอย่างแม่นยำได้โดยใช้จมูกและหู ทางนี้ไม่มีอาวุธที่จะใช้ต่อสู้กับหมาได้ อย่างมากก็มีแค่กริชเงินที่พกติดตัวไว้เท่านั้นเอง แต่ทางนี้มีผู้ที่คล้ายกับหมาอยู่ หมาป่าเจ้าปัญญา โฮโล “หึหึ เสียงร้องดูไม่ฉลาดเอาเสียเลย” หลังจากที่โฮโลพูดออกมา ลอเรนซ์ก็ได้ยินเสียงหมาร้องมาเบาๆ เสียงที่ได้ยินอาจจะก้องกังวาลก็ได้ แต่หากพิจารณาจากเสียงร้องเท่านั้นก็เกรงว่าจะมีมากกว่าสองตัวขึ้นไป โฮโลตั้งใจจะทำอะไร “ถ้าหากพวกนั้นโง่เกินกว่าจะเข้าใจจะทำยังไงดีล่ะ เอาเถอะ เจ้าอุดหูไปก่อน” ลอเรนซ์อุดหูตามที่เธอสั่ง แล้วก็นึกขึ้นได้ เธอจะหอนนี่เอง “...ฟืด” เสียงหายใจเข้า เสี้ยววินาทีที่เขาคิดว่าลมหายใจมากขนาดนั้นจะไปอยู่ตรงไหนของร่างเล็กๆของโฮโลนั้น ก็เกิดเสียงเห่าหอนของหมาป่าที่ดังราวกับเสียงกัมปนาท “วู้วววววววววววววววววววววววววววววววววว!” เสียงนั้นน่าสะพรึงกลัวจนผิวหนังบนมือและใบหน้าสั่นสะท้าน ดังจนเขาคิดว่าทางใต้ดินจะไม่ถล่มลงมาหรือ เสียงเห่าหอนของหมาป่าที่สามารถทำให้ชายไม่ว่ากล้าหาญขนาดไหนต้องหงอ ทำให้ลอเรนซ์ลืมไปว่านั่นเป็นเสียงของโฮโลแล้วอุดหูขดตัวลงอย่างสุดความสามารถ ลอเรนซ์นึกถึงเมื่อตอนที่เขาเคยถูกฝูงหมาป่าไล่บนภูเขาหรือในทุ่งหญ้า ทั้งจำนวนที่มากมายเหลือล้น ความรอบรู้ในภูมิประเทศ อีกทั้งกำลังที่มนุษย์ไม่สามารถเอาชนะได้ ทั้งหมดนั้นรวมกันไล่ล่าเขา เสียงเห่าหอนเป็นสัญลักษณ์ของพวกมัน ดังนั้นจึงมีหมู่บ้านที่คนทั้งหมู่บ้านรวมตัวกันเลียนเสียงเห่าหอนเพื่อจะขับไล่พวกหมาป่านั้นไป “แค่ก...แค่ก...กอ...คอข้า...” หลังจากที่เสียงเห่าหอนนั้นหายไปเหลือแต่เสียงก้องกังวาล ลอเรนซ์ปล่อยมือจากหูแล้วเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นโฮโลไออยู่ในความมืด คอเล็กๆส่งเสียงดังขนาดนั้นก็คงไม่แปลก แต่ที่นั่นไม่มีน้ำ “ข้าอยาก...กินแอปเปิล...แค่ก” “ทีหลังจะกินเท่าไหร่ก็เชิญ ว่าแต่พวกหมานั่นเป็นยังไงแล้ว” “วิ่งหนีหางจุกตูดไปหมดแล้ว” “ถ้างั้นเราก็หนีกันเถอะ ตอนนี้ทางนั้นรู้หมดแล้วว่าเราอยู่ที่นี่” “เจ้ารู้ทางเหรอ” “ก็พอรู้อยู่นะ” ก่อนที่จะออกวิ่ง เขายื่นมือซ้ายออกไปให้โฮโล โฮโลก็จับมันไว้แน่น ลอเรนซ์ดูให้แน่ใจแล้วก็เริ่มออกวิ่ง ตอนนั้นลอเรนซ์เองก็ได้ยินเสียงคนตะโกนเบาๆแล้ว “แล้วพวกนั้นรู้ได้ยังไงล่ะ” “คงไม่ได้รู้ว่าอยู่ตรงนี้หรอก สงสัยจะหาข้างบนไม่เจอเลยลงมาใต้ดินแล้วเผอิญเจอละมั้ง” “งั้นเหรอ” “ถ้ารู้แล้วมาตามล่าคงจะถูกกระหนาบสองข้างไปแล้ว...?” “จริงด้วย” เมื่อเขารู้สึกเหมือนได้ยินเสียงอู้อี้ดังมาจากทิศที่ทั้งสองเดินมา เขาก็เห็นแสงริบหรี่สว่างมาจากที่ที่พวกเขาเข้ามา ลอเรนซ์ไม่ได้มองโลกในแง่ดีขนาดคิดว่าคนของห้างมิโลเน่มาช่วยเขา ลอเรนซ์หายใจเข้าสั้นๆเหมือนเวลาจะเอาน้ำเย็นราดหัว แล้วเร่งฝีเท้า ทันใดนั้นก็มีเสียงดังขึ้นในทางใต้ดิน “ห้างมิโลเน่ขายพวกเจ้าทิ้งแล้ว! จะหนีไปตอนนี้ก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอก!” เมื่อเขาเลี้ยวเข้าทางแยกเพื่อหลีกหนีเสียงนั้น ก็มีเสียงพูดคล้ายๆกันดังขึ้นจากข้างหลังอีกครั้งหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะได้ยินคำพูดนี้ในสถานการณ์เช่นนี้ไม่ว่าที่ไหนก็ตามในโลก ลอเรนซ์ไม่สนใจแล้ววิ่งหนีไป แต่โฮโลเอ่ยปากพูดด้วยความกังวล “เหมือนว่าเราจะถูกขายแล้วล่ะ” “คงจะด้วยราคาสูงด้วยแหละ เพราะถ้าเจ้าอยู่อย่างน้อยก็สามารถยุบห้างสาขานี้ของห้างมิโลเน่ในเมืองนี้ได้ล่ะ” “...งั้นเหรอ ถ้างั้นคงขายด้วยราคาสูงลิ่วเลยสินะ” หากลอเรนซ์กับโฮโลถูกขายจริงๆ ก็มีเพียงทางเลือกเดียวคือมาร์ไฮท์ต้องแลกด้วยห้างสาขานี้ของห้างมิโลเน่ หากมาร์ไฮท์เลือกทางเลือกนั้นก็คือแผนจำยุบห้างสาขานี้เพื่อรับเงินเพียงคนเดียวแล้วหนีไป แต่ห้างยักษ์ใหญ่อย่างห้างมิโลเน่คงไม่ยอมให้ง่ายๆอยู่แล้ว อีกทั้งมาร์ไฮท์คงไม่คิดว่าจะหนีห้างมิโลเน่พ้นอีกด้วย พูดง่ายๆก็คือเป็นคำโกหกแทนคำทักทาย แต่ดูเหมือนจะมีผลกับโฮโลที่ไม่ชินกับเร่องเช่นนี้ ถึงโฮโลจะฟังคำตอบของลอเรนซ์แล้วพยักหน้าเหมือนเข้าใจเรื่องราวดีแล้ว แต่มือเล็กๆที่จับอยู่กับลอเรนซ์นั้นกำแน่นขึ้นเล็กน้อย ลอเรนซ์บีบมือเล็กๆของโฮโลกลับเพื่อให้เธอคลายความกังวลใจ “เอาละ เลี้ยวขวาตรงนี้” “หยุดก่อน” เมื่อโฮโลพูดเช่นนั้นลอเรนซ์ก็หยุดทันทีหลังจากเลี้ยวโค้งนั้นไปแล้ว อีกฟากของทางโค้งนั้นมีแสงตะเกียงแกว่งไกวอยู่ พร้อมกับเสียงตะโกน “อยู่นี่เอง!” ดังมา ลอเรนซืรีบดึงมือโฮโลแล้วออกวิ่งต่อไปตามทางเดิมที่ตนวิ่งมา พวกที่เห็นลอเรนซ์ก็ออกวิ่งตามเขามา แต่หูของลอเรนซ์ไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของพวกนั้น “เจ้ารู้ทางเหรอ” “รู้ ไม่มีปัญหา” การที่เขาตอบไม่เป็นประโยค ไม่ได้เป็นเพราะเขาเหนื่อย แต่เพราะทางใต้ดินนั้นถูกสร้างมาอย่างซับซ้อน ลอเรนซ์จึงรู้แค่เส้นทางตรงระหว่างทางเข้ากับทางออกคู่หนึ่งเท่านั้น ที่เขาบอกว่ารู้ทางนั้นถึงจะไม่ใช่เรื่องโกหก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องจริง เขาผ่านทางแยกหลายทาง หากจำได้ว่าตรงไหนเลี้ยวซ้ายตรงไหนเลี้ยวขวา ที่เขาพูดก็จะเป็นเรื่องจริง หากผิดสักที่หนึ่งก็เป็นเรื่องโกหก ทุกครั้งที่เขาชะงักกับเสียงฝูงหนีวิ่งที่เหมือนกับเสียงใบไม้ไหว หรือเศษหินตามพื้นจากการผุกร่อนของกำแพง ความคิดในหัวของเขาก็แทบจะเลือนหายไป พ่อค้าเร่ที่ต้องจำหนี้สินเกือบทั้งหมด ดังนั้นทุกคนจึงมีความมั่นใจในความทรงจำของตนเอง แต่เมื่อให้เขาลองมาจำทางใต้ดินละก็ ความมั่นใจนั้นเลือนหายไปแทบจะในพริบตา เพราะทางใต้ดินนั้นซับซ้อนเกินไปจริงๆ “ทางตันอีกแล้วเหรอ” เมื่อถึงทางแยกรูปตัวที แล้วเลี้ยวขวาไปได้นิดเดียวก็ถึงทางตัน ลอเรนซ์ซึ่งเริ่มหายใจหอบพูดแล้วก็เตะกำแพง แสดงถึงความร้อนใจออกมา ขณะเดียวกันโฮโลก็หายใจไม่เป็นจังหวะแล้วบีบมือแน่นขึ้นๆ เหมือนว่าพวกของห้างเมดิโอจะใช้กำลังคนมากหวังจะจับลอเรนซ์และโฮโลให้ได้ นี่เป็นการคาดการณ์จากเสียงตะโกนและเสียงฝีเท้าที่ก้องกังวาลอยู่ในทางใต้ดิน แต่เสียงในทางใต้ดินนั้นก้องกังวาลเกินไปจนแม้กระทั่วโฮโลก็ไม่สามารถบอกจำนวนคนที่แน่นอนได้ อีกทั้งตอนนี้ที่ทั้งคู่ร้อนรนใจ ยิ่งทำให้คิดไปว่าเสียงเท้านั้นเป็นเสียงของผู้ไล่ล่าจำนวนมากกว่าฝูงมด “ให้ตายสิ ถอยก่อน ข้าจำทางไม่ได้แล้ว” หากยิ่งมุ่งหน้าต่อไปแล้วเส้นทางใหม่ผสมปนกับความทรงจำจะไม่มีทางกลับได้ ถึงตอนนี้จะดูน่าสงสัยแล้ว แต่โฮโลก็เห็นด้วยแล้วพยักหน้าไม่พูดถึงมัน เขาไม่อยากทำให้โฮโลต้องไม่สบายใจ “ยังวิ่งไหวไหม” ลอเรนซ์เป็นพ่อค้าเร่ที่มั่นใจในขาของตน ถึงจะหายใจหอบแล้วแต่ยังสามารถวิ่งต่อไป แต่โฮโลตอบเพียงพยักหน้าเท่านั้น หมาป่าเมื่ออยู่ในร่างมนุษย์อาจจะไม่สามารถวิ่งได้ขนาดนั้นก็เป็นได้ “ถ้าแค่นิดหน่อย” คำตอบสั้นๆนั้นออกมาระหว่างลมหายใจหอบ “หา ที่สักที่” พักหน่อย ลอเรนซ์จะพูดต่อเช่นนั้นแต่เห็นสายตาของโฮโลแล้วก็ตกใจ ดวงตาที่เปล่งประกายอย่างเฉียดคมแม้ในความมืดนั้น เป็นเหมือนกับดวงตาของหมาป่าในป่ามืดสนิทที่รู้สถานการณ์ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เขารู้สึกอุ่นใจที่โฮโลเป็นพวกเดียวกับเขา ลอเรนซ์หายใจเงียบพลางเงี่ยหูฟัง จ๋อม จ๋อม เสียงฝีเท้าที่ก้าวราวกับกำลังระมัดระวังดังขึ้นมาใกล้ๆ เสียงนั้นคงจะดังมาจากทางขวามือของแยกที่ลอเรนซ์ยืนอยู่ ทางที่ทั้งสองคนผ่านมานั้นอยู่ตรงไปข้างหลัง หากย้อนไปก็จะมีทางแยกซ้ายขวาหลายแยก แผนของเขาคือหาจังหวะวิ่งย้อนกลับทางเดิมแล้วหนีไปในทางแยก ลอเรนซ์ดึงมือโฮโลเบาๆแล้วบอกแผน โฮโลก็พยักหน้าให้รู้ว่าเข้าใจแล้ว จ๋อม จ๋อม เสียงฝีเท้าค่อยๆใกล้เข้ามา ถึงจะยังอุ่นใจที่เสียงอยู่ฝั่งตรงข้ามของกำแพง แต่เสียงฝีเท้านั้นดังต่อเนื่องโดยไม่หยุดราวกับพวกจากห้างเมดิโอจงใจทำเสียง พร้อมกับพูดกันด้วยรหัสลับ ลอเรนซ์กับโฮโลเริ่มรู้สึกเหมือนว่าตนตกกับของพวกนั้นแล้ว รอเพียงแค่พวกนั้นจะบีบเข้ามาเท่านั้น ลอเรนซ์กลั้นลมหายใจพลางรอจังหวะจะออกไปข้างหน้า หากเป็นจังหวะที่ใครสักคนของห้างเมดิโอส่งเสียงดังยิ่งดี แล้วทันทีหลังจากที่เขาหวังเช่นนั้น “ฮะ ฮัด ...” มีเสียงหายใจแปลกๆดังมาจากคนที่เดินทำเสียงฝีเท้าอยู่ เสียงจามนั่นเอง ลอเรนซ์คิดว่านั่นเป็นเหมือนเสียงสวรรค์ แล้วบีบมือโฮโลเบาๆ “ฮัดชิ่ว” ทางฝั่งนั้นเองก็คงรู้สึกว่าตนพลาด เสียงจามเบาๆนั้นเหมือนพยายามใช้มือป้องปิด แต่นั่นก็เพียงพอที่ทั้งสองคนจะออกวิ่งไปได้อย่างเงียบๆแล้ว ลอเรนซ์กับโฮโลออกวิ่งไป แล้วเลี้ยงซ้ายตรงทางแยกข้างหน้า เสี้ยววินาทีนั้นมีอะไรบางอย่างสีดำตัดผ่านข้างหน้าเขาไป เก่าเขาจะรู้สึกว่านั่นไม่ใช่หนู ก็คือเมื่อเขาได้ยินเสียงคำรามที่น่าจะเป็นของโฮโล “กรรรร กรรรรรรรร!” “เหวอ ตายสิ อยู่นี่! มันอยู่นี่!” เขามองเห็นก้อนอะไรสีดำๆขนาดเล็กเหมือนกับเด็กแกว่งไปมาซ้ายขวาอยู่ท่ามกลางความมืด หลังจากนั้นก็รู้สึกถึงอะไรร้อนๆที่แก้มด้านซ้าย เขาคิดว่ามันเป็นแผลจากมีดก็เมื่อจับดูแล้วมีของเหลวอยู่ แล้วเมื่อเขารู้สึกได้ว่าสิ่งที่แกว่งซ้ายขวาอยู่นั่นคือโฮโลซึ่งกัดแขนของฝ่ายตรงข้ามที่ถือมีดอยู่ เขาก็ขยับตัวไปโดยไม่ได้คิด เพราะบางครั้งจำเป็นต้องแบกสัมภาระที่หนักกว่าน้ำหนักของตัวเองข้ามเขา หมัดของพ่อค้าเร่จึงแข็งกว่าเหรียญเงิน ลอเรนซ์ตัดสินใจกำหมัดขวาแล้วเงื้อขึ้นสุดแขน ก่อนจะฟาดลงที่บริเวณเหนือริมฝีปากของชายที่ถูกโฮโลงับแขนและร้องตะโกนอยู่ ผลัวะ เสียงที่ตามมากับหมัดของลอเรนซ์นั้นน่ารังเกียจเหมือนกับเสียงกบถูกบี้ ลอเรนซ์ใช้มืออีกข้างหนึ่งยื่นไปยังหลังของโฮโล แล้วดึงตัวเธอเข้ามาหา เงาของคนที่เขาเหวี่ยงหมัดใส่นั้นค่อยๆล้มลงไปข้างหลังช้าๆ ลอเรนซ์ถอยไปข้างหลังแล้วตั้งท่าจะออกวิ่งเพื่อหาทางอื่น แต่ทันทีหลังจากนั้น เขาก็คิดได้ว่าเสียงจามนั่นไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นกับดักให้ลอเรนซ์กับโฮโลโผล่ออกมา หลังจากแรงปะทะดัง ตุบ เขาก็รู้สึกราวกับเลือดทั้งร่างกายของเขาไหลย้อนกลับ เสี้ยววินาทีที่เขากำลังจะพลิกตัวกลับไปข้างหลัง ก็มีของมีคมบางอย่างปักลงบนตัวเขา “พระผู้เป็นเจ้า อภัยบาปครั้งนี้ของข้าด้วยเถิด” ลอเรนซ์ได้ยินเสียงขึ้นที่ข้างหู เขาจึงมั่นใจว่าฝั่งตรงข้ามตั้งใจจะฆ่าเขา ฝั่งตรงข้ามที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืดแล้วรอดูจังหวะโจมตีนั้นคงคิดจะฆ่าเขาจริงๆ แต่พระเจ้ายังไม่ทอดทิ้งลอเรนซ์ มีดนั้นปักลงบนแขนซ้ายของลอเรนซ์บริเวณเหนือข้อมือเล็กน้อย “ก่อนจะสารภาพบาป” ลอเรนซ์พูดพลางเหวี่ยงขาเตะเข้าหว่างขาของชายคนนั้น “ก็จงทบทวนสิ่งที่จะทำก่อน” ลอเรนซ์ผลักชายที่ล้มหมดสติไป แล้วใช้มือขวาคว้าแขนของโฮโลออกวิ่ง มีเสียงตะโกนโหวกเหวกไปมาพร้อมกับเสียงคนของห้างเมดิโอวิ่งมา เลี้ยวซ้ายที่ทางแยกแล้วเลี้ยวขวาที่แยกถัดไป ไม่มีแผน อีกทั้งใช่ว่าจะจำเส้นทางได้ ก่อนอื่นเขาอยากวิ่งต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีความรู้สึกว่าจะหยุดได้ เขารู้สึกว่าแขนซ้ายของเขาหนักราวกับจุ่มอยู่ในบ่อโคลน และร้อนราวกับถูกแท่งเหล็กที่ลนไฟจนแดงเสียบ แต่ในขณะเดียวกันจากข้อมือซ้ายเป็นต้นไปกลับเย็น คงเป็นเพราะว่าเลือดค่อยๆไหลออกไป หากเป็นเช่นนี้เขาคงวิ่งต่อได้อีกไม่นาน ลอเรนซ์เองเคยบาดเจ็บระหว่างการเดินทางอยู่บ่อยๆ จึงพอรู้ขีดจำกัดของร่างกายตนเอง ไม่รู้ว่าหลังจากนั้นเขาวิ่งสะเปะสะปะอีกสักเท่าไหร่ ขณะที่สติของเขาค่อยๆเลอะเลือนลงเรื่อยๆ เสียงตะโกนและเสียงฝีเท้าที่สะท้อนกังวาลนั้นกัดกร่อนความคิดของเขา ราวกับเวลาที่ถูกฝนห่าใหญ่สาดกระหน่ำกลางทุ่งหญ้าเวลากลางคืน แม้เมื่อเสียงเหล่านั้นห่างไกลออกไปแล้ว เขาก็ไม่มีแรงเหลือจะเป็นห่วงโฮโล ร่างกายตนเองยังไม่รู้เลยว่าจะไปต่อได้อีกสักเท่าไหร่กัน “ลอเรนซ์” เสียงเรียกชื่อตนเองดังขึ้น เขาแวบนึกไปว่ายมทูตมาหาเขาแล้วหรือ “ลอเรนซ์ เป็นอะไรรึเปล่า” แล้วสติเขาของก็กลับคืนมา เมื่อรู้สึกตัวก็รู้สึกว่าร่างของตนแนบพิงกำแพงหินอยู่ “อ้า ค่อยโล่งอกหน่อย ข้าเรียกตั้งหลายครั้งไม่ขยับตัวเลย” “...อือ...อืม ข้าไม่เป็นไร แค่ง่วงนิดหน่อยเท่านั้นแหละ” ไม่รู้ว่าลอเรนซ์ยิ้มออกไปหรือเปล่า แต่โฮโลตีอกของเขาราวกับโกรธ “แข็งใจไว้ก่อน อีกนิดเดียว” “...อะไรเหรอ” “ไม่ได้ยินที่ข้าพูดเหรอ ข้าได้กลิ่นแสง มีทางต่อไปยังบนดินน่ะ” “อะ อ่า” ลอเรนซ์จำไม่ได้เลย แต่ก็พยักหน้าแล้วขยับตัวออกจากกำแพง ขณะที่เขาโซเซจะเดินออกมาก็สังเกตเห็นผ้าที่พันรอบแขนซ้ายแทนผ้าพันแผล “...ผ้าพันแผล เหรอ” “ข้าฉีกแขนเสื้อออกมาทำน่ะ เรื่องนี้นี่เจ้าก็ยังจำไม่ได้เลยเหรอ” “เปล่าๆ ข้าจำได้ ไม่เป็นไรหรอก” ครั้งนี้เขายิ้มออก โฮโลจึงไม่พูดอะไรออกมามากไปกว่านี้ แต่เมื่อออกเดินเธอก็เดินนำหน้าเขา “อีกนิดเดียวเท่านั้นแหละ ออกไปถึงทางแยกข้างหน้านี้ แล้วพอเลี้ยวขวา...” โฮโลดึงมือลอเรนซ์ ลอเรนซ์เองก็รู้เหตุผลที่เธอหยุดกลางคันขณะที่หันหลังมาพูดกับเขาดี มีเสียงฝีเท้าดังมาจากข้างหลัง “เร็วเข้า เร็วเข้า” โฮโลเร่งเขาด้วยเสียงเบาๆแหบแห้ง ลอเรนซ์ใช้กำลังเฮือกสุดท้ายก้าวขาออกเดิน ถึงเสียงฝีเท้าจะค่อยๆเคลื่อนเข้ามาหาพวกลอเรนซ์ แต่ก็ยังฟังดูเหมือนอยู่ห่างพอสมควร หากหนีออกไปบนดินได้ ลอเรนซ์มีบาดแผลใหญ่ ผู้คนในเมืองก็อาจจะช่วยเหลือ คนของห้างเมดิโอคงไม่อยากทำให้เรื่องวุ่นวาย ระหว่างนั้นก็ติดต่อกับห้างมิโลเน่ แล้วอย่างน้อยก็ให้โฮโลหนีไป สิ่งสำคัญตอนนี้ คือการติดต่อกับห้างมิโลเน่แล้วแบ่งกลุ่มกันใหม่ ลอเรนซ์คิดพลางลากร่างของตนที่หนักอึ้งราวกับหินไปข้างหน้า จนในที่สุดเขาก็เห็นแสงเหมือนกับที่โฮโลบอกไว้ เหมือนว่าแสงจะส่องผ่านจากทางขวาไปยังทางซ้ายของทางแยกข้างหน้า เสียงข้างหลังก็ประชิดเข้ามาแล้ว แต่หากยังเดินไปได้เช่นนี้เรื่อยๆก็คงจะหาทางรอดได้ โฮโลดึงแขนขวาของลอเรนซ์แรงๆเหมือนกับกำลังเร่งเขา ลอเรนซ์ก็ตามเธอไปให้เร็วเท่าที่จะทำได้ ในที่สุดก็มาถึงแยกแล้วเลี้ยวไปทางขวา สุดทางนั้นมีแสงจ้าชัดเจน “ทางนี้ต่อกับข้างบน อีกนิดเดียวเท่านั้น” เสียงของโฮโลเองก็ดูมีเรี่ยวมีแรงมากขึ้น ลอเรนซ์เคลื่อนตัวไปข้างหน้าเหมือนได้รับกำลังใจจากเธอ ฝั่งผู้ถูกล่าชนะได้อย่างเฉียวเฉียด อย่างน้อยลอเรนซ์ก็มั่นใจเช่นนั้น จนกระทั้งโฮโลส่งเสียงเหมือนกับจะร้องไห้ออกมา “ไม่จริง น่า...” ลอเรนซ์เงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงนั้น เพราะคุ้นกับความมืดของทางใต้ดินจนขนาดก้มหน้ายังรู้สึกปวดตา เขาจึงต้องใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าจะลืมตาขึ้นมองได้ แต่เมื่อดวงตาคุ้นกับแสงสว่างแล้วเขาก็เข้าใจทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น นี่คงเป็นของสมัยที่ทางใต้ดินยังถูกใช้เป็นทางน้ำใต้ดินอยู่ ที่นั่นคือบ่อน้ำที่ตอนนี้ไม่ได้ใช้การแล้ว มีแสงลอดลงมาจากรูรูปวงกลม แต่เมื่อมองจากทางใต้ดินลอดผ่านบ่อน้ำขึ้นไป ท้องฟ้านั้นอยู่แสนห่างไกล ปากบ่อน้ำนั้นอยู่สูงขึ้นไปกว่าเพดานที่ขนาดลอเรนซ์ยืดแขนสุดแล้วยังทำได้แค่แตะ ไม่มีเชือกหรือบันได ตอนนี้พวกเขาทั้งสองคนไม่มีทางจะปีนขึ้นไปได้ โฮโลกับลอเรนซ์เงียบลงราวกับเจ้าหนี้หน้าเลือดที่สิ้นหวังกับเส้นทางสู่สวรรค์ที่ห่างไกล แล้วเสียงเท้าที่เหมือนกำลังมั่นใจว่าตามพวกเขาสองคนทันแล้วก็โผล่พ้นทางแยกออกมา “มันอยู่นี่!” ทั้งคู่หันหลังกลับเมื่อได้ยินเสียงตะโกน โฮโลเงยหน้าขึ้นมองลอเรนซ์ แต่ลอเรนซ์ดึงกริชออกมาจากเอวด้วยมือขวาที่ยังชยับได้ แล้วค่อยๆเคลื่อนตัวมาอยู่หน้าโฮโลอย่างช้าๆราวกับอยู่ใต้น้ำ “ถอยไป” ที่จริงแล้วลอเรนซ์อยากออกไปมากกว่านี้แต่ขาทั้งสองข้างของเขาหมดสิ้นเรี่ยวแรงแล้ว ราวกับปักหลักอยู่ตรงนั้น ไม่ขยับแม้อีกก้าวเดียว “เจ้า ไม่ไหวหรอก” “อะไรกัน ข้ายังไหวอยู่” ที่การพูดออกมาได้ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นนั้นถือว่าโชคดีแล้ว ถึงแม้เขาจะไม่สามารถหันหลังกลับไปพูดได้ก็ตาม “ขนาดนี้ไม่ต้องเป็นหูของข้าก็บอกได้ว่าเจ้าโกหก” โฮโลพูดด้วยอารมณ์โกรธเล็กน้อย แต่ลอเรนซ์นั้นไม่ได้ฟัง เพ่งมองไปข้างหน้าอย่างเดียว คนของห้างเมดิโอที่เข้ามาในระยะสายตานั้นมีอยู่ห้าคน แต่ละคนถือไม้กระบองหรือมีดดาบอยู่ในมือ นอกจากนั้นยังได้ยินเสียงผีเท้าจำนวนมากจากข้างล้าง แต่พวกเขาที่มีจำนวนมากเหลือล้นไม่มุ่งหน้าเข้ามาในทันที เพียงแค่เลี้ยวเข้ามาแล้วมองจ้องอยู่เท่านั้น ดูเหมือนว่ากำลังรอกำลังเสริม แต่เพียงแค่ห้าคนก็เกินพอแล้ว เพราะลอเรนซ์ก็ดูไม่น่ามีเรี่ยวแรงสู้ไหว ส่วนโฮโลก็เป็นเพียงหญิงสาวเท่านั้น แต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็ไม่ขยับ ในที่สุดเสียงฝีเท้าจำนวนมากก็มาถึง ทั้งห้าคนที่เผชิญหน้าอยู่หันหลังกลับไปแล้วหลีกทางให้ “อ๊ะ” แล้วเมื่อเห็นคนที่โผล่พ้นแยกเข้ามา โฮโลก็หลุดเสียงออกมา ลอเรนซ์ก็เกือบจะหลุดเสียงออกมาเช่นกัน คนที่ปรากฎกายขึ้นคือยาเรย์ “เมื่อได้ฟังรายงานถึงรูปพรรณยังฉุกคิดอยู่เลย แต่ข้าไม่คิดว่าเป็นเจ้าจริงๆนะเนี่ย ลอเรนซ์” ยาเรย์ผู้ซึ่งมีผิวสีกรำแดดจากแสงอาทิตย์ ต่างจากทั้งผู้คนที่อาศัยอยู่ภายในกำแพงเมือง และพ่อค้าเร่ที่มีชีวิตอยู่กับฝุ่นผงและหยาดเหงื่อ ทำสีหน้าเศร้าสร้อยแล้วก้าวออกมาข้างหน้า “ทางนี้เองก็ประหลาดใจเหมือนกันแหละนะ หมู่บ้านพาสโรที่น่าจะรู้จักแต่กลิ่นโลหะจากจอบเสียมหรือเคียวเกี่ยวข้าว จะวางแผนการค้าแลกเปลี่ยนเหรียญเงินครั้งใหญ่ขนาดนี้น่ะ” “แต่ชาวบ้านที่เข้าใจการแลกเปลี่ยนครั้งนี้ก็มีนิดหน่อยเท่านั้น” ยาเรย์พูดราวกับจะบอกว่าตนไม่ใช่ชาวบ้าน แต่หากดูจากชุดที่สวมใส่อยู่ก็เข้าใจได้ หากดูเนื้อผ้าก็รู้ได้ว่ายาเรย์นั้นมีความสัมพันธ์กับห้างเมดิโออย่างลึกซึ้ง เป็นเสื้อผ้าที่ไม่สามารถเป็นเจ้าของได้ด้วยการทำการเกษตรโดยปกติ “เอาเถอะ เรื่องพวกนั้นไว้ทีหลัง เวลามีน้อยน่ะ” “ไม่เย็นชาไปหน่อยเหรอยาเรย์ แวะไปหมู่บ้านทั้งทียังไม่ได้เจอเจ้าเลย” “แต่แทนที่ข้าก็ได้เจอคนอื่นไม่ใช่เหรอ” ยาเรย์หันไปมองโฮโลที่อยู่หลังลอเรนซ์ แล้วพูดต่อ “ทีแรกข้ายังไม่คิดเลยว่าจะเป็นไปได้ แต่เธอนั้นตรงเหมือนกับนิทานโบราณมากเกินไป เหมือนกับร่างจำแลงของหมาป่าที่สิงอยู่ในทุ่งข้าวสาลีแล้วคอยบงการให้พืชพรรณไม่เจริญน่ะ” ลอเรนซ์รู้ว่าโฮโลสะดุ้ง แต่เขาก็ไม่ได้หันหน้ากลับไป “ส่งตัวเธอมา พวกข้าจะพาเธอส่งตัวไปให้กับศาสนจักร แล้วตัดขาดจากยุคสมัยเก่าๆ” ยาเรย์ก้าวมาข้างหน้าหนึ่งก้าว “ลอเรนซ์ หากเจ้านั่นอยู่ ข้าสามารถจัดการกับห้างมิโลเน่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น หากสามารถละเว้นภาษีได้ด้วย ข้าวสาลีจากหมู่บ้านของข้าก็จะให้กำไรอย่างงดงาม แล้วพ่อค้าข้าวสาลีก็เช่นกัน ไม่มีสินค้าไหนจะได้กำไรไปกว่าสินค้าที่ไม่ถูกเรียกเก็บภาษีจริงไหม” เมื่อยาเรย์ย่างก้าวที่สอง โฮโลก็จับเสื้อของลอเรนซ์ มือนั้นสั่นจนลอเรนซ์ที่วิงเวียนอยู่ยังรู้ได้ “ลอเรนซ์ ถึงตอนนี้ชาวบ้านในหมู่บ้านของเราทุกคนที่ต้องลำบากจากการถูกเก็บภาษีอย่างหนักยังรู้สึกขอบคุณเจ้าที่รับซื้อข้าวสาลีให้ ถึงขนาดยอมให้เจ้าซื้อข้าวสาลีก่อนคนอื่นๆได้ง่ายๆ ยิ่งไปกว่านั้น เราก็เป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอ นี่ ลอเรนซ์ เป็นพ่อค้าทั้งทีแค่เรื่องคิดกำไรขาดทุนก็ต้องทำได้อยู่แล้วสิ” คำพูดของยาเรย์ค่อยๆซืมซาบเข้าไปในหัวของเขา ข้าวสาลีที่ไม่ถูกเรียกเก็บภาษี นั่นก็ไม่ต่างไปจากเงินออกรวงอยู่ในทุ่งข้าวสาลี หากตามการซื้อขายของยาเรย์ไปทรัพย์สินก็คงจะเพิ่มเป็นหลายเท่าตัวแน่ๆ แล้วหากมีทุนทรัพย์เพียงพอก็อาจตั้งร้านข้าของตนเองในเมืองพัทซิโอได้ ต่อจากนั้นก็ใช้สิทธิพิเศษจากการค้าขายข้าวสาลีกับหมู่บ้านพาสโรขยายกิจการให้ใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆได้ เขามองเห็นความฝันใหญ่โตมาพร้อมกับคำพูดของยาเรย์ “แค่คิดกำไรขาดทุนน่ะข้าทำได้” “โอ้ ลอเรนซ์” ใบหน้าของยาเรย์แจ่มใสขึ้นมาพร้อมผายมือทั้งสองข้างออก โฮโลบีบมือที่จับเสื้อของลอเรนซ์อยู่ พอลอเรนซ์ใช้กำลังที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดหันหลังไป โฮโลก็เงยหน้าขึ้นมองลอเรนซ์ ดวงตาสีอัมพันของโฮโลนั้น หลังจากมองลอเรนซ์ด้วยแววตาเศร้าสร้อย ก็รีบหลบลงไปในทันที ลอเรนซ์ค่อยๆหันกลับมาข้างหน้า “แต่การรักษาสัญญาเป็นเงื่อนไขอันดับหนึ่งของพ่อค้าที่ดี” “ลอเรนซ์?” ยาเรย์ถามกลับด้วยความสงสัย ลอเรนซ์พูดต่อ “หญิงสาวแปลกๆคนนี้ที่ข้าเก็บมาด้วยบุญด้วยกรรมไหนไม่รู้อยากจะกลับไปทางเหนือ แล้วข้าเองก็ไปทำสัญญาจะร่วมเดินทางไปด้วยซะแล้วน่ะ ยารย์ ข้าไม่สามารถขัดคำสัญญานั้นได้” “เจ้า...” ลอเรนซ์ฟังเสียงตกใจของโฮโล พลางจ้องมองตรงไปยังยาเรย์ ยาเรย์ส่ายหัวเหมือนจะบอกว่าตนไม่เข้าใจ ถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วเงยหน้าขึ้น “งั้นข้าก็ต้องบรรลุสัญญาของข้าเองเหมือนกัน” พอยาเรย์ยกมือขวาขึ้น คนของห้างเมดิโอที่เงียบมองดูอยู่ตลอดก็ตั้งท่าเตรียมพร้อม “ลอเรนซ์ มิตรภาพของเรานั้นช่างสั้น” “การลาจากก็เป็นของคู่กับพ่อค้าเร่อยู่แล้ว” “ผู้ชายนั้นฆ่าได้เลย ส่วนหญิงสาวนั้นจับเป็น” ยาเรย์พูดด้วยเสียงอันเยียบเย็นราวกับเป็นคนอื่น แล้วคนของห้างเมดิโอก็ก้าวออกมา ลอเรนซ์กำมือขวาที่ถือกริชเงินแน่นขึ้น แล้วทำท่าจะก้าวขาที่แข็งเหมือนกับยึดติดกับพื้นไปแล้วออกมา หากถ่วงเวลาไปได้สักนิดหนึ่ง คนของห้างมิโลเน่อาจจะมาช่วยก็เป็นได้ เขากุมความหวังนั้นพลางเงื้อกริชขึ้นเงอะงะ เสี้ยววินาทีนั้นแขนของโฮโลก็เข้าโอบร่างของเขา “หะ โฮโล ทำอะไร” แขนบางๆของโฮโลโอบกอดร่างของลอเรนซ์แล้วดึงล้มลง เขาคิดว่าร่างกายของโฮโลมีแรงขนาดนั้นได้อย่างไร แต่นั่นก็อาจเป็นเพียงเพราะร่างกายของลอเรนซ์ไม่เหลือเรี่ยวแรงจะต้านทานแล้วก็เป็นได้ ที่จริงแล้วเหมือนว่าโฮโลจะผยุงร่างของลอเรนซ์ไม่ไหว ทำให้ท่าทางของเขาเหมือนล้มนั่งลง แรงกระแทกกับพื้นทำให้กริชในมือหลุดลอยออกไป ลอเรนซ์ลนลานจะยืนขึ้นเพื่อเก็บกริชคืนมา แต่ก็ทำไม่ไหว เพียงแค่ยืดแขนก็ไม่สามารถพยุงตัวได้ล้มลงไปข้างหน้า “โฮโล...เอากริช” “พอแล้ว” “โฮโล?” โฮโลไม่ตอบคำของลอเรนซ์ เธอวางมือลงบนแขนซ้ายที่ขยับไม่ได้ของลอเรนซ์ “อาจจะเจ็บสักหน่อย ทนหน่อยนะ” “เจ้าจะ...” ก่อนลอเรนซ์จะพูดจบ โฮโลก็คลายผ้าที่พันแขนซ้ายของลอเรนซ์ออก แล้วยื่นจมูกเข้าไปใกล้ ดมกลิ่นบาดแผลที่เปิดออกมา ลอเรนซ์นึกถึงความทรงจำตอนที่เจอกับโฮโลเป็นครั้งแรก ตอนนี้บอกว่าหากโฮโลเป็นหมาป่าจริงๆให้กลายร่างกลับหมาป่าให้ดู โฮโลตอบขึ้นมาราวกับไม่มีอะไรว่า เพื่อจะกลับเป็นร่างเดิมต้อใช้ข้าวสาลีนิดหน่อยหรือ– หรือไม่ก็เลือดสดๆ “มัวทำอะไรอยู่ รีบจับเร็วเข้า!” เสียงของยาเรย์ดังขึ้น คนของเมดิโอที่หยุดนิ่งเพราะท่าทีแปลกประหลาดของโฮโลก็เตรียมอาวุธพร้อมเข้าใกล้เข้ามาราวกับได้สติคืน ทันทีหลังจากนั้น โฮโลก็หลับตาลงพร้อมเผยเขี้ยวสองซี่ออกมาใต้ริมฝีปาก แล้วฝังมันลงในปากแผลของลอเรนซ์ “เลือด มันดูดเลือดอยู่!” มีเสียงตะโกนดังขึ้น โฮโลลืมตาขึ้นเล็กน้อยเมื่อไดยินเสียงนั้น แล้วเหลือบขึ้นมองลอเรนซ์ จากรอยยิ้มเศร้าสร้อยของโฮโล ลอเรนซ์ก็รู้สึกตัวว่าตนกำลังทำหน้าอย่างไรอยู่ เพราะสิ่งที่ดูดเลือดมีเพียงปิศาจร้ายกับสัตว์ประหลาดเท่านั้น “อย่าไปกลัว! มันก็แค่พวกปิศาจร้ายเข้าสิงเท่านั้น! จับมัน!” คำพูดนั้นของยาเรย์ก็ไม่สามารถทำให้ชายฉกรรจ์นั้นเดินหน้าต่อได้ เมื่อโฮโลค่อยๆถอนปากออกจากแข็นของลอเรนซ์ การเปลี่ยนแปลงก็เริ่มขึ้นแล้ว “เจ้า” ผมยาวของโฮโลกลายเป็นขนของสัตว์ที่ไม่ใช่ของมนุษย์แล้ว แขนที่เห็นผ่านแขนเสื้อที่ขาดก็กลายเป็นของสัตว์ป่า “ที่เจ้าเลือกข้า ข้าจะไม่มีวันลืม” เธอเลียเลือดที่หยดออกมาจากมุมปากด้วยลิ้นสีแดงสด ไม่ใช่เช็ดด้วยมือ “เจ้า” โฮโลยืนขึ้น หันมามองลอเรนซ์ แล้วก็ยิ้มอย่างเศร้าสร้อยพลางพูดขึ้นมาเบาๆในที่สุด “อย่าดูข้าเลย” เสี่ยววินาทีต่อมา เมื่อเขาคิดว่าร่างของโฮโลขยายใหญ่ขึ้นหรือยัง ก็มีเสียงเสื้อผ้าขาดดังขึ้นพร้อมกับขนสีน้ำตาลเข้มจำนวนมากล้นออกมา ถุงหนังบรรจุข้าวสาลีร่วงลงพร้อมกับเสื้อผ้าที่ฉีกขาด ลอเรนซ์เอื้อมมือไปหยิบถุงข้าวสาลีที่โฮโลสิงสถิตอยู่อย่างรวดเร็ว เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งก็พบกับพมาป่าร่างมหึมา หมาป่าสีน้ำตาลเข้มร่างยักษ์ที่ปรากฎกายขึ้นมาอย่างกระทันหันส่ายหัวราวกับเพิ่งตื่น แล้วกระทืบขาหน้าอยู่หลายครั้งราวกับตรวจดูสภาพร่างกายของตน บนฝ่ามือของหมาป่ามีอุ้งเล็บรูปร่างเหมือนกับเคียว เขี้ยวแต่ละซี่ที่โผล่ออกมานั้นมีขนาดใหญ่จนมองเห็นรูปร่างของแต่ละซี่ได้อย่างชัดเจน ปากมีขนาดใหญ่จนสามารถกลืนคนทั้งคนลงไปได้ บรรยากาศรอบๆร่างนั้นหนักและร้อนจนแค่อยู่ใกล้ๆก็รู้สึกเหมือนจะละลายไป แต่ในทางกลับกัน ดวงตาของหมาป่านั้นโปร่งใสเยือกเย็น หนีไม่พ้น หากเป็นมนุษย์ก็คงคิดเช่นนั้น “วะ เหวอออออออออออออออออออออ” เพราะมีคนหนึ่งร้องตะโกนออกมา กว่าครึ่งของผู้ที่อยู่ตรงนั้นต่างทิ้งอาวุธแล้วหนีไป มีสองคนที่ขว้างอาวุธมาทางหมาป่าด้วยความหวาดกลัว หมาป่ายักษ์ขยับปากอย่างรวดเร็วงับอาวุธที่โยนมาสองชิ้นนั้น แล้วเคี้ยวอาวุธที่ทำด้วยเหล็กเหล่านั้นหักไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น นี่คือเทพ ในแดนเหนือคำว่าเทพใช้ในความหมายว่า สิ่งที่มนุษย์ทำอะไรไม่ได้ ก่อนหน้านี้ลอเรนซ์ไม่เข้าใจความหมายมากนัก แต่ตอนนี้เขาเข้าใจดีแล้ว ทำอะไรไม่ได้ หมาป่าตัวอย่างนี้ ใครจะทำอะไรก็คงไม่ได้ “หะ” “อะ” สองคนที่ขว้างอาวุธมาส่งเสียงออกมาสั้นๆ แต่นั่นไม่รู้จะเรียกว่าเสียงได้หรือไม่ ทั้งสองถูกหมาป่ายักษ์ฟาดชนกับกำแพง นั่นคงเป็นเหมือนกับเสียงร้องของกบเมื่อถูกบี้ แล้วหมาป่าก็วิ่งราวกับลื่นไถลไปบนพื้น “พวกเจ้า อย่าคิดว่าจะมีชีวิตรอดกลับไปได้นะ” ทันทีที่เสียงทุ้มต่ำดังกังวาลขึ้น ก็เกิดเสียงเล็บกระทบกับโลหะหรือเสียงร้องที่ขาดหายไปกลางคันดังขึ้น ลอเรนซ์พยายามลุกขึ้นเพื่อดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่โศกนาฏกรรมนั้นแค่พริบตาเดียว เมื่อร่างหมาป่านั้นหยุดลง ก็มีเสียงชายที่เหมือนว่าเหลืออยู่เพียงคนเดียวดังขึ้น  “ทะ เทพก็อย่างนี้เสมอแหละ ไม่...ไม่เคยมีเหตุผลเลย” เสียงของยาเรย์ ไม่มีเสียงตอบ มีแต่เสียงอ้าปากขนาดมหึมา ลอเรนซ์ทนไม่ไหวแล้วตะโกนออกมา “หยุดก่อน โฮโล!” กึง คงเป็นเสียงปิดปากของโฮโล ลอเรนซ์จินตนาการภาพท่อนบนของร่างยาเรย์กำลังจะถูกกินไป แต่เขาไม่คิดว่ายาเรย์จะสามารถหนีไปได้ เพราะนกที่ถูกหมาล่าเนื้อจ้องตาแล้วจะไม่มีทางบินหนีได้ แต่หลังจากความเงียบครู่หนึ่ง ปากของโฮโลที่หันกลับมาได้อย่างง่ายดายแม้จะอยู่ในทางแคบๆนั้นไม่มีเลือดติดอยู่ แต่ร่างของยาเรย์ที่สลบเหมือดไปติดอยู่กับเขี้ยวห้อยลงมาอยู่ “โฮโล...” ลอเรนซ์ถอนหายใจออกมาพร้อมพูดชื่อนั้นออกมาเบาๆ โฮโลที่ปล่อยร่างของยารย์ลงบนพื้นไม่มองไปยังลอเรนซ์ แต่กลับพูดคำสั้นๆออกมา “ข้าวสาลี” เสียงทุ้มต่ำก้องกังวาลเหมาะกับร่างมหึมานั้นทำให้ลอเรนซ์ตัวหงอไปเสี้ยววินาทีหนึ่ง ถึงจะรู้ว่านั่นเป็นโฮโล แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้ หากถูกมองตรงๆแล้ว ลอเรนซ์เองคงจะให้สติอยู่กับตัวได้ยาก หมาป่าตัวนี้นั้นดูยิ่งใหญ่เกินไป “ข้าวสาลี” เมื่อถูกพูดซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ลอเรนซ์ก็พยักหน้าแล้วยื่นถุงหนังในมือให้โดยไม่ได้นึกคิดอะไร แล้วก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นได้ รู้สึกเหมือนมีลางไม่ดี “ข้าวสาลี จะเอาไปทำอะไร” พอลอเรนซ์ถาม โฮโลก็เงียบไปครู่หนึ่งแล้วก้าวขาออกมาอยากกระทันหัน ทันใดนั้นลอเรนซ์ก็รู้สึกถึงแรงกดซึ่งทำให้เขาหงายหลัง ปากที่เต็มไปด้วยเขี้ยวของโฮโลบิดเบี้ยวเล็กน้อย ลอเรนซ์จึงรู้ตัวว่าตนทำบางอย่างผิดอย่างร้ายแรง “นั่นคือคำตอบ เอาข้าวสาลีมา” ลอเรนซ์รู้แล้วว่าเธอจะนำข้าวสาลีจากเขาไป แต่ถึงกระนั้นเหมือนว่าคำพูดของโฮโลมีเวทมนต์ทำให้ลอเรนซ์ยื่นแขนออกไป แต่ลอเรนซ์ไม่มีพละกำลังเหลือเพื่อจะพยุงแขนตนเองแล้วยื่นถุงหนังเล็กๆออกไปได้อีก ถุงหนังนั้นร่วงจากมือที่หยุดอยู่กลางคัน แล้วแขนก็ตกตามไป เขาไม่สามารถเก็บถุงที่ตกลงไปกลับขึ้นมาได้ ลอเรนซ์มองถุงหนังนั้นด้วยสายตาสิ้นหวัง “ขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่ผ่านมานะ” โฮโลพูดพลางเดินเข้าไปหา แล้วเก็บถุงหนังที่ตกจากมือของลอเรนซ์ด้วยปากขนาดยักษ์อย่างคล่องแคล่ว ดวงตาสีอำพันนั้นไม่มองไปยังลอเรนซ์เลย โฮโลถอยไปสองสามก้าว หมุนตัวกลับ แล้วออกเดินไป เขาเห็นหางปลายขาวที่โฮโลเคยภูมิใจหนักหนา หางนั้นห้อยตกอย่างเศร้าสร้อย แล้วค่อยๆเคลื่อนห่างออกไป ลอเรนซ์ตะโกนออกมาในทันที ถึงจะเป็นเสียงที่เรียกไม่ได้ว่าตะโกน แต่เขาก็ตะโกนสุดกำลังที่เหลืออยู่ “ระ รอก่อน!” แต่กระนั้น โฮโลก็ไม่หยุดขาเดินต่อไป ลอเรนซ์รู้สึกเกลียดตัวเองที่หงายหลังตอนที่โฮโลก้าวขาออกมา โฮโลเคยพูดหลายครั้งแล้วว่าไม่ชอบคนที่มองตนด้วยสายตาหวาดกลัว แต่ร่างกายของลอเรนซ์นั้นหวาดกลัวโฮโลไปเอง มนุษย์ไม่ว่าใครก็ตามก็ต้องหวาดกลัวตัวสั่นเมื่อพบกับตัวตนที่แปลกไปอย่างโฮโลนี้ แต่ถึงกระนั้น ลอเรนซ์คิด แต่ถึงกระนั้นเขาก็อย่างหยุดโฮโลไว้ “โฮโล!” เขาตะโกนออกไปด้วยเสียงแหบแห้ง ไม่ได้ผลงั้นเหรอ ทันทีหลังจากที่ลอเรนซ์คิดเช่นนั้น โฮโลก็หยุด เขารู้สึกว่าหากไม่สามารถทำให้โฮโลคิดใหม่ได้ เขาจะไม่มีโอกาสได้พบกับเธออีก แต่จะพูดอะไรดีล่ะ คำพูดมากมายหายวับไปจากสมองของลอเรนซ์ จะพูดว่าตอนนี้เขาไม่กลัวโฮโลแล้วก็ไม่น่าเชื่อ เพราะเขาเองก็ยังกลัวร่างนี้ของเธออยู่ แต่ถึงกระนั้นลอเรนซ์ก็อยากรั้งโฮโลไว้ เขาไม่สามารถหาคำศัพท์มาอธิบายความรู้สึกที่ขัดแย้งกันตอนนี้ได้ แต่ถึงกระนั้นลอเรนซ์ก็พยายามใช้หัวคิดอย่างเต็มที่ แล้วก็เรียงร้อยคำที่จะพูดเพื่อรั้งโฮโลขึ้นมาได้จากคำพูดที่เคยถูกโฮโลหัวเราะเยาะ “เสื้อผ้า...ที่เจ้าทำขาด คิดว่าราคาเท่าไหร่กัน” แล้วคำพูดนั้นก็ออกมาเช่นนี้ “จะเป็นเทพหรืออะไรก็ตามแต่...ชดใช้คืนมาด้วย แค่เหรียญเงินเจ็ดสิบเหรียญที่เจ้าหามาได้นั้นไม่พอหรอก” ลอเรนซ์พูดกับโฮโลด้วยความโกรธเท่าที่เขาจะทำได้ ไม่ใช่สิ เขาโกรธจริงๆสักครึ่งหนึ่ง เขาคิดว่าหากขอร้องว่า อย่าไปเลย นั้นไม่มีทางได้ผล ลอเรนซ์คิดว่าถึงตนจะกลัวร่างหมาป่าของโฮโลแต่ไม่อยากให้เธอไป หากเป็นเช่นนั้นแล้วมีเพียงคำพูดนี้เท่านั้นที่จะรั้งเธอไว้ได้ ความโกรธเคืองเรื่องเงินของพ่อค้านั้นลึกซึ้งกว่าหุบเขา การเรียกทวงเงินก็ตื้อจนน่ารำคาญกว่าดวงจันทร์ที่ขึ้นตอนกลางคืน ลอเรนซ์ผสมความโกรธลงไปพร้อมกับตะโกนเพื่อบอกให้เธอรู้ ไม่ใช่เพื่อรั้งเธอไว้ แต่เพื่อบอกว่าถึงจะจากไปก็ไม่ต่างอะไร “เจ้าคิดว่าข้าต้องเก็บเงินเท่าไหร่...กว่าจะซื้อของพวกนั้นได้ครบกัน ข้าจะตามเจ้าไป...ข้าจะตามเจ้าไปจนถึงป่าแดนเหนือเลย!” เสียงที่ลอเรนซ์ตะโกนสะท้อนก้องอยู่ในทางใต้ดิน แล้วในที่สุดก็เงียบหายไป โฮโลหยุดอยู่นิ่งมาตลอด แต่ในที่สุดเธอก็สะบัดหาง จะหันกลับมาแล้วเหรอ ในที่สุดลอเรนซ์หมดสิ้นเรี่ยวแรง แล้วทรุดลงพร้อมกับความเครียดจากความคาดหวังอย่างร้อนรนที่เต็มอยู่ในอก แต่โฮโลออกเดินอีกครั้งหนึ่ง แปะ แปะ เสียงดังขึ้นเบาๆดังขึ้นขณะที่เธอเดิน ลอเรนซ์รู้สึกว่าสายตาของตนเริ่มพร่ามัว ข้าไม่ได้ร้องให้อยู่ ด้วยสติที่ค่อยๆเลือนลางหายไป เขาคิดเช่นนั้นอย่างเต็มกำลัง
|